![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในพิธีเปิดการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ในราชการไทย
ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ.
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2552 เวลา 13.15 - 14.40 น.
ท่านเลขาธิการ ก.พ.
ท่านผู้บริหารภาคราชการ
ข้าราชการรุ่นใหม่ และผู้มีเกียรติทุกท่านผมรู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ในราชการไทยในวันนี้ ขณะนี้ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็คงตระหนักถึงสภาพปัญหาไม่เพียงเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก และก็คงมองเห็นความท้าทายหลายอย่างที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะภารกิจการงานของท่าน และผมก็เชื่อว่าในการมองไปถึงความท้าทายตรงนั้น ก็คงมีความกังวลอยู่ว่าการปฏิบัติภารกิจของท่านทั้งหลายตามอำนาจหน้าที่ จะมีผลมากน้อยแค่ไหน เพียงไร จะมีความสำเร็จในการที่จะคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่
ผมอยากจะใช้เวลา รู้สึกว่าจะมีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยในช่วงแรกก็คงจะให้ข้อคิดบางประการ และช่วงท้ายจะเปิดโอกาสให้สอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่คงจะขอเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนว่า แม้ท่านเลขาธิการ ก.พ. ได้รายงานถึงกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ในวันนี้ มักจะมีคนสงสัยกันว่านิยามกันอย่างไร รุ่นใหม่ หรือว่ามีความสัมฤทธิ์สูง ซึ่งแน่นอนก็มีกระบวนการวิธีการในการคัดสรร ซึ่งภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า young อยู่ข้างหลัง ผมก็ไม่ทราบว่า young นี้วัดถึงอายุเท่าไร ผมมีเพื่อนเป็นนักการเมืองอยู่ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรี อยู่กระทรวงศึกษา และเป็นหัวหน้ากลุ่มยุวชนพรรคอัมโนมาผมว่า 30-40 ปีแล้ว ยังเคยถามเขาเหมือนกันว่าความเป็นผู้นำยุวชนสิ้นสุดเมื่อไร ที่พูดไม่มีอะไร เข้าใจว่าคำว่ารุ่นใหม่ในที่นี้ก็คงจะมีหลายอย่างประกอบกันและแน่นอนอายุ และอายุราชการคงจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าความเป็นรุ่นใหม่หรือไม่เราก็มักจะได้ยินเสมอว่าคงจะขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ซึ่งผมคงจะได้มาแลกเปลี่ยนด้วย แต่ว่าประเด็นแรกอยากจะเรียนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาอยู่ในวงราชการ ผมเองขอแสดงความชื่นชมเป็นการส่วนตัว เพราะว่าในช่วงหลาย 10 ปี ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโต โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็มองความก้าวหน้าในด้านอาชีพการงานอยู่ที่ภาคเอกชนเป็นหลัก จนเราก็เคยบ่นกันในบางช่วง ว่ามีปัญหาสมองไหล คือคนในราชการออกไปอยู่ในภาคเอกชน แต่ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่น้อยไปกว่าการที่คนที่อยู่ในภาคราชการออกไปภาคเอกชนก็คือว่าคนรุ่นใหม่ไม่นิยมที่จะรับราชการ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่สะสมมาระยะหนึ่งเหมือนกัน ความดึงดูดของภาคราชการก็ดูจะอยู่ที่ระบบสวัสดิการ เพราะเรื่องเงินเดือนไม่ต้องพูดถึงเทียบกันไม่ได้เลย ผมก็มาจากครอบครัวราชการ และเรียนตามตรงว่าถ้าคิดจะใช้ชีวิตอยู่โดยหวังพึ่งเงินเดือนจากราชการ และทำงานโดยความซื่อสัตย์สุจริตก็คงต้องยอมรับว่าคงอยู่ยาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีทุนเดิมในครอบครัวก็คงเป็นเรื่องยากลำบากเหมือนกัน หลายคนก็อาจอยู่ในสถานะอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขอแสดงความชื่นชมว่าการตัดสินใจมาอยู่ในวงราชการก็คงเป็นการที่มีจิตสาธารณะไม่ว่าจะด้วยตนเอง หรือไม่ว่าจะโดยภาวะแวดล้อมทางครอบครัวที่ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้ ประการที่สองก็คือว่าพอเข้ามาอยู่ในแวดวงราชการถ้าเป็นตามข้านิยมเดิมเขาก็บอกว่ามาเป็นเจ้าคนนายคน หลายครอบครัวที่ส่งเสริมสนับสนุนให้คนเข้ามาอยู่ในวงราชการ
อย่างที่บอกเงินเดือนไม่ได้หวังอะไร มีสวัสดิการในแง่ของความมั่นคงและสวัสดิการที่ปัจจุบันต้องถือว่าแพงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็คือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งดูสถิติแล้วรู้สึกข้าราชการจะนอนโรงพยาบาลนานกว่าคนปกติเป็นพิเศษ ดูจากตัวเลขสรุปได้อย่างเดียวว่าระยะเวลาป่วยคนเป็นข้าราชการนอนนานกว่าจริง ๆ และแน่นอนครับอีกส่วนหนึ่งก็คือความรู้สึกว่าเป็นงานที่มีเกียรติ เป็นงานที่ได้รับความเคารพนับถือและยอมรับในสังคม แต่ค่านิยมส่วนหลังต้องระมัดระวังว่าถูกเรียกง่าย ๆ ว่าไปเป็นเจ้าคนนายคน ก็เลยสวนทางกับยุคสมัยปัจจุบันที่การทำงานของพวกเราจริง ๆ เป็นการบริการประชาชนมากกว่าที่จะไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ หรือไม่ใช้สถานะของการมีอำนาจรัฐอยู่ไปบังคับกับประชาชนโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี้ขอแสดงความชื่นชมและขอเป็นกำลังใจให้ในการทำงานให้ดีที่สุด
ทีนี้ถามว่าในภาวะที่เรากำลังมาพูดถึงการทำงานแบบข้าราชการรุ่นใหม่ กับเป้าหมายของการขับเคลื่อนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน บทบาทอยู่ตรงไหนอย่างไร แน่นอนครับส่วนหนึ่งข้าราชการไม่ได้ทำงานโดยลำพัง เวลาผมพูดกับท่าน หรือท่านพูดกับผม ผมก็เป็นฝ่ายการเมือง เป็นฝ่ายนโยบายและความสำเร็จและความสัมทฤธิ์ผลของงานส่วนหนึ่งก็ต้องย่อมขึ้นอยู่กับว่านโยบายเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่อย่างไร ถูกกำหนดมาแล้ว ออกแบบมาแล้วสอดคล้องกับสถานการณ์ ตรงกับการแก้ไขปัญหาหรือไม่ ฉะนั้นในแง่นั้นก็อาจจะมีคนพูดได้ว่าความสำเร็จหรือความสัมฤทธิ์ผลอาจจะไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของท่านโดยตรง เพราะอย่างน้อยที่สุดคนที่กำหนดนโยบายและคนที่ต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นเวลาที่นโยบายประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ต้องเป็นฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายนโยบาย แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกนโยบายกว่าจะออกมากระบวนการของราชการก็ต้องมีส่วนร่วม ตั้งแต่การนำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวปัญหา ตั้งแต่การประเมินข้อมูลมาเพื่อกำหนดทางเลือกในการตัดสินใจให้กับฝ่ายนโยบายด้วย
แต่ว่าที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือนโยบายดีหรือไม่ดี ถ้าการปฏิบัติไม่ดีหรือการปฏิบัติไม่มีประสิทธิภาพนโยบายก็ไม่สำเร็จ ผมเคยเปรียบเทียบบังเอิญในช่วงก่อนหน้านี่ ประมาณปี 2550 เวลาที่ต่างประเทศมาสอบถามทัศนะส่วนตัวของผมเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และก็เปรียบเทียบรัฐบาลก่อนหน้านั้นกับรัฐบาลหลังการรัฐประหาร และถามว่าช่วยสรุปหน่อยว่าเปลี่ยนแปลงนโยบายแล้ว ที่สุดปัญหาก็แก้ไม่ได้ ผมก็พูดเชิงติดตลกบอกคือก่อนรัฐประหารนโยบายผิดแต่ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ส่วนหลังรัฐประหารนโยบายถูกแต่ว่าการปฏิบัติไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แต่สุดท้ายผลเหมือนกันคือยังไม่สำเร็จในการที่จะแก้ปัญหา ฉะนั้นถ้านโยบายผิดแล้วก็ทำผิดแต่ทำได้ดีมาก ปัญหาก็แก้ไม่ได้ แต่ถ้านโยบายถูกแต่ก็ไม่สามารถเอาไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพได้ ปัญหาก็แก้ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้คงจะทำให้ท่านมองเห็นว่าบทบาทความสำคัญของท่านทั้งหลายในการที่จะผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร
มาถึงประเด็นที่ว่าเป้าหมายของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงที่เรามาพูดคุยกันในยามวิกฤติก็เป็นจุดหนึ่งที่สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่าง นั่นก็คือว่าในยามปกติเราก็ค่อนข้างที่จะมองการทำหน้าที่ของเราเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคไปหมด ยามเศรษฐกิจปกติทุกคนก็กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ว่ากันไป ยั่งยืนไม่ยั่งยืนก็อาจจะมีการท้วงติงในแง่ของผลกระทบในเรื่องของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการการพัฒนาหรือนโยบายต่าง ๆ เช่น ถ้าเศรษฐกิจขยายตัว ไปได้ด้วยดี แต่ว่าผลข้างเคียงอย่างหนึ่งก็คือความไม่เสมอภาคความไม่เป็นธรรมในสังคม เราก็กังวลว่าจะยั่งยืนหรือไม่ เพราะว่าถ้าหากว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการพัฒนากระจายไปไม่ทั่วปัญหาที่ตามมาก็จะเป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคม ปัญหาซึ่งอาจจะลุกลามและในที่สุดกลับมาทำลายกระบวนการการพัฒนาไม่ให้ยั่งยืน เราอาจจะเห็นการท้วงติงในเชิงปัญหาข้างเคียงในทางสังคมในด้านต่าง ๆ จากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรวดเร็ว ตั้งแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาค่านิยม ปัญหาอื่น ๆ และกังวลว่าผลข้างเคียงซึ่งเป็นในทางลบในที่สุดแล้วอาจจะสร้างปัญหาหรืออุปสรรค หรือไม่คุ้มกับการพัฒนาหรือไม่ แต่ว่าในที่สุดประเด็นเหล่านี้ส่วนใหญ่ในภาวะปกติเราก็ไม่ค่อยได้คิดว่าจะมีผลพวงอะไรมากนัก เหมือนกับ 30-40 ปี ก่อนหน้านี้ ทุกคนก็รู้ว่ากระบวนการพัฒนาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีใครคิดว่าจะกระทบถึงขั้นว่าในที่สุดจะย้อนกลับมาสัมผัสได้
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองที่เกิดความตื่นตัวขึ้นว่ามนุษย์เราทำลายสิ่งแวดล้อมถึงขั้นที่ว่าความสมดุลทางนิเวศน์นี้เสียไป ถึงขั้นที่กระทบกับภูมิอากาศ กระทบถึงขั้นตอนหลังประเมินกันว่าทำอย่างนี้ไปอีกสัก 30-40 ปี ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงในที่สุดจะทำให้เราอยู่กันได้หรือไม่ด้วยซ้ำ ตรงนี้ก็เป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่าเวลาที่เราพูดคำว่ายั่งยืน ๆ บางทีเราอาจจะคิดแค่ไปตามแก้ปัญหาที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ว่าถ้ากระบวนการหรือบางสิ่งบางอย่างไม่ยั่งยืนจริง ๆ เราไม่สามารถค่อย ๆ แก้หรือบรรเทาผลกระทบไปได้ แต่ต้องทบทวนวิธีการหรือกระบวนทัศน์ ทั้งหมดในแง่ของการพัฒนา ตรงนี้ก็เป็นจุดสำคัญที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของเราด้วย ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป
หรือว่าในแง่ของการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่ยังยืนก็อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ อีกว่าไม่ได้อยู่ที่เป้าหมายของการพัฒนาเท่านั้น แต่ว่าในตัวกระบวนการด้วย อย่างเช่น ระยะหลังเราจะเห็นว่าการเรียกร้องการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญมากในงานทุก ๆ ด้าน ซึ่งถ้าเราปฏิบัติราชการหรือบริหารบ้านเมืองแบบเดิม ๆ แม้ว่านโยบายหรือเป้าหมายอาจไม่ได้มีปัญหา แต่เพราะการขาดการมีส่วนร่วมก็สร้างปัญหาขึ้นมาได้ เราคงนึกออกโครงการขนาดใหญ่ระยะหลัง มีปัญหาอุปสรรคมากโดยเฉพาะถ้าหากว่าขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็ยิ่งชัดเจน สุดท้ายที่ผมจะพูดในเชิงข้อคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือว่า ถ้าคิดให้ดีในวิกฤตที่เกิดขึ้นในรอบนี้ กลับวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อปี 2540 อาจจะไม่เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในยุคก่อน ๆ ก็คือปัญหาความไม่ยั่งยืนเกิดขึ้นในภาคเอกชนเป็นหลัก ระบบสถาบันการเงินเป็นหลัก ซึ่งอาจจะบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดของภาคเอกชน อาจจะเป็นความล้มเหลวของกลไกตลาดหรือไม่อย่างไร และหลายคนก็บอกว่า เวลาเกิดวิฤติการณ์ทางการเงินอย่างนี้ ก็หนี้ไม่พ้นในที่สุดประชาชนต้องเข้าไปแบกรับภาระปัญหาที่เขาก็บอกว่าตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น
เพราะฉะนั้นใครดูข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมาเฉพาะปัญหาเรื่องโบนัสของบริษัทใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต้องได้รับการช่วยเหลือก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากว่ารัฐบาลเอาเงินภาษีอากรใส่เข้าไป ตัวเลขโบนัสที่คนในบริษัทนั้นได้ไปแล้วทำไปจะต้องมีการรับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราก็ต้องคิด นะครับว่ากระบวนการการพัฒนาเป็นกระบวนการซึ่งเป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลายภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะว่ารัฐบาลกำหนดนโยบาย รัฐบาลกำหนดกติกา แล้วจะสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่นอนถามว่าภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้องไหม ก็เกี่ยวข้องในแง่ที่ว่าระบบการกำกับดูแลบกพร่องหรืออย่างไร ที่จะทำให้เอกชน ถึงได้นำไปสู่วิกฤตที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน หรือในหลายต่อหลายประเทศที่เราได้สัมผัสอยู่ เพราะฉะนั้น ที่ผมเริ่มต้นอย่างนี้เพื่อที่จะเริ่มต้นในเชิงการกระตุ้นความคิด กระตุ้นความคิดว่าการบริหารราชการในยุคสมัยปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่เรามองข้ามไม่ได้เลย และถ้าเรามองข้ามนั่นคือการบริหารราชการที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย เพราะฉะนั้น เราต้องจับให้ได้ว่ามันมีประเด็นหลัก ๆ อะไรบ้างในการปฏิบัติราชการในปัจจุบัน ที่เราจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเกือบตลอดเวลาในการขับเคลื่อน ในการพัฒนาประเทศของเราให้ไปสู่ความยั่งยืนได้ ให้มีลักษณะที่ยั่งยืนได้
ผมก็คงจะขอหยิบยกในบางแง่มุมเท่านั้นก่อนนะครับ ประเด็นแรก อยากจะเรียนว่าปัญหาที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากโลกาภิวัตน์ยังเป็นปัญหาที่ผมถือว่าใหญ่ที่สุด เหตุผลเพราะว่าโลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เท่ากับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เป็นผลพวงจากเทคโนโลยี การที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อคนในโลกเข้าด้วยกัน มันคือตัวที่ขับเคลื่อนปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารคมนาคม และอื่น ๆ ที่นำมาสู่การแลกเปลี่ยนเงินทางด้านการค้าการลงทุน วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เราจะชอบหรือไม่ชอบ ผมก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าเราเลือกแทบไม่ได้ และนับวันก็คงจะมีประเทศหรือสังคมจำนวนน้อยมากที่จะสามารถปิดล้อมตัวเองได้ตลอดไป และถ้าปิดล้อมแล้วก็ยิ่งหาความสำเร็จได้ยากด้วย เพราะว่าการเชื่อมต่อการเชื่อมโยงก็คือการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมา
แต่ว่าสิ่งที่เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งคือว่า ในขณะที่สภาพข้อเท็จจริงของชีวิตของมนุษย์อยู่ในโลกที่เป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้นทุกวัน วิธีคิดวิธีมองปัญหาของคนในโลกส่วนใหญ่ ก็ยังมองอยู่ในกรอบของสังคมของตัวเอง อันนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยนะครับ สัมผัสได้ทั่วโลก และปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในเศรษฐกิจโลกก็คือว่า เศรษฐกิจของจริงเป็นเศรษฐกิจโลก แต่เราไม่มีหน่วยงานที่สามารถกำกับดูแลเศรษฐกิจโลกได้เลยแม้แต่หน่วยงานเดียว มีแต่องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่จำกัด และไม่สามารถที่จะไปมีผลบีบบังคับอะไรต่าง ๆ ได้ อาทิตย์หน้าที่ผมเดินทางไป G 20 คือต้องเผชิญกับปัญหานี้ คุยกันได้ครับ 20-30 คน ตกลงกันได้ครับว่าไม่กีดกันทางการค้า แต่กลับไปบ้านแล้ว ใครจะมาคุมได้ว่าแต่ละประเทศไปมีมาตรการอะไรอย่างไรหรือไม่ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้มีกลไกตรงนั้น อันนั้นเป็นในเชิงของกลไกในเรื่องของการบริหาร ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันคือทัศนคติของคนก็เหมือนกัน ยังมองอะไรในกรอบของสังคมของตัวเองค่อนข้างมาก ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของปัญหา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ
ยกตัวอย่างเช่น เราชอบถกเถียงกันนะครับ เหมือนกับในทุกสังคม รัฐบาลนี้เข้ามาเศรษฐกิจดี รัฐบาลนั้นเข้ามาเศรษฐกิจไม่ดี ใครเคยไปดูบ้างครับว่าที่จริงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เคลื่อนไหวขึ้นลงแทบจะเหมือนกันเลยครับ โตก็โตด้วยกัน เจอปัญหาก็เจอปัญหาด้วยกัน เพราะว่าตัวที่เป็นตัวขับเคลื่อนจริง ๆ คือปัญหาที่เกิดขึ้นในโลก ทั้ง ๆ ที่สภาพการเมืองภายในหรือการบริหารภายในจะมีความแตกต่างหลากหลายกันมากเลย แต่ข้อเท็จจริงคือว่านั่นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่ว่าประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่กระทั่งพวกเราเองบางครั้งก็ลืม และก็นึกว่าอันนี้เป็นเรื่องของปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งอันนี้ก็สร้างปัญหามาก ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะแก้ไขปัญหาพืชผลในประเทศที่ราคาตกต่ำ อาจจะคิดระบบภายในได้ดีที่สุดเลยนะครับ ยกราคาด้วยการจะจำนำ ประกันแทรกแซง แม้ว่าป้องกันการทุจริตอะไรทุกอย่างได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงคือว่าถ้าราคาในตลาดโลก มันถูกฝืน สุดท้ายเราจะส่งสินค้าออกไปได้อย่างไร แล้วสต๊อกที่เพิ่มขึ้นก็จะกดราคาในอนาคต ในทางปฏิบัติเวลาเราฝืนตลาดไม่ดูปัจจัยข้างนอกจริง ๆ ก็เป็นปัญหา
อย่างตอนนี้จำนำข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่เราทำต่อเนื่องมา แต่ตอนนั้นกำหนดราคาสูงมาก ซึ่งพอกำหนดสูงแล้ว ในโครงการเดียวกันเอาลงยากนะครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่าสินค้าทะลักมาจากประเทศเพื่อนบ้านเยอะมาก ครั้นไปตรวจสอบเข้มงวดก็ไปขัดกับข้อตกลงการค้า อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นรูปธรรมของตัวอย่างนะครับ เพราะฉะนั้น พอถึงตอนนี้ที่ทำเรื่องการแทรกแซงพืชผลต่อไป รัฐบาลก็ต้องหาความพอดีว่าจะปรับให้มันลงมาสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้นอย่างไร โดยบริหารความเข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องคือเกษตรกรโดยเฉพาะให้มีความยอมรับตรงนี้ได้ ซึ่งเราก็เริ่มทำในส่วนของข้าวนาปรังที่พยายามปรับลงมา ให้อยู่ในระดับที่คิดว่าสอดคล้องมากขึ้น เกษตรกรพอรับได้ ก็ต้องอาศัยเวลาในการที่จะปรับไป ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพราะปรากฏการณ์เรื่องโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสภาพของปัญหา และทำให้เราจะต้องหามาตรการแก้ไขที่ถูกต้อง มันเป็นตัวอย่างที่บางครั้งเราอดไม่ได้ที่จะมองแคบกว่าความเป็นจริง เพราะว่าเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องที่อยู่ในสังคมของเรา เข้าใจง่าย สัมผัสง่าย แต่ว่าถ้าเราไม่เข้าใจบริบทของโลกาภิวัตน์ บางครั้งเราจะไม่สามารถที่จะทำงานของเราให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง
อันนี้ก็เป็นบทเรียนไม่ใช่เฉพาะในแง่ของตัวโลกาภิวัตน์เอง แต่เป็นอุทาหรณ์ในอีกหลาย ๆ เรื่องว่าเรามองปัญหาพ้นหน่วยงานของเราไหม พ้นกรมเราไหม พ้นกระทรวงเราไหม พ้นเฉพาะรัฐบาลไหม พ้นเฉพาะสังคมของเรา ประเทศของเราไหม ซึ่งผมก็ยอมรับว่าทุกคนครับ มีไม่มากก็น้อยหรอกครับ สุดท้ายคือเรื่องใกล้ตัวมันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายกว่า เรื่องใกล้ตัวเป็นเรื่องที่เราอยู่แล้ว เรามีความสบายอกสบายใจมากกว่า เรื่องไกลตัวบางทีเรามีความรู้สึกว่าพอควบคุมไม่ได้ อาจจะเป็นเรื่องน่ากลัว หรือเรามองว่าไกลปั๊บก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้อง แต่สภาพข้อเท็จจริงของการบริหาร ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชนในวันนี้ก็คือเรื่องกระแสโลกาภิวัตน์เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ประการที่ 2 คือว่าเรื่องของโลกาภิวัตน์ก็นำมาซึ่งกระแสอีกหลายกระแสที่ตามมา โดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นข้าราชการรุ่นใหม่ต้องตระหนักครับว่า การทำงานในโลกสมัยยุคปัจจุบัน เมื่อกระแสประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพเป็นกระแสหลักสำคัญ กระบวนการในการทำงาน และวิธีการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องเข้าใจและคำนึงถึงตรงนี้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ นะครับว่ากรณีโรฮิงญา ไม่ขอพูดว่าข้อเท็จจริงใครถูก ใครผิด แต่จะเห็นได้ชัดเลยว่า เป็นสิ่งที่พอมีการรายงานข่าว มีการกล่าวหากัน ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนกัน เพราะทุกประเทศก็มีปัญหาในการผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของการเข้ามาในทางน้ำทางทะเล แต่กระแสเรื่องของสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเราต้องหาความพอดี ในแง่หนึ่งแน่นอนที่สุดครับความแตกต่างของสภาพข้อเท็จจริงในประเทศของเรา ในสังคมของเรา ก็ทำให้เรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติของเราอาจจะมีความแตกต่างหลากหลายออกไป จะบอกว่าพอมีหลักสิทธิเสรีภาพแล้ว ทุกประเทศต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบเหมือนกันหมด อันนี้คงไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศต้องทำเหมือนกันหมด แต่คงจะต้องมีหลักการ มาตรฐานบางอย่าง ซึ่งเราต้องเคารพ
เราควรพยายามที่จะปรับระดับมาตรฐานตรงนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย เพราะว่าบางครั้งฟังดูก็แปลก เวลาเราบ่นว่าทำไมประเทศอื่นจะมาเข้มงวดเรื่องมาตรฐาน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องแรงงานกับเรา เหมือนกลั่นแกล้งเรา ที่จริงถ้ามาตรฐานเหล่านั้นเราทำได้ก็ดีสำหรับสังคมของเรา ถ้าเราสามารถยกระดับมาตรฐานในเรื่องสิ่งแวดล้อมดีขึ้น คนได้ประโยชน์ก็คือคนของเรา แม้แต่เรื่องของสิทธิ สวัสดิการของแรงงานถ้าดีขึ้น นั่นก็คือคนของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพียงแต่ว่าความพร้อมการปรับตัวจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นคือว่าการทำงานตรงนี้ในเรื่องของประชาธิปไตย ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นหลักการสำคัญที่เราต้องเข้าใจ ซึ่งหมายถึงว่าก็กลับไปเรื่องที่ผมได้เอ่ยไปแล้วคือเรื่องการมีส่วนร่วม กระแสเรื่องนี้ก็มีความสำคัญมาก
ดังนั้น ถ้าเรามองย้อนกลับไปจะไม่เหมือนเมื่อก่อน เอาเฉพาะของประเทศไทย ถ้าเป็น 40-50 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าภาครัฐกำหนดแผนการพัฒนา ไม่ต้องมีใครมาโต้แย้งเลย ในสังคมซึ่งค่อนข้างที่จะไม่ได้มีการใช้สิทธิเสรีภาพ หน่วยงานก็เดินตามนั้น แผนเขียนอย่างไรก็เดินตามนั้น ทำไปแล้วก็ประเมินตามนั้น ปัจจุบันท่านคงนึกออกนะครับ เริ่มต้นขั้นตอนแรก ทำแผนโดยไม่มีส่วนร่วมก็โดนแล้วครับ ยังไม่ต้องพูดว่าเขียนว่าอะไรนะครับ แต่เริ่มต้นเขียนโดยไม่คิดจะปรึกษาหารือภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ก็ไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็จะมีคำถามมากมาย สมัยก่อนกระบวนการการพัฒนา สมมติว่าไปทำโครงการขนาดใหญ่ ถ้าบอกคนได้รับผลกระทบถือว่าเสียสละสำหรับส่วนรวม สมัยนี้มีแต่ว่าโครงการขนาดใหญ่มากระทบสิทธิเสรีภาพ จะมีวิธีการแก้ไขชดเชยเยียวยาอย่างไร ซึ่งถ้าเรายังติดอยู่กับยุคก่อน ๆ เราจะหงุดหงิด ทำไมนี่ก็ทำไม่ได้ นี่ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าโลกสมัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความคาดหวังของสังคม การเรียกร้องของประชาชนมีความเข้มแข็งแล้ว เราต้องคิดในทางกลับกันว่าถ้าเราอยากทำงานนี้จะให้สำเร็จ ทำอย่างไร เราจะสร้างกระบวนการความยอมรับ ความยอมรับจะเกิดขึ้นได้จากความเป็นธรรม ซึ่งหมายถึงว่าเราจะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนเหล่านี้ได้ เราต้องเข้าใจเขาว่าสิทธิที่เขาถูกละเมิดหรือถูกกระทบคืออะไร แล้วอะไรคือมาตรการที่พอเหมาะพอควร ในการที่จะทำให้เราสามารถเดินหน้าในกระบวนการตรงนี้ได้ และยังเป็นการเคารพในสิทธิเสรีภาพของเขา เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ 2 กระแสในเรื่องของประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม
ประการที่ 3 เรื่อง ความยั่งยืนที่ผูกพันกับเรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน ที่เป็นตัวกำหนดว่าต่อไปนี้กระบวนการการพัฒนาจะคำนึงถึงเฉพาะประโยชน์ในระยะสั้น หรือแม้แต่ในระยะกลาง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมองว่าเป็นเรื่องที่ยังไกลออกไปอีก ต่อไปไม่ได้แล้ว ประเด็นอย่างนี้ครับคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกระแสหลักในการกำหนดสภาพของปัญหา แล้วนำไปสู่การหาคำตอบที่ถูกว่าจะแก้ไขปัญหาภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร ซึ่งผมหวังว่าท่านทั้งหลายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่จะได้ตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้ตลอดเวลา
ทีนี้เมื่อตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้ ก็จะนำมาในเรื่องของคุณสมบัติของการเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ที่ดีว่า บทบาทจะต้องเป็นอย่างไร ข้อแรกเลยผมคิดว่าแบบอย่างของคนทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ สำคัญที่สุดคือต้องใฝ่รู้และเรียนรู้ตลอดเวลา ข้อมูลมากมายมหาศาล และข้อมูลใหม่ก็มากมายมหาศาลตลอดเวลาเช่นเดียวกัน แต่ว่ายุคนี้ก็เป็นยุคซึ่งหาข้อมูลข่าวสารได้ง่ายกว่าในอดีตมาก พอเรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ สักพัก เราก็จะลืมว่าสมัยก่อนมันยากลำบากแค่ไหน และคนที่ต้องเติบโตมากับการทำงานซึ่งไม่เคยมีของเหล่านี้ ก็ย่อมจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป สมัยก่อนอยากได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ไกลออกไปหน่อย ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรมาก เดี๋ยวนี้มีอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อ เรียกมาได้ค่อนข้างเร็ว เพียงแต่ต้องกรองให้ดีเท่านั้นว่าถูกหรือผิด แต่ว่ามันต่างกันมาก เพราะฉะนั้น เมื่อมันง่ายแล้ว มันไม่มีข้อแก้ตัวเลยว่าทำไมเราไม่รับรู้รับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ เพราะว่าข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้วเรา และต้องเรียกมาให้ได้ แต่ว่าถ้าเราเป็นคนที่ไม่ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่ใฝ่รู้ ก็ยากครับ ถ้าเป็นคนไม่ชอบอ่าน พูดง่ายๆ ถ้าเป็นคนขี้เกียจ ถ้าเป็นคนคิดว่าเคยทำอะไรมาก็เป็นอย่างนั้นต่อไป ก็จะไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย และจะมีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นคนที่ล้าสมัยไป
เพราะฉะนั้น สิ่งแรก คุณสมบัติหรือคุณลักษณะแรกที่ผมเรียกร้องคือ คนที่เป็นคนที่ใฝ่รู้ ต้องหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เราต้องฝึกตัวเองนะครับ พอเวลาภาระความรับผิดชอบ หน้าที่ เยอะขึ้น ๆ เราก็มักจะทำงานเสร็จก็คิดว่าหมดแรง พักผ่อน แต่จริง ๆ ต้องพยายามกันเวลาเอาไว้ในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ผมพูดเสมอเลยครับเวลาเป็นนักการเมืองมา สังเกตดูเวลาเป็นฝ่ายค้านจะฉลาดกว่าเวลาเป็นรัฐบาล พอเวลาเยอะอยากรู้ไปหมด พอมาเป็นรัฐบาลแล้ว มีแต่งานทำอยู่ตรงนี้ เราก็เลยบอกว่าถ้าไม่ฝึกตัวเอง เผลอแป๊บเดียวครับทำไมฝ่ายค้านรู้มากกว่าเรา ตรงนี้ครับที่เป็นตัวบอกว่าต้องระวัง ผมเองก็ต้องฝึกเป็นการเฉพาะเลยนะครับว่าอย่างน้อยที่สุด ต้องคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่าเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ บ้างหรือเปล่า ข่าวที่อ่านก็อย่างผมก็พยายามอ่านข่าวการเมืองให้น้อย และดูข่าวอื่น ๆ ให้เยอะหน่อย เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ศิลปะ กีฬา โดยเฉพาะต่างประเทศด้วย เพื่อจะได้รับรู้รับทราบอยู่ตลอดเวลาว่ามีกระแส มีแนวโน้ม มีหลักคิด มีเทคโนโลยี มีความรู้ใหม่อะไรที่ไหนบ้าง เพราะฉะนั้น อยากจะให้พวกเราที่เป็นคนรุ่นใหม่ ต้องยึดถือตรงนี้ นั่นคือใฝ่รู้นะครับ
ข้อ 2 เมื่อใฝ่รู้เสร็จ มีข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เข้ามาแล้ว ต้องสามารถที่จะฝึกตัวเองให้คิด วิเคราะห์ กลั่นกรอง รู้จักใช้เหตุใช้ผล ข้อมูลเยอะนะครับ แล้วเชื่อผมเถอะครับในทุกเรื่องถ้ามีสองความเห็น อยากจะหาข้อมูลสถิติมาสนับสนุน หาได้เกือบทุกเรื่องทุกด้านเลยครับ แต่ที่สุดเราต้องสามารถที่จะคิด วิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ด้วยว่า ข้อมูลฝ่ายไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน ไม่อย่างนั้นเราทำได้ก็เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ถูกไหมครับ ก็มีคนบอกว่าอย่างนี้นะ แต่มีอีกคนหนึ่งก็บอกว่าอย่างนี้นะ แล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ซึ่งถ้าบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราที่ตัดสินใจ ก็อาจจะบอกได้ในบางตำแหน่งหน้าที่ แต่ในที่สุดถ้าเราไม่ฝึกตัวเองว่า แต่ที่สุดแล้ว เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว เรามีความคิดของตัวเองไหม เราสามารถตัดสินใจไหม ถ้าเราทำไม่ได้จะเป็นปัญหากับเราต่อไปในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น นอกจากการที่จะใฝ่หาความรู้ข้อมูลอะไรต่างๆ มามากมายแล้ว ขอให้ฝึกในการคิดวิเคราะห์กลั่นกรอง ตัดสินใจ อาจจะเก็บไว้ในใจก็ได้ว่าเราคิดอย่างนี้ แล้วถึงเวลาในหน้าที่การทำงาน ก็ฟังผู้อื่น และที่สำคัญคือว่าต้องรู้จักที่จะรับฟัง และแลกเปลี่ยนกับคนอื่นให้มากด้วย คือบางคนก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับ ตั้งอกตั้งใจ ค้นคว้าหาความรู้ และคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองหมด แต่ก็ไม่ฟังคนอื่นเลย อันนี้ก็ลำบากเหมือนกัน เพราะว่าความมากมายและความหลากหลายของข้อมูลในการตัดสินใจในการทำงานมันเยอะ ไม่มีใครล่ะครับที่จะเก่งและรู้ไปมากกว่าคนอื่นได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักที่จะฟัง และหาโอกาสในการแลกเปลี่ยน นั่นจะเป็นวิธีการในการที่จะทำให้เรานอกจากจะได้ข้อมูล มีความคิดที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานของเรา
ถัดมาคือว่าเมื่อค้นคว้าหาความรู้ เมื่อแลกเปลี่ยนรับฟังคนอื่นแล้ว ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาอยู่ตลอดเวลา หยุดอยู่กับที่ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องมีการเรียนรู้ตลอดไป ไม่ใช่ว่าการเรียนรู้ก็สิ้นสุดลง และเราก็คิดว่าต่อไปนี้เรารู้แล้ว เป็นไปไม่ได้นะครับ มีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา
ทีนี้จากตรงนั้นครับต่อไปคือต้องปฏิบัติ บางทีก็รู้มากจนกลัว ไม่ทำอะไรเลยครับ เพราะว่าบางถ้าทำอย่างนี้คงจะมีปัญหานี้ ถ้าทำอย่างนั้นก็มีปัญหานั้น สุดท้ายก็เลยไม่ทำ และคิดว่าถ้าทำแล้วมีปัญหา ไม่ทำคือไม่มีปัญหา ไม่ใช่นะครับ ไม่ทำคือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะว่าความสำเร็จไม่มีทางเกิดจากการไม่ทำ เพราะฉะนั้น ต้องฝึกฝนด้วยเช่นเดียวกัน เหมือนเวลาเขาก็ถามผมว่าทำงาน ที่จะเป็นประชาธิปไตย ที่จะรับฟัง ผมบอกใช่ครับ เราต้องรับฟัง มีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา แต่ไม่ใช่รับฟังไม่จบไม่สิ้น รับฟังไม่จบไม่สิ้นก็ได้ รับฟังไปเรื่อย ๆ แต่ว่าสุดท้ายก็คือเท่ากับไม่ได้แก้ปัญหา และอย่าไปคิดว่าการไม่ตัดสินใจคือการไม่ตัดสินใจ การไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจอย่างหนึ่งเหมือนกัน ตัดสินใจที่ไม่ทำในระหว่างที่ยังไม่ตัดสินใจ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราก็ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติด้วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
ถัดมาคือว่าในยุคสมัยนี้ก็คือ ทั้งคิดดี มีการปรับปรุง มีการพัฒนาและลงมือปฏิบัติแล้ว แต่ยุคนี้ถ้าไม่สื่อสาร งานก็ไม่สำเร็จ หลายคนทำดี แต่ว่าก็ไม่สื่อสารเลยว่าได้ทำอะไรอย่างไร ก็ไม่ได้รับความเข้าใจ และพอไม่ได้รับความเข้าใจ ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ และยุคนี้ยากครับที่จะประสบความสำเร็จ เพราะว่านโยบายเกือบทุกเรื่อง อย่างที่ผมได้พูดไปแล้ว ปรากฏการณ์หลายอย่างในยุคปัจจุบันเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งหมายถึงภาคราชการหรือแม้กระทั่งภาครัฐโดยรวม ถ้าเอกชนไม่เข้าใจ ไม่ร่วมมือ ไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เราทำ ถ้าภาคประชาชนไม่ร่วมมือไม่เข้าใจ ก็จะต่อต้าน ภาคสื่อสารมวลชนซึ่งถือว่าเป็นผู้นำทางความคิดในสังคมของเราเช่นเดียวกัน ไม่เข้าใจ เพราะเราไม่สื่อสาร ก็จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น หลายคนอาจจะบอกไม่เป็นไร เรารู้อยู่แก่ใจ หรือไม่เป็นไร ฟ้าดินรู้ ต้องบอกยุคนี้คิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่างานสำเร็จยาก และโอกาสที่ท่านจะได้รับในการที่จะได้ทำงานต่อไป เพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจก็ยากนะครับ คือถ้าคิดแค่ว่าฟ้าดินรู้ ก็ต้องรอฟ้าดิน ให้คุณให้โทษแก่ท่านอีกทีหนึ่ง ซึ่งอาจจะนาน
เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ผมอยากให้เห็นมีความครบถ้วนในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานอย่างนี้ และถ้าทำอย่างนี้ได้ ถัดมาคงจะเป็นอีกด้านหนึ่ง คือ คุณธรรม จริยธรรม ที่พูดเมื่อสักครู่ทั้งหมด ก็เป็นเรื่องของความสำเร็จในเชิงของความสามารถ แต่อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ตรงนี้ถามว่าในแง่ของความเป็นรุ่นใหม่ ผมอยากเห็นอะไร ต้องบอกว่าผมคิดว่าเราต้องยอมรับว่า ในสังคมของเราก็มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี และสิ่งที่ดีและไม่ดี ก็สืบทอดสืบสานกันมา เราเป็นคนรุ่นใหม่ เราต้องยอมรับว่าหลายสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะคนรุ่นก่อน ๆ ทำเอาไว้ดี แล้วถ้าเราไม่สืบทอดสืบสานก็คงไม่ถูก แต่ก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ๆ กันมา แล้วแปลว่าดีเสมอไป ซ้ำร้ายคือว่าเวลาที่บางยุค บางสมัยสังคมไขว้เขว ก็กลายเป็นว่านอกจากจะทำ ๆ กันมาแล้ว และเป็นที่ยอมรับแล้ว ก็เลยแปลว่าดี อันนั้นคงไม่ได้ ต้องยอมรับว่าหลายเรื่องในสังคมเรา และโดยเฉพาะซึ่งยังฝังอยู่ทั้งในระบบราชการและในสังคม เช่น เรื่องระบบอุปถัมภ์ เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งอาจจะทำกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นตัวที่บ่อนทำลายระบบ และความสำเร็จของงาน และการพัฒนาในระยะยาว
ทีนี้ความเป็นคนรุ่นใหม่ ขั้นต่ำที่สุด คือผมเรียกร้องว่าอย่าไปทำตามในสิ่งที่ผิด สำหรับหลายคนบอกแค่นี้ก็ไม่ง่ายแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าความอยากของตัวเอง แต่กลายเป็นแรงกดดันของระบบ ถ้าเขาทำกันหมดและเราไม่ทำอยู่คนเดียว บางทีไม่ใช่ว่าตัวเองอยากจะทำไปด้วย แต่ถ้าไม่ทำอยู่คนเดียวก็กลัวแรงกดดันตรงนี้ แต่ขั้นต่ำของผมคือเรียกร้องว่าต้องพยายาม อย่างน้อยไม่ทำตาม แต่ว่าดีขึ้นไปกว่านั้นคือว่าถ้าเรามั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำต่อ ต้องคิดเป็นผู้ก่อการในการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่สามารถกำหนดมาจากข้างนอกได้ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างถ้าจะยั่งยืนจริง ๆ ต้องเกิดจากการก่อการภายใน เพราะฉะนั้น พวกเราซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในระบบราชการในรุ่นใหม่ ผมก็หวังว่าจะได้ใช้สถานะของความเป็นผู้นำตรงนี้ในการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องกฎกติกา เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องอะไรต่าง ๆ มีครบถ้วนอยู่ทุกแห่งทุกหน่วยงาน จนบางทีผมมีความรู้สึกว่าจำกันไม่ได้แล้วนะครับ มันเยอะจริง ๆ และพยายามจะเขียนลงไปในกฎหมาย พยายามจะเขียนลงไปในกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งหลาย แต่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ อยู่ที่การปฏิบัติ อยู่ที่ค่านิยม และอยู่ที่ว่าเรากล้าเปลี่ยนแปลงท้าทายสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนักหรือไม่อย่างไร ผมก็หวังจากท่านทั้งหลายว่าในแง่ของคุณธรรมจริยธรรมตรงนี้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย
ผมเรียนไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องประเพณีปฏิบัติหรือสิ่งที่ทำ ๆ กันมา ในแง่ของวัฒนธรรมในการทำงาน และการอยู่ร่วมกัน คือเมื่อสักครู่ที่พูดมาทั้งหมด อาจจะพูดถึงในแง่ของคุณสมบัติ คุณลักษณะเฉพาะตัวบุคคล ควรจะเป็นอย่างนั้นเพื่อจะเป็นคนเก่ง ควรจะเป็นอย่างนี้เพื่อเป็นคนดี แต่ในแง่ของการทำงานในเชิงของระบบ และในเชิงของการที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน มีเรื่องที่คงจะต้องฝากพวกเราในฐานะข้าราชการรุ่นใหม่ด้วย
คำหลักคำหนึ่งที่เดี๋ยวนี้ใช้กันบ่อยมากคือ “บูรณาการ” คำถามคือจะบูรณาการอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพที่แท้จริง ประเด็นคงเป็นอย่างนี้ครับว่าระบบของเราก็ยังยึดเรื่องของภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมในฐานะที่เป็นนิติบุคคลค่อนข้างจะเป็นหลัก เลยทำให้หลายครั้งการทำงานของคนเก่ง ๆ ให้ความสนใจอยู่เฉพาะเป้าหมายของหน่วยงานของตัวเอง แต่ในข้อเท็จจริงคือความก้าวหน้าในการพัฒนา ในการแก้ปัญหาของส่วนรวม ส่วนใหญ่แล้วเวลาที่เป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ไม่ตรงกันว่าจะแก้อย่างไร ถ้าผลประโยชน์ของทุกหน่วยงานหรือมุมมองทุกหน่วยงานตรงกัน อันนั้นไม่ยากอยู่แล้ว จะบูรณาการไม่บูรณาการ ก็ไม่มีผลเท่าไหร่ เพราะทุกคนได้คำตอบเหมือนกัน ก็เคลื่อนไปด้วยกันโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น เรื่องยาก ๆ จริง ๆคือเรื่องที่ต้องตัดสินว่าบางทีเป้าหมายที่ดีที่สุดของหน่วยงานไม่สอดคล้องกับอีกหน่วยงานหนึ่ง จะหาทางหาคำตอบอย่างไร ตรงนี้คือเป้าหมายสำคัญของการที่บอกว่าจะต้องบูรณาการ
เพราะฉะนั้น ผมก็หวังว่าข้าราชการรุ่นใหม่จะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีการในการทำงานในเชิงบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมไม่อยากเห็นว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานต้องมาเถียงกัน เพราะว่าจะเกี่ยงหรือแย่งกันทำงาน เพียงแค่ว่างบประมาณจะตั้งอยู่ที่ไหนอย่างไร แต่อยากให้มองว่าผลประโยชน์ที่เป็นเป้าหมาย ที่มีต่อส่วนรวม ต่อประชาชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง จะหาคำตอบกันอย่างไร และจะทำงาน จะประนีประนอม หรือจะโน้มน้าวหน่วยงานอื่นได้อย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งของโครงการอย่างนี้ที่เราคือว่า ท่านคงจะได้สร้างเครือข่ายกับเพื่อน ๆ ข้ามหน่วยงาน ซึ่งจะทำให้การสื่อสารเพื่อจะนำไปสู่การบูรณาการของงานดียิ่งขึ้น
อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คงจะขอฝากท่านทั้งหลายไว้ ที่จริงมีเรื่องคุยกันได้อีกเยอะ แต่เวลาจำกัด หลัก ๆ ที่ผมอยากจะพูดคุยกับพวกเรา คงจะเป็นเรื่องเหล่านี้ในแง่ของให้เห็นสภาพปัญหาความเปลี่ยนแปลง โจทย์ของปัญหาในยุคปัจจุบัน ตามมาด้วยว่าเมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้แล้ว เราต้องฝึกฝนตนเองอย่างไรที่จะทำให้เราสามารถเผชิญและแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ และสุดท้ายรวมมาถึงในแง่ของการคิดถึงเรื่องของการสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เฉพาะตัวเอง แต่ว่าในเชิงองค์กรและในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะฉะนั้น ตรงนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการที่จะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล ขอขอบคุณที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ก.พ.และหน่วยงานอื่น ๆที่ได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีกระบวนการในการที่จะมารับการฝึกอบรม เพิ่มพูนเครือข่ายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการที่จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนต่อไป ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตามความมุ่งมั่นตั้งใจที่ดี และประสบความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้ากันทุกคนครับ ขอเปิดการสัมมนาอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้ครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ ถอดเทป