คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสังคมไทย" ในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี ครบรอบ 52 ปีคณะรัฐประศาสนศาสตร์
โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
10 กุมภาพันธ์ 2007 10:10 น.


คณบดี ผู้บริหาร คณาจารย์
นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาปาฐกถาในเรื่องของการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสังคมไทย ในโอกาสที่มีการเปิดสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2550 ของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในวันนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมยินดีที่ตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง 52 ปีที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ได้เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารภาครัฐ เป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างกว้างขวาง และมีส่วนสำคัญในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารการพัฒนาประเทศมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรื่องที่ผมได้รับเชิญมาพูดในวันนี้ในเรื่องของ คุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างสังคมไทยให้ไปสู่สังคมที่ดีงาม เป็นองค์ประกอบที่จะนำสังคมของเราไปสู่สังคมที่มีความสันติ ที่ยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลจึงได้ประกาศเป็นเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะอาศัยกลไกทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

รัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2549 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมและประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และหน่วยงานของราชการ โดยระดับรัฐบาลจะดำเนินการในภาพรวมทั้งระบบในภาคราชการ ส่วนระดับหน่วยงาน ได้มุ่งเน้นให้แต่ละส่วนราชการกำหนดกลยุทธ์หรือโครงการเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในหน่วยงาน

ท่านผู้มีเกียรติคงเห็นพ้องกับผมว่า ปัญหาวิกฤตที่บ้านเมืองของเรา สังคมของเราได้ประสบในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่มีเหตุส่วนใหญ่มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้น ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องพร้อมใจกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูคุณธรรมจริยธรรมอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นที่ตัวเรา การเริ่มต้นที่ตัวเรานั้นคงจะเรียนได้ว่า เราทุกคนตระหนักดีว่าจำเป็นจะต้องมีคุณธรรม รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ผิด รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูก แต่การปฏิบัติหรือการตั้งใจที่จะปฏิบัติเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ถ้าเราไม่ตั้งใจ ในบางครั้งเราก็จะเห็นว่าเราสามารถที่จะมองข้าม เราสามารถที่จะละเว้นไปได้ในบางเรื่อง หรืออย่างที่เราเรียกกันว่ามีสองมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้าเราตั้งใจถ้าในทางศาสนาจะเรียกว่า เราสมาทานศีล ถ้าเราสมาทานแล้วก็หมายถึงว่าใจของเรานั้นยึดมั่น ใจของเราไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ใจของเราไม่ทำในสิ่งที่ถือว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีงาม ตรงนี้จึงจะเรียกได้ว่าเราตั้งใจที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง ถ้าตราบใดที่เรายังเป็นคนที่มีสองมาตรฐาน ตราบใดที่เรายังนึกว่าทำก็ได้ เว้นบ้างก็ได้ อย่างนี้คงจะถือได้ว่าเรายังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง

ในเรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า เราจำเป็นที่จะต้องเริ่มที่ตัวเรา และเริ่มที่ผู้นำหน่วยงานทุกระดับทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงองค์กรภาคประชาสังคมทุกองค์กร และทุกสถาบัน คุณธรรมและจริยธรรมเป็นคุณค่าที่เรายึดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม และจำเป็นต่อการปกครองบ้านเมือง เราจึงต้องช่วยกันปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย ๆ ทั้งยังต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังอีกด้วย บางครั้งเราอาจจะเกิดความหวั่นไหว แต่ถ้าหากว่าสังคมโดยส่วนรวมมีโอกาสที่จะช่วยกัน เราอยู่ในหมู่ของคนที่เป็นบัณฑิต หมู่ของคนที่เป็นคนดี โอกาสที่เราจะไม่หวั่นไหวก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าเราไปอยู่ในหมู่ของผู้ที่เป็นคนพาล ผู้ที่เป็นคนไม่ดี โอกาสที่เราจะหวั่นไหวก็จะมากขึ้น นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องพึงระมัดระวังว่า ในสังคมของเราถ้าเราช่วยกันในลักษณะเช่นนี้ โอกาสที่จะสร้างสังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ก็จะบังเกิดขึ้นได้

จริยธรรม หมายถึงหลักปฏิบัติที่เป็นกรอบ เป็นปรัชญา ที่บุคคลและสังคมยึดถือว่าดี ควรกระทำและเหมาะสม ส่วนคุณธรรมมีความหมายครอบคลุมถึงศีลธรรม และคุณลักษณะในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต การประพฤติ ปฏิบัติ อยู่ในกรอบของศีลธรรมจรรยา ที่เป็นหลักมาตรฐานการปฏิบัติ เช่น การไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน การปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน การไม่เลือกปฏิบัติหรือใช้สองมาตรฐานในเรื่องเดียวกัน เป็นต้น สังคมของเราจะก้าวไปสู่ความมั่นคง โดยดำรงอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างยั่งยืน เราจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่มีความพร้อมในด้านของคุณธรรม และความเสียสละ นักปราชญ์ในสมัยโบราณ เช่น โสเครติส เห็นว่าผู้นำ ผู้ปกครอง ต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง ส่วนเพลโต กล่าวถึงนักปกครองว่าต้องมุ่งกระทำประโยชน์ให้กับรัฐและส่วนรวม การขาดคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโดยตรง โดยเฉพาะหากผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาขาดจริยธรรมคุณธรรม ย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อประชาชนผู้รับบริการ ต่อขวัญและกำลังใจของผู้ร่วมงาน และนำไปสู่ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม

การบริหารงานในยุคใหม่ จึงเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเกื้อหนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ใช้หลักธรรมความดีเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ใช่การแข่งขันแบบเอารัดเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม และความเป็นธรรมในสังคมตลอดเวลา ดังนั้น การจะพัฒนาสังคมของเราให้ไปสู่ความยั่งยืนได้ มีความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูคุณธรรมให้เกิดขึ้นทั้งระบบ ซึ่งหมายถึงการมีระบบวัฒนธรรม และค่านิยมที่สร้างสรรค์ การมีระบบการเมืองที่ยึดหลักคุณธรรมเป็นเครื่องนำทาง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน การมีระบบราชการที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง การมีบุคคลที่จะมารับผิดชอบบ้านเมือง ที่ดำรงตนโดยยึดถือคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการทำหน้าที่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และการมีประชาชนที่มีความรู้ มีความเข้าใจ และให้ความสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม

ส่วนประเด็นในเรื่องธรรมาภิบาลนั้น มีความหมายที่หลากหลาย แต่ที่เข้าใจกันดีหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ด้วยความเที่ยงตรง ถูกต้อง และยุติธรรม ธรรมาภิบาลสะท้อนถึงกระบวนการซึ่งรัฐและประชาชนร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เหมาะสม และเป็นธรรมในสังคม มุ่งการปกครองที่ดี โปร่งใส และเป็นธรรม มีการจัดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและยุติธรรม เป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณธรรม จริยธรรม ที่มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการที่ดีดังกล่าวมาแล้ว การที่จะมีธรรมาภิบาล จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือการทำงานอย่างมีหลักการ มีความรับผิดชอบ มีความโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร ซึ่งในบ้านเมืองของเราเอง ก็ยังมีการทุจริต ประพฤติมิชอบอยู่พอสมควร การที่เราจะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้มีการทุจริตประพฤติมิชอบลดลง ก็จำเป็นจะต้องอาศัยหลักของธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ

การเคารพสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ซึ่งกันและกันระหว่างรัฐและสมาชิกในสังคม รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องของธรรมาภิบาล โดยได้กำหนดเป็นหลักและแนวนโยบายการบริหารบ้านเมืองของคณะรัฐมนตรี โดยได้ย่นย่อที่เรียกกันว่าหลัก 4 ป. คือความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความประหยัด และความมีประสิทธิภาพ แนวทางเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ท่านทั้งหลายคงตระหนักดีว่าจะต้องเริ่มจากผู้นำ ซึ่งจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีพร้อมที่จะเสียสละ พร้อมที่จะอุทิศตน มีความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ส่วนข้าราชการก็ต้องมีคุณธรรมประจำใจ ยึดหลักธรรมของการเป็นผู้บริหาร การเป็นนักปกครองที่ดี มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และเป็นนักประชาธิปไตย ตามระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้าราชการยิ่งมีตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องมีความระมัดระวัง และต้องมีระดับคุณธรรม จริยธรรม สูงตามไปด้วย เพราะการตัดสินใจย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการปฏิบัติราชการโดยยึดหลักคุณธรรม ดำเนินงานตามกรอบของหลักนิติธรรม ความชอบธรรม ตามกฎหมายบ้านเมือง และมุ่งมั่นที่จะดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ รัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งครอบคลุมถึงหลักปฏิบัติ เพื่อป้องกันกรณีพนักงานของรัฐ ใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องหรือเครือญาติ การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน และการจัดทำหรือดำเนินโครงการเพื่อมุ่งหาประโยชน์ให้กับบุคคล หรือคณะบุคคล เป็นต้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้เร่งรัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ได้ดำเนินการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความยุติธรรม สร้างความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการทำงานของระบบราชการมากยิ่งขึ้น

ผมเชื่อมั่นว่าขณะนี้คนไทยทั่วประเทศ ต่างมุ่งหวังและคาดหวังว่าถึงเวลาที่ข้าราชการทุกคนต้องพร้อมที่จะเสียสละและประพฤติตนเป็นคนดี เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน และวางตนให้เป็นต้นแบบของผู้บริหารที่มีคุณธรรม มีความประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนได้ ทำให้ประชาชนเกิดความรัก เกิดความเชื่อถือศรัทธาตลอดไป

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาที่ยั่งยืน หากข้าราชการทุกคนได้ดำเนินชีวิตโดยยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล ไม่ประมาท ไม่ฟุ้งเฟ้อ รู้จักประมาณตน ก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างพอเพียง และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุล ความมั่นคง และความยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงย้ำว่า ถ้าเรารู้จักคำว่าพอ เราก็จะไม่ลำบากจากความโลภ และจะไม่ไปทำลายทรัพยากร ไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ความพอเพียงประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ หรือความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่น ความมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ในบางครั้งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดขึ้นในทางดี บางครั้งก็เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม ส่วนการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม นับว่าเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันไม่ให้บกพร่องอีกทางหนึ่งด้วย ข้าราชการและพนักงานของรัฐ สามารถนำหลักความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย สังคมไทยในขณะนี้ กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนผ่าน เรามีบทเรียนที่มากมาย ที่จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เราต้องเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทุก ๆ ด้าน เพื่อความอยู่รอด เพื่อความปลอดภัยของชาติบ้านเมือง เราจะต้องมีผู้นำ มีข้าราชการ และมีประชาชนที่มีคุณลักษณะในด้านคุณธรรม จริยธรรม มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้าเราได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจมาเป็นรากฐานในการดำเนินงาน และการดำเนินชีวิต ก็จะส่งผลให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ และเป็นสังคมที่มีสันติสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป ผมขอความร่วมมือจากท่านทั้งหลาย ในการที่จะช่วยกันเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์แก่ประเทศ และพี่น้องประชาชนของเราทุกคนต่อไป

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ทั้งในทางทฤษฎี และการปฏิบัติตลอดมา บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาทางวิชาการ ประจำปี 2550 ของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 52 ปี ณ บัดนี้ ขออำนวยพรให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกประการ และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ โดยทั่วกัน ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ