ปาฐกถาพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง "ผ่าแผนปฏิบัติการ งานฟี้นฟูเศรษฐกิจไทย" (Rescuing the Thai Economy :Plan of Action)
ในงานโพสต์ ฟอรั่ม 2009 "พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย"
ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เช็นทรัลเวิลด์
15 มกราคม 2552 เวลา 20.30 น.


ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณผู้จัดโพสต์ ฟอรั่ม 2009 ที่ได้ให้โอกาสผมและรัฐมนตรีร่วมคณะหลายท่าน ได้มีโอกาสมาบรรยาย แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทางและนโยบายการทำงานของรัฐบาล ที่จริงทางผู้จัดเอื้อเฟื้อมากไปหน่อย คือเชิญทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) มาพูด ทำให้พอผมมาถึงต้องเรียกประชุมพิเศษว่า มีอะไรบ้างที่ทั้ง 3 ท่านยังไม่ได้พูด เพราะกลัวว่า ถ้าพูดซ้ำเป็นคนที่ 4 เดี๋ยวท่านจะเบื่อ แต่ถ้ามีอะไรที่พูดไม่ตรงกัน ขอให้ถือเอาความเห็นของผมเป็นหลัก

ผมคิดว่าหัวข้อที่ตั้งขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะถ้าดูเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า “Rescuing” แล้ว สะท้อนให้เห็นความวิตกกังวลของประชาชน และท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมฟังในเวทีว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเราหนักหนาสาหัส และจะกอบกู้กันขึ้นมาอย่างไร ผมเรียนว่าคงไม่เป็นเรื่องที่พูดเกินความจริง ที่จะบอกว่าตัวเลขที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เรามีล่าสุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวเลขประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือบางตัวเลขที่อาจจะมาถึงเดือนธันวาคม ก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจน่าเป็นห่วงจริง ๆ ไม่ว่าท่านจะใช้ตัวชี้วัดในด้านใดก็ตาม ตั้งแต่เรื่องของดัชนี การผลิตทางอุตสาหกรรม การใช้กำลังการผลิต จะเป็นการหดตัวของการส่งออกอย่างรุนแรงเมื่อเดือนพฤศจิกายน การถดถอยของจำนวนนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเช่นเดียวกัน นั่นก็แต่ก่อนที่เกิดเหตุในเรื่องของสนามบินด้วย

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่า เศรษฐกิจของเรานั้น เข้าสู่ภาวะที่เป็นวิกฤต แต่พอเราพูดถึงวิกฤต เราก็นึกย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2540 เสมอ เพราะว่านั่นก็คือวิกฤตเศรษฐกิจที่เรารู้จักและยังจำได้ดี ปัญหามีอยู่ว่าที่จริงธรรมชาติของวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก เมื่อปี 2540 หลายท่านคงจำได้ว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นจากสภาวะในเรื่องของการเงินในประเทศของเรา นโยบายหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเรื่องการบริหารทุนสำรอง อัตราแลกเปลี่ยน และความตื่นตระหนักหรือการขาดความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเมื่อปี 2540 และลุกลามไปประเทศอื่น และลุกลามเข้ามาสู่เศรษฐกิจที่เป็นภาคการผลิต หรือภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง

แต่ว่าปีนี้หรือสถานการณ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในแง่หนึ่งก็เหมือนกับตรงกันข้าม วิกฤตที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นจากข้างนอก เริ่มต้นจากมหาอำนาจในระบบการเงินของเขา และว่าไปแล้วในส่วนของประเทศไทยเอง กลับเป็นประเทศที่อยู่ในฐานะที่จะรองรับวิกฤตทางการเงินที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะว่าผลกระทบโดยตรงทางการเงินมีน้อยมาก และความเข้มแข็งของระบบสถาบันการเงินมีมากที่เดียว จนหลายคนอาจจะมองว่าเมื่อผลกระทบโดยตรงมีค่อนข้างน้อย ปัญหาก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจของเรา แต่ข้อเท็จจริงคือว่าพอเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของเรามีปัญหา กำลังซื้อหาไปจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ตัวเลขที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออก การใช้กำลังการผลิต หรือดัชนีผลผลิตก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้นคือว่าในส่วนของราคาน้ำมัน เพียงเมื่อปีที่แล้วทุกคนกำลังตื่นตระหนกตกใจว่า จะพุ่งขึ้นไปไม่รู้จบ กลับตกลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าน้ำมันถูก จะเป็นปัญหาอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคือว่าตลาดของน้ำมัน กับตลาดของโภคภัณฑ์ และอาหารมีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้น พอราคาน้ำมันดิ่งลงมา ราคาพืชผลก็ตกลงมาเช่นเดียวกัน เกษตรกรซึ่งเคยได้ราคาพืชผลค่อนข้างดีตั้งแต่ช่วงต้นปี พบว่าราคาพืชผลตกลงมา แทบจะเรียกได้ว่าครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่ต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าเหล่านั้น ซึ่งมีเรื่องปุ๋ย เรื่องอะไรต่าง ๆ นานา สูงมาก

เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือที่มาของสภาพปัญหาที่เป็นวิกฤต แต่ว่าประเทศไทยเองกลับมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองตลอดปีที่แล้ว และทำให้นำไปสู่เหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงมาก ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านคงนึกออกว่าชาวต่างประเทศที่ติดตามข่าวสารของประเทศไทยตลอดปีที่แล้ว คงจะคิดว่าบ้านเมืองของเรานั้นมีปัญหายากที่จะเยียวยาได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีแทบจะกล่าวได้ว่าเหมือนกับว่าเราไม่สามารถควบคุมสภาพการณ์อะไรต่าง ๆ ต่อไปได้แล้ว เพราะฉะนั้น สภาพในวันนี้จึงเป็นวิกฤตที่ซ้อนกันทั้งในส่วนของเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งทำให้ในแง่มุมนี้ผมถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าเมื่อปี 2540 ที่แม้จะมีวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง แต่สภาพการเมืองก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีความขัดแย้งเหมือนกับในปัจจุบัน

ผมเองเรียนว่าในสภาวะความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และก็ที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้มาให้การสนับสนุนผม เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมทราบดีว่าภาระในเรื่องของการกอบกู้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ยาก สิ่งแรกที่ผมคิดคือว่าเราคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และถ้าหากว่าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือเหตุผลว่านับตั้งแต่วันที่สภาฯ ลงมติเลือกผมเป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 เดือน ผมถึงได้ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า ผมและรัฐบาลมีความมุ่งมั่นจริงจังที่จะเร่งนำพาบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ช่วงที่เป็นช่องว่างก่อนที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลได้ สิ่งแรกที่ผมทำคือ ผมเดินสายไปพบกับประชาชนทุกกลุ่ม เท่าที่จะทำให้ได้ เกษตรกร เพื่อไปคุยเรื่องพืชผล เรื่องหนี้สิน เรื่องปัญหาที่เป็นปัญหาหมักหมมของเขา ผู้ใช้แรงงานซึ่งมองเห็นอยู่แล้วว่าภาวการณ์เลิกจ้าง หรือปัญหาการว่างงานจะมีความรุนแรงมาก และตัวแทนของภาคธุรกิจทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาหอกการค้า รวมทั้งกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวด้วย รับฟังปัญหาและแสดงออกอย่างชัดเจนว่า การทำงานของรัฐบาลจะเป็นการทำงานที่เป็นหุ้นส่วนกับภาคเอกชน กับภาคประชาชน เพราะว่าผมมองดูสภาพการณ์ในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ที่ภาครัฐโดยลำพังจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ต้องขอบคุณทุกกลุ่มที่ได้ให้การต้อนรับ ให้ข้อคิด ให้ความร่วมมือกับเรา และทำให้ผมคิดว่าเราเป็นรัฐบาลที่สามารถเขียนและแถลงนโยบายได้ในระยะเวลาที่ถือว่าสั้นที่สุด

จากนั้นการจะเรียกความเชื่อมั่นและเร่งให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สิ่งที่ผมได้แสดงออกในทางการเมืองคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะลดความขัดแย้งด้วยวิธีการต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการเติมเชื้อของความรุนแรงเข้าไป แต่มุ่งในการที่จะแสดงออกว่า การเข้ามาสู่อำนาจของรัฐบาล จะเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนทุกคน ให้กับคนทุกกลุ่มโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ แน่นอนครับจนถึงวันนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมจะต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของการสะสางคดีความต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่เลือกปฏิบัติจริง ๆ และการที่จะต้องเริ่มต้นกระบวนการของการปฏิรูปการเมืองให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วม เพื่อที่จะให้มีความมั่นใจว่า ไม่มีใครถูกทอดทิ้งจากการทำงานของรัฐบาล ทุกคนจะมีที่ยืน ทุกคนจะมีสิทธิ ทุกคนจะมีเสียง

การแถลงนโยบายท่ามกลางความขัดแย้ง เราได้เลือกและตัดสินใจว่า เราจะไม่ดึงดัน แล้วทำให้เกิดเหตุการณ์ของการปะทะกันอีก ซึ่งผมคิดว่าทำให้เราเริ่มต้นทำงานได้ แม้ว่าหลายคนอาจจะตำหนิหรือบางคนบอกว่ารัฐบาลอาจจะเสียหน้า แต่ผมมองว่ามันคุ้มกับการที่เราหลีกเลี่ยงภาพของความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในหมู่คนไทยด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย และผมได้มุ่งทันทีว่านอกจากการที่ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมต้องทำหน้าที่ในฐานะประธานอาเซียนด้วย ผมต้องการยืนยันจากสภาวะที่ประเทศสมาชิกเริ่มตั้งคำถามว่า เรายังทำหน้าที่ประธานหรืออย่างน้อยทำหน้าที่เจ้าภาพของการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนได้หรือไม่

วันนี้อยากจะเรียนยืนยันว่าเราได้เร่งเดินหน้าทำงาน จนเป็นที่ชัดเจนว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 1 มีนาคม ที่ชะอำและหัวหิน โดยทั้ง 10 ประเทศผู้นำยืนยันที่จะเข้าร่วม ผมคิดว่าอันนี้เป็นก้าวสำคัญที่เป็นการยืนยันความเชื่อมั่นที่บรรดาชาวโลก และนานาชาติพึงจะมีในเรื่องของความเชื่อมั่นต่อการที่เรากลับเข้าไปสู่ภาวะปกติ และหวังว่าการจัดการประชุมอาเซียน ซึ่งจะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์นั้น จะเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับประเทศไทยในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนานาชาติ แต่ว่าแน่นอนครับเหตุการณ์ยังไม่เรียบร้อยทั้งหมด ยังมีคนที่ปาไข่อยู่ ผมก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่แนวทางเรียนอย่างชัดเจนว่าการชุมนุมทางการเมืองทำได้ การชุมชนทางการเมืองแล้ว บางทีอาจจะผิดกฎ จุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไปกีดขวางทางจรจาชั่วคราว หรือว่าใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต อันนี้ยอมรับกันได้ แต่บอกกับเจ้าหน้าที่ชัดเจนว่าการทำร้ายร่างกายหรือการทำลายทรัพย์สิน ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิถีทางการเมืองที่เราพึงจะสนับสนุน และต้องยืนยันว่าเราจะกลับเข้าสู่ภาวะที่กฎหมายเป็นกฎหมาย บังคับใช้อย่างเสมอภาค บังคับใช้แล้วศักดิ์สิทธิ์ อันนี้คือแนวทางที่ให้กับทางเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นการปูทางในแง่ของการสร้างสภาวะทางการเมือง ที่เอื้อต่อการที่เราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หลายเรื่องต้องคิดหนัก ผมนั่งอยู่กับท่านประธานสภาหอการค้า ซึ่งกรุณาให้ความเข้าใจผมมาก ว่าในขั้นตอนต่าง ๆ ในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาล มันทำทุกสิ่งที่อย่างตามใจชอบไม่ได้ แต่ว่าผมคำนึงถึงว่าวันนั้นสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนคือเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งวันนี้ได้มาแล้วระดับหนึ่ง และได้เติมจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างจากนี้ไป ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นพอพูดถึงเรื่องการทำงานทางด้านเศรษฐกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมรีบทำทันทีคือ ต้องการเห็นความเป็นเอกภาพในวิธีการการทำงานของรัฐบาล ปีที่แล้วท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ สิ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมยอมรับไม่ได้เลยก็คือเวลาภาครัฐด้วยกันเอง สร้างความสับสนหรือความขัดแย้ง เพราะฉะนั้น เปิดทำการวันแรก ผมพาคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปพบกับธนาคารแห่งประเทศไทย และพูดกันชัดเจนว่าเราเคารพความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง แต่เราต้องมาปรับความเข้าใจให้ตรงกันว่า เรามองปัญหาเศรษฐกิจว่าอย่างไร เราจะได้ช่วยกันทำงาน ผมคิดว่า 2 สัปดาห์ที่เราเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน น่าจะทำให้ท่านได้มองเห็นด้วยความมั่นใจว่าวันนี้การประสานงานกันระหว่างนโยบายการเงินกับการคลัง การประสานงานกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่นอย่างมาก และผมต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานในลักษณะนี้ เพื่อที่จะเอื้อต่อความเชื่อมั่น และการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการผลักดันแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมคงต้องพูดซ้ำกับท่านรัฐมนตรีที่ได้มาพูดก่อนหน้านี้อยู่บ้าง คือที่จริงแล้วปัญหาไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลยครับเที่ยวนี้ ทุกอย่างมาจากปัญหาเรื่องกำลังซื้อของคนทั้งในและต่างประเทศตกลงไป ซึ่งถ้าเราปล่อยเฉยวางเฉย นั่นหมายความว่าธุรกิจมีปัญหา ธุรกิจเลิกจ้าง เมื่อเลิกจ้างมีคนว่างงาน กำลังซื้อตกลงไปอีก เศรษฐกิจก็จะถดถอยมากขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีการโต้แย้งหรือถกเถียงกันเลยว่า แนวทางสำคัญที่สุดคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทำในส่วนของท่าน ลดดอกเบี้ย ที่จริงก่อนหน้าเราเข้ามา 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวานนี้อีก .75 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน รัฐบาลก็ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเด็นก็มีอยู่เพียงว่ารัฐบาลทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่เป็นข้อจำกัดมีอยู่ในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ เช่น เงินที่เราจะใช้ในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ถูกจำกัดโดยเพดานในเรื่องของการที่อนุญาตให้เรากู้ยืมได้ หรือขาดดุลได้เพียงร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด ถ้าตีตัวเลขรวม ๆ ก็ประมาณ 450,000 ล้าน เอาตัวเลขให้กลมที่สุด รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลไปแล้ว 250,000 ล้าน แล้วคาดว่าเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าอีกประมาณ 100,000 เพราะฉะนั้น จริง ๆ ก็คือเรามีช่องที่จะจัดงบฯ เพิ่มได้เพียงประมาณ 100,000 ล้าน นั่นเอง เราก็ใช้เต็มที่ แต่ไม่เกินนั้น นี่ก็เป็นสมการง่าย ๆ ที่เราคิดออกมา

ถ้าเราจะใช้นโยบายที่ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ แต่เป็นการอัดเงินจากธนาคารของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ โดยรัฐบาลเข้าไปค้ำประกัน ตรงนี้ก็มีกฎหมายจำกัดอยู่อีกว่า สิ่งเหล่านี้นับเป็นหนี้สาธารณะด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะจะต้องไม่เกินเท่าไร ก็คำนวณตัวเลขออกมา เหลืออยู่ประมาณ 80,000 ล้าน แต่เรารู้ว่ามีรัฐวิสาหกิจที่จำเป็นต้องมาขอความสนับสนุนจากรัฐบาลอยู่ ก็อาจจะกินเข้าไปถึง 50,000 หรือประมาณนั้น เพราะฉะนั้น ช่องว่างที่เรามีอยู่ก็เหลืออยู่เพียงประมาณ 30,000 ล้าน เอาตัวเลขกลม ๆ ก่อน อย่างนี้เป็นต้น

หลุดออกจากนั้นก็เหลือเพียงแค่ว่า เรามีเงินค้างอยู่ที่ไหนที่จะเร่งรัดออกมา แล้วก็มีช่องทางเดียวคือการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดให้เห็นภาพรวมเป็นระบบอย่างนี้ ก็ชัดครับว่าสิ่งเดียวที่รัฐบาลทำได้คือเรียกความเชื่อมั่น แล้วก็เร่งหามาตรการโดยการทุ่มทรัพยากรของรัฐในกรอบตรงนี้ให้ดีที่สุด บวกกับการคิดถึงมาตรการอื่นที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ นี่คือสมการที่เราต้องแก้ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โจทย์ของเราก็คือต้องผูกพันกับการประเมินภาวะเศรษฐกิจของรัฐบาลเอง ทีมเศรษฐกิจมองตรงกันว่าสถานการณ์ที่จะดูหนักหนาสาหัสที่สุด น่าจะเป็นครึ่งปีแรกของปีนี้ ส่วนไตรมาสที่ 3 ที่ 4 เป็นต้นไป จะเริ่มมีความไม่แน่นอน และเริ่มมีความหลากหลายในแง่ของการคาดการณ์ บางคนอาจจะมองว่ายังอาจจะทรุดลงอีก แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อว่า มีความเป็นไปได้มากว่าเศรษฐกิจโลก และรวมถึงเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในภาวะที่จะกระเตื้องขึ้นได้ในไตรมาสที่ 3 หรือไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป

เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ รัฐบาลก็มองว่าสิ่งที่เรามีอยู่ในมือที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เราต้องทำให้เกิดให้เห็นผลในไตรมาสที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นหลัก ถ้าเอาทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไปทุ่ม แต่ปรากฏว่าผลของการทุ่มทรัพยากรตรงนั้นไป จะไปเกิดผลไตรมาสที่ 4 หรือปีหน้า ไม่มีประโยชน์ครับในภาวะปัจจุบัน พอเป็นอย่างนี้แล้วท่านก็จะเข้าใจมาตรการหรือกรอบของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เราได้ประกาศออกไป เราไล่ไปทีละกลุ่ม ๆ ว่าจะช่วยคนของเราอย่างไร กลุ่มเกษตรกรเขาต้องการอะไร 1. ราคาพืชผล บังเอิญรัฐบาลที่แล้วเริ่มต้นโครงการแทรกแซงไว้แล้ว ดีไม่ดีผิดถูก ผมไม่มาพูดในที่นี้ เอาเป็นว่ามันเป็นข้อผูกมัดที่เราต้องทำต่อ ไม่อย่างนั้นเกิดปัญหาแน่ เขามีโครงการสำหรับข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เตรียมเงินไว้ 110,000 ล้าน เราก็มาดูทันทีพบว่าไม่พอ ไม่พอ หนึ่ง ก็คือว่าในบางโครงการ เช่น ข้าวโพดและอาจจะมีมันสำปะหลัง น่าจะต้องการเงินเพิ่ม กับ สอง ยังมีพืชผลบางตัวเช่น ปาล์ม และยาง ที่ยังไม่ได้เตรียมเงินไว้เลย เราก็มาขยายวงเงินตรงนี้ ตามกรอบที่เหลืออยู่ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ที่ผมตีตัวเลขกลม ๆ ไว้เมื่อสักครู่ว่าอาจจะเป็น 30,000 ล้าน แล้วเราก็เร่งในเรื่องของการบริหารจัดการ ข้าวโพดเป็นรูปธรรมที่ดีที่สุด ตอนเราเข้ามา จำนำไปเกินโควตาแล้ว เดินขบวนกันอยู่ ปิดถนนกันอยู่ เราก็ต้องประชุม ครม. นัดพิเศษเลย แถลงนโยบายเสร็จ ขอประชุมนัดพิเศษ เพื่อคลายปมตรงนั้นให้ได้ และขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้การแทรกแซงทุจริตกันไม่จบไม่สิ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) ของผมก็ยังสวมวิญญาณรัฐมนตรีเงาไปจับการทุจริตเรียบร้อยแล้ว

นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าเราเดินหน้าทำทันที เต็มที่ สำหรับเรื่องของพืชผล และเราก็มาเติมสำหรับเศรษฐกิจชนบทด้วยโครงการกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง หมุนเอาเงินซึ่งรัฐบาลก่อนจัดไว้ จะเป็นเรื่องของที่เรียกว่า SML หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อเอาเงินตรงนั้นมาใช้จ่ายต่อเนื่องทันที และเติมเงินเข้าไปในหมู่บ้านต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ดูแลว่าการใช้เงินตรงนี้ ไม่ใช่ใช้ในลักษณะที่สุรุ่ยสุร่าย จึงได้เอาความคิดเรื่องของการเอาแนวพระราชดำริเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงมากำกับเอาไว้ และท่านรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งก็มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านที่จะดูแลว่า มันเป็นไปตามแนวทางนี้ จริง ๆ นี่คือการดูแลเศรษฐกิจในชนบท แน่นอนครับ เราก็มีบางโครงการในแผนกระตุ้นหรืองบประมาณกลางปี ที่จะไปทำเรื่องแหล่งน้ำ ที่จะไปทำเรื่องถนนไร้ฝุ่น แต่เงินค่อนข้างน้อย แล้วก็มีหลายคนถามว่าทำไมไม่ทำเรื่องพวกนี้เยอะ ๆ คล้าย ๆ ว่าใช้เงินไปแล้วจะได้จับต้องได้ว่ามีอะไรขึ้นมา คำตอบง่าย ๆ เลยครับ ถ้าเราเลือกทุ่มทำสิ่งเหล่านั้น กว่าโครงการเหล่านั้น งบประมาณจะผ่าน จะผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ประมูล กว่าจะมีการจ่ายเงิน กว่าจะจัดซื้อจัดจ้างได้จริง ผมรับรองได้ครับไม่ทันสถานการณ์หรอกครับ เลยจุดไปแล้วที่จะเอาเงินไปใช้ตรงนั้น อันนี้คือเหตุผลง่าย ๆ ครับ

พอเราดูเรื่องของภาคชนบท ภาคเกษตร เสร็จ เราก็หันกลับมาดูในส่วนของคนในเมือง คนในเมืองที่เราจะต้องดูแลมากที่สุดคือ คนที่มีความเสี่ยงต่อการที่จะตกงาน และคนที่ปัจจุบันตกงานอยู่ รวมไปถึงบัณฑิตที่กำลังจะจบออกมาใหม่ แล้วก็จะหางานทำได้ยาก เราก็มีโครงการพิเศษขึ้นมา เงินประมาณ 7,000 ล้าน ที่จะทำในเรื่องของการดูแลปัญหานี้ พอดีวันนี้เห็นหลายท่านมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เราดูแลคนกลุ่มนี้หรือเปล่า เราดูแลครับ โดยโครงการนี้ แต่วิธีที่เราทำตรงนี้ หลายคนอาจจะไปเข้าใจติดอยู่กับภาพโครงการฝึกอบรมของราชการ ที่ดูแลมันไม่ค่อยมาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเท่าไร ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ครับ ไม่ได้ทำอย่างนั้น เราทำเรื่องนี้เป็นเขาชอบเรียกว่า วาระแห่งชาติ เราจึงดึงเรื่องนี้มาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ว่ามาร่วมให้คนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ แต่เปิดโอกาสให้ทุกกระทรวงมาทำเรื่องของการฝึกอบรม และการให้โอกาสการมีงานทำ ที่เป็นไปตามความต้องการและสภาพความเป็นจริง

เช่น ในส่วนภาคอุตสาหกรรม เงินส่วนหนึ่งตรงนี้จะเอาไปใช้ในการช่วยดูแลในเรื่องการฝึกอบรม เพื่อจูงใจไม่ให้มีการจ้างงาน ในส่วนของบางกระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการเขาก็จะมาดูแลว่า บัณฑิตจบใหม่ไม่มีงานทำ มาฝึกทักษะบางอย่าง เอาไปทำงานธุรการในโรงเรียน แล้วก็คืนครูให้นักเรียน ให้ครูไปมีเวลากับการสอนหนังสือ เพราะทุกวันนี้ครูบ่นว่าเวลามาเสียอยู่กับเรื่องของงานธุรการ งานบริหาร มีโครงการสารพัดโครงการ ความคิดดี ๆ มากมาย ทั้งที่ภาควิชาการเสนอมา จะเข้ามาอยู่ในกรอบของเรื่องของการดูแลในเรื่องของการว่างงานตรงนี้ นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

คนที่มีงานทำอยู่แล้ว มีรายได้ประจำ ที่จริงคนเหล่านี้ก็มีข่าวคราวมาตลอดว่าจะได้รับการดูแล หลายท่านคงนึกออกว่าสมัยรัฐบาลที่แล้ว คิดจะจัดทำงบฯ กลางปี เขาก็พูดถึงว่าจะขึ้นเงินเดือนข้าราชการดีไหม แล้วภาควิชาการก็เสนอมาว่าเราควรจะไปจ่ายเงินสมทบเข้าประกันสังคมแทนลูกจ้าง แต่ว่าทีมของผมมานั่งดูกันแล้วบอกว่า อันดับแรกเราอยากจะช่วยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยจริง ๆ เอาเกณฑ์เรื่องของรายได้ประจำ เงินเดือนต่ำกว่าเท่าไร มาจับจริง ๆ แล้วมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ กับเรามาพบความจริงว่าในหลายประเทศที่ทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าไปยกเว้นภาระ หรือค่อย ๆ จ่ายเงินออกไป เขาพบว่าเอาเข้าจริง ๆ เงินเหล่านั้นพอเข้ากระเป๋าคนก็ยังไม่ค่อยนำไปสู่การใช้จ่าย แต่ว่าถ้าให้เงิน พูดง่าย ๆ เป็นเหมือนกับเงินสดใส่มือ เป็นก้อนเร็ว เขาพบว่าอันนี้มีผลอย่างมากในการทำให้เกิดการใช้จ่ายการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจต่อไป นี่คือที่มาของมาตรฐานที่ตอนนี้เรียกกันว่า 2,000 บาท ถ้าคำนวณเป็นเงินบางทีก็ไม่ได้ต่างจากมาตรฐานที่หลายท่านเคยรู้จัก หรือแม้กระทั่งที่เสนอมา

อย่างคนที่เสนอว่าให้เราสมทบเงินเข้าประกันสังคมแทนลูกจ้าง ถ้าเราดูเงิน คนที่มีเงินเดือนต่ำที่เราอยากจะช่วยประมาณต่ำกว่า 15,000 บาท ลงมา เขาส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม เดือนหนึ่งประมาณ 300 บาท 6 เดือนคูณเข้าไป 1,800 บาท เราไปทำโดยวิธีนั้น เว้นให้เขาทีละ 300 บาท ไม่มีผลครับ แต่เราใส่ให้เขา 2,000 บาท ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะทำให้เขาเร่งใช้จ่าย หรือรักษาระดับการใช้จ่าย เพื่อให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 เดินได้

จากนั้นเราก็ไปดูเรื่องคนกลุ่มอื่น ๆ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เราลดค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และอาจจะมีการปรับปรุงรายละเอียดบางประการ และที่สำคัญที่สุดคือ เราก็เดินหน้าเรื่องของการเรียนฟรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำมานานแล้ว และจะเป็นตัวที่ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองได้อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนพฤษภาคม ทั้งหมดนี้ท่านจะเห็นชัดเจนว่ามันมีเหตุผลในตัวของมัน เราเอาเงินที่รัฐบาลพอที่จะอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ อัดฉีดเข้าไปทันทีเต็มที่ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำได้

ส่วนเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากการผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือพืชผลแล้ว วันนี้ผมก็ประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) เรียบร้อย มีเงินค้างอยู่ในจะเรียกว่าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่เชิง เป็นเงินที่เขามีสิทธิจะใช้อยู่ 104,000 ล้านบาท ค้างอยู่เพียงเพราะว่าคณะกรรมการฯ ชุดนี้ประชุมไม่ได้เพราะปัญหาทางการเมือง วันนี้ก็ประชุมเรียบร้อย อนุมัติไป 104,000 ล้าน ก็จะเริ่มออกมาทันที

ตรงนี้ทั้งหมดคือแนวที่เราทำ มีบางฝ่ายเป็นห่วงว่าเราช่วยภาคธุรกิจหรือยัง ผมก็บอกว่าถ้าเราจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพราะภาคธุรกิจ ผมเชื่อว่ายังไงฝนก็ตกไม่ทั่วฟ้า และการบริหารจัดการก็จะมีปัญหาอีก เดี๋ยวก็จะมีปัญหาเรื่องการเลือกที่รักมักที่ชัง แต่จริง ๆ มาตรการทั้งหมดนี้คือการช่วยธุรกิจ เพราะทำให้ธุรกิจยังคงมีลูกค้าต่อไป ยังสามารถขายของได้ เพื่อที่จะรักษาระดับการจ้างงาน และรักษาระดับของการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ

ส่วนทางด้านการเงินที่ทุกคน ที่ทุกคนกลัวกันอยู่ในเรื่องของใช้คำว่า สภาพคล่อง ก็ต้องพูดกันตามความเป็นจริงวันนี้ 1. ปริมาณเงินในระบบไม่ได้ขาด หมุนเวียนอยู่ คืออยู่ในระบบของการเงินแน่นอน 2. ดอกเบี้ยพื้นฐานโดยเฉพาะเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว ก็ถือว่าต่ำมาก ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้ ปัญหาอยู่ที่ว่าธนาคารจะปล่อยสินเชื่อหรือไม่ ซึ่งอัดฉีดเงินเพิ่มเข้าไปหรือจะลดดอกเบี้ยไปมากกว่านี้ อาจจะไม่มีผลอะไร ทั้งหมดอยู่ที่เรื่องการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินเอง และทัศนคติว่าพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะให้สินเชื่อ เพราะฉะนั้นวิธีแก้จะไปอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่ดีมากขึ้น กระทรวงการคลังจึงรับไปในเรื่องของการที่จะไปทำนโยบายค้ำประกันสินเชื่อ ทั้งในส่วนของผู้ส่งออก ทั้งในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม เป็นการดูแลแก้ไขไป

ผมขอเรียนอีกสั้น ๆ ในส่วนของการดูแลภาคธุรกิจที่เป็นเฉพาะคือเราพยายามดูแลให้ทั่วถึง กระทรวงการคลังก็กำลังเร่งไปดูกรณีของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะใช้วิธีการในเรื่องของแรงจูงใจหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี กับอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของการท่องเที่ยว ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในส่วนของการท่องเที่ยวพูดกันมากว่าหลังเหตุการณ์สนามบินแล้ว ฟื้นหรือไม่อย่างไร มีตัวเลขน่าสนใจครับ ผมไล่ดูเลยเอาตัวเลขนักเดินทางที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อต้นเดือนธันวาคมมาไล่ดู พบว่าครึ่งเดือนแรกของเดือนธันวาคม จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามา เทียบกับภาวะปกติอยู่ประมาณแค่ครึ่งเดียวอย่างเก่ง แต่ว่าพอครึ่งเดือนหลังของเดือนธันวาคม ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงช่วงปีใหม่พบว่าบางวันตัวเลขของผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามามากกว่าปีก่อน เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ตรงนั้น ผลกระทบตรงนั้นในแง่หนึ่งเริ่มมองเห็นแล้วว่า มันผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผมไม่ประมาท ได้มอบกระทรวงคมนาคมไปดูแล้วว่ามาตรการในการรักษาพื้นที่สนามบิน ต้องมีออกมาเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือว่าพอช่วงปีใหม่กลับเข้ามาสู่ภาวะปกติหรือเริ่มจะดีขึ้น พอเข้ามาสู่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนนี้ จนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนจะตกลงมา และทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ของสภาวะปกติ นั่นหมายความว่าปัญหาที่เราจะเผชิญต่อไป เป็นปัญหาจากกำลังซื้อนอกประเทศ

ซึ่งขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้าคือแผนในเรื่องของการท่องเที่ยวทั้งหมด จะมีเรื่องของการยกเว้นค่าธรรมเนียมในเรื่องของวีซ่า ช่วงเวลาอาจจะสัก 3 เดือนเพื่อกระตุ้นให้มีการเดินทางเข้ามา ผมส่งรัฐมนตรีวีระชัย (นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ไปเจรจากับจีนวันนี้ ทั้งเรื่องยางพารา เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งก่อนหน้านี้ประสานงานไป ทำให้เขาเรื่องคำเตือนที่เคยเตือนว่าไม่ให้คนมาเมืองไทย บัดนี้เขาก็ยกเลิกคำเตือนอันนั้นแล้ว และเราก็จะมีมาตรการเสริมในเรื่องของการจูงใจ เรื่องของการประชุมสัมมนา เรื่องของการที่จะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยว คือไทยเที่ยวไทยด้วยกันเองต่อไป

ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าทำให้เราได้ใช้กำลังเต็มที่ในการที่จะดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วง 2 ไตรมาสต่อไป แต่เราไม่ประมาท ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ต้องไปเตรียมมาตรการชุดที่ 2 แล้ว เผื่อเอาไว้ครับ เผื่อว่าเกิดเหตุการณ์ภายนอกหรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เศรษฐกิจพอเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ยังอาการไม่ดี ให้เตรียมไปดูแล้วคือเตรียมทั้งในเรื่องของงบประมาณประจำปี 2553 ซึ่งต้องเริ่มต้นทำ และช่องทางที่เหลืออยู่และยังไม่ได้ใช้คือการกู้เงินจากต่างประเทศ เรารู้ว่าใช้เวลาพอสมควรในการที่จะเอาเงินกู้ต่างประเทศมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่าสภาวะการเมืองที่เราทำให้มีเสถียรภาพ บวกกับมาตรการเศรษฐกิจที่ใช้เหตุใช้ผลอย่างนี้ คือเข็มทิศที่จะนำทางในการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเราได้รับการประคับประคองในช่วงที่เราคิดว่าจะเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด

แต่มาตรการทั้งหมด ท่านจะสังเกตอย่างหนึ่งว่า เป็นมาตรการที่เราไม่ได้บอกว่าจะต้องทำอย่างนี้ตลอดไป ไม่ใช่ มาตรการอย่างเช่นเรื่อง 2,000 บาท มาตรการอย่างเช่นการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในบางเรื่อง ไม่ใช่มาตรการถาวร เรารู้ว่าพอไปข้างหน้า ระยะกลาง ระยะยาว เราจำเป็นต้องทำอย่างอื่น ในแง่ของการปรับโครงสร้าง ในแง่ของการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีทั้งเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในเรื่องของการยกระดับทักษะคนของเรา รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการทำธุรกิจ ทั้งในหมู่คนไทยด้วยกัน และเพื่อดึงดูดชาวต่างประเทศ

ผมเรียนว่าหลายคนชอบถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ค่อยพูดถึงเรื่องโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจ็กต์ ที่จริงไม่ได้พูด ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ทำนะครับ ผมนึกถึงโครงการว่ามีอะไรบ้างที่เราไม่เดินต่อ ผมนึกได้โครงการเดียว คือโครงการที่ตอนนั้นท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช คิดจะทำอุโมงค์เอาน้ำจากลาวเข้ามา โครงการเดียวครับที่จะไม่ทำต่อ เพราะเห็นว่าเงินที่จะทำโครงการนั้น ถ้าเอามาใช้ทำแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก น่าจะกระจายน้ำให้คนในอีสานได้มากกว่าโครงการนั้นครับ แต่รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า การลงทุนในแหล่งน้ำ ในภาพรวม และโครงการอื่น ๆ เดินต่อไป แต่เราอยู่กับความเป็นจริงว่ามาตรการเหล่านี้ เราหวังให้มากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ได้ แม้แต่รถไฟฟ้าซึ่งทำกันมาต่อเนื่องหลายขั้นตอน เราเอาตัวเลขล่าสุดมาดู เงินที่จะเริ่มออกจริง ๆ จะเป็นไตรมาส 3 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่าต้องไม่สะดุดในขั้นตอนอื่น ๆ

เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ความมั่นใจว่า การคิดกรอบของการทำงานในขณะนี้ เราพยายามตอบโจทย์ให้ตรงจุดที่สุด แล้วการคิดต่อในวันข้างหน้าในเรื่องของโครงสร้าง ผมคงไม่ใช้เวลาในวันนี้ เพราะจะมีอีกหลายโอกาสที่จะได้อธิบาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงานกับชุมชน ที่จะส่งเสริมให้มีกองทุน สวัสดิการชุมชน มีการออม มีการดูแลกันเอง เพื่อลดภาระของรัฐบาลในเรื่องของการสงเคราะห์ เรื่องเหล่านี้จะปรากฏเห็นชัดเจนขึ้นตั้งแต่งบประมาณปี 2553 เป็นต้นไป คือตุลาคมในปีนี้

ผมเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายว่า สิ่งเหล่านี้เราจะเดินหน้าอธิบายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ร่วมกัน เพื่อทำงานให้เป็นเอกภาพ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันผมจะใช้ทุกโอกาสในการที่จะอธิบายกับเพื่อน ๆ ของเราในต่างประเทศ เมื่อวานนี้ผมใช้เวลาครึ่งวันพบกับเอกอัครราชทูตของทุกประเทศที่อยู่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้พบกับเขาเป็นกลุ่มหนเดียว คือทั้งหมดหนเดียว แต่แบ่งกลุ่มเลยว่าคุยกับอาเซียนวงหนึ่ง คุยกับยุโรปวงหนึ่ง คุยกับอเมริกาวงหนึ่ง เพื่อที่จะตอบข้อซักถามที่เขายังข้องใจและอธิบาย เมื่อคืนก็ไปพบกับสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และที่ผ่านมาก็ใช้สื่อต่างประเทศมากพอสมควรในการอธิบาย ปลายเดือนนี้ผมจะไปที่เมืองดาวอส ที่ World Economic Forum ไปพูด 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย อีกครั้งหนึ่งในฐานะประธานอาเซียน แล้วก็คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกับผู้นำของหลายประเทศซึ่งจะไปร่วมประชุมอยู่พร้อมๆ กัน และในเดือนกุมภาพันธ์ก็ได้เตรียมที่จะไปญี่ปุ่น เพื่อพบปะกับนักลงทุน เดือนมีนาคมหรือเมษายนจะเดินทางไปจีน เพื่อที่จะพบปะกับทางรัฐบาลและนักธุรกิจของจีนเช่นเดียวกัน

ทั้งหลายเหล่านี้ครับคือแนวทางของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมทราบดีว่า ไม่ง่าย ที่พูดมาทั้งหมดนี่หลายคนบอกว่าขอให้รักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือการส่งออกให้อยู่ในแดนบวก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ช่วยให้เราผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปแล้ว ผมมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถทำอย่างนั้น แล้วถ้าเราทำงานเหมือนกับที่ทำมาในช่วง 10 วันทำการ ยังไม่ถึง 10 วันทำการ ตั้งแต่แถลงนโยบาย ถ้าเรารักษาระดับของการทำงานอย่างรวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีเอกภาพ ผมมั่นใจว่าเราจะต่อยอด มาตรการชุดแรกชุดนี้ แล้วก็สามารถดูแลปัญหาระยะกลาง ระยะยาวได้

สุดท้ายคือว่าความห่วงใยอย่างมากในวันที่เราตั้งรัฐบาลคือ ทุกคนก็บอกว่าเป็นรัฐบาลผสม กลัวว่าจะมีปัญหาในการทำงาน และทุกวันจะมีผู้สื่อข่าวที่ถามว่ามีปัญหากับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้หรือไม่ ผมบอกได้เลยว่า 10 วันที่เราทำงานมา ผมใช้แนวทางที่ให้ทุกคนมารับผิดชอบร่วมกัน และไม่ปล่อยให้เกิดสภาวะเหมือนกับที่หลายครั้งเกิดขึ้นคือว่าแต่ละคนต่างคนต่างคิด แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ แล้วถึงเวลาเลยไม่สามารถจับมาตรการต่าง ๆ ให้มาชนกันให้ลงตัวเป็นเอกภาพได้ ครั้งนี้เราไม่ได้ทำอย่างนั้น เราจะมีการประชุม ครม. เศรษฐกิจทุกสัปดาห์ ยกเว้นในบางสัปดาห์ที่เราจะเปลี่ยนเป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เราจะเริ่มต้นในวันพุธหน้านี้ ที่จะเชิญภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย แล้วได้รับความร่วมมืออย่างดีจากพรรคร่วมรัฐบาล พอใจ ไม่มีใครพอใจล่ะครับ หลายคนก็อยากจะได้งบประมาณไปทำงานในกระทรวงของตัวเองมากกว่านี้ แต่เราใช้เวลานี้ในการมาทำความเข้าใจกัน และรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอบคุณว่าไม่ได้เกิดปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมยืนยันว่าเราจะเดินหน้าทุ่มเททำงาน เพื่อให้ประเทศของเราได้ฟันฝ่าวิกฤตตรงนี้ไปให้ได้

ผมเป็นคนที่โอ่อวด แล้วก็ไม่เคยที่จะพูดอะไรที่เกินจริง ผมไม่กล้ามาฟันครับว่าปีนี้เศรษฐกิจจะต้องโตเท่าไร ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมและรัฐบาลจะทุ่มเทกำลังที่เรามีมากที่สุด เพื่อที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจดี และประชาชนสามารถที่จะมีคุณภาพชีวิตและระดับรายได้ที่เหมาะสม และความทุ่มเทความซื่อสัตย์ ความตั้งใจบวกกับความรู้ ความสามารถที่พวกเรามี ผมยืนยันว่าทำงานให้กับทุกท่านเต็มร้อย และที่สุดไม่มีอะไรล่ะครับที่เป็นหลักประกันนอกจากความรับผิดชอบของตัวผม ผมพูดมาตั้งแต่วันที่ได้รับโอกาสจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บอกคนเป็นนักการเมือง ถ้าเลือกจะเอามาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ผมว่าคงไม่มีใครหรอกครับเลือกจะมาเป็นในขณะนี้ ในภาวการณ์แบบนี้ แต่ว่าผมเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น รัฐบาลชุดก่อน ๆ 2 ชุดไม่สามารถบริหารจัดการให้เรียบร้อยได้ ก็เป็นความรับผิดชอบของผม และก็อายุ 44 ปีนะครับ ที่จริงมีเวลาที่จะรอให้สถานการณ์ดีกว่านี้ แต่ว่าอันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราพึงจะเลือก เมื่อเป็นความรับผิดชอบก็เดินหน้า และชีวิตการเมืองผมคือสิ่งที่จะต้องพิพากษาโดยการทำงานว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก แต่ผมและรัฐบาลพร้อมแล้ว และจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ และจะขอความสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกท่านต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก