![]() |
คำกล่าวเปิดการสัมมนาและปาฐกถาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในพิธีเปิดการสัมมนาระดับชาติ เรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 12
และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เชื่อมั่นประเทศไทยร่วมเป็นผู้นำแก้ไขปัญหาเอดส์"
ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 เวลา 09.00 น.
ท่านรัฐมนตรี
ท่านปลัดกระทรวง
อธิบดี
ผู้ตรวจราชการ
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
สื่อมวลชน
และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคเอดส์ในระดับโลกยังมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวีถึงประมาณ 33 ล้านคน โดยมีประเทศที่ยากจนหรือกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างประเทศในทวีปแอฟริกา เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดและมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด สำหรับประเทศไทยนั้น เรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมากว่า 1 ล้านคน และในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งหมายความว่ายังมีอีกกว่า 500,000 คนที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้ว่าในอดีตประเทศไทยจะได้รับการยกย่องชื่นชมในแง่ของการแก้ไขป้องกันปัญหาเรื่องของโรคเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความสำเร็จของเราในการใช้แนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นก็คือแนวทางของการยอมรับความจริง และใช้นโยบายแบบเปิดเผย ผมจำได้ว่าขณะนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ชื่อ ชวน หลีกภัย เป็นคนแรกที่ยืนยันว่าเราต้องใช้แนวทางนี้ และช่วงแรกก็ถูกต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือธุรกิจการท่องเที่ยว ที่บอกว่าการที่เราใช้นโยบายที่เปิดเผยจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของเรา แต่สุดท้ายแนวทางนั้นคือแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นแนวทางที่เมื่อได้รับการสานต่อจากหลาย ๆ ฝ่าย และผู้ที่มีชื่อเสียงเช่น ท่านอดีตรัฐมนตรีมีชัย วีระไวทยะ ที่ได้มาช่วยทำงานรณรงค์ ก็ทำให้เราสามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงต่อมาก็มีการจัดระบบบริการดูแลรักษาพยาบาล ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้ารับการรักษาและเข้าถึงยารักษา หรือยาต้านไวรัสเอดส์ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มีความเปลี่ยนแปลง มีความวิวัฒนาการ มีการเคลื่อนไหว ซึ่งก็ทำให้กลุ่มผู้ติดเชื้อก็มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เช่น กรณีของหญิงบริการหรือผู้ติดยาเสพติด ก็ทำให้การเข้าไปแก้ไขปัญหาหรือป้องกันปัญหาสามารถทำได้ง่าย แต่ระยะหลังเราจะเห็นว่า ผู้ติดเชื้อที่เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวรวดเร็วขึ้น จะมีทั้งกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน ซึ่งทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมีการปรับกลยุทธ์ ปรับแนวทางในการที่ป้องกันแก้ไขปัญหาด้วย
ผมคิดว่าการที่ขณะนี้เราได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ได้ครึ่งหนึ่ง คือครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อเมื่อปี 2550 ซึ่งมีประมาณ 15,000 คน ให้เหลือ 7,500 คน ในอีก 2 ปีข้างหน้า ถือเป็นเป้าหมายสำคัญ เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องของการป้องกัน และถ้าหากเราทำสำเร็จ คงจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกฝ่ายในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้
การป้องกันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาเอดส์ เพราะว่านอกจากจะเป็นการลดความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องชีวิต หรือการลดค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องก็ยังเป็นการป้องกันการสูญเสียในแง่ของทรัพยากรที่มีคุณค่า มีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เพราะฉะนั้น วันนี้อย่างที่ผมได้เรียนแล้วว่า เมื่อลักษณะของการติดเชื้อเปลี่ยนแปลงไป การปรับแนวทางในการรณรงค์ป้องกัน ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ทุกฝ่ายคงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเยาวชน ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการติดเชื้อ เนื่องจากขณะนี้ปัญหาในเรื่องของพฤติกรรม เรื่องของเพศสัมพันธ์นั้น มีความซับซ้อน มีความรุนแรง มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ในเรื่องเทคโนโลยี และสื่อต่างๆ ที่มีลักษณะยั่วยุ ซึ่งทำให้เยาวชนก็มีทัศนคติและพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป
ตัวเลขที่หลายท่านคงจะพอทราบก็คือระยะหลังนั้น วัยรุ่นไทยก็เริ่มมีเพศสัมพันธ์ อายุโดยเฉลี่ยน้อยลงไปโดยลำดับ ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 17 ปี หรือน้อยกว่าทั้งในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือสัดส่วนของวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แบบฉาบฉวยเพิ่มขึ้นมาก แล้วก็มีการป้องกันในเรื่องของการดูแลการใช้ถุงยางก็ลดลง ซึ่งทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ท้าทายทุกฝ่ายในการทำงานว่าจะรณรงค์ในการให้ความรู้กับเยาวชน และให้เยาวชนได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร
นอกจากนั้นกลุ่มที่มีอัตราที่ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือ กลุ่มชายรักเพศเดียวกัน ซึ่งขณะนี้อัตราการติดเชื้อเพิ่มจากร้อยละ 17 เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้วเป็นร้อยละ 28 ใน 2 ปีต่อไป และมีกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด ที่มีอาการติดเชื้อประมาณร้อยละ 48 และมีกลุ่มทหารเกณฑ์ นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ว่าผู้ติดเชื้อใหม่ราวร้อยละ 30-40 จะเป็นกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งไม่คิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ก็ขาดความตระหนักในการป้องกันที่ถูกต้องได้ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้เป็นงานที่มีความท้าทายในเชิงการป้องกัน ซึ่งถือว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่ ถ้าเราจะบรรลุเป้าหมายของเราที่จะลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปี 2550 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ผู้แทนเครือข่ายขอให้ผมอยู่ในแถวหน้าในการช่วยรณรงค์เรื่องนี้ ผมก็ขอรับเรื่องหนึ่งก็แล้วกันนะครับ คือว่ากลุ่มติดเชื้อที่เป็นกลุ่มแม่บ้าน ถ้าผู้ชายมีพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์ต่อคนในครอบครัว อย่างน้อยกลุ่มนี้ก็จะไม่มีความเสี่ยงนะครับ ขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ในเรื่องนี้ได้ครับ
สำหรับการดูแลรักษาโรคเอดส์ เราก็ประสบความสำเร็จพอสมควรในการขยายการบริการให้ผู้ติดเชื้อได้เข้าถึงยาต้านไวรัสได้อย่างทั่วถึงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข และในภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถที่จะให้ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ได้มากกว่า 120,000 รายแล้ว แต่ละเดือนก็มีผู้ป่วยรายใหม่เข้ามารับบริการ ประมาณเดือนละ 2,000-3,000 ราย ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาอุปสรรคซึ่งผมได้รับรายงานมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ที่อยู่ในระบบของประกันสังคม ซึ่งยังมีความไม่สะดวกในการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในต่างจังหวัดที่จะต้องเดินทางไกล ที่จะสามารถเข้าถึงยาตัวนี้ได้ ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการในเรื่องของโรคเอดส์ ก็จะนำเรื่องนี้เข้าไป เพื่อที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ดีที่สุด ความจริงได้มีโอกาสปรารภเรื่องนี้กับทางกระทรวงแรงงานไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังรายงานว่ายังมีปัญหาอุปสรรคอยู่ ก็จะได้ดำเนินการต่อไป แต่สำหรับประชาชนที่ใช้ระบบสวัสดิการของราชการก็ดี หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ดี ขณะนี้ก็ถือว่าสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ได้อย่างต่อเนื่อง อย่างทั่วถึง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของนโยบายของไทยในเรื่องของเอดส์
ประเด็นถัดมาที่ผมคิดว่ายังจำเป็นจะต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง และเราได้ฟังเสียงสะท้อนจากเด็ก เยาวชน รวมทั้งผู้แทนของเครือข่ายเมื่อสักครู่ นั่นก็คือการเคารพสิทธิของผู้ป่วย ก่อนเดินทางมานี้ เช้านี้ผมก็ยังเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ของเด็ก ๆ ที่ถูกปฏิเสธในเรื่องของการเข้าโรงเรียนที่จังหวัดยโสธร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการพื้นฐานในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ชัดเจนในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น การเข้าไปดูแลคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ติดเชื้อ ไม่ให้มีการถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ให้มีการถูกกีดกัน ไม่ให้ถูกรังเกียจจากสังคม ก็ยังคงเป็นงานสำคัญที่ทุก ๆ ฝ่ายต้องช่วยกันรณรงค์ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น โดยสรุปครับ ในเรื่องของงานทางด้านของการสร้างความตื่นตัว ความตระหนักในปัญหาเอดส์ยังเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยทำกันอย่างต่อเนื่องต่อไป การให้ความรู้โดยเฉพาะการสอนด้านเพศศึกษาในระดับชั้นต่าง ๆ ที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งโดยกระทรวงศึกษาธิการ องค์กรภาคีเครือข่าย รวมไปถึงการให้ความรู้แก่สังคมโดยทั่ว ๆ ไป ผ่านสื่อสารมวลชนยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด ขณะเดียวกันการปรับปรุงระบบการบริการผู้ติดเชื้อ รวมทั้งการดูแลคุ้มครองสิทธิ์ผู้ติดเชื้อก็เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในสังคมเช่นเดียวกัน
ผมหวังว่าผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในเรื่องนี้ จะให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และระดมทุกกำลัง ทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อที่จะให้เราบรรลุเป้าหมายในเรื่องของการลดผู้ติดเชื้อลงครึ่งหนึ่งในอีก 2 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการดูแลผู้ที่ติดเชื้อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกับประชาชนทั่วไป ผมขอเชิญชวนทุกท่านเข้ามาร่วมมือในการดำเนินการกับทางกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง และขออำนวยพรให้ทุกท่านได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง ประสบความสำเร็จ และประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความสำเร็จก้าวหน้าในทุกด้านต่อไป ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก