คำกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ปาฐกถาพิเศษเรื่องปฏิรูปการเมือง ของสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ณ ห้องบอลรูม ชั้น 6 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2552 เวลา 16.00-20.00 น.


ท่านคณะกรรมการ
พี่น้องสื่อมวลชน
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ก่อนอื่นคงถือโอกาสนี้แสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่ง กับผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งในเรื่องของข่าวสาร และเรื่องของภาพข่าว ในโอกาสสำคัญที่มีการจัดงานในวันนี้ และวันนี้ก็เป็นวันสำคัญของพี่น้องสื่อมวลชน ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องสื่อมวลชนทุกคน ซึ่งผมทราบดีว่าทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่ท่านมีต่อสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่เราต้องยอมรับกันว่าเป็นโลกข้อมูลข่าวสาร และขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าในส่วนของรัฐบาลนั้นต้องการที่จะสนับสนุนการทำงานของสื่อมวลชน ให้มีสิทธิเสรีภาพและให้สามารถที่จะกำกับดูแลกันเอง เพื่อให้การทำงานของสื่อเป็นไปตามมาตรฐานของวิชาชีพ เพื่อคุณภาพของงานของทุกคน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรคสังคมและประเทศชาติต่อไป

ที่จริงวันนี้ตอนที่รับที่จะมาก็ไม่ได้คาดคิดนะครับ ว่าจะถูกกำหนดให้พูดในเรื่องของการปฏิรูปทางการเมือง เพราะว่าตั้งใจจะไม่พูดเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการที่จะมอบประเด็นนี้ให้องค์กรที่มีความเป็นกลาง เพื่อที่จะไปดำเนินการอย่างที่ทุกท่านทราบจากนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาได้ตัดสินใจปรึกษาหารือกับทางฝ่ายค้าน และขณะนี้ได้เสนอเรื่องไปให้ทางสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้พิจารณาแล้ว แต่เมื่อรับมาแล้วก็ต้องทำตามข้อผูกพัน ข้อผูกมัด และจะแสดงทัศนะ ทั้งในฐานะที่ปัจจุบันมีความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และจากมุมมองของคนที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่การเมือง โดยปีนี้คงจะเป็นปีที่ 18 ซึ่งก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าจะไม่มีผลในการชี้นำคนที่จะต้องทำหน้าที่นี้ด้วยความเป็นกลาง

ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า ก่อนจะขึ้นมายังสอบถามท่านนายกสมาคม และผู้อาวุโสว่าจริง ๆ แล้วเราอยากฟังเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะผมมีความรู้สึกว่าหลายคน เห็นคำว่า "ปฏิรูปการเมือง" แล้วก็มีความรู้สึกว่าบ้านเมืองเรายังไม่เดินไปไหน พูดกันมาปฏิรูปหลายรอบแล้ว และทำไม่เราจึงยังวนกลับมาที่ตรงนี้ เริ่มต้นผมก็อยากจะยืนยันนะครับว่า สภาพของการเมืองเรามีลักษณะของการติดกับดักอยู่ และอยู่ในวงจร หรือวัฎจักรที่ผมเองเมื่อมานั่งคิดอยู่ช่วงเย็นก็ยังตกใจ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า วันที่ผมเริ่มสนใจการเมือง ย้อนกลับไปก็วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ผมเป็นเด็กมากไม่ได้รู้เรื่องมาก อยากจะทราบต้องถามอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในวันนั้น แต่ว่าปรากฏการณ์ในวันนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาเรื่องการเมือง ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กอยู่ เพราะเดิมไม่เคย ไม่รู้การเมืองคืออะไร และก็ไม่เคยตั้งถามกับระบบการเมืองที่มีอยู่ก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แต่หลังจากวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แม้ผมไม่ได้เข้าใจทุกอย่าง ผมถูกปลุกขึ้นมาว่าการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน และการเมืองที่จะเป็นของประชาชนก็ต้องมีรูปแบบและสาระของระบอบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตย และในวันนั้นการต่อสู้ ก็เป็นการต่อสู้ระหว่างนักการเมือง ซึ่งสังกัดพรรคการเมือง เชื่อในวิถีทางของการเลือกตั้ง กับกลุ่มอำนาจซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าอิงอยู่กับอำนาจทางการทหาร หรืออำนาจทางราชการ หรืออะไรก็แล้วแต่ และหลังจากนั้นมาก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะหลังวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ก็มี 6 ตุลาคม แต่ตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยประมาณ หรือเกือบ 20 ปี หลังจากวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ถือว่าทิศทางของระบอบการเมืองของเราชัด คือเดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่เกิดปัญหา และหลังช่วง 6 ตุลาคม ก็มีช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ และในที่สุดเราก็กลับมาได้ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะนั้นคือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 เสร็จแล้ว ก็แปลกครับ คือผม เป็นช่วงที่ศึกษาใกล้จบ พอจบกลับมา ด้วยความตั้งใจจะมาทำงานการเมือง ผมกลับมาประเทศไทย ปี 2533 และสิ่งแรกที่ผมเจอในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองปี 2534 ก็คือเหตุการณ์คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) หมุนกลับไป แต่หลังจาก รสช. พอหมุนกลับไปเราก็เห็นอาการแล้วว่ามันหมุนกลับไปจริง ๆ มันหมุนไม่ได้หรอก รสช.ปฏิวัติก็ไม่กล้าเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ต้องไปนำคนที่เป็นที่ยอมรับในภาคธุรกิจ ภาคการต่างประเทศ มาเป็นนายกรัฐมนตรี

และนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเร่งคืนอำนาจ พอมีความพยายามสืบทอดอำนาจเกิดการต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง ในภาคประชาชน เกิดเหตุการณ์พฤษภา ตอนนั้นผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส.) สมัยแรกแล้ว ก็มีความรู้สึกว่าที่เราคิดไว้คงไม่ผิด ประชาธิปไตยเดินหน้าจริง ๆ เพื่อที่จะให้อำนาจอยู่กับผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่อยู่ในการเมืองเพียงแค่ 2-3 ปี รู้เลยครับ ว่าต่อสู้มาถึงขั้นนี้แล้ว ที่สุดประชาชนก็ยังไม่เชื่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จึงเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมืองซึ่งเริ่มต้นเหตุการณ์ตั้งแต่ปลายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ครั้งแรก ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ยกร่างรัฐธรรมนูญกันจนเสร็จ ในช่วงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และก็กลับมาที่รัฐบาลชวน 2 ก็บอกว่าเป็นการปฏิรูปการเมือง หลักสำคัญตรงนั้นคืออะไร

ผมต้องย้ำตรงนี้ เพราะตอนนี้คนเริ่มสับสนเหมือนกัน หลักสำคัญของการปฏิรูปการเมืองปี 40 พูดตามจริงแล้ว คือเป็นการถอดอำนาจส่วนหนึ่งไปจากนักการเมือง ไม่ให้ทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของเสียงข้างมากในสภา เพราะไม่ต้องการให้นักการเมืองใช้เสียงข้างมากตัดสินผิดถูก ว่าอะไรชอบด้วยธรรมนูญ อะไรชอบด้วยกฎหมาย อะไรเป็นเรื่องทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือทุจริตการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็ยอมรับข้อจำกัดของฝ่ายตุลาการว่าหากจะหวังพึ่งทางสายตุลาการนั้นจะช้า เลือกตั้งทุจริตสมัยก่อนนะครับ ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าประกาศรับรองแล้ว ใครจะฟ้องอย่างไรคดีไม่เสร็จละครับ มีเลือกตั้งอีกรอบแล้ว

จึงเป็นที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนองค์กรอิสระทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันด้วยความมั่นใจว่าพอมีตรงนี้แล้ว ก็ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพความเด็ดขาดมากขึ้น ออกแบบกันมา ผมว่าผมคงสรุปไม่ผิดนะครับ เพราะว่าผู้ร่างปี 2540 ก็อยู่ตรงนี้ ก็ให้มีรัฐบาลที่มีความมั่นคงมากขึ้น จนกระทั่งต่อมามีรัฐบาลพรรคเดียว มีเสถียรภาพในรัฐสภา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง นั่นก็คือว่าองค์กรอิสระทั้งหลายในที่สุด หนีไม่พ้นเงื้อมมือของนักการเมือง เข้าไปจนทำให้องค์กรตรงนั้น ทำงานไม่ได้และพอเกิดการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ สุดท้ายพยายามที่จะปิดกั้นยึดครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นกลไกทั้งหลาย มันก็ไประเบิดที่ท้องถนนอีกครั้งหนึ่ง และเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ ตามมา สุดท้ายปี 2549 กองทัพต้องกลับมา

เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าระยะเวลาที่ผ่านยาวนานไปถึง 30 กว่าปี แต่วนกลับไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกัน แต่ก็เช่นเดียวกันหลังจากนั้น ผมคิดว่าเราก็ได้บทเรียนอีก ยืนยันชัดเจนว่า โลกประชาธิปไตยหมุนกลับไม่ได้ ยึดอำนาจได้ ก็มีปัญหา มีข้อจำกัดมากมาย และแม้มีความพยายาม เช่นในการทำรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เป็นครั้งแรกที่ให้มีการลงประชามติ แต่สุดท้ายการที่กระบวนการนั้นเกิดขึ้น หลังการรัฐประหาร ก็กลายเป็นเงื่อนไขที่ติดตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จนถึงทุกวันนี้ ผมเริ่มต้นอย่างนี้ เพื่อให้เห็นภาพ เห็นภาพเพราะว่าวันนี้ ได้ลองคุยกับบางท่านว่า เรื่องการปฏิรูปการเมืองเราต้องมองกันอย่างไร

ท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร ได้ไปคุยกับนักวิชการมา ก็บอกนักวิชาการเองก็เหมือนกับต่อว่า ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีการนำเสนอว่า จะปฏิรูปด้วยเรื่องนั้น วิธีนี้ ผมก็บอกว่าบางทีอาจจะเพราะว่าความรู้สึก เราลองมาเกือบทุกอย่างแล้ว วุฒิสภาแต่งตั้งทั้งสภาก็ทำมาแล้ว เลือกตั้งทั้งสภาก็ทำมาแล้ว ลูกครึ่งก็ทำอยู่ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบในใจว่า ตกลงความเหมาะสมคืออะไร เลือกตั้งรวมเขต แบ่งเขต เลือกเบอร์เดียว เลือกเรียงเบอร์ เขตเล็ก เขตใหญ่ มีบัญชีระดับชาติ ลองมาหมดแล้ว แต่ความรู้สึกของเราก็ยังเป็นว่าระบบการเมืองยังไม่ตอบสนอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง นั่นก็คือความรู้สึกที่ว่า การเมืองล้มเหลวโดยสิ้นเชิง บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้

ฉะนั้นครั้งนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองโจทย์คงต้องใหญ่กว่าเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่ง โจทย์ต้องใหญ่กว่าเรื่องการที่จะพูดถึงกฎหมายเท่านั้น แต่จะตีโจทย์อย่างไรนั้น คงจะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำก่อนก็คือว่ากว่าจะเข้าสู่การปฏิรูปการเมืองรอบนี้ ผมต้องพยายามทำให้มีความนิ่งและมีความยอมรับในกระบวนการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะท่ามกลางของความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ถ้าจะพยายามผลักดันการปฏิรูปการเมืองโดยฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้จะไม่มีทางสำเร็จ ก็คิดดูปีที่แล้วที่มีวุ่นวายกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง ก็มาจากเงื่อนไขของความไม่ไว้วางใจกันว่าถ้าฝ่ายหนึ่งกำลังจะขยับในเรื่องของกติกาและระบบ ฝ่ายนั้นกำลังทำให้ตนเองหรือไม่ ติดอยู่ตรงนี้ครับ และตอนที่เกิดปัญหาแล้วมีความพยายามของสภาจะมาแก้ไข พอฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับ เดินไม่ได้หรอกครับ เดินไปแทนที่จะแก้ปัญหาเป็นเงื่อนไขหรือปมใหม่ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมถึงลำบากมาก ช่วงแรกเพราะแถลงนโยบายไปว่าต้องการทำปฏิรูปการเมือง แต่ต้องใช้เวลาพยายามพูดคุยอยู่กับพรรคฝ่ายค้านว่า ทำอย่างนี้ได้ไหม ทำอย่างนั้นได้ไหม ลองส่งให้คนนี้ทำ ลองส่งให้องค์กรนี้ได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็ต้องขอขอบคุณว่าเอาละอาจจะไม่ได้ความเห็นชอบจากทุกฝ่ายในสังคม แต่ก็จะมีกระบวนการเริ่มต้น ที่ส่งไปที่สถาบันพระปกเกล้า รับไม่รับ วันจันทร์นี้จะทราบ เพราะว่าท่านจะต้องประชุมกัน และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจในเรื่องนี้

ทั้งนี้ประเด็นก็มีอยู่ว่า โจทย์ที่ว่าใหญ่ ในทัศนะของผมคืออะไร ด้วยความเคารพนะครับ ผมก็เห็นท่านเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้ปาฐกถา และพูดอยู่เหมือนกัน มีโจทย์ที่ไปโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ ที่พูดถึงเรื่องของทรัพยากร ว่ากลุ่มคนซึ่งมีผลประโยชน์และอาจจะต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน นั่นคือปัญหาใช่หรือไม่ ผมคิดว่าก็มีส่วนครับ แต่ผมเติมอีกมุมหนึ่งนะครับว่า การวางระบบการเมืองที่จะทำให้เกิดความสมดุลและเดินได้วันนี้ คือการทำความเข้าใจว่ากรอบรัฐบาลในวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดเจาะจงลงไปอีก ก็คือผมเชื่อว่าประชาธิปไตยประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ คือเสรีนิยมประชาธิปไตย หลักใหญ่ คือรัฐบาลต้องมีขอบเขตอำนาจที่จำกัด ซึ่งรัฐบาลที่มีขอบเขตอำนาจที่จำกัดคือหัวใจ

โดยต้องรู้ว่าแค่ไหนคือเรื่องของการเมือง แค่ไหนเป็นเรื่องนอกเหนือการใช้อำนาจทางการเมือง เพราะในที่สุดระบอบประชาธิปไตยการเมือง โดยเฉพาะการเมืองของนักการเมืองเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในขณะนี้ คือ ทุกคนพยายามที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปกองอยู่กับการเมืองที่เป็นนักการเมืองและคิดว่าคนที่มีอำนาจสูงสุด คนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล จะต้องเป็นคนทำทุกสิ่งทุกอย่าง และความขัดแย้งก็เกิดขึ้น เพราะว่าฝ่ายหนึ่งขณะนี้มองว่า ถ้าบุคคลนี้ มาจากกระบวนการที่เป็นการเลือกตั้งของเสียงข้างมาก ต้องทำได้ทุกอย่าง และอ้างว่าถ้าทำแล้วไม่ดี ทำแล้วไม่ตรงใจ กับคนส่วนใหญ่ ก็ไปเลือกตั้งเอา ไล่เขาออกไปจากกระบวนการการเลือกตั้ง

ฟังดูผิวเผินเหมือนกับใช่ แต่ไม่ใช่ตรงที่ว่าเสียงข้างมากที่เราพูดถึงอยู่ เป็นเรื่องของการกำหนดทิศทางนโยบาย ของการบริหารประเทศเท่านั้น ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมีนโยบายอย่างหนึ่ง อีกพรรคมีนโยบายอีกอย่าง ประชาชนตัดสินพรรคไหนชนะ ก็ต้องมีสิทธิทำนโยบายที่ตัวเองให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ เสียงข้างน้อยต้องยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าชนะการเลือกตั้งแล้ว คุณใช้อำนาจผิดกฎหมายก็ได้ ไปกำกับสิทธิของเสียงข้างน้อยก็ได้ ไปแทรกแซงสื่อมวลก็ได้ เอาอำนาจนั้นไปทำมาหากิน เพื่อตัวเองและพวกพ้องก็ได้ เราต้องชัดเจนตรงนี้ ขณะเดียวกันเมื่อเราบอกว่าต้องขีดอำนาจให้กำกับตรงนี้ ก็ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งที่ตรวจสอบ แต่ที่คิดกันไม่ค่อยออกก็คือว่าคนตรวจสอบ จะมาอย่างไร จะอยู่อย่างไร

ด้านหนึ่งหลุดลอยออกไปจากกระบวนการทางการเมือง จากการเลือกตั้งทั้งหมดก็ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย อีกด้านหนึ่งถ้าใกล้เกินไปก็กลับไปสู่ภาวะที่ฝ่ายการเมืองแทรกแซงครอบงำได้ สุดท้ายก็ไม่มีการตรวจสอบ จึงเกิดความคิดขึ้นมาของอีกฝ่ายหนึ่งว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่จะต้องมีกลไกประเภทนี้ครับ ซึ่งต้องมาด้วยวิธีการซึ่งได้คนที่มีคุณภาพและจะมาชี้ มาตัดสินได้ ตรงนี้คือหัวใจ คือโจทย์สำคัญว่าเราจะหาเส้นแบ่งตรงนี้อย่างไร แล้วทำกระบวนการตรงนี้ให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยอย่างไร ไม่มีสูตรสำเร็จ นะครับ ผมเคยดูประเทศต้นแบบที่ใช้ระบบรัฐสภาประเทศอังกฤษ อะไรเป็นตัวหยุดยั้งไม่ให้เสียงข้างมากทำอะไรตามใจชอบ ไม่มีเลยนะครับ ระบบเขาคือเสียงข้างมากในสภาเป็นใหญ่จริง ๆ แต่แปลกไหมครับ พอเขาผิดนิดเดียวเขาลาออก เรื่องจบ ไม่ให้เป็นภาระกับสังคมที่ต้องไล่กันทุกวัน ไม่ให้เป็นภาระที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง และมาเถียงกันถึงความชอบธรรม และลากเอาสถาบันทุกสถาบันมาสู่ความขัดแย้ง

เพราะมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับอยู่ และวัฒนธรรมนี้ ไม่ใช่อยู่เฉพาะที่ประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น ท่านเห็นไหมครับ เกิดขึ้นเป็นประจำ นั่นก็เป็นการเมืองที่เรียกว่าพรรคเดียวครองเสียงข้างมาก แต่ตัวหนึ่งที่ทำให้สังคมไม่เกิดความรุนแรงความขัดแย้งคือ การแสดงความรับผิดชอบ อย่างที่ผมพูดไป ไม่ต้องผิดกฎหมายนะครับ แค่ไม่เหมาะสมก็มีการแสดงความรับผิดชอบกัน บางประเทศก็อาจจะใช้กลไกอย่างนี้ บางประเทศก็ต้องอิงมีกลไกกึ่งตุลาการขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระเหมือนที่เราพยายามทำตั้งแต่ปี 40 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 50 ซึ่งผมก็ต้องย้ำอีกครั้งนะครับ จริง ๆ โครงสร้าง ปี 50 ปี 40 ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก เป็นเรื่องของรายละเอียดมากกว่า

เพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญคือตรงนี้ ผมจึงบอกว่าสำหรับผมวันนี้ ไม่ค่อยได้ไปสนใจรายละเอียดหรอกครับ ไปเลือกตั้งเขตใหญ่ เขตเล็ก สัดส่วนหรือไม่สัดส่วน สภาเดียวหรือสองสภา ผมว่ามีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ที่เราต้องกำหนดขอบเขต เพื่อที่จะให้บ้านเมืองเรายังเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย คือรัฐบาลมีอำจนาจในขอบเขตที่จำกัด ผมยังเคยใช้และยังอยากจะใช้ว่าเราหาระบบที่อำนาจทางการเมืองมีความพอเพียงได้หรือไม่ อย่าไปสุดโต่ง มีเหตุมีผล และจะมีภูมิคุ้มกันในตัวของมันเอง ไม่เอาประเทศเข้าไปเสี่ยง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโจทย์ใหญ่ และถ้าเราเริ่มทำความชัดเจนในทางกรอบความคิดอย่างนี้ เราจะไม่เจอปัญหาความสับสนหรือความวุ่นวายในความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับการเมืองในขณะนี้ ซึ่งทั้ง 2 ทาง คือ 1. อย่างที่เคยมีปัญหามาในอดีตว่าพอมีอำนาจทางการเมืองก็เลยคิดว่ามีอำนาจเหนือกฎหมายด้วย ถ้าใครอยู่ฝ่ายตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด ใครอยู่ฝ่ายตรงข้ามขยับนิดหนึ่งก็ถูกอำนาจรัฐเข้าไปเล่นงาน อย่างนี้ไม่มีทางจบ ความขัดแย้งก็จะลุกลามบานปลายไป

อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องยอมรับนะครับว่า หลายปัญหาก็ต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่สามารถที่จะพึ่งพาการใช้วิธีการทางกฎหมายได้ตลอดไป ต้องรอคำวินิจฉัยของศาล เพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาทางการเมือง ผมว่าถ้าทำอย่างนี้ ถึงจุดหนึ่งจะเป็นปัญหากับตุลาการ และองค์กรกึ่งตุลาการเอง และอาจจะลามไปถึงสถาบันอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ คือหัวใจ ต้องขีดกันให้ชัด ทำกรอบความคิดตรงนี้ให้ชัด และยอมรับความคิดเห็นที่มีความหลากหลายในทุก ๆ ฝ่ายขณะนี้ อยู่ในกรอบนี้ ซึ่งผมคิดว่าทำได้ และเดินไปข้างหน้า เราก็จะมีทั้งหลักประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน แต่เป็นนิติรัฐที่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

แต่สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนคือไม่ว่าทางผู้ไปดำเนินการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ จะออกแบบในเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือในเรื่องตัวบทกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องออกมาอย่างไร เราก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะได้การเมืองอย่างที่เราต้องการถ้าวัฒนธรรมทางการเมืองของเรา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และถ้าเราไม่สามารถที่จะสร้าง ค่านิยมขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ผมคิดว่าตรงนี้ แน่นอนส่วนหนึ่งหลายคนก็บอกว่าเห็นด้วย พูดเรื่องการศึกษา พูดเรื่องการหล่อหลอม อุปนิสัยคนของเราให้รับกับสิ่งนี้ แต่หลายคนก็มีความรู้สึกว่าจะใช้เวลานานเกินไปหรือเปล่า ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้เลย ผมอยากจะบอกว่าความจริง ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องยากขนาดนั้น เพราะผมก็มองจากพฤติกรรมของผู้เลือกตั้งว่ามีพัฒนาการอย่างชัดเจน ระยะหลัง ผลการเลือกตั้งในประเทศไทย หรือการลงประชามติ หรือการลงคะแนน สามารถวิเคราะห์ได้อยู่ในกรอบ แทบจะเหมือนกับประเทศที่จะเจริญแล้วเกือบทั้งสิ้น เป็นการตัดสินที่มองเห็นภาพใหญ่ระดับชาติ และเป็นการตัดสินใจที่แสดงออก เพื่อแสดงความพอใจ ไม่พอใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น ๆ ผมดูตรงนี้มาตั้งแต่ปี 2544 ,2548,2549 ,2550,2551 และการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาด้วย

ผมว่าเริ่มเข้ารูปเข้ารอย และเวลาที่เราสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้มาได้ บางทีเราแก้ปัญหา บางปัญหาได้ เช่น ถ้าประชาชน เริ่มที่จะตัดสินใจ ในเรื่องเชิงนโยบาย เชิงระดับชาติ เรื่องผู้นำหรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้แก้ซื้อเสียงได้ คำว่าแก้ได้ไม่ใช่หมายความไม่มีซื้อเสียง แต่หมายความว่าซื้อไปแต่ไม่ได้คะแนน และทุกคนอาจจะซื้อก็ได้ แต่สุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจในสิ่งที่เขาต้องการอยู่ดี ก็ให้นักการเมือง พรรคการเมืองเสียเงินไป วิธีนี้ในที่สุดจะเป็นวิธีแก้การซื้อเสียงมากกว่าความหวังขณะนี้ว่า มี กกต.แล้ว มี กกต.จังหวัด มี กกต.เขต มีกฎหมายที่รุนแรงมากขึ้น ยึดพรรคได้ อะไรต่าง ๆ เพราะในที่สุดเราเห็นแล้วว่าคน หรือผู้เล่นก็จะหนีกฎไปเรื่อย วันนี้ไปดู ฝ่ายพรรคการเมืองตั้งกรรมการบริหารพรรคชัดเจน ไม่เอาคนที่จะไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไปเป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อหนีบทบัญญัติในเรื่องของการยุบพรรคหรืออะไรก็แล้วแต่

เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกว่า กฎ กติกาต้องปรับปรุง ต้องทำ เพราะผมเป็นคน ซึ่งความจริงอาจจะบอกว่าเป็นคนแรกก็ได้ เพราะวันที่เขาลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รับเสร็จ ผมเป็นคนแรกที่ออกโทรทัศน์บอกรับแล้วต้องแก้ แล้วก็ยังยืนยันว่าต้องแก้ แต่การแก้ต้องได้รับการส่งเสริมรองรับจากอีกหลาย ๆ เรื่องที่เราต้องทำ จึงอยากจะบอกกับทุกคนว่าสื่อมวลชนจะมีบทบาทสำคัญมากในการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ที่จะสนับสนุนประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเมืองต่อไป ถ้าสื่อมวลชนช่วยกระพือค่านิยมที่ผิด โกงได้ไม่เป็นไร ไม่ต้องหวังครับว่า จะแก้รัฐธรรมนูญกันกี่ครั้งแล้วบ้านเมืองจะดีขึ้น หรือถ้าสื่อมวลชนกระพือค่านิยมที่ถือว่าใครหลบเลี่ยงเป็นคนเก่ง ผู้ที่ถืออำนาจคือผู้ชนะ ความชนะกลายเป็นความถูกต้องก็ไม่มีทางที่เราจะได้ระบบการเมืองที่ดีหรือที่จะได้การเมืองที่มาตอบสนองอย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นทุกคนจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการเมืองรอบนี้ ในความคิดของผม เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนได้บทเรียนมาหมดแล้ว

ประสบการณ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ผมว่าประเทศไทยมีมากที่สุด รู้หมดแล้ว ระบบที่ไหนเป็นอย่างไร จับมาผสมกันได้หมดแล้ว แต่วันนี้เราลืมมองภาพใหญ่ และเราลืมมองไปว่า บทบาทของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และบางทีในส่วนการเมืองของนักการเมืองเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ที่เราไปให้ความสำคัญมากเกินไป ฉะนั้นถ้าหากว่าเราตั้งหลักอย่างนี้ ผมถือว่าเป็นเพียงความคิดหนึ่งที่สะท้อนไปยังคนที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป ผมยังมีความหวัง และมีความเชื่อในเรื่องของความสำเร็จของระบอบประชาธิปไตยในที่สุด เพราะผมเป็นคนที่เชื่อมาโดยตลอดว่า คนในทุกประเทศมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกัน คือความมีศักดิ์ศรี ของการมีสิทธิ มีเสียงในการที่จะกำหนดอนาคตของตนเองและสังคม ตรงนี้เป็นพื้นฐาน แต่บนความต้องการตรงนี้จะประกอบไปเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้ก็คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่นที่ต้องการจะมีสิทธิ มีเสียงเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ถ้าทำตรงนี้สำเร็จ และผมเชื่อว่าเราทำได้ เพราะผมเชื่อในคนไทย สังคมไทย แม้อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อาจจะขลุกขลัก อาจจะไม่ราบรื่น อาจจะเกิดปัญหาเหมือนกับที่เราเกิดมาในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาอีกก็ได้ แต่สุดท้ายผมยังเชื่อว่าเราไปถึง

แน่นอนครับตราเท่าที่ผมมีความรับผิดชอบอยู่ตรงนี้ ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้การเดินทางไปสู่จุดนั้น เป็นไปด้วยความราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยที่สุดไม่ย้อนกลับไปสู่ความรุนแรง อย่างน้อยที่สุดสามารถสมานแผลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ และถ้าสิ่งนี้สำเร็จ ผมเรียนตรง ๆ ว่า ผมเคยมีความฝันมากมายอยากจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้ วันนี้ถ้าทำสิ่งนี้สำเร็จ เท่านี้ผมก็พึงพอใจว่าได้ทำให้บ้านเมืองของเรากลับคืนสู่ความเป็นสังคมที่สันติ สงบสุข และมีความเข้มแข็งที่เป็นประชาธิปไตย เพราะผมเชื่อว่าความฝันอื่น ๆ ถ้ามีประชาธิปไตยที่ดีแล้วทำได้ จะโดยใครก็แล้วแต่ ทำได้ ก็ขอให้เป็นสิ่งที่พวกเราได้ช่วยกันสร้างและเป็นกำลังใจให้กับทุกคนต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง ร่วมกับนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

สรยุทธ สุทัศนะจินดา  ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  วันนี้ความจริงเป็นครั้งแรกที่ได้ยินท่าทีของนายกรัฐมนตรี ผมเห็นหัวข้อก็เหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอก คือ รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะระมัดระวังตลอดเวลาที่จะแสดงความคิด   เห็นเรื่องรัฐธรรมนูญก็เกรงว่าจะไปชี้นำ  เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเปิดใจขนาดนี้  ผมขออนุญาติให้ท่านเปิดใจต่อไปให้เห็นเค้าลางของการเมืองไทยจากนี้เป็นต้นไป  ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่ากว่าจะเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปต้องทำให้การเมืองนิ่งก่อน   ผมขอถามว่าจะใช้เวลาเท่าไรจะทำให้การเมืองนิ่ง 

นายกรัฐมนตรี  การเมือง คำว่า “นิ่ง” คงไม่ใช่ว่าราบเรียบ 100% ที่จริงแล้วผมเคยพูดว่า ถ้านิ่งมาก ๆ ก็เน่าเหมือนน้ำ ต้องมีอะไรบ้างที่เป็นความเคลื่อนไหวที่มีแรงกระเพื่อม แต่อย่าให้ถึงขั้นกลับเป็นพายุ อย่าให้ถึงขั้นกับเป็นสึนามิ  ผมขอเรียนว่า 2 เดือนกว่า ๆ ที่ผมเข้ามาตรงนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่สัมผัสได้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นไประดับหนึ่งแล้ว   ยังมีผู้มาชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลทุกวัน เมื่อสักครู่ก่อนมาได้แวะไปเยี่ยมมากลุ่มหนึ่งแล้วซึ่งเชื่อว่าจะมีอีกหลายกลุ่ม    รวมไปถึงกลุ่มที่จะต่อต้านรัฐบาล   แต่ผมถือว่าถ้าเราไม่มีความรุนแรงแล้วรัฐบาลเองไม่ท้าทายไม่ไปทะเลาะเบาะแว้ง  ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า  

สรยุทธ สุทัศนะจินดา   ถ้าเงื่อนไขยังมีอยู่ว่า การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติยังมีต่อในหนึ่งเดือนนี้รัฐบาลจะไปต่างจังหวัดลงพื้นที่ก็จะไปเจอกันตามจังหวัดต่าง ๆ จะเผชิญหน้ากันหรือไม่  อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ยังจะมีบทบาทไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน โฟนอินเข้ามาตามงานวัดหรือจะไปพูดกับนักข่าวต่างประเทศจะทำอย่างไรให้นิ่ง

นายกรัฐมนตรี  ทุกคนมีสิทธิ์เคลื่อนไหวในขอบเขตของตัวเอง  ผมไม่มีหน้าที่ไปบอกว่า คุณห้ามชุมนุม เมื่อสักครู่ผมขึ้นไปบนเวทีชุมนุม    ผมบอกว่าที่คุยกันอย่างนี้จะทำอย่างนี้  กลับบ้านหรือไม่  ผมบอกไม่ต้องตอบ ผมกลับไม่กลับคุณตัดสินใจเอง  ไม่กลับผมก็ไม่มีสิทธิ์บอกให้คุณกลับ   กลับผมก็ไม่มีสิทธิ์บอกให้คุณอยู่ต่อ  แต่ผมบอกว่าถ้าอยู่ต้องชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ  เจ้าหน้าที่ก็ควรดูแลอำนวยความสะดวกไม่ให้กระทบกระเทือนคนที่สัญจรไปมามากเกินไป  และรัฐบาลต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้งด้วย   ก็แก้ไขปัญหาด้วยเหตุด้วยผล   ก็อยู่อย่างนี้นะครับ ไม่ถึงขนาดว่าจะเคลื่อนไหววันที่ผมไปลงพื้นที่   ผมก็บอกว่าผมก็ลงไปทำงานของผมนะครับ เขาจะไปแสดงออกเขาก็มีสิทธิ ถ้าอยากจะไปยืนชูป้ายปราศรัยก็มีสิทธิ แต่ว่าเขาไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายร่างกายหรือไปทำลายทรัพย์สินของใคร ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นต้องรักษากฎหมาย   แล้วรัฐบาลก็จะใช้วิธีการรักษากฎหมายที่นุ่มนวลที่สุดเป็นไปตามขั้นตอนและมาตรฐานสากล   เพื่อยืนยันความเป็นนิติรัฐเท่านั้นเอง

สรยุทธ สุทัศนะจินดา   ที่ผมเปิดประเด็นเรื่องนี้ก็เพราะผมเข้าใจว่า   ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึง บรรยากาศเหมือนกับก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 คือทุกฝ่ายจะต้องยอมรับแล้วว่าเราต้องการคณะขึ้นมาคณะหนึ่ง ไประดมความคิดเห็นเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วทุกคนรอดู   เขาเสนออะไรออกมาเราแสดงความคิดเห็น เสร็จแล้วเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับ  แต่สภาพการใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้าเกิดขึ้นรัฐบาลก็ทำงานคุณจะทำอะไรก็ทำไป  ซึ่งยังไม่เกิดการยอมรับ

นายกรัฐมนตรี   วันนี้ผมต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ที่วันนั้นมานั่งคุยกันแล้วตกลงในระดับที่ได้ตกลงกันไป  ก็ถือว่าเป็นการเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง จะเดินไปครบถ้วนตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ต้องรอต่อไป  แต่ผมถือว่าอันนี้เพียงพอ เพราะผมมีความรู้สึกว่า กระบวการต่อไปจะเปิดกว้าง แต่อย่างน้อยที่สุดคู่กรณีที่อยู่ในสภายอมรับก็สามารถเดินไปได้   คือ ดึงฝ่ายค้านเข้ามาร่วมในกระบวนการ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าที่ผ่านมา การพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ  เรื่องปฏิรูป  เรื่องกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ คือ  ฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวเสนออีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับ แล้วความขัดแย้งก็ลุกลาม  ตอนนี้มาตกลงกระบวนการกันก่อน  ซึ่งกระบวนการนั้นเปิดกว้างให้มากที่สุด  ผมว่าเดินไปได้

สรยุทธ สุทัศนะจินดา  ข้างหน้าจะเคลื่อนไหวก็ว่าไป

นายกรัฐมนตรี  คนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ก็มีสิทธิ์ที่จะเคลื่อนไหว  แต่ผมเชื่อว่าในที่สุด คนส่วนใหญ่ของสังคมก็จะบอกว่า ทำไมไม่มาช่วยกันทำกติกาตรงนี้  ไม่ใช่มาทะเลาะกันวันข้างหน้าการทะเลาะเบาะแว้งก็จะถูกขีดวงให้อยู่ในขีดที่เราสามารถควบคุมจำกัดไม่ให้ลุกลามบานปลายไปสร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจ และสังคมได้  

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ฟังจากท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ คือเดินหน้าได้เลย

นายกรัฐมนตรี    ขั้นแรกต้องฟังจากสภาสถาบันพระปกเกล้าฯ  ว่า 1) รับหรือไม่  2) ต้องไปทำกรอบเป็นตุ๊กตามาให้ทางรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ดูอีกรอบหนึ่ง  ถ้าเห็นด้วยก็เดินหน้า ไม่เห็นด้วยก็อาจจะมีการพูดคุยเจรจาปรับแก้ไป

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ท่านนายกรัฐมนตรีมี road map ไว้ในใจหรือไม่ว่า ท่านนายกฯ เป็นรัฐบาลมา  2 เดือนกว่า มีเวลาอีกจำนวนประมาณหนึ่งจะกี่ปี  กี่เดือนก็ตาม หวังจะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คนยอมรับ   ก็แปลว่าการเมืองกลับมาปกติสิ้นสุดของการปฏิรูปไม่มีสูตรสำเร็จถูกหรือไม่อันนั้นไปว่ากัน   ท่านมีหรือไม่ในใจท่าน 

นายกรัฐมนตรี   2 -3 ปี คือถ้าถามผม ผมมีในใจแต่ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุด คือ ปล่อยให้เป็นกระบวนการธรรมชาติเพราะว่าเมื่อไหร่มันขีดเส้นกันจะเป็นปัญหาทุกที

สรยุทธ สุทัศนะจินดา   ผมไม่ได้หมายถึงขีดเส้นแต่หมายถึง ความรู้สึกในใจ

นายกรัฐมนตรี   จริง ๆ ต้องถามผมว่าเร็วก็ดีกว่าช้า  แต่ถ้าเร็วแล้วคนไม่ยอมรับกลับช้าแล้วทุกคนยอมรับ ช้าต้องดีกว่าเร็ว   เพราะวันนี้เป้าหมายของเราคือ ดึงทุกคนกลับเข้ามาสู่กระบวนการ

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    อยากให้เป็นขั้นเป็นตอนจากนี้ไป วันจันทร์นี้เริ่มจากสภาสถาบันพระปกเกล้าฯ

นายกรัฐมนตรี   ความหวังผมคือ วันจันทร์นี้สภาสถาบันพระปกเกล้ารับทำ สองสภาฯ อาจจะทำข้อเสนอแต่ต้องใช้เวลาแล้วเสนอกลับมาว่าสิ่งที่จะทำมีหนึ่ง สอง สาม สี่  ห้า ใช้เวลาไปกี่เดือน กี่ปี   และกระบวนการหลักการกว้าง ๆ เช่น จะเปิดโอกาสให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง หรือถ้าเขาคิดได้ถึงขั้นบอกว่า สภาฯ ต้องดำเนินการอะไรเพื่อให้กระบวนการเดินต่อไปได้ หรือรัฐบาลต้องทำอะไรเพื่อกระบวนการเดินต่อได้  หลังจากนั้นผมถือว่าเป็นกระบวนการที่เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เข้าไปร่วม แล้วจะประคับประคองให้สำเร็จ คือ สภาฯ ต้องไปคิดสูตรโมเดลออกมาว่าจะเกิดกับสภาฯ รูปแบบไหน จะไปร่างกันอย่างไรให้สภาฯ ทำมา  ผมบอกได้เลยว่า  ผมทำใจว่าสิ่งที่เขาคิดมาท้ายที่สุดจะไม่ถูกใจผมหรอก แต่ผมต้องยอมรับได้ไม่อย่างนั้นผมจะไปเรียกร้องให้คนอื่นยอมรับได้ด้วยอย่างไร

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    เขาคิดอะไรออก ท่านนายกฯ เห็นตามแบบนั้น

นายกรัฐมนตรี  ไม่ได้เห็นตามครับ    ผมมีสิทธิในการที่จะไปบอกว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างนั้น แต่ว่าเขาต้องมีกรอบในการเป็นอิสระที่จะพิจารณาอย่างนั้นเท่านั้นเองสรยุทธ สุทัศนะจินดา    3 ปี พอเห็นหรือไม่นายกรัฐมนตรี  ผมเชื่อว่าไม่ควรใช้เวลา 3 ปี  สังคมรอไม่ได้ขนาดนั้น   สั้นกว่า 3 ปี แน่นอน

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ภายในอายุรัฐบาลน่าจะเห็น

นายกรัฐมนตรี  ผมไม่ทราบอายุรัฐบาล  อายุตามกฎหมายก็ 3 ปี โดยประมาณเกือบ 3 ปี

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    หมายถึงว่า  ท่านนายกฯ คาดหวังว่า  การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรี  จริง  ๆ กระบวนการนี้ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ผมยังหวังว่าเป็นกระบวนการที่เดินต่อ ได้  ไม่ต้องมาผูกติดอยู่กับอายุรัฐบาลและไม่ต้องผูกอายุรัฐบาลกับกระบวนการนี้ด้วย เพราะนั่นคือ ความพยายามที่จะนำเรื่องการเมืองกลับเข้าไปเป็นปัญหาอีก  เช่น เขาบอกว่าทำงานเสร็จรัฐบาลต้องพ้นไป ยังไม่ใช่เงื่อนไขครับ   แต่ถ้าเขาเสนอมาว่า   ระบบใหม่ออกแบบอย่างนี้แก้ไขแล้วจำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่  ภาพเขาบอกเลือกตั้งใหม่ แต่ถ้าเขาบอกว่าออกแบบเสร็จแล้วไม่ได้คอขาดบาดตายต้องเลือกตั้งใหม่ก็จะให้อยู่ต่อก็ว่าไปตามกระบวนการ  ศาลเปิดใจกว้างยังไงก็ได้

สรยุทธ สุทัศนะจินดา     3 ปีไม่ถึงถ้าอย่างนั้น 1 ปี

นายกรัฐมนตรี   ปีหนึ่งสั้นกว่าสามปี 

สรยุทธ สุทัศนะจินดา   สั้นไปหรือไม่

นายกรัฐมนตรี   คงไม่มีคำว่าสั้นไปขึ้นอยู่กับว่า   ถ้าสั้นแล้วได้รับการยอมรับ ถ้าสั้นแล้วปรากฎว่าคนนำไปประท้วงตามท้องถนนอย่าทำเลยครับ

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ที่จริงผมถามเพราะว่า คือรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นต่อไป จะสูตรไหนก็ตามที่สุดแล้วผ่านสภาในขั้นสุดท้าย ก็อาจจะนำมาซึ่งการทำให้การเมืองกลับมาปกติสุขอย่างที่ทุกคนรอคอยว่า เอาล่ะจะอะไรยังไงก็ตามจบสักทีที่ขัดแย้งทะเลาะกันมา  มีกติกาที่ทุกคนยอมรับจบแล้วนะ หรือไม่อย่างนั้นอาจจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งนำมาสู่การเรียกคนออกมาบนท้องถนนอีกรอบหนึ่ง

นายกรัฐมนตรี   คงไม่มีครับ  เพราะว่าวิธีที่ทำเห็นอยู่เพื่อไม่ให้เป็นอย่างนั้น 

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ตกลงท่านนายกฯ น้อยกว่า 3 ปีแต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ยังไง

นายกรัฐมนตรี   ไม่ทราบครับ แล้วแต่คนทำ   ขอให้สำเร็จ

สรยุทธ สุทัศนะจินดา  มีคนฝากคำถามผมมา 4-5 ข้อ ท่านนายกฯ วันนี้ไหน  ๆ เปิดใจไม่ได้มีส่วนชี้นำถ้าเกิดกรรมการเขาจะไปยกร่างกันขึ้นมา มีอยู่ 4-5 เรื่องที่ถามความรู้สึกท่านในฐานะนักการเมือง ข้อ 1) ยุบพรรคตามมาตรา 237  ข้อ 2)  มาตรา 190 หนังสือสัญญาที่รัฐบาลจะต้องนำเข้ารัฐสภาก่อน ข้อ 3) เรื่องนิรโทษกรรม

นายกรัฐมนตรี  เรื่องยุบพรรคตามมาตรา 237  ผมขอเล่าให้ฟังว่า  ตอนที่ร่างมานั้น    เราได้คุยกันตอนเป็นพรรคฝ่ายค้านร่วม 3 พรรคบอกว่า โดยหลักเราไม่เห็นด้วย เพราะว่าล่อแหลมมาก กรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียวไปทำอะไรแล้วต้องถึงขั้นที่จะต้องยุบพรรค แต่ถามว่าเข้าใจหรือไม่ว่าทำไมเขาเขียนอย่างนี้  ก็เข้าใจ   เพราะรู้ว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น   มีความพยายามที่จริง  ๆ แล้วเป็นการกระทำของพรรค  แต่ก็บอกว่าไปทำเถอะแต่ไม่เกี่ยวกับพรรค   เพียงแต่ว่าพอเขียนไปแล้วอยู่บนความพอดีหรือไม่  วันนั้น 3 พรรคที่คุยกันบอกว่า  ถามอะไรเห็นด้วยหรือไม่ ไม่เห็นด้วย  ถามว่าเราควรที่จะโวยวายแค่ไหน เราก็บอกว่าถ้าเราโวยวายไปคนจะต้องตีความว่าเราโวยวายเพราะเราคิดจะไปทำผิดกฎหมาย   เพราะฉะนั้นเราต้องบอกว่า ยอมรับไปก่อน แต่พอยอมรับไปแล้ว   แล้วคุณลงเลือกตั้งภายใต้กติกานี้  คุณต้องยอมรับ ผมลงเลือกตั้งไปต้องคอยตรวจสอบ แล้วก็มีผลจริง  ๆ ผมต้องคอยตรวจสอบคณะกรรมการบริหารพรรคกี่คน ต้องคอยดูตลอดเวลาเหมือนกันว่า คุณอย่าไปคิดอะไรพิสดารนะ   ทำไปแล้วมันเดือดร้อนกันทั้งพรรค  จะมีผลในการที่เราจะต้องเข้าไปติดตามดูแลใกล้ชิดมากขึ้น  แต่ว่าเมื่อลงสนามเลือกตั้ง รู้มีกติกานี้อยู่แล้วเข้าต้องปฏิบัติตามกติกา  พอปฏิบัติตามกติกา   ถ้าเกิดผิดก็ต้องยอมรับผิดตามกติกาถ้าคุณตัดสินใจยอมรับกติกาในการลงไปเล่นเอง  พอถึงตรงนี้แล้วถ้าจะมาเสนอแก้ก็ถูกตีความอีกว่า  แก้ตัวเอง ผมถึงบอกว่า  วันนี้ท่านมีกลไกที่เป็นองค์กรกลางอยู่อย่างที่ทำอยู่แล้วเขาไม่ได้มีส่วนได้เสีย   เขาไปคิดความเหมาะสมในเชิงหลักการว่า   แค่ไหนคือความพอดีว่า การกระทำของบุคคลเป็นตัวแทนพรรคลงโทษใครแค่ไหนออกมาอย่างไรผมรับได้ แต่ถ้าให้ผมไปทำกันเอง ผมว่ารับยาก  เพราะว่านักการเมืองด้วยกันเอง ก็อาจจะไปทำเพื่อตัวเองมากกว่าที่จะดูว่าความถูกต้องในเชิงหลักการเป็นอย่างไร    เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องขอบอกว่าอยู่ที่คนกลางที่จะต้องไปคิดประเด็นแบบนี้  แล้วผมยังพูดกับเพื่อน ส.ส. ฝ่ายค้าน ผมบอกว่าที่ท่านพูดไม่ใช่ว่ามีเหตุผลเลย  มีแต่ผมสนับสนุนความคิดท่านมี แต่ผมบอกว่าท่านขยับสังคมไม่เอาด้วย    ท่านต้องปล่อยวางแล้วคนเขาไปคิดก็อาจจะถูกใจ ไม่ถูกใจ สมมติว่าไม่ถูกใจ 100%  ถูกใจ 70% หรือ 30% ให้ไปแนวนั้นดีกว่าบ้านเมืองจะสงบ แต่ว่าถ้าพยามจะเถียงกันอยู่เถียงกันได้ทั้งคืน มาตรา 237 มาตราเดียว วรรคเดียวด้วยซ้ำ แล้วสุดท้ายไม่ได้อะไร   อยู่บนพื้นฐานของความระแวงหรือความไม่เชื่อกันว่า ทำอยู่บนความสุจริตใจหรือไม่ต้องให้คนไม่มีส่วนได้ส่วนเสียทำประเด็นอย่างนี้ดีกว่า

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    แต่ว่าโดยหลักการไม่เห็นด้วย   แต่ว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ได้

นายกรัฐมนตรี  ไม่เห็นด้วยไม่ได้หมายความว่า กลับไปเป็นเหมือนเดิม    คนอาจจะมีตรงกลางระหว่างนั้นที่ต้องทำให้มีความรับผิดชอบร่วมกันในพรรคการเมืองด้วย แต่ว่าถึงขั้นประเภทที่ว่าหนึ่งคนแล้วก็อาจจะไม่ได้เป็นเรื่อง   อย่างผมยกตัวอย่างกรณีที่ผ่านมาที่ยุบบางกรณี   ผมคิดว่าตัวคนทำไม่ได้ทำโดยคิดถึงพรรค  เพราะบังเอิญไปเป็นผู้สมัครในเขตตัวเองแล้วก็ไปทำ ไปทำเพื่อตัวเองไม่ได้เกี่ยวกับพรรคอย่างนี้ แต่ว่าอันนี้ก็เป็นดุลยพินิจที่เราต้องเคารพ  เรื่องมาตรา  190 ผมก็บอกเช่นเดียวกัน

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    สนธิสัญญา

นายกรัฐมนตรี  หลายคนบอกว่ามีมาตราแบบนี้ทำงานไม่ได้เลย ความจริงนั้นตัวหลักการไม่ได้ยากขนาดนั้น  คือต้องยอมรับว่า หลายประเทศเขาทำด้วยการนำหนังสือสัญญาที่ผูกพันไปให้ฝ่ายสภาที่เป็นตัวแทนประชาชนดูก่อน   แล้วเราไปบอกเสียเปรียบการเจรจาไม่รู้หรือว่าสหรัฐฯ ใช้วิธีนี้ในการเอาเปรียบการเจรจาที่สุด  บอร์ดเจรจา FTA   เราวางบนโต๊ะบอกว่าเรื่องนี้คุณไม่ต้องพูด  สภาไม่ให้อำนาจผมได้เจรจาจบอยู่ที่ว่าฝ่ายบริหารรู้จักใช้หรือไม่ ฉลาดใช้หรือไม่    แต่มีปัญหาของเราตรงนี้เท่านั้นเอง คือของเราเป็นเรื่องที่บานปลายมาก ความหมายคือ 1)  เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนในเรื่องหลักเกณฑ์ว่าอะไรจะเข้าหรือไม่เข้า  เช่นบอกว่ามีระยะสำคัญทางงบประมาณเท่าไร  คุณสรยุทธอาจจะคิดอย่าง ผมอาจจะคิดอีกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญคิดอย่างไรตรงนี้คือปัญหา ผมติดนิดเดียวว่า  เดิมกฎหมายลูกที่จะไปออกพอวางหลักเกณฑ์ได้ปรากฎว่าไม่ใช่ วางหลักเกณฑ์ไม่ได้เลยกฎหมายลูกบอกได้แต่วิธีการกับขั้นตอนที่จะไปทำไปกำหนดขอบเขตไม่ได้เลย ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาเพราะว่า ไม่มีทางรู้จนกว่าจะเกิดเรื่องแล้วเกิดเรื่องเสร็จพอศาลรัฐธรรมนูญตีความเสร็จไม่ได้อยู่แค่ประเด็นว่าผลกระทบกับหนังสือสัญญา  มันจะมีการเดินหน้าต่อว่าจงใจทำผิดหรือเปล่า  ไปยื่นถอดถอนต่ออันนี้คือปัญหา  แต่ถ้าถามวันนี้ผมปฏิบัติได้หรือไม่  ผมปฏิบัติได้

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    คือใส่เข้าไปก่อน

นายกรัฐมนตรี    ผมไม่ได้ถือหลักอย่างนั้น   เพราะผมบอกว่าใส่ทุกอย่างเข้าไปก็ผิด  เพราะทำให้สภาไปพิจารณาในสิ่งที่ไม่มีอำนาจ  เพราะข้อตกลงบางอย่างที่ตอนหลังเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเราเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไข   เราก็ไม่ส่งเข้าสภา  แต่บางเรื่องเราก็ต้องทำ   อย่างเช่น  ตอนนี้ที่บอกว่าจะไปกู้เงินต่างประเทศ   ผมบอกว่ากระทรวงการคลังทำกรอบเจรจาแล้วนำเข้าสภาไปเลย  ซึ่งจะทำให้เห็นว่ามาตรานี้เราปฏิบัติได้แล้ว กู้เงินทันตามกรอบเวลาที่เราตั้งใจด้วย  ผมได้บอกว่าจริง  ๆ แล้วถ้าบริหารในเรื่องเวลาไม่ได้เป็นปัญหา   ที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาคือ  หน่วยงานไม่คิดจะทำเรื่องเหล่านี้รอจนไปเซ็นสัญญาหรือคนอื่นเขาเซ็นกันแล้วถึงมาดูก่อนว่าต้องเข้าสภาด้วยเพื่อไม่ให้เป็นปัญหา  แต่ถ้าวางแผนล่วงหน้า ตอนนี้มีมติครม. ที่ให้ทุกหน่วยงานไปสำรวจดูว่าตัวเองกำลังเจรจาหรือจะต้องเจรจาในเรื่องใดบ้าง ดูตั้งแต่ต้นแล้วนำกรอบเข้ามา   แต่ปัญหาติดเรื่องกรอบที่ไม่ชัดเจนว่า อันไหนเข้า อันไหนไม่เข้า  2) มีบางกรณีที่ผมเห็นใจ อย่างกรณีของกองทัพฯ ขณะนี้จะซื้ออาวุธสมมติว่ารัฐต่อรัฐ คือ จะให้เขาเปิดเผยหรือไม่ว่าเขากำลังจะซื้อจากประเทศไหนซื้ออะไร รุ่นไหน คงทำไม่ได้   แต่ยังมองไม่เห็นช่องว่าจะไม่นำเข้าสภาได้อย่างไร  เพราะไม่มีข้อยกเว้นให้   อันนี้ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร  แต่อย่างที่เรียนข้อระหว่างนี้ถ้าคิดว่าซื้อรัฐต่อรัฐต้องไปคิดวิธีการอื่นในการจัดซื้อจัดหาอาวุธ    แต่ประเด็นที่ผมบอกว่า ให้คนที่มีหลักทางวิชาการไปคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเราก็มีหน้าที่เสนอปัญหาไป   ผมไม่ได้คิดว่าเป็นมาตราที่หลักการไม่ดีหรือว่าทำให้ทำงานไม่ได้เลยไม่ใช่ขนาดนั้น

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    อย่างน้อยกองทัพก็มีอุปสรรคแล้วจากมาตรานี้  

นายกรัฐมนตรี   แล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่มั่นใจเท่านั้นเองว่าอะไรเข้า อะไรไม่เข้า

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    เรื่อง นิรโทษกรรม

นายกรัฐมนตรี    นิรโทษกรรมอย่างที่ผมบอก คือ หลักของธรรมาภิบาลคือ อย่าทำอะไรที่เอื้อตัวเอง ถ้ามาจากที่อื่นไม่เป็นปัญหาเท่านั้นเอง 

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ปรองดองกันยกเลิกความผิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีมาใจท่านนายก ฯ คิดอย่างไร

นายกรัฐมนตรี  ผมไม่เคยเชื่อเลยในเรื่องความปรองดองว่าหมายถึง  ลืมทุกอย่างและลบทุกอย่าง  ไม่ใช่ ความปรองดองว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ผิดรับโทษแล้วให้อภัยกันอย่างนี้ปรองดอง แต่ถ้าบอกว่าปรองดองคือหมายความว่า ใครทำผิดลืม  ๆ กันไป วันรุ่งขึ้นจะมีแต่คนทำผิดแล้วก็จะมาเรียกร้องความปรองดองสังคมเดินอยู่ไม่ได้

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    สุดท้ายนี้เป็นคำถามที่ผมระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ท่านนายกฯ ครับ อย่างล่าสุดเรื่อง ต่างชาติ  นักวิชาการบางส่วน รวมถึงนักวิชาการคนไทยด้วยกันเอง ก็จะเป็นประเด็นที่เถียงกันในเวลานี้อันตรายพอสมควร คือ พยายามดันให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบัน  ท่าทีของท่านนายกฯ จริง ๆ เป็นอย่างไร

นายกรัฐมนตรี  ผมเรียนว่า ต้องทำความเข้าใจกันนิดหน่อย คือ บังเอิญพอภาษาอังกฤษจะไปใช้คำว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่จริงแล้วไม่ได้มีกฎหมายพิเศษ อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาเป็นลักษณะการผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศประเภทหนึ่ง  ถามว่ามีเหตุผลหรือไม่ ผมคิดว่ามีที่จะต้องมีความผิดนี้   เพราะเรามีสถาบันที่เราเชิดชูและอยู่เหนือความขัดแย้ง   เมื่ออยู่เหนือความขัดแย้ง ถามว่าสถาบันนี้ไม่มีกฎหมายคุ้มครองจะมีกลไกอะไรที่ปกป้องตัวเองจากคนที่ไปละเมิด  ผมพบจากชาวต่างชาติมาก บางทีเขาถามผมเรื่องนี้  ผมก็ถามเขากลับว่า ทำไมประเทศเขามีกฎหมายหมิ่นศาล ทำไมกฎหมายหมิ่นศาลห้ามวิจารณ์ศาลไม่เห็นคนบอกเลยว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิด  ความอ่าน  เขาก็เข้าใจ เขาตอบผมไม่ได้ว่าทำไมคุณมากล่าวหาอ้างกฎหมายฉบับนี้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  แต่กฎหมายหมิ่นศาลห้ามวิจารณ์ศาลไม่เป็น   ทั้ง  ๆ ที่ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศก็มีกฎหมายลักษณะนี้  และมีเหตุผลเดียวกัน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล แต่เมื่อเราต้องการให้ศาลมีความศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะของการเป็นกลาง  แล้วเราคงไม่สามารถจะให้คนวิจารณ์แล้วศาลขึ้นมาเป็นคู่ความต่อสู้ได้ก็ต้องมีกลไกลักษณะนี้             

เพราะฉะนั้นเหตุผลมี   ปัญหาของเราคือ การบังคับใช้   แล้วสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับตรงนี้แล้วก็ทำให้เกิดการลุกลามบานปลายไป  ผมเห็นข้อเสนออันหนึ่งที่ผมรับไม่ได้คือ ที่บอกว่า ใครที่ถูกกล่าวหาเรื่องนี้หรือรับผิดเรื่องนี้ ยกเลิกให้หมด   ผมคิดว่าไม่ใช่ต้องแยกแยะ แล้วผมก็คิดว่าการบังคับใช้กฎหมายควรต้องแยกแยะ เช่น  ถ้าเป็นความเห็นทางวิชาการบอกว่า บทบาทของสถาบันในระบบการปกครองเป็นอย่างไร   ผมคิดว่าจริง  ๆ ก็ไม่ได้เข้าข่าย  แต่ว่าถ้าท่านไปยืนยันข้อเท็จหรือข้อเท็จจริงหรือทำให้เสื่อมเสียกับพระราชวงศ์นั้น  สมมติว่าท่านทำกับคนธรรมดา ท่านก็ถูกฟ้อง  นักการเมืองถูกฟ้องเรียกเป็นพันล้าน หมื่นล้านด้วยซ้ำไป   มีปัญญาจ่ายหรือครับก็เหมือนกัน    เพราะมีเหตุว่าทำไมอยู่ดี ๆ คุณจะมีสิทธิ  ไปละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราอย่างนั้น  เพราะฉะนั้นต้องแยกแยะ

2) ผมคิดว่าการบังคับใช้ที่ผ่านมาก็เป็นปัญหา   เพราะถ้ากฎหมายนี้พูดได้ง่าย  ใครก็ไปแจ้งความได้ ใช่หรือไม่   พรุ่งนี้คุณสรยุทธ์เดินไปแจ้งสักคนหนึ่งว่าหมิ่นก็ทำได้   เรื่องเข้าไปมากทางเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  ก็ใช้วิธีปลอดภัยไว้ก่อน  อันนี้คือปัญหาซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ต้องปรับปรุงแก้ไข   ผมก็ไปพูดมาหลายโอกาสแล้วว่าจะปรับปรุงแก้ไข  เพราะฉะนั้นจะต้องเริ่มต้นมาจากกระบวนการตรงนี้ก่อนว่า วิธีปฏิบัติซึ่งผมได้มีโอกาสพูดกับท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ)  ในเรื่องนี้ไปแล้วด้วย  ผมคิดว่าถ้าบังคับใช้กฎหมายดีจะเป็นไปตามเจตนารมณ์  ถ้าบังคับใช้กฎหมายไม่ดีจะสวนทางกับเจตนารมณ์ที่เราต้องการปกป้องสถาบันที่เราเทิดทูล เพราะฉะนั้นตรงนี้เบื้องต้นจะลองดูในเรื่องแนวปฏิบัติ ถ้าจำเป็นต้องมีกฎระเบียบอะไรเพิ่มเติม ผมเปิดใจกว้างพอที่จะฟัง  แต่ผมไม่ยอมให้ใครจงใจมาทำลายสถาบันของเรา  แล้วอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วย หรือมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองด้วยแล้วจะมาทำตรงนี้ อันนี้ผมไม่ยอมรับ  ผมขอเรียนว่า ผมเชื่อว่าหลายคนมีความเห็นที่สุจริตในเรื่องนี้ ผมยินดีรับฟัง แลกเปลี่ยน แต่ถ้าหากมีวาระซ่อนเร้นผมไม่รับฟัง

สรยุทธ สุทัศนะจินดา    ท่านนายกฯ  ทั้งหมดนี้ พร้อมจะรับมือกับสื่อต่างประเทศ ซึ่งมีหลายประเด็น

นายกรัฐมนตรี  ผมรับมามากแล้วครับ ตลอด 2 เดือน   ด้วยความตรงไปตรงมาแล้วก็ด้วยการยืนยันว่า สิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นความเชื่อด้วยความสุจริตใจ และผมคิดว่าอุดมการณ์ของผม หรือหลักการของผมไม่ได้ฝืนหลักการประชาธิปไตยแน่นอน  ผมพูดเต็มปากเต็มคำครับ แล้วทุกสื่อที่ถามจะมาจากประเทศไหนก็แล้วแต่   ผมตอบอย่างนี้  ด้วยเหตุด้วยผล แล้วถ้าเขาเห็นด้วยไม่เห็นด้วยผมก็เคารพความคิดเห็นของเขา 

สรยุทธ สุทัศนะจินดา     ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ชมพูนุท ถอดเทปคำกล่าว
ลัดดา/ตรวจ