![]() |
คำกล่าว ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในการเสวนาหัวข้อ "เจาะลึก 8 คำถาม อุตสาหกรรมเด่นกับนายกรัฐมนตรี"
ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 12.30 น.
ผู้ดำเนินรายการ (นายบัญชา ชุมชัยเวทย์) รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันครับนั่งใกล้ท่านนายกฯ นะครับ ท่านนายกฯ เพิ่งเดินทางกลับจากดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ ที่นั่นอากาศเป็นอย่างไรบ้างครับท่านครับ
นายกรัฐมนตรี ก็มีติดลบนะครับตลอด ลบมากลบน้อยเท่านั้นเองครับ ตอนเช้า ๆ ก็ลบมากหน่อย ตอนบ่าย ๆ พอมีแดดก็ดีขึ้นหน่อย
ผู้ดำเนินรายการ ลบตั้ง 14 องศาเซลเซสนะครับ เป็นจุดหนึ่งที่ทุกคนไปในเวทีที่มีโจทย์อย่างที่ผมได้กล่าวไป ว่าแต่ละประเทศ ผู้นำแต่ละประเทศมีโจทย์ยาก ๆ เรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นโอกาสแรกจริง ๆ ที่ผู้นำของเราใช้เวทีนี้สร้างความชัดเจน เชื่อมั่น ตามที่หลายคนตั้งเป้าหมายไว้ ทีนี้พอกลับมาผมเชื่อว่าในภาคเอกชนของบ้านเราก็มีปัญหาอยู่ในใจเหมือนกันนะครับ ได้ยินท่านนายกฯ ได้ยินทั้งคุณกรณ์ฯ (นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) 1 เดือนเต็ม ๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นทุกเวทีมาแล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะบอกว่า 1 เดือนทั้งหมดที่เกิดขึ้น และนับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรนะครับ 8 คำถามที่เราจะพูดคุยกันนี้ ผมเรียนนิดหนึ่งครับว่า เราจะเจาะท่านในเรื่องที่เป็นทั้งเม็ดเงิน กลไกในการกระตุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม นโยบายในระยะสั้น กลาง และยาว สิ่งที่จะมองต่อไปก็คือเม็ดเงินที่จะมีมากกว่านี้ รวมไปถึงความจำเป็นไหมสำหรับ Plan B หรือว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 รอบ 3 นะครับ และผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เป็นผู้บริหาร เมื่อได้ฟังท่านนายกฯ และท่านนายกฯ ก็เป็นบุคคลท่านหนึ่งที่ท่านตอบตรงแน่นอน แล้วก็จะได้รู้กันครับว่าวันนี้ใกล้ชิดกันนิดหนึ่ง แล้วกลับไปเราจะช่วยชาติกันอย่างไร
ผมเริ่มสำหรับคำถามแรกกับท่านนายกรัฐมนตรีก่อนนะครับ ท่านนายกฯ ครับมีคำถามที่พูดถึงกันมากว่า ถ้าเราย้อนกลับไปตอนในสมัย 3 - 4 ปีที่ผ่านมานี้ เม็ดเงินของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ โครงการต่าง ๆ ใน 3 ปีแทบจะไม่ได้ถูกผลักดันอย่างเต็มที่ สมมติบอกว่าแต่ละปีงบเบิกจ่ายให้ได้สัก 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้น เราจะพบว่าความเป็นจริงคือ 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ไม่เคยถึง สิ่งนี้อยากเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตอนนี้เครื่องยนต์สำคัญคือการเบิกจ่ายงบของรัฐบาล ทุกกระทรวง ทบวง กรม ท่านนายกฯ ตั้งเป้าใกล้เคียงกับเป้าเดิม และจะพยายามทำอย่างไรให้เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็คงต้องเรียนว่าไม่แน่ใจนะครับ ว่าสถานการณ์ 3 - 4 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างนั้นทุกปีหรือไม่นะครับ เพราะว่าบางปีก็มีการเบิกจ่ายเข้าใจว่าเป็นไปตามเป้าหมายนะครับ แต่ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาแน่ ๆ ก็ในช่วงที่การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย อันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเหตุผลที่ทำให้กระบวนการบางอย่างชะงักงัน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่สุดก็คือช่วงที่ผมเข้ามา ก็มีการพูดกันมากว่ามีเงินงบประมาณที่ค้างอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป 104,000 ล้าน ก็ไปดูว่ามันค้างอยู่เพราะอะไร คำตอบก็คือว่าไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าว่า คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ยังไม่ได้มีโอกาสประชุม ก็เลยไม่สามารถอนุมัติให้เงิน 104,000 กว่าล้านซึ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปออกไปยังองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างซึ่งขณะนี้พอผมเข้ามา รู้สึกว่าสัปดาห์ที่สองพอทราบปัญหานี้ก็ประชุมและก็อนุมัติไป อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งที่เป็นงบเดิมและงบใหม่ งบเดิมนี้ตอนนี้ใช้วิธีที่ให้มีการรายงานการเบิกจ่ายงบประมาณมาทุกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ แล้วก็แยกย่อยมาว่าเป็นหน่วยงานไหนใช้จ่ายไปเท่าไร เป็นงบประจำ เป็นงบลงทุนเท่าไร เพื่อที่จะได้ติดตามและมองเห็นตั้งแต่ต้น ๆ ว่าหน่วยงานไหนเริ่มมีปัญหา วันนี้ก็ครอบคลุมไปถึงเรื่องของรัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งเราก็ได้มาดูในเรื่องของแผนการใช้จ่ายเงินและการลงทุน เพราะฉะนั้นอันดับแรกคือเรามีระบบของการรายงาน และระบบของข้อมูลที่ทำให้เราติดตามได้ใกล้ชิดมากขึ้น
ในส่วนที่สองก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราออกแบบเรื่องของงบประมาณกลางปีให้เป็นโครงการในลักษณะที่เรามั่นใจว่าจะต้องมีเงินใช้จ่ายออกไปอย่างค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป้าในบางโครงการ เรียนฟรี 15 ปีก็ต้องออกไปก่อนพฤษภาคม เพราะว่าคือช่วงเปิดเทอม ผู้สูงอายุก็ตั้งใจว่าภายในวันผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพที่ให้กับบุคคลอายุเกิน 60 ไม่มีหลักประกันด้านรายได้ทุกคน เริ่มต้นได้ ที่ยังต้องลุ้นหน่อยคือ อสม. เพราะวัน อสม. อยู่เดือนมีนาคม แต่ก็ตั้งใจจะทำให้ทันนะครับ แต่ว่าทั้งหมดในโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีความซับซ้อน อย่างกรณีเบี้ยยังชีพที่จะจ่ายออกไป ผมก็ได้เดินหน้าในฐานะประธานคณะกรรมการของปัญหาของผู้สูงอายุ ตอนนี้ก็คือให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องทะเบียนราษฎร์ส่งข้อมูลมาทั้งหมดว่า คนอายุ 60 เป็นใครบ้าง แล้วก็เอาไปกระทบกับยอดของคนที่รับบำเหน็จบำนาญและมีหลักประกันด้านรายได้ ก็หักออกไป เพราะฉะนั้นการขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุที่จะทำเดือนกุมภาพันธ์นี้ มาขึ้นปั๊บก็เช็คได้เลยว่าเข้าเกณฑ์หรือเปล่า เพราะฉะนั้นภายในก่อนเดือนมีนาคม ก่อนงบประมาณจะผ่านสภาฯ จะพร้อมแล้วว่าเงินต้องอยู่ที่แต่ละท้องถิ่นจำนวนเท่าไร พองบประมาณผ่านสภาฯ ก็สามารถโอนงบนี้ไปให้ท้องถิ่นได้ แล้วก็จ่ายออกได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ยังมั่นใจนะครับว่าโดยเฉพาะในส่วนของงบกลางปี การใช้จ่ายจะเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนงบประมาณประจำปีอย่างที่ได้เรียนคือว่ากำลังทำระบบการรายงานและการติดตามที่จะช่วยกระตุ้นให้เป็นไปตามแผนการนั้น
ผู้ดำเนินรายการ งบกลางปีกับงบทั้งหมดที่ท่านนายกฯ พูดถึงตรงนี้ ท่านนายกฯ ตั้งเป้าไหมครับว่าต้องให้ได้ถึงสักกี่เปอร์เซ็นต์
นายกรัฐมนตรี ระยะหลังนี้ก็จะตั้งกันที่ร้อยละ 90 ซึ่งผมคิดว่าก็อยู่ในเกณฑ์ที่เราจะต้องพยายามทำให้ได้
ผู้ดำเนินรายการ เพราะฉะนั้นด้วยการมีระบบติดตาม ข้อมูล ตรวจสอบกันทุกสัปดาห์ 90 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละงบการเบิกจ่ายน่าจะถึง
นายกรัฐมนตรี และเราก็มีเรื่องที่ยังพูดคุยกัน ตอนแรกก็อาจจะเป็นทีเล่นทีจริง ตอนนี้ก็คงจะต้องเอาจริงนะครับ คือสมัยก่อนต้องยอมรับว่าพอเดือนสิงหาคม กันยายน ส่วนราชการก็จะใช้งบประมาณไปสัมมนาเยอะแยะไปหมดเลยนะครับ เพราะว่าจะใช้เงินไม่ทันให้หมด ปีนี้ก็เลยบอกว่าทำไมต้องรอ อยากจะทำสัมมนาก็ทำเสียเลย เพราะว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็รออยู่ และตอนนี้ให้มีมติคณะรัฐมนตรีว่าหน่วยงานราชการซึ่งเดิมจะเดินทางไปดูงานสัมมนาอะไรที่ต่างประเทศ ขอให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นในประเทศนะครับ และให้ส่งแผนมาให้เราดูด้วยว่าได้ทำแล้ว เพราะฉะนั้นขณะนี้เราค่อนข้างที่จะเข้มงวด และการที่เรามีกลไกคือ ครม. เศรษฐกิจ นอกเหนือจาก ครม.ที่ประชุมทุกวันอังคาร ครม.เศรษฐกิจประชุมทุกวันพุธ ก็จะมีการเอาตัวเลขต่างๆ มาดู รวมทั้งตัวเลขในการใช้จ่ายเงินงบประมาณด้วย
ผู้ดำเนินรายการ ถึงจุดนี้วันนี้ท่านนายกฯ ดูตัวเลขทั้งหมดตามแผนที่ท่านนายกฯ พูดถึง พอใจหรือยังครับ หรือว่าอย่างไร
นายกรัฐมนตรี คือไตรมาสแรกนี้การเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำ แต่อย่างที่เรียนคือไตรมาสแรกคือช่วงที่ค่อนข้างจะมีปัญหาในทางการเมือง ก็เป็นช่วงก่อนที่เราเข้ามา เพราะฉะนั้นจะต้องไล่ดูก็คือช่วง 3 เดือนจากนี้ไป ถ้าสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากความล่าช้าในช่วง 3 เดือนแรกได้มากน้อยแค่ไหน
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ พูดถึงระบบทั้งหมด และวิธีในการตรวจสอบและดูแลเรื่องงบที่จะลงถึงท่อหรือเปล่า รวมทั้งเป้าหมายด้วย โดยส่วนตัวท่านนายกฯ มั่นใจไหมครับว่าข้าราชการทั้งหมดที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเม็ดเงินลงไปถึงเป้าหมาย พร้อมที่จะอยู่ คือเข้าใจในประเด็นและวัตถุประสงค์เดียวกันกับท่าน
นายกรัฐมนตรี ขณะนี้สิ่งที่ผมก็พยายามทำในแง่ของบุคลากรภาครัฐ ทั้งการเมืองทั้งราชการก็คือทำให้เกิดความตื่นตัวถึงภาวะวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหลายเรื่องก็ได้เน้นย้ำไปว่าการทำงานก็ต้องมีทั้งความกระตือรือร้น มีทั้งความคล่องตัวเป็นพิเศษ และจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรก็ขอให้เร่งดำเนินการเข้ามา และก็กลไกบางอย่างที่ผมยกตัวอย่างเช่น ครม.เศรษฐกิจนี้ ผมก็ได้บอกไปแล้วว่าต่อไปนี้ระบบของการประชุมกรรมการ ซึ่งใครที่คุ้นเคยกับระบบของราชการที่ผ่านมาจะทราบนะครับ คือว่าหลายครั้งหน่วยงานก็ส่งคนไปประชุมเฉย ๆ กลับไปแล้วก็ไม่ได้เอามติที่ประชุมนั้น เพราะว่าถือว่าพอมติที่ประชุมจะให้ทำอะไร พูดง่าย ๆ ก็ไปถามเจ้ากระทรวงใหม่ กระทรวงที่มีปัญหาเรื่องนี้มากก็กระทรวงการคลัง ที่มักจะชอบส่งคนมาแล้วก็เวลาประชุมก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่เวลากลับไปแล้วก็ไปให้รัฐมนตรีบอกว่าไม่เห็นด้วย ก็เลยออกกฎเหล็กไปแล้วว่าต่อไปนี้คนที่มามีอำนาจเต็ม ถ้าไม่มีอำนาจเต็ม สงสัยอะไรก็โทรศัพท์คนที่มีอำนาจเต็มเสียก่อนที่มีมติ และเมื่อมีมติแล้วผมจะถือว่านั้นเป็นความเห็นทางการของกระทรวง แล้วก็ส่งเข้า ครม. เลย ปกติเมื่อก่อนนี้เรื่องเข้า ครม. ต้องเวียนขอความเห็นจากกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ อะไรต่าง ๆ หน่วยงานเหล่านี้ที่จะล่าช้า เพราะฉะนั้นต่อไปนี้พอเข้าระบบกรรมการ โดยเฉพาะ ครม.เศรษฐกิจแล้ว ไม่มีการเวียนถามความเห็นอีกแล้ว เพราะผมถือว่ามีตัวแทนอยู่ในที่ประชุมแล้ว ถ้าจะทักท้วงต้องทักท้วงตั้งแต่ตอนนั้น ทุกอย่างก็จะเป็นการกระตุ้นให้การทำงานเร็วขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ ทั้งหมดนี้คือท่านนายกฯ ยืนยันว่าจะทำให้เม็ดเงินลงเร็ว เข้าเป้าเร็ว และตรวจสอบได้ทุกระยะนะครับ คำถามที่เราพูดถึงกันต่อไปก็คือเราห่วงเรื่องของอุตสาหกรรมในบ้านเราหลายๆ จุด ผมยกตัวอย่างนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงขีดความสามารถของแต่ละอุตสาหกรรม เอาง่าย ๆ อย่างเช่นเรื่องของการบิน เรื่องของการท่องเที่ยว เราทราบกันดีนะครับว่าอย่างสายการบินแห่งชาติของเราซึ่งก็ประสบปัญหาพอสมควร ในเรื่องของวิธีบริหารการจัดการ พูดในแง่ทางธุรกิจคือการวัดผลเรื่องของผลประกอบการ หรือแม้แต่สิ่งที่เราพูดคุยกันถึงเรื่องความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เรื่องของโลจิสติกส์ หลายปีพยายามผลักดันแต่ยังไม่เกิดขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่เราพูดถึงคือเรื่องของการก้าวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ เรื่อง 3 จี เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเป็นตัวเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจต่อไป เรียนถามท่านนายกฯ ก่อนนะครับว่า ท่านมองอย่างไรครับเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่ผมได้พูดถึงเป็นภาพสั้น ๆ เมื่อสักครู่นี้ครับ
นายกรัฐมนตรี คือถ้าจะพูดในภาพรวมก็อาจจะไม่ง่ายนักนะครับ เพราะว่าแต่ละอุตสาหกรรมก็อาจจะมีปัญหาเฉพาะของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นปัญหามากในช่วงที่ผ่านมาก็เพราะว่าระบบในเรื่องของการแข่งขันกับการกำกับการแข่งขันมันไม่เสร็จสักที เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญจนถึงกฎหมายประกอบ จนถึงกฎระเบียบอะไรต่าง ๆ นะครับและองค์กรด้วย อย่างกรณีอย่างนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือสะสางตรงนี้ให้เสร็จ ซึ่งก็คือการผลักดันกฎหมายในเรื่องขององค์กรกำกับดูแลให้เรียบร้อย ซึ่งขณะนี้ก็ได้มอบหมาย ไม่เพียงแต่กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ฯ (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากผมให้ช่วยเร่งรัดเรื่องนี้ด้วย ซึ่งก็จะทำให้การทำงานของคณะกรรมการที่กำกับดูแล ที่จะมีความสามารถในการจัดสรรเรื่องคลื่นความถี่ เรื่องอะไรนี้ เดินหน้าไปได้ ทีนี้ภาคขนส่ง ในส่วนของการที่จะทำเรื่องของการขนส่งระบบราง ซึ่งเราถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะช่วยในเรื่องการลดต้นทุนโลจิสติกส์ โครงการต่าง ๆ มันไม่ได้มีปัญหาในเชิงความคิดว่าจะทำหรือไม่ทำ ก็คือทำแน่นอน เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาคือความล่าช้าในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงในเรื่องของการจัดหาแหล่งเงิน ซึ่งตรงนี้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็กำลังเร่งดูแลอยู่ อย่างที่เรียนนะครับว่าคงจะพูดในภาพรวมทั้งหมดคงไม่ได้ แต่ละจุดก็มีปัญหาของตัวเอง กรณีของการบินก็ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็กำลังเร่งดูอยู่ เพราะว่ามีปัญหาที่สะสมมา ซึ่งแน่นอนรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้หรอกครับในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ว่าหลักของเราก็คือการช่วยเหลือดูแล ก็ควรจะเป็นการช่วยเหลือดูแลที่มาพร้อม ๆ กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่จะเป็นคำตอบว่า ไม่ใช่ใส่เงินเข้าไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม แล้วก็ย้อนกลับมาหาเราใหม่อีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องโจทย์ที่ยากสักนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งดูอยู่อย่างใกล้ชิด
ผู้ดำเนินรายการ แสดงว่าโดยภาพรวมท่านนายกฯ เน้นเรื่องของกำกับดูแล น่าจะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมถ้าเป็นไปได้ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะขับเคลื่อนบนศักยภาพของตัวมันเองใช่ไหมครับ ถามท่านนายฯ อีกนิดหนึ่งครับ เกี่ยวกับเรื่องของการกำกับดูแลว่าจะต้องเกิดมาเป็นองค์กรที่ชัดเจนอย่างไร
นายกรัฐมนตรี ในส่วนของโทรคมนาคมนะครับ และเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายควรจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยประชุมนี้ ในส่วนของการแก้ปัญหาอื่น ๆ อย่างกรณีของการบินไทย การท่าฯ อะไรต่าง ๆ ก็คงจะต้องค่อนข้างเร็วทีเดียว ก็อยู่ในช่วงของการพูดคุยหารือเจรจา และหวังว่าจะสามารถนำเสนอมาให้ทางคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องได้สรุปสุดท้ายเดือนหนึ่ง เป็นพยานให้ผมนะครับเดือนหนึ่ง
ผู้ดำเนินรายการ คุณกรณ์ครับนี่คือโจทย์แล้ว เพราะว่าท่านนายกฯ บนหลักการ บนการที่จะแก้ไขในภาพรวม แต่ทีนี้โดยวิธีที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปเสริมและทำให้แผนนี้เห็นจริงและจับต้องได้คืออะไรครับ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทางส่วนที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบก็คือในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่ง และในฐานะผู้หาแหล่งเงินมาสนับสนุน ในฐานะผู้ถือหุ้นนี้ผมคิดว่าเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในอดีตว่าบทบาทของการเป็นผู้ถือหุ้นของกระทรวงการคลัง ในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ มีน้อยกว่าบทบาทผู้ถือหุ้นใหญ่ทั่วไป ซึ่งก็เป็นเรื่องของหลักธรรมาภิบาลหรือเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมืองโดยตลอด คือจะมีกระทรวงเจ้าสังกัดที่จะมีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายของรัฐวิสาหกิจมากกว่าคลังในฐานะผู้ถือหุ้น คลังก็จะส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการ และมักจะดูเหมือนไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไรนัก ตรงนี้จะให้เปลี่ยนทีเดียวข้ามคืนนี้ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยาก ก็เรียนตามตรง และความตั้งใจของผมก็คืออยากที่จะหาวิธีที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงเจ้าสังกัดอยู่แล้ว เพราะจะมีความรู้และมีประสบการณ์ต่อปัญหาในเชิงลึกมากกว่าทางเรา แต่เมื่อในหลาย ๆ กรณีอย่างเช่นการบินไทยที่มีการหยิบยกขึ้นมานี้ ณ วันนี้ที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีปัญหาในแง่ของการบริหารจัดการ ปัญหาในแง่ของสภาพคล่องในส่วนหนึ่ง สืบเนื่องมาจากทั้งประเด็นปัญหาว่าจำนวนผู้โดยสารโดยรวมลดลงเพราะว่ามีวิกฤตทางเศรษฐกิจโลก อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริง สืบเนื่องมาจากความผันผวนราคาน้ำมันในช่วงปีที่ผ่านมาสร้างปัญหาทางการเงิน สืบเนื่องมาจากเรื่องของปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะสำหรับการบินไทยคือเรื่องของการปิดสนามบิน และเรื่องการบริหารจัดการที่พวกเราคนไทยทุกคนก็รับรู้ข้อมูล ข่าวลือ ข่าวสาร อะไรมาโดยตลอดนะครับว่ามีความบกพร่องอย่างไร ปัญหาทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่เดียวกันในเวลาเดียวกันก็คือเวลานี้ ซึ่งก็เป็นโอกาสเหมือนกันที่เราจะใช้ความสุกงอมของปัญหานี้ในการที่จะนำเสนอแผนการที่จะมีความหมายต่อความสามารถในการแข่งขันของการบินไทยในระยะยาว โจทย์ที่ให้ไว้นี้ก็คือทางการบินไทยเองไม่เหมือนรัฐวิสาหกิจแห่งอื่น ๆ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับเอกชน และเป็นเอกชนที่ไม่ธรรมดาด้วย ก็คือเป็นบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์หรือคาเธ่ย์แปซิฟิคก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นความเข้มแข็งจะต้องมีมากกว่า แต่ถ้าเรียนตามตรงก็คือมากกว่ารัฐวิสาหกิจทั่วไป อาจจะยกเว้น ปตท. นะครับ ไหน ๆ ก็เป็น Benchmark ให้กับทุกรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างใหญ่ และตอนที่ท่านนายกฯ ได้เรียน ผมพร้อมกับทางรัฐมนตรีคมนาคมได้ฝากกับทางการบินไทยไว้ว่า อย่างไรก็แล้วแต่คุณต้องเสนอแผนขึ้นมาที่ครบถ้วน และมีการ Benchmark ในส่วนของ KPI เปรียบเทียบกับสายการบินที่เขาประสบความสำเร็จ
ผู้ดำเนินรายการ สิงคโปร์แอร์ไลน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช่ครับ และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะขอเรียนไว้ มีการตกลงกัน ก็คือบทบาทในส่วนของภาคการเมืองที่มีต่อรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะกับการบินไทย เราก็ต้องหยิบยกมาทบทวนด้วย ผมคิดว่าพรรคการเมืองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนกันต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต ต่อรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เพราะฉะนั้นอย่างในกรณีที่ถ้าสมมติว่าเราให้ประเด็นที่ท้าทายผู้บริหารไว้บอกว่าคุณต้องแข่งขันกับระดับโลกนี้ ผู้บริหารก็สามารถที่จะท้าทายภาคการเมืองได้เหมือนกันว่า ถ้าในกรณีนั้นคุณก็ต้องไม่มายุ่ง ซึ่งในส่วนของตรงนี้ก็เป็นคำมั่นที่เราให้ไว้เหมือนกันว่าเราก็ต้องการให้มีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพ ในรูปลักษณะของมาตรฐานธรรมาภิบาลของมืออาชีพ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทการบินไทยก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย
นายกรัฐมนตรี อย่างเรื่องการบินไทยนี้ พอดีท่านรัฐมนตรีฯ พูดถึงเรื่องการแข่งขัน ก็ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ผมไปดาวอสนี้ ขาไปผมบินการบินไทย ขากลับด้วยเหตุผลในเรื่องเวลาและภารกิจก็บินกลับสวิสแอร์ ลองสอบถามดูว่าน่าสนใจ เราเปรียบเทียบก็เห็นว่าพนักงานบนเครื่อง ยกตัวอย่าง 1 คนต้องดูแลผู้โดยสารกี่คน เดินทางเส้นทางเดียวกันแล้วมีเวลาที่หยุดพักกี่วัน ก็ได้เห็นภาพอะไรหลายอย่างนะครับที่บ่งบอกถึงว่าในการแข่งขันถ้าเราจะทำให้ได้มาตรฐานหรือสามารถไปแข่งขันกับเขาได้ก็คงมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องร่วมกันทำ คือในตัวองค์กรเองก็ต้องพร้อมที่จะรับการแข่งขันที่มันเข้มข้น และในส่วนของการเมืองก็ต้องไม่ไปซ้ำเติม และต้องมีหน้าที่ในการที่จะกำกับดูแลและสนับสนุนมากกว่า
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ ครับ การแก้ไขอุตาสาหกรรมหรือรัฐวิสาหกิจในบ้านเราจำเป็นถึงขั้นที่จะต้องมีการยกโครงสร้างหรือว่าปรับเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร โดยอาศัยต่างชาติเข้ามาด้วยไหม
นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนี้ประเด็นคงไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะครับ ณ ขณะนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของบางรัฐวิสาหกิจ ถ้าเป็นปัญหามาจากการเข้าไป พูดง่าย ๆ คือการไปแทรกแซงทางการเมือง และมีการตัดสินใจ หรือมีการไปบังคับให้ทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างแล้วก็เสียหาย ผมว่าก็ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ และก็ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีก ขณะเดียวกันถ้าพูดถึงในเรื่องของการระดมทุน หรือว่าจะระดมความสามารถความเชี่ยวชาญของคน ผมก็ยังไม่ได้มองไปไกลถึงขั้นว่าจำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของต่างชาติเข้ามา แต่ว่าแน่นอนผมคิดว่าดีที่สุดก็คือการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน การแข่งขันจะเป็นตัวที่กระตุ้นให้ดีที่สุด ว่าองค์กรของเราจะต้องมีการปรับปรุงในเรื่องใดอย่างไรบ้าง
ผู้ดำเนินรายการ บทบาทของกระทรวงการคลังนี้สำคัญมาก ๆ ครับคุณกรณ์ครับ เพราะว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็หน่วยงานราชการหลาย ๆ แห่ง แต่ปัจจุบันเรื่องของตลาดทุนเปิด เรื่องของการปรับโครงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง วันหนึ่งในข้างหน้า อำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ เราจำเป็นต้องปรับทั้งอำนาจและหน้าที่บริหารตรงนั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมกว่าในอดีตไหมครับ จะได้ไม่เจอปัญหาบางทีผู้ถือหุ้นใหญ่เสนออย่างนี้ แต่หน่วยงานต้นสังกัดกลับมีปัญหาเกิดขึ้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คืออันนี้จะแยกบทบาทของคลังออกมาจากรัฐบาลก็อาจจะไม่จำเป็นนะครับ ตราบใดที่ในส่วนของรัฐบาลเองมีความชัดเจนในเชิงนโยบายว่า ต้องการอะไรหรือกำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้กับทางรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ อันนี้กระทรวงไหนจะเป็นผู้ที่จะรับนโยบายไปสานต่อนี้ผมคิดว่าก็แล้วแต่ แต่ก็เคยมีความคิดนะครับในอดีตว่าจะปรับโครงสร้างในส่วนของการบริหารจัดการให้รวบรัดมากขึ้นหรือไม่ในส่วนของรัฐวิสาหกิจโดยรวมที่มี เคยมีการพูดถึงเรื่องของ Super Holding อาจจะพอจำกันได้ ทั้งหมดทั้งปวงนี่ก็เพื่อที่จะสร้างความชัดเจนว่าบทบาทหน้าที่หรือความรับผิดชอบอยู่ที่ใคร ซึ่งตราบใดที่มีความชัดเจนในส่วนของตรงนี้ ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร คือ ณ เวลานี้สิ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือ การทำงานไม่ว่าจะในเรื่องของการบินไทย หรือจะเรื่องของการลงทุนในระบบขนส่งมวลชน หรือโครงการอื่น ๆ ที่มักจะเกี่ยวข้องกับทางกระทรวงคมนาคมที่เขาใกล้ชิดมาก ผมกับท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยได้รู้จักกันมาก่อนนะครับ ก็ต้องบอกว่าวันนี้สนิทสนมกันมาก คือเจอกันทุกวัน ด้วยความที่เรื่องของแหล่งเงินแหล่งทุนเป็นปัจจัยสำคัญ ก็ทำให้กระทรวงการคลังอย่างไรก็มี Leverage คือมีอำนาจในการต่อรองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ว่าก็ไม่ถึงกับมีความจำเป็น เพราะว่าความตั้งใจผมคิดว่าก็มีอยู่ ก็วิเคราะห์ปัญหากันในเชิงลึกอย่างไม่ปฏิเสธความจริงนะครับ อย่างเช่น โครงการ Airport Link ที่อีกไม่นานก็จะแล้วเสร็จ เรียนตามตรงทางคมนาคมเขาก็มีความกังวลเพราะว่าที่มาที่ไปของโครงการนี้ถ้าจะพูดถึงความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่ลงนี้ ผมเรียนได้ว่าคุ้มยาก แล้วก็มีความกังวลว่าเมื่อเริ่มให้บริการจะคุ้มค่าต่อค่าบริหารจัดการ อันนี้ไม่รวมถึงค่าก่อสร้างหรือไม่ ก็คือจะมีเป็นภาระเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลหรือเปล่า คือแนวโน้มมันเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น ซึ่งทางคมนาคมเขาก็มาเรียนอย่างตรงไปตรงมา เผื่อเราจะได้รองรับแล้วก็ปรับยุทธศาสตร์ต่อสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดขึ้น ในทุกกรณีตอนนี้ก็พูดกันอย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรี คือผมเรียนเพิ่มเติมในกรอบของรัฐวิสาหกิจ ปัญหาในอดีตส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเราไม่ได้แยกแยะบทบาทกับเป้าหมายของแต่ละส่วน ยกตัวอย่างเช่นว่าเมื่อเรามีการแปรรูปหรือว่ามีการปรับรูปแบบของทางองค์กรนั้นไปอยู่ในรูปของเอกชน พูดง่าย ๆ นะครับ ผู้บริหารของเขาก็แน่นอนที่สุดนะครับ ก็มีหน้าที่ในการตอบสนองในเรื่องของผู้ถือหุ้นในรูปของกำไร ทีนี้กระทรวงการคลังก็อาจจะดูอยู่ในกรอบของว่าทำอย่างไรถ้าเกิดมันมีปัญหา เพราะว่าบริการสาธารณะบางอย่างก็ไม่คุ้มทุนอย่างที่ว่า ก็บางทีอาจจะกังวลว่าจะไม่ให้เป็นภาระกับรัฐบาลอย่างไร ซึ่งพอมันมีหลายเป้าหมายอย่างนี้แล้วบางครั้งเราก็สับสน คือวิธีที่ดีสุดถ้าเราสามารถวางระบบการกำกับดูแล หมายความว่าตัวระบบกำกับนี้จะเป็นตัวคุมเองว่าเป้าหมายในทางสาธารณะมันได้รับการตอบสนอง ผู้บริหารขององค์กรนั้นเขาก็จะได้ดูเฉพาะปัญหาขององค์กรเขา ในส่วนของกระทรวงการคลังก็ดูเฉพาะในกรอบตรงนั้นไป ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราพูดถึงกรณีรถเมล์ รถไฟที่ขาดทุน แล้วก็ต้องมาขอการชดเชยอะไรต่าง ๆ ถ้าเราเปลี่ยนระบบให้มันโปร่งใสไปเลยว่ามีรถที่เราจะบริการคนยากคนจน เหมือนตอนนี้ที่เราพูดถึงรถเมล์ฟรีอยู่ เราก็บอกไปเลยว่าแต่ละปีรัฐบาลอุดหนุนเท่าไร แล้วเขาต้องวิ่งรถให้ได้กี่เที่ยวเพื่อตอบสนองตรงนั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เขาสามารถที่จะบริหารโดยแสวงหากำไรก็ได้ ถ้าเราทำอย่างนี้ก็จะมีความโปร่งใส แต่ละคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเอง แล้วก็ทำไป แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราก็ปนกันหมด ปนกันเสร็จ พอเขาขาดทุนก็มาขอเงิน ขอเงินเสร็จก็มีการต่อรองกัน สำหรับปีนี้ให้เท่านี้ก่อนได้ไหม เพราะว่าคลังก็อาจจะยังไม่อยากให้ทั้งหมด ก็ทำให้แต่ละคนไม่มีความชัดเจน ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นตัววัด สิ่งที่เป็นผลของการบริหารตามเป้าหมายของตัวเอง
ผู้ดำเนินรายการ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในท่านบริหาร
นายกรัฐมนตรี ตั้งใจว่าระบบการกำกับต้องสะสางให้ได้ทั้งหมด เพราะว่าแม้แต่เรื่องของพลังงานเอง ซึ่งมีกฎหมายแล้วก็ยังดูยังไม่ค่อยลงตัวเท่าที่ควร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นกับรัฐวิสาหกิจอีกแง่มุมหนึ่งไว้ด้วยว่าต้องไม่ดำเนินการในลักษณะของการแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งแข่งขันในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น แต่ละรัฐวิสาหกิจมีอำนาจทางการตลาด ซึ่งในบางครั้งในบางอุตสาหกรรม บางทีสร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับภาคเอกชน ก็ได้มีการกำชับแล้วว่าให้ระมัดระวัง
นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องอ้อมค้อมครับ ผมพูดไปเลยเรื่องธุรกิจท่องเที่ยว อยู่ดี ๆ มีหน่วยงานรัฐไปทำธุรกิจท่องเที่ยวแข่งกับเอกชนเขา ไม่มีเหตุผล จัดทัวร์แข่ง
ผู้ดำเนินรายการ นี่คือวิธีคิดของท่านให้ทุกอย่างโปร่งใส ชัดเจนและกำกับดูแล ระหว่างผลตอบแทนทางสังคมกับผลตอบแทนในแง่ของผู้บริหารในฐานะเชิงธุรกิจ มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับคุณกรณ์ คือว่าเวลาที่เศรษฐกิจมันเกิดอาการอย่างนี้ฟองสบู่แตก ต้องอยู่รอด ควบรวม และรายเล็กรายย่อยหายไป รายใหญ่ที่แข็งแกร่งอยู่รอด คุณกรณ์มีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไหมครับว่า บางอุตสาหกรรมเราเห็นชัดว่าในขณะที่รายใหญ่กับรายเอสเอ็มอี มีพื้นที่ของตลาดในการทำธุรกิจที่ซ่อนกันอยู่ และพอสุดท้ายเราต้องการให้เขาแข็งแกร่งเพื่อประคองเศรษฐกิจ คุณกรณ์มีความคิดเกี่ยวกับแนวคิดมาตรการตรงนี้อย่างไรบ้าง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันดับแรกผมคิดว่ามันมีความสำคัญที่เราต้องพยุงผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก ให้อยู่รอด คือผมได้มีโอกาสตั้งแต่มารับตำแหน่ง เข้าร่วมงานและพบปะกับผู้ประกอบการสมาคมบริษัทจดทะเบียน ซึ่งขยันมาก หลายรอบแล้ว ก็มีอยู่ 2 สาเหตุจริง ๆ แล้วที่พบปะกันบ่อย ประเด็นแรกคือบริษัทจดทะเบียนเป็นลูกค้าสำคัญของกระทรวงการคลัง คือเสียภาษีเยอะที่สุด เกือบ ๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของภาษีนิติบุคคล นี่ก็มาจากบริษัทที่จดทะเบียน เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องพบเขาเผื่อที่จะช่วยให้เขามีกำไรได้มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือ ความสำคัญต่อมาตรการการรื้อฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ถ้าไม่มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลโดยรวมมีผลต่อเศรษฐกิจก็เพียงแค่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอกชนไม่ฟื้น เอกชนขาดความมั่นใจ นโยบายหรือมาตรการดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะฉะนั้น ความใกล้ชิดและรับฟังซึ่งกันและคิด อันนี้ในส่วนของขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือกลุ่มเอสเอ็มอีก็มีปัญหาเฉพาะคือเสียงเขาดังสู้บริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้ อันดับแรก
นอกจากนั้นความสามารถโดยเฉพาะในช่วงนี้ ในการเข้าถึงแหล่งเงินแหล่งทุน ก็มีปัญหา ซึ่งนอกจากอัตราดอกเบี้ย ก็ยังเป็นประเด็นในส่วนของการเข้าถึงแหล่งเงิน ซึ่งดูเหมือนว่าจะติดขัด ตรงนี้รัฐบาลพอช่วยได้ และวิธีที่รัฐบาลอยากจะช่วยในเชิงหลักความคิด คืออยากจะช่วยเท่าที่ทำได้ ผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ภาคเอกชน คือเรามีสถาบันการเงินส่วนของรัฐ แต่ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์โดยรวม เพราะฉะนั้น จะอาศัยเพียงแค่สถาบันการเงินของรัฐในการแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ ผมคิดว่าไม่มีประสิทธิภาพ ที่ดีคือใช้เครือข่ายของธนาคารเอกชน ซึ่งเราก็มีความเชื่อมั่นว่า เขามีการประเมินความเสี่ยงปกป้องตัวเองในระดับที่ดีกว่าอยู่แล้ว ทำอย่างไรก็คือการลดประเด็นเรื่องของความเสี่ยงให้กับเอกชน เพื่อเขาจะได้มีความกล้าที่จะกลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจปกติได้ จะเป็นรูปแบบของการประกันสินเชื่อ ซึ่งตอนนี้กำลังมีการออกแบบลักษณะของการประกัน เป็นการประกันเหมาลูกค้า แทนที่จะต้องมานั่งวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งจะทำให้ล่าช้า และจะทำผ่านองค์กรของรัฐที่มีอยู่แล้วคือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.) ได้ประสานกับทุกธนาคารพาณิชย์ และเชื่อว่าโครงสร้างวิธีใหม่จะทำให้คล่องตัวมากขึ้น
เรื่องของการประกันส่งออกผ่านธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ผมเรียนท่านนายกฯ ล่วงหน้าว่า วันพรุ่งนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณากันในคณะรัฐมนตรีด้วย ในแง่ของตัวส่วนเงินทุนของธนาคารสถาบันการเงินของรัฐที่อาจจะต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับภารหน้าที่ที่กว้างขึ้นและลึกขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ ถัดไปครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ เรื่องของนโยบายพวกอุตสาหกรรมพลังงาน เท่าที่ท่านนายกฯ เห็นเราจะแก้หรือเราจะปรับปรุงแต่งนโยบายทางด้านของอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งปัจจุบัน ดั้งเดิม ทางเลือกอย่างไรที่เข้ามาช่วยกับเศรษฐกิจ และในฐานะของอีกหลาย ๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน หรือเอกชนที่ทำด้านพลังงาน
นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เข้ามามี 2 เรื่อง ที่กำลังดำเนินการอยู่ อันแรกคือมีแผนพลังงานทดแทน 15 ปี ซึ่งจะครอบคลุมในเรื่องของอนาคตของพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรัฐก็ยังจำเป็นที่จะต้องให้การอุดหนุนหรือให้การส่งเสริมในระยะแรก สิ่งที่ผมได้พูดชัดเจนคือว่าเรื่องนี้พอราคาน้ำมันลงมา ก็คล้าย ๆ มองข้ามว่าชะลอหรือพูดกันน้อยลง ผมก็ยืนยันว่าเราไม่อยากจะทำอย่างนั้น เราอยากจะให้เรื่องนี้เดินต่อ เพราะอย่างไรก็ตามการลงทุนอะไรต่าง ๆ ต้องใช้เวลา และเราก็มีความมั่นใจว่าในที่สุดราคาน้ำมันก็ต้องปรับขึ้นไปอีก ไม่มากก็น้อย และสิ่งสำคัญที่สุดคือว่าเรายังวางจุดนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการช่วยเหลือภาคการเกษตรของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ไม่ว่าจะเป็นอ้อย ปาล์ม เพราะฉะนั้น ไม่ต้องการให้ชะลอ ต้องการให้เดินหน้า แม้ว่าราคาน้ำมันขณะนี้จะลดลงมา
ส่วนที่ 2 คือเขาต้องมีการทบทวนในเรื่องของแผนพลังงานในภาพรวม ซึ่งตอนนี้ก็มีการพูดถึงว่าต้องปรับการพยากรณ์การใช้ลงมา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้ แต่ว่าประเด็นคือแผนนี้เราให้ข้อสังเกตไป เพราะหลังจากมีการปรับแผนลงมา ก็ดูจะยังกระทบนิดหน่อยในแง่ของสัดส่วนของการผลิตพลังงานที่มาจากภาครัฐ และภาคเอกชน เพราะเราต้องการให้เห็นความสมดุลตรงนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อสังเกตนี้ไปปรับอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น หลักใหญ่คือขอยืนยันว่า เราส่งเสริมพลังงานทดแทน และในแง่ของโครงสร้างของธุรกิจพลังงานต้องการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และการถ่วงดุลกันในแง่โครงสร้าง
ผู้ดำเนินรายการ ทั้งในแง่การแข่งขันที่เสรีด้วยไหมครับ
นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ ถูกต้องครับ
ผู้ดำเนินรายการ และก็ถ่วงดุลกับ
นายกรัฐมนตรี ถึงได้โยงกลับไปประเด็นที่ผมได้เรียนแล้วเรื่องของการมีกฎหมาย หรือองค์กรกำกับดูแลแล้ว แต่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างอาจจะเดินได้ไม่เต็มที่
ผู้ดำเนินรายการ รวมถึงการเปิดเสรีให้กับพลังงานจากต่างประเทศด้วยหรือเปล่า
นายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วการเข้ามาร่วมมีหลายรูปแบบ ก็จะพิจารณาแต่ละส่วน หรือแต่ละโครงการไป
ผู้ดำเนินรายการ ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของความสามารถของสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งเราเห็นกันอยู่ว่าพอเรากำลังจะแก้ปัญหา ทุกอย่างจะไปติดเกี่ยวกับเรื่องของเงินทุน หรือความสามารถในการระดมทุนอะไรก็แล้วแต่ และสุดท้ายเราจะเห็นว่าปัญหานี้ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะในอนาคตอาจจะเป็นภาระของชุดต่อไป หรือชุดปัจจุบัน หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณกรณ์มองเห็นว่าจุดนี้ถ้าจะใช้จังหวะนี้แก้กันให้จบจริง ๆ แบบชนิดที่เป็นบูรณาการรวมสำหรับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อต่อไปในอนาคตอย่างที่คุณกรณ์บอก Market share เขาจะได้แข่งภายในเอกชนได้ มีความสามารถในการต่อรองกันได้ รวมไปถึงแม้แต่เรื่องของ 2 อาทิตย์ที่แล้วดังมาก เรื่องของสเปซ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ส่วนตัวผมคิดว่าการที่เรายังจำเป็นต้องมีสถาบันการเงินของรัฐ มันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในส่วนของโครงสร้างของสถาบันการเงินโดยรวมของเรา คือถ้าถามผมในระยะยาว ผมไม่เห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องมีเลย สถาบันการเงินของรัฐ คือกลไกการตลาด กลไกการทำงานของระบบสถาบันการเงินภาคเอกชน น่าจะเดินหน้าไปได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง พูดง่าย ๆ คือการที่มีสถาบันการเงินของรัฐคือมีไว้แทรกแซง ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ถ้ามี Efficiency จริง ๆ ในระบบการแทรกแซงไม่น่าจะต้องจำเป็น คราวนี้รัฐบาลเองหลาย ๆ ส่วนในบางสถาบันการเงิน ก็คือเหมือนกับรับมาโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะรับ ในกรณีอย่างนั้นคือรับมาแล้วเมื่อถึงจังหวะก็ขายออกไป เพื่อเพิ่มการแข่งขันในส่วนของภาคเอกชนกันเอง แล้วผมก็คิดว่าในเรื่องของสเปซ พูดถึง แนววิธีที่จะแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการสร้างการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างธนาคารกันเอง หรือจะเป็นการแข่งขันระหว่างธนาคารกับแหล่งที่มาของแหล่งเงินแหล่งทุนอื่นๆ ของผู้ประกอบการ อย่างเช่น ตลาดทุน หรือตอนนี้ตลาดทุนอ่อนแอ คือสะท้อนไม่ใช่ดูแค่ดัชนีหุ้นอย่างเดียว แต่ดูในแง่ของปริมาณเม็ดเงินที่บริษัทผู้ประกอบการ สามารถไประดมทุนผ่านตลาดทุนได้ลดลงไปเยอะ เมื่อเทียบกับในอดีต
ดังนั้น แหล่งเงินแหล่งเดียวที่พึ่งพาได้คือการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ และส่วนแบ่งตลาดของธนาคารก็ทราบกันดี แค่กสิกรแบงก์เดียวก็ปาเข้าไปเท่าไรแล้ว แต่รวมกัน 4-5 แบงก์ก็มีส่วนแบ่งตลาด 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะมากกว่านั้น คืออำนาจในการต่อรองสูง เมื่ออำนาจในการต่อรองสูง ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่ ผมใช้คำนี้จริง ๆ บางทีไม่ได้ตั้งใจ บางทีไม่มีเจตนา ทำให้ราคาสินค้าอาจจะสูงเกินกว่าที่จะเป็นในกรณีที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้ตลาดทุนขาดประสิทธิภาพ การลงทุนโดยตรง ซึ่งในอดีตก็เป็นแหล่งที่พึ่งในแง่ของแหล่งทุนของผู้ประกอบการอีกแหล่งหนึ่งก็ไม่มี และแนวโน้มยังไม่ค่อยแจ่มใสนักในช่วงระยะสั้น ดังนั้น ช่วงนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตัวสเปซที่ว่านี้อาจจะสูงกว่าที่เราในฐานะผู้กู้ยืมอยากเห็น ผมระมัดระวังคำพูดมาก
ทีนี้มาดูในแง่ของตัวสถาบันการเงินของรัฐเองเพียว ๆ ต้องยอมรับว่าเขามีปัญหาในหลายสถาบัน ในเรื่องของธรรมาภิบาล หลักการบริหารจัดการ ซึ่งปัญหาที่มาหลาย ๆ ส่วนขึ้นมาจากการแทรกแซงทางการเมืองต่อสถาบันการเงินอีกทอดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ต้องแก้ไข และหนึ่งในความตั้งใจของทางรัฐบาลของเราคือ การลดในส่วนของการแทรกแซงทางการเมืองที่มีต่อหน่วยงานประเภทนี้ และผมพยายามให้การแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการในส่วนของสถาบันการเงินต่าง ๆ เป็นไปตามกลไกที่ควร อย่างเช่น เรากำลังมีโอกาสได้แต่งตั้งระดับกรรมการผู้จัดการทางบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ใหม่ ได้คนที่เมื่อประกาศชื่อออกมา ผมมั่นใจว่าทางภาคเอกชนก็ต้องขานรับ นั่นคือความตั้งใจและความคาดหวัง
ผู้ดำเนินรายการ มีอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี มีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เรียกกันว่า Public Private Investment Act คือการลงทุนอะไรก็ตามระหว่างเอกชนกับรัฐในระดับที่ 1,000 ล้านบาทต้องมีการขอการพิจารณาอนุมัติทุกอย่างที่เกิดขึ้น กฎหมายนี้ถ้าจำไม่ผิด ออกตั้งแต่ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีคุณอานันท์ ปันยารชุน หลายปีแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเราบวก Inflation เราบวก Cost ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนถึงทุกวันนี้ คำถามของผมคือว่ากฎหมายตัวนี้ปัจจุบันในมุมมองท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าควรจะรับการแก้ไขไหม ต้องปรับอย่างไร หรือเป็นอุปสรรคในการที่ขณะนี้เรามีวิกฤตเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจอยู่ ท่านมองจุดนี้อย่างไร
นายกรัฐมนตรี ผมต้องย้อนกลับไปว่ากฎหมายนี้มาอย่างไร กฎหมายนี้มาเพราะว่าก่อนหน้านั้นเคยมีโครงการสัมปทานใหญ่ ๆ ที่เขาชอบพูดกันว่าคนเสนอไปเสนอโดยใช้กระดาษแผ่นเดียว และบางโครงการก็เป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ มีอนุสาวรีย์ให้เห็นอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้น ตรงนี้สิ่งสำคัญคือว่า จุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้คือต้องการให้การลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการต้องให้สิทธิพิเศษ พูดง่ายๆ ก็เหมือนเป็นอำนาจของรัฐที่เอาไปให้เอกชนเขาได้ใช้ มันมีความรอบคอบและมีความโปร่งใส รอบคอบก็หมายความว่ามีการศึกษาความเป็นไปได้ มีกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ โปร่งใสก็หมายความว่ามีกระบวนการกลั่นกรอง
ในประสบการณ์ผมเรียนตรง ๆ ในช่วงแรก ๆ ที่มีการใช้กฎหมายฉบับนี้ ถามว่าทำตามขั้นตอนกฎหมายเสียเวลาไหม ก็มีขั้นตอนของมันหลายเดือนอยู่ อาจจะเป็นเกือบ 1 ปี แต่ในฐานะที่ผมติดตามงานทางราชการและงานทางการเมืองมา ผมจำได้ว่าช่วงแรกที่เสียเวลามากคือทุกหน่วยงานพยายามจะดูว่าจะเลี่ยงกฎหมายฉบับนี้อย่างไร ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อจะเสนอวิธีการเลี่ยง สุดท้ายเลี่ยงไม่ได้ เวลาก็สูญเปล่า อันนี้ที่พูดเพื่อจะปกป้องก่อนว่าเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ดี ทีนี้จริง ๆ หลังจากนั้นมา ส่วนหนึ่งก็เป็นประเด็นว่า 1,000 ล้านมีเงินเฟ้อแล้ว จะปรับตัวเลขหรือไม่อย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือตอนนี้มี ไม่ใช่เฉพาะกฎหมายฉบับนี้ แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขณะเดียวกันรูปแบบของการร่วมงานระหว่างเอกชนกับรัฐ ก็มีการวิวัฒนาการไป ไม่ใช่ว่าเป็นการรับสัมปทานอย่างเดียวในรูปแบบของ PPP ในหลายประเทศ ตอนนี้ก็มีความหลากหลายมากขึ้น ก็เป็นเหตุผลว่าอาจจะมีการทบทวนว่าจะเขียนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมงานของเอกชนที่ครอบคลุมไปเสียเลยทั้งหมดดีหรือไม่ และจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร แต่ขอยืนยันว่าเจตนารมณ์เดิมที่การพิจารณาต้องมีการความรอบคอบและโปร่งใส ควรจะยังดำรงอยู่ อันนี้เป็นความคิดที่เป็นหลักในการที่จะทำงานเรื่องนี้ต่อไป คือไม่ได้ปิดกั้น ถ้าใครจะเสนอแก้ไขมา แต่ต้องไม่ให้กระทบในเรื่องของการที่จะมีความโปร่งใส ความรอบคอบ และถ้าจะแก้จริง ไม่อยากให้แก้เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง และอยากให้คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้พูดไปแล้วด้วย รวมทั้งความสัมพันธ์กับกฎหมายอื่น ๆ
ผู้ดำเนินรายการ คุณกรณ์เสริมเรื่องนี้ได้ไหมครับ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกำลังศึกษาอยู่ เพราะดูลักษณะตามที่ท่านนายกฯ ได้เรียนเมื่อสักครู่ในแง่ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนก็มีหลายระดับ ตั้งแต่สุดขั้วเลยก็คือแปรรูปให้เอกชนไปเลย อีกขั้วคือรัฐทำเองทั้งหมดทุกอย่าง ระหว่างกลางมีหลายรูปแบบ ก็อยากให้พิจารณาให้มีความเป็นไปได้สูงมากยิ่งขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะว่าความสำคัญในการพึ่งพาการร่วมมือในแง่ของการลงทุนโดยภาคเอกชนกับรัฐ ผมคิดว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลาย ๆ โครงการที่รัฐบาลมีแผนว่าจะดำเนินการ ผมยกตัวอย่าง อย่างกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวฮือฮาอยู่สักพักหนึ่งคือเรื่องการพิจารณาการทำแลนด์บริดจ์ โครงการนั้นมีหน่วยงานจากต่างประเทศ เขาเสนอเลย พอเขาเข้ามา เขาทำให้ทุกอย่าง ลงทุน ซื้อที่ ทำรางรถไฟเชื่อมจากฝั่งอันดามันไปสู่ฝั่งอ่าวไทย ทำท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า และมีนิคมอุตสาหกรรม มีท่อน้ำมัน ทุกอย่างเขาลงทุนให้หมด สุดท้ายเขาก็มอบให้กับรัฐบาล และขอสัญญาสัมปทานในการที่จะเช่าเพื่อบริหารกิจการไป 99 ปี หรือกี่ปีก็แล้วแต่ แถมให้หุ้นฟรี เป็นหุ้นลมให้กับรัฐบาลถือหุ้นในบริษัทนั้นอีกต่างหาก ทั้งหมดถามว่าตามโครงสร้างกฎหมายปัจจุบัน ทำได้ตามนั้นเลยหรือไม่ เท่าที่ฟังคือดูเหมือนรัฐได้ประโยชน์ และประหยัดเงินเป็นล้าน ๆ บาทในการที่จะต้องหาแหล่งเงินมาลงทุน ก็อาจจะยังมีประเด็นที่ติดขัด เมื่ออ้างอิงกับกฎหมายชุดปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราต้องการที่จะเปิดช่องให้เอกชนเข้ามาลงทุนแทนรัฐบาลได้ในลักษณะนั้น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนกฎหมายในบางมาตรา
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ ครับถ้ามองอย่างนี้แสดงว่าในการที่จะเอื้อหรือทำให้เอกชนร่วมงานกับรัฐบาล และสุดท้ายคือขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกมา ทั้งในภาพรวมหรือภาพย่อย โดยหลักการก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องการจะทบทวนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับกฎหมาย เพื่อเอื้อให้เกิดขึ้นใช่ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี อย่างที่เรียนนะครับ อันแรกคือพยายามที่จะลดความคิดในสุดขั้ว 2 ด้าน ด้านหนึ่งบางคนมีความรู้สึกว่าถ้ารัฐทำงานกับเอกชน แล้วเอกชนได้ประโยชน์ บางคนที่อยู่สุดขั้วก็บอกว่ารัฐเสียประโยชน์ ที่จริงไม่ใช่ มันมีหลายอย่างซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ในทางกลับกันจะไปบอกว่าถ้าเอกชนเข้ามาแล้ว เงื่อนไขดีที่สุดสำหรับเอกชนนั่นคือเงื่อนไขดีที่สุดสำหรับประเทศด้วย นั่นก็ไม่ใช่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราสลัดความคิดสุดขั้วทั้ง 2 อันได้ และมาหาจุดตรงกลางที่พอ อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็นเป้าหมาย
ผู้ดำเนินรายการ คำถามสุดท้าย ผมคิดว่าหลายท่านเผอิญได้ยินท่านนายก พูดว่าอาจต้องมีแผนสำรองถึงวินาทีนี้ แผน B ในแผนสำรองเศรษฐกิจ จำเป็นไหมครับ
นายกรัฐมนตรี คือผมทำงานบนหลักว่าไม่ควรประมาท และผมก็คิดว่าสิ่งที่ได้ไปฟังมาในช่วง 2-3 วันที่ดาวอส ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องเตรียมการให้ดี เพราะว่าจากการไปพบปะกับผู้นำและจริง ๆ มีเวทีหนึ่งซึ่งเขาประชุมผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ มากกว่า 20 ประเทศด้วย ก็เห็นได้ชัดว่างานในแง่ของการฟื้นเศรษฐกิจโลกมองไปข้างหน้ายังเป็นงานที่หนักมาก ตอนนี้ภาระที่ตกหนักอยู่กับจี 20 ในเดือนเมษายนค่อนข้างจะมาก และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่อง ทีนี้มาตรการที่เราได้ออกไปแล้ว รวมทั้งงบประมาณกลางปีที่กำลังผลักดันให้ผ่านสภาฯ เป็นเพียงแผนในการที่จะรักษากำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอย เราเห็นผลกระทบของวิกฤตต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วมันชัด คือจีดีพีติดลบ ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวติดลบ และคาดได้เลยภาวะอย่างนี้ข้ามมาถึงเดือนมกราคม และอาจจะเดือนนี้ด้วย เพราะฉะนั้น เราก็หวังว่ามาตรการในชุดแรกออกไปประคับประคองเราได้ถึงสิ้นไตรมาส 3 เพราะว่าพอขึ้นไตรมาส 4 คือปีงบประมาณใหม่ เราก็กำลังจัดรอบใหม่ แต่เราก็ไม่วางใจ ไม่ใช่ครับ ไม่ควรประมาท จึงมีจุดที่ว่าแล้วมีอะไรอีกที่รัฐบาลทำได้ในปีงบประมาณนี้ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียกว่าคือเกือบจะชนเพดานแล้วในเรื่องของการขาดดุล ในเรื่องของหนี้สาธารณะ ที่เป็นหนี้ในประเทศ ก็เหลือจุดเดียวคือการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
ซึ่งขออธิบายเลยนะครับ เพราะเดี๋ยวมีคนเขาไปพูดแล้วต้องทำให้สับสนอีก ที่พูดถึงเรื่องการกู้เงินในต่างประเทศ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องทุนสำรองเลย เราไม่ได้มีปัญหาวิกฤตในเชิงเงินตราต่างประเทศเลย ที่กำลังพูดถึงหมายความว่าถ้าเรามีแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ ที่มาช่วยทำโครงการในเชิงการพัฒนา เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนด้วย ก็เป็นแหล่งเงินที่เราควรจะพิจารณา ซึ่งแหล่งแรก ๆ ที่เราจะพิจารณาแน่นอนที่สุด จะเป็นพวกสถาบันหรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนที่จะช่วยเหลือประเทศอย่างเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือแผนสำรอง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ใช้ ถ้าจำเป็นก็ต้องพร้อม เพราะไม่ใช่ว่าผมรอไปถึงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน พบว่าอยากจะทำสิ่งนี้ และไปบอกให้ท่านรัฐมนตรีคลังไปหาเงินมา มันไม่มีทางทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำขณะนี้คือว่าทางกระทรวงการคลังก็จะเสนอมาว่าวงเงินสักเท่าไร จะลองไปทาบทามดู ทาบทามแล้วได้เงื่อนไขมา เก็บไว้ในกระเป๋า ถ้าจำเป็นก็เอาออกมาใช้ นี่คือแนวทางที่ทำงานอยู่ คิดว่าอยู่ในระดับนี้ดีแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ กำลังจะถามว่า 70,000 ล้านพอหรือเปล่า น่าสนใจนะครับ เพราะว่าหลากหลายคำถามที่ขึ้นมาทั้งหมด และก็ใน 8 คำถามหลัก ๆ ซึ่งผมพยายามเชื่อมออกมาให้ต่อเนื่องกัน บางท่านอาจจะนึกว่า ครบแล้วเหรอครับ 8 คำถาม ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีคลังที่เสริมในบางเรื่องที่น่าสนใจ จากคำถามที่ผมพูดถึงและมีคำถามที่หลาย ๆ ท่านที่เป็นผู้บริหารและเป็นแขกผู้มีเกียรติส่งขึ้นมา มีจุดหนึ่งที่เหมือนกันเยอะครับ โดยเฉพาะต้องเรียนถามคุณกรณ์ เกี่ยวกับเรื่องของบรรษัทภิบาล การกำกับดูแลสิ่งที่กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ มันจะอภิบาลในการเปิดให้มีการแข่งขันเสรีระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลและเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกำลังต่อยอดของเศรษฐกิจได้ คุณกรณ์มีแนวความคิดตรงนี้ และแผนที่ชัดเจนหรือยังครับ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มันยากครับ อันดับแรก ผมขอเรียนว่าปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนในอดีตส่วนหนึ่งมาจากตัวโครงสร้างเดิม ซึ่งเหมือนกับเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น ผมพูดหลายเวทีนะครับในกรณีของทาง ปตท. มีปัญหาในหลายครั้ง เป็นเพราะมีความสับสนในแง่ของบทบาท หน้าที่ของตัวบริษัท เนื่องจากบริษัทมีส่วนหนึ่งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีมาตรฐานในแง่ของหลักธรรมาภิบาล น่าจะเช่นเดียวกันกับทุก ๆ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นบริษัทที่ทางรัฐถือหุ้นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น มีความคาดหวังจากประชาชนว่าจะต้องดูแลประชาชนก่อนอื่น ซึ่ง 2 ความต้องการนี้มันขัดแย้งกัน ในหลาย ๆ กรณี และนำมาซึ่งปัญหาและก็ลำบากใจของผู้บริหารของทางบริษัท ซึ่งเหมือนกับตกอยู่ระหว่างตรงกลาง ซึ่งตรงนี้ก็เคยมีการพูดคุยกันมาหลายยุคหลายสมัยว่า น่าจะมีความชัดเจนว่าถ้ารัฐวิสาหกิจเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ น่าจะให้ชัดไปเลยว่าเอกชนต้องถือหุ้นใหญ่ จะได้มีความชัดเจนว่าบทบาทหน้าที่หลักของผู้บริหารนั้นคืออะไร
ทีนี้ก็จะมีปัญหาเดียว ผมไม่ติดใจว่ากรณีถ้าเข้ามาในตลาดแล้ว เอกชนน่าจะถือหุ้นใหญ่ แต่ต้องเป็นกรณีที่มีการแข่งขัน และมีการกำกับดูแลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่เป็นประชาชน ในกรณีที่เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องการให้เป็นเอกชน ในขณะเดียวกันต้องการสิทธิของการมีอำนาจผูกขาดขององค์กรของรัฐด้วย ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่ผมกำลังจะอยากเรียนก็คือตัวโครงสร้าง ผมคิดว่าสำคัญ ขอให้เป็นโครงสร้างที่มีแข่งขันได้ มีโครงการที่มีการกำกับดูแลที่โปร่งใส และมีโครงสร้างในส่วนผู้ถือหุ้นที่มีความชัดเจน อันนี้จะเป็นตัวช่วยในการที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ผู้ดำเนินรายการ คำถามสุดท้ายนะครับ เราทราบกันดีว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของเราไม่มีปัญหา และเป็นเงินที่สูง ถ้าอย่างนั้นภายใต้การนำของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เราจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศตรงนั้นสอดคล้องกับนโยบายด้านการคลัง และการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของท่านนายกฯอภิสิทธิ์ อย่างไร
นายกรัฐมนตรี คือกฎหมายของเรามีความซับซ้อนพอสมควร ในเรื่องของการบริหารและการแบ่งบัญชีทุนสำรองตรงนี้ และดูจะเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความขัดแย้งค่อนข้างมาก ก็เรียนตามตรงผมไม่อยากให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่บรรยากาศของความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น อันนี้จะดูตามเหตุตามผลและดูเรื่องความระวังระวัง เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่ไปผลีผลามทำอะไร และทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นมา สุดท้ายสิ่งที่อยากทำก็ทำไม่ได้ และไปสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย ผมคิดว่าก็มีแนวคิดอยู่เยอะ แต่ว่าขณะนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น ช่วงหนึ่งก็มีความคิดว่าถ้าเรามีกองทุนที่เป็นเหมือนกับกองทุนความมั่งคั่งของเรา และก็ไปใช้ลงทุน แต่ว่าตอนนั้นก็คือก่อนที่สภาวะของการเงินในโลกจะเป็นอย่างนี้ แต่ก็มีประเด็นหนึ่งซึ่งก็เรียนว่าก็เป็นโจทย์อยู่ คือในส่วนของการคลังเองขณะนี้ต้องแบกรับในเรื่องของภาระที่มาจากกองทุนฟื้นฟูฯ ค่อนข้างเยอะ ก็เป็นการเสียโอกาสที่ทำให้รัฐบาลสามารถนำเอาเงินในจำนวน เรียกว่า 7-8 หมื่นล้าน ที่เป็นดอกเบี้ยมาใช้ในการที่จะทำโครงการอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะคุยกัน ดูว่ามีทางเลือกทางออกอย่างไรบ้าง
ผู้ดำเนินรายการ ผมขอบคุณเกี่ยวกับคำถามของท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ส่งขึ้นมา ซึ่งดูจากภาพรวมของคำถาม ผมเข้าใจว่าหลายท่านก็มีความเป็นกังวลอยู่ในระดับหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็งานหนักมากๆ ในการที่จะชี้แจงฟื้นฟูความเชื่อมั่น และพยายามที่จะปัดฝุ่นทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นพื้นฐานที่ดีถูกต้องเหมาะสม และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ให้ท่านนายกฯ กล่าวนิดหนึ่งครับว่า เดี๋ยวจะต้องเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงปลายสัปดาห์นี้ใช่ไหมครับ ญี่ปุ่นก็เป็นขาลงทุนที่ขาใหญ่บ้านเรา ท่านนายกฯจะกล่อมให้นักลงทุนญี่ปุ่นอยู่กับเราให้อยู่หมัดได้ไหมครับ และเพิ่มการลงทุนกับเราได้ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี สิ่งที่ผมต้องการไปยืนยันคือว่า ความจริงญี่ปุ่นก็เข้ามาอยู่เรานานมาก และในปริมาณที่สูงมาก ก็อยากให้เขาได้นึกถึงว่าความสำเร็จที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ยืนยันที่ดีที่สุดว่ายังมีโอกาสและลู่ทางอีกมากมาย ที่เราจะทำงานร่วมกัน แน่นอนปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำให้เขาเกิดความวิตกกังวลจากหลายเรื่องหลายเหตุการณ์ ก็จะไปบอกเขาว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เราได้นำความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างมาจากสภาพต่าง ๆ หรือบรรยากาศโดยทั่ว ๆ ไปในประเทศของเรา และขณะเดียวกันก็อยากให้เขามาคิดถึงอนาคต ใน 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนแรกในส่วนของพลังงานทดแทน แล้วก็เกี่ยวโยงไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเขาก็มีฐานการผลิตที่สำคัญอยู่ตรงนี้ ต้องการที่จะไปกระตุ้นว่าเหมือนกับเป็นโอกาสอีกระลอกหนึ่งสำหรับเขาที่จะเข้ามา ด้วยการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือขยายในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อรับกับเรื่องของการพัฒนาทางด้านพลังงานทดแทน
ส่วนที่ 2 คือว่าในกรอบของอาเซียน ซึ่งจะต้องมีการก้าวเดินไปข้างหน้าในเรื่องของประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรใหม่ การที่เราจะมีข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ไม่ใช่เฉพาะไทยกับญี่ปุ่น ก็จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ทำให้เขาเข้ามามีบทบาท ทั้งในระดับอาเซียนทั้งหมด หรือระดับอนุภูมิภาค อย่างเช่นในกรณีของประเทศในกลุ่มอินโดจีน ซึ่งทางญี่ปุ่นก็มีบทบาทสำคัญในการมาช่วยพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และพอดีว่าท่านนายกฯ ญี่ปุ่นก็เพิ่งไปประกาศที่ดาวอสด้วยว่า จะมีการสนับสนุนในเรื่องของการช่วยเหลือเศรษฐกิจในเอเชีย ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะไปพูดคุยรายละเอียดกับท่านว่า ส่วนไหนบ้างที่เราจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์จากแผนการตรงนี้
ผู้ดำเนินรายการ เพราะฉะนั้น จีดีพีของไทยฟื้นตัวต้นปีหน้า ตามที่ท่านมั่นใจ
นายกรัฐมนตรี ผมเรียนอย่างนี้นะครับ หน้าที่ผมก็คือทำให้จริง ๆแล้วที่สัมภาษณ์ผมมาตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาคือปีนี้อยากจะรักษาให้อยู่ในแดนบวก ฟังดูก็หมายความว่าไม่ได้มีอะไรมากมายก่ายกอง แต่ผมเรียนว่าในระดับโลกเองเห็นได้ชัดว่าความกังวลของเศรษฐกิจใหญ่ ๆ มันยังไม่ได้หมดไป เพราะฉะนั้น ปัจจัยหลายตัวเราก็ไปเปลี่ยนแปลงอะไรยาก ผมยังพูดเล่น ๆ ที่ดาวอสบอกว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในใจของพวกรัฐบาลคือว่าประเทศอื่น ๆ กระตุ้นให้ดีที่สุด ผมเพราะกระตุ้นอย่างไร ผมก็ช่วยส่งออกกับท่องเที่ยวได้ยาก ถ้าหากว่ากำลังซื้อในโลกหายไปหมด จะเอาใครที่ไหนมาซื้อสินค้าประเทศไทย จะเอาใครที่ไหนมาเที่ยวประเทศไทย เพราะฉะนั้น หลายอย่างเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ผมถึงไม่สามารถที่จะมายืนยันได้ว่าตัวเลขต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้คืออะไรที่อยู่ในอำนาจการควบคุมความสามารถของภาครัฐ เราจะทุ่มเทเต็มที่ เหมือนกับที่เราได้เริ่มต้นทำมาในช่วงเดือนที่ผ่านมาให้เห็นว่า อะไรที่ทำได้ เราทำ และก็ทำเร็ว และทำให้มากที่สุด เราก็จะทำอย่างนี้ต่อไปตลอดทั้งปี
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก