คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
หัวข้อ "เศรษฐกิจและผู้นำพอเพียง ทางเลือกของประเทศ"
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารและสมาชิก Young Presidents' Organization (YPO) ในประเทศไทย
ณ ห้องบอลรูม โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2550 เวลา 18.45 น.


ท่านประธานกรรมการบริหารและคณะกรรมการ
สมาชิก Young Presidents' Organization ในประเทศไทย
และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

ผมมีความยินดีและมีความประทับใจที่ได้มีโอกาสมากล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เศรษฐกิจและผู้นำพอเพียง ทางเลือกของประเทศชาติ" กับคณะกรรมการและสมาชิกขององค์กร YPO ประเทศไทยในวันนี้ ผมได้ทราบมาว่าทางองค์กร YPO ประเทศไทยเป็นองค์กรเอกชน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ และเมื่อได้เข้ามาในวันนี้ก็ได้พบว่าเคล็ดลับที่ท่านทั้งหลายได้ประสบผลสำเร็จก็คือการที่องค์กรนี้ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างสมาชิกด้วยกันอย่างสม่ำเสมอนั้นเอง นั่นก็เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ท่านทั้งหลายได้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ผมมีความประทับใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสที่บริหารองค์กรในช่วงวัยซึ่งพูดง่าย ๆ สั้น ๆ ว่ามีไฟ ซึ่งจะทำให้การทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างกระฉับกระเฉง อย่างราบรื่น นั่นก็จะเป็นส่วนที่เป็นตัวช่วยอีกส่วนหนึ่ง คือไฟที่ผลักดันให้การทำงานของท่านมีความก้าวหน้า และหาช่องทางที่จะไปสู่เป้าหมายในอนาคตได้อยู่เสมอ

ถ้าย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของความพอเพียงก็ดูว่าจะไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศเท่าไร แต่เราแต่ละคนอาจจะนึกถึงความหมายของคำว่าพอเพียงนี้ในมิติที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่ท่านได้สัมผัสแล้วก็มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือความหมายของคำว่า “พอเพียง” นั้น ที่ได้พูดกันมาโดยตลอดนี้คือความพอประมาณที่เป็นหลัก ความมีเหตุมีผล และความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ในเรื่องของภูมิคุ้มกันนี้ก็พูดกันได้ในส่วนของการบริหารในปัจจุบัน ว่าเป็นเรื่องของการที่จะพิจารณาในเรื่องของความเสี่ยงต่าง ๆ ว่าเราต้องการที่จะดูในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงนี้อย่างไรบ้าง ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เราดูในเรื่องของภูมิคุ้มกันกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออยู่ที่การตัดสินใจ ด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้พูดกันไปแล้ว ซึ่งการตัดสินใจนั้นก็จะต้องประกอบกับทั้งความรู้และคุณธรรม สิ่งที่เราพูดกันว่าคุณธรรมและในภาคธุรกิจเองก็ได้ยอมรับกันมากขึ้นในหลักของธรรมาภิบาล คือ Good Governance ที่เราได้นำมาใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถ้าจะพูดกันก็เป็นศัพท์ที่สมัยรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ได้นำเข้ามาสู่องค์การบริหาร ผมก็คิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถที่จะนำในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปประกอบและเข้าไปเปรียบเทียบได้

ผมมีความเชื่อมั่นว่าผู้นำทางภาคเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ต้องมีข้อมูลที่พอเพียงและต้องมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว ถ้าท่านช้า โอกาสที่ผ่านมือไปหรือพูดกันว่า Window of Opportunity ที่มีมันก็ปิดเร็ว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทางภาคธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ในบางครั้งคำว่ารอบคอบก็อยู่ที่ความพอเพียงของข้อมูลด้วยเช่นกัน ในอาชีพที่ผมเคยทำมาเราก็จะพูดกันถึงว่าเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละบุคคลว่าเราจะยอมรับความเสี่ยงในระดับไหน ถ้าเราพิจารณาในเรื่องของความเสี่ยงได้ ในเรื่องของการตัดสินใจในบางครั้ง ข้อมูลอยู่ในระดับที่อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ว่าก็ถือว่าพอเพียง เมื่อพูดกับการบริหารความเสี่ยงอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไม่ได้พิจารณาในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็คงไม่สามารถที่จะมานั่งอยู่ในตำแหน่งของ President และคงไม่สามารถที่จะบรรลุผลสำเร็จในการทำงานของท่านได้ นั่นก็หมายถึงว่าท่านทั้งหลายได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับคำว่าพอเพียงมาโดยตลอดอยู่แล้ว

เราได้มาพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจและผู้นำพอเพียงกับท่านทั้งหลายซึ่งก็ถือว่าอยู่ในวัยที่ยังมีไฟทั้งสุภาพบุรุษและทั้งสุภาพสตรี ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสอดคล้องกับแนวคิดของทั้งภาครัฐ และผมคิดว่าในภาคเอกชนด้วยเช่นกัน เพราะว่าเราก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความรู้ มีความสามารถและมีคุณธรรม นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากจะเห็นชาติบ้านเมืองของเรามีคนซึ่งมีคุณภาพ เราต้องการผู้บริหารซึ่งมีคุณภาพขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละช่วง แต่ละตอนของบ้านเมือง หลาย ๆ ท่านคงจะถามว่าในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นผู้บริหาร ทำอะไรได้บ้าง ก็เป็นคำถามซึ่งมีอยู่ทั่วไป ผมเองไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้มากนัก เพราะถือว่าสิ่งที่ผมได้พูดไปในเรื่องของแนวทางตั้งแต่ในตอนต้นก็เป็นเป้าหมาย ถ้าจะพูดว่าเป็นสิ่งที่เราอยากจะไปให้ถึงก็คงเป็นสิ่งที่เหล่านั้นที่หลังจากผ่านมาในช่วง 1 ปีแล้ว ผมเองก็ได้มีการประเมินผลตัวเองว่าเราได้ทำอะไรบ้าง คงคล้าย ๆ กับที่หลาย ๆ ท่านออกมาประเมินว่ายังไม่ประทับใจ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ผมจะประเมินเองซึ่งก็แน่นอน ท่านทั้งหลายอยู่ที่นี้ก็คงจะเข้าใจดีว่าเมื่อตัวเราประเมินเองนั้น เราก็มี Mind Us ที่จะเข้าข้างตัวเองของเราเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อผมมองดูตัวเองแล้วนี้ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจ อยากจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ แต่ก็มีปัจจัยหลาย ๆ ประการเหลือเกินที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะก้าวไปเร็ว ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้เร็ว ไม่สามารถที่จะใช้ส่วนสำคัญ ก็คือใช้งบประมาณได้เร็วอย่างที่เราต้องการ นั่นก็เป็นปัญหา คงไม่ได้เป็นเรื่องของระเบียบอะไรมากมาย แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เราเสียเวลาไตรมาสแรกของปีในเรื่องของการทำงบประมาณใหม่ กว่าจะใช้ได้ก็เป็นเรื่องของไตรมาสที่สอง จนกว่าจะไปถึงสิ้นไตรมาสที่สองที่เรื่องของการใช้งบประมาณจึงค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

นั่นเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ท่านอาจจะมองไม่เห็น แต่ว่าผมในฐานะที่มองดูจากในด้านของการบริหาร ปัจจัยเรื่องของงบประมาณ ปัจจัยเรื่องเงินก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้โครงการต่าง ๆ นั้นสามารถจะเดินไปได้หรือไม่ได้ ซึ่งในภาคธุรกิจนี้ท่านทราบชัดเจนว่าเมื่อยังไม่มีการลงทุน ไม่มีเม็ดเงินลงไปแล้ว โครงการต่าง ๆ ก็จะเดินไม่ได้ ไม่ว่าเราจะมีคนที่ดีเพียงใดก็คงหยุดอยู่แค่แผนงาน แนวความคิด สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้การทำงานของรัฐบาลไม่ค่อยจะประสบผลเท่าที่ควร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยึดมั่นเสมอมาก็คือสิ่งที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว คือยึดมั่นในหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้นำมาปรับใช้ในการทำงานและบริหารประเทศอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่ขยายจากคุณธรรมมานิดหนึ่งคือความมีสติ ตลอดระยะเวลาที่ผมเข้ามาทำงานในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมานี้ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมสติ คือจะไม่ใช้อารมณ์ ไม่มีการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ไม่มีการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมได้รับบทเรียนจากเพื่อนที่เป็นทหาร และเป็นทหารของประเทศที่เขารบบ่อยมากที่สุด คือประเทศอิสราเอล ในกองทัพอิสราเอลนี้ก็จะคัดเลือกผู้บังคับบัญชาซึ่งจะไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ เขาจะมีการทดสอบ ยิ่งเวลาวิกฤตถ้าผ่านการทดสอบว่าไม่ได้ใช้การตัดสินใจด้วยอารมณ์แล้ว ก็เป็นที่ยอมรับของกองทัพอิสราเอล นั่นเป็นจุดที่ผมได้เรียนรู้จากเขา แลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำมาแก้ไขปัญหาในยามวิกฤตเกือบทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปแก้ไข ในช่วงเวลาที่รับราชการอยู่ และในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาซึ่งถือว่าเป็นเวลาวิกฤตเช่นกัน ก็เป็นสิ่งที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ว่าศัพท์ในด้านภาษาอังกฤษที่พูดกันก็คือ Cool Head ทำให้เราไม่ต้องใช้สมองไปในทางอื่นมากนัก เราก็คิดด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งก็ตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งผมได้กล่าวไปแล้ว ในเรื่องของการบริหารประเทศกับการบริหารธุรกิจอาจจะมีความเหมือนและมีความต่างในรายละเอียดบางประการ แต่ผมก็เชื่อว่าหลักการสำคัญอันหนึ่งที่เราได้พูดกันมาแล้วในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องของธรรมาภิบาล เหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานได้ทุก ๆ ส่วน

ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ ฝ่าย ไม่ว่าท่านจะเป็นเรื่องการตัดสินใจของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจของครอบครัว ในการตัดสินใจของชุมชน ในการตัดสินใจของบริษัท เราก็สามารถที่จะนำไปใช้ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ตั้งแต่ปี 2517 แล้วอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าสามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ แนวพระราชดำริอันนี้ก็เป็นแนวทางที่ได้พระราชทานให้กับชาวบ้าน คือพวกที่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สามารถที่จะนำไปขยายเพิ่มเติมในเรื่องของชุมชน ในเรื่องของสหกรณ์ เพราะว่าแนวพระราชดำริในช่วงนั้นจะเป็นการเน้นให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน ทำงานกันเป็นทีม เป็นสหกรณ์ขึ้นมา ถ้ามาพูดในภาคของทางธุรกิจบ้าง ความพอเพียงในเชิงธุรกิจนั้นก็หมายถึงการผลิตอย่างมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพที่สูงสุด ความพอเพียงจะเกิดขึ้นได้หากท่านมีความตั้งใจว่าจะต้องให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความสำเร็จในลักษณะนี้นอกจากจะนำพาองค์กรของท่านให้เจริญเติบโตและก้าวหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืนแล้ว ในท้ายที่สุดก็จะส่งผลมายังประเทศและสังคมโดยส่วนรวม

เราพูดกันถึงว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน การทำงานต่าง ๆ ให้บังเกิดความยั่งยืน ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าในส่วนของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นที่เราควรจะมีสังคมที่พอเพียงก็จะเป็นสังคมที่โปร่งใส มีความยุติธรรม และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการพูดในลักษณะเช่นนี้อาจจะดูว่าฝืนต่อหลักการทำธุรกิจ ซึ่งต้องการ Maximum Profit ต้องการกำไรสูงสุด แต่ว่าในปัจจุบันถ้าเรามาดูแล้ว และท่านทำได้ ในเรื่องของการที่จะทำธุรกิจในกรอบของธรรมาภิบาล ในส่วนที่เราพูดกันว่า PSO ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีการปรับการทำงานออกไปในลักษณะอย่างนี้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดธุรกิจที่ยั่งยืน ก็ตรงกับหลักการว่าจากกำไรน้อยไปสู่กำไรมากและมีกำไรนาน ๆ นั่นเอง

ทุกวันนี้ในความรู้สึกของผมมองเหมือนกับว่า เราเหมือนกับเดินอยู่บนทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือการที่จะเดินไปตามทางของทุนนิยมสุดขั้ว อีกทางหนึ่งคือเส้นทางของธรรมาธิปไตย ทางแรกเป็นเรื่องที่ดูว่าน่าจะเป็นแสงสีและมีสิ่งที่เร้าใจ ตื่นเต้น ส่วนทางที่สองแม้ว่าจะเป็นดูว่าค่อนข้างที่จะราบเรียบไปหน่อย และไม่น่าจะมีอะไรตื่นเต้นมากนัก แต่ที่ปลายทางจะเป็นความสงบ และเป็นความสุขของทุก ๆ คน สิ่งที่เราได้พูดในรัฐบาลนี้และมองเห็นว่าต่อไปข้างหน้า เราจำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งเฉลี่ยความสุขกันให้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้พูดถึงว่ารายได้ของประชากรในปัจจุบันในสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีรายได้สูงนั้นก็มีประมาณ 54 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่มีอยู่ในตลาดในขณะนี้ ส่วนที่มีรายได้ต่ำอาจจะมีเพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่อยู่ในตลาด นั่นก็เป็นส่วนที่เราคงจะต้องดูในสิ่งเหล่านี้กันต่อไป เพราะว่ายิ่งมีช่องว่างระหว่างรายได้มากขึ้นเท่าไร ความสงบ ความสุข ในสังคมก็จะลดลงไปด้วย ยิ่งมีความแตกต่างมากก็ยิ่งจะมีสิ่งเหล่านี้น้อยลง นั่นก็เป็นส่วนที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่า ในอนาคตข้างหน้านั้นเราคงมีเวลากันอีกนานที่จะต้องช่วยกัน ที่จะทำให้บ้านเมืองของเรามีความสงบและมีความสุขมากขึ้น ผมก็มั่นใจว่าสองทางที่เราได้พูดไปนั้น เราคงจะมีผู้ที่น้อมนำเอาหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้มากขึ้น ส่วนความสำเร็จจะไปได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับท่านทั้งหลายแล้วว่าเราจะเลือกทางเดินกันอย่างไรข้างหน้า ผมขอฝากไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่าถึงแม้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ผู้ประกอบการจะต้องยึดมั่นเป็นแนวทางเดียว แต่ก็เป็นหลักการที่สำคัญอันหนึ่งที่ฝากไว้ให้อยู่ในใจของท่านก่อนที่จะตัดสินใจจะทำอะไรก็ตาม

ในท้ายที่สุดนี้ผมมีความภูมิใจ และขอขอบคุณองค์กร YPO ประเทศไทย ที่ได้ให้โอกาสผมมาพูดคุยในวันนี้ หวังว่าสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไขในบ้านเมืองของเราคงไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม เมื่อเราอยู่ในสังคมเดียวกัน สิ่งที่เรามองคงเป็นการมองในภาพรวม ในบางครั้งผมมีความรู้สึกว่าเรามองอย่างแยกส่วนมากจนเกินไป ว่าท่านอยู่ในภาคธุรกิจ อยู่ในภาคเอกชน ภาครัฐ มองในแง่ของเศรษฐกิจโดยเฉพาะบ้าง สิ่งเหล่านี้ถ้าเผื่อว่าเราหันมามองในภาพรวมของชาติบ้านเมืองมากขึ้น มองในภาพของสังคมมากขึ้น มีความสามัคคี มีความร่วมมือกันที่จะแก้ไขปัญหามากขึ้น ผมคิดว่าโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าของเราน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม ผมก็มองเปรียบเทียบว่าประเทศที่ถือว่าเป็นคู่แข่งขัน ถ้าเราดูเปรียบเทียบง่าย ๆ ในส่วนของประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่กำลังจะหายใจรดต้นคอเราคือประเทศเวียดนาม ถ้าไปดูวิธีการทำงาน ดูสภาพภายในสังคมเขาแล้วเราจะเห็นว่า มีลักษณะที่แตกต่างไป มีลักษณะของการทำงานที่เป็นทีม มีความมุ่งมั่นที่ค่อนข้างสูง นั่นก็เป็นส่วนที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องมีการศึกษาและดูว่าถ้าเผื่อเราจะก้าวไปข้างหน้าจริง ๆ เราจะทำกันอย่างไร ขอฝากท่านทั้งหลายได้ด้วยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะว่าในช่วงชีวิตของผมผ่านหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างมา และอยากจะฝากสิ่งเหล่านี้ไว้กับ Young Presidents’ ทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยมองท่านว่าท่านสามารถจะนำพาส่วนที่เป็นภาคเศรษฐกิจของบ้านเมืองของเรานั้น ให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปข้างหน้าได้ นั่นเป็นความหวัง ก็ฝากไว้กับทุก ๆ ท่านด้วยครับ ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ