คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายของรัฐบาลแก่หัวหน้าส่วนราชการ
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันอังคารที่ 6 มกราคม 2552 เวลา 14.00 น.


ท่านรองนายกรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวง
อธิบดี
หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรอิสระทุกท่าน

การประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ในการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินในวันนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามแนวทางในเรื่องของการบริหารกิจการของบ้านเมืองที่ดี ซึ่งปัจจุบันก็จะมีกฎหมายและมีพระราชกฤษฎีการองรับ ผมอยากจะเริ่มต้นเรียนกับทุกท่านว่าการเข้ามาทำงานของรัฐบาลในวันนี้ มีความคาดหวังจากพี่น้องประชาชนที่อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาของประเทศ ที่พูดได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤต รวมทั้งการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นความคาดหวังที่สูงมาก และเป็นที่ชัดเจนครับว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้นลำพังเพียงฝ่ายการเมืองคงไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้ ที่จริงแล้วผมได้พูดในหลายโอกาสว่า การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของสังคมของประเทศชาติบ้านเมืองนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่จากฝ่ายของภาครัฐเท่านั้น แต่ว่าสำหรับวันนี้สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านข้าราชการทุกท่านก็คือลำพังเพียงฝ่ายการเมืองเราทำได้ก็คือกำหนดทิศทางกำหนดนโยบาย แต่ว่าความสำเร็จของงานจะต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายปฏิบัติที่จะนำเอานโยบายนั้นไปดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างโปร่งใส ซึ่งประโยชน์ของการพบปะพูดคุยในวันนี้ก็คือการทำความเข้าใจตรงกันถึงความมุ่งหมายของรัฐบาล และการซักซ้อมในเรื่องของแนวทางการทำงานจากนี้ไป ซึ่งทางฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำจะต้องร่วมมือกันเพื่อที่จะผลักดันให้บ้านเมืองของเรานั้นเดินไปสู่เป้าหมาย ก้าวพ้นจากวิกฤต และนำไปสู่การตอบสนองในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประชาชน

ผมขอใช้เวลาในช่วงแรกในการทำความเข้าใจในเรื่องของนโยบาย ที่จริงผมเชื่อว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ ในรอบระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีที่ผ่านมา ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 นะครับที่ต้องมีการมารับฟังการชี้แจงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองไปถึง 2 ครั้ง อยากจะเรียนว่าโดยระบบของเรา นโยบายที่ถูกกำหนดไว้เป็นแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่เราชอบเรียกกันว่าวาระแห่งชาติ หรือระเบียบวาระแห่งชาติ นั่นก็คือว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะต้องดำเนินการ แต่บ้านเรานั้นถึงขั้นกับให้กฎหมายสูงสุดมารองรับไว้ว่าเป็นแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ซึ่งในการกำหนดนโยบายของคณะรัฐมนตรีทุกชุด ก็จะต้องสามารถตอบคำถามได้ว่าได้ดำเนินการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญอย่างไร แนวนโยบายในส่วนนี้ผมเชื่อครับว่าบรรดาหัวหน้าส่วนราชการทั้งหลาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุกท่าน ท่านทราบแนวทางนี้เป็นอย่างดี ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ทุกรัฐบาลจะต้องสานต่อให้เกิดความต่อเนื่องไป เพราะฉะนั้นผมอาจจะไม่ได้ใช้เวลาในการไปซักซ้อมรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้มากนัก แต่จะใช้เวลาในแง่ของจุดเน้นของนโยบายในปัจจุบัน

ผมอยากจะเรียนว่าการกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นที่เสริมจากการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็ย่อมถูกกำหนดโดยสถานการณ์ปัญหาของประเทศ เพราะว่าหน้าที่ของเราคือเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือว่าในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่กำหนดกรอบเวลาที่จะดำเนินการโดยการเริ่มต้น และทำให้สำเร็จภายในระยะเวลา 1 ปีถือได้ว่าเป็นจุดเน้นที่สำคัญ ที่ผมเรียนว่าวันนี้โดยสภาพของสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง ถ้าเราไม่ร่วมมือทำงานกันอย่างหนัก ยากที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

ปัญหาพื้นฐานที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้โดยสรุปคือปัญหาที่เป็นวิกฤตในทางการเมืองและสังคม กับปัญหาที่เป็นวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการกำหนดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใน 1 ปีแรกก็ต้องการที่จะแก้ไขปัญหาหรือคลี่คลายวิกฤตตรงนี้ให้ได้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมคงต้องเรียนตั้งแต่ต้นคือว่า ในแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องของปัญหาเร่งด่วนทุกปัญหานั้น รัฐบาลถือเป็นแนวทางสำคัญว่าจะต้องไม่ทำให้กระทบต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาวของประเทศ หรือทำลายระบบหรือโครงสร้างที่สำคัญของประเทศเพียงเพื่อจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อันนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจเพราะว่าท่านทั้งหลายคือผู้ที่จะต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกี่ครั้งก็ตาม ฉะนั้นในแนวนโยบายเร่งด่วนที่กำหนดไว้ ขอทำความเข้าใจว่ารัฐบาลได้ตระหนักถึงผลพวงที่ตามมาในระยะยาวในทุก ๆ เรื่อง เพื่อไม่ให้การทำงานที่เป็นงานในเชิงโครงสร้างการทำงานในเชิงการแก้ไขปัญหาระยะยาวได้รับผลกระทบ ตรงกันข้าม หลายเรื่องก็จะเป็นการปูทางไปสู่การแก้ไขปัญหาหลายปัญหาที่ยั่งยืน

ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจผมขอเริ่มจากตรงนี้ ต้องยอมรับครับว่าเราประสบกับปัญหาที่เป็นผลกระทบมาจากวิกฤตทางการเงินของโลก ไม่ใช่ปัญหาที่เราสร้างขึ้น แต่เป็นปัญหาที่เราหลีกหนีไปไม่ได้เหมือนกับทั่วโลก และปัญหาตรงนี้เป็นปัญหาที่แตกต่างไปจากสภาพวิกฤตที่เราเคยเผชิญมาในอดีต โดยเฉพาะเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจไทย ที่กล่าวว่าต่างกันก็เพราะว่าในช่วงปี 2540 ปัญหาเริ่มจากตัวเรา ปัญหาเริ่มจากระบบการเงิน ปัญหาเริ่มจากเราขาดทุนสำรอง ปัญหาเริ่มจากคนไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงิน จนกระทั่งวิกฤตเราถูกกล่าวขานว่าลุกลามไปที่อื่นในโลก หรือในภูมิภาค แล้วก็การแก้ไขปัญหาในขณะนั้นก็ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการรักษาวินัยและการกอบกู้ฐานะทางการเงินการคลังของประเทศกับของรัฐบาล แต่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เหมือนกับสวนทางกัน คือเริ่มมาจากข้างนอก และผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลกระทบทางการเงินโดยตรง แต่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง เพราะฉะนั้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่เราเริ่มเห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ เราพอจะเห็นภาพว่าตรงนี้กระทบกับชีวิตจริงและเศรษฐกิจจริงของประชาชนอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 6.6 ถ้าดูในช่วงของไตรมาสที่ 4 ในขณะที่ครึ่งปีแรกยังขยายตัวอยู่ถึงร้อยละ 11.4 อย่างนี้เป็นต้น กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมตอนนี้ลดลงมาเหลือประมาณร้อยละ 61.2 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 เทียบกับก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.7 การบริโภคก็หดตัวร้อยละ 1.6 เทียบกับครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 4.3 การจัดเก็บรายได้หายไปประมาณร้อยละ 10 จากที่เคยประมาณการไว้ และตัวเลขที่เราเห็นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาทั้งเรื่องของการส่งออก ที่ตัวเลขเดือนล่าสุดคือหดตัวถึงร้อยละ 17.7 และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงถึงร้อยละ 22.4 อันนี้เป็นการบ่งบอกชัดเจนถึงสภาพวิกฤตเศรษฐกิจที่เราเผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นแนวทางของการแก้ไขปัญหาในขณะนี้ก็คงไม่ต่างกับที่อื่นในโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษากำลังซื้อของประชาชน ให้คนทั่ว ๆ ไปยังคงมีเงินในกระเป๋าใช้จ่ายให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพื่อรักษาทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องของการจ้างงาน ทั้งเรื่องของการรักษาระดับรายได้ของประชาชนทั่วไป

เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่นำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมเรียนว่าระยะเวลาการทำงานของเรามีไม่มากครับ เพราะว่าเงินที่เราจะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 100,000 ล้านที่จะต้องออกมาจัดการจัดงบประมาณเพิ่มเติม เราก็ทราบดีว่ากระบวนการการจัดทำงบประมาณ ก่อนจะนำไปสู่การใช้จ่ายเงินได้จริง ผมก็คิดว่าต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งก็หมายความว่ามาตรการในลักษณะนี้ก็ยังคงไม่สามารถที่จะส่งผล นอกจากการส่งผลในเชิงจิตวิทยาและการสร้างความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะฉะนั้นเสริมจากตรงนี้เข้าไปนั่นก็คือการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณทั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งผมก็ทราบว่ามีเงินที่ค้างหรือรอการอนุมัติอยู่ก็เป็นหลัก 100,000 ล้านเช่นเดียวกัน

ตลอดจนการที่จะต้องดูแลให้สภาพของการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจหรือสภาพคล่องในการมีสินเชื่อ หรือการมีเงินที่จะไปหมุนเวียนช่วยเหลือกลุ่มก้อนต่าง ๆ ในสังคม สามารถที่จะเดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทำงานผ่านธนาคารของรัฐที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจ เฉพาะทาง ต้องทำงานผ่านกลไกอื่น ๆ ในสังคมด้วย ซึ่งแข่งขันกับเวลา เพราะฉะนั้นแผนบริหารราชการแผ่นดินที่จะต้องจัดทำขึ้นเพื่อนำไปสู่การวางฐานสำหรับการจัดงบประมาณกลางปีก็ดี งบประมาณประจำปี 2553 ก็ดี ผมจึงต้องขอความกรุณาทุกท่านว่ากรอบเวลาครั้งนี้ก็คือ เราต้องการจัดทำแผนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้ภายในวันอังคารหน้า นั่นหมายความว่าเมื่อมีแผนบริหารราชการแผ่นดินตัวนี้แล้ว เราจะสามารถที่จะทำในเรื่องของงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนได้ เป็นไปตามหลักการของพระราชกฤษฎีกา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดี เวลากระชั้นครับ และเห็นใจทุกส่วนราชการครับ แต่มีความจำเป็นจริง ๆ ว่าวันนี้เราต้องเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเดินได้ อะไรที่เป็นข้อติดขัดผมก็พยายามอย่างเต็มที่ แม้แต่ในช่วงสั้น ๆ ที่ผ่านมาที่ได้มีโอกาสทำงาน ก็เดินหน้าไปเท่าที่จะทำได้ เช่น งบประมาณที่ค้างอยู่จะช่วยเหลือประชาชนเรื่องของภัยธรรมชาติ อันนี้ก็เร่งรัดอนุมัติไปแล้ว การประชุมเพื่ออนุมัติเงินท้องถิ่น ผมก็จะทำในต้นสัปดาห์หน้า มาตรการเหล่านี้ วันพรุ่งนี้คณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะเป็นผู้กำหนดกรอบเพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ดูกรอบและนำเสนอ เพื่อประกอบการจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและงบประมาณกลางปีต่อไป

การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านแผนฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ความตั้งใจของพวกเราคือครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อรักษาการขยายตัวและกำลังซื้อและคุณภาพชีวิตของประชาชนของเรา ยกตัวอย่างเช่น จะต้องครอบคลุมถึงพี่น้องเกษตรกรซึ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน หลังจากที่ราคาน้ำมันลดลง และมีผลให้ราคาโภคภัณฑ์และราคาสินค้าเกษตร ราคาอาหารต่าง ๆ ลดลงในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลที่แล้วได้เริ่มในการแทรกแซงหรือวางมาตรการในการช่วยเหลือพืชผลบางตัวไว้ แต่ว่ายังไม่ครบ และในพืชผลเหล่านั้นก็เชื่อว่าเงินที่ได้กำหนดไว้ในโครงการที่จะแทรกแซงก็จะไม่พอ เพราะฉะนั้นการที่จะดำเนินการเพิ่มเติมในส่วนของการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้าโดยการเข้าไปแทรกแซงในเรื่องของราคา ในเรื่องของตลาดนั้น ก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องดูแลให้เกิดความโปร่งใส ไม่ให้มีการรั่วไหล และต้องการที่จะผลักดันไปให้ตรงจุดที่สุด

แต่อยากจะเรียนว่า พร้อม ๆ กันไปนะครับว่า ในขณะที่เราจำเป็นต้องสานต่อมาตรการเฉพาะหน้าในกลุ่มนี้ นโยบายระยะยาวที่ผมได้วางเอาไว้ และเป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานจะต้องเร่งไปดำเนินการ ต้องเรียนนิดหนึ่งว่าเวลาพูดนโยบายระยะยาว หลายคนก็เลยเข้าใจว่ายังไม่ต้องเริ่ม ที่จริงตรงกันข้ามนะครับ นโยบายระยะยาวยิ่งต้องเริ่มเร็ว เพราะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล เพราะฉะนั้นกรณีของเกษตรกร สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญก็คือวันข้างหน้า เราต้องสามารถลดความเสี่ยงของเกษตรกรได้ เอาละ ในช่วงฤดูกาลนี้เราไม่มีทางเลือกมากนัก เวลากระชั้น จำเป็นต้องใช้รูปแบบของการแทรกแซงแบบเดิมไป แต่วันข้างหน้าการลดความเสี่ยงของเกษตรกร 2 ด้าน คือ 1. เรื่องของการประกันภัยพืชผล แทนที่จะใช้แนวทางอย่างที่เราต้องมานั่งทำกันทุกครั้งนะครับ เกิดภัยธรรมชาติที สำรวจความเสียหายที กว่าจะอนุมัติหลักเกณฑ์ กว่าจะอนุมัติเงินได้ เห็นไหมครับ วันนี้คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติเงินให้กับพี่น้องที่ประสบอุทกภัย ตั้ง 3 - 4 เดือนที่แล้ว ระบบประกันภัยพืชผลเป็นระบบที่ผมอยากให้ได้เริ่มต้นดำเนินการอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับระบบในเรื่องของการใช้คำว่า "ประกันภัย" หรือ "การแทรกแซงราคา" ที่มีลักษณะของความเป็นระบบมากกว่ารอให้เกิดปัญหาพืชผลตกต่ำก่อน แล้วจึงเข้าไปพิจารณาหาโครงการแทรกแซงภายหลัง ซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการแทรกแซงจะมาช้า และแทนที่ประโยชน์จะไปตกเต็มเม็ดเต็มหน่วยกับเกษตรกร ก็อาจจะเป็นกลุ่มอื่น เพราะว่าสินค้าหรือพืชผลได้หลุดมือจากเกษตรกรไปแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างว่าเราต้องทำงานควบคู่กันไประหว่างความจำเป็นเฉพาะหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการเดินนโยบายในระยะยาวที่จะวางระบบเพื่อแก้ไขปัญหาในวันข้างหน้าได้ดีกว่า

นอกจากกลุ่มเกษตรกร แน่นอนที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน การปิดโรงงานหรือการเลิกจ้างมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายเดือนข้างหน้า สิ่งสำคัญขณะนี้ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเรื่องแรกคือว่า ทางภาครัฐต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้นหนึ่ง คือ เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจหรือลดการเลิกจ้าง สอง คือ ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีและจะเริ่มมีปัญหากับเรื่องของแรงงาน สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติคือว่า ปัญหาเรื่องของแรงงานสัมพันธ์ ขอพูดตรงนี้โดยเฉพาะ เพราะว่าคงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การบริหารจัดการในเรื่องของแรงงานสัมพันธ์ที่ดี จะมีผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง ผมจะได้พูดต่อไป แต่ว่าถ้าเรื่องของแรงงานสัมพันธ์มีปัญหา มีความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการ ตรงนี้จะเป็นตัวที่เป็นปัญหากับความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาของนักลงทุน เพราะเขาจะสัมผัสได้ง่าย ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองหลายฝ่ายอาจจะยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเขา เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ต้องขอความกรุณาทั้งฝ่ายปกครอง ทั้งกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กระทรวงแรงงาน ซึ่งจะต้องทำงานใกล้ชิดกับสถานการณ์อย่างมาก มีปัญหาที่ไหนต้องเร่งเข้าไปคลี่คลาย ส่วนการเลิกจ้างถ้าจะเกิดขึ้น เราก็จะมีในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในการเตรียมรองรับเพื่อฝึกอบรม แล้วก็ให้โอกาสกับแรงงานเหล่านี้ที่จะกลับไปตั้งตัว ตั้งต้น กันที่บ้านเกิดของเขา อย่างนี้เป็นต้น จะเป็นโครงการใหญ่โครงการสำคัญในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับกลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นภาคธุรกิจเอกชนก็ดี หรือว่าที่เป็นหน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี อยากจะเรียนว่ามาตรการที่เราจะใช้จะเป็นมาตรการในการจูงใจ จะเป็นเรื่องของมาตรการทางภาษี มาตรการสินเชื่อ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ รวมทั้งการบริหารจัดการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะตอบสนองทุกฝ่ายผมเรียนว่าแนวทางสำคัญที่จะต้องช่วยกันบริหารจัดการในช่วงนี้ อีกประการหนึ่งก็คือ การทำงานใกล้ชิดกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ถูกตั้งขึ้นมา ที่จะพิจารณามาตรการในภาวะวิกฤตแล้ว การรื้อฟื้นคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะเป็นอีกแนวทางสำคัญ ซึ่งจะมีทั้ง กรอ. ระดับชาติ และกรอ. ระดับจังหวัด เพื่อที่จะให้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน และดึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนให้เกิดความเชื่อมั่นต่อไป

นอกจากการบริหารในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะต้องมีทั้งเรื่องของคนทำงาน คนที่เราชอบใช้คำว่า "มนุษย์เงินเดือน" กัน ก็จะต้องมีการดูแลเช่นเดียวกันในการรักษาระดับรายได้หรือลดภาระของเขา ก็จะมีกลุ่มอื่น ๆ ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญที่เราถือว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้หรือลดภาระค่าใช้จ่าย

กลุ่มแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ เด็กและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของผมมาโดยตลอดว่า ที่กฎหมายสูงสุดบอกให้เราทำมาถึง 10 กว่าปีแล้ว คือการเรียนฟรี แต่ไม่เกิดขึ้นจริง เราต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ เวลาในการทำงานเรื่องนี้แน่นอนครับสั้นมาก เพราะเรื่องนี้ต้องทำให้ได้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคมที่จะเปิดเทอม เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องพร้อมในการที่จะเอื้ออำนวยให้การผลักดันนโยบายนี้เป็นจริง

อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้สูงอายุ ที่ผ่านมาเรามีเพียงแค่ยังชีพ โดยกำหนดเหมือนกับเป็นสัดส่วนหรือโควตาออกไป และมีปัญหาว่าในหลายพื้นที่ในหลายชุมชน เราจะได้รับเรื่องร้องเรียนว่ายังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมาก ที่มีความต้องการในเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องของรายได้ แต่ไม่ได้โอกาสตรงนี้ ผมเรียนว่าระยะเฉพาะหน้า ระยะเร่งด่วน สิ่งที่เราจะต้องทำให้ได้คือ การขยายเรื่องของเบี้ยยังชีพตรงนี้ให้ถือเป็นสิทธิของผู้สูงอายุที่มาลงทะเบียนทุกคน การทำตรงนี้จะเป็นการเพิ่มรายได้และเพิ่มกำลังซื้อ และไปช่วยเหลือกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

แต่เรียนไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า ในอนาคตเราไม่มีความคิดว่าเบี้ยยังชีพนี้จะเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้สูงอายุ สิ่งที่จะต้องคิดทันทีและอยากจะเริ่มวางรากฐานได้ตั้งแต่ปีงบประมาณถัดไปคือการมีระบบสวัสดิการ ปัจจุบันผู้ที่มีระบบสวัสดิการที่ดีในบ้านเมืองของเรา จะมีกลุ่มข้าราชการกับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม แต่ว่าคนอีกจำนวนมากกล่าวได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีเรื่องของโครงการรักษาฟรีอยู่แต่หลักประกันอื่น ๆ หรือสวัสดิการอื่น ๆ ยังไม่ได้มีการดำเนินการเป็นระบบ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปเริ่มต้นในการวางระบบสวัสดิการที่จะเป็นระบบที่ยั่งยืนด้วย เพราะเราไม่ต้องการสร้างระบบขึ้นมาแล้วปรากฏว่าเราไม่สามารถที่จะรองรับในเรื่องของฐานะทางการเงินการคลังได้

แนวคิดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด ที่เราควรจะนำมาใช้เป็นหลักการคือการที่จะต้องมีการตั้งกองทุนขึ้น ที่ส่งเสริมให้คนออมและรัฐบาลสมทบ ที่จริงชาวบ้านทำมาก่อนแล้วครับ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ออมวันละบาท แค่วันละบาทนี่ล่ะครับ แต่ว่าสมมติว่าเราทำเป็นระบบ ขยายให้ครอบคลุมมากที่สุด รัฐบาลสมทบเงินเข้าไปในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า ถ้าดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาด้วย ตรงนี้วันข้างหน้าก็จะเป็นกองทุนของชุมชน ของพี่น้องประชาชนทุกคนที่เป็นสวัสดิการ ถ้าเราทำดี ๆ บริหารดี ๆ คำนวณดี ๆ วันนี้เราเริ่มต้นไว้ อาจจะอีก 10 กว่าปีข้างหน้า 20 กว่าปีข้างหน้า คนไทยจะมีความรู้สึกว่าไม่ต้องเป็นข้าราชการก็มีบำนาญได้

ตรงนี้ครับคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราจะต้องเริ่มทำควบคู่กันไป ให้เห็นว่ามาตรการเฉพาะหน้า เราช่วยเฉพาะหน้าก็จริง แต่เราคงไม่ต้องการใช้วิธีการเฉพาะหน้าอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และทุกมาตรการที่เราทำ เราต้องคิดว่าแล้วระยะยาวคนเหล่านี้ควรจะได้รับการดูแล ได้รับการช่วยเหลืออย่างไร ส่วนการลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลช่วยเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เรื่องไฟ เรื่องรถเมล์ เรื่องรถไฟ หรือเรื่องของก๊าซหุงต้ม ในหลักการคงจะดำเนินการต่อ แต่ว่าอะไรที่มีความจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนในเชิงรายละเอียดบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับการที่จะใช้พลังงานหรือสิ่งเหล่านี้อย่างประหยัดก็จะดำเนินการไป

มีมาตรการเดียวที่คงจะมีการปรับเปลี่ยน นั่นคือในกรณีของน้ำมัน เพราะวันนี้สถานการณ์น้ำมันในโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และในภาวะที่เราต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีรายได้ วันนี้การที่จะต้องคืนกลับไปสู่ระบบที่เราเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ใช่สิ่งที่เราส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์หรือไบโอดีเซล ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับย้อนกลับเข้าไปสู่ระบบเพื่อให้เป็นฐานรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลในการมาดำเนินโครงการต่าง ๆ อันนี้คือเรื่องของนโยบายเร่งด่วนทางด้านเศรษฐกิจที่พรุ่งนี้ก็คงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการเมืองและในส่วนของวิกฤตความขัดแย้งต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าแม้ว่าวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าความขัดแย้งในสังคมยังมีอยู่ และความขัดแย้งดังกล่าวเป็นความขัดแย้งที่ยังจะต้องได้รับการบริหารจัดการคลี่คลายแก้ไข มิฉะนั้นแล้วเราก็จะย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมที่ประเทศของเราเผชิญเมื่อปีที่แล้ว

สิ่งที่อยากจะเรียนคืออย่างนี้ครับว่าประการแรก เราต้องจำกัดวงความขัดแย้งทางการเมืองให้เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง ผมยืนยันมาตลอดในฐานะนักการเมืองอาชีพ ไม่มีทางล่ะครับที่จะเอานักการเมือง อย่าว่าแต่ทั้งสภาเลยครับ เอาแค่หลัก 10 แล้วให้นั่งและเห็นตรงกันหมดไม่มีทาง นักการเมืองทุกคนก็เป็นตัวแทนของประชาชนมีความคิด มีความเชื่อ มีอุดมการณ์ของตัวเอง ผิดบ้างถูกบ้าง แต่ว่าจะให้มาเห็นเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าความเห็นที่แตกต่างกันนี้ เราแสดงออก เราใช้ในเวทีของการเมือง ในวิถีทางประชาธิปไตย ก็จะไม่เป็นปัญหากับส่วนรวม ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องช่วยกันทำนะครับก็คือ ขีดวงความขัดแย้งตรงนี้ให้ได้ ผมยกตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง ทำให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย ไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่ควรจะมีเลยในสังคมไทย 1. ผมได้เรียนแล้วว่าเราต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองทุกรูปแบบ และ 2. เราจะต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการที่ไม่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องแทรกแซง เป็นที่เชื่อถือในการตัดสินผิดถูก เพื่อให้เกิดความยอมรับของผู้คนในสังคม และนโยบายของรัฐบาล

ผมยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ผมไม่คิดว่าเราจะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดหมดไปได้ แต่เราจะดึงความขัดแย้งทั้งหลายและมาขีดวงจำกัดอยู่ในเรื่องของการทำงานทางการเมืองเท่านั้น และจะต้องเป็นความขัดแย้งที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย รัฐบาลก็ต้องยอมรับการตรวจสอบเหมือนที่ผมได้กำชับกับรัฐมนตรีทุกท่านไปแล้วในการประชุม ครม. ครั้งแรก ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องยอมรับการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารประเทศ และเรื่องใดที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ผมจะพยายามทำทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับผมในทางการเมืองมาช่วยทำงาน เช่น กรณีที่เราเป็นประธานอาเซียน และมีหน้าที่ในการที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน งานนี้ผมถือว่าไม่ใช่งานของรัฐบาล เป็นงานของคนไทยทั้งประเทศ เป็นหน้าเป็นตาของคนไทยทั้งประเทศ เราก็ต้องช่วยกันครับ ทำความเข้าใจกับคนของเรา ว่าการประชุมและจัดให้เกิดผลสำเร็จได้ประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลหรอกครับ ประโยชน์ตกอยู่กับหน้าตาศักดิ์ศรีและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะพยายามเร่งทำ และรัฐบาลเดินหน้าเต็มที่นะครับเพื่อที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่าง ๆ กลับคืนมา แล้วให้สถานะของประเทศไทยทั้งในภูมิภาคและในสายตาของชาวโลก ได้รับการยอมรับอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องของความขัดแย้งที่ผมได้พูดไปนี้ ต้องขอพูดต่อเลยนะครับว่า นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะเรียนกับบรรดาข้าราชการและหัวหน้าส่วนราชการทั้งหลายว่า ท่านต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ไม่ต้องเป็นทั้งของฝ่ายรัฐบาล ทั้งของฝ่ายค้านครับ ท่านคือกลไกที่จะนำนโยบายในทางการบริหารของรัฐบาลไปปฏิบัติ แต่ว่าถ้าเรื่องใดท่านคิดว่าการสั่งการของรัฐบาลเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าไปจากรัฐมนตรี หรือจากท่านใดก็ตาม ขอให้ท่านร้องเรียนมาที่ผมครับ เพราะผมต้องการที่จะให้การทำงานของข้าราชการจากนี้ไป เรายืนยันสถานะว่าข้าราชการของเราคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนองนโยบายของรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีหน้าที่ในการมาเป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อย่างนี้เราก็จะขีดวง ความขัดแย้งจำกัดอยู่ในวงการเมือง ขอยืนยันตรงนี้และแนวปฏิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเอง จะเป็นกรณีขององค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เราก็จะเคารพให้เขาทำหน้าที่ในขอบเขตของกฎหมาย เพื่อเป็นแนวทางของการสร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ ผมได้ถือเป็นจุดยืนและนโยบายที่สำคัญว่า ตัวผมเองและได้บอกกับรัฐมนตรีทุกท่านว่า เราจะไม่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง การทำหน้าที่ทางการเมืองว่ากันไป แต่เราในฐานะฝ่ายบริหารจะไม่ทำ จะไม่ทำตัวให้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง ซึ่งอันนี้ก็หวังว่าจะช่วยเอื้ออำนวยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีในการบริหารงานของนโยบายของรัฐบาลโดยทั่ว ๆ ไป

การที่จะเร่งให้เกิดความสมานฉันท์ความปรองดองที่ผมได้กล่าวไปเป็นนโยบายเร่งด่วน จะมีอีก 2 เรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ 1. การปฏิรูปการเมือง กับ 2. เรื่องของการสะสางคดีความตามเหตุการณ์ต่างๆ ในทั้ง 2 กรณีนี้ ผมคิดว่าเราหนีไปพ้นที่จะต้องมีกลไกพิเศษขึ้นมาเพื่อที่จะให้เกิดความยอมรับในความเป็นกลาง ในความเป็นธรรม ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งผมก็จะใช้เวลาในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์จากนี้ เพื่อหาข้อยุติให้ได้ว่ากลไกที่จะช่วยมาทำเรื่องเหล่านี้ และเป็นฐานของการทำงานที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ จะเป็นอย่างไร สิ่งที่จะต้องขอจากทางส่วนราชการทุกส่วนราชการก็คือว่า ขอความกรุณาท่านให้ความร่วมมือและสนับสนุนกับกลไกต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องจัดตั้งขึ้น สมมติว่าจะเป็นคณะกรรมการที่มาปฏิรูปการเมือง หรือจะมีบุคคลหรือกรรมการ หรือกลไกใดที่ถูกได้รับมอบหมายให้ประมวลเหตุการณ์ สะสางปมความขัดแย้งต่าง ๆ กลไกเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการตามปกติ ผมขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเพื่อให้งานตรงนี้เดินไปได้เพราะที่สุดแล้วนะครับถ้าเราไม่สามารถลดความขัดแย้งในที่เป็นวิกฤต และถ้าหากว่ามีความรุนแรง หรือถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาอื่น ๆ หรือนโยบายอื่น ๆ ก็จะปฏิบัติไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เรียนไว้ล่วงหน้า เพราะว่าคงจะต้องมีบุคคลที่เราดึงเข้ามาเพื่อทำงานจากหลายส่วน ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกส่วนราชการ

ในส่วนของนโยบายอื่น ๆ ผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ เพราะว่าใช้เวลามาพอสมควร และก็ไม่ต้องการลงในรายละเอียดมากนัก แต่ว่าเรื่องที่ผมขอย้ำสุดท้ายคือว่าเราพูดกันมากเรื่องวิกฤตทางการเมือง และวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่ว่าผมไม่อยากให้เรามองข้ามหรือละเลยวิกฤตทางสังคม ที่อาจจะไม่ฟังดูว่าหวือหวา หรือเป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตาย แต่ที่จริงมันมีวิกฤตในสังคมอยู่หลายส่วนที่กัดเซาะและทำลายความสามารถของประเทศของเรา และคนของเรา ซึ่งตรงนี้จะมีหลายมิติมาก ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของความมั่นคงของรัฐ นอกเหนือจากปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ผมได้พูดไปแล้ว การทำงานโดยคำนึงถึงความหลากหลายก็จะเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่เรื้อรัง อย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ หรือการที่เราจะต้องมีความเข้าใจและจัดระบบกันใหม่กับปัญหาที่นับวันเติบโตมากขึ้น เช่น กรณีของแรงงานต่างด้าว อย่างนี้เป็นต้น หรือบทบาทของชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าที่ผ่านมาเรามองปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ว่าสะสมปัญหาไว้ และจะกลายเป็นปัญหาที่เป็นเงื่อนไขในเชิงปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคมได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

ในส่วนของปัญหาความยากจน ความมั่นคงของมนุษย์หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกันนะครับ ปัญหาใหญ่ที่อาจจะมองว่าเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แต่กระเทือนไปถึงวิกฤตทางสังคมแน่ ที่ค้างคากันมาก็จะเป็นเรื่องของที่ทำกินและเรื่องของหนี้สิน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย รวมไปถึงปัญหาการพนันหรือปัญหาธุรกิจนอกกฎหมายผิดกฎหมาย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งต้องการทั้ง 1. การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต และ 2. การแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการเป็นระบบมากขึ้นที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้

เรื่องของการศึกษานอกเหนือจากการเรียนฟรี ผมก็ต้องย้ำนะครับว่า ปัญหาเรื่องของคุณภาพของเราก็เริ่มที่จะเข้าขั้นวิกฤตแล้วเหมือนกัน มีการประเมินจากหน่วยงานของรัฐเองด้วยซ้ำว่า เรามีโรงเรียนที่เขาบอกว่าเป็นโรงเรียน ICU เยอะแยะไปหมดทั่วประเทศ และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ลดลง ระบบต่าง ๆ ก็เริ่มถูกตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการสอบคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพของการเรียนการสอนหลักสูตร ก็ต้องเร่งให้มีการแก้ไขเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีของนโยบายทางด้านสุขภาพหรือสาธารณสุข ก็ต้องขอย้ำว่าทุกวันนี้ ภัยคุกคามเรื่องของสุขภาวะของคนไทยโดยทั่ว ๆ ไป เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เรื่องโรคระบาด แต่มันกลายเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาตรงนี้ที่ผมเน้นย้ำมาในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จริงก้าวหน้าไปที่สุดก็คือเรื่องของการเอาระบบสมัชชาเข้ามาใช้ในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งตรงนี้ทำให้เรามองเห็นว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ใหญ่กว่ากระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเดียว ต้องได้รับความร่วมมือในการออกแบบนโยบายเพื่อสุขภาพของประชาชนที่ครอบคลุมจริง ๆ เช่น กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องช่วยดูการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรเป็นอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การดื่มสุรา หรือปัญหาอื่น ๆ ก็จะต้องได้รับการแก้ไข โดยจะไปหวังพึ่งกระทรวงสาธารณสุขไปแก้ที่ปลายเหตุอย่างเดียวคงไม่ได้

ที่สำคัญวันนี้ก็คือว่าปัญหาสังคมที่น่าหนักใจที่สุดคือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน มีคนบอกรัฐบาลไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ไม่จริงนะครับ ที่จริงนโยบายยาเสพติดใครยังไม่ทราบว่ามีอยู่ในนโยบายรัฐบาล อยู่หน้า 16 นะครับ ข้อ 3.5.7 เพราะว่าชอบไปพูดกันนะครับว่าไม่มีนโยบายนี้ ไม่มีไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่กับความเป็นจริงครับ ว่าการแก้ปัญหายาเสพติดถ้าคิดว่า ฆ่าคนสัก 2,000 คนแล้วปัญหายาเสพติดหมดไป ไม่จริงครับ พิสูจน์มาทุกที่ทั่วโลกแล้วว่าไม่จริง นอกจากท่านจะฆ่าคนไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหมดไป ปราบปรามต้องทำ บังคับใช้กฎหมายต้องจริงจัง แต่วันนี้หัวใจของการแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เช่น ปัญหาการติดเกม ปัญหาการใช้สื่อสมัยใหม่ในทางที่ไม่ถูกต้อง ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ปรับสภาวะแวดล้อมในสังคมของเรา เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานนะครับ ทำอย่างไรให้สถาบันครอบครัวมีความอบอุ่น ทำอย่างไรให้พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนมีมากกว่าพื้นที่ที่เป็นเรื่องของอบายมุข เป็นเรื่องของการยั่วยุท้าทาย ให้ไปสู่สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม

ในอดีตเราเคยมีระบบการบริหาร ใช้คำว่าซีอีโอนะครับ และกำหนดไปทุกพื้นที่ แล้วก็ไปกำหนดเป้าหมายเป็นหลักคือเรื่องของเศรษฐกิจ ผมอยากจะบอกว่าวันนี้การประเมินผลงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการในพื้นที่ทั้งหลาย ผมต้องการที่จะเอาเรื่องวิกฤตทางสังคมมาจัดให้ชัดเจน ดูสิว่าแทนที่จะมาเทียบกันว่าจังหวัดไหนรายได้เติบโตเร็วที่สุด ลองมาดูสิว่าจังหวัดไหนเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมน้อยที่สุด จังหวัดไหนมียาเสพติดน้อยที่สุด จังหวัดไหนมีลานกีฬามากที่สุด จังหวัดไหนมีระบบการจัดการพื้นที่ โซนนิ่ง ไม่ให้แหล่งอบายมุขอยู่กับสถานศึกษา อยู่กับเด็กและเยาวชนได้ดีที่สุด ตัวนี้ครับผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่จะต้องนำเข้ามา เพื่อให้เห็นว่าการแก้ปัญหาในภาพรวมทั้งหมด ไม่ได้ยุ่งอยู่แต่เฉพาะในเรื่องของมิติทางด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองเท่านั้น และปัญหาสังคมเป็นปัญหาที่ถูกละเลยอยู่ตลอดเวลา ผมก็จะขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับมิติทางด้านสังคมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของเศรษฐกิจหรือการเมือง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ที่สุดแล้วการทำงานในช่วงนี้ท่านต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ แล้วก็ต้องพยายามแสวงหาความร่วมมือเป็นพิเศษ ความร่วมมือที่ว่าก็มีตั้งแต่การแสวงหาความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ข้ามกรม ข้ามกระทรวง เพราะหลายปัญหาต้องแก้อย่างเป็นเอกภาพ อย่างมีบูรณาการ และท่านต้องประสานความร่วมมือไปถึงภาคเอกชน หรือองค์กรภาคประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีในสิ่งที่เราทำ เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคของการสื่อสาร ถ้าเราทำงานแต่เราไม่สามารถสื่อสารให้คนเข้าใจได้ งานเราก็จะไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นแนวทางตรงนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ผมอยากจะให้ไว้เพื่อที่ประกอบการทำงานของทุก ๆ ท่าน ที่จะทำให้เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นทั้งปัญหาเร่งด่วน และขณะเดียวกันไม่ละเลยในการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง และปัญหาระยะยาวได้ด้วย

ก่อนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะมาชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียดในความรับผิดชอบของท่าน และก่อนที่จะมีการตอบคำถามนะครับ เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนกันในระยะเวลาที่จำกัด

ผมขอเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายครับว่า เราอยู่ในช่วงภาวะที่ท้าทายมากนะครับ ความล้มเหลวของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ว่าเมื่อใดก็ตามถ้าคนมองว่าการเมืองทั้งหมดล้มเหลว หรือรัฐบาลทุกชุดต้องล้มเหลว หรือระบบภาครัฐล้มเหลว เราจะไม่มีทางทำอะไรได้เลยครับในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราต้องการจะพิสูจน์ก็คือว่า ความสำเร็จ ความล้มเหลวมีได้ แต่ความล้มเหลวของระบบจะต้องไม่เกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนทำงานโดยนึกถึงการรักษาระบบเป็นสำคัญ แล้วนึกถึงภารกิจหลักที่พวกเราทุกคนนั่งอยู่ในห้องนี้ก็คือการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง ทำด้วยความทุ่มเท ทำเต็มความสามารถ ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ผมไม่คาดหวังความสำเร็จทุกเรื่องหรอกครับ เรื่องใดที่สำเร็จก็ต้องถือว่าเราสามารถทำงานตามเป้าหมายเพื่อประชาชนได้ เรื่องใดที่ล้มเหลวเราก็ต้องตรงไปตรงมากับประชาชนว่าเราล้มเหลวเพราะอะไร ถ้าเราทำงานเต็มความสามารถแล้ว เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ถึงล้มเหลวผมเชื่อว่าประชาชนทั่วไปเข้าใจ ให้อภัยได้ แต่อย่าให้ความล้มเหลวเกิดขึ้นจากการที่เราไม่ทำงาน จากการที่เราไม่ทุ่มเท หรือจากการที่เราไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่รักษาหรือทำงานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะดำเนินการตามแนวทางต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา และบนความเข้าใจของความตั้งใจ และนโยบายของรัฐบาลผมยังมั่นใจครับ ผมยังมั่นใจว่าเราจะสามารถนำพาบ้านเมืองผ่านพ้นช่วงที่เป็นวิกฤต ช่วงที่มีปัญหารุมเร้า และเราจะทำได้มากกว่านั้นด้วย คือว่าได้เริ่มต้นประเทศกันใหม่ และเริ่มต้นวางรากฐานที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาสำหรับลูกหลานของเราในอนาคตด้วย ผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้มาร่วมประชุมในวันนี้ และก็คิดว่าจะมีเวลาอยู่สัก 5 - 10 นาทีนะครับ สำหรับท่านผู้ใดที่มีคำถามครับ เชิญครับ

คำถาม กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี กระผมนายสุเมธ ชัยเลิศวนิชกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ขออนุญาตคงจะไม่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่ให้ข้อเสนอแนะประการหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะนำไปพิจารณา เพราะนโยบายเร่งด่วนด้านหนึ่งของรัฐบาลที่ได้ประกาศแล้ว คือการที่จะช่วยเหลือผู้ที่กระทบผลจากการเลิกจ้าง รัฐบาลมีโครงการอยู่ใน...ไลน์อันหนึ่งคือโครงการเช่ารถที่ให้มาใช้เดินในเขต กทม. ประมาณ 4,000 คัน โครงการเช่ารถนี้มีปัญหาซึ่งกระผมคงจะไม่กล่าวถึง แต่อยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทราบว่า ถ้า...ไลน์ตรงนี้จำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ผมใคร่ขอเสนอแนะรัฐบาลว่าเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งขอให้นำรถเข้ามา 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เปอร์เซ็นต์นำมาจัดสรรให้กับจังหวัดต่าง ๆ ที่มีการประกอบรถยนต์ ตัวอย่างเช่น อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เรามีโรงงานประกอบรถยนต์อยู่ 420 แห่ง มีคนที่เกี่ยวข้องประมาณ 40,000 คน ในจำนวนนี้ think benefit ถ้าเราสามารถที่จะให้ดำเนินการจัดสรรรถมาต่อในเขตบ้านโป่ง เขตบ้านบึง จังหวัดชลบุรี หรือโคราช 3-4 จังหวัดที่มีโรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้เราสามารถจ้างแรงงานได้เพิ่มเติมมากขึ้น think benefit ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน กับแรงงานต่าง ๆ ปัญหาเรื่องแรงงานซึ่งผมได้กราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแล้วส่วนหนึ่ง และกราบเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ไว้แล้วส่วนหนึ่ง และท่านถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมอยากจะใคร่ขออนุญาตท่านว่า โครงการนี้ถ้าเป็นไปได้ อยากขอให้ท่านกลับไปทบทวนและนำสิ่งที่ผมเสนอแนะไปพิจารณา ขอบคุณครับ

นายกรัฐมนตรี จริง ๆ ผมเพิ่งไปบ้านโป่งมานะครับ ก็ได้รับเรื่องจากกลุ่มที่ยืนยันว่าเขามีศักยภาพความพร้อมที่จะเข้ามาร่วมโครงการนี้ ก็เป็นข้อเสนอที่ดีและผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบ ทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี และทางกระทรวงคมนาคม คงจะรับไปดู เพราะความตั้งใจเบื้องต้นของโครงการนี้ที่สำคัญที่ต้องการก็คือ ทำอย่างไรที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานของ ขสมก. ให้มีบริการที่ดีขึ้น และมีบริการที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่ผู้ใช้จะมีความพึงพอใจมากขึ้น ใช้พลังงานทดแทน และทำให้ตัวองค์กรเองสามารถที่จะมีฐานะทางการเงินดีขึ้น อันนี้คือหลักการที่รัฐบาลรับว่าจะเดินต่อ ส่วนรายละเอียดของโครงการในขณะนี้ว่าจะไปจัดซื้อจัดหาหรือจะใช้แนวทางใด ก็เป็นเรื่องที่ยังสามารถที่จะมาพิจารณากันได้ครับ เชิญครับ

คำถาม กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ดร.สมหมาย ปรีชาศิลป์รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ค่ะ อยากเรียนถามท่านประเด็นเดียวในเรื่องของความขัดแย้งคนไทยที่บางคนไปจังหวัดทางภาคเหนือไม่ได้ บางคนไปจังหวัดทางภาคใต้ไม่ได้ ทางรัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนอย่างไร ขอบพระคุณค่ะ

นายกรัฐมนตรี ผมเรียนยืนยันนะครับว่าเราต้องยืนยันหลักการว่าคนไทยด้วยกันไปได้ทั่วทั้งประเทศ แน่นอนขณะนี้ความขัดแย้งทางการเมืองส่วนหนึ่งทำให้เกิดปัญหา คือรูปแบบของการชุมนุมขับไล่ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือว่าการแก้ปัญหาใช้เวลาก็คือเมื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นธรรม และสิทธิที่ทุกฝ่ายพึงมีพึงได้ เงื่อนไขความขัดแย้งในลักษณะนี้ก็จะลดลงไป แต่ผมยืนยันว่าโดยหลักการแล้วเราต้องช่วยกันทำให้คนไทยสามารถเดินทางไปทั่วประเทศได้ ผมก็ถูกสอบถามเรื่องนี้ในวันนี้ ก็อยากจะเรียนว่าที่จริงปัญหาก็อยู่ในภาวะที่น่าจะบริหารจัดการและเริ่มคลี่คลายได้ ไม่ได้รุนแรงเสมอไป แล้วเราต้องย้ำนะครับว่า การที่จะชุมนุมและทำให้เกิดปัญหาอย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย ผมยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ที่อาจจะมีปัญหาบ้างก็เพราะว่ามีการเลือกตั้งซ่อม ก็ต้องมีการเดินทางไปของพรรคการเมือง ผมก็พยายามที่จะพูดนะครับว่าใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ไปจัดเวทีของตัวเอง ดีที่สุดคือไม่ต้องไปยุ่งกับเวทีของคนอื่น ก็จัดเวทีของตัวเอง วันก่อนผมไปหาเสียงก็มีกลุ่มที่มาชุมนุมไม่เห็นด้วย ทีนี้พอกลุ่มสนับสนุนทำท่าจะลุกขึ้นไปเผชิญหน้า เราก็ต้องห้ามไว้ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นระดับผู้นำต้องช่วยกัน ช่วยกันคือสร้างวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ผมอยากจะเรียนว่าผู้นำชุมชน ไล่จากหมู่บ้านขึ้นมาจนถึงจังหวัด ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือปลูกฝังค่านิยมว่าคิดต่างกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันได้ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรดาผู้แทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบ้างแล้วว่า อันนี้ผมถือเป็นงานสำคัญที่ผู้นำชุนทุกส่วนจะต้องช่วยกัน อารมณ์ที่ตกค้างยังมีแน่นอน และปัญหานี้ยังไม่หมดไปได้ง่าย แต่ว่าถ้าเรายืนยันกันอย่างนี้ แล้วก็ที่สำคัญ ใครพูดคุยกับฝ่ายตัวเอง ขอร้องผู้สนับสนุนหรือผู้ที่มีความคิดเหมือนกับตัวเองได้ ต้องทำ ก็คือถ้าฝ่ายหนึ่งหยุดโดยเด็ดขาด ผมเชื่อว่าตบมือข้างเดียวไม่น่าจะดังครับ ต้องช่วยกันเพราะผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่รักสงบ และต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ในที่สุดคนส่วนใหญ่นี่ละครับจะเป็นพลังเงียบที่ไปกดดันไม่ให้คนที่ยังอยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวายสามารถที่จะเคลื่อนไหวอะไรได้มากนักครับ เชิญครับ

คำถาม กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีครับ กระผมนายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ครับ ขอเรียนถามปัญหาซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นปัญหาของหลายจังหวัดภาคใต้ คือปัญหาราคายางพาราตกต่ำนะครับ ซึ่งประชาชนขณะนี้ก็รอว่ารัฐบาลจะมีนโยบายหรือมาตรการใดบ้างที่ออกมาแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีนโยบายหรือมาตรการในเรื่องของการแทรกแซง หรือพยุงราคาหรือไม่ หรือว่ามีนโยบายอื่นใดในการที่จะบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนนี้ครับ

นายกรัฐมนตรี ตอนนี้กำลังทำอยู่สองส่วนนะครับ ส่วนแรกคือในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องมีเรื่องของการดูแลเรื่องพืชผล ซึ่งเดิมรัฐบาลที่แล้วเคยกำหนดวงเงินไว้สำหรับกรณีข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และตอนนั้นคิดว่าเงินจะพอที่จะไปดูในเรื่องของปาล์ม เรื่องของยางด้วย ที่ประเมินล่าสุดในขณะนี้คิดว่าคงจะไม่พอ เพราะฉะนั้นในแผนที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะพิจารณาในวันพรุ่งนี้จะต้องให้ครอบคลุมพืชตัวอื่นซึ่งยังไม่ได้รับการดูแล ส่วนที่สองเราทราบว่าปัญหาของยางพาราเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งคือมาจากปัญหาของตลาดโลกที่พอราคาผันผวน ราคาน้ำมันผันผวนหรือลดลงมาก มันมีปัญหากับสัญญาที่ซื้อขายกันล่วงหน้าไว้ และผู้ซื้อก็พูดง่าย ๆ คือว่าไม่อยากที่จะปฏิบัติตามสัญญา ผมก็ได้เรียนกับทางรัฐมนตรีทั้งกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ก็ไปเจรจา ยกตัวอย่างเช่น ก็ได้เริ่มพูดคุยกับทางประเทศจีนว่า เขาจะสามารถที่จะรักษาในเรื่องของการข้อผูกมัดในเรื่องของสัญญาต่าง ๆ เพื่อที่จะไม่ให้การซื้อขายได้หายไป และมีผลกระทบต่อราคาหรือไม่ ก็ได้รับการตอบสนองในเบื้องต้นในทางบวกนะครับ แต่จะต้องทำงานต่อ เพราะฉะนั้นเรียนว่าขณะนี้ไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้เลย และกำลังที่จะดำเนินการสองด้านอย่างที่ว่านี้ ส่วนในวันข้างหน้าก็ขอเรียนครับว่าตลาดล่วงหน้ายังเป็นตลาดที่เรายังใช้ประโยชน์น้อยไปสักนิดหนึ่งในการที่จะช่วยบริหารจัดการในเรื่องการแทรกแซงราคา โดยเฉพาะราคายาง เพราะว่ายางเป็นสินค้าที่เข้าไปสู่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ามากกว่าตัวอื่นแล้วครับ คิดว่าคงจะได้เวลาด้วยนะครับ สำหรับที่ได้กำหนดเอาไว้

สุดท้ายขอเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า รัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองก็มีความรับผิดชอบในทางการเมืองต่อพี่น้องประชาชน แต่การทำงานของรัฐบาลอย่างที่ผมเรียนคือว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้รับการร่วมมือ และการทุ่มเททำงานอย่างหนักจากบรรดาข้าราชการ และหัวหน้าส่วนราชการ ทางผู้ว่าราชการจังหวัด ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราอยู่ในภาวะของวิกฤต ต้องขอความกรุณาทุกท่านได้ทุ่มเทเป็นพิเศษ และก็ให้ความมั่นใจอีกครั้งว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่จะขอให้ท่านได้ช่วยทำงานต่อไปนั้นคือประโยชน์ของส่วนรวม และประโยชน์ของประชาชนเท่านั้นครับ ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก