![]() |
คำโอวาทของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสที่คณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาทีมชาติไทยเข้าเยี่ยมคารวะ
ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเกมส์ ครั้งที่ 29
ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เวลา 16.30 น.
รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์)
ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ (พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา)ผมเห็นการแข่งขันโอลิมปิคมาแล้วหลายครั้ง และในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน แต่ต่อมาก็มีโอกาสส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งเมื่อก่อนผมคิดว่า เมื่อเป็นประเทศก็สามารถส่งคนไปแข่ง ได้ แต่เพิ่งมารู้ว่าการส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันในโอลิมปิคนั้น จะต้องให้นักกีฬาแต่ละประเทศมาแข่งขันกันก่อน เมื่อนักกีฬาชนะผ่านเข้ารอบ ก็สามารถไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิคได้ ซึ่งแสดงว่านักกีฬาทั้ง 51 คนได้ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ซึ่งตรงนี้ต้องนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
สมัยก่อนประเทศใดที่ไปเข้าร่วมการแข่งขันแล้วไม่มีโอกาสได้เหรียญ เขาจะมีคำขวัญว่า "แพ้ชนะ ไม่สำคัญ สำคัญที่ได้มาร่วม" เมื่อก่อนประเทศไทยก็พูดอย่างนั้น ปัจจุบันเราไม่พูดอย่างนั้นแล้ว แต่จะพูดว่า "จะได้มากกว่าเก่าขึ้นมาอีกสักกี่เหรียญ" ผมยังจำบรรยากาศได้ว่า ตอนที่ พะเยาว์ พูลรัตน์ ได้เหรียญทองแดง ซึ่งเป็นเหรียญแรกของประเทศไทยมานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นสำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นความยิ่งใหญ่มากที่ประเทศไทยได้เหรียญทองแดงจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค และต่อมาไทยก็ได้เหรียญเงิน เหรียญทอง และได้มากกว่า 1 เหรียญ ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยไม่ต้องพูดว่า "แพ้ ชนะไม่สำคัญ สำคัญที่ได้ร่วม" อีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ผมยังมีความคิดของผมอยู่เสมอว่า อย่าถือเรื่องแพ้ ชนะ เป็นเรื่องสำคัญ หรือแข่งแบบเอาเป็นเอาตาย โดยมีเงินรางวัลมาวางล่อไว้ให้ ถ้าชนะก็ยินดีด้วย แต่ถ้าแพ้ก็ไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึก หดหู่ เราแพ้ได้ก็สามารถที่จะชนะได้เท่า ๆ กัน แต่สมัยก่อนพูดอย่างนี้ไม่ได้ พอใครชนะก็พูดกันว่าอย่างนี้หรือชนะ ชนะได้ถ้ามีหลักการหรือหลักเกณฑ์ มีหน่วยก้าน หลักการก็คืออยากให้นักกีฬาทุกคนมีความอุตสาหะ เกียรติยศน่าตาของบ้านเมืองเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศเกาหลี ผมนึกว่าอีกนานกว่าจะมีการแข่งขันในแถบเอเซีย แต่ไม่นานก็วกกลับมาแข่งขันที่ประเทศจีน ผมมีความผูกพันกับโอลิมปิคที่ประเทศจีนมากกว่าครั้งใด ๆ เพราะว่าวันที่ประเทศไทยแพ้การคัดเลือกการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจาก 1 ใน 3 ประเทศนั้น ผมได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีนในช่วงนั้น และได้มีโอกาสพบกับประธานการจัดงานโอลิมปิคของประเทศจีนด้วย ซึ่งเป็นเพื่อนกับผม ก็ได้พูดคุยกันในฐานะเพื่อนเก่า จึงมีความผูกพันกัน และครั้งนี้ยิ่งจะผูกพันกว่า เพราะว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ไปทรงทอดพระเนตรในวันเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค และจะทรงทอดพระเนตรการแข่งขันจนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2551 โดยพระองค์ท่านจะทำอาหารเลี้ยงนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ 1 มื้อ ผมเองก็จะเดินทางไปและจะทำอาหารเลี้ยงนักกีฬาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นนักกีฬาก็จะได้รับประทานอาหาร 2 เมนู จากเจ้าฟ้าฯ พระราชทานมา 1 มื้อ นายกรัฐมนตรีทำให้กินอีก 1 มื้อ ไม่บอกว่าทำอะไร แต่ผมตกลงที่จะไปได้แน่นอน
ที่ผ่านมาประเทศทิเบต เกือบจะทำให้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคพังให้ได้ เป็นเราก็คงใจหายใจคว่ำ ทำมาแทบตาย ถนนวงแหวนผมก็ไปคุยกับนายกรัฐมนตรีของจีน โดยบอกว่าประเทศจีนจะต้องมีทำถนนวงแหวน พอผมไปจีนอีก เขาก็บอกว่าตอนนี้ได้ทำเป็นระยะ 1 พอไปอีกที เขาก็บอกทำระยะ 2 ระยะ 3 ผมก็ภูมิใจเพราะที่นั่นเขาสั่งได้เลย รถไฟใต้ดินจะเปิดใช้ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค มี 200 กิโลเมตร และยังมีอีกหลายอย่างที่ประเทศจีนทำเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค
นอกเหนือจากกีฬา เมืองจีนเขาทำประทัต ซึ่งทำมาเมื่อ 4,000 ปีก่อน ตอนนี้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธ เรื่องดินระเบิดต่าง ๆ เขาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการทำดินขับจรวด กระสุนปืน และเป็นครั้งแรกที่จีนได้ส่งทหารจากกวางเจามาฝึกที่เชียงใหม่ และประเทศไทยก็ส่งทหารไปฝึกที่กวางเจา ผมจึงอยากให้ทุกคนได้ทราบว่า ความสัมพันธ์เรื่องงานกีฬานั้นเป็นอินเตอร์ระหว่างกัน และขอให้รู้ว่าใกล้บ้านของเรานั้นใกล้ชิดกัน มีการค้าขาย ถ้าถามคนจีนว่า จะไปไหนก่อน คนจีนจะบอกว่ามาเมืองไทยก่อน ผมขอให้นักกีฬาได้สบาย ๆ มีความสุข สำหรับอาหารการกินผมเชื่อว่า เหรียญทองที่ได้ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ และกีฬาซีเกมส์นั้น เพราะนักกีฬาได้กินอาหารไทยซึ่งเป็นอาหารที่ถูกใจ จึงทำให้เล่นกีฬาได้ดี
ผมตั้งความหวังไว้ว่า ขอให้มีทุกคนมีความสุขในการเดินทาง มีความสุขระหว่างอยู่ในประเทศจีนและมีความสุขระหว่างการแข่งขัน เมื่อเดินทางกลับมาก็อย่าไปหวั่นวิตก จะแพ้จะชนะขอให้เชื่อว่าทุกคนได้ทำหน้าที่แล้ว รัฐบาลได้อนุเคราะห์ตามสมควรแก่เหตุ ซึ่งผมเพิ่งมาเป็นรัฐบาลได้ 5-6 เดือน ทางคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการทำทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่ผมก็ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และหวังใจว่าจะอยู่ถึงวันที่ได้ต้อนรับนักกีฬาทุกคนกลับมาประเทศไทย ขอให้นักกีฬาเดินทางด้วยความสะดวก และหวังใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
ผมขอขอบคุณทั้งฝ่ายฝึกซ้อม ฝ่ายนักกีฬาที่เสียสละ ถ้ามีเรื่องอะไร หรือปัจจัยอะไรที่ขัดข้องอย่างไร ผมจะช่วยจัดการให้ ส่วนเรื่องรางวัลต่าง ๆ นั้น ผมไม่อยากให้พูดว่า ชนะเพราะมีเงินมาล่อ ไม่ใช่ ต้องบอกว่า ชนะเพราะเรามีความสามารถ ชนะเพราะเรามีสติ เราตั้งใจ และเราชนะเพราะว่าเราเก่ง สำคัญที่สุดคือว่า กีฬาต้องเป็นอย่างนั้น คือมีแพ้ มีชนะ หรือเสมอ ขอให้รู้แต่เพียงว่า เราใส่เน็คไทสีเหลืองซึ่งเป็นเครื่องแบบนักกีฬา และเวลาที่คนไทยจะดีใจก็เป็นช่วงที่มีเสียงร้องตะโกนว่า "Thailand" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และคนไทยคงมีความสุขที่เห็นป้าย Thailand เดินเข้ามาในสนามพร้อมกับนักกีฬา 51 คน และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งหมด 80 กว่าคน ก็ถือว่าเป็นขบวนที่พอดีพอสมควร มีคนถือธง มีคนเดินข้าง ๆ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จมาประทับในวันเปิด เป็นกำลังใจให้นักกีฬา และผมขอให้สำเร็จเรียบร้อยทุกประการ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ถอดเทป/เรียบเรียง