รายการ "สายตรงทำเนียบ"
โดย คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์
03 กุมภาพันธ์ 2007 11:00 น.


ช่วงที่ 1 เสาร์นี้มีอะไร

พิธีกร วันนี้ รายการ "สายตรงทำเนียบ" ถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุในเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ วันนี้เรามีประเด็นเด่น ๆ หลายเรื่องทีเดียว สัปดาห์นี้ท่านนายกรัฐมนตรีไปปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถึง 2 เวที นั่นคือเวทีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 5 ว่าด้วยการพัฒนาชนบทและแก้ไขปัญหาความยากจน และไปบรรยายให้กับนักธุรกิจไทย ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรม รายละเอียดทั้ง 2 เรื่องเป็นอย่างไร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของหลักการปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ได้กล่าวว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและไม่มากเกินพอดี โดยมีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง เรื่องของการกระทำที่พอสมควร นั่นคือเรื่องของความพอประมาณ ที่พอเหมาะสมควรแก่สถานการณ์และภูมิสังคมของเราด้วย ส่วนที่สอง ความมีเหตุผลคือการใช้เหตุผลในการตัดสินใจบน พื้นฐานของการใช้ข้อมูลและวิชาการต่าง ๆ อย่างรอบคอบและรอบรู้ ส่วนที่สาม คือ ความต้องการที่จะมีภูมิคุ้มกันตนเองที่ดี หมายถึงการคาดคะเนไปสู่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นหลักการทั้ง 3 ส่วนนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ ท่านบอกว่าจะต้องมีเงื่อนไขอยู่ 2 อย่างคือ เรื่องของคุณธรรม ความ ซื่อสัตย์ สุจริต ความเพียร ความอดทน การไม่เบียดบังซึ่งกันและกัน เงื่อนไขที่ 2 คือ เรื่องของการนำเอาหลักความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้อย่างรอบคอบ รอบรู้และระมัดระวังด้วย รัฐบาลได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และน้อมนำมาเป็นแนวทางในการบริหารประเทศใน แนวทางสายกลาง และได้มีการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ซึ่งในแผนนี้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในเวทีกับนักธุรกิจไทยในเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่นโยบายเป็นปรัชญา เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมของไทยในอนาคตต่อไป เรื่องนี้ถือว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

พิธีกร สัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวการประชุมคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจ มีเรื่องอะไรบ้าง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีเรื่องของการจัดตั้งวาระแห่งชาติในเรื่องของการให้และการอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเจ้าภาพดำเนินการ เป็นการรณรงค์ให้มีการสร้างจิตสำนึกของการให้และการอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม มีการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ แต่ที่สำคัญคือกำหนดให้ปี 2550 เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ซึ่งตรงกับวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา

พิธีกร พูดถึงเรื่องราวของไข้หวัดนกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ขณะนี้เราได้ต่อสายสดกับนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้ท่านปฏิบัติราชการอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดนกเป็นอย่างไรบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังอยู่ในสัตว์ปีก ยังไม่ได้ติดต่อมาที่คนแม้แต่รายเดียว ตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลปัญหาเรื่องนี้ได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

พิธีกร ที่ทำอยู่ในขณะนี้คือในเรื่องของการเฝ้าระวัง เหมือนกับเป็นการสแกนกันในพื้นที่ต่าง ๆ ทุก ๆ ตารางนิ้ว เนื่องจากเรามีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อยู่ 800,000 กว่าคน มีเจ้าหน้าที่อยู่ทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นในตอนนี้เราต้องเฝ้าระวังไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาตอนไหน ถ้าเผื่อว่าคนป่วยในกลุ่มที่สามารถจะสงสัย เราจะมีการเอาคนเหล่านั้นเข้ามาดูแลรักษา จนสามารถที่จะบอกได้ว่าไม่ใช่ หวัดนกหรือใช่ ซึ่งจะให้คนไข้คนนี้ได้รับบริการอย่างหนึ่งอย่างใดไป ถ้าเผื่อว่าในพื้นที่ไหนที่มีการติดต่อไปยังสัตว์ปีกทั้งหลาย เราจะจัดการคุมเข้มในพื้นที่นั้นมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องตระหนก เพียงแต่ว่าขอให้ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี และอย่าไปสัมผัสกับไก่ที่ป่วยหรือไก่ตาย หมั่นล้างมือ ไม่เข้าไปอยู่ในที่ชุมชน ประชาชนอยู่กันแออัด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันตรุษจีนใกล้เข้ามา สื่อก็มีความห่วงว่าในการเตรียมรับมือกับปัญหาไข้หวัดนก ที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นในช่วงนั้น กระทรวงสาธารณสุขเตรียมการอย่างไร เพราะองค์การอนามัยโลกก็เป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่ต้องให้ใครเป็นห่วง เพราะขณะนี้เราห่วงกันเองและทำกันเอง ไม่ว่าจะที่ไหนก็เอารูปแบบการทำงานของเมืองไทยไปใช้ เราได้ไปให้ข้อแนะนำกับประเทศบ้านใกล้ เรือนเคียง และผู้เชี่ยวชาญที่มาดูงาน เราก็ให้ความรู้ในเรื่องนี้ไป เพราะฉะนั้นการดำเนินการในเรื่องการควบคุมโรค การเฝ้าระวังต่าง ๆ เราได้ดำเนินการอย่างถี่ถ้วน และเตรียมทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษา ยา วัคซีนก็ยังเตรียมการกันต่อไป ในเมืองไทยผมว่าเราอาจจะบอกได้ว่า ไม่น้อยไปกว่าที่อื่นอย่างแน่นอน และเป็นมาตรฐานที่ทุกองค์กรยอมรับ

พิธีกร นอกจากเรื่องไข้หวัดนกแล้ว ตอนนี้ประชาชนยังกังวลในเรื่องไข้หวัดใหญ่ด้วย เพราะดูเหมือนว่าเชื้อจะมีความรุนแรง และมีผู้เสียชีวิต ตอนนี้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่เป็นอย่างไร และประชาชนมีความจำเป็นหรือไม่ว่าจะต้องไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้บอกได้เลยว่าไข้หวัดใหญ่รุนแรงขึ้นมาเนื่องจากว่าอากาศปีนี้เป็นใจให้กับเชื้อไวรัส เพราะฉะนั้น H3N2 แต่ก่อนยังไม่ค่อยมีอาการรุนแรง แต่ขณะนี้เหมือนว่า มีอาการที่รุนแรงขึ้น ตรงนี้ยังไม่มากมายอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะการที่จะตื่นตระหนกไปฉีดวัคซีนกัน มากมาย คงไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น นอกจากว่าในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ถ้าเผื่อว่าอยู่ในที่ที่มีความเสี่ยงคืออยู่ในพื้นที่ที่ชุมชนแออัด และผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปต้องระวังสุขภาพ สุขภาพไม่ค่อยดี จะป้องกันเอาไว้ก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับคนทั่วไป ถ้าพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อยู่ในที่ที่ไม่แออัดจนเกินไป ออกกำลังกายให้พอดี ตรงนี้ก็ไม่น่าเป็นห่วงที่จะต้องไปฉีดวัคซีนให้สิ้นเปลือง

พิธีกร ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฟังแล้วประชาชนสบายใจได้ ถ้าเรารักษาร่างกายของเราให้แข็งแรง และในเรื่องของการควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนกก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ช่วงที่ 2-3 คุยกันวันเสาร์

พิธีกร กลับมาช่วงคุยกันวันเสาร์ วันนี้เป็นประเด็นของกระทรวงพาณิชย์ เรามีเปิดสายสดมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์มารับสายสดอยู่กับเรา หมายเลข 02-2754225 ทั้งหมด 6 คู่สาย ท่านใดมีประเด็นคำถามอะไรเกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์โทร. มาได้ ขอต้อนรับท่านเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านมองสภาวะเศรษฐกิจของไทยขณะนี้เป็นอย่างไร และกระทรวงพาณิชย์มี ทิศทางการดำเนินงานอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราการเจริญเติบโตก็ดี คงยังเร็วไปที่ จะบอก แต่คาดหมายไว้ประมาณร้อยละ 4-5 คงเป็นอัตราการเจริญเติบโตที่ไม่เลวนัก ถ้ามองถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าให้ยั่งยืน ผมว่าจุดนี้คงเป็นจุดที่น่าจะรับได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกซึ่งค่อนข้างจะชะลอตัวลงนิดหน่อย เรื่องของอัตราเงินเฟ้อซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญก็อยู่ในภาวะที่ลดต่ำลงมาก เข้าใจว่าทั้งปีน่าจะไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ระหว่าง 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์กว่า โดยทั่วไปการส่งออกยังดีอยู่ เดือนที่แล้วการส่งออกสูงขึ้นถึง 16 เปอร์เซ็นต์กว่า ทั้งปี 16.99 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ ได้ทั้งหมด 130 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดคร่าว ๆ เอา 40 คูณ ประมาณ 5 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเอา 36-37 คูณจะน้อยกว่านั้น เราคิดเป็นเหรียญแล้วกัน ทั้งอัตราการเจริญ เติบโตและโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ยังน่าพึงพอใจอยู่ แต่จะต้องคำนึงอยู่ 2 ประเด็นคือ เรื่องของเศรษฐกิจที่อาจจะยังไม่นิ่งเท่าไรนัก ในประเทศที่ใหญ่ ประเด็นที่สองคือ ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันที่เริ่มแกว่งตัววันนี้ ราคาขึ้นอีก 40 สตางค์ เพราะฉะนั้นหลายปัจจัยพวกนี้จะต้องระมัดระวัง หลายปัจจัยเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้มากมายนัก แต่เราต้องคอยทำให้อยู่ในวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ จึงต้องจับตามองและมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านมองว่าเรื่องของการส่งออกถือว่าเป็นรายการสำคัญของประเทศ และมีปัจจัยต่าง ๆ ที่ท่านพูดถึง สำหรับปี 50 ท่านตั้งเป้าการส่งออกไว้อย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมตั้งเป้าไว้สูง ก็เรียนตรง ๆ ว่าเราตั้งเป้าไว้ไม่ใช่เป้าการเมือง แต่เป็นเป้าเศรษฐกิจ เป้าการเมืองคือพูดแล้วจะต้องทำให้สูงกว่าได้ แต่ผมตั้งเป้าเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกฝ่ายพยายาม หลายสำนักบอกว่าเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก การส่งออกน่าจะอยู่ระหว่าง 6-9 เปอร์เซ็นต์ 6-10-11 เปอร์เซ็นต์บ้าง ในกระทรวงพาณิชย์เราดูกันทุกปัจจัย และคิดว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 10-12.5 เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่คาดคะเนว่าจะเป็นไปได้ แต่ตั้งเป็นเป้าเพื่อให้มีความพยายาม ผมได้ตั้งไว้ 12.5 เปอร์เซ็นต์ จะได้ไม่ได้เป็นอีกประการหนึ่ง แต่เราจะต้องมีเป้าที่ชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่เราอยากจะบรรลุ ก็ได้พยายามคุยกับภาคเอกชนหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ภาคเอกชนยังบอกว่าถ้าหากค่าเงินบาทไม่แข็งจนเกินไปนัก และไม่มีปัจจัยอื่นที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจโลก และเราใช้ความพยายามในหลาย ๆ ลักษณะที่เราคุยกันไว้ น่าจะสามารถอยู่ในเกณฑ์นี้ได้ แต่ต้องใช้ความพยายามต้องเหนื่อย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีอะไรสำคัญที่จะต้องดำเนินการในช่วงนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนี้ถ้าเรามองถึงตลาดกับตัวสินค้า เราจะเห็นอย่างหนึ่งคือตลาดที่เราไม่เคยคิดว่าเป็นตลาดที่มีตัวเลขการเจริญเติบโตที่สูงนั้นกลับสูงมาก เช่น ออสเตรเลียที่มีเขตการค้าเสรีกันมา 2 ปีแล้ว มีการเจริญเติบโตของการส่งออกปีที่แล้วถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ยุโรปตะวันออกอยู่ที่ 27-28เปอร์เซ็นต์ จีนประมาณใกล้ 30 เปอร์เซ็นต์ ลาตินอเมริกัน 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าตัวนี้เป็นตัวชี้บ่งที่ดีมาก เพราะเรายังมีโอกาสในตลาดใหม่ค่อนข้างเยอะ ตลาดใหม่พวกนี้เป็นตลาดที่กำลังหิวโหย และเมื่อลดภาษีไปบ้าง เช่น ออสเตรเลีย เราก็สามารถจะเข้าได้มากขึ้น มีกำลังการซื้อที่สูง อินเดียก็มีการเจริญเติบโตที่ดีเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองจากจีนซึ่งมีพันกว่าล้าน อินเดียพันล้าน ยุโรปตะวันออกซึ่งกำลังเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป เขากำลังมีงบประมาณเข้าไปพัฒนาตัวเองอีกมาก ลาตินอเมริกันกำลังฟื้นจากเศรษฐกิจที่ทรุดไปเมื่อ 2-4 ปีที่แล้ว อาร์เจนตินาดีขึ้น บราซิลดีขึ้น ชิลีก็เป็นประเทศที่เจริญเติบโตดีมาก เปรูก็เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งหมด 13 ประเทศในอเมริกาใต้ เป็นแหล่งเติบโต เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าไปในภูมิภาคเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่ส่งเสริมตลาดให้ดีขึ้น ไปจัด กิจกรรมของคณะผู้แทนไป คงจะทำให้การเจริญเติบโตตรงนี้มีนัยยะ ตอนนี้อยู่เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมดของเรา ผมพยายามจะนำสิ่งเหล่านี้ออกไป ในอีก 2 สัปดาห์หน้าผมและ รัฐมนตรีช่วยจะสามารถออกไปบุกตลาดได้บ้าง เพราะตอนนี้ไปไหนไม่ได้เลย นอกจากไปประชุมที่จำเป็นเท่านั้น จะไปแถวแอฟริกาเหนือ ตูนีเซีย และจะส่งอธิบดีไปที่อียิปต์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะไปแถวตะวันกลาง จะทำให้เกิด Momentum ขึ้น

พิธีกร ท่านมีนโยบายที่ชัดเจนทีเดียวที่จะให้ประเทศไทยเป็น Trading Nation อันนี้ถือว่าเป็นการปฏิวัติการค้าของประเทศไทยใหม่ คือเดิมเรายังเป็นประเทศเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คงไม่ถึงกับปฏิวัติปฏิรูป แต่ผมกำลังบอกว่านี่เป็นเป้าหมาย คงจะทำไม่ได้ในช่วงเวลา 1 ปีของรัฐบาล แต่เป็นเป้าหมายของประเทศชาติที่น่าจะต้องพิจารณาทำให้ได้ เพราะเราเป็นประเทศที่ทำการส่งออกมานานแล้ว แม้จะเป็นเกษตรกรรมก็ดี ก็เป็นเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก และอุตสาหกรรมเกษตรก็เป็นการส่งออก เพราะเราเป็น Net Exporting Country ก็ส่งออกสินค้าอาหารในภูเก็ต ผมคิดว่าเราต้องผลักดันให้เกิดมากขึ้น ไม่ใช้กระจุกตัวแต่คนบางประเภทเท่านั้น ผมคิดถึงเรื่องการสร้างผู้ประกอบการในภูมิภาค เอาเอสเอ็มอีขึ้นมาเป็นผู้ส่งออก เอาโอท็อปให้เป็นเอสเอ็มอี จากเอสเอ็มอีเป็นไปผู้ส่งออกในภูมิภาค และระหว่างประเทศ จริง ๆ แล้วรวมถึงการลงทุนระหว่างประเทศด้วย จะเริ่มจากอาเซียนใกล้ ๆ เพราะจะประกอบกับนโยบายของการขยายทำให้อาเซียนเป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียว ผมว่าเราจะต้องไปดักรอไว้ที่ตรงนั้น อีก 8 ปี 10 ปีจะเกิดขึ้น จริงหรือไม่ ๆ ทราบ แต่เราต้องเริ่มไปดักที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเป้าหมายของการเป็นประเทศที่ค้าขาย ประเทศที่นักลงทุน ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน และเป็นประเทศที่สามารถที่จะไปจัดแจงสิ่งเหล่านี้ได้ ผมคิดว่าเป็นเป้าหมาย แห่งชาติเลย ไม่ใช่ของผมเท่านั้น

พิธีกร ทีนี้การจะไปถึงเป้าหมายนั้น นักธุรกิจหรือแม้แต่ประชาชนระดับรากหญ้า จะต้องมีการค่อย ๆ เริ่มเรียนรู้และพัฒนาอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นนโยบาย 1 ใน 7 ของผม ที่เรียกว่าเป็นการสร้างสมรรถนะเพื่อให้สามารถเกิดการแข่งขันได้ เราก็ร่วมกับภาคเอกชนไปพัฒนาผู้ประกอบการ รายย่อย รายเล็ก รายกลางทั้งหลาย ในภูมิภาค ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะไปเปิดการสัมมนาในภาคเหนือที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผู้ประกอบรายกลาง รายย่อยทั้งหลายให้มีสมรรถนะมากขึ้น และจะทำให้เสร็จภายใน 4 ภาคประมาณเดือนมีนาคมนี้ อันนี้เป็นการทำตามนโยบาย ผมหวังว่าเป็นจุดหนึ่งและเราคงทำเป็นประจำต่อไป เพราะการสร้างสมรรถนะนั้นต้องสร้างคน เหมือนกับสร้างนักเรียนที่จบการศึกษาให้ประเทศชาติ ต้องสร้างอย่างไม่หยุดยั้งเป็นระบบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอกลับมาเรื่องของพี่น้องเกษตรกร และเรื่องของราคาข้าว มันสำปะหลัง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ตอนนี้ท่านห่วงใยเรื่องราคาอย่างไรบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมไม่วางใจในทุกเรื่อง แต่ถามว่าผมห่วงใยไหม ห่วงใยน้อยกว่าเดิมมาก ตอนที่เข้ามาใหม่ สต็อคเยอะ การแทรกแซงระดับราคาสูง มีข้อกล่าวหาทางทุจริต การรั่วไหลค่อนข้างมาก และเป็นการบิดเบือนราคาตลาด ทำให้การส่งออกน้อยลงกว่าที่ควร ประเด็นสำคัญคือผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงเกษตรกรโดยตรงเท่าไรนัก ไปตกกับอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิด ผมก็พยายามทำให้การแทรกแซงนั้นทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้กลไกตลาดทำงาน และให้เกษตรกรมีที่พึ่ง ไม่ว้าเหว่ แต่ขณะเดียวกันเราไม่ทำลายเกษตรกรทางอ้อม ไม่ทำลายเกษตรกรระยะยาว ระบบต้องรับได้และระบบต้องเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมไปทำแทรกแซงในราคาที่ใกล้เคียงตลาด สมมติว่าตลาดสูงกว่าต้นทุนของเกษตรกร ผมเชื่อว่าเกษตรกรพอใจทั้งมันสำปะหลังและข้าว ยกตัวอย่างเช่น ราคาข้าวหอมมะลิ ที่บริษัทข้าวเปลือกแทรกแซงไว้ระหว่าง 8,700-9,000 บาท ขณะนี้ราคาขึ้นไปถึงประมาณ 9,300 บาท ข้าวเหนียวจำนำไว้ที่ไม่เกิน 7,500 บาท ตอนนี้ขึ้นไปถึง 11,400 บาทต่อตัน จะเห็นว่าสูงขึ้นกว่า 3,000 บาท ราคานี้สูงกว่าราคาตลาดปีที่แล้วทั้งสิ้น จึงสะท้อนอย่างหนึ่งได้ว่าปริมาณที่รับจำนำเข้ามาไม่สูงเท่าที่เกิดขึ้น ทั้งหมดขึ้นมาประมาณ 1.4 ล้านบาท เท่านั้นเอง ปีที่แล้วแทรกแซงสูงมากขึ้นไปถึง 4 ล้านกว่า เพราะฉะนั้นภาวะของงบประมาณ และสิ่งที่รั่วไหลมีมาก คือเท่าที่ทำมาผมขอเรียนว่าผมมีความพึงพอใจ แต่ไม่ได้วางใจ และคิดว่าเกษตรกรมีความสุข

พิธีกร ทีนี้การที่จะผลักดันให้สินค้าเกษตรขายได้ มีการปรับปรุงองค์กรอะไรที่จะเข้ามาช่วยเหลือที่เป็นกลไกทางการตลาดให้สินค้าเกษตรไหม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมต้องเน้นนิดหนึ่งว่า การส่งออกปีนี้ดี เกษตรกรอย่าเพิ่งรีบขาย การส่งออกดีแน่ เห็นได้จากข้าวเหนียว เพราะตลาดข้าวตึงตัว พ่อค้าต้องขายข้าว ปีนี้เราทำให้พ่อค้ากับโรงสีกระฉับกระเฉงขึ้น แต่ก่อนพวกพ่อค้านั่งเฉย ๆ เขามาซื้อข้าวจากรัฐ เพราะฉะนั้นกลไกพวกนี้เขาจะง่อยเปลี้ยเสียขาไปมาก ปีนี้ขอให้วางใจว่าทำได้ แต่ผมไม่อยากจะโอ้อวด เพราะการค้าสินค้าเกษตรอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ผมพยายามทำระยะยาวคือทำให้องค์การคลังสินค้านั้นมีสภาพของการเป็นธุรกิจที่ซื่อสัตย์ สุจริต และทันสมัย ไม่ใช่เพียงแต่ทำเรื่องรับจำนำเท่านั้น เขาต้องหันมาทำ logistics บ้าง หันมาทำการค้าด้วยตนเองบ้าง เหมือนกับภาคเอกชนทำกัน กำลังจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และผมจะขอให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางอรนุช โอสถานนท์) เข้าไปช่วยดูแลให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ทีนี้สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือการสร้างกลไกตลาดให้เข้มแข็งให้เกษตรกร ผมกำลังทำยุทธศาสตร์ข้าว ในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์นี้จะเชิญท่านนายกรัฐมนตรีไปเปิดด้วย จะมีคนมาประมาณ 1,000 คน เรากำลังมองถึงวงจรของการปลูกข้าว การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การขนย้าย การส่งออก ทั้งกระบวนการ ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ และเราจะช่วยเกษตรกรอย่างไรบ้าง ในเชิงโครงสร้างระยะยาว ผมคิดว่าถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้แล้วในระยะยาวเกษตรกรจะได้ประโยชน์มาก เพราะผมต้องการให้เกษตรกรเห็นว่าเรามีความจริงใจ เราทำมาตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมคุยกับสมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสี ผู้ส่งออก ตลอด ทุกฝ่ายเห็นด้วยทำอย่างไรถึงจะให้ตรงนี้ขึ้นมา เราไปทำโครงการนำร่องที่ 5 จังหวัด เพื่อจะ เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ โรงงาน เช่น เอทานอลในอนาคต แป้งมัน ลานมัน ผมคิดว่าตรงนั้นมันกระจุกตัวของบางที่ น่าจะเอื้ออำนวยต่อการทำเช่นนี้มาก จะเป็นการนำร่องให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ ทำได้

พิธีกร พูดถึงข้าวกับมันสำปะหลังแล้ว ยางพาราเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยางพาราก็เป็นสินค้าที่บังเอิญอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่าราคาคงอ่อนตัวกว่าที่เคยขึ้นสูงถึงเกือบ 100 บาท แต่ความต้องการใช้ในโลกนี้ยังมีอยู่มาก เพราะฉะนั้นคิดว่าราคาแม้จะ 50-60 บาทก็ตาม หรือระหว่าง 40-60 บาท คิดว่าอยู่ในภาวะที่น่าพอใจ ปีที่แล้วก็ส่งออกได้ดี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าในอนาคตเป็นความร่วมมือกันกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องข้าว จะมีการพูดคุยในกรอบของ ACMECS จะเป็นผลดีต่อไทยอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เป็นความพยายามเป็นสิ่งที่น่าคิดน่าลองดู แต่ผมยังไม่เล็งผลอะไร สินค้าเกษตรไม่เหมือนสินค้าที่เก็บไว้ในดินได้ หรือสินค้าที่เก็บไว้ในต้นได้ อย่างน้ำยางไม่กรีดก็ไม่ออกมา น้ำมันไม่สูบก็ไม่ออกมา สูบเราก็เก็บได้ไม่เน่าเสีย แต่ข้าว มันสำปะหลัง ถ้าออกมาแล้ว เกินเวลาก็เสียหมด เพราะฉะนั้นทุกคนมุ่งที่จะเอาตัวรอด ในอนาคตจะไปคุยกันก็คุยได้ เพื่อหวังว่าจะทำอะไรบางอย่าง เช่น เก็บสต็อคร่วมกันไหม จะทำบริษัทการตลาดร่วมกันไหม แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างไร ที่จะไม่ตัดราคากันเอง แต่ผมไม่เห็นผลเลิศว่าจะสามารถทำให้เราปั่นตลาดได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่เราพูดถึงโอท็อป มีประชาชนถามมาว่าท่านให้ความสำคัญกับเรื่องของสินค้าในระดับท้องถิ่นอย่างไรบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมขอเรียนว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับโครงการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดทำก็ตาม โอท็อปผมคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ ขณะนี้เรากลั่นกรองจนกระทั่งได้โอท็อปที่มีความเข้มแข็ง มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาในเชิงธุรกิจมาก สิ่งเหล่านี้เราพยายามสนับสนุนต่อไป อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นโอท็อป จะต้องเป็นเอสเอ็มอี และเป็นผู้ส่งออก ขนาดโอท็อปเรายังให้โอกาสในการที่จะมาแสดงสินค้า ถ้ามีโอกาสไปส่งออกด้วย ขอให้มั่นใจว่าเราดำเนินเรื่องนี้ต่อแน่นอน

พิธีกร พูดถึงเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมการค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์มีการดำเนินการในเรี่องกฎหมายใดบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมตั้งเป็นนโยบายอันหนึ่งคือการสร้างบรรษัทภิบาลที่ดี และการทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นไว้ และเป็นนโยบายรัฐบาล 1 ใน 5 ประการด้วย เพราะฉะนั้น นโยบาย 1 ใน 7 ที่ผมทำอยู่นั้นคือการปฏิรูปกฎหมายเชิงพาณิชย์ 1. เราได้ยกร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพื่อให้การประกอบธุรกิจนั้นอยู่ในกรอบของความ ชอบธรรมของกฎหมายที่มีอยู่ อย่าได้มาทำการตบหน้าคนไทย หรือเลี่ยงกฎหมายอีกเลย ไม่ได้ทำอะไรให้หวือหวากว่านั้น ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ร่างกฎหมายไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว 2. เรื่องของกฎหมายที่จะคุ้มกันผู้ประกอบการที่เกิดจากการนำเข้าสินค้า ซึ่งทะลักเข้ามาสูง เกิดจากเขตการค้าเสรีก็ดี หรือเกิดจากการนำเข้าปกติก็ดี ถ้าเขาเดือดร้อนเราต้องคุ้มครองเขาชั่วคราว ผมได้ผ่านกฎหมายนี้ไปที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะ รัฐมนตรี และเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 3. กฎหมายประกันภัย พยายามทำให้ประกันภัยเป็นธุรกิจที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการออม และทำให้สถาบันนี้เป็นอิสระมีความสามารถ และสามารถที่จะมีบรรษัทภิบาลที่ดีได้ เราก็แยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป็นองค์กรอิสระ เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขณะนี้กฎหมายปรับปรุงผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว กำลังจะส่งเข้าคณะรัฐมนตรี 4. กฎหมายการแข่งขัน เราได้ทำคำจำกัดความของคำว่า "มีอำนาจเหนือตลาด" ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมา 7-8 ปีไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอาจจะมีการขัดกันทางผลประโยชน์อยู่ และไม่อยากจะไปเหยียบเท้าพรรคพวกกันเอง อันนี้ผมไม่ได้เหยียบเท้า ผมกำลังจัดระบบ และบอกว่าคนไหนเรียกว่าผอม คนไหนเรียกว่าอ้วน กลาง สันทัด สูง ต่ำ เท่านั้นเอง อันนี้ออกไปแล้ว ซึ่งค้าปลีกค้าส่งก็เป็นประเด็นอันหนึ่ง ผมพยายามจะทำให้ระบบนี้อยู่ด้วยกันได้ ตั้งแต่ผู้ค้ารายใหญ่ จนกระทั่งถึงผู้บริโภค โชห่วย ผู้ผลิตสินค้ารายกลางทั้งหลาย ให้ระบบนี้อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข กฎหมายร่างเสร็จแล้ว ผมกำลังดูให้รอบคอบอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้เกิดสมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมคิดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้คงจะเข้าสู่คณะรัฐมนตรีได้

เรื่องเขตการค้าเสรีก็ทำเพื่อให้คนเข้าใจว่า การเปิดตลาดนั้น ถ้ามีผลกระทบเกิดขึ้นเราจะเข้าไปดูแล เราไม่ได้ปล่อยปละละเลย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ให้เวลาในการปรับตัว เปิดให้น้อยที่สุด ค่อย ๆ เปิดไม่ได้เปิดพรวดพลาด และยังมีกฎหมายอยู่บ้าง แต่กฎหมายที่ชัดเจนมาก เราเลยทำไปทั้งเซฟการ์ด แอนตี้ ดั้มปิ้ง ต่อต้านทุ่มตลาดก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าระบบการค้าขายระหว่างประเทศก็ดี ภายในประเทศก็ดี ทั้งการปรับตลาด รวมทั้งการทำเกษตรสินค้าล่วงหน้าให้เป็นตลาดที่เข้มแข็ง คิดว่าทำให้ระบบการค้าของเราทั้งภายในภายนอกดีขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีคำถามจากทางบ้าน เปิดสินค้าจีนมากไปอุตสาหกรรมเสียหายจะทำอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จริง ๆ แล้ว เปิดสินค้าจีนถ้าดูตัวเลข เราส่งออกจีนเพิ่มขึ้น 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมเรียนมาแล้ว ผักผลไม้ที่เปิดเสรีไปแล้ว ส่งออกเราได้เปรียบทางการค้าแน่นอน ในส่วนที่ไม่ใช่ผักผลไม้เราอาจจะเสียดุล แต่ไม่ได้เกิดจากการทำเขตการค้าเสรี เนื่องจากความจำเป็นต้องซื้ออยู่แล้ว เพราะสินค้าจีนเราซื้อมาเพราะวัตถุดิบถูกกว่าที่อื่น ถ้าไม่ขาดดุลที่จีนก็ไปขาดดุลที่อื่น และไม่ได้ขาดดุลจากการทำเขตการค้าเสรี เพราะฉะนั้นถ้ามองตัวเลขให้รอบคอบทั้งระบบแล้ว จะเห็นว่าเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผลกระทบของค้าปลีกรายใหญ่ต่อระบบการค้าภายในประเทศมีผล เพราะเห็นว่ามีการประท้วงในเรื่องนี้กันมาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่าผมอยากจะให้ระบบอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เอื้อซึ่งกันและกัน มันไม่ได้ขัดกันเลย แต่อย่าได้ใช้พลังไปไล่บี้ ผมคิดว่าจะต้องอยู่ให้เห็นว่าเราเอื้อกันได้ และในขณะนี้กฎหมายกำลังเข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว ใจเย็นนิดหนึ่ง ทุกอย่างต้องมีเวลาบ้าง แต่ผมอยากให้พี่น้องที่ทำโชห่วยทั้งหลายได้พิจารณาเรื่องหนึ่งคือ ท่านจะต้องปรับตัว ท่านอย่าคิดว่าจะไปหยุดคนอื่นเขาได้ ในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้นเราจะต้องให้มีการแข่งขัน และท่านต้องเป็นคนแข่งขันด้วย ต้องปรับตัวด้วย ผมฝากข้อคิดนี้ไปนานแล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น จะดำเนินการเมื่อไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีคนบอกว่าทำไมไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เราก็พยายามทำเรื่องนี้ แต่เราทำเท่าไรก็ยังไม่พอเสียที รัฐสภาไม่มีส่วนร่วม เราจะนำเข้าไปให้สภาพิจารณา โดยกฎหมายไม่จำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการนั้น แต่เพื่อแสดงถึงความรับรู้ต่อสิ่งที่มีคนพูดกันมาก เราก็อยากจะทำให้สบายใจและให้สภามีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นก็จะเป็นประโยชน์ เราจะทำ แต่กำลังหาเวลาที่เหมาะสมกับประธานสภาอยู่

พิธีกร พูดถึงเรื่องเขตการค้าเสรี กระทรวงพาณิชย์มีกองทุนเพื่อการปรับตัว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่มีกำลังทำระเบียบกองทุนอยู่ วันจันทร์ที่จะถึงนี้ (5 ก.พ.) จะเข้าในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อให้มีมติอนุมัติว่านี่คือหลักการและจะไปหาเงินมา

พิธีกร เวลาเราหมดแล้ว วันนี้เราได้หลายประเด็นทีเดียว นี่คือความคืบหน้าการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในการที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยให้เข้มแข็ง ขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอย่างสูงที่มาร่วมรายการกับเรา อย่าลืมติดตามรายการ "สายตรงทำเนียบ" ได้ใหม่ในสัปดาห์ต่อไป วันนี้ขอลาไปก่อน


สำนักโฆษก