คำกล่าว ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ
ในงาน โพสต์ ฟอรั่ม 2008
"มองไปข้างหน้ากับรัฐบาลใหม่"
ณ ห้องคอนเวนชั่น ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13.45 น.


ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

อยากจะเรียนท่านที่เคารพว่า เมื่อเวลาที่ Post Forum มีงานประจำปี หมายความว่าถ้ารัฐบาลอยู่ คงจะเปลี่ยนหัวข้อตามสภาพที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลมาใหม่ก็เลยบอกว่า "มองไปข้างหน้ากับรัฐบาลใหม่" ขอเรียนว่าท่านผู้กล่าวต้อนรับเมื่อสักครู่ได้กรุณาเอ่ยถึงสถานการณ์ของบ้านเมืองที่ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ 16 เดือนที่แล้ว ตรงนั้นผมอยากให้ท่านที่มาวันนี้ได้มองย้อนหลังไป ว่าเมื่อเวลา 5 ปี + 1 ปี ที่รัฐบาลเก่าได้ดำเนินการมานั้น ไม่มีอะไรผิดปกติสำหรับการบริหารบ้านเมือง แต่ว่ามีคนเห็นว่าเป็นความผิด ความบกพร่องของผู้เป็นนายกรัฐมนตรี และเขาก็กล่าวหาข้อบกพร่องมา 10 ข้อ และมีการปลุกระดมมาก่อน รัฐบาลก็ใจดีปล่อยให้ดำเนินการ ในที่สุดมีการยึดอำนาจ ทุกคนก็เสียดาย ทุกคนก็เสียใจ ทำไมต้องย้อนหลังไปหน่อย ต้องย้อนครับ เพราะเหตุว่าการที่ต้องย้อนไปนั้น พรรคการเมืองซึ่งทำงานให้บ้านเมืองมา 5 ปี ถูกยุติโดยการยึดพรรค พรรคการเมืองใหญ่จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ยุบ พรรคการเมืองใหญ่จ้างพรรคกำลังเล็กไม่ให้ลงเลือกตั้ง ไม่ยุบ เห็นไหมครับ โอกาสไหนจะดีเท่าตอนนี้ที่จะมาบอกให้ฟังว่าเกิดเหตุอย่างนี้ คือว่ากล่าว 1-2-3-4 ยึดอำนาจมาแล้วก็ทำอย่างที่ว่ากล่าวเขา ข้อ 1. นี้ไม่มีใครทำหรอกครับ แล้วคนที่ถูกกล่าวหาเขาก็ไม่มีวันทำ แต่ไปกล่าวหาเขา มีการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองนี้

1 ปี ผมก็ขอบคุณคณะที่ยึดอำนาจ 1 ปีกว่า ๆ นับ 16 เดือน เรามีรัฐธรรมนูญใหม่แล้วมีการเลือกตั้ง แล้วก็พิสูจน์กันด้วยการเลือกตั้ง ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใครคิดเป็นอย่างไร ผมจะไม่เอ่ยว่าใครถูกใครผิด มาถึงตรงนี้พรรคการเมืองซึ่งมีฝีมือในการบริหาร พรรคการเมืองที่มีนักการเมืองที่เขาทำสั่งสมมา 111 คนถูกให้หยุดดำเนินกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองที่ยุบไปเขามี 377 ยึดอำนาจไปแล้ว มีคนกระโดดหนีไป เหลือคนอยู่ 270 ซึ่งเป็นอดีต ส.ส. ก็ดีเลยครับ รัฐธรรมนูญออก การเลือกตั้งได้เป็นไปตามกำหนด แล้วเราก็ได้เลือกตั้ง ทั่วโลกเฝ้าดู เคราะห์ดีที่เราเลือกตั้งโดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วกรรมการเขาทำหน้าที่ของเขาเรียบร้อบ ใครจะมาขอดูอย่างไร พอเลือกตั้งเสร็จแล้วเขาได้รับความชมเชย จากคนในโลกว่าการเลือกตั้งประเทศไทยเรียบร้อย แม้จะมีคาราคาซังอยู่บ้างก็เป็นไปตามสภาพ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคนยืนยันว่าการเลือกตั้งนั้นต้องผ่านใส่ตะแกรงร่อนเรียบร้อย ร่อนอยู่ 1 เดือนจึงจะจัดตั้งเปิดสภาได้ดำเนินการได้ กระโดกกระเดกนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร โบราณบอกว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ช้าหน่อย ในที่สุดก็ได้คณะรัฐมนตรี

ตรงนี้ที่ผมเริ่มต้นคือว่า เวลาที่ผมเอ่ยไปในสำนวน เป็นสำนวนคนไทยธรรมดา คือถ้าเราเห็นว่าที่จัดมาแล้ว เราเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไร แต่ก็บอกไว้แล้วว่าหนทางที่จะเลือกมันยาก เอาคนนอกสัก 10 เปอร์เซ็นต์ 35 นะ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ 2 คนครึ่ง เอาสัก 4 คน เอาตัวเจ๋ง ๆ มาสักหน่อยยังทำไม่ได้เลย คนดีคนเก่งมีชื่อ ลองเช็คดูบอกว่าคนนี้ดีคนนี้ใช้ได้ ไม่มีใครรับหรอกครับ เพราะมีกฎหมายดักหน้าดักหลังอยู่ จะมาช่วย มายินดีมา แต่ว่าครอบครัวเสียหาย เขาไม่เข้า สุดท้ายเราต้องใช้คนที่เป็นพวกกล้าหาญ คือไปรบไปเลือกตั้ง กลับจากสนามรบก็ต้องมาทำหน้าที่บริหาร ต้องใส่ตะแกรงร่อนเอาอย่างที่เห็น มีระบบพรรคอยู่ครับ เวลาผมบ่นผมไม่ได้บ่นคนอื่น เขามีระบบพรรค 37 คนบริหาร แล้วจะอะไรอย่างไรกันเข้าระบบพรรคแล้วส่งออกมา แต่ว่าสุดท้ายเขาให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล จะเอาอย่างไร ถ้าผมส่งบอกว่าโอเคส่งอย่างนั้นตามนั้นก็ไม่มีเรื่อง แต่ผมต้องบอกว่าผมต้องทักท้วงได้ ตรงนี้ไม่ควร ตรงนี้ไม่ควร หยุด ต้องจัดตรงนั้นตรงนี้ และผมประสบการณ์มาก แต่อะไรผมบ่น ผมบอกตรงนั้นไปโหวตในพรรค ผมบอกโหวตในพรรคผมก็เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดเหมือนเดิม โหวตมากพรรคจะได้รู้หน่อยว่าเป็นอย่างไร มีคนไปคำนวณเสร็จ แก้ได้ 1 เปอร์เซ็นต์ 2 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ตำหนิว่าคนที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ 1 เปอร์เซ็นต์ 2 เปอร์เซ็นต์ไม่มีความคิด แล้วถ้า 100 เปอร์เซ็นต์ 20 กว่า 1 เปอร์เซ็นต์ 2 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้แค่แขนแค่ขาไม่ครบคนด้วยซ้ำไป แต่ผมแก้ไป 7 – 8 คน ผมแก้ไป 30 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ต้องไปอวดใครว่าใครที่ผมเป็นคนแก้ ใครที่ผมเปลี่ยน ใครเป็นคนจัดกลับ ผมทำหน้าที่ของผม

ที่มาพูดใน Post Forum วันนี้ก็เพราะเหตุว่าผมจะต้องให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่าบ้านเมืองนี้มีความเปลี่ยนแปลง มีคณะที่มาจากการเลือกตั้ง 234 คน มีคณะที่เป็นฝ่ายค้านมาตรฐานอยู่ในสภา 164 คน มีพรรคที่มาร่วมรัฐบาลได้ 316 คน จัดรัฐบาลได้ เรียบร้อยไหมครับ ก็ต้องเรียกว่าเรียบร้อย 6 พรรค จับปูใส่กระด้งหน่อยไม่ง่ายหรอกครับ ภายในเขาก็ทำของเขา เสร็จแล้วมาด้วยกัน ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล คนที่มา ถ้ามาทางพรรคพลังประชาชนถือว่าพวกผม ความจริงเขาก็มาเจอกับผมเท่านั้น พรรคอื่นอีก 5 พรรค หัวหน้านับถือกันรู้จักกันทั้งนั้น ผมไม่เคยมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมเป็นรัฐมนตรีมา 5 หน รองนายกรัฐมนตรี 3 หน อยู่ในแวดวงการเมือง ไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 ปี กลับมาก็ยังไม่เก่าเกินไป ยังพูดกันได้ยังตกลงกันได้ ผมต้องพูดจากับคนที่มาร่วมรัฐบาล 6 คณะ 5 พรรค รวม 6 พรรคพลังประชาชน ผมทำความเข้าใจกันชัดเจน บอกว่าเป็นโอกาสที่เราจะกอบกู้สถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ขอความร่วมมือ ใครจะคิดว่าผมกับเสธ.หนั่น (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ปกติก็ไม่ได้พูดจาปราศรัยกัน อยู่กันคนละซีกละฟาก แต่พอถึงวันตกลงกับท่าน คุณบรรหารฯ ท่านก็นึกว่าท่านไม่จะมายุ่ง แต่ส่งเสธ.หนั่นมา ผมต้องลงมือสนทนาธรรมกับเสธ.หนั่นอย่างดี คุย 1 คุย 2 คุย 3 คุย 4 คุยกันชัดเจน การเป็นนักการเมืองไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยินดีจะทำงานร่วมกัน คนที่เข้ามา ท่านหัวหน้าสุวิทย์ฯ (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) ก็ดี ท่านหัวพรรคนั้นไม่มา คนนี้มา คนนั้นไม่มา คนนี้มา ในที่สุดผมก็สามารถเจรจาความตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่โรงแรมสุโขทัยมาถึงทำเนียบรัฐบาล เวลาจะเขียนนโยบายก็ประชุม 6 พรรคด้วยกัน ประชุมกันแต่ยังไม่มีตำแหน่ง เขียนนโยบาย 1-2-3-4 พอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเสร็จเรียบร้อย ประชุมเป็นเรื่องเป็นราว รองนายกฯสมชายฯ (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นประธาน จัดการประชุม 1 ประชุม 2 ประชุม 3 ประชุม 4 เสร็จเรียบร้อยเอาข้าราชประจำเข้ามาตรวจสอบ เป็นไปได้ไหมในทางปฏิบัติ เขาจัดการตรวจสอบ เป็นไปได้ไหมที่ขบกับกฎหมายที่ออกมาดักหน้าดักหลังไว้ไหม เป็นไปได้ไหมว่าเราขาดตกบกพร่อง หาเสียงไว้ เขาตรวจสอบกันหมดครับ จึงพิมพ์กันเป็นนโยบาย และเข้าไปสภา อภิปรายกัน 3 วัน 3 คืน ประทานโทษทั้งหมดเกือบ 40 ชั่วโมง เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แม้จะต่อปากต่อคำกันหน่อยก็เป็นของแถม

ในที่สุดเราก็ผ่าน วาระทั้งหมด เมื่อเราเสนอนโยบายแล้วเราก็บริหารได้ นโยบาย 18 -19 -20 กุมภาพันธ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ หยุดวันมาฆบูชา ก็ทำกิจกรรมวันมาฆบูชา มาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เมื่อผมหาเสียงเลือกตั้ง คนที่สนใจการเมืองจริง ๆ ตะโกนถามคุณสมัคร ถามจริง ๆ เถอะถ้าไปเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร ผมบอกยังเร็วเกินไปที่จะตอบ แต่ผมตอบได้ว่าผมจะทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่สถานะเดิม ฝรั่งถามผมบอก back to normal อธิบายความกันหมด ไม่น่าเชื่อนักข่าวต่างประเทศมะรุมมะตุ้ม ถามโน่นถามนี่ ญี่ปุ่นมาทีหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ ทีวี 2 ช่อง เดี๋ยวโน่นมาเดี๋ยวนี่มา มาจนเกิดเรื่อง ถามโน่นถามนี่แต่ละคนมาชอบถาม ถามให้เกิดเรื่อง ผมก็ตอบไปตามเรื่อง ผมต้องรับผิดชอบที่ผมตอบ เพราะเขาถาม เขาถามผมก็ตอบ ผมก็เพิ่งรู้ครับว่าสิทธิเสรีภาพของคนไทยมันกร่อน ๆ ไปเหมือนกัน เห็นอะไรก็พูดที่ตาเห็นไม่ได้ ไม่เป็นไร ผมไม่ต้องการมาฟื้นฝอยหาตะเข็บที่ท่านประชุมวันนี้ แต่ผมต้องการมาบอกว่า ในที่สุดเราก็ได้เริ่มต้นในสิ่งที่ผมพูด

เริ่มต้นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ข้าราชการ 800 คน แม่ทัพนายกองทั้งหลายไปนั่งประชุม 800 คน ผมมอบนโยบาย ไปแจงให้เห็นภาคปฏิบัติ เมื่อเช้าผมก็ทำกรรมวิธีเปลี่ยนแปลง เขาเขียนมาให้ดีเลยครับ แต่มันเป็นสิ่งเดียวกับที่อยู่ในเล่มแล้วมาแปลงให้ผม เท่ากับผมพูดสิ่งที่คนถืออยู่ในเล่ม พูดไป ผมบอกขอประทานโทษ ที่เขาเตรียมมาให้ผมดีนี้ 800 คนเอาไปอ่าน แต่ว่าผมจะพูดในสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ ไม่ได้บอกไว้ แล้วเมื่อเช้านี้ผมก็พูด ว่าผมจะทำอย่างนี้ผมเป็นนักการเมือง แน่นอนปฏิบัติต้องข้าราชการประจำ ได้ไม่ได้ ใช่ไม่ใช่ ต้องช่วยผม เรื่องอย่างนี้คือสิ่งที่ผมได้ดำเนินการไปเมื่อเช้า ผมนึกว่าผมเริ่มงานตอน 10.00 น. ปรากฏว่าเริ่มตอน 09.30 น. กินเวลาเขาไปครึ่งชั่วโมง อย่างไรก็ตามแต่ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของคนที่เป็นนักการเมือง ลงไปสู่ข้าราชการประจำ วันนี้พอบ่ายก็มาพบกับท่านทั้งหลาย จำนวนใกล้เคียงกัน ต้องการจะฟังว่าแล้วรัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างไร สำนวนที่ผมบอกว่าขี้เหร่ไม่ใช่ผู้หญิง 4 คนนั้นไม่สวย ผมบอกแต่เพียงว่าคนที่มาเป็นคณะรัฐมนตรีไม่ได้อย่างใจ ไม่มีทางเลือกต้องได้เท่านี้ ผมจับสับตรงนี้ ๆ สับตรงนั้น แล้วก็ได้ถอนหายใจในที่สุดว่าเดินหน้าออกมาได้

ทีนี้จะบอกให้ฟังนิดหนึ่ง ท่านทั้งหลายนั่งอยู่ที่นี้ ต้อง czar (ผู้เชี่ยวชาญ) เศรษฐกิจ แต่ก่อน czar เศรษฐกิจชื่อบุญชู โรจนเสถียร เมื่อ 5 – 6 ปียังไม่มี czar เศรษฐกิจชื่อสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่มี เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ไป ๆ มา ๆ ไปแก่กล้า ทำตั้ง 4 ปี บวกอีก 1 ปี คนจะเป็นรัฐมนตรีคลังต้องอย่างสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แล้วไปหาที่ไหน อยู่บ้านเลขที่ 111 แล้วอย่างไรครับ ต้องอย่างทนง ฯ (นายทนง พิทยะ) โน่น หนีไปสอนหนังสืออยู่ญี่ปุ่น ต้องอย่างคนโน้นอย่างคนนี้ บุคลากรที่เขาสร้างไว้ไม่อยู่ ไม่อยู่แล้วต้องทำอย่างไรครับ คนจะอยู่ความคิดอ่านข้างหลังมีครับ เปิดเผยได้ไหม อย่า ๆ ช่วยเต็มที่แต่อย่าเปิดเผยชื่อ คิดเลว ๆ ก็แปลว่านี่รังเกียจ คิดดี ๆ ก็แปลว่าเขาต้องรักษาองคาพยพของเขา มาเป็น ที่ปรึกษาแล้วเสียรังวัด เพราะฉะนั้นไม่ประกาศแต่งตั้ง ใครจะมาช่วยคิดช่วยอ่านต่าง ๆ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำไมครับ วันนี้ก็ถามว่าทำไมก่อน แต่เวลาที่ผ่านมา ผมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยกันมา 1 เดือน ผมรู้ว่าเขาทำอะไร แต่ผมอยู่มาก่อนด้วยกัน 3 – 4 เดือน ผมต้องรู้ว่าเขาทำอะไร เขาดำเนินการดูแลคนในพรรค 270 คนให้มารวมอยู่ในพลังประชาชน รณรงค์หาเสียงด้วยกันตลอดเวลา นั่งดูแลการเลือกตั้ง จนกระทั่งเสร็จมาจัดการ คนนี้ละครับ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาดูแลกระทรวงการคลัง มีข่าวมาด้วยว่าต่างชาติไม่เชื่อถือ ผมบอกเออแปลกดี ประเทศไทยของเราเวลาเขาเปลี่ยนรัฐบาลที่อื่นกัน เราเคยยื่นหน้าไปพูดไหมครับ ไม่มี รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นคนนี้เราไม่เชื่อถือเลย ไม่มีครับ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยไม่ยื่นหน้าไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีบ้านอื่น แต่ทว่าข่าวต่างประเทศยื่นหน้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เชื่อถือไม่ไว้วางใจ ถามหัวอกคนเป็นนายกรัฐมนตรีสิครับ ถามคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์สิครับ ผมก็ใช้วิธีว่า คุณว่านายแพทย์สุรพงษ์ฯ ทำงานกระทรวงการคลังไม่ได้ แล้วคุณรู้ไหมว่าแต่ก่อนเขาเป็นอย่างไร แต่ก่อนเขาก็ทำหน้าที่ เขาเคยทำ คือเขาเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เขาก็ทำงานได้ ตัดกันไปตัดกันมาจนกระทั่งต้องออก แล้วตอนนี้ไปกันหมด เหลือใคร เหลือหมอเลี้ยบเฝ้าพรรค ก็เอาหมอเลี้ยบมาดำเนินการ เขาเป็นเลขาธิการพรรค ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค

ผมก็ย้อนถามคนที่ถามเรื่องนายแพทย์สุรพงษ์ฯ มาเป็นรัฐมนตรีคลัง แล้วผมถามว่าคุณรู้จักบริษัทอิตัลไทยไหม อิตัลไทยร่วมมือกันระหว่างไทยกับอิตาลี คนที่เป็นเจ้าของบริษัทเป็นคนเดินหน้าบริษัท เป็นรุ่นลูกเขยรุ่นลูกมาทีหลัง แต่คุณหมอชัยชิต กรรณสูต ท่านเป็นคนทำให้เกิดอิตัลไทย แล้วท่านบริหารอิตัลไทย มีหมออีกคนชื่อนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ บางกอกแอร์เวย์ส ทำธุรกิจการบิน แล้วคุณหมอท่านก็บริหารบริษัท มีคนอีกมากมายซึ่งไม่ได้ทำอาชีพที่ตัวมี แต่มีความคิดอ่านในการที่เป็นคนจัดการรวบรัด พูดง่าย ๆ เป็น organizer ช่วยจัดการได้ คุณหมอนี่ละครับเขาจะรู้ว่าควรจะทำอะไรอย่างไรตรงไหน เขาจะมีใครปรึกษาเขาอย่างไร แล้วเขาจะดูทางนั้น คนที่เป็นคนขับเคลื่อนคือข้าราชการประจำ ตัวเบ้ง ๆ ตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดีต่าง ๆ นี่คือเครื่องจักรกลซึ่งเดิน ไม่มีรัฐบาลก็หมุนชะลอช้า ๆ หน่อย รัฐบาลมาก็หมุน ไปขบไม่กัดก็เดินหน้าไปด้วยดี บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ครับ ไม่ใช่อะไรใครที่ไหนก็ได้ แต่เอาคนที่เขามีความรู้รอบที่จะบริหารกระทรวงที่เขารับผิดชอบ

ยกตัวอย่างอีกคนหนึ่ง คุณมิ่งขวัญฯ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) เดี๋ยวจะได้มาคุยด้วย เป็นใคร ใคร ๆ ก็รู้จักมิ่งขวัญฯ แต่ถามว่าเมื่อ 28 ปีครึ่งก่อนหน้านั้นมิ่งขวัญฯ ทำงานกับญี่ปุ่น อยู่กับโตโยต้าอยู่กับญี่ปุ่น ตอนออกมา 28 ปีครึ่งอยู่กับญี่ปุ่น รู้หัวรู้หางญี่ปุ่นไหม รู้ ญี่ปุ่นนับเหมือนญาติ ทำงานไม่นับเกษียณ 28 ปีครึ่ง แต่เขาเป็นคนโสด เขาเป็นคนไม่ผูกพัน วันดีคืนดีพอดีมาช่วยงานบ้านเมือง ทำงาน อสมท ดูประวัติ อสมท ที่เป็นแดนสนธยาว่ามีกำไรเท่าไร ดูอะไรต่ออะไร แล้วเขากลับเข้ามาพัฒนาจนกระทั่งเป็นโมเดิร์นไนน์ทีวี จนกระทั่งบัดนี้จะโทรมลงไปกว่าเก่าไหม ผมไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่เขาเป็นคนทำให้ อสมท จากที่บ๊วยสุดขึ้นมาอยู่หัวแถวที่สุด คนนี้เป็นคนเก่งไหมครับ เขาเป็นคนเก่ง 16 เดือนที่ผ่านมา คุณมิ่งขวัญฯ ทำอะไร ไม่ทำอะไร เขาไม่ใช่คน marketing เขาเป็นคนทำ strategy เขาวางหมาก 1 ปีกว่า ๆ เขานั่งดูหมดเลยครับ ที่ว่าถ้าบ้านเมืองกลับมาสู่สภาพปกติจะต้องทำอะไรตรงไหน อย่างไรบ้าง แล้วในที่สุดเมื่อเวลาที่เราต้องการจะเลือกตั้ง เราต้องการจะหาคนมาเป็นทีมนี้ เราก็ได้หยิบมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แล้วเขาก็แสดงให้เห็นเลย มาอย่างนี้เลยโดด ๆ เดี่ยว ๆ อย่างนี้แต่ในนามพลังประชาชน ออกช่องโน้นออกช่องนี้ พูดตรงนั้นพูดตรงนี้ เขาพูดเพราะเขาเข้าใจ เข้าไม่ใช่คนเชี่ยวชาญเศรษฐกิจการคลัง แต่เขารู้ว่าในการจะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จะต้องหยิบอะไรมาให้ประชาชนรู้ว่าให้มีความหวัง เราก็ใช้มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็มากันเองตรงนี้ละครับ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หัวหน้าพรรคชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ที่เหลือก็คนนี้ ๆ ๆ ๆ

ทำไมถึงจะต้องเอารองหัวหน้าพรรคอย่างยงยุทธ ติยะไพรัช ไปทำงานเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร กลัวที่จะถูกเปลี่ยนไหม ไม่ครับ ชื่อเขาจะโหวตในสภาก่อน เขาโหวตก่อน รู้ตัวแล้ว อย่างไรก็ไม่กระทบ เพราะฉะนั้นใครเป็นประธานสภาก็ได้ จะทำไม เอาไปเป็นประธานสภากลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่มีซ้ำรอยครับ ไม่มีรอยให้ซ้ำ โหวตสว่าง ๆ คนรู้ในสภา กฎหมายกำหนด เขามีหน้าที่เอาชื่อที่โหวตแล้วไปกราบบังคมทูล ผมจะถามใครที่วิจารณ์ว่า แล้วเห็นไปไหมว่าที่เขาทำงานแล้วเขาทำอย่างไร เขาไม่เก่งกาจแบบคุณอุทัย พิมพ์ใจชน เขาไม่ได้เก่งในแง่กฎหมายแบบคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่เขาเป็นนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เขาสามารถจะนั่งควบคุมการประชุม เขามีลูกล่อลูกชน เขามีผ่อนหนักผ่อนเบา เขาสามารถทำให้การประชุมที่ตึงเครียด ผ่อนคลายลงไปได้ นั่นแปลว่าอะไรครับ ขี้ริ้วไหมครับคนนี้ ไม่ได้หล่อเท่าไรเลยในความจริง เก่งไหม ไม่รมีใครรู้ว่าเก่ง แต่งานนี้อยู่ในสภา เราวางคนที่อยู่ในสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ทำหน้าที่รองประธานสภามาก่อนยงยุทธฯ จะมาอีก ผมจัดเขาเป็นเบอร์ 2 ให้ เลือกอีกคนหนึ่งก็เข้าที่เข้าทาง งานสภาก็อย่าง 3 คนที่เห็น งานที่บริหารก็ผม นายแพทย์สุรพงษ์ฯ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

ในที่สุดก็มาผสมครับ พอผสมกันเสร็จแล้วได้ใครมา เราได้คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เราได้คนที่มีแวดวง เราได้เสธ.หนั่นที่จะมาช่วยงานอะไรต่าง ๆ แล้วเขาก็มีรัฐมนตรี พรรคอื่นเขาไม่ขี้ริ้ว ถูกต้อง ผมยืนยัน พรรคชาติไทยไม่ขี้ริ้ว เขาส่งใครมา เขาส่งมา 2 คน คนหนึ่งสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล คนนี้ชอบงานบ้างาน วันนี้ไม่ได้รับเชิญมาเหรอครับ คนนี้เขาทำงานแบบชนิดหัวไม่วางหางไม่เว้น เป็นคนประสานงานระหว่างพรรคให้ด้วย อีกคนหนึ่งคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ คนนี้เก่งครับ แอบเก่งอยู่พรรคชาติไทย แล้วผมทำอย่างไร ผมก็แอบฟังเขาเป็นนักกฎหมายด้วย เขาอธิบายความ นักการเมืองอย่างผมก็เอาสิ่งที่คุณวีระศักดิ์ฯ ได้คุยออกมากับนักข่าว แต่ผมเอามาใช้เลย เป็นอย่างไรสำนวนฉบับนี้ ไม่อธิบายทั้งหมดหรอก แต่จะบอกให้ฟังว่าเหมือนรถยนต์ที่เมื่อมองดูแล้ว เริ่มต้นบอกว่ายางมันบวม แปลว่าอย่างไร แปลว่าขับไปอีกหน่อยต้องเปลี่ยนยาง แปลว่าต้องแก้แคสซีไม่เท่ากันเพราะอะไร ก็เลือกตั้ง 76 แต่งตั้ง 74 ขบกันอย่างนี้แคสซีเขย่ง เกจ์มาตราอะไรต่าง ๆ มัว อ่านไม่เห็น สำคัญที่สุดไม่มีฟิวส์ในฟิวส์บ๊อกซ์ สปาร์คขึ้นมาเมื่อไรก็เกิดเรื่องเมื่อนั้น 1-2-3-4 เขาเก่งครับ ผมใช้ข้อมูลของเขา การพูดอะไรต่าง ๆ พรรคชาติไทยส่งมา ลงเรื่องกีฬาเรื่องท่องเที่ยว คนนี้ใช้งานได้เลยครับ เขาทำ

ค่อย ๆ ได้เห็นคนเก่งทีละคนสองคน ไม่ได้อวดว่าเก่งหมด แต่ว่าสถานะของรัฐบาลที่มานั้นมาอย่างนี้ มาเพราะเลือกตั้งมา ต้องจัดอย่างนี้เพราะไม่มีทางอื่น และเมื่อจัดแล้วเป็นรัฐบาลผสมใครจะดูถูกดูแคลนจะว่าอย่างไร คนที่ยืนอยู่นี่ละครับ ชื่อสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่จะเอาคน 6 พรรครวมเป็นมัดเดียวกัน คิดอย่างเดียวกันรู้สึกอย่างเดียวกัน เจ็บร้อนแทนกัน และมีความตั้งใจที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยกัน แจกงานใหญ่เลยไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นงานที่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้คือว่า เราออกเดินทางกัน เราออกเดินทางเมื่อเช้าวันนี้ตอน 09.30 น. แต่ก่อนหน้าจะออกเดินทางใครมาเยี่ยมครับ เขาบอกว่าคณะนักธุรกิจจากเขตคันไซ ญี่ปุ่น ผมอ่านแว่บเดียวเขาบอกจะให้ใครไปรับ ให้คุณมิ่งขวัญฯ รับ มีคนบอกว่านี่เป็นนักธุรกิจญี่ปุ่นคณะแรกมา 16 คนเขาเฝ้ารออยู่ ไหนหัวหน้าพรรคเคยบอกว่าเวลาที่เกิดปฏิวัติยึดอำนาจขึ้นมาอเมริกาหันหลังให้ อียูหันหลังให้ จีนหันข้าง ญี่ปุ่นหันข้าง บัดนี้ญี่ปุ่นหันหน้าเขายกกันเข้ามาแล้ว โอเค ๆ จะหาเวลาหน่อย รับเอง ได้คุยกับนักธุรกิจคันไซเป็นชั่วโมง บอกให้รู้เลยว่ามาเลย เขาเป็นคนยืนยันได้ว่าเขาจะมาลงทุนในประเทศไทย เขารอจังหวะอยู่ ผมได้นึกถึงว่าที่เราพูดไว้ไม่เสียหลาย นี่ละครับ back to normal

คณะคองเกรสมาจากอเมริกา 6 คนเขาคุย โยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านไม่อยู่ จะหาใคร มีคนบอกมีโน้ตแจ้งไว้ว่าเป็นคณะแรกที่มาจากอเมริกา 6 คน เดโมแคร็ต 4 รีพับลิกัน 2 เป็นคณะกรรมาธิการที่จะมาดู อยากจะมาฟังความว่าประเทศไทยหลังจากเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาลใหม่แล้วบรรยากาศเป็นอย่างไร คณะรัฐมนตรีใหม่คิดอย่างไร ผมต้องคุยเอง จะมาดูบรรยากาศการเมืองหลังเลือกตั้ง เราคุยได้ของแบบนี้ มาเลยครับ สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เสร็จ 11.30 น. เดินเข้าไปเจอเลย 6 คน คุยกันเลย ก่อนหน้ากลางคืนก็ต้องอ่าน คนนี้มาจากแคโรไลน่า คนหนึ่งมาจากเท็กซัส คนนี้อยู่แคลิฟอร์เนีย มีอะไรบอกมาเสร็จ คุยกับเขาก็พูดกัน คุยให้เห็นว่าเราเป็นอย่างไร เราคิดอย่างไรกับอเมริกา เรารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไรมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในที่สุดคณะของเขาที่มานั้นก็เท่ากับว่าเขาสนใจ เขากลับมาดู เขาได้เห็นด้วยการที่เราอธิบายความ ดูนาฬิกาอีก 5 นาทีบ่ายโมง จะคุยกันสักค่อนชั่วโมงล่อเข้าไป 1 ชั่วโมงกับ 25 นาที แต่ไม่เสียหลาย เขาใจดีเรียบร้อยดี พูดจากันรู้เรื่อง

ผมก็ทำหน้าที่ของผม และนี่ละครับ การเมืองก็มีคนประเภทมาตรวจสอบ การค้าก็มีมา เราตอบเขาได้ เพราะว่าผมเองผมอยู่ในแวดวงทั้งหลายทั้งปวง การเมืองผมคุยได้ กระซิบกระซาบจะคุยแบบไหนเรื่องนี้ off record ต้องบอก คุยได้ครับ เรื่องการค้าก็คุยได้ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญค้าขายแต่ก็พูดภาษา คุยญี่ปุ่นยิ่งสบาย เพราะคุยผ่านล่าม ภาษาไทยสบายมาก คุยกับทูตก็คุยภาษาอังกฤษ ทูตพามาเสร็จ พูดเสร็จล่ามแปล ล่ามแปลติด ๆ ขัด ๆ ผมบอกคุณแปลดี ๆ นะ คุณแปลตรงนี้ดี ๆ ผมพูดภาษาอย่างนี้ ผมพูดภาษาใหม่คุณแปลใหม่ เรื่องอย่างนี้ก็เรียบร้อยครับ ญี่ปุ่นก็เข้าใจ อเมริกันก็พอรู้ว่าเขาจะอย่างไร เขาต้องวิเคราะห์ไม่เป็นปัญหา แต่เราคุยให้ฟังได้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นงานที่ท่านทั้งหลายอุตส่าห์เสียสตางค์มา Post Forum 2008 ท่านต้องอยู่ถึงเย็น ท่านต้องกินข้าวกัน แต่ผมมาเปิด ธรรมดาปฏิเสธเขาไว้บอกว่ามาเปิดแล้วจะกลับนะ ผมอดไม่ได้หรอกครับ เขาบอกพ่อค้าวาณิชมา เอาอย่างนั้นพูดหน่อย นี่คือสิ่งที่ผมพูดหน่อยกับท่าน

ผมจะบอกท่านว่าทุกอย่างเราเดินหน้า พรุ่งนี้คณะรัฐมนตรีจะมีการอนุมัติ เราไม่ปล่อยรัฐมนตรีเดินคนเดียว พรุ่งนี้โครงการเกี่ยวกับรถ Mass Transit ในกรุงเทพฯ 9 สาย เมื่อเช้าได้แจงให้ทางราชการเขาฟัง ผมบอกคุณไปอ่านกันนั้นมีกี่บรรทัด แต่ผมจะต้องพูดกับคุณว่าผมจะทำตรงนี้อย่างนี้ ๆ คุณต้องวิจารณ์กลับมา ผมจะไปเทคโอเวอร์หรือผมจะรับสัมปทานอันนี้แทน ผมจะต่อตรงนั้น ๆ ฝ่ายเทคนิคต้องตอบมา การเมืองคิดอย่างนี้ ผมพูดไปแล้ว เราจะตั้งคณะกรรมการที่จะดูแลเรื่องนี้เป็นหนึ่งคณะกรรมการ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานดูแลเรื่อง Mass Transit ในกรุงเทพฯ รถไฟ พูดแต่เมืองหลวงไม่ได้ มีญาติอยู่ 6 คนนอกกรุงเทพฯ 1+6 พูดแล้วได้ประโยชน์ ทางนี้ใกล้เมืองหลวง คนไกลเมืองหลวงคุยเรื่องรถไฟรางคู่ ต้องเล่าประวัติให้ฟังนิดหน่อย เราก็เคยทำรถไฟให้ standard gate แต่ต่อมานี่ขอทางนี้ ฝรั่งเศสขอทางนี้ ต้องรื้อ standard gate 72 กิโลเมตรมาทำเป็น meter gate แล้วเป็นรถไฟเมืองขึ้นอยู่ 100 ปีที่ผ่านมา เล่าให้เขาฟัง แล้วก็ต้องถามว่าแล้วรองผู้ว่าฯ รถไฟวิจารณ์บอกทำไม่ได้เพราะไปเซ็นสัญญาไว้ ผมก็ต้องอธิบายให้ฟังว่าไปเซ็นอย่างนั้นไม่ใช่ข้อขัดข้อง เราจะทำครึ่งนี้ขึ้นมาใหม่เสร็จแล้วให้รถมาวิ่งใหม่ แล้วทำอีกครึ่งหนึ่ง แต่เป็น standard gate ทั้งประเทศ จาก 3,700 เป็น 7,400 งานนี้จะทำอะไร ทำรางรถไฟ 7,400 กิโลเมตร ทั้งไปทั้งกลับ วิ่งด้วย computer control ปัจจุบันนี้วิ่งได้ 60 – 70 ต่อไปจะวิ่งได้ 200 เฉลี่ย 150 ไปเชียงใหม่แต่ก่อนนี้ 12 ชั่วโมงจะเหลือ 6 ชั่วโมง ไปปักษ์ใต้ 16 ชั่วโมงเหลือ 8 ชั่วโมง เรื่องนี้พูดได้เลย แต่เขานับผมพูดเมื่อเช้าเขาต้องเอาไปแปล นี่ก็อีก committee หนึ่งผมจะเป็นประธานด้วย

คุยเรื่องน้ำเอาเข้ามาบอกให้เขารู้ว่าเรารู้เรื่องนี้ แม่โขง อะไรต่าง ๆ ให้เข้าใจ แต่ต้องการจะแปลสิ่งที่มีข้อมูลอยู่ในมือ ในทางการเมือง ให้ราชการประจำไปดู อะไรได้อะไรไม่ได้ ผมมีข้อพิสูจน์ น้ำที่อยู่ตอนเหนือ elevation เท่าไร ไฮโดรชิลด์ที่ขุดลึก ขุดให้น้ำประปาเมื่อปี 20 รัฐมนตรีมหาดไทยใช้มาแล้ว 34 เมตร บัดนี้ไฮโดรชิลด์ขุดให้รถวิ่ง 5.6 เมตร ทำไมถ้า elevation แล้ว 230 ลอดใต้ภูเขามาเหลือ 200 ทำไมยังจะขุดแบบไฮโดรชิลวันละ 18 เมตร จะกี่ท่อก็แล้วแต่ ขุด น้ำโขงเอาเข้ามา 3 เมตรจากเดิมอยู่ตรงนี้เฉย ๆ ขึ้นมาอีก 3 เมตรจึงจะไหลเข้า tunnel เป็นสิทธิ์ของเรา แม่โขงบอกชัดเลย เมืองไทยติดอยู่ 700 กิโลเมตรใช้ได้ปีละ 3,500 ล้าน ลาว 7,400 กิโลเมตร ลาวใช้ได้ 7,000 ล้านคิว เขาตกลงกันเลย เขาพูดกันเลย แล้วน้ำนี้ ไม่เอาก็ไหลลงไป แต่มันไหลเข้ามาประเทศไทย ไม่มีอะไรเสียหาย แต่เขาต้องวิจัย และผมตั้งคณะกรรมการเรื่องน้ำผมก็เป็นประธาน เรื่องสาธารณสุขก็จะทำ เรื่องการศึกษาก็จะทำ 5 เรื่องด่วน ๆ ลงมือเลย มีปัญหา ต่อปากต่อคำกับผู้สื่อข่าว เรื่องฆ่าตัดตอน เดี๋ยวนี้หนังสือพิมพ์ไทยใช้ข่าวว่านโยบายฆ่าตัดตอน ผมต้องถามว่าได้อย่างไร พูดอย่างนั้นได้อย่างไร เขียนอย่างนั้นได้อย่างไร นโยบายปราบปรามยาเสพติดเด็ดขาด ตำรวจไปยุ่งเข้าตำรวจก็ขึ้นศาล แต่ว่าเขาป้องกันถ้าการจะถึงตัวบนเขาฆ่ากันเอง แล้วเราจะไปทำอะไรกับเขา เขาจะฆ่ากันเองเพื่อไม่ให้ถึงนายเขา มันเรื่องของเขา แล้วเขาฆ่ากันเองตำรวจจับได้เขาก็ต้องขึ้นศาล ไม่ใครก็ใครเป็นโจทก์เป็นจำเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา แต่หนังสือพิมพ์โดยเฉพาะเรียกรายการนี้ว่านโยบายฆ่าตัดตอน ทักษิณทำไว้ 2,500 แล้วสมัครจะมาทำ 5,000 อย่างนี้ไหวไหมครับ อย่างนี้ไม่ไหว ผมก็ได้พูดจากันไปกับข้าราชการประจำไปแล้ว แล้วผมจะพูดอีก เมื่อเช้าวานนี้ผมก็พูดในโทรทัศน์

ทั้งหมดจะบอกท่านทั้งหลายว่าเราออกเดินหน้ากัน คณะรัฐมนตรีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่หน่อย หัวหน้ารัฐบาลก็หน้าอย่างนี้ละครับ อายุก็เยอะแล้ว 72 ครึ่งจะ 73 หน้าตาไม่หล่อเหลา แต่มาตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ เป็นหัวหน้าพรรค 234 มีความสามารถไปคอนโทรลมาได้ 316 ที่นั่ง มีความสามารถในการจัดรัฐบาลผสมได้ แบ่งปันงานอะไรต่าง ๆ ได้ แล้วผ่านขั้นตอนมาหมด เฝ้าแหนเจ้านายมาแล้ว ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว เข้าไปสภาให้เขาอภิปรายเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาทำงาน วันนี้ละครับ ขอบคุณ Post Forum ที่ทำให้หัวหน้ารัฐบาลมีโอกาสได้มาพูดจา แต่ต่อไปจะมีคนในคณะรัฐมนตรี คุณมิ่งขวัญฯ จะพูดอย่างนี้ รองนายกฯ สุรพงษ์ฯ พูดอย่างนี้ รองนายกฯ สุวิทย์ฯ จะพูดอย่างนี้ ก็ดีครับ ทุกคนมีความสามารถในเฉพาะตัว Post Forum ช่วยให้รัฐบาลนี้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น

สิ่งที่ผมจะร้องขอท่านทั้งหลาย นักธุรกิจทั้งหลายที่เสียสตางค์ ได้ข่าวว่าราคาแพงด้วย ฟังด้วยกินน้ำชาด้วยกินข้าวด้วย ท่านมาด้วยความตั้งใจว่าดูสิว่ารัฐบาลใหม่จะคิดอ่านอย่างไร ผมย้ำครับ ผมใช้ว่ารัฐบาลนี้ขี้เหร่ แต่ความคิดอ่านในการบริหารบ้านเมืองนั้นจะขี้เหร่หรือไม่ ผมอ้างอิงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันหนึ่งบางกอกโพสต์พูดถึงคำว่าขี้เหร่ ความจริง ugly เฉย ๆ ก็ขี้เหร่ แต่วันนั้นบางกอกโพสต์ใช้คำว่า ugly ducking ผมเลยได้แก๊กมาย้อนว่าบางกอกโพสต์เรียกรัฐบาลว่า ugly ducking พอมันโตขึ้นมันเข้าใจผิด เป็นลูกหงส์ไปเกิดอยู่ในที่ผิด พอมันโต มันกลายเป็นหงส์ ผมก็บอกว่าถ้าหากว่าจาก ugly ducking มันจะกลายเป็นหงส์ในวันข้างหน้า ก็นับว่าเป็นหน้าตาของพวกเรา และนับเป็นโชคดีของบ้านเมือง

ที่เราถือคติว่ามาทำให้ ไม่ได้ทำเอา ถูกชี้หน้าถูกด่าถูกว่าถูกกล่าว เข้ามาก็จะโกง ยังไม่ทันตั้งคณะรัฐมนตรีเลยบอกว่า Mister T. 10 เปอร์เซ็นต์ Mister T.หมายความว่า Mister ธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะคิด 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ตรวจสอบด้วยสิครับ ท่านเป็นนักธุรกิจ ท่านอย่าให้นักการเมืองมาร่วมมือกับท่านแล้วจัดการคิดเปอร์เซ็นต์กัน ผมนี่ละครับเป็นนักการเมือง คุณชวน หลีกภัย ท่านประกาศความสะอาดสะอ้านในตัวท่านอย่างไร ผมประกาศได้เหมือนกันครับ คุณชวนฯ ท่านมีชื่อเสียงตลอดชีวิตท่านอย่างไร ผมก็สร้างชื่อเสียงผมมาอย่างนั้น คุณชวนฯ ไม่โกงอย่างไรผมก็ไม่โกงอย่างนั้น คุณชวนฯ ไม่ซื้อเสียงอย่างไรผมก็ไม่เคยซื้อเสียงอย่างนั้น ผมเรียนยืนยันกับท่านได้เลย ขอประทานโทษที่เอ่ยถึงท่านเพราะไม่เป็นการเสียหาย คนเราต้องมีอะไรที่เป็นพิเศษ จึงเดินทางมาได้ไกล คนอย่างผมก็พูดกันตรงไปตรงมา ไม่ได้ญาติดีกับสื่อสารมวลชน คือนิสัยของผม มีคนในอดีตท่านก็ไม่เคยญาติดี ผมไม่ได้เลียนแบบท่าน แต่โดยนิสัยของผมเอง ผมต้องการตรงไปตรงมา ผมทำงานคุณตรวจสอบผม คุณมารุกล้ำผม ๆ ฟ้องคุณ ฟ้องบ้างถอนบ้างอะไรบ้าง ธรรมดา แต่ว่าเป็นคนไม่อี๋อ๋อ ผมใช้คติประจำใจของผมคือ "สุจริตเป็นเกราะบัง" ความจริงมีคำว่า "ศาสตร์พร้อง" เป็นโคลงสี่สุภาพครับ "สุจริตเป็นเกราะบังศาสตร์พร้อง" ต้องสุจริต ถ้าคนทุจริตใครจะมาประจ๋อประแจ๋กับสื่อสารมวลชนเป็นเรื่องของเขา ผมไม่ว่า แต่คนไม่ทุจริตแล้วตรงไปตรงมากับสื่อสารมวลชน คุณตรวจสอบผม คนอย่างผมถ้าโกงบาทเดียวอยู่ไม่ได้ครับ มาไม่ได้ไกลถึงขนาดนี้ ท้าทายเสมอตรวจสอบกันได้ อย่าสกปรกมาผมจะซัดกลับไป

เรื่องอย่างนี้วันนี้หัวหน้ารัฐบาลมาเปิด Post Forum หนังสือพิมพ์ที่แข็งแรงมีประวัติยาวนาน เป็นหนังสือพิมพ์ดีมีชื่อเสียง โพสต์ทูเดย์นั้นมาทีหลัง แต่บางกอกโพสต์เขาดัง โพสต์มีทั่วโลก คนที่บริหารโพสต์ก็ผลัดเปลี่ยนกันมา ไทยบ้างฝรั่งบ้าง เป็นหนังสือดีมีชื่อเสียงระดับโลก ทูตของซีเสียนมาแล้วต้องอ่านบางกอกโพสต์ เขาได้รับรางวัล หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นเจ้าภาพในการเปิด Post Forum 2008 วันนี้ ผมก็มาร่วมด้วยในฐานะหัวหน้ารัฐบาล อีกสักครู่คนระดับรองนายกรัฐมนตรีจะแสดงปาฐกถา ท่านฟังความก็ตรวจสอบดูแล้วกัน ผมเป็นคนดูแลท่านพวกนั้น ผมดูแลคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เราทำงานร่วมกันเป็นทีม ท่านจะหวังอะไรไม่ได้ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจ ยังไม่อยากลงทุนต้องเฝ้าดูอีกหน่อย ดูทีท่า ผมบอกได้ว่าคนมาไกลจากคันไซจากไหน ๆ เขามา เขาไว้วางใจเขาเชื่อถือ แต่คนในประเทศเราไม่เชื่อถือ ก็ยกประโยชน์ให้ อาจจะรู้ดี อาจจะรู้กำพืด รู้ความเป็นมา ท่านก็ระมัดระวังหน่อย

สำคัญที่อยากจะเรียกร้องไว้วันนี้คือถ้าใครในคณะรัฐมนตรีผม ไปยุ่งยิ่งกับธุรกิจการค้าของท่าน นั่นแปลว่ารัฐมนตรีคนนั้นต้องการฆ่าตัวตาย จะตัดไปเฉพาะตัวบุคคล หรืออย่างไร ผมจะต้องป้องกันจนสุดชีวิตเพื่อรักษาคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไว้ เพราะผมอาสาบ้านเมือง และผมพูดได้ว่าผมอาสาเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่จะทำให้บ้านเมืองนี้เดินหน้าไป พัฒนาก้าวหน้า แล้วก็บ้านเมืองมีความสงบ ขอบคุณโพสต์ทั้งเครือที่ชวนมาให้เป็นประธานในพิธีเปิดวันนี้ นี่ผมเปิดแล้ว ความจริงตอนนี้ก็ประกาศเปิดได้ แต่ว่ามาเปิดแล้วก็ขอให้การชุมนุมในระดับ Post Forum 2008 ได้รับความสำเร็จและต้องให้เวลาพวกผมหน่อย ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ