คำกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ทำได้จริง
เนื่องในการประชุมรายงานผลตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของรัฐบาล
ณ หอประชุม โรงเรียนหอวัง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.00-14.00 น.


ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านผู้บริหารองค์กรหลัก ท่านผู้บริหารการศึกษา
นักเรียน ครู และผู้ปกครองทุกคน

ผมรู้สึกความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้มาร่วมกับทุกคนรับทราบความสำเร็จในการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี15 ปี อย่างมีคุณภาพในวันนี้ เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวผมเองและผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำ ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ที่จริงแล้วอยากจะเรียนกับทุกคนว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องเรียนฟรี หรือการศึกษาที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ต้องมองย้อนหลังกลับไปนับ 10 ปี เพราะว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลในอดีตก็เคยมีความพยายามที่จะขยายในเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาภาคบังคับมาโดยตลอด จนกระทั่งช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ได้มีการผลักดันเรื่องนี้ ถึงขั้นไปเขียนเอาไว้ในกฏหมายสูงสุดของประเทศว่าเป็นสิทธิของปวงชนชาวไทย และสิทธิของเด็กไทย ที่จะต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ซึ่งรัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงมีคุณภาพ และไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ในขณะที่หลายฝ่ายได้ผลักดันเรื่องนี้ก็ได้มีการศึกษามาตลอดว่าภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้นโยบายเป็นจริงนั้นจะใช้เงินจำนวนเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มักจะมีการประเมินกันว่าการใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้นนั้นงบประมาณในแต่ละปี ในส่วนของโครงการนี้น่าจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นล้าน บ้างก็ว่าสองหมื่นล้าน บ้างก็ว่าสามหมื่นล้าน เป็นต้น ในช่วงแรกจึงได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลไว้ว่าบทบัญญัติในการเรียนฟรีจะมาบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2545 ผมได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ ความจริงเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2538 และตั้งใจว่าเรื่องของการศึกษาโดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาจะต้องเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของสิทธิ เพื่อความมั่นคงและชัดเจน แต่จำได้เช่นเดียวกันว่า ช่วงที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน ในส่วนของสภาการศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อปี 2540 - 25544 นั้น ก็เป็นจังหวะเวลาที่ประเทศประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง

ผมเชื่อว่าบางท่านจะจำได้ว่าในขณะนั้นก็มีปัญหามากว่า รัฐบาลจะต้องมีการปรับลดงบประมาณ ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะว่ากันว่าสถานการณ์ในขณะนั้น คนไปเทียบเคียงถึงขั้นว่าประเทศของเรานั้น เกือบจะถึงขั้นล้มละลาย ผมจำได้ชัดว่ารัฐบาลในขณะนั้นที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และผมซึ่งทำงานในด้านเศรษฐกิจและด้านการศึกษาด้วย เราชัดเจนมากว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น ต้องพยายามไม่ให้มากระทบกับโอกาสทางการศึกษาของลูกหลานของเรา เพราะขณะนั้นบทบัญญัติเรื่องการเรียนฟรียังไม่ได้บังคับใช้ สุดท้ายรัฐบาลก็ได้ไปดำเนินการจัดหาเงินมาจำนวนหนึ่ง และจัดมาสนับสนุนให้เด็กที่มีรายได้น้อย ได้รับเงินจำนวนหนึ่งเพื่อไปสนับสนุนผู้ปกครอง เพื่อลดอัตราของเด็กที่จะออกจากโรงเรียนในภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น แน่นอนเวลามีการประเมินว่าเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้น จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ ถ้าเป็นคนที่สนใจทางด้านเศรษฐกิจล้วน ๆ ก็มักจะพูดถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะมุ่งไปในเรื่องของการลงทุนทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปนึกถึงเรื่องของการลงทุน ในสิ่งที่จับต้องได้ เช่น ถนน แหล่งน้ำ เป็นต้น แต่ว่าสำหรับผม ผมถือว่าการลงทุนที่จำเป็นและคุ้มค่าที่สุดก็คือการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาคน และได้ยืนยันจุดนี้มาโดยตลอด และแม้เงินที่นำมาสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอาจจะไม่เห็นผลตอบแทนในวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ หรือแม้กระทั่งใน 3-4 ปี ข้างหน้า แต่ถ้าสามารถทำให้ลูกหลานของเราได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ และได้รับโอกาสกันถ้วนหน้าผมมั่นใจว่าในอนาคตตรงนี้คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับประเทศชาติ สังคม และรวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจด้วย

เพราะฉะนั้นผมก็เฝ้าติดตามมาโดยตลอดในเรื่องของการจัดการศึกษาฟรี พบความเป็นจริงว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการเองจะพยายามจะผลักดันเรื่องนี้ แต่ข้อสังเกตจากตัวเลขงบประมาณว่าไม่น่าสามารถที่จะจัดโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างสัมฤทธิ์ผลได้ โดยเทียบกับสิ่งที่เราเคยได้มีส่วนร่วมในการศึกษา การพูดคุยและแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด ดังนั้นแม้ว่าการเรียนฟรี 12 ปี หรืออย่างน้อย 12 ปี ตามกฎหมายบอกว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ปี พ.ศ. 2545 แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าทุกปีเราก็ยังได้ยินเสียงจากพ่อแม่ และผู้ปกครอง ที่บอกว่ายังคงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางในด้านการศึกษาอยู่ ส่วนหนึ่งแน่นอนครับ เช่น อุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน เครื่องแบบ และส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายซึ่งโรงเรียนจัดเก็บเพิ่มเติม ซึ่งเราก็ไม่ตำหนิโรงเรียน เพราะว่าเมื่อไปสอบถามก็พบความเป็นจริงว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงพอที่จะสามารถจัดการศึกษาได้ จุดนี้เลยทำให้เป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอดว่า นโยบายเรียนฟรีเป็นจริงหรือไม่ ในที่สุดเมื่อในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้พบความเป็นจริงว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เริ่มมาให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นประเด็นที่ได้สัมผัสกับผู้ปกครองทั่วประเทศที่ยังพูดถึงเรื่องนี้ ก็เริ่มมีการนำเอาประเด็นในเรื่องของการเรียนฟรีกลับมาเป็นเรื่องของนโยบายที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็แตกต่างกันไป บางคนก็อยากเสนอให้เรียนฟรีไปจนจบปริญญา แต่ว่าในส่วนตัวผมเองที่ยืนยันมาโดยตลอดคือ เราต้องอยู่กับความเป็นจริง

ถ้าฐานะประเทศของเราดีรัฐบาลมีฐานะการคลัง ซึ่งมีเงินล้นเหลือ ผมเชื่อครับว่า หลายคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็อยากจะจัดให้มีการจัดการศึกษาฟรีให้ได้จนถึงระดับปริญญา จะปริญญาตรีหรือต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ก็คงไม่ว่า แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลยังคงไม่อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นและสิ่งที่เราได้ตั้งใจคือ นโยบายนี้เราต้องเริ่มต้นจากการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในสิ่งที่มองเห็นจับต้องพิสูจน์ได้ เช่น รายการทั้งหลายที่ท่านรัฐมนตรีและที่วีดีทัศน์ได้มีการแสดงไปเมื่อสักครู่ คือ เรื่องการไม่เก็บค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ตำราเรียน และเครื่องแบบนักเรียนซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีการประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนผมเรียนว่าที่จริงแล้วการเรียนฟรีนั้นได้เกิดขึ้นในบางท้องถิ่นก่อนหน้านี้แล้ว ที่ได้พยายามเข้ามาทำนโยบายเรื่องนี้ เช่น กรณีของกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีความพยายามจะทำเรื่องนี้มาและก็ได้ทำเรื่องนี้มา ขณะนี้ถือว่าเป็นปีการศึกษาที่ 3 ที่กรุงเทพมหานครได้ยืนยันนโยบายนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า หากผู้บริหารมีความมุ่งมั่นตั้งใจลำดับความสำคัญพร้อมที่จะทำเรื่องนี้แล้วก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้และทำได้จริง เมื่อผมมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเมื่อปีใหม่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราถือว่ามีความสำคัญสุงสุด แต่ก็เหมือนโชคไม่ดีเข้ามาในภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจ แต่รัฐบาลได้ปรึกษาหารือกันและยืนยันว่า แม้ว่าในภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาเช่นนี้เราก็ยืนยันว่าการใช้จ่ายในเรื่องของการศึกษานั้นคุ้มค่า และถือว่าการที่เรามาลดภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองในยามนี้ก็ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เพราะเท่ากับเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายอันจะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองนั้น สามารถที่จะมีรายได้สุทธิมากขึ้น สามารถที่จะฟันฝ่าวิกฤตในช่วงนี้ไปได้ง่ายขึ้น รัฐบาลก็มีความเป็นห่วงว่าการเปิดภาคเรียนจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเข้ามาในช่วงต้นปีจะทำได้หรือไม่อย่างไร ที่สุดก็จะเป็นที่จะต้องจัดงบประมาณเพิ่มเติม เพราะงบประมาณปีงบประมาณปัจจุบันไม่ได้จัดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมซึ่งผ่านเป็นกฎหมายออกมา ดังนั้น รายจ่ายของโครงการนี้ของรัฐบาลจึงต้องจัดทำเป็นงบประมาณเพิ่มเติม และต้องขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ได้ให้การสนับสนุนจนรัฐบาลมีเงินงบประมาณในส่วนนี้มาทำงานได้ในช่วงเปิดเทอมครั้งนี้

หลังจากนั้นต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ใช้วิธีให้หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมว่า การที่จะเข้ามาผลักดันในเรื่องของการศึกษาฟรีนั้นจะทำในรูปแบบไหน อย่างไรและนำบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ มาทบทวนดูว่าแนวทางไหนน่าจะเหมาะสมที่สุด ข้อสรุปที่เกิดขึ้นข้อหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ในส่วนของการสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์การเรียน และเครื่องแบบนักเรียนนั้น รัฐบาลได้เลือกใช้วิธีการที่จะจ่ายเงินตรงไปยังผู้ปกครอง เพื่อที่จะทำให้การตัดสินใจการใช้จ่ายและปัญหาเรื่องของคุณภาพไม่มาเป็นประเด็นที่มีการถกเถียง ที่สำคัญคือ ถ้าหากว่ารัฐบาลต้องจัดทำในเรื่องนี้เสียเองข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการก็อาจจะนำไปสู่ในเรื่องของการขาดประสิทธิภาพ และพี่น้อง ที่ร้ายไปกว่านั้นก็อาจจะมีการรั่วไหลหรือการทุจริตหรือการคอร์รัปชั้นเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเราก็ระมัดระวังในเรื่องนี้มาก คงมีเพียงเรื่องของตำราเรียนเท่านั้น ซึ่งมีความยากกว่าในเรื่องของเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนที่ได้มีการจัดการสนับสนุนเป็นสิ่งของไป เพราะจะต้องยึดถือตามสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรที่ถูกกำหนดไว้ และบัดนี้ได้มีการดำเนินการไปเพราะที่ฟังเมื่อสักครู่นี้เกือบจะ 100 % แล้ว เรากำลังพูดถึงจุดเท่าไหร่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องเร่งรัดต่อไป

เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นความสำเร็จที่มีหลายฝ่ายในสังคมเฝ้ารอคอยมาเป็นเวลานาน ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลทำทั้งหมดนี้หลายคนบอกว่าเป็นนโยบายในลักษณะที่มาเอาใจกันหรือไม่ ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ สิ่งที่ต้องการทำทั้งหมด คือ ต้องการยืนยันสิทธิของลูกหลานเราที่จะได้เรียนรู้และเติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และสิทธิตรงนี้ย่อมหมายถึงว่า เราจะดูแลว่าการดำเนินการในปีการศึกษาต่อๆ ไป ก็จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ในส่วนของงบประมาณปี 2553 ได้มีการจัดงบประมาณไว้เพื่อให้โครงการนี้สามารถเดินต่อได้ และผมเชื่อว่า ถ้าโครงการนี้เดินต่อได้ในปีที่งบประมาณต้องถูกตัดลดลงเพราะปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ผมมั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้าระดับของการสนับสนุนในเรื่องการศึกษานั้นจะไม่ลดลงแน่นอน และทำให้โครงการนี้มีความยั่งยืน

อย่างไรก็ตามจะบอกว่าวันนี้การดำเนินการทั้งหมดจะปลอดจากปัญหาโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าความจริงเป็นไปได้ยาก เพราะเรากำลังพูดถึงจำนวนสถานศึกษาเป็นหลักหมื่น กำลังพูดถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักสิบล้าน ดังนั้นหากมีอะไรซึ่งยังเป็นข้อบกพร่องหรือยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐบาลพร้อมที่จะรับข้อมูลรับฟัง และทางกระทรวงเองก็ได้มีการจัดตั้งสายด่วน 1579 ขึ้นมาเพื่อที่จะรับเรื่องราวข้อมูลต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ยังมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าตนเองได้รับสิทธิครบถ้วนหรือไม่อย่างไร สามารถที่จะส่งข้อมูลมาเพื่อให้เราสามารถเข้าไปดำเนินการแก้ไขให้ต่อไป

ในแง่ของโอกาสการศึกษาและการสนับสนุนนั้น ผมเรียนว่ายังมีขึ้นอีก ซึ่งเราก็พยายามทำมากขึ้น เช่น สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติโครงการสนับสนุนให้เด็กนักเรียนทุกคนรับประทานอาหารกลางวันทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อหัว เพิ่มจาก 10 บาทเป็น 13 บาท และทั้งในแง่ของการครอบคลุมเพราะเดิมนั้นจัดไว้ให้นักเรียนร้อยละ 60 จะขยายให้ครบถ้วนเป็นร้อยละร้อย เช่นเดียวกับเรื่องนมโรงเรียน ซึ่งมีการขยายไปยังระดับประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 พร้อมๆ กันไปด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันว่า เราจะทำทุกวิถีทางที่จะให้ลูกหลานได้รับความพร้อมมากที่สุดในด้านการศึกษา

สำหรับการศึกษาที่สูงกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างที่ผมเรียนคือ วันนี้ยังไม่สามารถจัดให้เรียนฟรีได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้มีการเร่งขยายเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านรัฐมนตรีโดยเฉพาะท่านได้ไปดูว่ามีเงินที่เหลืออยู่ในกองทุน ซึ่งสามารถนำมาบริหารจัดการและก็ขยายจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่จะสามารถเข้าเงินกู้ตรงนี้ได้ มีการปรับปรุงการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เงินกู้นั้นออกไปช้า เพราะในบางปีออกไปค่อนข้างจะช้า และยังมีการปรับปรุงแนวทางบริหารในบางเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนักเรียน นักศึกษาที่นับถือศาสนาอิสลามก็มีการดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักศาสนาผ่านธนาคารอิสลามอย่างนี้เป็นต้น รวมไปถึงว่า สำหรับเด็กที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยก็ยังมีโอกาสในการที่จะกู้ยืมเรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน เพียงแต่ว่าการบริหารจัดการก็จะนำเข้ามาเป็นการบริหารจัดการภายใต้กองทุนเดียว เพื่อความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในปีต่อ ๆ ไป ทั้งหมดนี้คือ การยืนยันในเรื่องโอกาสสำหรับเรื่องคุณภาพนั้น ผมขอเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะปรับปรุง แก้ไขให้เป็นที่พอใจของหลาย ๆ ฝ่ายได้ ความจริงแล้วเราได้มีการประเมิน โดยเฉพาะระยะหลังได้มีการประเมินจากภายนอก คือ โดยองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษและทำการประเมิน ผลของการประเมินนั้น รัฐบาลจะนำมาใช้ในการที่จะปรับปรุงคุณภาพได้เป็นรายสถานศึกษา เพราะเป็นการจัดเก็บข้อมูลในรายสถานศึกษาคือพูดง่าย ทุกโรงเรียน ทุกสถาบันนั้นได้รับการประเมินแล้ว เราก็ต้องนำการประเมินนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ว่าแน่นอนครับ เรื่องของคุณภาพนั้นก็ผูกพันอยู่กับหลายเรื่อง ทั้งที่มีความจำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มเติม จะเป็นเรื่องของทางด้านกายภาพ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องปฏิบัติการ อาจจะมีเรื่องของห้องสมุด ฯลฯ ซึ่งแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองที่เน้นในเรื่องของการลงทุนนั้น 1 ใน 7 กรอบการใช้เงินก็คือเรื่องของการศึกษา โดยขณะนี้จะมีรายละเอียดทั้งเงินกู้ที่เป็นเงินกู้เร่งด่วนที่จะต้องขออนุมัติเป็นพระราชกำหนดและเงินกู้ที่จะมาใช้ลงทุนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ที่จะจัดทำเป็นพระราชบัญญัติก็จะมีการเปิดเผยรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการติดตามให้เกิดความรวดเร็วและความโปร่งใสต่อไป

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะครูว่า ความจริงแล้วได้มีความพยายามที่จะทำกันมาอย่างต่อเนื่องในส่วนของวิชาชีพ อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องการขาดแคลนและคุณภาพของบุคลากรเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมาก และผมก็จะให้การทำงานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ทำอย่างโดดเดี่ยว เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการบริหารงานกำลังพลภาครัฐและผมได้ทำหน้าที่เป็นประธานการบริหารงานบุคคลในส่วนของ ก.พ. ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นองค์กรหลัก ที่องค์กรที่ดูแลงานด้านบุคลากรของฝ่ายอื่น ๆ จะมาอ้างอิงกำลังเร่งการศึกษาในภาพรวมของ ก.พ.ร. ด้วย ในเรื่องของจำนวนและการกระจายของครู ทั้งตามพื้นที่และสาขาวิชา เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพได้อย่างแท้จริง ดั้งนั้น ผมขอเรียนว่า นโยบายเรียนฟรี15 ปี อย่างมีคุณภาพนี้จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลพร้อมที่จะทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่ต่อไป เพื่ออนาคตของเด็กและเยาวชนของประเทศไทย ที่มักจะมีการกล่าวโครงการนี้น่าจะเรียกว่า "เรียนฟรี เรียนดี มีคุณภาพ" ผมพูดเฉพาะ "เรียนฟรี มีคุณภาพ" คำถามคือ ส่วนเรียนดีหายไปไหนนั้น คำตอบของผมคือ เรียนดี นั้น คงจะเป็นหน้าที่ของนักเรียนทุกคน วันนี้รัฐบาลและสังคม ได้ให้โอกาสทุกคนซึ่งจะเป็นอนาคตของประเทศอย่างมาก ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวเมื่อสักครู่บอกว่า เราเป็นประเทศในภูมิภาคที่กำลังทำเรื่องดังกล่าวให้ครอบคลุมอย่างเต็มที่ นั่นหมายถึงเด็กและเยาวชนทุกคนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา กำลังมีโอกาสดีกว่าเพื่อน ๆ ในภูมิภาคนี้ ผมจึงอยากจะเห็นทุกคนได้ใช้โอกาสนี้ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้ในที่สุดความสามารถที่มีอยู่ในตัวของทุกคน และผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ว่า ทุกคนมีความสามารถอยู่ในตัวได้รับการพัฒนา และพวกเราทุกคนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ตลอดจนคุณธรรมจริยธรรม และการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมโดยส่วนรวมต่อไป

โอกาสที่ทุกคนได้รับนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หรือสิ่งล้ำค่าที่สุด ที่คนรุ่นหนึ่งพึงจะมอบให้กับคนรุ่นต่อไป ขอให้ใช้โอกาสตรงนี้ ให้เป็นไปตามความมุ่งหวังของทุก ๆ ฝ่ายในสังคม และทำอย่างนั้นได้ ส่วนที่หายไปในเรื่องของการเรียนดี ก็จะเข้ามาเติมอยู่ตรงกลาง ซึ่งถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับผู้สอนและผู้เรียนต่อไป

ผมขออำนวยพรให้นักเรียนทุกคน พ่อแม่ และผู้ปกครองทุกท่านประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ประสบความสุข ความเจริญและขอขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการที่ได้เหน็ดเหนื่อยในการทำให้โครงการเดินมาถึงวันนี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จ ขอใช้คำว่า ขั้นแรกก่อนที่เราจะมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปให้ได้อีกครั้งตามเรียนที่ฟรีและมีคุณภาพต่อไป ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ,ชมพูนุช/ถอดเทป