![]() |
คำกล่าวบรรยายพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในงานราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ "นโยบายและการผลักดันปฏิรูปสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์"
ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน
วันอังคารที่ 13 มกราคม 2552 เวลา 13.40 น.
ผู้บริหารและพี่น้องสื่อมวลชน
ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติและพี่น้องประชาชนที่เคารพก่อนอื่นต้องขออภัยที่การพบปะกันในวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการหลายครั้ง ความตั้งใจของผมคือว่าโดยธรรมเนียมนายกรัฐมนตรีมักจะไปพบกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศทุกครั้ง ซึ่งตามกำหนดการผมจะเดินทางไปพบกับสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในวันที่ 14 มกราคม ก็มาคิดว่าแล้วสื่อไทยเราไม่พบเป็นเรื่องเป็นราวบ้างเหรอ เลยขอให้ท่านรัฐมนตรี และปรึกษาหลาย ๆ ท่านลองหารือดูสิว่าจะพบกับทางสื่อไทยก่อนได้หรือไม่อย่างไร เลยกำหนดเป็นวันที่ 13 มกราคมคือวันนี้ เดิมทีจะพบกันช่วงค่ำ แต่เนื่องจากว่าหลังจากที่ได้นัดหมายกันแล้ว ได้ทราบว่าเราในที่นี้คือรัฐบาลไทยได้เชิญท่านประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต มาเยือนอย่างเป็นทางการไว้ก่อนหน้า ซึ่งหลังจากที่ผมแถลงนโยบายถึงจะได้ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร ฉะนั้นเราก็ยืนยันการรับท่านประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ชั่วโมงจากนี้ไปผมจะต้องนำท่านเพื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นประเด็นที่ผมขอให้เลื่อนมาเป็นช่วงกลางวัน ก็ตั้งใจว่าอาจจะได้ทานข้าวสักตอนเที่ยง ก็ปรากฏว่าวันนี้งบประมาณกลางปีเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งเสร็จตอนประมาณสักบ่ายโมงกว่า ๆ เลยทำให้ต้องขยับมาอยู่ในช่วงเวลานี้
ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ผมเข้าใจว่าหัวข้อที่ตั้งไว้คือเรื่องของการปฏิรูปสื่อ เป็นสิ่งที่ท่านที่อยู่ในที่นี้คงอยากจะรู้มากที่สุด และผมมองไปรอบ ๆ ห้องจะเห็นหลายท่านซึ่งมีความพยายามที่จะผลักดันการปฏิรูปสื่อในประเทศไทยมาหลายครั้ง และอีกหลาย ๆ ท่านก็เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่มีความอาวุโส มีประสบการณ์ แล้วมีการถ่ายทอดมาเป็นระยะ ๆ ถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปสื่อ เวลาที่จำกัดผมจะแบ่งเวลาว่าจะใช้เวลาในการพูดถึงนโยบายของรัฐบาลและแนวคิดของผม ไม่อยากให้เกินครึ่งชั่วโมง จะได้มีเวลาแลกเปลี่ยนอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อที่จะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ผมคงจะเริ่มต้นในสิ่งซึ่งหลายท่านคิดอาจจะไม่จำเป็นคือการพูดถึงความสำคัญของสื่อ แต่ที่ผมจะเน้นคือว่าวันนี้ความสัมพันธ์ของสื่อมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 2 ประการ คือผมเชื่อว่าการที่ท่านผู้ในวิชาชีพนี้ ท่านตระหนักอยู่แล้วว่า ความสำคัญของบทบาทหรือองค์กรสื่อเป็นอย่างไรมาโดยตลอด แต่ที่ผมบอกว่าต้องเพิ่มขึ้นอีก 2 ข้อคือ ข้อแรก มองในเชิงของสภาวะแวดล้อมของโลก และสังคมที่เปลี่ยนไป ผมคิดว่าวันนี้ทุกคนยอมรับว่า โลกของเราเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารจริง ๆ ใครที่อาวุโสหน่อย ผมเชื่อเลยว่าเวลานี้นึกย้อนกลับไปหลายสิบปี มันเหมือนกับคนละโลก แม้แต่ใครที่นึกย้อนกลับไปเพียงแค่ 10-20 ปี ก็จะเห็นจุดสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของการทำงานของสื่อหรือบทบาทของสื่อที่มีต่อประชาชนอย่างไร ระยะหลังเวลาผมมีโอกาสไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการพัฒนาคน จะเป็นเรื่องการศึกษา หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ผมจะย้ำเสมอเลยว่า ผมเชื่อว่าทุกวันนี้บทบาทของสื่อในการหล่อหลอม ในการสร้างค่านิยมให้กับคน ผมเชื่อว่าแทบจะมีมากกว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง ทั้งครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน ในกลุ่มวัยรุ่น เพราะว่านี่คือโลกของคนในวัยเหล่านั้น แล้วหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ เป็นค่านิยม คงปฏิเสธได้ยากว่าเป็นอิทธิพลหรือเป็นบทบาทของสื่อ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้บทบาทของสื่อมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ
ข้อที่ 2 ต้องยอมก็คือว่า ในวันนี้ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือ ทุกคนมีความกังวลกับความขัดแย้งของสังคม และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่แรกคือ การพยายามที่จะลดความขัดแย้งทั้งหลาย และอย่างน้อยที่สุดคือนำบ้านเมืองหรือสภาวะของการเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นปกติให้มากที่สุด และเร็วที่สุด ซึ่งผมเชื่อเช่นเดียวกันว่าบทบาทของสื่อตรงนี้มีความสำคัญมาก เมื่อเป็นอย่างนี้ต้องมาดูว่าเราจะทำงานกันอย่างไร ภายใต้ความเชื่อหลักคิดพื้นฐาน ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกคนในห้องน่าจะมองตรงกันคือว่า ต้องการที่จะเห็นการทำงานของสื่อบนหลักการของประชาธิปไตยในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ และบนหลักการของความเป็นวิชาชีพ หรือความเป็นมืออาชีพในการที่จะทำหน้าที่ของท่านในการสะท้อนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ หรือเสนอความคิดเห็น หรือเสนอมุมมองต่าง ๆ ต่อประชาชนโดยรวม
ผมเรียนว่าการจะปฏิรูปหรือการจะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ คงจะต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกคือว่าเราจำเป็นจะต้องดูโครงสร้าง ดูระบบ ถ้าเราไม่สามารถที่จะแก้ไขโครงสร้าง แก้ไขระบบได้หลาย ๆ เรื่อง ผมเชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่ทำงานหรือผู้ปฏิบัติในวงการของสื่อสารมวลชนเอง จะประสบกับความยากลำบาก ในการที่จะสามารถทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมายในเรื่องของการนำเสนอความจริงสู่สังคม ไม่มากก็น้อย
คำถามคือว่าเรื่องของการปฏิรูปสื่อในเชิงโครงสร้างปัญหาอยู่ที่ไหน บังเอิญก่อนเป็นนายกฯ ไม่นาน ผมมีโอกาสได้ไปพูดพร้อม ๆ กับคุณเทพชัย หย่อง และผมว่าตอนนั้นก็มองไม่ได้ต่างกัน สิ่งที่ผมคาด การทำงานของสื่อมาทุกยุคทุกสมัย คืออำนาจรัฐกับอำนาจทุน 2 อย่างนี้ อำนาจรัฐก็หมายความว่า ความพยายามหรือความเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ายุคสมัยนี้ก็เหมือนกับเป็นสงครามของข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุมก็จะมีโอกาสในการได้รับชัยชนะในการต่อสู้ เพราะจะทำให้หลายครั้งคนที่เข้าสู่อำนาจรัฐ ก็มีความคิดว่า ใคร ๆ ก็ต้องใช้อำนาจรัฐ ในการเอาสื่อมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อันนี้คือจุดที่เป็นปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะอิทธิพลของสื่อของรัฐ
อำนาจทุน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อำนาจทุนกับอำนาจรัฐไปอยู่ในที่เดียวกันด้วย ก็ยิ่งเกิดปัญหามากขึ้น เพราะรูปแบบของการแทรกแซงที่ดูจะได้ผลมาก ดูจะแนบเนียนกว่า คือกดดันผ่านอำนาจทุน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ว่าใจเราจะคิดในเชิงอุดมการณ์อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้สื่อสารมวลชนก็คือธุรกิจ เพราะหนีความเป็นจริงตรงนี้ไม่ได้ แล้วเมื่อเป็นธุรกิจ การใช้อำนาจทุนในการเข้ามากดดัน เพราะจะกระทบกับธุรกิจ จึงเป็นช่องทางสำคัญในการที่จะเข้ามาแทรกแซง หรือบิดเบือนเรื่องของสื่อสารมวลชน เมื่อมองอย่างนี้ต้องเรียนว่า การแก้ปัญหาหรือการปฏิรูป ต้องพยายามเข้ามาดูในส่วนนี้ ซึ่งมาตรการสำคัญ ๆ หรือนโยบายสำคัญ ๆ ที่เราจะต้องมาดู คือทั้ง 2 ด้าน ทั้งในส่วนของอำนาจรัฐและอำนาจทุน
ในส่วนของอำนาจรัฐ กลุ่มแรกที่เป็นแนวทางที่เราจะต้องทำก็คือเรื่องของกฎหมาย กฎหมายบางอย่างซึ่งจะเอื้อต่อเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของสื่อมวลชน และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ คือกรณีของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ในฐานะที่เป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้เมื่อ น่าจะ 12-13 ปีมาแล้ว ก็พบความเป็นจริงว่าถึงวันนี้กฎหมายบังคับใช้มา 10 กว่าปี ก็ยังไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ในวันที่เราเสนอ เราพบความเป็นจริงว่าการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ยังเป็นเรื่องที่มีปัญหามาก และพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าอยู่ในฝ่ายตรวจสอบมาถึง 7-8 ปี บอกได้เลยว่าท่านใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อเอาข้อมูล ไม่มีทางตรวจสอบท่าน ชัดเจนมาก ที่สุดท่านจะเห็นนะครับฝ่ายค้านทำงาน ก็จะต้องอาศัยวิธีการแนวทางอื่น ๆ ที่จะได้ข้อมูล ยังไม่เคยเห็นชุดไหนสามารถที่จะไปยื่นใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ แล้วตรวจสอบได้อย่างจริงจัง
อันนี้เป็นประเด็นที่เราต้องมาแก้ไขปรับปรุง ส่วนหนึ่งเพราะว่า จริง ๆ กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ บังเอิญล้ำหน้ารัฐธรรมนูญปี 2540 คือทำไว้ก่อน ในวันที่รัฐธรรมนูญปี 2540 มาพูดถึงเรื่องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ในแง่หนึ่งจึงพบว่า ผมเชื่อว่าถ้ากฎหมายนี้เกิดทีหลัง หลายสิ่งหลายอย่างจะได้เขียนอย่างนี้ ทั้งในตัวองค์กร การทำงานของกรรมการ กระบวนการในการที่จะอุทธรณ์หรือร้องเรียนในการได้ข้อมูลข่าวสาร ผมว่าอันนี้เป็นพื้นฐาน เพราะว่าถ้าเราเริ่มต้นจากการที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นสิทธิของประชาชนที่จะรับรู้ เป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นสิทธิของเราที่จะได้รับรู้ ยกเว้นข้อมูลที่มีเหตุผลเฉพาะตามกฎหมาย และต้องปฏิบัติอย่างนี้ได้จริง ผมว่านั่นคือการปูทางที่ดีสำหรับการมีสื่อที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ ดีกว่าต้องมาตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์บนการคาดการณ์เอาว่า ข้อมูลจริง ๆ เป็นอย่างไร และคนที่ไม่ให้ข้อมูลเองก็คือภาครัฐ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นตัวอย่างของกฎหมายที่ต้องทำ
แต่กฎหมายที่ผมคิดว่าเป็นนโยบายสำคัญที่เราจะต้องผลักดัน จะเป็นเรื่องที่ผมมองในแง่ของโครงสร้างส่วนเฉพาะคนทำงาน. ในแง่ของโครงสร้างโดยเฉพาะสื่อของรัฐ กฎหมายที่จะต้องเร่งรัดออกมาคือกฎหมายในเรื่องของวิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง และองค์กรกำกับ และกติกาในเรื่องนี้ก็คือ กสทช. เรื่องนี้จริง ๆ มีประวัติเหมือนกันคือช่วงปี 2542-2543 เป็นช่วงที่ผมพยายามทำงานในเรื่องนี้อยู่ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ซึ่งปัจจุบันมาเป็นที่ปรึกษาผมอยู่ ก็มีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะว่าเรื่องของสื่อสารมวลชนไปพันกับเรื่องของโทรคมนาคม สรุปวันนี้ก็ยังเป็น 2 ฝ่าย เพราะตกลงเป็นเรื่องเดียวกันหรือคนละเรื่อง ตั้งแต่วันนั้นจุดยืนผมมาตลอด แต่ว่าผมไม่ขัดข้อง จะเอารูปไหน ผมถือเป็นเรื่องที่ทำได้ทั้ง 2 แบบ แต่ใจผมคือว่าจริง ๆ มันคือเรื่องเดียวกัน และวันข้างหน้าจะยิ่งยากมากที่จะดูว่าจะทำให้เป็น 2 เรื่องได้อย่างไร
ผมยกตัวอย่างว่า ข่าวทุกวันนี้ที่หลายคนก็พึ่งพาจะใช้ โดยเจตนาหรือไม่เจตนา อย่างนี้ก็เป็นข่าวผ่าน เอสเอ็มเอส ถามว่าขณะนี้คนที่มีความมั่นใจว่าตัวเองรู้ข่าวทันสถานการณ์มากที่สุด เอาข่าวจากไหน ผมว่าเป็นบริการข้อความสั้นทั้งนั้น ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะว่าผมว่าขนาดผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน สรุปเรื่องยาก ๆ ไม่ได้ภายใน 2 ประโยค ต้องนับถือเขาจริง ๆ และหลายครั้งผมก็ตกใจ เวลาอ่านหัวข่าวที่มาทางข้อความสั้น อันนี้ผมยกเป็นตัวอย่างว่าแล้วที่สุดมันไปเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการ ซึ่งไปพันกับเรื่องโทรคมนาคมหรืออะไรต่าง ๆ ฉะนั้นในแง่ของปัญหาตรงนี้ ก็มีปัญหากันมาตลอด และพอเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ต้องบอกตรง ๆ โทรคมนาคมก็ดี สื่อสารมวลชนก็ดี ธุรกิจมีผลประโยชน์มหาศาลจริง ๆ จนกระทั่งการมีองค์กรกำกับที่ทุกคนมั่นใจเกิดยาก แม้จนถึงขณะนี้กฎหมายที่จะต้องทำต่อไป ที่เถียงกันไม่จบไม่สิ้นคือ จะเอาองค์กรกำกับมาอย่างไร ก็เรียนให้ทราบว่าในช่วงที่เป็นฝ่ายค้านก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอมาในขณะนั้น เพราะเราถือว่าไม่มีหลักประกันในเรื่องของความเป็นอิสระ อย่างนี้เป็นต้น
ปัญหาคือต้องหาความพอดี เรียนตรง ๆ คือผมดูอาการแบบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ถ้าได้กรรมการเร็ว แนวโน้มก็คือเป็นกรรมการที่ไม่ค่อยดี ถ้าเมื่อไรจะได้กรรมการดี แนวโน้มก็คือจะไม่ได้กรรมการ คือจะร้องเรียนกันไปจะร้องเรียนกันมา ตรงนี้คือจุดที่ผมได้มอบโจทย์ให้ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ฯ ไปตั้งแต่ตอนเป็นประธานวิปฝ่ายค้านว่าหาความพอดีให้ได้ คือให้รัดกุมพอสมควรว่ามีความเป็นอิสระ แต่อย่าทำให้ยุ่งยาก ซะจนร้องเรียนแล้วในที่สุดไม่มีกรรมการจะทำงานได้ซะที อย่างนี้เป็นต้น
ประการถัดมาคือกฎหมายนี้มีความห่วงใยในเรื่องของการมีหลักประกันของสื่อบางประเภท เช่น สื่อของชุมชน เช่น สื่อที่ต้องมาทำงานในเชิงสาธารณะ ดูเหมือนกฎหมายของรัฐบาลก่อนไม่กำหนดสัดส่วนเอาไว้ ในขณะที่กฎหมายที่เราเคยทำไว้ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย การกำหนดสัดส่วน ผมก็ได้ให้นโยบายไปว่าเรื่องสัดส่วนควรจะมี เพื่อเป็นหลักประกันในการกระจาย ๆ สื่อ อันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นการปฏิรูปให้เกิดผลให้ได้ แต่ว่ารายละเอียดเรื่องนี้มีเยอะ และจะมีสิ่งที่โต้แย้งซักถามกันได้มาก ผมเรียนว่าไม่อยากจะใช้เวลาลงรายละเอียดทั้งหมด แต่อยากจะเห็นภาพคร่าว ๆ ว่า ต้องการผลักดันกฎหมายนี้เร็ว ต้องการกรรมการที่จะเกิดขึ้นได้จริง มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน และในส่วนของการจัดสรรคลื่นความถี่มีหลักเกณฑ์อยู่ เช่น การจัดสรรเรื่องของสื่อชุมชน อย่างนี้เป็นต้น และสื่อทุกสื่อก็ควรจะได้มีการสร้างความตื่นตัวที่จะมีมาตรฐานบางอย่างในเรื่องของการที่จะต้องเสนอเนื้อหาสาระในรายการต่าง ๆ รายละเอียดกำลังดูกันอยู่ว่า วิธีที่จะได้ผลจะเป็นอย่างไร เช่น การกำหนดช่วงเวลาว่าในช่วงเวลาบางเวลาควรจะเป็นรายการสำหรับเด็ก เยาวชน ไหม ช่วงเวลาบางช่วงควรจะต้องเป็นรายการที่มีเนื้อหาสาระในเชิงข่าวสารสำหรับประชาชนหรือไม่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสื่อของใคร ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่า ถ้าเราคิดว่าเราปล่อย อยากได้อะไรก็บอกว่าให้ปไปทำเฉพาะสื่อของรัฐ ยาก ไม่ง่าย เหตุผลที่ไม่ง่ายเพราะว่าที่สุดก็คือประชาชนอาจจะไม่ได้มีโอกาสในการซึมซับบางเรื่อง เพราะเขาก็สามารถจะหนีจากรายการที่มีสาระได้เหมือนกัน ที่พูดนี่ไม่ได้ว่าอยากจะบังคับอะไร เพราะยังไงก็บังคับไม่ได้ ถ้ารายการไม่ดีจริงก็มีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเขาอยู่แล้วคือก็ปิด ไม่ดูอะไรเลย ไม่ฟังอะไรเลย เพียงแต่ผมคิดว่าอะไรที่เป็นเนื้อหาที่มีสาระที่สร้างสรรค์ ที่เป็นประโยชน์ ผมถือว่าควรจะเป็นความรับผิดชอบของสื่อทุกประเภท และทุกเจ้าของ ไม่ควรจะมาบอกว่ามีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง 3 ช่อง เสนอเนื้อหาสาระ ที่เหลือปล่อยไปเลย เพราะนั่นก็คือการจำนนว่า ส่วนหนึ่งคือเรายกพื้นที่สื่อให้กับธุรกิจไปเลย ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่เราควรจะสนับสนุน
แต่สำหรับสื่อของรัฐโดยเฉพาะ ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โจทย์ยากขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะว่าใจผมในอดีตเรียนตรง ๆ พูดมาหลายครั้ง และเห็นไม่ตรงกับที่ปรึกษาผมตั้งแต่อดีตด้วย คือผมนึกว่าถ้าเดิมเราสามารถคงไอทีวีให้เป็นทีวีเสรีได้ แต่จะเปลี่ยนเจ้าของ จะเปลี่ยนอะไรด้วยเงื่อนไขสัญญาหรืออะไรก็ว่าไป และทำช่อง 11 ให้เป็นโทรทัศน์สาธารณะ เดิมผมคิดว่าอย่างนั้นจะได้มี 1 ช่อง ที่ทำในรูปแบบของโทรทัศน์สาธารณะ และ 1 ช่อง ที่ทำในรูปแบบของโทรทัศน์เสรี คือมีเอกชนเข้ามา แต่มีเงื่อนไขพิเศษ บังเอิญว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไปเปลี่ยนไอทีวีมาเป็นโทรทัศน์สาธารณะเสียแล้ว เลยทำให้ช่อง 11 อยู่ในฐานะที่ต้องมาคิดว่าจะให้เขาทำหน้าที่อะไร หรืออยู่ในรูปแบบใด ก็มาแปลงกายเป็น NBT ไปในรัฐบาลปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ก็ต้องการจะหันกลับมาดู จริง ๆ ผมยังอยากจะเห็นรูปแบบคล้าย ๆ กับโทรทัศน์สาธารณะ
แต่ขอเรียนเพื่อที่จะบอกว่า พื้นที่สำหรับราชการหรือรัฐ ก็จำเป็นต้องมี คำว่า จำเป็นต้องมี ผมก็ยังคิดว่า ผมพูดนี่ไม่ใช่เพิ่งพูดวันที่มาเป็นรัฐบาล พูดตั้งแต่วันที่เป็นฝ่ายค้านว่า หลายเรื่องรัฐบาล ราชการ ก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ในการชี้แจงการทำงาน แต่ผมขอย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการชี้แจงการทำงาน ไม่ใช่การใช้ประโยชน์ในทางการเมือง สำหรับหลาย ๆ คนอาจจะบอกว่ามันยังยาก แต่โดยสำนึกแบ่งได้ การทำงานคืออธิบาย ชี้แจง นโยบาย โครงการ มาตรการที่ผลักดันออกไป ให้เกิดความเข้าใจว่าทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร แต่ถ้าใช้ในลักษณะที่มาทำลายล้างคู่แข่งขันทางการเมือง หรืออะไรอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ ก็ชัดเจน
ขณะเดียวกันผมได้พูดแล้วว่า ผมพร้อมจะเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายค้าน เพราะเขาก็ควรจะมี เขาก็ชี้แจงงานของเขา งานของเขาอาจจะมีลักษณะเป็นการเมืองมากหน่อย เพราะเขามีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ผมคิดว่าอยากจะส่งเสริมให้การใช้สื่อเป็นเรื่องของการมาแลกเปลี่ยน เสนอมุมมองที่แตกต่างกัน ในมุมมองของนโยบายเป็นหลัก รัฐบาลมีนโยบายอย่างนี้ ฝ่ายค้านว่าไม่ดี เพราะมีนโยบายอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องมาตอบโต้กันในทางการเมือง อันนั้นก็ใช้พื้นที่ข่าว เพราะเกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว หนีไม่พ้น ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่จะทำให้เป็นโจทย์ว่า เราจะต้องไปปรับรูปแบบองค์กรของช่อง 11 อย่างไร แต่เป้าหมายคืออย่างที่ว่า ๆ คล้าย ๆ กับโทรทัศน์สาธารณะ แต่คงจะต้องมีพื้นที่สำหรับการชี้แจงงานของรัฐอยู่ นี่คือความตั้งใจ ฉะนั้น ในเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ผมคิดว่าก็จะเป็นเรื่องที่ผลักดันในกรอบของสื่อของรัฐ
ในส่วนของปัญหาที่ไม่ใช่โครงสร้าง แต่เป็นเรื่องของการทำงาน ผมก็ยังอยากจะเห็นกฎหมายที่มาคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ผมพูดด้วยความกังวลเล็กน้อยว่า กฎหมายที่เริ่มต้นที่จะมาช่วยสื่อทีไร ทำไปทำมามักจะถูกแปลงสาร เป็นกฎหมายมาควบคุมสื่อเกือบทุกยุคเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้แนวที่จะเดินต่อ ก็ขอเรียนว่าอยากจะมาทำงานร่วมกับองค์กรวิชาชีพ อะไรที่จะคุ้มครองคนทำงานที่ทำหน้าที่สื่อตรงไปตรงมา เสร็จแล้วก็ต้องไปเจอปัญหา จะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจทุน หรืออะไรก็อย่างที่ว่ามา จะคุ้มครองเขาด้วยวิธีการอย่างไร มีกฎหมายตรงนี้ได้ ผมคิดว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญ และอาจจะเป็นกลไกที่จะช่วยให้การทำงานของสื่อมีหลักประกันที่ดีมากขึ้น ในเรื่องของความเป็นอิสระและการใช้สิทธิเสรีภาพ
แต่ในส่วนที่เป็นรายละเอียดของการทำงานของสื่อ ผมพูดมาตลอดว่าผมไม่อยากให้การเมืองเข้าไปยุ่ง ก็คือการกำกับดูแลกันเอง และการที่มาประเมินกันเป็นระยะ ๆ ว่า บทบาทของสื่อที่เป็นอยู่จะทำอย่างไรให้เกิดการทำหน้าที่ให้เป็นไปตามเป้าหมายหรืออุดมการณ์ที่พูดกันไว้ตั้งแต่ต้น เพราะว่ามีหลายอย่างที่น่าเป็นห่วง ผมยกตัวอย่างกรณีของการใช้ส่งข่าวเป็นข้อความสั้นไปแล้ว ว่าน่ากลัวพอสมควร
ข่าวทางโทรทัศน์วันนี้จะค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ เป็นคุยข่าว ซึ่งก็มีอันตรายอีกแบบหนึ่ง แน่นอนข้อดีของมันก็คือ ผมคิดว่าทำให้คนดูข่าวมากขึ้น เพราะดูง่ายขึ้น มีความเพลิดเพลินมากขึ้น แต่อันตรายคือว่า การคุยข่าวก็มีลักษณะของการชี้นำ ไม่เหมือนกับการเสนอรายการข่าวที่เราเคยเห็นในอดีตที่เป็นการอ่านข่าวหรือประกาศข่าว เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีคุยข่าวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุยข่าวอย่างเดียว ไม่มีรายการข่าวปกติเลย ก็น่าเป็นห่วง การชี้นำทำได้ตั้งแต่คำพูดจนถึงสีหน้า ซึ่งผมคิดว่าพวกเราก็สัมผัสกันอยู่ทุกวัน อันนี้เป็นเรื่องที่ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่า ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องของรัฐไปยุ่ง แต่ผมคิดว่าองค์กรวิชาชีพต้องเอาปัญหาเหล่านี้มาพูดคุยกันว่า กรอบความพอดี มาตรฐาน จรรยาบรรณ ควรจะเป็นอย่างไร ถึงจะทำให้การทำงานในยุคสมัยนี้เป็นไปได้ด้วยดี
ที่จริงยังมีปัญหาเรื่องสื่อในยุคใหม่อีกเยอะ เมื่อเช้าก็ยังได้คุยกับกลุ่มพลเมืองเน็ต ที่เขาก็ยังมีความวิตกกังวลเรื่องปัญหาการปิดเว็บไซต์ เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ยังไม่ง่าย ที่จะหาข้อยุติด้วยดี ถ้าเราไม่อาศัยองค์กรที่ทำงาน และทำงานร่วมกันกับรัฐในฐานะที่รัฐสามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ หรืออะไรบางสิ่งบางอย่างได้ แต่ถ้าไม่คุยกัน ผมคิดว่าจะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้น หลักใหญ่ตรงนี้คือเรื่องของการที่จะช่วยกันมาทำงาน โดยรับฟังซึ่งกันและกัน
คงจะมาถึงประเด็นสุดท้าย คือในสภาวะของความขัดแย้งอย่างนี้จะทำกันอย่างไร ผมก็เคารพดุลยพินิจและการทำหน้าที่ของสื่อ แต่อยากจะเรียนว่าเวลาสถานการณไม่ค่อยปกติ หรือเวลาความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำนิดหนึ่งว่า ทำอย่างไรเราทำให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่ได้บิดเบือนความจริง และทำอย่างไรเราอย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่มีวาระในเชิงของการเมืองหรืออะไร ท่านรู้ดีกว่าผม แต่ผมคงจะลองใช้คำง่าย ๆ เพราะว่าเมื่อก่อนนี้สื่อที่คุยกับผมก็บอกผมว่า หมากัดคนไม่เป็นข่าว แต่คนกัดหมา นี่เป็น แต่ถ้าสื่อทุกสื่อเสนอแต่ข่าวคนกัดหมา คนที่อ่านแต่สื่อก็จะเข้าใจว่าสังคมนี้ คนกัดหมาเป็นเรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี
ผมให้ข้อคิดอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อให้ทราบว่าวันนี้การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ทางการเมือง และวิธีการที่จะช่วงชิงพื้นที่สื่อคือทำอะไรให้มันผิดปกติให้มากที่สุด เพราะถ้าจับจุดได้ว่าสื่อเสนอสิ่งที่ไม่ปกติให้ชัดเจนมากกว่าสิ่งที่เป็นปกติ ก็จะช่วงชิงพื้นที่สื่อด้วยวิธีนี้ เพราะฉะนั้น นับวันสังคมก็จะเสพแต่ความไม่ปกติในสังคม อันนี้ก็ครอบคลุมทั้งข่าว ครอบคลุมทั้งความเห็นทางวิชาการ ครอบคลุมทั้งหลายต่อหลายอย่าง ก็ให้เป็นข้อคิด เพราะผมคิดว่าท่านรู้ดีกว่าผม แต่ผมคิดว่าถ้าทะลุข้อคิดตรงนี้ได้ จะช่วยได้มากในการนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ และจะทำให้การทำงานของทุกฝ่าย รวมทั้งสื่อสารมวลชนง่ายขึ้น และการกระทบกระทั่งระหว่างสื่อกับรัฐจะลดลง คงจะเรียนสุดท้ายก่อนจะพูดคุยกัน
ผมคิดว่าประวัติการทำงานผม 17 ปี ผมไม่เคยคุกคามแทรกแซงสื่อ ผมอาจจะตอบโต้สื่อบ้างในการใช้สิทธิของผม เวลาที่ผมคิดว่าผมไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ แต่ว่าใช้น้อยมาก และจะพยายามรักษาแนวทางนี้ไว้ และผมเข้าใจดีว่าผมมายืนตรงนี้ การถูกตำหนิการถูกวิจารณ์ต้องมีแน่นอน และผมก็เข้าใจดีว่าโลกที่มีความสลับซับซ้อน ทุกคนเน้นความรวดเร็ว การถูกวิพากษ์วิจารณ์ แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องมีแน่นอน แต่ผมก็ยืนยันว่าเหมือนกับอีกหลาย ๆ เรื่อง และกับอีกทุก ๆ ภาคส่วน ผมยืนยันที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น เพื่อที่จะรักษาหลักการที่สำคัญกว่า คือการยอมรับการตรวจสอบและสิทธิเสรีภาพของสื่อ และผมหวังว่าการอดทน อดกลั้น ตรงนี้จะได้รับการตอบสนองด้วยคุณภาพ และความรับผิดชอบของสื่อในการตรวจสอบรัฐบาล ขอบคุณครับ
ช่วงถาม-ตอบ
คำถาม เรื่องแรกตรงไปตรงมานะครับ เรื่องสื่อของรัฐ เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ แต่สื่อของรัฐมีกระทรวงกลาโหม 200 สถานีวิทยุ อสมท. 60 - 70 และกรมประชาสัมพันธ์อีกหลายสิบ จำไม่ได้ พวกนี้จะทำอย่างไร ผมไม่เชื่อว่าเขาสามารถใช้เวลาที่เหมาะสม จะไปเซ้งเวลาต่อในรูปแบบต่าง ๆ จะทำอย่างไรจะให้เขานั่งทับอยู่ หรือจะกระจายอย่างไร นั่นข้อที่ 1 ครับ ข้อที่ 2 คือมีวิทยุซึ่งบอกว่าเป็นวิทยุชุมชน ผมเข้าใจว่าตัวเลขคงอยู่ราว ๆ สัก 4,000 ซึ่งไม่ใช่ชุมชนจริงนะครับ จะจัดระบบอย่างไร เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ามั่วมาก บางที่ก็ไม่ใช่ชุมชน ก็ไกลทั้งกรุงเทพฯ ได้เลย ตรงนี้จะทำอย่างไร สองประเด็นครับนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้พูดเพราะรู้ว่าจะถูกถามอยู่แล้ว เดี๋ยวมากินเวลาส่วนที่ผมอยากพูด เรื่องคลื่นของส่วนราชการ ใช้คำนี้ก็แล้วกันครับ ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งกองทัพ ทั้งอะไรต่าง ๆ ผมว่าเราคงต้องคุยและพิจารณาแบบตรงไปตรงมา อันที่หนึ่งผมก็คิดว่าเวลาที่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับภาครัฐ เรื่องความมั่นคง เรื่องอะไร ก็คงจะต้องดูตามความเป็นจริง และเมื่อดูตามความเป็นจริงในกรอบความคิดนั้นแล้ว ผมว่าทุกคนหลับตาก็นึกออกว่ามันจะไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย คำถามคือจะไปจากจุดที่เราอยู่ในปัจจุบัน ไปที่จุดนี้ได้อย่างไร โดยไม่เสียหลักการ แต่ขณะเดียวกันอย่างที่ผมบอกต้องทำในสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าให้ผมคิดเร็ว ๆ ผมก็ต้องบอกว่าสมมติว่า กำหนดออกมาแล้วว่าคลื่นที่จะใช้เพื่อความมั่นคงที่มีอยู่ มันน้อยกว่าที่ใช้กันอยู่เยอะในขณะนี้โดยหน่วยงาน เราก็ต้องถามว่าหน่วยงานเหล่านั้นได้ใช้คลื่นนั้นเพื่อความมั่นคงจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของเนื้อหาสาระของรายการ ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่ใช่ เพราะว่าในที่สุดเหมือนกับกลายเป็นว่า คลื่นของส่วนราชการต่าง ๆ จะความมั่นคงหรือหน่วยงานรัฐ ก็เหมือนกับไปถือเป็นของตัวเอง แล้วพอสื่อมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น
พูดง่าย ๆ เหมือนกับว่าถ้าสมมติเขาเป็นรัฐบาล ก็เหมือนเป็นรัฐวิสาหกิจของเขาไปแล้ว ผมว่าการดึงกลับมาก็คงจะต้องดูด้วยความเป็นธรรม ในแง่ที่ว่าจะให้กลับเข้ามา แล้วให้เข้ามาอยู่ในกรอบที่เราต้องการจะเห็น โดยผลประโยชน์ของหน่วยงาน ใช้คำว่าหน่วยงานนะครับ ไม่ใช่คนนะครับ ผลประโยชน์ของหน่วยงานได้รับผลกระทบน้อย จะมีสูตรวิธีคิดอย่างไร ผมคิดไปในกรอบนั้น เพราะผมเชื่อว่าถ้าพูดแบบสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง หนึ่งก็คือถ้าสุดโต่งในทางที่ว่า ใครมีอยู่ก็รักษาไว้อย่างนี้ไม่ได้ปฏิรูปสื่อ แต่ถ้าพูดว่ายึดทุกอย่างกลับมาหมดไม่ต้องสนใจว่าเป็นของใคร ผมก็ว่าเกิดยาก พูดกันตรง ๆ เกิดยากและไม่มีประโยชน์ที่จะดึงดันทำอย่างนั้น สู้เอาความจริงมาและมาดูกันว่า ถ้าหน่วยงาน ประโยชน์หน่วยงานนะครับไม่ใช่ประโยชน์ของบุคคลในหน่วยงาน ได้รับผลกระทบจะชดเชยให้เขาอย่างไร ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นกรอบความคิดที่ใช้ได้ในการเดินเรื่องนี้ต่อ ส่วนวิทยุชุมชนนี้ผมเข้าใจว่าข้อกฎหมายมันสับสนอยู่พอสมควร ก็อยากจะเรียนว่าต้องพยายามทำให้กลับไปเป็นเจตนารมณ์เดิมของวิทยุชุมชน ก็เป็นสื่อของชุมชนจริง ๆ ไม่ใช่เป็นช่องว่างของการมีคลื่นอยู่ในมือ เพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงคลื่นหลักได้ หลักคิดอันนี้จะต้องใช้ แต่วิธีการขณะนี้เนื่องจากข้อกฎหมายและความเห็นขณะนี้ขัดแย้งกันสับสนค่อนข้างมาก ก็กำลังจะคลี่คลายตรงนี้อยู่ครับคำถาม (นายสมชาย แสวงการ) ก็คงเรียนว่าการปฏิรูปสื่อนั้นมาครึ่งทางแล้วครับ ตอนนี้ความหวังอยู่ที่นายกฯ กับรัฐบาลนี้ครับ เรียนว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคมซึ่งค้างมา 12 ปี ผมคิดว่าน่าจะสำเร็จได้ในรัฐบาลนี้ ถ้ารัฐบาลดึงเรื่องกลับมาทำอย่างจริงจัง โดยยึดหลักที่ว่ากรรมการต้องอิสระเป็นกลางเป็นธรรม และโปร่งใสชัดเจน ที่มาของตัวอย่างทีวีไทยนะครับ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนได้ว่าไม่มีการฟ้องร้อง และเป็นตัวอย่างที่น่าจะเป็นต้นแบบนะครับ หลักประกันอีกประการหนึ่งคือการที่ต้องมีหลักประกันให้กับภาคประชาชนร้อยละ 20 ซึ่งไม่ได้เขียนในกฎหมายใหม่ในพระราชบัญญัติประกอบนี้เพราะว่ามีอยู่แล้วในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรความถี่ 2543 เดิมนะครับ ผมเรียนท่านนายกฯ ว่าในระหว่างที่จัดทำพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ผมอยากให้ท่านนายกฯ ช่วยทำภายใน 6 เดือน ท่านกรุณาไปกำกับดูแลอนุกรรมการ 22 คนในคณะพระราชบัญญัติประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อยู่ครบถ้วนแล้ว ทั้งการจัดการวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมนะครับ คำถามที่จะตามมาคือว่ารัฐบาลนี้จะรับปากได้ว่าเสร็จทันไหม ถัดมาคือเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์หรือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งผมคิดว่าท่านนายกฯ ควรจะต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง
รัฐบาลท่านนายกฯ พลเอก สุรยุทธ์ฯ เคยพูดกันถึงขนาดว่าจะยุบกรมประชาสัมพันธ์ แล้วทำหน้าที่แค่หน่วยงานประสัมพันธ์ของรัฐไหม ต้องคืนคลื่นไหม แต่ผมเข้าใจว่ารัฐเองก็คงยังต้องมีเครื่องมือของรัฐ แต่ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาล ผมอยากทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นแนวทางก็คือการปฏิรูปกรมประชาสัมพันธ์หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 จะเป็นรูปแบบของพระราชกฤษฎีกาหรือพระราชบัญญัติก็ได้ ต้องให้มีความชัดเจนครับ เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลท่านนายกฯ แล้วเป็นรัฐบาลที่ทรราชย์ก็จะเกิดปัญหา เช่นเดียวกับที่ภาคประชาชนเคยเจ็บปวด ก็ฝากท่านนายกฯ ส่วน อสมท. เป็นประเด็นที่ต้องขบคิดครับว่า ถ้ายังใช้รูปแบบแบบเดิม เราเปลี่ยนบอร์ดไป การเมืองหน้าก็เปลี่ยนบอร์ดอีก ก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้ ก็เป็นคำถามที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องขบคิดและเดินมาครึ่งทางแล้วก็อยากเสนอว่าทำให้จบ และดึงการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ ผมอยากให้ท่านนายกฯ ตั้งคณะทำงานทั้ง 3 คณะ และก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพวิชาการ เข้ามาทำให้แล้วเสร็จ แล้วก็กำหนดต่อสังคมว่ามีระยะเวลามีเทอมที่ชัดเจน เช่น จะปรับปรุงช่อง 11 ควรใช้เวลาอีก 3 เดือนหรือ 6 เดือนเป็นเฟส ๆ ขอบคุณครับ
นายกรัฐมนตรี เป็นเชิงข้อเสนอมากกว่าคำถาม ก็ยินดีรับไว้นะครับ และจะพยายามไปเร่งดูในเรื่องของกลไกต่าง ๆ เรื่องของรูปแบบของช่อง 11 หรือกรมประชาสัมพันธ์ ความจริงก็คิดกันมาหลายรัฐบาลนะครับ พูดด้วยความเป็นธรรม ผมเองเป็นคนที่ทำกฎหมายองค์การมหาชนไว้ ผมชอบรูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่ในช่วงแรก ๆ ก็ถูกต่อต้านเยอะเวลาจะพูดว่าเอาใครไปเป็นองค์การมหาชน ก็จะใช้เวลาในการที่จะทำให้เห็นภาพว่าข้อดีของมันคืออะไรนะครับ แล้วก็จะได้ดำเนินการเตรียมการไว้ตรงนั้นครับ
คำถาม (นายเทพชัย หย่อง) อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องสื่อโดยตรงนะครับ แต่เกี่ยวกับบทบาทของสื่อกับการทำงานของท่านนายกฯ ผมคิดว่าในฐานะเป็นผู้นำประเทศ เส้นแบ่งระหว่างชีวิตของการเป็นนายกฯ กับชีวิตส่วนตัวครอบครัวคงเป็นเส้นแบ่งที่บางมากเลยนะครับ และผมเชื่อว่าสื่อทั้งหลายคงสนใจในเรื่องชีวิตครอบครัวท่านนายกฯ เยอะมาก ไม่รู้ว่าจุดยืนจริง ๆ ในเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ต้องการให้สื่อเข้าไปสนใจหรือเข้าไปติดตามชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัวของท่านนายกฯ มากน้อยแค่ไหน
นายกรัฐมนตรี ถ้าตอบตรง ๆ แล้วง่ายครับ คือไม่ต้องการครับ ไม่ต้องการ แต่ว่าผมเข้าใจธรรมชาติของสังคม และเข้าใจธรรมชาติของสื่อนะครับ ผมขอบคุณนะครับที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือพอสมควร ก็พยายามจะกำหนดเส้นแบ่งอยู่ อย่างน้อยที่สุดคือ สิ่งแรกคือบ้านผมเล็กมาก ถ้าสื่อเฝ้าอยู่ที่บ้านแล้วผมก็จะไม่มีที่อยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอบคุณว่ารักษาความเป็นส่วนตัวในขณะนี้ผมพอใจ คือว่าอาจจะมีการส่งคนมาสอดส่องดูว่าผมแอบออกจากบ้านไปหรือยัง แต่ว่าก็ไม่มากระทบกระเทือนกับชีวิตส่วนตัว ส่วนครอบครัวผมก็โดยข้อเท็จจริงก็คือว่าทั้งภรรยาและลูก ๆ ก็ไม่ค่อยประสงค์อยากจะเป็นข่าว ไม่ได้อยากจะเป็นบุคคลสาธารณะไปด้วยนะครับ แต่ว่าทราบดีว่าบางโอกาสก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นไปเลือกตั้ง ก็ธรรมดาเขาก็ทำใจได้ ทุกครั้งไปเลือกตั้งก็คงมีสัมภาษณ์นะครับ ก็ยอมรับได้ อยากอยู่เท่านี้ครับ อยากอยู่เท่านี้และอยากให้ใช้ คือถ้าใจผมคือมาตรฐานอย่างนี้ถ้าใช้ได้กับบุคคลสาธารณะทั้งหมดก็ดี แต่มีเงื่อนไขว่าสมาชิกครอบครัวไม่เข้ามาแอบเล่นการเมือง แทรกแซงการเมือง ถ้าอย่างนั้นสื่อมีสิทธิทุกอย่างที่จะตรวจสอบ แต่ว่าถ้าเกิดเขาไม่ได้เกี่ยวข้องก็อยู่ในฐานะเพียงแค่เป็นสมาชิกในครอบครัวของบุคคลสาธารณะ ผมว่าที่เป็นอยู่ก็จะไม่ใช้คำว่าพอใจละครับ แต่ว่ายอมรับกันได้ และคิดว่าพอดี ๆ ครับ
คำถาม (อาจารย์เจตน์ โทณวนิก) ครับท่านนายกฯ คงจะเป็นคำถามต่อเนื่องจากที่คุณประสงค์ฯ ได้ถามไว้ด้วย และก็เป็นคำถามอื่นด้วย คือที่คุณประสงค์ฯ ได้ถามในเรื่องของสื่อของรัฐ ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกฯ มองไว้ไหมครับว่าตามกรอบกฎหมายมีลักษณะที่สามารถตีความได้ว่า จริง ๆ แล้วสื่อของรัฐทั้งหมดต้องมีการคืนกลับใส่ตะกร้าเขย่าล้างน้ำ และพิจารณาตามความจำเป็นอีกครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านนายกฯ มองการดำเนินการในลักษณะนั้นไว้หรือเปล่า ในส่วนที่สองคือในเรื่องของวิทยุชุมชน คิดว่าในเรื่องของวิทยุชุมชน ประเด็นปัญหาเท่าที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ว่ากฎหมายสร้างปัญหาหรือว่ากฎหมายมีการขัดกัน แต่ว่าผู้ที่ปฏิบัติในส่วนของวิทยุชุมชน และผู้ที่เป็นคนกำกับดูแลในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ทราบว่ามีความข้าใจกฎหมายตรงชัด หรือว่าพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นตัวปัญหา ถ้าหากว่ากฎหมายไม่ได้เป็นตัวปัญหาผมคิดว่าในส่วนของท่านนายกฯ สามารถที่จะดำเนินการทำให้วิทยุชุมชนเขาสามารถที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายที่เขาได้รับการรับรองอยู่แล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา
อันที่สามคือในเรื่องของโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิก รวมถึงโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งผมคิดว่ามีประเด็นปัญหาอยู่พอสมควร คงจะไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีประเด็นปัญหาในส่วนไหนบ้าง ไม่แน่ใจว่าการกระทำที่ผ่าน ๆ มาภายใต้กรอบกฎหมายซึ่งคิดว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการถ้าหากว่าเรามองเพียงแต่กฎหมาย ในรัฐบาลของท่านจะคลี่คลายประเด็นปัญหาที่เรื้อรังหรือว่าสืบเนื่องมาอย่างไร สุดท้ายในส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่า 3 จี สิ่งที่ท่านายกฯ พูดถึงเรื่องของข้อความสั้น พูดถึงเรื่องของวิทยุโทรทัศน์ พูดถึงเรื่องของโทรคมนาคม ซึ่งทุกวันนี้เชื่อมโยงกัน ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาที่เชื่อมไปถึงกรรมการ ซึ่งถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถที่จะมีกรรมการเข้ามากำกับดูแลได้ ประเด็นเหล่านี้ก็จะยังคงเป็นปัญหา ท่านนายกฯ มองว่าจะรวมหรือจะแยกไม่เป็นไร แต่ว่าวันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดแล้วให้รวม ไม่ทราบว่าท่านนายกฯ มองว่าเมื่อรวมแล้ว การจัดการเรื่องผลประโยชน์ที่เดิมทีมันแยกกันอยู่นี้ กรรมการจะสามารถดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด ขอบคุณครับ
นายกรัฐมนตรี ข้อแรกที่คุณประสงค์ฯ ถามนะครับ และที่อาจารย์เจตน์ฯ พูดนี้ผมก็ได้พูดไปแล้วนะครับว่า หลักต้องการกลับมาสู่การจัดสรรตามเจตนารมณ์ เพียงแต่ผมบอกว่าจากสภาพวันนี้ไปสู่จุดนั้น มันกระเทือนคนไม่น้อย แล้วผมก็บอกว่าเราคงจำเป็นต้องมาดูว่า จะดูแลผลประโยชน์ของหน่วยงานซึ่งจะสูญเสียประโยชน์ได้อย่างไร ผมว่าถ้าหาคำตอบนี้ได้ก็เดินไปสู่จุดนั้นได้ แต่ถ้าเราไม่พยายามหาคำตอบนี้ แล้วพยายามเดินไป ผมเชื่อว่ายาก และผมเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่มันไม่เคยสำเร็จก็เพราะว่ามันคิดกันอยู่แค่ขาวดำ ว่าฝ่ายหนึ่งก็คือทำงานให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าล้างกันใหม่หมดโดยไม่ต้องไปสนใจว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วมันเดินไม่ได้ เพราะมันก็ยื้อกันอยู่อย่างนี้ วิทยุชุมชนถ้าอาจารย์คิดว่ากฎหมายชัดก็ทำความเห็นมาถึงผมได้เลยนะครับ ผมก็เป็นนักกฎหมายเหมือนกันและก็รู้ว่าถ้ากฎหมายไม่ค่อยมีปัญหา เราก็จะไม่ค่อยมีนักกฎหมาย เพราะฉะนั้นเป็นธรรมดานะครับ คือมันมองและพอมีคนใช้หรือใช้ในทางที่ผิดแต่กลายเป็นบรรทัดฐานหรืออะไรขึ้นมานี้ก็จะมีประเด็นอยู่ แต่ว่ายินดีนะครับ รับฟังความเห็นในทางกฎหมายที่จะทำให้เราจัดการเรื่องนี้ได้ เพราะก็เป็นเรื่องที่หนักใจอยู่
ในส่วนเรื่องของโทรทัศน์บอกรับสมาชิก คือค้างอยู่ที่ศาลปกครอง เมื่อไรศาลตัดสินออกมาก็เป็นคำตอบได้ส่วนหนึ่งครับ ขยับก่อนนั้นก็คงยากตราบเท่าที่ศาลยังไม่มีการวินิจฉัยออกมา เพราะว่าผมเชื่อว่าหลายคนก็ไม่รู้จะขยับอย่างไร ในเมื่อมีคดีความอยู่ เพราะฉะนั้นเราก็หวังว่าตรงนั้นจะออกมาเร็วให้เกิดความชัดเจนว่าที่สุดแล้วคืออะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้นะครับ ส่วนกรรมการที่รวมกันนี้เนื่องจากผมก็ก็เห็นด้วยตั้งแต่ต้นมาตลอดว่าควรจะรวมกัน เพียงแต่ว่าผลประโยชน์ก็เลยมหาศาลมากขึ้น ก็ต้องมาดูแลให้ทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งผมว่าบททดสอบสำคัญก็คือกฎหมายวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ที่ต้องรีบผลักดันออกมาในลักษณะที่เป็นที่ยอมรับ เรียนว่าไม่ง่ายนัก เพราะว่าแม้แต่เห็นตรงกัน คือผมก็เน้นในจุดที่เราเห็นตรงกันในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย จากที่กระทรวงไอซีทีเคยเสนอไว้นี้ แต่พอตอนนั้นในส่วนของพรรคมาทำ ก็ยังพบว่ายังมีช่องว่างอยู่ระหว่างกลุ่มองค์กรเอกชนหรือภาคประชาสังคม ซึ่งเขาก็ยังอยากจะได้อะไรมากกว่านั้น ซึ่งในขณะที่พรรคยังมองว่าการกระโดดไปตรงนั้นอาจจะไปสร้างปัญหาใหม่ ๆ เข้ามา แต่ผมคิดว่าใช้คำนี้ก็แล้วกันว่า อย่าให้ความต้องการสิ่งที่สมบูรณ์มาทำให้เราไม่ได้สิ่งที่ดีนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมากผมคิดว่ามีลักษณะอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง คือว่าจะได้สิ่งที่ดีแต่ไม่สมบูรณ์ พอไม่สมบูรณ์แล้วเราอยากได้สิ่งที่สมบูรณ์กว่า ยื้อกันไปยื้อกันมา สิ่งที่ดีเลยไม่ได้เกิดด้วย ก็อยากจะให้ว่าถ้ามีอะไรที่รับกันได้ เป็นการเดินไปข้างหน้าพอสมควร รับตรงนั้นไว้ก่อน แล้ววันข้างหน้ามาเดินหน้ากันต่อ เพราะมันไม่ได้มีเฉพาะวันนี้ พรุ่งนี้
คำถาม (นายประสาร มฤคพิทักษ์)เสริมที่คุณสมชายฯ ได้พูด ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นโอกาสที่ดีมากในการปฏิรูปสื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ ๆ 2-3 เรื่อง 1. คือเรื่องพระราชบัญญัติคลื่นความถี่ ถ้าสามารถบูรณาการได้และให้จบโดยมีกรอบเวลาที่แน่นอน และหวังว่าถ้าเผื่อเป็นไปได้ใน 6 เดือนนี้ ให้จบได้จะดีมาก เพราะว่าก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร 2. เรื่องช่อง 11 ช่อง 11 นี้ต้องขอขอบคุณ จะว่าไปแล้วนี้ความสุกงอมที่จะปฏิรูป ผมอยากจะใช้คำว่าปลดแอกช่อง 11 สิ่งที่ทำให้เกิดความชอบธรรมในการปลดแอกช่อง 11 คือรายการความจริงวันนี้ เขาทำให้เกิดความชอบธรรม ที่ถึงเวลาต้องปลดแอกนะครับ ถ้าเผื่อว่าไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลชุดนี้ก็คงจะยากขึ้น อีกอันหนึ่งคือเรื่องขอคอลัมนิสต์และนักข่าว ถ้าเผื่อมีกฎหมายขึ้นมาสักฉบับหนึ่งในการคุ้มครองการแสดงความคิดเห็น ผมคิดว่านักข่าวคอลัมนิสต์โดนฟ้องกันอุตลุดเยอะแยะมากมายนี้ ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดการคุ้มครองตรงนี้ ตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องวิทยุชุมชน และเรื่องอื่น ๆ ที่เมื่อสักครู่นี้ได้คุยกันมา
คำถาม (นายกสมาคมเคเบิลทีวี) กราบเรียนท่านนายกฯ ครับ ในฐานะสื่อมวลชนแขนงหนึ่งขอถามในเชิงนโยบายท่านนายกฯ นิดหนึ่ง คือปัจจุบันนี้สังคมเราอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่า เนื่องจากมาจากปัญหาของสื่อ สื่อถามมาเยอะแล้ว ผมอยากจะถามปัญหานโยบายของท่านนายกฯ อยู่ข้อหนึ่งที่เป็นนโยบายที่ท่านได้ประกาศนะครับ คือเรื่องของความสมานฉันท์ วันนี้สื่อทุกสาขาอาชีพอยู่ในที่นี้หมดเลย แล้วก็น่าจะเป็นตัวที่เผยแพร่ได้ ในความคิดเห็นของผม ท่านนายกฯ ครับ คำว่าสมานฉันท์นี้บางทีเราจะใช้แต่...คงไม่ได้ ท่านนายกฯ พูดในวันเด็กว่าต้องมีจิตที่บริสุทธิ์ด้วย การกระทำที่แน่นอนว่าต้องใช้ความจริงใจ เพื่อที่จะให้ตัวนี้เกิดขึ้นมาได้ ในความเชื่อของผมนี้ผมมีความเห็นอยู่อย่างหนึ่งท่านนายกฯ ครับ ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นมาได้นี้สังคมต้องเที่ยงธรรมและยุติธรรม ในฐานะนายกฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ กุมกลไกอำนาจรัฐอยู่ อะไรที่ท่านนายกฯ ว่าจะทำให้เกิดความเที่ยงธรรมความยุติธรรมขึ้นในสังคมนี้ได้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านนายกฯ ทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ สีต่าง ๆ จะละลายหายไป ผมอยากให้นายกฯ ตอบคำถามนิดหนึ่งว่าจะทำอย่างไรที่จะคืนความเป็นธรรม ความเที่ยงธรรมให้กับสังคมเรา
นายกรัฐมนตรี ผมก็เชื่อเรื่องของการเอาความยุติธรรมนำหน้านะครับ ในเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์หรือความปรองดอง ก็จะย้ำอยู่สามส่วนทุกครั้ง ส่วนแรกคือการทำงานของผมเอง ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าทำให้กับทุกคนเท่าเทียมกันนะครับ ส่วนที่สองก็คือเรื่องของพื้นที่ทางการเมือง ที่ยังยืนยันว่าจะต้องปฏิรูปการเมือง โดยให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ทีนี้ตรงนี้ก็ต้องขอเวลาอีกนิดหนึ่งเพราะว่าผมก็พยายามที่จะประสานกับทุกฝ่ายว่ารูปแบบไหนที่จะยอมรับกันได้ ถ้าไปทำแล้วก็ไม่ยอมรับกันนี้ แทนที่จะสมานฉันท์ก็จะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กำลังหาแนวทางและใช้เวลานิดหน่อยตอนนี้คือ ประสานกับฝ่ายต่าง ๆ ว่าถ้าเราทำอย่างนี้จะยอมรับได้ไหม ถ้าเราทำอย่างนั้นจะยอมรับได้ไหม เพื่อให้กระบวนการของการปฏิรูปการเมืองมันเดินหน้าได้ ส่วนสุดท้ายคือเรื่องของคดีความ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสประชุมกับทางเจ้าหน้าที่ ก็ได้บอกไปแล้วว่า ต้องดำเนินการตรงไปตรงมานะครับ บางเรื่องความจริงก็ไม่ได้ยาก ผมยกบางเหตุการณ์เช่นว่า มีการเอาไม้ไปตีคน ตายบ้างบาดเจ็บบ้าง มีการเอาปืนไปยิ่งใส่ผู้ชุมนุมอีกฝ่าย ผมยกตัวอย่างให้เห็นทั้งสองฝ่ายเลย อย่างนี้ต้องเด็ดขาดและต้องเร็ว แต่อย่างอื่นถ้าเห็นว่ามีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องทำแต่ว่าต้องทำด้วยความรอบคอบ และผมก็พยายามจะหากลไกของนักสิทธิมนุษยชน หรือนักสันติวิธีที่จะมาช่วยให้มุมมองตรงนี้กับเจ้าหน้าที่ด้วยในการเดินหน้าต่อ นี่คือแนวทางที่ทำ เชิญครับ
คำถาม ...ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณนะครับว่า รู้สึกจะมีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ 20 เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีอยู่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เดิม ซึ่งจะมีการแก้ไขที่ผ่านมาในรัฐบาลที่แล้ว เราได้ทำการคัดค้านเพราะว่าก็ได้เห็นร่างฯ แล้ว และเคยไปที่พรรคด้วย นำไปหารือเรื่องนี้ ฉะนั้นวันนี้ชัดเจน ก็รู้สึกว่ามีความเบาใจไปในระดับหนึ่ง การที่รัฐบาลของท่านจะออกร่างเพื่อจะไปแก้ไขครั้งนี้ก็ยังมีความเป็นห่วงครับว่า เรื่องของการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะภาคประชาชน ถ้าร่างเดิม การปฏิรูปสื่อก็ค่อนข้างจะชัดเจนว่าประชาชนไม่มีบทบาทเลย ฉะนั้นการที่จะปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปตั้งแต่โครงสร้างเลยนะครับ ฉะนั้นตั้งแต่ที่มาของคณะกรรมการ มันมีความสมดุลของภาคต่าง ๆ และที่ผ่านมาแม้กระทั่งวันนี้ผมอาจจะยังไม่เห็นร่างของคณะรัฐบาลวันนี้ ว่าโครงร่างจะเป็นอย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับท่านได้พูดถึงการมีส่วนร่วม ผมก็ถือโอกาสนี้ที่จะนำร่างที่เราได้ทำร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราเรียกว่าร่างองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมฉบับประชาชน ครับ ได้ทำเสร็จแล้วและขอถือโอกาสนี้ได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมครับ
คำถาม(นายสุวัฒน์ ทองธนากุล) เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องสื่อของรัฐนะครับ น่าสนใจที่ว่าจะพูดถึงว่าสารประโยชน์ที่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหลักการเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ผมคิดว่าขณะนี้สังคมมันเบี่ยงเบนไปเยอะ เพราะฉะนั้นในบทบาทของสื่อของรัฐที่จะเกิดขึ้นเป็นจริง ไม่เพียงแต่การตั้งความหวังและอยากจะให้เป็น มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการในเชิงของการจะรณรงค์การขับเคลื่อนโดยการสนับสนุนอย่างจริงจัง ให้เกิดขึ้นเป็นจริง ไม่ทราบท่านนายกฯ มีความคิดอย่างไรบ้างไหมครับ ว่าจะผลักดันให้มันเกิดขึ้นเป็นจริง ในการหล่อหลอมสร้างสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่รุ่นเด็กจนถึงเป็นผู้ใหญ่ เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต
นายกรัฐมนตรี ผมเรียนว่าอันนี้คือต้องอาศัยคนที่ทำงานที่เป็นมืออาชีพทางด้านสื่อ คือผลิตรายการอย่างที่เราอยากจะผลิตไม่ยาก ผลิตแล้วมีคนดูนี้ยาก เพราะฉะนั้นถ้าเราไปคิดว่ารายการในอุดมคติเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ทำ แต่มันไม่มีคนดูไม่มีคนฟัง มันก็เหมือนไม่ได้ทำ ความยากอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นคุณเทพชัยฯ นั่งยิ้มอยู่ก็รู้ นี่คือสิ่งที่ท้าทาย รูปแบบที่จะทำได้คือฝ่ายนโยบายควรจะให้แค่โจทย์ แต่คนทำต้องเป็นคนที่เข้าใจวิชาชีพของสื่อ เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ถ้าไม่ได้สองตัวนี้มาคู่กันก็ยาก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือหลักคิดอยู่ แต่ว่ารูปแบบองค์กรและวิธีการที่จะดึงแล้วจะได้มาซึ่งมืออาชีพอันนี้คือความยากจริง ๆ และผมเชื่อว่าในต่างประเทศ แม้แต่ในอดีตที่เรายกย่องกันว่าเป็นแบบอย่างที่ดี จะเป็นบีบีซี เอ็นเอชเค หรืออะไร ผมว่านับวันเขาก็รู้ว่ามันยากขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจริง ๆ แล้วก็ถ้าหากว่าคนส่วนใหญ่เริ่มมีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ก็จะมีพฤติกรรมในลักษณะที่ว่าสามารถเลือกดูเฉพาะสิ่งที่เขาอยากดูได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยากดูกีฬาทั้งวันก็ดูได้ อยากดูเพลงทั้งวันก็ดูได้นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง แล้วที่ผมเคยคุยไว้ก็คือว่า แล้วถ้าหากว่าลักษณะของการมีสื่อที่มีจุดยืนชัดเจนไปเลยว่าอยู่ฝ่ายไหนขั้วไหน แล้วคนในสังคมก็แยกกันดูแล้ว อันนี้จะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะทำให้สังคมกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ผูกให้คนทุกคนอยู่ด้วยกันนี้ก็คือการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร อย่างน้อยที่สุดคือคล้าย ๆ กัน อาจจะคนละมุมบ้าง แต่ไม่ใช่เหมือนกับอยู่คนละโลก ถ้าอยู่คนละโลกแล้วนี้ยากในการที่จะสามารถหันหน้าเข้าหากันได้ ก็ยอมรับว่าหนักใจนะครับ ในการที่จะพยายามปฏิรูปองค์กรอย่างเช่นช่อง 11 ตรงนี้ก็จะเป็นโจทย์สำคัญครับ
คำถาม ขออนุญาตผมฝากอีกนิดเดียวครับท่านนายกฯ สมชาย แสวงการครับ มี พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์อยู่แล้วนะครับท่านนายกฯ ครับ ที่แบ่งประเภทชัดเจนครับว่าเป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อความมั่นคง สถานีโทรทัศน์วิทยุด้านความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชน ระหว่างรัฐสภากับประชาชน อันนี้ชัดเจนครับถ้าท่านจะจัดการ ส่วนที่สองก็แบ่งเป็นวิทยุและโทรทัศน์ด้านท้องถิ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนท้องถิ่นเข้ามาทำ ส่วนทีสามคือเรื่องวิทยุชุมชนนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ากรอบกฎหมายเดินมาครึ่งทาง มีตัวประกอบกิจการแล้ว ขาดแต่องค์กรกำกับ ก็ฝากท่านนายกฯ และที่ตั้งคำถามคือว่า อยากได้ระยะเวลาว่าสักกี่เดือนครับท่านนายกฯ ครับ
นายกรัฐมนตรี ถ้าพูดถึงว่าเวลาสมมติว่าต้องมีกฎหมายนะครับ ผมคงต้องขอถึงสมัยประชุมที่สองที่เป็นสมัยนิติบัญญัติ เพราะผมคิดว่าโอกาสที่จะได้ในสมัยแรกยากมากนะครับ ถ้าเก่งที่สุดคือเสนอเข้าไปได้ เก่งกว่านั้นอีกหน่อยก็อาจจะมีการรับหลักการหรืออะไร แต่ว่าพอสมัยที่สองเป็นสมัยนิติบัญญัตินี้คงจะง่ายขึ้นนะครับ อันนี้ก็หมายความว่าสมัยนิติบัญญัติที่สองก็ไปสิ้นสุดลงธันวาคม
คำถาม นิดเดียวครับ ผมคิดว่าคำถามไม่เยอะและไม่ดุอย่างที่พิธีกรอยากจะให้ถามเพราะว่า หนึ่ง โจทย์มีชัดอยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญที่ทำกันมาว่าครึ่งทาง และเราก็มองเห็นว่าโจทย์ที่จะต้องทำอย่างไรต่อไป สองคือว่าทัศนคติและกระบวนการผมก็คิดว่าเราไว้วางใจกัน สิ่งที่ท่านนายกฯ พูดเราก็สบายใจ ทัศนคติคงไม่ได้ต่างกันมากนัก ผมเองผมสนใจเรื่องที่ท่านนายกฯ ได้พูดถึงเรื่องการจัดช่วงเวลาของทีวีซึ่งผมคิดว่าอันนี้มันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงและเร็ว และได้ผลค่อนข้างแรง ขอรบกวนท่านนายกฯ ขยายความตรงนี้อีกสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี คือยังไม่อยากลงเป็นรายละเอียดเลยว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าในแง่ของการที่จะขอความร่วมมือ ในการจัดสรรเวลา ส่วนหนึ่งก็คือสัดส่วนเวลาที่ควรจะมีสำหรับรายการที่เรามองว่าเพื่อสังคม ใช้คำนี้ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งจะเป็นเด็กเยาวชน จะเป็นประชาธิปไตยจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ กับสองคือว่าคงต้องกำหนดช่วงเวลาด้วยไม่ใช่แค่สัดส่วนเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปอยู่ตีสองถึงตีสี่อะไรอย่างนี้ ซึ่งคงไม่ใช่ความมุ่งหมายของเรา แต่ว่าคงจะเริ่มต้นจากการขอความร่วมมือ แล้วจะดูว่าจริง ๆ มันมีช่องทางอะไรบ้างที่จะทำให้มันมีผลได้ชัดเจนมากขึ้น จะเป็นในด้านแรงจูงใจหรือจะเป็นในด้านการมีข้อจำกัดอะไรเข้ามา
คำถาม วิสุทธิ์ฯ ครับ จากสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยครับ ท่านนายกฯ ประกาศว่าจะไม่แทรกแซงไม่คุกคามสื่อนะครับ คำถามว่าเคยถูกสื่อคุกคามหรือแทรกแซงหรือไม่ และจำได้ว่าเคยมีโอกาสคุยกับท่านนายกฯ สมัยเมื่อทำเรื่องรายการเวลาพิเศษสำหรับเด็กเยาวชน เคยคุยกันเรื่องเวลาถ่ายทอดวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเคยคิดว่าจะยกเลิกได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ไม่ทราบท่านนายกฯ มีนโยบายเรื่องการถ่ายทอดข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศอย่างไรครับ
นายกรัฐมนตรี เรื่องคุกคามไม่มีอะไรคอขาดบาดตายครับ กระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นปกติระหว่างนักการเมืองกับสื่อ เรื่องการถ่ายทอดข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ใช่ไหมครับ ซึ่งปัจจุบันก็เหลือสองช่วงเวลา 7 โมงเช้ากับ 1 ทุ่ม ใช่ไหมครับ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าผมฟังค่อนข้างน้อย แต่ว่าทราบว่าในชนบทฟังกันเยอะ แล้วก็ถามว่าขณะนี้เขามีทางเลือกไหมก็ค่อนข้างจะมีครับ เพราะจะมีคลื่นที่ไม่ถ่ายทอดมาในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น และผมก็มีความเชื่อว่าพอสังคมเราเติบโต วงการสื่อของเราก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เรื่องอะไรที่ทุกคนควรจะรับรู้ น่าจะเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหมือนกับเวลาเราเห็นว่ามีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เดี๋ยวนี้สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง หรือวิทยุทุกช่องวิ่งแย่งกันที่จะไปเสนอข่าวนั้นเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องมีการบังคับ แต่ขอเวลาผมไปดูนิดหนึ่งว่าจะเริ่มปรับเปลี่ยนตรงนี้อย่างไร เพราะว่าก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเสนอในช่วง 7 โมงถึง 1 ทุ่ม ก็จะไปดูครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก