![]() |
คำบรรยายพิเศษ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง บทบาทประเทศไทยในเวทีโลก : มุมมองด้านการต่างประเทศ
ในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจราชการระดับกระทรวง
ณ ห้องดุสิตธานีฮอล์ล โรงแรมดุสิตธานี
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 เวลา 17.00 น.
ท่านรองเลขาธิการ ก.พ.
ท่านผู้บริหารระดับสูงทุกท่านผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้รับเชิญมาบรรยายเรื่อง บทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก มุมมองด้านการต่างประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในวันนี้ และขอแสดงความยินดีที่หลักสูตรนี้ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นทางด้านการต่างประเทศด้วย และต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านในที่นี้ให้ความร่วมมือกับคณะรัฐมนตรีในการที่หลักสูตรนี้ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่แน่ใจว่าที่ผมเดินทางมานี้จะชดเชยกับการที่ปกติจะไปศึกษาดูงานได้หรือเปล่านะครับ ก็คงจะไม่ได้ แต่ว่าก็ขอเรียนว่าขอบคุณที่ให้ความร่วมมือในภาวะซึ่งเราก็จำเป็นที่จะต้องจำกัดหลายสิ่งหลายอย่าง และอยากจะสนับสนุนให้การฟื้นเศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะก็คือการที่คนไทยจะมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจไทยด้วยกันเองนะครับ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ก็ต้องขอขอบคุณและจะพยายามให้ดีที่สุดที่พอชดเชยได้นะครับ ที่ท่านจะได้ฟัง
อยากจะใช้เวลาก็คงจะเป็นตามกำหนดเวลามีตั้ง 1 ชั่วโมงครึ่งนะครับ แต่จะเว้นเวลาช่วงท้ายไว้พอสมควร สำหรับการแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนพูดคุย ซักถาม ก็ถือว่าเปิดโอกาสให้ยิ่งกว่า ส.ส. นะครับ คือให้ถามกระทู้ได้เกิน 20 นาที และเป็นกระทู้สดด้วย เพราะว่าผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะถามอะไร แต่ว่าคงจะขอเริ่มต้นในช่วงแรกพูดถึงเรื่องของบทบาทของประเทศ และงานที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านการต่างประเทศ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน มากน้อยอาจจะแตกต่างกัน โดยขอเริ่มต้นในส่วนของมุมมองที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของประเทศ และของโลกในปัจจุบัน และความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันนะครับ และจากนั้นจะได้พูดคุยถึงแนวนโยบายและการทำงานของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านการต่างประเทศ ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา และการมองไปข้างหน้า และอาจจะรวมไปเจาะจงประเด็นเฉพาะบางเรื่อง ซึ่งอยู่ในความสนใจ และสุดท้ายอาจจะพูดถึงแนวทางการทำงาน ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับหน่วยราชการต่าง ๆ ในด้านการต่างประเทศทั้งหมดนะครับ
สิ่งแรกที่คงจะต้องย้ำ แต่ผมเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงทุกท่านคงเข้าใจดีอยู่แล้วคือว่า บทบาทของสิ่งที่เกิดขึ้นและงานทางด้านการต่างประเทศ ที่มีต่อภารกิจแทบจะเรียกว่าของทุกท่าน ในวันนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านับวันก็มีความสำคัญมากขึ้น ๆ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปเพียงไม่นานนัก อาจจะเพียงแค่ 20 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 5 ปีเราก็จะพบว่า ความสำคัญของงานทางด้านการต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มิติทางด้านต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับงานของทุก ๆ ท่านผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นกระแส เป็นแนวโน้มสำคัญ ที่ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจ ไม่พยายามที่จะเผชิญกับปัญหานี้ จะเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการทำงานมากยิ่งขึ้น ที่จริงก็เป็นเรื่องแปลกนะครับ ทุกคนก็พูดถึงโลกาภิวัตน์ทั้งนั้น จริง ๆ พูดกันมาผมว่าศัพท์นี้ก็ใช้กันมาเกือบจะ 20 ปีแล้วเหมือนกัน จำได้ว่าตอนแรกก็มีคนพยายามบัญญัติว่าโลกานุวัตร เขาก็ไปเปลี่ยนเป็นโลกาภิวัตน์ ซึ่งพยายามจะให้ความหมายว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มากับความเปลี่ยนแปลงในโลก แล้วศัพท์นี้ก็ติดตลาด ไปที่ไหนสัมมนา ไปประชุม ทุกคนก็จะพูดถึงยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ แต่ก็น่าคิดว่าผ่านมาเกือบ 20 ปี เราทบทวนมากน้อยแค่ไหนว่า ความเป็นโลกาภิวัตน์ที่จริงมันคืออะไร หรือมันไม่ใช่อะไรที่เราคิดว่ามันจะเป็น หรือผลของมันเป็นอย่างที่เราเคยคาดหมาย เคยคาดหวังไว้หรือไม่
ผมว่าหลายคนก็บอกว่ายุคนี้โลกเล็กลง การเชื่อมโยงอะไรต่าง ๆ มีมากขึ้น ก็เป็นที่ยอมรับกัน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็พบกับความเป็นจริงว่าถ้าใครเคยมองว่าการที่โลกเชื่อมโยงเข้าหากันโดยเทคโนโลยี แล้วนำมาสู่สิ่งที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ ทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวจริง ๆ ผมว่า 20 ปีเกือบ 20 ผ่านไปนี้คงต้องพูดอย่างชัดเจนนะครับว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแน่นอน คนที่เคยมองเรื่องโลกาภิวัตน์ในแง่ดีก็มองว่าถ้าคนทั้งโลกติดต่อสื่อสาร พูดคุย เชื่อมโยงกัน สุดท้ายมันน่าจะเกิดสองสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดี สิ่งแรกก็คือการกระจายโอกาสในทางเศรษฐกิจ เพราะว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางขึ้น การผลิตการแข่งขันจะนำไปสู่การที่คนที่มีประสิทธิภาพที่สุดสามารถที่จะมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจได้ การจัดสรรทรัพยากรก็จะสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น ผ่านกระบวนการทางการค้า การลงทุนข้ามชาติต่าง ๆ และคิดไกลไปถึงว่าซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เศรษฐกิจโลกก็จะดีขึ้น และจะเป็นธรรมมากขึ้น เพราะว่าถือว่าทุกคนก็มีโอกาสเท่าเทียมกัน จากการที่ตัวเทคโนโลยีทำลายกำแพงหรือสิ่งกีดขวางทั้งหลาย ทางด้านการค้าการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ส่วนที่สองที่คนเคยคาดหวังกันมากก็บอกว่า คนเราถ้าได้พูดคุยกันแล้วนี้ก็จะเข้าใจกันดีขึ้น ความแตกต่างทั้งหลายที่เคยมีอยู่ ซึ่งถ้าย้อนไปประมาณ 20 ปีนี้ ตอนนั้นก็มีความวิตกกังวลเรื่องยุคสงครามเย็น ความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกทำลายลงไปอีก เพราะฉะนั้นคนทั้งโลกก็จะขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น ในแง่ความคิดความอ่าน จะเรื่องระบบการเมือง จะเรื่องความแตกต่างในทางวัฒนธรรม ซึ่งก็น่าจะมีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น หรืออาจจะมีการปรับเข้าหากันมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นนอกจากโลภาภิวัตน์น่าจะนำมาในเรื่องของความมั่งคั่ง ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ก็น่าจะเป็นยุคที่โลกมีสันติภาพอย่างแท้จริง หลายคนเคยพูดไว้นะครับในช่วงที่เกิดกระแสที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ แต่ผมว่าเราก็เห็นชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น เรื่องสันติภาพก็เป็นเรื่องแปลกว่า ความแตกต่างในเชิงลัทธิ อุดมการณ์ทางการเมืองอาจจะลดลงหลังจากสงครามเย็น หลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงไป แต่กลับปรากฏว่าความขัดแย้งพื้นฐานเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรือความขัดแย้งที่หลายประเทศซึ่งมีพรมแดนติดต่อกัน จะมีปัญหาซึ่งกันและกัน กลับยังดำรงอยู่อย่างชัดเจน แล้วก็มีหลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตด้วยซ้ำว่ามันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ในความคิดเดิมของบางฝ่ายที่บอกว่าโลกาภิวัตน์จะสร้างพลเมืองของโลก ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน กลับกลายเป็นว่าในยุคนี้กระแสเรื่องชาตินิยม กระแสในการที่จะต่อสู้กับโลกาภิวัตน์คือการดำรงอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็กลับรุนแรงขึ้น แล้วก็ทำให้ความหวังที่ว่าโลกาภิวัตน์นำมาซึ่งทั้งสันติภาพ ก็ไม่เป็นจริง
เรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจยิ่งไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพราะว่าการเติบโตหรือโอกาสทางเศรษฐกิจที่มากับโลกาภิวัตน์ ก็ไม่สามารถที่จะกระจายไปได้อย่างทั่วถึงหรือเป็นธรรม และช่องว่างในแง่ของประเทศหรือคนในประเทศที่ร่ำรวยที่สุด กับยากจนที่สุดก็ถ่างขึ้นจนเป็นปัญหาเรื้อรังในเรื่องของหนี้สิน ของประเทศที่จนที่สุด และแม้กระทั่งในประเทศต่าง ๆ เอง ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทั้ง ๆ ที่เราก็ชอบพูดกันเรื่องว่าโลกาภิวัตน์จะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ บางทีเราต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์เหมือนกันว่า ผลกระทบที่มันส่งต่อตัวเรา สังคมของเราเป็นอย่างไร แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีความรู้สึกว่าโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด และมีความคิดว่าจะสามารถที่จะต่อต้านโลกาภิวัตน์ได้ ผมก็มองว่าก็ไม่สามารถที่จะทำได้อย่างที่พูด แม้จะมีความพยายามที่จะทำเรื่องเหล่านี้ในหลายต่อหลายสังคม หรือหลายต่อหลายประเทศเหมือนกัน เพราะว่าความเป็นจริงก็คือว่า สังคมใดก็ตามก็ไม่สามารถที่จะฝืนเรื่องของเทคโนโลยีซึ่งอำนวยให้คนสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่เคยมีโอกาสทำมาก่อน
เมื่อเช้าผมก็ไปที่ราชบัณฑิตยสถานเพื่อมอบรางวัลเรื่องผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น เป็นประเด็นที่ถูกตั้งอยู่ในสังคมตลอดเวลาว่าเด็กรุ่นใหม่ของเราการใช้ภาษาไทยมีปัญหา ถามว่ามองไปในสังคมในปัจจุบัน และมองไปข้างหน้า จะไปบอกว่าเด็กใช้ภาษาไทยไม่ดีเพราะว่าไปใช้ภาษาอื่น ภาษาอังกฤษหรือภาษาอะไรกันเยอะ ใช่หรือไม่ ผมว่าเขาถกเถียงกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คงปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า คงไม่สามารถไปบังคับให้เด็กเยาวชนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ อยู่กับอินเตอร์เน็ต แล้วไปบอกเขาว่าไม่ให้เขาไปรับวัฒนธรรมที่อื่น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ผมนึกย้อนกลับไปง่าย ๆ นะครับ แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจของเราเอง ที่จริงเมื่อตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี 2544 ก็เคยมีคนไปอยู่ในรัฐบาลขณะนั้นบอกว่า จะทำให้ประเทศไทยพึ่งเศรษฐกิจโลกน้อยลง แต่ผ่านไป 8 ปีตัวเลขมันฟ้องตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยก็พึ่งหรืออิงกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าเดิม แล้วถึงวันนี้มีคนพยายามแนะบอกว่าจะแก้ หรือเอาเศรษฐกิจเราออกจากวิกฤตครั้งนี้ จะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยอิงกับเศรษฐกิจโลกน้อยลง ผมก็ไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติจะทำได้ ใครจะเป็นคนห้ามพ่อค้า นักลงทุน นักการเงิน ซึ่งเขามีโอกาสที่ไปเปิดขึ้นมาใหม่ แล้วก็ให้ผลตอบแทนเขาสูงกว่า ใครจะไปห้าม บอกเขาว่าเขาไม่ควรที่จะใช้โอกาสตรงนั้น เพียงแต่ว่าถ้าเขาใช้โอกาสตรงนั้นเขาก็ต้องรู้เท่านั้นเองว่าเขาก็มีความเสี่ยง ที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนความแปรปรวนจากเหตุการณ์ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไกลตัว แต่ว่าเตือนเขาแล้ว เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือเขาจะสามารถทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมพยายามจะเสนอมาตลอดว่า เรื่องของโลกาภิวัตน์และเรื่องของกระแสของโลก ดีที่สุดไม่ใช่ไปบอกว่ารับมันเข้ามาโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ใช่ไปต่อต้านมัน แต่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับมัน แล้วดูสิว่ามันใช้ประโยชน์ตรงไหนได้ แล้วมีอะไรบ้างที่เราต้องระมัดระวัง นี่คือหัวใจ แต่ว่าผมก็ยังมีความเป็นห่วงว่าวิธีคิดในสังคมหลายอย่าง ก็ยังไม่เอื้อต่อการที่จะทำความเข้าใจอย่างแท้จริงนะครับ กับสถานะของประเทศในแง่ของความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลกหรือประชาคมโลก
ผมยกตัวอย่างว่าทุกวันนี้เวลาคนประเมินผลในเรื่องของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจขยายตัวมาก เศรษฐกิจขยายตัวน้อย หลายคนก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องภายในของเราที่กำหนดได้ บางคนก็บอกว่าเป็นฝีมือรัฐบาลนั้นหรือเปล่า เติบโตได้เท่านี้ เป็นฝีมือรัฐบาลนี้หรือเปล่าที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ที่จริงถ้าใครไปดูตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ผมว่าดีไม่ดีให้ดูกราฟแล้วไม่บอกว่าเป็นของประเทศไหน ไม่มีใครตอบได้ครับว่ากราฟเป็นของประเทศไหน คล้ายกันหมด แต่สังคมก็ยังไม่ได้คิดและยอมรับในลักษณะนั้น อาจจะมีวิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนขึ้น ว่าความผูกพันของเรากับประชาคมโลกเศรษฐกิจโลกมีมากแค่ไหน เพราะว่าเที่ยวนี้ทุกคนก็ดูจะเข้าใจดีว่า เศรษฐกิจของเราไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานในเรื่องของระบบการเงิน ในเรื่องอะไรทั้งสิ้น แต่พอเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลายเจอวิกฤตเข้าเท่านั้นเอง ส่งออกท่องเที่ยวก็ลดลง ตอนนี้เฉลี่ยอยู่ประมาณร้อยละ 20 นับตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา แล้วก็ส่งผลทันทีให้เศรษฐกิจในภาพรวมหดตัว ก็แทบจะเรียกว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าวันนี้ตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ ก็คงออกมาแล้วนะครับ ร้อยละ 7.1 ที่ติดลบ 3 เดือนแรก อันนี้ก็เป็นตัวเลขที่หนักที่สุดไม่นับปี 2541 แต่เชื่อไหมครับว่าตัวเลขลบ 7.1 ขณะนี้ในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ประกาศตัวเลขไตรมาสแรกแล้ว อันนี้คือตัวเลขที่ดีที่สุด ที่ประกาศไปแล้วมีฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ติดลบ 9 ติดลบ 11 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เราแทบไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็เช่นเดียวกันนะครับ กรณีอย่างสิงคโปร์ กรณีอย่างฮ่องกง แม้กระทั่งญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานมากมายนักนะครับ ในตอนที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น
นี่ก็เป็นตัวอย่างว่าเราก็ผูกพันกับเรื่องของโลกอย่างใกล้ชิดมาก แต่บางครั้งในสังคมของเราเองเวลาพูดคุยกันยังไม่ค่อยมองดูว่าตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว หรือยกตัวอย่างกรณีของราคาน้ำมัน ราคาพืชผลการเกษตร เช่นเดียวกัน ความเข้าใจในสังคมของเราว่าที่จริงแล้วตัวที่กำหนดราคาพืชผลการเกษตรได้ หลักจริง ๆ ก็คือราคาในตลาดโลก ไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลประกาศรับจำนำ อันนี้ก็ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่สังคมเราดูจะทำความเข้าใจมากนัก แล้วก็ทำให้เป็นปัญหาในการกำหนดนโยบาย แล้วก็วางกระบวนการแนวทางในการแก้ไข อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งตอนหลังนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ในกรณีของปัญหาที่เกิดวิกฤตพลังงานขึ้น แล้วก็มีความพยายามที่จะเอาสินค้าเกษตรไปผลิตพลังงานทดแทน ก็ทำให้ต่อไปนี้ราคาน้ำมันกับราคาพืชผลจะผูกกันด้วย ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน เช่นเดียวกันนะครับ เราก็ยังไม่แน่ใจว่าในสังคมของเรา เวลาทำงานเราเข้าใจตรงนี้กันมากน้อยแค่ไหน
อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ทั้งๆ ที่เราพูดเรื่องโลกาภิวัตน์กันมาเกือบ 20 ปี แต่เราก็ยังเหมือนกับไม่ได้ทำความเข้าใจกับผลหรือความเป็นจริงที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์อย่างถ่องแท้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก็น่าเป็นห่วง ขณะเดียวกันการที่เราอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ก็ไม่ได้หมายความว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยที่แตกต่างจากคนอื่น หรือเราจำเป็นที่จะต้องไหลไปตามกระแสหลัก ซึ่งหลายคนก็อาจจะบอกว่าถูกครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจ การคิดที่อาจจะมีความแตกต่าง การใช้นโยบายซึ่งออกไปข้างนอกกรอบในหลาย ๆ เรื่องก็ยังมีช่องทางที่ทำได้อยู่ และบางครั้งถ้าเราไม่ศึกษาให้ละเอียดถ่องแท้ เราก็อาจจะไปจำกัดตัวเอง เพราะฉะนั้นบางเรื่องก็ต้องมาถกกัน ตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง เช่น เรื่องปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ การบังคับใช้สิทธิ ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องที่ผิดนะครับ ก็มีเงื่อนไขของมัน ใช้แค่ไหนที่เป็นที่ยอมรับได้ ใช้แค่ไหนที่ไม่ขัดต่อกติกาของโลก ไม่ใช่ว่าใช้ปั๊บแปลว่าผิด ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นกรณีที่ว่าใช้ได้ตามใจชอบ ของอย่างนี้บางทีเราก็ไม่ได้มีการติดตามศึกษากันอย่างจริงจังมาก่อน อย่างนี้เป็นต้น และกติกาของโลกเองบางเรื่องนี้ต่อไปก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีทรัพย์สินทางปัญญา ปัญหาที่เทคโนโลยีทำให้การคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เรื่องลิขสิทธิ์ของสิ่งที่ต่อไปอยู่ในรูปของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์เสียหมด มันไม่มีทางหรอกครับที่จะยืนอยู่กับกฎ กติกา แบบเดิม ๆ ว่าจะให้มาคุ้มครองเรื่องลิขสิทธิ์นั้นได้ มาไล่จับซีดีเถื่อนอยู่แถวนี้ก็ไม่ได้แก้ปัญหา คนในบ้านเขาเองแลกเปลี่ยนไฟล์อิเล็กทรอนิกส์กัน ซึ่งมีผลกระทบแรงต่ออุตสาหกรรมบันเทิงมากกว่าด้วยซ้ำ แล้วเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมบันเทิงก็ต้องคิดวิธีการทำธุรกิจใหม่แล้ว อย่างเช่นธุรกิจเพลง ความหวังว่าจะสามารถเอารายได้จากการขายซีดี เดี๋ยวนี้เขาต้องเลิกคิดกันเกือบหมดแล้ว แล้วจะทำอย่างไรที่จะมีรายได้อยู่ในขณะที่การป้องกันไม่ให้คนทำไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ซ้ำ แล้วก็ส่งต่อแล้วแบ่งปันกัน ก็เป็นเรื่องที่ธุรกิจบันเทิงเขาก็ปวดหัวอยู่ในโลก
เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างตรงนี้คือจุดที่ผมคิดว่าอยากจะให้ทุกท่านได้ตระหนัก และผมก็ไม่คิดว่ามีกระทรวงไหน คือบางคนอาจจะบอกเอ๊ะเรื่องต่างประเทศก็เกี่ยวกันอยู่ไม่กี่กระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อะไรทำนองนี้ ที่จริงไม่ใช่ ทุกกระทรวงต้องเอามิติทางด้านต่างประเทศเข้าไปจับ แล้วก็ขณะเดียวกันเรื่องของโลกาภิวัตน์เรื่องของการต่างประเทศก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ แล้วกระแสหลัก ๆ ของโลกขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือการค้าเสรีอีกต่อไปด้วย แต่อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองบ้าง เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ความผันผวนแปรปรวนในเรื่องภูมิอากาศ และการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ เพราะฉะนั้นทุกกระทรวงจะเกี่ยวข้องเกือบหมดนะครับ ถ้าเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าเกี่ยวข้องกับคน ก็จะเจอสิ่งเหล่านี้หมด ประเด็นก็คือว่าเราจะมีแนวทางในการทำงานของเราเพื่อให้สอดรับ และได้ประโยชน์สูงสุดตรงนี้อย่างไร
ผมเรียนว่าสิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอย่างค่อนข้างรวดเร็วก็คือว่า เราต้องเลิกคิดในเชิงตั้งรับ ผมยกตัวอย่างเช่น เวลาเราได้ยินมาตรฐานสากล สมมติว่าเรื่องแรงงาน ผมสังเกตดูปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่ของเราก็ยังเป็นว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เขาเอามาใช้เล่นงานเรา เราต้องคิดหาทางป้องกัน เราต้องคิดหาทางตอบโต้ แต่ทำไมเราไม่คิดว่าที่จริงถ้าแรงงานของเราได้รับสิทธิเท่ากับแรงงานที่เขายอมรับว่าเป็นมาตรฐานสากล นั่นคือคุณภาพชีวิตของแรงงานเราที่ดีขึ้น หรือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เราเคยมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องที่เขาจะมาใช้เล่นงานเราหรือเปล่า เราก็ยังไม่ยอมคิดว่าที่จริงทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นเครื่องมือสำคัญถ้าหากว่าประเทศไทย เศรษฐกิจไทยอยากจะเติบโต โดยการสร้างมูลค่าจากความคิดที่สร้างสรรค์ในประเทศของเราเอง ผมว่าถ้าเรายังตั้งรับอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งเราก็ทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา มันเกิดขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น สิทธิมาตรฐานต่าง ๆ ที่คนของเราพึงจะได้รับก็ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ที่สำคัญคือว่าถ้าเรายังคิดในเชิงตั้งรับอยู่ การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปโครงสร้างหลายอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเราจะพยายามคิดอยู่ในโครงสร้างเดิมกรอบเดิมก่อน แล้วก็คิดว่าความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามเป็นภัยคุกคามไม่ใช่โอกาส ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น
ผมอยากจะเห็นนักบริหารในรุ่นนี้มองความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นโอกาสเสียก่อนในเบื้องต้น แล้วก็ดูว่าเราจะพลิกความเปลี่ยนแปลงตรงนั้นเป็นโอกาสสำหรับคนของเราได้อย่างไร แน่นอนนะครับเราจะไปเลียนแบบเขา ก้าวกระโดดเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ แต่มันต่างกันนะครับ ถ้าเราเริ่มต้นจากจุดที่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังจะถูกบังคับ เราจะไปได้ช้าที่สุด ไม่อยากทำ แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือแนวโน้มในอนาคตที่เราต้องไปอยู่แล้ว และเราอยากจะไปแบบไหน ไปช้าไปเร็วมันจะต่างกันมากในวิธีคิดวิธีการทำงาน และผลสัมฤทธิ์ของสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เรากำหนด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ถ้าเราเริ่มต้นจากการพยายามจับกระแสหลายอย่าง ซึ่งเรามองแล้วว่ามันเป็นกระแสของโลกที่เราก็ต้องเดินไปนั่นแหละ ชอบไม่ชอบก็แล้วแต่ แล้วมาพยายามกำหนดแนวทางของเราว่าจะเดินไปอย่างไร มากกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับว่าเราพยายามยืนอยู่กับที่ แล้วเขาก็จะฉุดเราไป แล้วเราก็จะยื้อและดูว่าจะไปเร็วไปช้าอยู่ที่แรงฉุดกับแรงยื้อ ถ้าทำตรงนี้ได้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทั้งในเชิงนโยบายและการบริหารในภาครัฐที่มีความสำคัญมาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นภาพรวมในเบื้องต้นก่อนที่ผมอยากจะบอกว่าอันนี้คือสิ่งที่เราอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงทัศนคติที่มีต่อปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงของโลก
พอมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ผมเองก็เข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ในช่วงที่มีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างที่ได้กล่าวไปบ้างแล้ว และในภาวะที่ประเทศไทยเองมีปัญหาภายใน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศด้วย ตรงนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับว่า วันนี้ก็แยกไม่ออกหรอกครับเรื่องภายในกับเรื่องต่างประเทศ เราอาจจะพยายามไปบอกว่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองของเรา ที่วุ่นวายมา 3 ปี อาจจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำนี้ไม่เป็นไรหรอก เป็นเรื่องภายใน มันไม่เกี่ยวอะไรกับชาวต่างประเทศ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา ต้อนรับนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม ต้อนรับนักลงทุนเหมือนเดิม คือเราก็พูดได้ แล้วก็จริงนะครับเรายัง ต้อนรับนักลงทุนนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม แต่ถามว่าเป็นจริงแค่ไหน น่าเชื่อถือแค่ไหนในสายตาของชาวโลก เขาก็ไม่รู้หรอกครับเพราะว่าสิ่งที่เขาเห็นเกี่ยวกับเราก็เป็นสิ่งที่เป็นภาพถ่าย และมันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งว่าคนจะจำข่าวร้ายได้ ข่าวดีจำไม่ค่อยได้ เวลามีชุมนุมมีประท้วงนี้เขาจะเห็นภาพเหล่านั้นหมดเลยนะครับ พอเหตุการณ์สงบแล้วเขาก็ไม่ค่อยถ่ายเหตุการณ์ความสงบหรอก ดีไม่ดีมีรายการที่เกี่ยวกับเราก็เอาภาพเก่ามาฉายซ้ำอีก อันนี้คือปัญหาว่าช่วงที่ผมเข้ามาก็ต้องพยายามที่จะแก้ไข ซึ่งก็ทำให้ต้องใช้เวลาในการไปทำความเข้าใจในต่างประเทศพอสมควร ซึ่งในทางการเมืองก็ต้องยอมรับว่าสำหรับผมก็เป็นภาระที่หนัก เพราะว่าเวลาปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาในประเทศมันหนัก คนก็มีความรู้สึกว่าเราก็ไม่ควรที่จะเดินทางออกไปนอกประเทศ ผมก็ต้องพยายามหาความพอดีนะครับ แต่ก็เห็นว่าในช่วงที่เข้ามาในช่วงแรกก็พยายามที่จะไปบอกให้ชาวโลกรู้ว่ารัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง เศรษฐกิจ ไปในทิศทางไหน และจะทำอย่างไร ไปประชุมในเวทีอย่างเช่น World Economic Forum ให้ความสำคัญกับการที่เราเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมอาเซียน และเป็นประธานของอาเซียน เดินทางไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนเอง และประเทศที่มีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์กับเรา เช่น ญี่ปุ่น และคงจะได้เดินทางไปจีนในเร็ว ๆ นี้เช่นเดียวกัน ก็ต้องทำกัน เป็นเรื่องจำเป็น เพราะว่าถ้าไม่ทำเขาก็ไม่ทราบ เขาก็จะเห็นแต่จากภาพข่าวที่ถูกนำเสนอออกไป
อย่างครั้งสุดท้ายล่าสุดผมไปฮ่องกงไปเช้าเย็นกลับ ก็เห็นได้ชัดว่าการที่ได้ไปพบปะกับสื่อต่างประเทศซึ่งอยู่ที่ฮ่องกงก็ดี หรือนักธุรกิจผู้ประกอบการต่าง ๆ ก็ได้ช่วยทำความเข้าใจอย่างมาก ซึ่งก็ต้องทำต่อ แต่ว่าการทำนี้มันก็ต้องอยู่กับความเป็นจริง ก็ยอมรับครับว่าหลังจากเหตุการณ์ที่การประชุมอาเซียนที่พัทยาต้องเลื่อนออกไป เพราะเหตุการณ์ชุมนุมและความไม่สงบก็ส่งผลกระทบแรงไปหมด เพราะว่าเขาเคยหวังว่ามันจะไม่มีแล้วในเรื่องปัญหา เขาก็เห็นว่ามันยังมีอยู่ และการไปทำความเข้าใจจะไปบอกเพียงแค่ว่าไม่เป็นไรเหตุการณ์สงบลงแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ เขาถามต่อเลยว่าสงบลงแล้ว ๆ จะมีอีกไหม ซึ่งตอนนี้เราก็พยายามทำความเข้าใจว่าเดิมทีรัฐบาลก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เดือนเมษายน ด้วยเหตุที่ว่าผมก็มีแนวทางชัดเจนตั้งแต่เข้ามาว่าผมไม่ไปทะเลาะกับใคร และใครจะสิทธิก็อะลุ่มอล่วยให้เต็มที่ ผมก็ใช้คำพูดเองนะครับว่าตบมือข้างเดียวไม่น่าดัง แต่ว่าสุดท้ายมันก็ไม่ใช่เพราะว่าในเดือนเมษายนนั้นเองก็ชัดเจนว่าถึงเราไม่อยากไปขัดแย้งกับเขา เขาก็มีคนส่วนหนึ่งนะครับไม่ไปพูดว่าเป็นผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ แค่เพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ใช่แกนนำทุกคนด้วย ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องทำให้มันวุ่นวายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันก็ทำให้เราปรับตัวไม่ทัน จึงเกิดเหตุที่พัทยา และจึงมีความจำเป็นว่าต้องเอากฎหมายพิเศษหรือตัว พ.ร.ก. ออกมาใช้ ซึ่งในแง่ปฏิบัติการ ผมว่าในสายตาชาวโลกที่ไปสัมผัสมาเขาก็เข้าใจและยอมรับ แต่ก็ยังย้อนกลับมาว่า แล้วต่อไปข้างหน้าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร
ในขณะนี้ผมก็ยืนยันว่าเราพยายามใช้กระบวนการของสภาฯ พอเหตุการณ์จบผมก็เปิดสภาฯ เปิดเสร็จก็มีความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่ายในสภาฯ อย่างน้อยว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการมาชำระสะสางเหตุการณ์ มีคณะกรรมการขึ้นมาช่วยดูว่าจะเดินไปข้างหน้า ในการที่จะหาทางออกทางการเมืองอย่างไร อันนี้ก็ยังเป็นจุดสำคัญที่เขาจะจับตาต่อไป ว่า 1 เดือนจากนี้ 3 เดือนจากนี้ 6 เดือนจากนี้ ความก้าวหน้าในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมก็ยืนยันว่าสนับสนุนกระบวนการนี้เต็มที่ แต่ก็จะระมัดระวังอยู่ตลอดว่าถ้ากระบวนการนี้ไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความยอมรับได้ ก็ต้องคิดค้นหาทางอื่นต่อ ไม่อย่างนั้นงานทางด้านการต่างประเทศก็เดินยาก เพราะว่าตรงนี้ได้กลายเป็นความรับรู้ของต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยไปหมดแล้ว และจะลบออกไปได้ต้องมีคำตอบมีทางออกที่ชัดเจนต่ออนาคต แต่ถ้าถามถึงทิศทางและสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ จากการที่ได้เดินทาง จากการที่ได้สัมผัสรับแขกต่างประเทศมา เขาก็เห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้วก็ยอมรับได้ โดยเฉพาะในโลกที่มีกระแสของสังคมประชาธิปไตยเป็นกระแสหลักอยู่
ในทางกลับกันนะครับ ในขณะที่เราก็ต้องแก้ปัญหาภายในเพื่อไปเป็นคำตอบต่างประเทศ บทบาทของเราในเวทีต่างประเทศก็ลดลงไม่ได้ บังเอิญก็เป็นจังหวะเวลาที่ผมเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานของอาเซียนด้วย แน่นอนการจัดการประชุมก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็คือว่าเมื่อมีประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในความสนใจของโลก และเกี่ยวข้องกับภูมิภาคเรา เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ การไปนำเสนอใน World Economic Forum และต่อมาได้รับเชิญเข้าไปประชุมในกรณีของ จี 20 ก็ถือเป็นบทบาทสำคัญ แล้วผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วต้องถือว่าได้ผลก็คือ เสียงของเราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา หรือเศรษฐกิจที่พัฒนาใหม่ ได้รับการยอมรับ ได้รับการตอบสนองจากประเทศในสหรัฐฯ ในยุโรปมากขึ้นอย่างชัดเจน ในการประชุม จี 20 เทียบกับช่วงปีที่แล้วที่วอชิงตัน จี 20 สนใจแต่เรื่องว่าจะแก้ปัญหาระบบธนาคารในสหรัฐฯ ในยุโรปได้อย่างไรเป็นหลัก แถลงการณ์ที่ออกมาจากลอนดอนเน้นเรื่องของการมาดูแลว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกต้องไม่มากระทบกับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่กำลังมีการเติบโตแล้วก็ลุกลามไปเป็นปัญหาในเรื่องของการเมือง ความมั่นคง หรือปัญหาทางสังคม แล้วก็เริ่มยอมรับความจำเป็นที่ประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าต้องเข้ามาสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งบทบาทขององค์กรทางด้านการเงินระหว่างประเทศด้วย ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ซึ่งเปิดให้สินเชื่อในรูปแบบใหม่ ๆ กับหลาย ๆ ประเทศเพื่อเป็นการตอบสนองแก้ไขปัญหาตรงนี้
สิ่งที่เราทำนอกเหนือจากนั้นก็คือว่า เรายังได้มีความริเริ่มหลาย ๆ อย่างที่ขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น การแก้ปัญหาวิกฤตการเงินของการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค ที่ให้ความริเริ่มเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ขยายขอบเขตเจรจากับทางอาเซียน +3 เรียบร้อยแล้ว และก็น่าจะเดินได้ในช่วงปลายปีนี้ ก็ถูกหยิบยกให้เป็นแบบอย่างที่ดีของการที่มีความร่วมมือกัน และบทบาทของเราในเรื่องนี้ก็ได้รับการยอมรับ เรื่องของการต่อต้านการกีดกันทางการค้า และเสียงเรียกร้องให้เดินหน้าในการเจรจาการค้า ในเรื่องของการค้าเสรี ก็ได้รับการตอบสนอง เพราะว่าจะมีการรื้อฟื้นการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาขึ้นมาใหม่ ก็คาดว่าจะเริ่มจากการประชุม ไม่จี 8 ก็จี 20 ที่วอชิงตันอีกครั้งหนึ่ง และตอนนี้ผมก็คิดล่วงหน้าไปเลยว่า ถ้าการเจรจาการค้าของโลกรอบใหม่กำลังจะมีขึ้น ตอนนี้ผมได้ตั้งผู้แทนการค้าแล้วนะครับ งานหนึ่งหรืองานแรก ๆ ที่มอบหมายไปตอนนี้ก็คือไปประสานประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด ให้เตรียมแนวทางในการที่ไปใช้ทางการเจรจาการค้าโลกในรอบนี้ ให้เกษตรกรและประเทศที่มีภาคการเกษตรที่สำคัญได้ประโยชน์สูงสุด อันนี้ก็ต้องเดินตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นก็อยากจะบอกว่าในส่วนของรัฐบาลเองในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา งานทางด้านการต่างประเทศตรงนี้ก็ทำเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องกระชับความสัมพันธ์ เมื่อสักครู่กลับไปพูดในภาพรวมนะครับที่ชี้ให้เห็นว่าเรายังอยู่ในกระแสของโลก ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจอย่างไร ในเรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร แต่กับประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องทำกันเยอะพอสมควร และเรื่องของอาเซียนโดยรวมด้วย ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีนะครับว่าอย่างน้อย ๆ มี 2 ประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียกับลาว ที่ประมุขของประเทศได้มาเยือน เป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความหมายมากในแง่ของความสัมพันธ์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา อย่างกรณีของท่านประธานของประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เพิ่งเดินทางกลับไปนี้ ผมก็ได้ทราบว่ามีความพึงพอใจมากกับความร่วมมือที่เราผลักดันกันต่อเนื่อง ในช่วงที่ท่านมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานหรือเรื่องอื่น ๆ เป็นต้น เราก็จะต้องทำอีกเยอะนะครับในแง่ของประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นที่จะต้องช่วยกันแก้ไข มีประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนก็มีอยู่รอบ ๆ ตลอดเวลา กัมพูชานั้นแน่นอนนะครับ ปมปัญหาเรื่องของปราสาทพระวิหารก็ยังเป็นปมที่ยังค้างอยู่ และก็มีการดำเนินการของยูเนสโกที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ทำให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ก็มีการกำหนดแนวทางที่จะหาทางแก้อย่างเป็นระบบ ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง ไม่ให้เกิดการปะทะกันอีก และที่สำคัญที่ตกลงกันแน่นอนระหว่างนายกฯ ฮุนเซ็นกับผมคือว่า เรื่องนี้ต้องไม่มาเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในเรื่องอื่น ๆ คือเข้าใจว่าโดยสภาพของปัญหาในลักษณะนี้ การมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างมันอาจจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่ต้องไม่ให้ตัวนี้มาเป็นอุปสรรคของความสัมพันธ์โดยรวม อย่างนี้เป็นต้น
กรณีพม่า เช่นเดียวกันนะครับ เราก็ต้องรักษาจุดยืนของเราให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนตามกฎบัตรใหม่ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เราทั้งหมดก็บนพื้นฐานของความเป็นมิตรที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน และความห่วงใยของเราที่มีต่อพม่า โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับกระแสกดดันต่างๆ รอบโลก อันนี้ก็ต้องทำ ในส่วนของมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเอง เขาก็สนใจปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ของเรา แล้วเราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาของเรา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร เรายังยืนยันว่าปัญหานี้เป็นปัญหาภายในของเรา เราแก้เองได้ และการแก้ของเราต้องมุ่งไปที่กระบวนการของการพัฒนาเป็นหลัก พูดง่าย ๆ ก็คือเพื่อให้ได้ใจคนในพื้นที่ ถึงจะเป็นคำตอบที่ยั่งยืน และเป็นคำตอบที่มิตรประเทศของเราจะมีความสบายใจ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะมีประเด็นอยู่ ที่ถูกนำเสนอไปเป็นระยะ ๆ ว่าจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร ซึ่งแนวทางวันนี้ก็ต้องบอกครับ ถ้ามันมี ปิดไม่ได้หรอกครับ อยู่ที่ว่าเวลามันมี เรามีท่าทีอย่างไร ซึ่งผมก็ได้พูดชัดถึงจุดยืนของรัฐบาล แล้วทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเขาก็ขานรับ ว่าต่อไปนี้ถ้ามีเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้เขาสอบจริงจัง แล้วเขาจะลงโทษถ้ามันเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่มันเกินขอบเขตของกฎหมาย และจะมีปัญหามาเป็นระยะ ๆ นะครับ
คงจำได้ ต้นปีก็มีเรื่องปัญหาโรฮิงยาเข้ามา แล้วก็มีการกล่าวหาประเทศไทย ซึ่งผมก็ต้องจริงจังกับข้อกล่าวหาของเขา และมาหาคำตอบ และที่สุดก็ชี้แจงไป และก็จะเห็นว่าถ้าเราคิดแบบตั้งรับ เราก็จะพยายามปฏิเสธ หรือพยายามปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ แต่คราวนี้เราไม่ทำอย่างนั้นนะครับ คราวนี้เราก็แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้จริง ๆ มันไม่ใช่ปัญหาของเรา มันเป็นปัญหาของ 5 - 6 ประเทศในภูมิภาค และตอนนี้ทุก 5 - 6 ประเทศนั้นก็ยอมรับแล้วว่าเป็นปัญหาที่ต้องไปแก้กันในระดับภูมิภาค ก็ยกไปพูดกันที่กระบวนการบาหลีและก็มีการดำเนินการต่อไป ส่วนข้อกล่าวหาต่าง ๆ ก็ให้มีการสอบคือตรวจสอบข้อเท็จจริงกัน และอธิบายว่าพอเราไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเราพบอะไร ผมก็ยืนยันว่าที่กล่าวหาว่าเราเอาคนของ เอาโรฮิงยามาเฆี่ยนมาตี มามัดมือมัดเท้าแล้วจับโยนลงน้ำ ไม่มี แต่ว่าถามว่ามีกรณีที่เรือถูกผลักดันออกไปมีไหม มี แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าเวลามีกรณีเช่นนั้นก็มีการให้น้ำให้อาหาร แล้วพูดไปแล้วการกระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการกระทำอีกหลายภูมิภาคที่เขาผลักดันคนที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แล้วผมก็ยังบอกเลยว่าสื่อที่นำเสนอว่ามีหลักฐานว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็ขอให้เอาหลักฐานนั้นมาให้เรา จะมีรูปภาพจะมีการถ่ายวิดีโอหรืออะไรไว้ ซึ่งในที่สุดพอเรามีท่าทีอย่างนี้เรื่องมันถึงจบครับ แต่ถ้าเราพยายามที่จะตั้งรับอย่างเดียวและพยายามปิดและพยายามที่จะทำอะไรเหมือนกับเรื่องนี้ไม่สำคัญ หรือเรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา หรือเรื่องนี้คงเป็นความพยายามที่จะกล่าวหาใส่ร้ายกัน แล้วมีทัศนคติอย่างนั้น ผมว่าก็คงจะเผชิญกันหมดหลายสิ่งหลายอย่าง จะเป็นในยุโรปก็ดี หรือในสหรัฐฯ ก็ดีนะครับ แต่ว่าทั้งหมดนี้คือเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ในส่วนที่ผมพูดตั้งแต่ต้นว่าวันนี้เรามีความจำเป็นที่ต้องมีทัศนคติมุมมองอย่างไรต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกในการต่างประเทศ แล้วก็สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำในขณะนี้ภายใต้สภาวการณ์อย่างนี้ ซึ่งมีทั้งเรื่องทั่วไป มีทั้งเรื่องเฉพาะนี้ เราทำกันอย่างไร
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเรียนว่า อยากจะให้เป็นข้อคิดสำหรับแนวทางของท่านผู้บริหารระดับสูงทุกท่านในทุกกระทรวง ทบวง กรม เผื่อบางทีต่อจากนี้ไปเวลาที่ผมจะต้องรับแขกจากต่างประเทศ เราจะมีบทบาทในเชิงรุกได้มากขึ้น ๆ มากกว่าการรายงานผลหน่วยงานในลักษณะที่ให้ตั้งรับเรื่องนั้น ให้ตั้งรับเรื่องนี้ แล้วก็การที่เราไปทำงานในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุว่ามุมมองที่เราจะต้องมี บางทีก็อาจจะต้องมีการปรับคลื่นในแง่ของความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปต่างประเทศหลายครั้ง บางทีคนของเราถูกเล่นงานเพราะว่าเราทำผิดกฎหมาย กฎระเบียบ ส่วนใหญ่ก็จะให้ขอร้องว่าให้เราไปเจรจาว่า อย่าลงโทษเราได้ไหม ยกเว้นเราได้ไหม ซึ่งในความเป็นจริงก็คือมันไม่เป็นจริงครับที่จะไปให้หลายกลุ่มประเทศ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างกรณีสหภาพยุโรป ไปคาดหวังว่าสหภาพยุโรปจะสามารถมายกเว้นอะไรให้เราเป็นกรณีพิเศษนั้นยากมาก พยายามทำนะครับและก็ทำ แต่มันต้องคิดไปไกลกว่านั้นว่าถ้าเรามีปัญหาเรื่องนี้ เราจะหลุดจากเรื่องนี้หรือเราจะแลกเปลี่ยนกับเรื่องอะไร ก็คิดไปในเชิงรุกว่าทำได้ไหม หรือเวลาที่เราพยายามที่จะไปสนับสนุนส่งเสริมสินค้าไทย บางทีเราก็ยังคิดตามใจคนทำมากกว่าตามใจคนใช้ เช่น เราผลิตอาหารอย่างนี้ เราก็พยายามไปเจรจาให้เขายอมรับของเราอย่างนี้ แทนที่เราจะดูว่าตลาดเขาต้องการแบบไหนแล้วเราก็จะผลิตแบบนั้นไป คือถ้าเราคิดแบบหลังนี้มันก็ง่ายครับ เราทำได้ปั๊บมันก็เข้าตลาดเขาได้เลย ถ้าเราคิดแบบแรกก็เจรจากันไม่จบไม่สิ้น จะพยายามให้เขารับในสิ่งที่ตลาดหรือกฎระเบียบเขาบอกเขาไม่รับนี้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากส่งเสริมสนับสนุนการทำงานในเชิงรุกให้มากที่สุดนะครับในเรื่องของนโยบายทางด้านการต่างประเทศ
ประเด็นสุดท้ายนิดหนึ่งนะครับที่อยากจะเรียนว่า รัฐธรรมนูญก็มีบทบัญญัติมาตรา 190 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศโดยตรง ผมขอเรียนก่อนนะครับว่าที่จริงเจตนารมณ์ของมาตรานี้ดีมาก แล้วก็สอดคล้องกับหลักสำคัญของงานทางด้านการต่างประเทศในยุคปัจจุบัน คือว่าการทำงานในนโยบายทุกเรื่องซึ่งรวมทั้งด้านการต่างประเทศด้วยก็คือเราต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หรือจะบอกว่าประชาชนต้องมาก่อนก็ได้นะครับ หมายความว่าต่อไปนี้เรื่องการต่างประเทศเวลาที่เราคิดว่าเราไปเจรจาอะไร แล้วสังคมอาจจะมองว่าก็เป็นเรื่องของรัฐบาลไปตกลงกัน เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งจะไปตกลงกัน นั่นไม่ใช่การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีที่สุดก็คือเมื่อประชาชนสองประเทศมีความรู้สึกว่าคบหากันแล้วได้ประโยชน์จากกันและกัน แล้วเจตนารมณ์มาตรา 190 ไม่มีอะไรเลยครับ นอกจากบอกว่าข้อตกลงทั้งหลายที่จะไปทำนี้ ขอให้ตัวแทนประชาชนคนไทยผู้แทนปวงชนชาวไทยได้มีโอกาสพิจารณาด้วย โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าเอาเรื่องสำคัญ ๆ เช่น ไปตกลงแล้วต้องแก้ไขกฎหมาย ไปตกลงแล้วมีผลกระทบกับอธิปไตย ไปตกลงแล้วมีผลกระทบกับความมั่นคง ไปตกลงแล้วมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ งบประมาณ การเงิน อะไรทำนองนี้ ฉะนั้นจริง ๆ โดยหลักมาตรานี้เดินหน้า น่าสนับสนุนอย่างมาก ปัญหามีนิดเดียวคือว่าเราเป็นสังคมที่ชอบถกเถียงกันว่ามันแปลว่าอะไร แล้วก็เลยทำให้ขณะนี้คนก็มีความไม่ชัดเจนว่า แล้วอะไรล่ะที่กระทบความมั่นคง เศรษฐกิจ งบประมาณ อะไรล่ะที่บอกว่าเข้าข่ายที่จะต้องไปส่งให้สภาฯ เดิมนี้หลายคนเข้าใจว่าไปออกกฎหมายลูกเพื่อที่จะทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือว่ามันทำไม่ได้ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญนั้นกฎหมายลูกมีไว้เพื่อบอกในเรื่องของขั้นตอนวิธีการ ที่จะทำตามมาตรา 190 ไม่ได้อนุญาตให้ไปออกกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ว่าอะไรเข้าตามาตรา 190 หรือไม่
ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาทางปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ผมมองว่าโดยหลักการความจริงมันควรจะปฏิบัติได้นะครับ ไม่ใช่ปัญหาในเชิงหลักการ อาจจะมีบางเรื่องที่เป็นปัญหาในเชิงหลักการ เช่น เวลาที่การเจรจาไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงโดยตรง เพราะในทางปฏิบัติคือเรื่องนี้มันก็ต้องเป็นความลับ แต่การที่ไปบอกว่าเอาความลับไปเสนอผ่านกระบวนการของสภาฯ แม้จะประชุมลับก็เถอะ ผมว่าทั่วโลกยอมรับกันว่าไม่เป็นจริงหรอก ที่จะมีกระบวนไหนที่รัฐบาลเสนอต่อสภาฯ และจะเป็นเรื่องที่ดำรงความลับ โดยเฉพาะความลับในช่วงที่มีการเจรจาได้ จะมีตรงนั้นเท่านั้นเองที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาในเชิงหลักการ แต่ที่เหลือเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ก็กำลังแสวงหาความพอดีอยู่ ถ้าระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ แต่ความพอดีก็คือว่า ผมรู้สึกว่าบางยุค ส่วนราชการก็อาจจะคิดว่ามันคงไม่จำเป็นมั้ง คงตีความให้มันเลี่ยงได้ พอไปเกิดกรณีปราสาทพระวิหารเข้า คราวนี้ก็ตรงกันข้ามเลยครับ เรื่องที่ผมเห็นว่าไม่น่าจะต้องเข้าสภาฯ เลย เพราะมันไม่เข้าข่ายหลักเกณฑ์ หน่วยงานก็บอกเอาเข้าไปก่อนเถอะ กันเหนียว ผมก็ได้เตือนเอาไว้นะครับ เกิดวันหนึ่งสมาชิกสภาฯ เขารำคาญขึ้นมา เขาส่งตีความบ้างว่าส่งเรื่องที่เขาไม่มีอำนาจพิจารณาให้เขาพิจารณา เดี๋ยวมันจะยุ่งอีกทาง ตรงนี้คือปัญหานะครับ
ผมก็อยากจะเรียนว่าอยากให้ว่ากันตรงไปตรงมาครับ อธิบายไปเลย ถ้าท่านคิดว่าเรื่องนี้มันเข้า ก็ต้องบอกมาให้ได้ว่ามันเข้าในข้อไหน แล้วห้ามตอบว่า 190 วรรคสอง ต้องตอบได้ว่าอันนี้เป็นเรื่องผลกระทบที่ผูกพันทางงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าอย่างนี้อธิบายได้ว่าเข้าไม่เข้า แล้วผมก็พิจารณาได้ว่าจริงหรือเปล่า ก็จะดูว่าวงเงินสักเท่าไร เป็นเรื่องที่เป็นข้อยุ่งยาก แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งผมต้องขอให้ทุกหน่วยงานทำในขณะนี้ก็คือ ท่านเองต้องรู้ว่าในวงงานของท่านเองนี้ มีเรื่องไหนบ้างที่อยู่ในระหว่างการเจรจา เพราะฉะนั้นจะได้วางแผนล่วงหน้าได้ ว่าที่เจรจานี้มีเป้าหมายจะไปเซ็นกัน สมมติว่าปลายปีในการประชุมที่นั่นที่นี่ จะได้วางแผนได้ว่าต้องเอากรอบเจรจาเข้าที่ประชุมไหม เข้าเสร็จแล้วไปลงนาม ตกลงจะลงนามจะเอาเข้าได้เมื่อไร เพราะว่าการบริหารจัดการเรื่องกรอบเวลากับสภาฯ ต้องเรียนตรง ๆ เป็นเรื่องยากมาก หลายหน่วยราชการบอกไม่เป็นไรหรอก เรื่องไม่มีอะไร สั้น ๆ เอาเข้าไปในที่ประชุมสภาฯ พูดกันไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ แสดงว่าไม่เคยฟังประชุมสภาฯ ผมยังไม่เห็นเรื่องไหนน้อยกว่าครึ่งวันเลยครับ เพราะว่าข้อตกลง อย่างเมื่อก่อนนี้ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องของการจะดูแลไม่ให้มีการขนยาสูบผิดกฎหมายเข้ามานี้ พอเข้าปั๊บ เปิดอภิปรายทั่วไปหมดเลยว่า อุตสาหกรรมยาสูบเป็นอย่างไร ถ้ามีการเปิดการค้าแล้วเกษตรกรที่ปลูกยาสูบ คือไปได้หมด แล้วมันไม่ดีหรือครับ แล้วก็พอบอกว่าขอท่านประธานเปิดสภาฯ สัก 2 วัน เอาข้อตกลงสัก 10 ฉบับ ไม่เคยสำเร็จนะครับ จะต้องไปหาวันเพิ่ม เป็นเรื่องที่จะต้องขอความกรุณาว่าในส่วนของมาตรา 190 นี้ที่หลายคนมองว่าเป็นปัญหาอุปสรรคในเรื่องงานทางด้านต่างประเทศตอนนี้ จริง ๆ ถ้าเรากำหนดวิธีการทำงานของเราเอง มันบริหารจัดการได้ ก็ขอให้ช่วยทำตรงนี้ด้วยนะครับ
และก็ไหน ๆ ได้พูดถึงความร่วมมือตรงนี้แล้ว ผมก็อยากจะเรียนว่า ในแง่ของการขอความสนับสนุนจากท่านในการช่วยงานในภาพใหญ่ของการต่างประเทศ ทุกหน่วยงานทำได้ อย่าไปคิดว่างานสร้างภาพลักษณ์เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ หรือการค้าขาย ขายของ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ งานลงทุนเป็นเรื่องของกระทรวงอุตสาหกรรม งานท่องเที่ยวเป็นเฉพาะเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยว ที่จริงไม่ใช่ เรามาบูรณาการกันในแง่ของการมาช่วยในภาพรวมได้เกือบทุกหน่วยงาน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ตอนนี้นะครับว่า คนก็รับรู้ข่าวว่าประเทศไทยจัดประชุมอาเซียนที่พัทยาไม่สำเร็จ แต่ที่จริงหลังจากพัทยามานี้ มีไม่รู้กี่หน่วยงานนะครับ จัดการประชุมระดับนานาชาติ ที่เป็นข่าวแน่นอนก็กรณีอาเซียน + 3 รัฐมนตรีสาธารณสุข เรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่ว่าที่จริงมีตั้งหลายกระทรวงครับที่มีการจัดการประชุมนานาชาติ มีรัฐมนตรีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทีมงานของสหประชาชาติ งานขององค์กรภายใต้สหประชาชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งถ้าคิดในเชิงการประชาสัมพันธ์ดี ๆ ก็ช่วยในการทำให้โลกได้รับรู้ถึงความเชื่อมั่นในการที่ประเทศไทยจัดการประชุมนานาชาติครั้งต่อไปไปได้ในเบื้องต้น แล้วก็ในทุกวงการ ก็จะมีการเดินทางของบุคคลต่าง ๆ เข้ามา ก่อนมาก็เจอนักมวยครับ มีคนถามว่าทำไมต้องเจอนักมวย นักมวยตอนนี้ถูกจัดอันดับว่าที่จริงคือเก่งที่สุดในโลก เลือกที่จะมาเมืองไทย ต้องประชาสัมพันธ์ครับ เห็นเขามาเมืองไทยเขาไม่กลัว จะดูว่าต่อไปจะเป็นนักดนตรี นักกีฬา นักอะไรนี่ครับ ขอให้มาช่วยประชาสัมพันธ์เถอะครับ ทุกงานทำได้ทั้งนั้นครับ เราก็ต้องช่วยกันทำตรงนี้เพราะว่าจะไปบอกว่ามันเป็นเรื่องของ หรือหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่ได้นะครับ
สุดท้ายจริง ๆ นะครับคือว่าผมย้ำตั้งแต่ต้นว่าความผูกพันระหว่างปัญหาของโลกกับปัญหาของประเทศ สังคมโลกกับสังคมไทยมันก็แน่นแฟ้นใกล้ชิดมากขึ้น แต่เราก็ต้องรักษาความเป็นตัวของตัวเอง กำหนดแนวทาง กำหนดกรอบนโยบายแนวปฏิบัติต่าง ๆ ได้ เราคงจะต้องคิดให้กว้างเข้าไว้นะครับ อย่างที่ผมย้ำไปอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าไม่ใช่ทุกอย่างเป็นเรื่องแค่ผลประโยชน์ เรื่องการค้า ความสัมพันธ์ที่ดีมีความหมายมากในการสร้างโอกาส และยั่งยืน ที่น่าเป็นห่วงก็คือจะด้วยค่านิยมหรืออะไรก็ตาม ระยะหลัง ๆ แม้แต่งานต่างประเทศ เวลาจะทำอะไรก็มักจะตั้งคำถามกันประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือทำแล้วเราได้อะไร ถามว่าคำถามนี้สำคัญไหม สำคัญครับ เพราะว่าเป็นผลประโยชน์ของคนของเรา แต่ว่าถ้าคิดว่างานต่างประเทศคือถามเพียงเท่านั้น ผมก็ถามว่าแล้วใครเขาจะคบกับเรา ถ้าไปตกลงอะไรมาบอกเราได้กลับมาคุยโม้โอ้อวดว่าได้นั่นได้นี่ แล้วไม่คิดบ้างหรือครับแล้วเขาตอบคนของเขาอย่างไร ทำไมอยู่ดี ๆ พูดคุยกับเราแล้วเราได้ ๆ ๆ ไม่มีอะไรเสียเลย เป็นไปไม่ได้ แล้วการปฏิบัติต่อกันนี้จะไปคิดแต่เพียงว่าเราได้อะไรอย่างเดียวไม่ได้นะครับ เราอยากจะให้การต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยั่งยืน ก็เหมือนเราคบเพื่อนนะครับ ถ้าเราคบเพื่อนแล้วเราคิดแต่เอาจากเพื่อน ผมว่าเราก็คงไม่เหลือเพื่อนสักกี่คน อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหลักที่ผมเกรงว่าสังคมเรามองข้าม หลักง่าย ๆ ที่เป็น แทบจะเรียกว่าสามัญสำนึกไปเหมือนกัน แล้วก็แน่นอน เรามีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของเรา แต่ว่างานด้านการต่างประเทศนี้มีความละเอียดอ่อนในตัวของมันเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องพิธีการแล้วนะครับ สมัยก่อนคนจะกังวลเรื่องพิธีการมาก สมัยนี้เรื่องพิธีการไม่ค่อยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า ความละเอียดอ่อนในวิธีปฏิบัติวิธีคิด วิธีการพูดคุยเจรจาจะไม่มีอยู่เลย ไม่ใช่นะครับ ก็ใช้เวลามาพอสมควรนะครับ และจะเหลือเวลาให้นานกว่ากระทู้สดเล็กน้อยครับสำหรับท่านที่สนใจ และขอขอบคุณทางผู้เกี่ยวข้องที่จัดหลักสูตรนี้อีกครั้งหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องของการต่างประเทศ และขอบคุณอีกครั้งที่ให้ความร่วมมือในเรื่องนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการอบรมสัมมนาครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป