![]() |
คำปาฐกถาพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในหัวข้อ "ร่วมกันคิด ทิศทางสื่อ" ในการประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชน ระดับชาติ
ภายใต้หัวข้อ "บทเรียนสื่อ : อำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจประชาชน"
ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา จังหวัดชลบุรี
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2552 เวลา 09.30 น.
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สถาบันอิสรา
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
องค์กรเครือข่ายทั้งวิชาการและวิชาชีพสื่อสารมวลชนเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ขอให้เป็นปาฐกถา เพราะว่าจริง ๆ แล้วก่อนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ ได้มีโอกาสพบกับสื่อในงานของสมาคม ที่จริงก็พบกันไปแล้วถือว่า 2 ครั้ง และผมได้ตั้งประเด็นที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการทำงานกับสื่อ ผมคิดว่าถ้าวันนี้ผมมาพูดจะเป็นกี่นาทีก็แล้วแต่ และก็ฟังคำถามสัก 2-3 คำถาม แล้วกลับไป ก็รู้สึกว่าไม่ได้ร่วมกันคิด เลยอยากจะขอว่า ผมจะใช้เวลาสัก 5-10 นาที ตั้งประเด็น แล้วก็เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในภาคสื่อ จะซักถาม จะให้ความเห็น จะร้องเรียน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อหาคำตอบในประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องการ
ตามนโยบายหรือตามความมุ่งหมายที่ผมได้เคยพูดกับท่านทั้งหลายไว้ตั้งแต่ตอนต้น หลักที่ผมไดใช้มาตั้งแต่ต้น และที่จริงก็เป็นสิ่งที่เป็นความเชื่อของผมมาตลอดระยะเวลาที่มาทำงานการเมือง ผมปรารถนาที่จะเห็นสื่อสารมวลชนสามารถทำงานได้อย่างมีอิสระ ผมไม่ค่อยพูดเรื่องความเป็นกลาง ผมไม่ได้เชื่อว่าคนเราที่สนใจในเรื่องใดแล้วจะดำรงความเป็นกลางได้ เพราะทุกคนก็ย่อมมีความคิดเห็น เอาว่าอิสระแล้วก็ทำงานบนความรับผิดชอบ โดยที่ในส่วนของรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการที่จะอำนวยให้ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายของการทำงานในลักษณะนี้ได้ แล้วขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องของวิชาชีพ ทั้งในแง่ของคุ้มครอง ทั้งในแง่ของสนับสนุนมาตรฐาน พร้อม ๆ ไปกับในประเด็นที่ต้องการที่จะให้ความอิสระนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของปัญหาในทางปฏิบัติเท่านั้น แต่ดูในภาพใหญ่ด้วยว่า อิทธิพลไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน เราจะสามารถจำกัดขอบเขตของมันได้แค่ไหนอย่างไร
ขณะเดียวกันต้องเรียนว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นสถานการณ์ของบ้านเมืองที่มีความขัดแย้งค่อนข้างสูงที่ยังดำรงอยู่ และผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะให้การปรองดองสมานฉันท์ในทุกด้าน ซึ่งสื่อเองก็มีบทบาทเหมือนกันในขณะนี้ในการพยายามที่จะรณรงค์เพื่อที่จะยุติความรุนแรงทางด้านต่าง ๆ แต่ว่าก็มีประเด็นที่จะต้องมาร่วมกันขบคิดว่าการที่จะช่วยกันสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการที่จะเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ความพอดีจะอยู่ตรงไหน และช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายเหตุการณ์ รวมไปถึงการที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องประกาศใช้กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ ในการที่รัฐบาลต้องเข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งย่อมกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสื่อในช่วงนั้น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่า ผมอยากจะลองตั้งประเด็นต่าง ๆ ดูว่า เราจะร่วมกันคิดในเรื่องหลัก ๆ ได้อย่างไร
ประเด็นแรก ผมยังยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาลจะได้ช่วยส่งเสริมในการทำงานของสื่อได้ ก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนและโดยเฉพาะสื่อมวลชนสามารถได้มีโอกาสรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า อยากจะสอบถามว่าที่ผ่านมาท่านมีอุปสรรคอะไรหรือไม่ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือมีอะไรที่เราจะร่วมกันทำงานในเรื่องนี้ เพื่อให้การทำงานเรื่องนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประการที่ 2 ต้องการที่จะมาตรวจสอบกันถึงเรื่องของความเป็นไปได้ในการที่จะผลักดัน ข้อแรกคงจะไปเกี่ยวข้องเป็นกฎหมายข้อมูลข่าวสารอยู่ด้วยนะครับ ประการที่ 2 คือว่า ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการที่ผมไปพูดถึงการคุ้มครองวิชาชีพสื่อ ผมทราบว่าก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีในรัฐบาลที่กำลังทำงานในเรื่องนี้ และก็ทราบว่ามีการประสานงานอยู่กับทางสื่ออยู่เหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีความคืบหน้าอย่างที่หลายฝ่ายต้องการ และยังมีความคิดที่แตกต่างกันอยู่ ก็ประสงค์ที่จะรับฟังความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน จะได้รู้ว่าจุดตรงที่คิดว่าติดขัดมันคืออะไร เราจะได้ช่วยกันคิดในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนข้อที่ 3 คือในแง่ของการจัดสรรทรัพยากรทางด้านสื่อ ซึ่งยังมีปัญหาอยู่ ความจริงกฎหมายในเรื่องขององค์กรจัดสรรก็อยู่ในสภาฯ แล้ว แต่ว่าหลายฝ่ายก็ยังมีส่วนร่วมอยู่ แต่ว่าประเด็นที่ยังเป็นประเด็นที่ค้างคาใจหลายคนก็เรื่องโทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชน รวมไปถึงความเป็นกลางในการจัดสรรคลื่นความถี่ ตรงนี้จะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป และประเด็นสุดท้ายก็คงจะเป็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบทบาทของสื่อในภาวะของความขัดแย้งของสังคมในปัจจุบัน
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก