![]() |
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
กล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภา ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา (ระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ 2551)
วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 00.40 น.
ณ อาคารรัฐสภา
ขอเริ่มต้นในการขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านทุกฝ่ายที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็นในนโยบายที่ผมได้แถลงไป ทั้งหมดนี้ที่จริงอยากจะเน้นที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นวิธีการที่แปลกดี ท่านเอาประธานคณะกรรมาธิการมาชี้แจงมาเล่าให้ฟังว่าระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงและยังเป็นประโยชน์ที่ได้บรรยายข้อคิด ทีนี้ทางท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายต่าง ๆ นั้น ผมเกรงใจจริง ๆ เพราะเหตุว่าการอภิปรายนั้นจะทำได้อีกหลายหนหลายรอบ ผมไม่คาดคิดเลยว่าอภิปรายนโยบายนั้น ถึงแม้จะห่างสภาไป 7 ปี การอภิปรายนโยบายก็นึกว่าจะอภิปรายกันในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดา แต่ปกติบางครั้งเหมือนกับว่าอภิปรายงบประมาณ ก็ยังพอฟังได้ บางครั้งก็เลยไปเหมือนกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งผมก็เคยเป็นคนอยู่ล่างอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัญหาอยู่ที่ว่ากำลังนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านมีรัฐบาลใหม่ แต่น้ำเสียงที่ถูกว่ากล่าวต่าง ๆ ผมทนได้ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพูดจาแล้วเหมือนกับว่ารัฐบาลนี้เพิ่งบริหารอยู่เมื่อรัฐบาลที่แล้ว แล้วก็กลับเข้ามาบริหารใหม่ เนื้อหาต่าง ๆ ที่พูดจากัน ฟังแล้ว ก็ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ผมเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนก่อน พรรคก็ชื่อพรรคพลังประชาชน หนทางที่มาจะเป็นอย่างไรนั้น ผมเชื่อว่าคนเป็นนักการเมืองด้วยกัน ก็นึกว่าจะให้ประโยชน์ ก็มาต่อสู้กันทางการเมืองในแต่ละความคิดต่าง ๆ แต่เมื่อพูดจากันไปแล้ว ผมเกรงใจจริง ๆ
ขอเรียนตรงๆ เวลาอภิปรายโยงไปโยงมา เหมือนกับทำนองว่ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่รู้เรื่องทหาร เป็นได้อย่างไร ถ้าสมมติผมย้อนกลับไปบ้าง พรรคการเมืองที่อภิปราย ท่านก็ส่งพลเรือนเป็นทหาร 2 คน แล้วเป็นได้อย่างไร เฉย ๆ คือถ้าพรรคท่านเป็น ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนนี้เป็น ยังไม่เป็นอะไรและยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็วิพากษ์วิจารณ์ ถ้าอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไรครับ แล้วที่มีกระดาษเขียนส่งมาว่า โกง คือผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น และมีรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ฯ ไปให้เขาโกงเงิน สร้างโรงนิวเคลียร์แล้วก็ทำไม่ได้ ถ้าผมเอาไปให้ดู ตอนจ่ายเงินค่าโง่ฝรั่ง ก็เป็นรัฐบาลของท่านเอง คือพูดไปพูดมาก็ต้องพูดให้เข้าใจว่า จริง ๆ นโยบายทั้งหมด พรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคช่วยกันคิดช่วยกันเขียน ผมก็เพิ่งได้เห็นว่ามีข้อความที่ต้องระมัดระวังมาก คือเสร็จแล้วจะต้องไปทำโน่นทำนี่ ฉะนั้น คำตำหนิติเตียนที่ว่ากล่าวมานั้นเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
กรณีบางเรื่องท่านสมาชิกก็พูดจาเป็นทำนองอบรมสั่งสอน เหมือนกับว่าพูดเฉียดไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง เรื่องจัดการสื่อ คือจะจัดการเรื่องสื่อของรัฐบาล และที่จะจัดก็จะจัดให้ดีกว่าที่เคยเป็น คือแต่ก่อนเคยเป็นสื่อรัฐบาลก็เชียร์รัฐบาล บัดนี้จะจัดไม่ให้เชียร์รัฐบาล แล้วทำไมไม่ได้ ทำไมจะจัดให้สื่อของรัฐบาล ไม่ต้องเชียร์รัฐบาล ถามว่าไปอวดศักดามาจากไหนอย่างไร ก็เลือกตั้งเข้ามาถูกกีดกันสื่อ ออกหน้าก็ไม่ได้ เข้าเวลาก็ไม่ให้ โทรทัศน์ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งเลย เพราะฉะนั้น โทรทัศน์ก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์อะไรกับรัฐบาลเลย จึงได้ตั้งใจไว้ว่าช่อง 11 ที่เชียร์รัฐบาล บอกไม่ต้อง จะปรับปรุงใหม่เลย เสนอข่าวแบบตรงไปตรงมา ก็ถามว่าแล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร เวลารัฐมนตรีไปชี้แจงก็ชี้แจงเรื่องของรัฐบาล คงไม่ไปด่าตัวเอง ผมบอกว่าวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ผมใช้ 1 ชั่วโมงในการชี้แจงอธิบาย พอเพียงแล้ว ไม่ต้องการให้ทางราชการมาเชียร์รัฐบาลเลย พอคิดอย่างนี้แล้วทำไมถูกวิพากษ์วิจารณ์ถูกว่ากล่าว ขอเรียนว่าที่ฟังมาตลอดทั้งหมด เราก็เป็นคณะรัฐบาลเพิ่งตั้งเข้ามาใหม่ ๆ มากัน 36 คน ก็ตั้งใจจะรับฟังด้วยดี
ที่เริ่มต้นด้วยการขอบคุณคือทุกอย่างที่บอกมารับฟังได้ทั้งนั้น และต้องรับเอาไปดำเนินการรับเอาไปดูแลต่าง ๆ แต่สภาพการณ์ข้างหลัง กลายเป็นว่าเริ่มต้นที่จะทำงานกันแท้ ๆ ทางฝ่ายคณะรัฐมนตรีก็ดี การตอบก็ตอบกันไปต่าง ๆ แต่เมื่อมาถึงนายกรัฐมนตรี ผมจะทำเป็นหวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบไปตอนนั้น ผมทำไม่ได้หรอกครับ ผมต้องให้ทราบกันไว้ว่า อะไรเป็นอะไรอย่างไร เห็นไหมครับว่า ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านได้ทำสิ่งที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ จะถูกหรือจะผิดไม่ทราบได้ แต่ผมก็เข้าใจท่านทันทีว่า ท่านก็บอกมันเป็นอย่างนี้ เพราะวันหนึ่งผมจะต้องเซ็น ผมก็คงเหมือนกับท่าน เขาตั้งแท่นมาอย่างนี้ เราเห็นว่าไม่ผิด ก็เซ็นไปเท่านั้นเอง แต่ก็มีวิพากษ์วิจารณ์ว่ากล่าวกัน
แต่ที่ผมช้ำใจมากที่สุดที่นั่งฟังมาตั้งแต่เช้าผมนั่งอยู่ข้างหลัง ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ มีหนังสือมาเซ็นก็นั่งดูอยู่ แล้วก็ผลัดขึ้นมานั่งข้างบนบ้างตามสมควรที่ชอกช้ำใจจริง ๆ คือว่า ยังไม่ทันจะเริ่มงานเลย คำก็โกง สองคำก็โกง สามคำก็ปรามาสเหมือนกับว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มาสกปรก โกงตัวเป็นขน หัวหน้ารัฐบาลที่นั่งอยู่โกงจริงหรือเปล่า เคยติดตารางเพราะโกงบ้างหรือเปล่า ผมต้องแน่ใจนะครับที่ผมรับหน้าที่มา ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงก็ตรวจสอบกันดู โกงก็เล่นงานไปเลยครับ มีมาตรการทางสภาฯ ทุกมาตรการเลย เรื่องเมื่อสักครู่นี้ถามมาผมจะตอบให้ ถามกระทู้สดมาเลย นัดมาเลย ผมมาผมจะตอบให้ ผมไม่ขี้เกียจหรอกครับ ผมบอกสมาชิกของผมทุกคนเวลาประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก บอกว่าเขาให้ไปตอบกระทู้ ต้องไป และผมก็จะไป แต่ผมก็มีวิธีการเขียนให้รู้เลยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งงานตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้ไม่เหมานายกรัฐมนตรีหมด เพราะถ้าผมไม่ได้สั่งงานไหนแล้ว คนอื่นก็มาตอบแทนได้บ้าง
คือทั้งหมดเริ่มต้นด้วยการดูถูกดูแคลน ไม่ไว้วางใจ คำหนึ่งก็โกง สองคำก็โกง หนังสือพิมพ์ก็ไม่ให้พูดถึง ไม่ให้ว่า แต่หนังสือพิมพ์เขียนแล้ว มิสเตอร์คนนั้น 10 เปอร์เซ็นต์ มิสเตอร์คนนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ คือดูแคลนกันตลอดเลย ที่ผมเจ็บช้ำน้ำใจจริง ๆ ที่จะต้องพูดตอนที่จะมาขอบคุณคือว่า ทำไมครับ สื่อสารมวลชนเหยียบย่ำซ้ำเติมนักการเมือง ดูถูกดูแคลน พูดจาว่ากล่าวอ้ายอีมีชื่อ หนังสือฉบับที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย เขียนบทความหน้า 3 เมื่อวานซืน อ่านดูแล้ว ชอบเอาสำนวนจีนมาใส่ และก็ใส่ชัด ๆ เลยว่านายกรัฐมนตรี จะดูสิว่าคนนี้ที่เป็นอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่เขียนบทความยังไม่ได้บริหารบ้านเมือง เพิ่งจะแถลงนโยบายเท่านั้น แต่เขียนดุด่าว่ากล่าวยังกับโกรธแค้นกันมาขนาดไหนอย่างไร ทำไมเป็นอย่างนี้
ที่ผมบ่นตรงนี้เพราะอะไร เพราะสื่อสารมวลชนดูหมิ่นเหยียบย่ำนักการเมือง ทำอะไรก็ทำได้ แต่พอนักการเมืองจะพูดถึงสื่อ ขึ้นมาอบรม อบรมบ่มนิสัยเป็นทำนองว่าแตะต้องไม่ได้ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ไม่ได้ ผมว่าไม่ยุติธรรม สื่อเล่นงานนักการเมืองได้ แต่นักการเมืองเพียงแต่ตอบโต้สื่อเท่านั้นก็ไม่ได้เสียแล้ว ทำไมครับ ผมต้องพูดตรงนี้เพราะเหตุว่า นักการเมืองถ้าหากสกปรกแล้ว เป็นปฏิปักษ์คิดอ่านต่อสู้กับสื่อไม่ได้ครับ ตายแน่นอน แต่ว่าคนที่ประจบประแจงไปโน่นไปนี่ วันเกิดต้องกระเช้าดอกไม้ ไปเสนอหน้ากัน อย่างคุณผมไม่ทำหรอกครับ ที่ไปกันอย่างนั้น ประจ๋อประแจ๋ดี ๆ ก็ยกย่องชมเชย เผลอ ๆ มาก็เหยียบย่ำ มันไม่เป็นธรรมกับสังคม เพราะสื่อได้รับการยกย่อง ผมไม่ครับ เท่าเทียมกัน คุณทำหน้าที่คุณ ผมทำหน้าที่ผม
เพราะฉะนั้น ขอกราบเรียนว่าขอบพระคุณทุกอย่างที่ได้พูดมาตั้งแต่ต้น ฟังแล้วต้องเป็นประโยชน์ ต้องเป็นข้อคิด นี่ผมขอบคุณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะปกติไม่คุ้นเคยกัน แต่ฟัง ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อภิปรายแล้ว ให้ข้อคิดดี สำนวนโวหารดี คุณพิชัย วาสนาส่ง เอารายงานที่ทำไว้เรื่อง global ฟังได้ครับ เป็นประโยชน์ เพราะท่านไม่ได้คิดจะอภิปรายอะไร ที่คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่าไม่ต้องไปยุ่งกับรัฐบาล ก็ได้กรุณาไม่ยุ่ง แต่ว่างานที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำมาตอน 16 เดือน เขาก็ดีครับ ให้ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้มาอภิปราย ได้ 20 นาที นั่งฟังครับเป็นประโยชน์ ทางฝ่ายค้านก็น่าฟัง เพราะทุกคนอ่านแล้ว ผมใช้คำว่าท่านติเรือทั้งโกลนไปหน่อย เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ลงมือ แต่คำอภิปรายของท่านก็อบรมสั่งสอน เป็นข้อคิดที่ดีคือมองเห็นทะลุปรุโปร่ง เขียนไว้อย่างนี้ก็คงจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็บอกดักคอไว้หน่อย อย่างนั้นไม่เป็นไรครับ เป็นประโยชน์แน่นอนครับ แต่ที่เหยียบย่ำกันว่าจะโกงจะอะไรต่ออะไร ผมต้องปรารภในตอนขอบคุณ
แล้วเรื่องสื่อผมต้องเรียนยืนยันเลย ท่านสมาชิกทุกท่านวันหนึ่งท่านจะต้องเติบโตขึ้นมา ได้เป็นรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เขาจะปล่อยให้สถาบันนี้เหยียบย่ำนักการเมืองอย่างนี้ ผมเป็นคนไม่ยอมทนเรื่องนี้ เมื่อสักครู่นี้ท่านไม่ยอมทน ตั้งแต่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผมไม่ได้เดินตามรอยท่านหรอกครับ แต่ผมเห็นด้วยเลยว่าที่ท่านทำมานั้น บารมีท่านสูงมาก ท่านทำได้เลย ผมก็เดินตามท่านมา แต่ผมทำของผมเป็นส่วนตัว เป็นส่วนตัวเพราะไม่เห็นด้วย ผมก็เขียนหนังสือ แต่ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ ผมเป็นคอลัมนิสต์เป็นสมัครเล่น แม้จะชื่อสมัครจริง แต่ผมก็ทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ผมต้องสู้ของผมมาเพื่ออะไรครับ ผมบอกแล้วว่า สุจริตเป็นเกราะบัง สกปรกแล้วกระทบกระทั่งกับสื่อไม่ได้ ผมกระทบตลอด คุณซัดมา ผมซัดไป เขาบอกจะเป็นนายกรัฐมนตรีให้เบาบางลงบ้าง ผมก็ว่าเอาล่ะจะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็ได้เบาบางลงไปว่าจะทนได้สักเท่าไร จะทนได้สักแค่ไหน ทุกวันก็ต้องทนครับ เพราะการสอบถามต่าง ๆ นั้นเขาจะล่อให้ผมตกหลุม ก็ขอขอบพระคุณทุกท่าน ทุกฝ่ายที่ได้กรุณา ทั้งหมดไม่ใช่ว่าไม่ได้พูด ไม่ได้ฟัง เขาพิมพ์ไว้ให้ด้วยหนาเกือบนิ้ว ทุกท่านที่พูดทำอย่างย่อไว้ให้หมด แปลว่าผมนั่งอ่านหมด อ่านทั้งปึกนะครับ แต่ถ้าตอบ เช้าก็ไม่ได้ เพราะต้องไปนอนหน่อย เช้าต้องไปใส่บาตร พรุ่งนี้วันมาฆบูชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานใส่บาตรสนามหลวง เสร็จเกือบตีหนึ่ง จะถึงบ้านก็ตีสอง นอน และต้องรีบตื่น เพราะต้องถึงสนามหลวงหกโมงครึ่งเช้า ต้องไปทำหน้าที่ครับ เมื่อสักครู่ที่หายเพราะมีงานซ้อนกัน แต่ไม่อยากเอ่ยถึง ประธานสภาฯ ก็ต้องไป ผมก็ไป เพราะเป็นวันครบ 50 วัน ไม่ต้องเอ่ยถึงเพราะงานนี้เราต้องไปรักษาหน้าที่ มีหมายกำหนดการเฝ้าฯ ต่าง ๆ คุณมีชัยฯ นั่งแทน 3 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกลับเข้ามา พรุ่งนี้ก็ไปครับ แต่เป็นวันหยุดไม่เป็นไร
ขอเรียนนะครับ เราปุถุชนธรรมดาด้วยกัน มีความรู้ ความคิด ความรู้สึกเหมือนกัน บังเอิญคณะผมเข้ามาบริหาร วันนี้ก็มารับฟัง 3 วัน ก็จะรับเอาทั้งหมดไปและไปดูแล วันจันทร์ (25 ก.พ.) ก็ประชุมข้าราชการทั้งหมดเพื่อดำเนินการ ที่ท่านให้ข้อคิดมาตั้งแต่ต้นนั้น เอาเก็บไว้ทั้งหมด และเป็นเอกสารไว้ด้วย ขอเรียนว่าผมก็จะพยายามที่เขาบอกว่า ต้องเปลี่ยนแปลง เป็นนายกรัฐมนตรีทำโน่นไม่ได้ ทำนี่ไม่ได้ ไปสภาฯ ได้ครับ ผมได้รับการอบรมมาเลยว่า อยู่ข้างล่างพูดข้างล่างได้ อยู่ข้างบนต้องพูดแบบข้างบน บรรดาข้างบนทั้งหลายทางผม ผมบอกพอสมควรแก่เหตุ ตอบเท่าที่ตอบได้ ถ้าเขาเขียนอะไรมาอ่านเข้าใจก็ตอบ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เพราะไม่มีการลงมติ ผมว่าผลัดกันครับ วันข้างหน้าท่านก็อยู่ข้างบน ผมอาจจะไปอยู่ข้างล่าง แต่ผมคงไม่แล้วครับ รอบสุดท้ายของผมแล้วพูดตรง ๆแต่ผมตั้งใจจะอยู่ครบนะครับเดี๋ยวจะว่าพูดแล้วเสียสถาบัน ต่างประเทศจะไม่เชื่อถืออีก
ขอขอบพระคุณอีกครั้งครับ ขอบพระคุณท่านประธานด้วยที่ได้กรุณารักษาอะไรต่าง ๆ และขออภัยถ้ายังถ่ายทอด ใครจะนั่งดูอยู่ มันน่าขายหน้าจริงๆ สำหรับช่วงเวลา 15 นาทีหลังเมื่อสักครู่นี้ ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะเรื่องอย่างนี้ มากเกินไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ต้องทน ผมถูกขอร้องมาแล้วว่าให้ทนหน่อย ผมจะทำหน้าที่ให้ครบ 4 ปี ถ้าทำได้ และขอขอบพระคุณทางพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็นทั้งหมด จะรับไปดำเนินการ และท่านต้องเฝ้าดู เพราะรอบถัดไปก็อภิปรายงบประมาณ คงจะรุนแรงกว่านี้ ไม่เป็นไร สุดท้ายไม่พอใจก็ไม่ไว้วางใจ ก็ผ่านกันมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก