าวมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการประจำกิ่งอำเภอทั่วประเทศ
โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
16 มีนาคม 2007 09:00 น.


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย
ข้าราชการทุกคนที่ได้มาร่วมประชุมสัมมนาในวันนี้

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านทั้งหลายในวันนี้ สิ่งที่ท่านผู้บริหารทั้งหลายจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทยได้มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ในวันนี้ เพราะท่านทั้งหลายถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยกันผลักดัน ส่งเสริม และการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการดูแลในเรื่องทุกข์สุขของประชาชน การดูแลในเรื่องของการส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้มีความก้าวหน้าต่อไป การพบกันในวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจในทิศทาง ในเป้าหมายของการดำเนินการร่วมกันต่อไป

ประเทศของเราในวันนี้ต้องการสังคมที่มีความสมานฉันท์ ปรองดอง ขจัดความขัดแย้ง แตกแยก หรือทะเลาะกัน การทำงานเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ต้องเริ่มจากความสมานฉันท์ในหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเสียก่อน เพื่อให้เกิดแนวร่วมที่มีพลังในการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ในพื้นที่ให้ดีที่สุด หากหน่วยงานในพื้นที่มีความขัดแย้ง คงจะหวังได้ยากว่าการที่จะสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในสังคมจะเป็นไปได้ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจึงมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องนี้ โดยมีหลักสำคัญ คือ การมุ่งเน้นที่จะทำงานร่วมกัน ประสานงานกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และสิ่งสำคัญคือต้องมีความสมานฉันท์ ความสมานฉันท์ที่จะเกิดขึ้นมาได้นั้นต้องอยู่ที่การที่จะให้ความสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกส่วนหนึ่ง นั่นก็คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเครือข่ายการทำงานที่สำคัญ สามารถช่วยเหลือการทำงานของทุกส่วนราชการที่ดำเนินการในตำบลและหมู่บ้านได้ นั่นก็เป็นสิ่งที่เราเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เป็นรากแก้วของสังคมของเรา

ส่วนการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย ท่านทั้งหลายสามารถที่จะเป็นแกนนำสำคัญในพื้นที่ที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ของประเทศ ในฐานะผู้นำในอำเภอ ในกิ่งอำเภอ ซึ่งเป็นที่เคารพ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน ถือเป็นพื้นฐานที่ดีและจะช่วยส่งเสริมการทำงานเพื่อสร้างความปรองดองในพื้นที่ ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ให้สามารถจัดการตนเองและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วนที่จะทำให้เกิดความสามัคคีและความเอื้ออาทรในสังคม ส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามารถในการประนีประนอมข้อพิพาท เพื่อลดความขัดแย้งของสังคม การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ เป็นต้น

เมื่อสักครู่นี้ ได้สอบถามถึงคำว่า "กรมพลำภัง" ซึ่งได้รับคำตอบเป็นที่น่ายินดี คือกรมที่จะต้องดูแลความสงบเรียบร้อยภายในของประเทศ นั่นเป็นส่วนที่ท่านทั้งหลายจะต้องทำหน้าที่ในส่วนนี้ ชื่อนั้นผมได้เคยได้ยินมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินคำแปล พูดกันเล่นๆ ว่าเป็นกรมพะลำพัง ก็หมายถึงว่าอยู่คนเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ผมได้ยินคำแปลในวันนี้ก็ทำให้ซาบซึ้ง และคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกท่านก็มีความภาคภูมิใจที่จะต้องทำหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นมรดกตกทอดมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว นั่นเป็นส่วนที่ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับงานสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลจำเป็นต้องขอให้ท่านทั้งหลายช่วยผลักดัน เพื่อให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การขับเคลื่อนและขยายผลแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่ประชาชน ที่จะได้เห็นถึงแนวทางของการปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่เดือดร้อน และสามารถนำไปใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

ท่านทั้งหลายคงได้ยินคำกล่าวถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกันค่อนข้างหนาหูอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งผมขอสรุปหลักสำคัญๆ คือ การมุ่งเน้นความพอเพียง ความพอประมาณ หรืออาจจะพูดได้ว่าทางสายกลาง การใช้หลักวิชาการที่มีเหตุมีผล และการมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้ง 3 ส่วนนี้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ บางครั้ง คำว่าภูมิคุ้มกันที่ดีก็อาจจะฟังแล้วเข้าใจยาก แต่ถ้าเราบอกว่าไม่ประมาท อย่าประมาท ก็เช่นเดียวกัน เป็นภูมิคุ้มกันเหมือนกัน ทำอะไรแล้วเราไม่ประมาท นั่นก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นมาในตัวเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขอยู่ 2 ประการที่สำคัญคือ เงื่อนไขความรู้ หมายถึงว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรไปนั้น ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ มีความรอบรู้ รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะใช้ประกอบในการตัดสินใจที่เราเรียกว่าการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ก็รู้ว่าเหตุที่มานั้นเป็นอย่างไร และผลที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นก็คือการสรุปรวบยอดของคำว่าเหตุผล คือต้องรู้ที่มาของเหตุเสียก่อน แล้วถึงจะคิดได้ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร เงื่อนไขที่สำคัญประการที่สองคือ เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง ต้องซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และรู้จักแบ่งปัน ไม่โลภ

รัฐบาลนี้ได้ดำเนินนโยบายการพัฒนาประเทศไทย อาศัยแนวคิดและแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทุกๆ เรื่องอย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและด้านอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง คือ การเน้นกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่าเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ เช่น การทำศูนย์เรียนรู้ แผนแม่บทชุมชน และการมีส่วนร่วม หมายถึงในการแก้ปัญหาความยากจนไม่ใช่เพียงให้งบประมาณ ให้เงิน แล้วไปดำเนินการให้ใช้ได้เอง แต่ต้องหาแนวทางให้เกิดการร่วมมือกันในชุมชน ซึ่งหมายถึงการร่วมมือระหว่างชุมชนด้วยกัน การร่วมมือระหว่างชุมชนกับส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการร่วมมือกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนภูมิภาค ทั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัด ท่านทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลที่ลงไปทำงานอยู่ในท้องที่ ฉะนั้น ส่วนนี้มีความสำคัญเพราะท่านจะต้องเชื่อมต่อกับระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้นำชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกมาทำหน้าที่เป็นองค์กรบริหารการปกครองในส่วนท้องถิ่น ความร่วมมือร่วมใจและมีการบริหารการจัดการที่ดี และการมีส่วนร่วมจะทำให้การทำงานของท่านกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นมาได้ต่อไปในอนาคต

การขับเคลื่อนและขยายผลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนั้น สามารถขับเคลื่อนและขยายผลได้ทั้งในระดับหมู่บ้าน ชุมชน และในภาพรวมการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระทำได้อย่างจริงจังและกว้างขวางในระดับอำเภอและกิ่งอำเภอ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชน เข้ากับแนวทางการช่วยเหลือสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการประสานและส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างภาครัฐและประชาชน เน้นหลัก "ชุมชนพึ่งตนเอง" เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนและขยายผลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยยึดหลักว่าทุกส่วนราชการ และทุกภาคส่วนต้องมีความร่วมมือกัน ไม่ใช่ดำเนินการโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เพราะทุกคนมีส่วนอย่างสำคัญที่จะทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นได้

เรื่องที่สอง คือ เรื่องการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ รัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ โดยมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่สุจริต เป็นธรรม และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน รวมทั้งขจัดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกระดับ

การขับเคลื่อนและขยายผลวาระแห่งชาติด้านจริยธรรมฯ ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้นำของอำเภอ/กิ่งอำเภอ ซึ่งเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดินที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ต้องทำตนให้เป็นแบบอย่างของข้าราชการในพื้นที่ และเร่งส่งเสริมสร้างระบบคุณธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในอำเภอปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณธรรมและมีจริยธรรมตามหลักธรรมาภิบาล หลักการเบื้องต้นนั้นคงไม่ได้เป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นอะไร หลักการที่เขียนอยู่ข้างหลังผม เขียนว่า "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ถ้าท่านทำในส่วนเหล่านี้ได้ง่ายๆ จะเป็นสิ่งเตือนใจที่ดีที่เราจะทำงานให้กับประชาชน การปลูกฝังจิตสำนึกให้ทำงานเพื่อที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนนั้น จะเป็นวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงาม ทำความเข้าใจและเร่งกระตุ้นให้ข้าราชการตระหนักถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ แม้จะเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนในด้านรายได้ไม่มากนัก แต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานสนองคุณแผ่นดินนั้น เป็นผลงาน เป็นผลตอบแทนที่ไม่อาจจะซื้อหาได้

เรื่องที่สาม การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาสถานการณ์ที่ถือว่าเป็นความสำคัญเร่งด่วนของประเทศอีกปัญหาหนึ่ง ในฐานะฝ่ายปกครองท่านทั้งหลายมีหน้าที่โดยตรงที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมโดยรวม ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้เป็นเรื่องที่เรามีความกังวล มีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลได้ฟื้นฟูองค์กรที่จะเป็นศูนย์กลางในการประสานการทำงานในพื้นที่ขึ้นมาแล้ว คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า ศอ.บต. ซึ่งจะยึดแนวทางการทำงานแบบมีส่วนร่วม และอาศัยความร่วมมือ ทั้งระหว่างภาครัฐด้วยกันเอง และระหว่างภาครัฐกับประชาชน หลักการทำงานที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ ทำงานโดยเน้นการประสานความสามัคคี และความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งพลเรือน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร โดยมี ศอ.บต. เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือในพื้นที่ และต้องเร่งสร้างความเป็นธรรมในพื้นที่ และเร่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนไปพร้อม ๆ กัน

การพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นในทุกรูปแบบ ปลูกฝังความรู้

ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเน้นทำความเข้าใจในเรื่องเนื้อหาสาระของการปฏิรูปการเมือง ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันบูรณาการการทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ ในการดำเนินโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลด้วย

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ทราบว่ามีการจัดทำ "โครงการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ถือว่าเป็นโครงการที่จะช่วยตอบสนองนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล ที่สำคัญก็คือให้ขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม และเห็นผลในเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญก็คือต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนจากกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายได้เข้ามามีส่วนร่วมได้มากที่สุด ไม่จำกัดเฉพาะแค่บุคคลบางกลุ่ม และพยายามส่งเสริมวิถีชีวิตประชาธิปไตยในหมู่บ้าน และชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในอนาคตต่อไป

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านทั้งหลายจะบูรณาการการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผลสำเร็จต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนและขยายผลแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านจริยธรรมฯ การสร้างความสมานฉันท์ในสังคม การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และงานนโยบาย รวมทั้งวาระแห่งชาติอื่นๆ เพราะการทำงานเป็นทีม และบูรณาการการทำงานในพื้นที่จนก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้นั้น เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนมีความปรารถนา

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้เชื่อมต่องานต่างๆ กับอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมการปกครองจะเป็นผู้เชื่อมต่อการทำงานลงไปถึงท่านทั้งหลายที่ทำงานเป็นหลักอยู่ในพื้นที่ ขณะเดียวกันผมในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารจะช่วยสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นและจะช่วยผลักดันงานให้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้เกิดผลสำคัญ คือประโยชน์ของประเทศชาติและประโยชน์ของประชาชนอย่างดีที่สุดต่อไป โดยขอให้ท่านทั้งหลายยึดหลักในการปฏิบัติงาน 4 ประการที่ผมได้เคยกล่าวไว้ นั่นก็คือ โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ และขอให้น้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นคติในการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรมและพอเพียง ได้แก่ ประการที่หนึ่ง การให้ หมายถึง ทำทุกอย่างเพื่อให้แก่ประเทศชาติและประชาชน ประการที่สอง การทำงานอย่างมีความสุข หมายถึง มีความสุขที่ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ประการที่สาม ความเพียร หมายถึง ความมุ่งมั่นทำงานโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือปัญหาใดๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านทั้งหลายอาจเคยได้เห็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ นั่นก็คือ "พระมหาชนก" ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความเพียรเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ความเพียรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกคนไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค ต่อปัญหาใดๆ ที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป ประการสุดท้าย ความสามัคคี หมายถึง ความร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลดีแก่ชาติบ้านเมือง นั่นก็เป็นหลักการทรงงานทั้ง 4 ประการที่ได้พระราชทานให้กับข้าราชการ ให้กับท่านทั้งหลาย ซึ่งสามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้ ให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติและประชาชน

ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่มาร่วมประชุมสัมมนาในวันนี้ด้วยความตั้งใจ ขออวยพรให้การทำงานของทุกท่านบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยความราบรื่น เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริงตลอดไป และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความสำเร็จก้าวหน้าทั้งในการประกอบอาชีพการงานและในการดำเนินชีวิตส่วนตัวโดยทั่วกัน และขอให้ทุกท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความสวัสดิภาพ ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์สำนักโฆษก
อภิญญา ตันติรังสี/ถอดเทป/พิมพ์ จินตนาจ้องจุมพจน์/ตรวจ