![]() |
ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "คิดเพื่อประเทศไทย" การบอกทิศทางของประเทศที่จะเดินไปข้างหน้า ต่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผมขอขอบคุณสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยสำหรับโอกาสที่ได้มาพูดคุยกับท่านในครั้งนี้ โดยที่ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของสื่อในสังคมไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลงนี้ ในช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสื่อด้วยการจัดการพบปะอย่างสม่ำเสมอกับผู้แทนสื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ผมเชื่อว่า ในวันนี้สื่อมีเสรีภาพมากกว่าภายใต้รัฐบาลที่แล้ว โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ แม้ผมจะยังรอคอยให้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ ใช้เสรีภาพดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี สภาพการณ์ปัจจุบันของสื่อสะท้อนถึงสภาพการณ์ของประเทศของเราในหลายๆ ด้านด้วยกัน คือ มีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี มีทั้งที่ซื่อสัตย์และที่ฉ้อโกง มีเรื่องผลประโยชน์ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งเพียงการแสวงหากำไร ในขณะที่สื่อขนาดเล็กลงมาพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูล กรอบทางกฎหมายสำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ส่วนมากยังไม่มีระบบ เรามีผู้ให้บริการเคเบิลทีวีกว่า 500 รายและสถานีวิทยุชุมชนหลายร้อยราย ที่ปฏิบัติการโดยผิดกฎหมายหรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เป็นเพราะว่าในช่วงเวลา 9 ปีหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐบาลและรัฐสภาที่ผ่านมาไม่เคยสามารถจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติได้ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวควรจะทำหน้าที่เป็นองค์กรอิสระองค์กรใหม่ที่ควบคุมกิจการของวิทยุและโทรทัศน์ หากท่านเพียงดูสภาพของกิจการวิทยุและโทรทัศน์และคูณอีกพันเท่า ก็จะเห็นภาพ สิ่งท้าทายที่สลับซับซ้อนที่ประเทศของเราต้องเผชิญ ณ วันนี้ ท่านได้เชิญผมมาพูดคุยกับท่านในคืนนี้ ในหัวข้อ "คิดเพื่อประเทศไทย -การบอกทิศทางของประเทศที่จะเดินไปข้างหน้า" หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ หัวข้อที่ท่านเสนอแนะว่าเป็นหน้าที่ของผมในฐานะเป็นผู้บริหารที่จะต้องคิดดำเนินการทุกอย่างและกำหนดทิศทางสำหรับประเทศที่มีประชากรกว่า 64 ล้านคน ภายในเวลาประมาณ 12 เดือน ผมขอเรียนว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายของรัฐบาลชุดนี้ หรือที่จริงของรัฐบาลชุดใดก็ตาม ที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่สลับซับซ้อนในระยะเวลาอันสั้น ความพร้อมของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นประเทศใดประเทศหนึ่งในการที่จะรับผิดชอบต่อการปกครองชุมชนและรัฐของตนสะท้อนถึงภาวะความเติบโตทางการเมืองของประชาชาตินั้น หากท่านเอาใจใส่น้อยเพียงใด หรือท่านรู้สึกว่าเสียงของท่านมีความหมายน้อยเพียงใด สังคมก็จะมีภาวะความเติบโตทางการเมืองน้อยแค่นั้น และสังคมนั้นก็จะมีความเป็นธรรมน้อยลงด้วย ดังนั้น เราควรจะหันมาประเมินบ้านเมืองของเรา ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมาว่า เราเป็นประเทศที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ระหว่างปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2539 ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยเกินร้อยละ 7 ต่อปี หมายความว่าเราเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงที่สุดในโลก เกือบตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เราได้มีรัฐบาลผสมที่มุ่งสร้างฉันทามติ แต่เป็นรัฐบาลที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและมีความวุ่นวาย ข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญมักจะเป็นผู้ที่กำหนดนโยบายและนำไปปฏิบัติ นักการเมืองส่วนมากมีฐานะที่ดีขึ้น ท่ามกลางเงื่อนไขดังกล่าวมีจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญที่โดดเด่น 2 จุด คือ เหตุการณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ. 2534-2535 ในกรณีแรกนักศึกษาเยาวชนของเราได้แสดงออกซึ่งความสำนึกทางการเมืองในระดับใหม่ที่ได้รับการซึมซับโดยเร็วทั่วประเทศ ในกรณีที่สองชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ ได้ดึงประเทศกลับมาสู่เส้นทางใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ตลอดช่วงเวลานี้ พลวัตทางเศรษฐกิจของเราได้สร้างความร่ำรวยเพิ่มเติมอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศ "แต่" และขอย้ำว่าเป็นคำว่า "แต่" ที่ใหญ่และมีความสำคัญมากคือ การกระจายรายได้ กระจายความร่ำรวยดังกล่าวไม่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด และยังคงเป็นเช่นนั้นในวันนี้ ที่จริงแล้วเมื่อคำนึงถึงขนาดและรายได้ต่อหัวของเราแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันในอัตราสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คนที่จนที่สุดร้อยละ 20 ของประชากรไทยทั้งหมดมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของรายได้ของประชากรไทย ขณะที่คนที่รวยที่สุดร้อยละ 20 มีรายได้คิดเป็นร้อยละ 55 ของ รายได้ของประชากรไทยทั้งหมด หากเรามีวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศในวันนี้ก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วการเมืองคือกลไกเพื่อที่สังคมจะสามารถตัดสินใจได้ว่า "ใครจะได้อะไรบ้าง" และความร่ำรวยและผลประโยชน์ต่างๆ ของสังคมจะกระจายไปยังประชาชนในลักษณะใด ดังนั้น สิ่งท้าทายทางการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา สิ่งท้าทายทางการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ พวกเราทั้ง 64 ล้านคน ได้สะสมมาเป็นทศวรรษ และในจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ผมได้กล่าวถึงคือเมื่อปี พ.ศ. 2516 และเมื่อปี พ.ศ. 2535 เราได้พยายามโดยการใช้วิธีการรุนแรงที่จะปรับระบบการเมืองของเรา และโดยรวมผมก็คิดว่า ในแต่ละครั้งเราประสบความสำเร็จ ในการนำมาซึ่งสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นี่คือสิ่งท้าทายที่เราเผชิญอยู่ในวันนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถหลีกเลี่ยงการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ประเทศของเราต้องเผชิญอยู่ แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องส่วนใหญ่ที่อยู่ในชนบทจะไม่ยอมรับการละเลยในเรื่องนี้อีกต่อไป ในกรณีที่บางท่านได้ลืมไปแล้ว ผมขอเตือนท่านว่าประเทศของเราเป็นหนี้พี่น้องในชนบทมากแค่ไหน ผลผลิตส่วนเกินที่เกษตรกรได้ผลิตในทศวรรษ 2510 และ 2520 ทำให้มีการสะสมเงินทุนในกรุงเทพฯ ซึ่งได้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางอุตสาหกรรมของเราต่อไป ผลผลิตนั้นได้สร้างอาคารสำนักงานและอาคารชุดที่สูงของเรา ที่ทำงานในโรงงาน และให้การบริการในโรงแรมและร้านอาหารของเรา แต่พวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม พวกเขาได้เอาหลังสู้ฟ้า และเอาหน้าสู้ดินมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว ผมจึงขอเสนอว่า การขจัดช่องว่างทางรายได้ การขจัดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเมืองกับชนบท จะต้องเป็นภารกิจอันดับแรกในวาระแห่งชาติ สำหรับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับพรรคการเมืองที่กำลังปรับตัวและปรับจุดยืนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป สำหรับท่านผู้แทนสื่อทั้งหลายในการนำเสนอข้อมูลและการกระตุ้นการหารือภายในประเทศ และสำหรับประชาชนชาวไทยทั้ง 64 ล้านคน ทั้งนี้ เป็นที่น่าเสียใจว่าเราไม่มีประสบการณ์ของเราในการที่จะมีกรอบนโยบายที่ใช้ปฏิบัติได้และที่ยั่งยืนจะสามารถนำมาจัดการกับปัญหาเร่งด่วนนี้ในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งกรอบนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ปฏิบัติไปแล้วคือการจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค ซ่อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริงนอกงบประมาณ และใช้ประโยชน์จากความนิยมทางการเมืองที่ได้มาเพื่อโค่นระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งไม่สามารถจัดการกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ในลักษณะที่แท้จริงหรือยั่งยืน ผมเห็นว่าเราจำเป็นที่จะต้องคิดกันอีกครั้งหนึ่ง ผมต้องการให้พวกท่านได้ทราบถึงแนวคิดของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเด็นหลักที่เราต้องเผชิญ เราคงไม่สามารถขจัดความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่ได้สะสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่เราสามารถพยายามที่จะวางรากฐานทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่จะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันอย่างร้ายแรงนี้ได้รับการจัดการภายในระยะเวลาอันใกล้ เมื่อตอนเข้ารับตำแหน่ง ผมได้กำหนดวาระการปฏิรูปใน 4 ด้านหลักๆ ที่ล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ
ผมอยากที่จะเรียนว่า เรามาดูเรื่องต่างๆ ดังกล่าวในรายละเอียดกันดีกว่า การปฏิรูปทางการเมืองอย่างสัมฤทธิ์ผลหมายความว่าภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดการสำรวจประชามติและการจัดการเลือกตั้ง จนบัดนี้เราได้ดำเนินการตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แต่ผมยังไม่พอใจกับระดับของข้อมูลและการถกเถียงกันในสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายพื้นฐานซึ่งกำหนดว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ประชาชนทุกคนมีความรับผิดชอบและจะต้องได้รับอำนาจจากการได้รับข้อมูลเพื่อที่จะได้มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องตัดสินใจ ผมมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นและมีการถกเถียงกันเพิ่มขึ้น การฟื้นฟูความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมายความว่าเราจะต้องขจัดความแตกแยกทางการเมืองและนำความปรองดองและความยุติธรรมกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา ผมไม่คิดว่าความแตกแยกทางการเมืองจะสามารถแก้ไขได้จนกระทั่งมีการจัดการกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลัง ในส่วนของสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่เคยคิดว่าประเด็นนี้จะสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราพิจารณาห้วงเวลายาวนานของการละเลยและการบีบคั้น ซึ่งเลวร้ายลงไปอีกจากนโยบายที่ใช้ความรุนแรง และประการที่สองจากเงื่อนไขสถานการณ์ของโลกที่ได้ช่วยหล่อเลี้ยงการฟื้นฟูแนวคิดทางศาสนาแบบอนุรักษ์นิยมเพื่อเป็นการป้องกันสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการโจมตีต่อความเชื่อทางศาสนา การใช้ความรุนแรงที่มีพื้นฐานในหลักศาสนาที่ถูกบิดเบือนเป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก ผมเชื่อมั่นว่ามันไม่สามารถจะระงับได้โดยใช้การกดดัน แต่ในเวลาเดียวกัน เหยื่อของการกระทำดังกล่าวก็ควรจะได้รับความยุติธรรม ผมมองเห็นว่าสิ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ได้คือการให้การเรียนรู้ การให้การศึกษาเพื่อให้บุคคลทั้งหลายได้มีโอกาสเห็นภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ผมมีความตั้งใจที่จะดำเนินนโยบายสมานฉันท์ต่อไป และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นตลอดไปกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ผมได้กล่าวถึงนโยบายการปฏิรูปที่สำคัญประการที่สามคือ การขจัดช่องว่างด้านรายได้ไปมากพอสมควรแล้ว แต่องค์ประกอบที่จำเป็นคือการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได่พระราชทานเป็นนโยบายการพัฒนาหลักของรัฐบาล สภาร่างรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า หลายประเทศจะได้นำแนวคิดของความยั่งยืนที่ฝังรากอยู่ในหลักปรัชญานี้มาปรับใช้ในไม่ช้านี้ ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่า "การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน" จะเป็นประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาโต้แย้งกันมากในโลกในช่วงทศวรรษข้างหน้านี้ ดังนั้น ประเทศไทยควรได้รับการชมเชยในการเป็นผู้ที่นำหลักปรัชญาดังกล่าวมาใช้เป็นประเทศแรกๆ ซึ่งในท้ายที่สุดจะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด นโยบายการปฏิรูปที่สำคัญประการที่สี่คือ "การนำหลักนิติธรรมกลับคืนมา" ซึ่งรัฐบาลมีการดำเนินการที่รอบคอบ แต่เป็นไปอย่างมั่นคง คุณทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์แก่นิตยสาร Time ว่า "การคอร์รัปชั่นจะไม่หมดไปจากประเทศไทย ด้วยเหตุว่าการคอร์รัปชั่นได้ฝังอยู่ในระบบเสียแล้ว" หากพวกเราคิดว่าคำกล่าวของ คุณทักษิณฯ เป็นจริง ผมคิดว่าเราไม่สมควรที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยที่รักความเป็นธรรม หากปราศจากหลักนิติธรรม สิ่งอื่นใดก็ไม่มีความหมาย เนื่องจากจะไม่มีความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และแน่นอนที่สุดคือ ความเป็นประชาธิปไตย พวกท่านหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชั่วคราวชุดนี้ว่า ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีการคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางที่ผิดของบุคคลในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา มีความเชื่องช้า บางท่านได้เรียกร้องให้มีการใช้อำนาจบริหารเพื่อลัดกระบวนการยุติธรรม แต่หากเรานำแนวทางดังกล่าวมาใช้ เราจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้แก่หลักนิติธรรมได้อย่างไรและเมื่อใด นั่นเป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่า เราสามารถคาดหวังผลที่เป็นรูปธรรมจากการสืบสวนสอบสวนได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และผมเชื่อมั่นในคุณธรรมในความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมของเรา ขณะเดียวกัน เราก็ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อจะปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ในภาคราชการ และการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่ารัฐบาลนี้จะได้เน้นการปฏิบัติตามวาระการปฎิรูปที่สำคัญใน 4 ด้าน แต่ผมได้กล่าวตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งว่า ผมจะให้ความสำคัญแก่ภาพภายในประเทศและภาพต่างประเทศอย่างสมดุล โดยในความเป็นจริงประเทศไทยก็เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของภาพต่างประเทศ โดยมีบทบาทแข็งขันในการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศมาโดยตลอด เราต้องการให้หุ้นส่วนจากต่างประเทศมาร่วมมือกับเราในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ดังที่ผมได้กล่าวข้างต้น เราต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่บริเวณชายแดน ไม่เฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดคือหุ้นส่วนของเราในอาเซียน ปีนี้จะเป็นปีฉลองครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้งอาเซียน และเรากำลังยกร่างกฎบัตรสำหรับสมาคมของเราเป็นครั้งแรก โดยกฎบัตรดังกล่าวจะเป็นการแสดงออกถึงความคาดหวังของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน เรากำลังมุ่งไปสู่การจัดตั้งประชาคมอาเซียน โดยภายใน 8 ปี เราจะเป็นประชาคมที่มีการรวมตัวทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนการเมืองและความมั่นคงอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เราจะเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายทางถนนและรถไฟจากตะวันออกสู่ตะวันตก และจากเหนือสู่ใต้ โดยมีการเชื่อมโยงทางอากาศและทางทะเลที่ปลอดภัย โดยเครือข่ายและความเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ด้านการท่องเที่ยว การค้า และเป็นพื้นฐานสำหรับความเจริญมั่งคั่งร่วมกัน ในเวลาเดียวกันประชาชนของเราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างพอเพียง ซึ่งผมได้เน้นตลอดมาว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยสร้างเงื่อนไขในเรื่องนี้ให้เป็นความจริง ท่านผู้มีเกียรติ และเพื่อนนักข่าว ประเทศไทยที่รักของเราได้เดินทางมาถึงจุดแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเรา ผมกล้าที่จะพูดว่า จุดนี้จะเป็นจุดที่สำคัญกว่าอีก 2 จุดที่ผมได้กล่าวถึงแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทยว่า ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกัน เราจะก้าวไปสู่สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น และมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น สุดท้ายนี้ ผมขอยกคำพูดของท่านประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ได้เคยกล่าวกับประชาชนชาวอเมริกันว่า "อย่าได้ถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้แก่ท่านบ้าง แต่จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้าง" ซึ่งในวันนี้ ผมขอยกมาเป็นข้อคิดกับท่านทั้งหลาย ขอบคุณครับ กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|