คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรวมพลังเพื่อรับฟังความคิดเห็น
เรื่อง ปฏิรูปการศึกษารอบสอบ การประเมินรอบสาม ปรับแต่ หรือปรับรื้อระบบ
และปาฐกถาเรื่อง ทิศทางและนโยบายรัฐบาลต่อการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2552 เวลา 10.45 น.


ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านประธานกรรมการบริหาร
ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ( สมศ.)
และผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ผมรู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานในโครงการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสอบ การประเมินรอบสาม ปรับแต่ง หรือปรับรื้อระบบ และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านทั้งหลายในเรื่องทิศทางและนโยบายของรัฐบาลต่อการปฏิรูปการศึกษารอบสอง ที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย ได้ร่วมจัดขึ้นในวันนี้

ผมขอแสดงความยินดีที่ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่าง ๆ ผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักวิชาการ บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง รวมทั้ง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาได้มาร่วมประชุมกัน ซึ่งถือเป็นนิมิตรที่ดีว่า ทุกท่านได้มีใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา ซึ่งจะทำให้กระบวนการของการปฏิรูปการศึกษาต่อไป เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ มาตรฐานและตอบสนองความต้องการของสังคมได้

ผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่า ที่จริงแล้วผมมองไปรอบๆ เห็นบุคลากรในที่นี้จำนวนมาก ซึ่งมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา ที่ได้ดำเนินการกันมาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมว่าในใจของท่านทั้งหลาย คงคิดว่าจะต้องปฏิรูปกันอีกรอบเพราะอะไร อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะมีบางท่านคิดอยู่ในใจว่า การปฏิรูปที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 นั้น ตกลงสำเร็จหรือล้มเหลว หรือเป็นอย่างไร และคงจะมีอีกหลาย ๆ ท่านมองว่า ถ้าจะมีการปฏิรูปกันอีกรอบก็คงจะมีทั้งปัญหาความยุ่งยากหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการต่อไป

ผมเลยคิดว่า เมื่อเราพยายามปฏิรูปการศึกษาครั้งที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นผมเองก็ได้มีส่วนร่วมอยู่พอสมควร ผมพยายามนึกย้อนกลับไปว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้ในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษานั้น ได้ถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งออกมาเมื่อปี 2542 โดยมี 3 ข้อ ข้อแรกคือ เราจะทำให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาทั่วถึง คือให้การศึกษาแก่พี่น้องประชาชนทุกคน ข้อที่สองคือ เราต้องการให้ทุกคนมาร่วมสนับสนุนในเรื่องของการศึกษา และข้อที่สามคือ เราบอกว่าเรื่องของการศึกษาทั้งเนื้อหาสาระกระบวนการเรียนรู้ จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก เพียง 3 ข้อเท่านั้น ในวันนั้น

เรามีความเชื่อกันว่าจะทำ 3 ข้อนี้ได้ ซึ่งมีเรื่องราวมากมายที่ต้องปรับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้าง การบริหารจัดการ คงจำได้ที่มีการพูดว่า จะต้องมีทั้งรวมกระทรวงการศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษาอื่นเข้ามาอยู่ที่เดียวกัน ทำอย่างไรให้โครงสร้างภายในกระทรวงมีการทำงานในลักษณะที่เป็นเอกภาพ มีการบูรณาการมากยิ่งขึ้น มีการกำหนดชัดเจนถึงบทบาทของทั้งภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมาร่วมกันจัดการศึกษา มีการพูดถึงเรื่องของการปรับแก้เกี่ยวกับระบบการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรอื่น ๆ ไปจนถึงเรื่องของระบบการประเมินคุณภาพ ประกันคุณภาพ และแน่นอนครอบคลุมไปถึงเรื่องของปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ของพวกเราทุกคนและผู้คนทั่วไป เพื่อที่จะเอื้ออำนวยต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

ผมคิดว่าวันนี้ผ่านมา 10 ปี เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ผมไม่คิดว่า 10 ปีของการทำงาน ซึ่งเป็นการทุ่มเทอย่างหนัก เริ่มตั้งแต่ที่จะต้องมีการจัดตั้งสำนักปฏิรูปการศึกษาขึ้นมา ซึ่งอาจารย์ วิจิตร ศรีสอ้าน ได้เข้ามารับผิดชอบ และต่อมาได้ส่งข้อเสนอนี้ให้แก่รัฐบาล หลังจากนั้นประมาณไม่ถึง 3 ปี ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พยายามจะผลักดันหลายสิ่งหลายอย่างมาจนถึงปัจจุบัน

ผมว่ามีความสำเร็จอยู่หลายด้าน แต่ต้องยอมรับว่าในเกือบทุกด้าน ถ้าถามใจของคนที่ผลักดันการปฏิรูปในปี 2542 แล้วถามว่า 10 ปีหลังจากที่เริ่มต้นงานมาถึงวันนี้พอใจหรือไม่ ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนจะบอกว่าไม่พอใจ ไปไม่ไกลเท่าที่คิด หรือบางเรื่องอาจจะหลงทางบ้าง เดินวนบ้าง แล้วต้องยอมรับว่าในช่วง 10 ปี ต้องใช้ทรัพยากรหรือหลายคนต้องทุ่มเททั้งร่างกาย สติปัญญา เวลามากมาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพูดถึงเรื่องของโอกาสการศึกษา เราก็คิดว่ามีกฎหมาย ความจริงก่อนหน้าจะมีกฎหมายก็มีรัฐธรรมนูญบังคับอยู่แล้ว เรื่องของการเรียนฟรี วันนั้นกำหนดเอาไว้ว่าไม่น้อยกว่า 12 ปี บังเอิญระหว่างทาง เราสับสนตัวเองพอสมควร คือบางยุคเอาชั้นประถมถึงมัธยมปลาย ต่อมาเอาชั้นอนุบาลถึงมัธยมต้น

เพราะฉะนั้นในทางการเมืองวันนี้ก็กลายเป็น 15 ปี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บอกว่าเรียนฟรีทุกปีก็มีเสียงว่า ฟรีไม่จริง และเราก็มีปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลได้ทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบเต็มที่ ทุกวันผมเปิดอีเมล์รับจดหมายร้องเรียนมาว่า เรียนฟรีมีไม่จริงอีก ตรงนี้เป็นตัวบ่งบอกว่า ในเรื่องนี้ยังคงต้องทำงานหนัก ผมคิดว่าที่รัฐบาลได้ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ยังมีการเก็บค่าใช้จ่ายหลายตัว แล้วพยายาม ที่จะคำนวณต้นทุนและจัดสรรเงินให้ เป็นก้าวสำคัญมากที่จะนำไปสู่การเรียนฟรีจริง แต่สิ่งที่จะต้องมาทบทวนต่อไปคือ ค่าใช้จ่ายที่ยังฟรีอยู่สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เราจะสามารถทำให้มีการประมวลมาอย่างเป็นระบบ และแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างไร

ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดสังคมมีความตื่นตัว มีความชัดเจนว่าเป้าหมายสุดท้ายคือการยืนยันว่า เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิและไม่ควรจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง

ในแง่ของการเข้าถึงการศึกษา นอกเหนือจากเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่อาจจะยังมีปัญหาในเรื่องการเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลจะต้องไปสะสางนั้น ยังมีจุดสำคัญในระบบอยู่อีก 2 จุด อย่างน้อย ๆ ที่ผมมองเห็นยังจะต้องมาแก้ไขต่อไปคือ การเข้าถึงการศึกษาในแต่ละระดับ ที่ยังมีเสียงร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เสมอภาค ความไม่เป็นธรรมในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่โรงเรียนในระดับต่าง ๆ และสิ่งที่ผมคิดว่าคนที่มีหัวใจของการเป็นนักการศึกษารับได้ยากคือข้อเท็จจริงที่หลายโรงเรียนยังมีการเก็บเงินจากผู้ปกครอง

พูดง่าย ๆ คือเป็นเงื่อนไขหรือการแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่นับวันจะสูงขึ้น ตรงนี้ยังเป็นปมที่ต้องแก้ไขให้ได้ ส่วนที่สอง จุดที่ยังเป็นปัญหาคือ รอยต่อระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษา ซึ่งระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยยังเป็นประเด็นโต้เถียง โต้แย้งกัน และจะเป็นจุดที่ผมคงจะต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อไปในรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ระบบในเรื่องของการดูแลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของอุดมศึกษานั้น ยังไม่เรียบร้อย คณะรัฐมนตรีได้มีมติสุดท้ายคือการเริ่มต้นกระบวนการที่ผมคิดว่า จะทำให้เข้ารูปเข้ารอยให้ได้คือ การมีคณะกรรมการที่เป็นผู้มาประเมินในเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายและวางระบบเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกัน นั่นหมายถึงการประเมินต้นทุนเป็นรายสาขา และหมายถึงการบังคับให้รัฐบาลมีความโปร่งใสว่าจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายแต่ละสาขาในสัดส่วนเท่าไร และระบบการจัดสรรงบประมาณในเรื่องการเรียนการสอนระบบอุดมศึกษาที่มีความเป็นธรรม เสมอภาคกันทุกสถาบัน โดยใช้สูตรการคำนวณเดียวกัน เป็นการประเมินในเรื่องของตัวเลขต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะผลักดันให้เกิดความเรียบร้อยต่อไป

การสนับสนุนเรื่องของเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแม้ยังไม่เรียบร้อย แต่รัฐบาลตั้งใจจะดำเนินการให้เรียบร้อยภายในปีหน้า ในเรื่องของการให้เหลือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพียงกองทุนเดียว และเป็นกองทุนซึ่งสามารถจะช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ให้ได้กู้ยืมทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าหน่วยกิต และค่ากินอยู่ ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาทั่วไปสามารถกู้ยืมเรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลนหรือที่เป็นเป้าหมายนโยบายสำคัญของรัฐบาล ในส่วนที่เป็นค่าหน่วยกิตได้เช่นเดียวกัน

สำหรบปัญหาการบริหารจัดการ รัฐบาลยังจะต้องสะสางในหลาย ๆ เรื่อง กำลังสะสางปัญหาในกรณีของผู้นับถือศาสนาอิสาลามในเรื่องของกองทุนกู้ยืม และในแง่ของการบริหารจัดการ เรื่องการจัดสรร เรื่องความรวดเร็ว และหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขอย่างเต็มที่

ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ ตรงนี้ ขณะนี้ถือเป็นเรื่องการปรับแต่ง เพราะว่าหลักการในเรื่องของการที่ทุกคนจะต้องมีสิทธิ์ตรงนี้ ผมคิดว่าไม่มีใครโต้แย้ง และอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่มีกระบวนปฏิรูปการศึกษามา ผมคิดว่าทุกรัฐบาลและทุกภาคการเมืองให้ความสำคัญกับการนำเสนอว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ลูกหลานของเรามีโอกาสรับการศึกษามากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องการปรับแต่งแน่นอนที่ผมคิดว่า เราคงจะช่วยกันทำต่อไป

เป้าหมายที่สอง ที่พูดถึงการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมทางด้านการศึกษา ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ความสำคัญที่ภาคธุรกิจ เอกชนได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสนับสนุนการศึกษามีมากขึ้นอย่างชัดเจนโดยลำดับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาคองค์กรเอกชน หรือภาคประชาสังคม มีความตื่นตัวมากขึ้น ดังที่เราจะเห็นว่าในระยะหลังจะมีชมรม กลุ่มประชาชนต่าง ๆ ที่เฝ้าติดตามประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ระบบสอบคัดเลือกบ้าง สิทธิของเด็กพิเศษบ้าง และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการเข้ามามีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแม้ว่า แผนของการกระจายอำนาจและการถ่ายโอนจะเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า แต่ผมก็ได้เห็นท้องถิ่นจำนวนมากในประเทศไทย ที่ไม่ได้รอเรื่องของการถ่ายโอนตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ แต่ตัดสินใจด้วยตัวเองในการที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาในพื้นที่ของตัวเอง โดยการจ่ายเงินงบประมาณเข้ามาสมทบบ้าง หรือริเริ่มโครงการดีๆ ทางด้านการศึกษา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่ได้รับโอนอำนาจ ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี

นอกจากนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองก็มีความตื่นตัว มีความเข้มแข็งมากขึ้นในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องของการที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในเรื่องของการศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า การทำงานเกี่ยวกับการดึงฝ่ายต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมนั้น ถ้าพูดถึงในเรื่องของความสำเร็จก็สำเร็จระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมายเพิ่มเติม เพียงแต่ย้อนกลับไปดูในเรื่องของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้วางกรอบ หลักการไว้หลายเรื่อง แต่ว่า 10 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการ เช่น การระดมทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นตัวกองทุนที่จะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการศึกษา หรือเรื่องของการที่จะต้องระดมกำลังต่าง ๆ ในสังคม เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชน ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหาสังคม เด็กและเยาวชน ซึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ

เช่นเดียวกันผมคิดว่าตรงนี้เป็นลักษณะของการเร่งรัดปรับแต่งงานที่อาจจะยังไม่เดินหน้าได้ไกลเท่าที่ควรจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรก แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าหนักใจที่สุด คือเป้าหมายข้อที่ 3 ซึ่งความจริงคือหัวใจ ที่สุดแล้วการวัดความสำเร็จของระบบการศึกษาของเรา คงจะต้องวัดกันที่คุณภาพ แต่เป็นเรื่องน่าเสียใจว่า การประเมินจากภายนอก เช่น จากองค์กรที่เขาจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ จากการดูคะแนนในวิชาหลักที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล โดยเฉพาะกรณีของ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือความสัมฤทธิ์ของเด็กในแต่ละช่วงชั้น เราต้องยอมรับว่า การประเมินในเกือบทุกครั้งผลออกมายังน่าห่วง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสิ่งท้าท้ายที่สุดในการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ถ้าอยากจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปรอบใหม่ ผมคิดว่าอยู่ตรงนี้ จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า สภาพปัญหาที่ผ่านมาคืออะไรที่ทำให้เรายังไม่สามารถฝ่าฟันตรงนี้ไปได้

ผมคิดว่ามีบทเรียนอยู่หลายเรื่อง เช่น เวลาเราเดินหน้าปฏิรูปจริง ๆ เรื่องของระบบการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ แต่สุดท้ายเราเสียเวลาและทรัพยากรอย่างมากในเรื่องโครงสร้าง โดยหลายครั้งเสียไปกับเรื่องความขัดแย้ง และเสียไปกับเรื่องซึ่งอาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการศึกษา และที่สำคัญคือว่า บางครั้งหลังจากทุ่มเทไปนานเหมือนโครงสร้างเปลี่ยน แต่สุดท้ายเนื้อหาสาระข้างในไม่เปลี่ยนแปลงเท่าที่ควร นี่เป็นบทเรียนสำคัญ

แม้จนถึงวันนี้ เขตการศึกษาก็ยังต้องมาไล่กันใหม่อีก จะเอาเขตประถม เขตมัธยม จะเพิ่มหรือไม่อย่างไร มหาวิทยาลัยออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว รัฐบาลเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดงบประมาณให้จำนวนเท่านั้นเท่านี้ เอาเข้าจริงก็ยังต้องต่อรองกันเป็นปี ๆ ไปว่าจะให้เท่าไร มหาวิทยาลัยที่ออกจากระบบ บอกว่าออกจากระบบราชการ แต่สุดท้ายก็ออกระเบียบออกมาซึ่งอิงกับระเบียบของราชการ ก่อนที่ออกจากนอกระบบไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ท้าทายมากว่าในเชิงโครงสร้างเราจริงจังแค่ไหนกับการปฏิรูปมากกว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานอย่างแท้จริง

เรามีองค์กรใหม่ ๆ รวมทั้ง สมศ. ความจริงก็ไม่ใหม่แล้ว เพราะว่ารอบสามแล้วที่จะประเมิน แต่มีคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า การจัดงบประมาณไปใช้ประโยชน์จากการประเมินมากน้อยแค่ไหน เราอุตสาห์มีฐานข้อมูลเรียกว่า แต่ละโรงเรียน แต่ละสถานศึกษาทุกระดับ มีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร แต่เราไม่ได้เอาผลตรงนั้นมาใช้เท่าที่ควร ความจริงรัฐบาลนี้ประกาศเป็นนโยบายว่าจะปรับระบบตรงนี้ แต่โชคไม่ดีมาเจอภาวะเศรษฐกิจที่งบประมาณแทบไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะมีเงินพอเฉพาะประจำกับโครงการเก่าเท่านั้น โครงการใหม่เป็นเรื่องที่กำลังจะต้องมาดูว่าจะเข้าไปอยู่ในแผนของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งยังทำให้การปรับระบบงบประมาณที่จะมาอิงกับผลการประมาณ คงยังไม่สามารถเห็นผลได้ในช่วง 1-2 ปี ที่งบประมาณต้องปรับลดลงเกือบทุกกระทรวงในขณะนี้

ตรงนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า การปฏิรูปรอบนี้ การปฏิรูปโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหาร การจัดยุบ จัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา อะไรก็แล้วแต่ เราต้องมองไปที่เป้าหมายสุดท้ายให้ได้ว่า ทั้งหมดเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ไม่ใช่ทุ่มเทเวลามาถกเถียงขัดแย้งกันว่าจะเป็นอย่างไร โดยลืมไปเลยว่าที่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายสุดท้ายไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ถ้าเรายังไม่ก้าวพ้นตรงนี้ จะกี่รอบเราก็จะมาเสียดายเวลา เสียดายทรัพยากรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องทบทวนจากการปฏิรูปในรอบแรกและต้องแก้ไขให้ได้

ประการที่ 2 คือว่า แรงเฉื่อยหรือแรงต่อต้านในสังคมต่อการที่จะคิดเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังยังมีมาก และเป้าหมายที่เราพูดถึงคุณภาพและการที่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเรื่องของการศึกษาทั้งเนื้อหาสาระ กระบวนการอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวอยู่ที่ว่าเราสามารถเอาชนะแรงเฉื่อย แรงต้านได้มากน้อยแค่ไหน เรามีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างแค่ไหน

ผมดูว่าอุปสรรคหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้พูดกันคือ ค่านิยมสังคมในหลาย ๆ ด้านเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา ค่านิยมที่จะเอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ คือ ค่านิยมที่สังคมให้ความสำคัญกับการสร้างการเผยแพร่องค์ความรู้ นั่นคือค่านิยมที่ส่งเสริมงานทางด้านวิชาการ รวมไปถึงความซื่อตรงต่อหลักการทางวิชาการ เหตุและผล แต่ถ้าสังคมไม่หมุนมาเพื่อส่งเสริมค่านิยมนี้ จะปฏิรูปในด้านอื่นอย่างไร เป้าหมายเรื่องของการสร้างกระบวนการเรียนรู้และระบบการศึกษาที่ดีก็ไม่สำเร็จ

ผมยกตัวอย่างเช่น พูดเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความพยายามอย่างมากในเรื่องของการที่จะบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้เรื่องของวิชาอาชีพครู ได้พยายามทำหลักสูตรให้เข้มข้นขึ้น ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และเรามีระบบในการที่จะพยายามสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อที่จะให้บุคลากรทางการศึกษานั้นมีความตื่นตัวที่จะค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเอาไปเสริมและมีความก้าวหน้า แต่ที่สุดถ้าหากว่าค่านิยมในสังคมจริง ๆ ไม่มีส่งเสริมยกย่องบุคลากรที่ทำงานทางด้านวิชาการก็จะเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถดึงคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความโดดเด่น เข้ามาทำงานและสนับสนุน

ถ้าถามผมว่าเวลาพบปะกับครูบาอาจารย์ เสียงบ่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็คือว่า หลายเรื่องซึ่งเราตั้งใจที่จะไปช่วยเสริมท่าน ท่านกลับมองว่าไปเพิ่มภาระให้ท่านโดยไม่ได้ทำให้การทำงานของท่านดีขึ้น เรื่องการทำผลงาน เรื่องที่จะเลื่อนระดับดี หรือเรื่องงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน ที่กลายเป็นภาระในเรื่องของธุรการ เรื่องอะไรต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ถ้าไปที่ไหนจะมีเสียงร้องเรียนในเรื่องนี้ตลอดมา นี่เป็นตัวอย่างเพราะว่า ที่สุดคือเรายังไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรทางการศึกษาได้เลย

ในส่วนของระบบการศึกษาในหลักสูตร ผมว่ามีความคิดดี ๆ มากมายซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคนกล้ามากขึ้น เอาลูกหลานไปเรียนต่อ ไปรับการศึกษาที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม จะเป็นโรงเรียนทางเลือกอะไรที่เกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายระบบใหญ่ก็ยังติดอยู่ที่จุดที่เป็นคอขวดคือการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งค่านิยมสังคมยังเหมือนเดิมในเรื่องนี้

ผมได้มีโอกาสคุยกับที่ประชุมอธิการบดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะถ้าสามารถทะลุทะลวงตรงนี้ไปได้ ไม่ใช่เฉพาะตัวระบบตรงนั้นที่เป็นปัญหา แต่ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ เพราะสมมติว่าเราอยากกำหนดโจทย์ที่ชัดเจนซึ่งเราต้องทำอยู่แล้วในการปฏิรูปว่า นักเรียน นักศึกษา ควรจะรู้อะไร ต้องทำอะไร แก้ปัญหาอะไร แต่ว่าครูผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง สังคมยังมีโจทย์เดิมคือว่า ทำอย่างไรให้ลูกหลานตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง อันดับสอง คณะนั้น คณะนี้ได้ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนหลักสูตร จะปรับเปลี่ยนตำรา จะปรับปรุงอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบความคิดของคนส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้น การประเมินตรงนั้นเป็นอย่างไร ระบบที่สุดก็ได้ต่อโจทย์ตรงนั้น ไม่มาต่อโจทย์ที่เรากำหนดให้ในการปฏิรูปการศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจว่าเราจะทำการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ อีกหลายเรื่องซึ่งผมพูดไปหลายครั้ง เสนอไปหลายโอกาสแล้วผมเชื่อว่าหลายคนอยากทำ แต่ว่าทำแล้วไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จตามระบบ ตามค่านิยม ตามเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ได้หรือไม่ เช่น ผมพูดมาตลอดว่า เด็กของเราเรียนมากเกินไป และจะเปิดโอกาสให้เด็กของเราเรียนนอกห้องเรียน จากกิจกรรม จากการไปเที่ยวชุมชน ได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายถ้าเราวัดความสำเร็จของการศึกษา ทั้งการสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดอยู่นั้น เพื่อไต่ไปสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมว่าคงมีน้อยโรงเรียนที่อยากจะทำเรื่องนี้

เพราะฉะนั้น เราต้องใช้บทเรียนจากการปฏิรูปทั้งที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า ต้องไม่ลืมเป้าหมายโค้งสุดท้ายคือว่า เที่ยวนี้ผมคิดว่าต้องจับเฉพาะประเด็นปัญหาหลักให้ตรงจุด และให้สามารถฟังหลาย ๆ เรื่องไปพร้อมๆ กัน ฟังให้ได้ว่าอุปสรรคคอขวด ข้อจำกัดตรงไหนที่เป็นหัวใจแล้วแก้ตรงนั้นให้สำเร็จ ถ้าทำอย่างนั้นได้ผมคิดว่าในที่เรื่องอื่น ๆ คงจะผ่าน

ผมไม่มีข้อสงสัยเลยว่า บุคคลที่จะมามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา จะมีองค์ความรู้หรือมีความเข้าใจหรือไม่ เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้พอ ๆ กับเรื่องรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยผ่านมาหมดทุกรูปแบบ ทุกฤดูกาล มีแบ่งเขต ทั้งเขตเลือกตั้ง เขตการศึกษารู้หมดแล้ว ปัญหา อุปสรรคที่ถูกว่าสภาพปัญหาที่เป็นปัญหาหลักของประเทศอยู่ตรงไหน และแก้ให้ตรงจุด

เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้หลายท่านเสียกำลังใจ เพราะหลายคนทำงานมาหลายสิบปี แล้วคงไม่อยากคิดว่า 10 ปีข้างหน้ายังฟังเรื่องเดิม ๆ แล้วปรับทุกข์กันว่า ตรงนั้นยังแก้ไม่ได้ ตรงนี้ยังไม่ได้ทำ ผมคิดว่าเที่ยวนี้ถ้าเราเด็ดเดี่ยวเตรียมพร้อมจริง ๆ จากรอบที่แล้ว ที่ผมขอย้ำว่ามีทั้งความสำเร็จ มีทั้งความก้าวหน้า และขณะเดียวกันก็มีความล้มเหลว เราคงจะอยู่ในฐานะที่ดีขึ้นในแนวทางของการปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้

ผมยืนยันได้ว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับเรื่องการศึกษา และพร้อมที่จะสนับสนุนทุก ๆ ท่านที่ต้องการจะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศและลูกหลานของไทย และโดยส่วนตัวของผมขอยืนยันอีกเช่นเดียวกันว่า ที่ได้ทุ่มเททำงานเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้มาอย่างไร ก็จะเดินหน้าสนับสนุนเรื่องนี้ต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในสาธารณะตำแหน่งใดในอนาคต และผมขอเป็นกำลังใจให้กับ ทุก ๆท่าน เพราะว่าเรื่องของการศึกษาคือหัวใจ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือมรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่เราจะสามารถทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลังและลูกหลานของเรา

เพราะฉะนั้นผมหวังว่า การเริ่มต้นกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างกันและกันที่ได้มีการจัดขึ้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูป ผมไม่อยากคิดว่าเป็นรอบที่เท่าไร แต่อยากให้เป็นรอบที่ไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และผมขออวยพรให้ทุกท่านที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย และประสบแต่ความสุข ความสวัสดีโดยทั่วกัน ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก ลัดดา/ถอดเทป-เรียบเรียง