คำกล่าวในโอกาสมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการฯ ในงาน "ขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข"
โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
ณ หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา
09 มีนาคม 2007 15:30 น.


ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด
เพื่อนข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านทั้งหลายและมามอบนโยบายในวันนี้ ผมเองไม่ได้เป็นคนที่ถือว่าเป็นคนหน้าใหม่สำหรับพวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าถ้าผมมีเวลาว่าง ผมจะแวะเวียนมาโดยตลอดตั้งแต่ที่ผมเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อย่างน้อย ๆ อาจจะเดือนเว้นเดือนที่ผมได้มีโอกาสมาที่โคราช นั่นเป็นสิ่งที่ถือได้ว่าทำไมผมถึงได้มาเปิดงานและมอบนโยบายยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขที่จังหวัดนครราชสีมาในวันนี้

ในแผนของรัฐบาลแล้ว เราจะดำเนินการอย่างจริงจังในวันที่ 21 มีนาคมนี้ โดยจะเปิดโครงการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่วันนี้ถือได้ว่าเป็นงานพิเศษที่เป็นที่นอกเหนือจากโครงการที่ภาครัฐได้ดำเนินการไว้ ผมเพิ่งประชุมเมื่อเช้านี้ว่า มีความซับซ้อนบางส่วนในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขกับโครงการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราสามารถที่จะให้งบประมาณออกมาสู่โครงการได้ตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า ในวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาทที่จะมาสู่โครงการอยู่ดีมีสุขนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจพื้นฐานให้มีความก้าวหน้าให้มีความยั่งยืนอยู่บนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้พยายามที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่

ในด้านการปกครองของประเทศ ซึ่งเราแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ซึ่งแต่ละฝ่ายนั้นก็มีบทบาทหน้าที่เป็นของตนเอง แต่ก็มีความเชื่อมโยงและความสมานฉันท์อย่างชัดเจน สำหรับฝ่ายบริหารนั้นคือรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นกรอบทิศทางในการบริหารประเทศ และมีองค์กรของรัฐซึ่งคือส่วนราชการต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ซึ่งก็คือการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่ประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่การพัฒนาประเทศ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่พี่น้องประชาชนก็คือภารกิจและหน้าที่ที่สำคัญของเราทุกคนนั่นเอง

การจะสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่ประชาชน หมายถึงการทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี และมีความมั่นคงผาสุกในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนตามสมควรแก่อัตภาพซึ่งการจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่หลายประการ โดยนอกจากจะเป็นภาระหน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารที่จะต้องดำเนินการให้บังเกิดผลสำเร็จอย่างดีที่สุดแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังต้องขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเองว่าจะมีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพหรือไม่เพียงใด และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในด้านต่าง ๆ ของบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วยว่ามีความมั่นคงสนับสนุนให้ทุกคนสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจะสร้างสังคมให้มีความอยู่ดีมีสุขได้ ท่านทั้งหลายจะต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยของเราให้ได้เสียก่อน นั่นก็คือการสร้างวัฒนธรรมความพอเพียง การสร้างสังคมให้มีความสมานฉันท์ สังคมที่มีคุณธรรมและมีความยุติธรรม และสังคมที่มีข้าราชการ พนักงานของรัฐตั้งใจทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การอยู่ดีมีสุขของคนเราต้องเริ่มต้นจากการรู้จักคำว่า ความพอเพียง คือการรู้จักพอกินพอใช้และพออยู่ พอใจ ในสิ่งที่ตนเองมี รู้จักความพอดี พอประมาณ ไม่โลภอย่างมากทำอะไรก็ทำอย่างมีเหตุผล มีความรอบคอบ พยายามหลีกเลี่ยงในสิ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างมากในด้านต่าง ๆ เพราะไม่ว่าใครก็ตามหากยังไม่สามารถเกิดความรู้สึกที่พอเพียงได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง เพราะจะต้องดิ้นรนไขว่คว้าและเบียดเบียนคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ความพอเพียงที่กำลังพูดถึงนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย ไม่มีความขยันหมั่นเพียร หรือไม่ปรารถนาที่จะให้ได้มาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้ยังคงต้องมีอยู่เพราะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่การดิ้นรนเพื่อให้ได้มาต้องมีความเหมาะสมกับสถานภาพ ไม่ทำร้ายคนอื่น และไม่ทำร้ายตนเอง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ให้แก่ปวงชนชาวไทย เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขภายใต้สังคมที่ต้องต่อสู้แข่งขัน เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสังคมไทย รัฐบาลจึงได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริมให้ประชาชนนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดผลอย่างจริงจัง ในขณะที่การดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในภาพรวมรัฐบาลก็มุ่งเน้นการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดการพิจารณาตนเองให้มากที่สุด ทำอะไรอย่างมีเหตุมีผล ไม่รีบร้อน ไม่ก้าวกระโดด ไม่ประมาท และรู้จักการเลือกสรร รู้จักใช้อย่างเหมาะสม มีความระมัดระวัง และความพอดีพอเหมาะ พอควร

ผมอยากให้ท่านทั้งหลายในฐานะเป็นผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะทำให้นโยบายประสบผลสำเร็จ นำแนวคิดและแนวทางเรื่องความพอเพียงไปปลูกฝังให้เกิดเป็นอุดมการณ์และค่านิยมในหมู่ประชาชนทุกระดับ ทุกสาขาอาชีพ ให้เกิดความสำเร็จอย่างจริงจัง เพราะรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่าแนวทางนี้คือแนวทางของการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่จะนำไปสู่ความมั่นคงและความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำหรับการสร้างความสมานฉันท์เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะสังคมที่มีความแตกแยกทั้งความคิดและการกระทำย่อมไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล สังคมที่จะเจริญต่อไปได้ต้องเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความกลมเกลียว ขณะนี้เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีความขัดแย้งทางความคิดที่ดำรงอยู่ อันมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในสังคมที่มีความหลากหลาย และบางครั้งความแตกต่างทางความคิดก็เป็นเรื่องที่เราปรารถนา เพื่อจะได้มองเห็นในแง่มุมอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ เป็นทางเลือก หรือเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ความแตกต่างทางความคิดที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยกและความรุนแรง ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดและต่อใคร เราจึงต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ ไม่ให้ความแตกต่างทางความคิดนำไปสู่ความแตกแยกที่จะทำให้หลักการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งเราได้พิจารณานั้นเกิดความเสียหาย การแก้ไขที่จะสร้างความสมานฉันท์ขึ้นมาก็คือการยึดหลักสันติวิธีการสร้างความเข้าใจ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วม จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดหนึ่งที่จำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน เร่งสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ

นอกจากนี้ การอยู่ดีมีสุขของประชาชนยังได้มาจากสังคมที่มีคุณธรรม คือเป็นสังคมที่มีความยุติธรรม มีความเสมอภาคในโอกาสและการปฏิบัติ และเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่มีคุณธรรม จริยธรรม คือไม่ได้รับความอยุติธรรมและทำให้เกิดความคับข้องใจ เป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้จึงมีนโยบายปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ระดับต้นทางไปจนถึงปลายทาง โดยได้เริ่มตั้งแต่การปฏิรูปงานของตำรวจระบบงานของ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอัยการ ศาล การดูแลผู้ที่ต้องโทษ การดูแลผู้ที่อยู่ในข่ายของผู้ต้องสงสัย เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อถือ มีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานที่ให้ความเสมอภาคในโอกาสที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานในระยะนี้ และถือว่าเป็นหน้าที่ของข้าราชการ เจ้าหน้าที่และพนักงานของรัฐทุกคนที่จะต้องทำงานหรือปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกันเพราะสังคมไทยของเราจะต้องเป็นสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ส่วนในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งผมเห็นว่าสังคมไทยของเรานั้นยังขาดอยู่มากโดยเฉพาะในระดับของผู้บริหาร ข้าราชการ แม้กระทั่งในระดับประชาชนทั่วไป การขาดคุณธรรมและจริยธรรม คือการขาดสำนึกที่ดีที่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราขาดความละอายขาดความเกรงกลัวต่อบาป ต่อการกระทำผิด และสามารถทำอะไรที่ผิดไปจากมาตรฐานที่ดีงามของสังคมซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบเช่นเดียวกับการขาดความยุติธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดความสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้มากขึ้นการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากนักถ้าทุกคนมีความตั้งใจ ถ้าทุกคนตั้งสัจจะวาจาไว้กับตัวเองว่าเราจะรักษาศีลและปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถสร้างคุณธรรมและจริยธรรมขึ้นได้ และที่สำคัญข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือผู้นำท้องถิ่นต่างๆจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมด้วย

การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงานของรัฐ และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่พี่น้องประชาชน เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนได้ประพฤติและปฏิบัติตามเท่านั้น ยังไม่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม และไม่เป็นการเบียดบังเอาผลประโยชน์ของรัฐไปเป็นผลประโยชน์ของบุคคล ทำให้งบประมาณของรัฐทุกบาททุกสตางค์ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ รัฐบาลมีแนวทางในการบริหารราชการโดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความประหยัด และความมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนข้าราชการ พนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกฝ่ายจะได้ยึดถือ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาประเทศ และการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างจริงจังต่อไป และการที่จะทำงานในหน้าที่ของแต่ละท่านให้บรรลุเป้าหมายได้นั้น ผมเห็นว่าหลักการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เคยพระราชทานไว้ คือการ "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" เป็นหลักการสำคัญที่สุดที่เราต้องยึดถือและนำไปปฏิบัติตาม

ผมขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือร่วมใจกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่อไป ผมขอให้ความตั้งใจที่ดีนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ และขอให้ผลพวงจากการทำงานด้วยความรับผิดชอบ ส่งผลสัมฤทธิ์ให้ทุกท่านพร้อมทั้งครอบครัว ประสบแต่ความสุขความเจริญ และมีความก้าวหน้ารุ่งเรืองทั้งในการประกอบอาชีพการงานและการดำเนินชีวิตส่วนตัวโดยทั่วกัน ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก