![]() |
คำกล่าวในพิธีเปิดโครงการรินน้ำใจ ให้น้องชาวใต้ เสริมความรู้ สู่มหาวิทยาลัย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอสวัสดีไปยังเยาวชนทุกคนที่ดูรายการนี้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11ในขณะนี้ ไม่ว่าจะที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ผมได้มีโอกาสมาพบกับเยาวชน ทั้งหมดยอดรวมประมาณ 8,000 เกือบ 9,000 คน นับเป็นจำนวนที่มากพอสมควรสำหรับผู้ที่จบมัธยมศึกษาบริบูรณ์ และเตรียมการที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอาจจะ เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของเยาวชนทั้งหลาย ซึ่งในโอกาสข้างหน้าท่านจะต้องเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นผู้ที่ จะต้องรับผิดชอบบ้านเมืองของเราต่อไป บ้านเมืองของเรานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลาสงขลา เท่านั้น เรามีพื้นที่ที่กว้างขวางมากมาย ทั้งหมด 76 จังหวัด เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้พูดถึงว่ามีเยาวชนบางส่วนได้เดินทางไปชมงานมหกรรมพืชสวนโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ มีใครในที่นี้บ้างที่ได้ร่วมโครงการ มีหลายคนเหมือนกัน ประมาณสัก 10 คน ได้ที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ นับว่าเยาวชนทั้ง 10 คน มีโอกาสได้เห็นว่าจังหวัดที่มีงานพืชสวนโลกนั้น มีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร แน่นอนว่าจะต้องมีความแตกต่าง แต่ในความแตกต่างนั้นก็มีความเหมือนกันอยู่ นั่นคือความเป็นคนไทย ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน เราก็เป็นคนไทย คนไทยมีลักษณะเฉพาะที่เป็นคนไทยคือ มีความโอบอ้อมอารี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายกันด้วยความโอบอ้อมอารี นั่นเป็นลักษณะพื้นฐานของคนไทย ซึ่งลักษณะนั้นเป็นลักษณะที่มีคุณประโยชน์ คนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีโอกาสได้เดินทางมาที่ประเทศของเรา ต่างก็รู้สึกถึงความรู้สึกอันนี้ว่า เขามาอยู่ในบ้านเมืองของเราแล้ว เขามีความรู้สึกที่เป็นมิตร ได้เห็นความยิ้มแย้มแจ่มใสของคนไทย ถึงแม้ว่าจะพูดกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เขาก็เห็นถึงการแสดงออกของพวกเรา ทำให้เขาเห็นว่าบ้านเมืองของเรานั้นเป็นบ้านเมืองที่มีความน่าอยู่ เป็นบ้านเมืองซึ่งมีความอบอุ่น นั่นเป็นส่วนที่ถือได้ว่าเป็นข้อดีของบ้านเมืองของเรา ความแตกต่างที่ผมได้พูดถึงนั้นเป็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อยๆ ถ้าพวกเรามีโอกาสได้ออกไปในชนบทของจังหวัดที่มีความสวยงามเหล่านั้น ยกตัวอย่าง จังหวัดเชียงใหม่ ถ้าเราออกไปในชนบทเราจะพบความแตกต่าง ความแตกต่างนั้นก็คือจะมีชนเผ่าที่อยู่ตามบริเวณชายแดน เราอาจจะเรียกชื่อเขาว่า "ชาวไทยภูเขา" เขาก็มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีการแต่งกาย มีความเชื่อที่แตกต่างไปจากเรา แต่อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นคนไทย ไม่ว่าจะเป็นคนเผ่า ซึ่งเราเรียกเขาว่า "ไทยใหญ่" ไม่ว่าจะเป็นคนม้ง คนเย้า คนลีซอ คนอาข่า เหล่านั้นก็เป็นคนไทย ผมมีโอกาสดีที่ได้ทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย และได้พบได้เห็นกับผู้ที่เป็นชนเผ่าเหล่านั้น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานนั้นคือ เราเรียนรู้ถึงความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ที่ว่านี้หมายถึงว่า เขามีความรู้ของเขาเอง มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเราเป็นคนนอกเข้าไป เราจะได้เรียนรู้จากเขา ได้เรียนรู้ว่าวิธีการที่จะทำมาหากินอยู่บนพื้นที่ที่เป็นภูเขา อยู่บนพื้นที่สูงนั้น มีวิธีการจัดการในเรื่องน้ำอย่างไร มีวิธีการเพาะปลูกพืชอย่างไร การดำรงชีวิต การสร้างบ้านเรือน การที่จะหาความอบอุ่นในยามที่มีอากาศหนาว เขาจะทำอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านั้น อยากจะบอกกับพวกเราว่า การเรียนไม่ใช่อยู่ในตำรา สิ่งที่เราพยายามจะจดกันเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง อาจจะบอกได้ว่าเป็นเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์ของความรู้ที่เราจะต้องสะสมกันต่อไปในอนาคต หลาย ๆ อย่างอยู่ที่การปฏิบัติ การเรียนโดยการอ่าน การท่องจำ การทำความเข้าใจ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีนัก ดีที่สุดคือได้ฝึกปฏิบัติ ในโรงเรียนของเราบางโรงเรียนจะมีห้องแล็ป ที่เราเรียกว่าห้องแล็ปภาษา มีการฝึกภาษาต่างประเทศ นั่นเป็นวิธีการอันหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงในเรื่องการเรียนรู้ในภาคปฏิบัตินี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อยากจะบอกกับเยาวชนทุก ๆ คนว่า มาตรฐานทางการศึกษาของบ้านเมืองของเราที่ได้มีการตรวจสอบมาตรฐานการศึกษามาแล้วในระดับของโรงเรียนการศึกษาพื้นฐาน และในระดับของโรงเรียนมัธยม เรายังมีโรงเรียนซึ่งอาจจะเรียกว่ายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากพอสมควร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลปัจจุบันได้พยายามที่จะเน้นในเรื่องของการยกระดับมาตรฐานทางการศึกษาของเราให้มีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้น พูดอย่างที่ผมว่านี้อาจจะกว้างเกินไป แต่สิ่งที่เราสนใจคือเรามีความรู้ในเรื่องทางด้านวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าผ่าน นักเรียนไทยส่วนมากไปสนใจในด้านวิชาสังคม วิชาภาษา ทำอย่างไรที่เราจะส่งเสริมในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ขึ้นมาให้ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องให้นักเรียนได้มีโอกาสที่จะฝึก มีโอกาสที่จะปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ถ้าเราส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้ โอกาสในเบื้องต้นของเยาวชนทุก ๆ คน จะมีโอกาสที่จะไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพราะว่าในปัจจุบันสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับอุดมศึกษานั้นจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศหรือที่เรียกกันว่าไอที มีคอมพิวเตอร์ ที่อินเตอร์เน็ต ที่จะใช้ได้ การค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้ภาษา แต่สิ่งที่จะดีกว่านั้น คือ ถ้าเผื่อเรารู้วิทยาศาสตร์ รู้วิธีการที่จะต้องใช้วิธีการที่จะซ่อมแซมการดูแลเครื่องมือ คือตัวคอมพิวเตอร์ ที่จะต้องใช้สำหรับเข้าไปสู่ระบบไอทีนั้น จะเป็นประโยชน์สำหรับเรา ถ้าเรามีความรู้พื้นฐานในสิ่งเหล่านี้ จะช่วยเราในหลาย ๆ ด้านต่อไปในอนาคต หลาย ๆ ด้านที่ว่านั้นจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เมื่อไม่กี่วันนี้พวกเราเยาวชนติดตามข่าวของการประชุมในระดับโลก ถึงเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะทราบว่าในศตวรรษนี้อุณหภูมิของโลกอาจจะสูงขึ้นตั้งแต่ 1.5องศา ไปจนกระทั่งเกือบ 5 องศา นั่นหมายถึงว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปจะสูงขึ้น อะไรที่จะเกิดขึ้น เราคงจะต้องติดตามศึกษาต่อไป เยาวชนทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่จะมีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะว่าอีก 40 ปี ข้างหน้า เยาวชนและท่านที่อยู่ในที่นี้ทั้งหลาย จะเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นผู้ดูแลเป็นผู้บริหารงานในระดับสูง ๆ ต่าง ๆ เรื่องที่ผมพูดนี้คงเป็นเรื่องที่จะต้องมองออกไปข้างหน้าอีกไกลพอสมควร บางคนอาจจะบอกว่าท่านนายกฯ มาพูดอะไรเป็นเรื่องที่อีกตั้ง 40 ปีข้างหน้า ผมเองก็เคยคิดอย่างพวกเรา สมัยที่ผมเป็นนักเรียนก็คิดเพียงว่าเรียนจบไปเป็นปี ๆ จบม. 6 แล้วก็คิดว่าจะสอบเข้าที่นั่นที่นี่ ก็เอาแค่นั้น แต่พอไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน 4-5 ปี เมื่อไรจะจบเสียที นึกในใจ อยากจะเป็นผู้ใหญ่ อยากจะไปทำงาน แต่หารู้ไม่ว่าเวลาที่เราคิดว่ายาวนานในช่วงที่เราศึกษานั้น มองกลับไปแล้วสั้นนิดเดียว โรงเรียนที่เราจะต้องไปเรียนรู้อีก ในอีก 40 ปีข้างหน้านั้นเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ เป็นโรงเรียนที่เรียกว่าไม่มีการจัดหลักสูตร แต่เราจะต้องเป็นผู้จัดหลักสูตรของเราเอง ว่าเราจะเลือกเรียนอย่างไร เลือกปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเอง ในเรื่องแรกคงบอกได้ว่า สิ่งที่พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้ก็มีความตั้งใจที่จะเรียนในระดับสูง ต่อไป นั่นคือในระดับอุดมศึกษา ความสำเร็จของผู้ที่จะเรียนในระดับอุดมศึกษานั้นต้องประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ลำดับแรกคือ ความตั้งใจของเรา ความตั้งใจที่จะไปศึกษาในสาขาวิชาชีพใดที่เราคิดว่าเหมาะกับตัวเรามากที่สุด นั่นเป็นส่วนแรกเลย มีใครในห้องนี้ที่ตั้งใจจะไปเรียนแพทย์บ้าง เป็นสายศิลป์ทั้งหมดเลย บอกแล้วว่าในส่วนนี้เราจะมีสายศิลป์อยู่มาก ใครจะไปเรียนมนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์บ้าง มีใครกล้ายกมือแล้วตอบให้ชื่นใจหน่อยว่าจะเรียนอะไรกัน ศึกษาศาสตร์ คณะแพทย์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มีใครจะเรียนพยาบาลบ้าง ที่ผมถามก็เป็นข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รวบรวมจากพวกเราว่ามีใครที่อยากจะเรียนอะไรบ้าง เราจะได้ดูในการคัดเลือกเยาวชนที่จะไปศึกษาต่อ มีหลาย ๆ สาขาอาชีพที่เราอยากจะให้ได้รับการส่งเสริม ในปีนี้ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มีการประชุมกัน แล้วจัดที่นั่งสำหรับศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งหมด 14-15 มหาวิทยาลัย ทั้ง 14-15 มหาวิทยาลัยนั้นจะมีจำนวนนักศึกษาได้ประมาณ 10-15 คน สรุปแล้วประมาณ 200 คนในสาขาต่าง ๆ การเข้าเรียนนั้นหมายถึงว่าเป็นทุนของมหาวิทยาลัย ไม่ต้องเสียค่าหน่วยกิต แต่นักศึกษาจะต้องมีค่าใช้จ่ายของตัวเอง ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร แต่ค่าหน่วยกิตไม่ต้องเสีย มหาวิทยาลัยที่ว่านั้นเริ่มตั้งแต่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากเหนือลงมาสุดจนกระทั่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะมีทุนการศึกษาเหล่านี้ให้กับเยาวชนทั้ง 8,000-9,000 คนที่ฟังผมพูดอยู่ในขณะนี้ และทุกคณะ ซึ่งเราสามารถที่จะเข้าไปเรียนได้ หมายถึงว่าผ่านการคัดเลือก แน่นอนว่า พื้นฐานความรู้ของเราจะต้องพอ วันนี้ที่มาพูดหมายถึงว่าเราทำเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นั่นคือมีการติวให้พวกเราทั้ง 8,000-9,000 คนในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยมีอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา มาจากกรุงเทพฯ จากโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ในการที่จะให้การสอนกับพวกเรา ประมาณ 40 คน ที่จะลงมาสอนพวกเราทุก ๆ สถานที่ที่ได้กำหนดไว้แล้ว นั่นเป็นส่วนที่อยากจะบอกว่า อันนี้เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราไม่อยากที่จะให้มีการติวในลักษณะอย่างนี้ แต่เราอยากที่จะให้มาตรฐานการศึกษาของพวกเราทุกคนอยู่ในฐานะที่ใกล้เคียงกัน ถ้าจะเรียนสายวิทย์ ก็มีความรู้ มีการฝึกปฏิบัติ มีห้องแล็ป จะได้เข้าใจมากขึ้น ประสบการณ์ของผมเอง ผมเรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม 1-3 อยู่ที่โรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ เขาสอนภาษาเก่ง เพราะว่าครูเป็นคนต่างประเทศ ก็ได้ส่วนดีของเขามา คือได้ภาษา แต่ความรู้ในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยจะดี ผมลาออกแล้วมาสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก็มาเรียนมัธยม 4-6 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีโอกาสได้รับการเรียนการสอนในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นอย่างดี ไม่เคยได้จับหลอดทดลอง ไม่เคยได้เข้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ก็ได้เข้า รู้ว่าสารเคมีบางอย่างนั้นเมื่อผสมกันแล้ว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขึ้น ในลักษณะของสารเคมีเอง มีการทดลองมีการจับต้อง ทำให้เราเกิดความเข้าใจได้มากขึ้น แทนที่จะอ่านแต่ตำรา ไม่เข้าใจเหมือนกับเรามีโอกาสได้จับได้ทำจริงๆ ผมอยากที่จะเห็นมาตรฐานการศึกษาอย่างนี้กระจายไปทั่ว ๆ มีโอกาสที่ พวกเราจะได้เรียนทั้งสายวิทย์ คณิต ศิลป์ มีความรู้ในหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง ใกล้เคียงกัน ด้วยความบังเอิญตรงนี้ต้องพูดกันนิดหนึ่งว่า พอผมจบมัธยม 6 แล้ว ผมไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ก็สอบได้ ด้วยความบังเอิญเพราะไม่คิดว่าจะสอบได้ เพราะคนไปสมัครสอบมาก และรับไม่กี่คน คนสมัครสอบเป็นหมื่น แต่รับแค่ 100-200 คน ก็ไม่นึกว่าจะสอบได้ บังเอิญสอบได้ ก็ไปปรึกษากับแม่ว่าจะเอาอย่างไรดี แม่ก็บอกว่าสอบได้แล้วก็ไปเรียนเถอะ เพราะว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก ไปเป็นนักเรียนทหารไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ตัดสินใจไปเรียน ด้วยความชอบจริง ๆ ก็อยากที่จะไปเรียนวิศวะ สถาปัตย์ อยากจะเป็นวิศวกร เพราะสนใจชอบในสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อมาเรียนทหารก็ได้มีโอกาสเรียนวิชาเหล่านั้นเหมือนกัน ทีแรกก็นึกไม่ถึงว่าโรงเรียนทหารเขาจะสอนวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดี ก็ได้รับการศึกษาในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากจะเรียน ด้วยความบังเอิญอีก วิชาที่เราเรียนด้วยความชอบอย่างที่ผมได้บอกไว้แล้ว ทำให้ได้คะแนนดี ครูอาจารย์ก็ชอบใจบอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน สุรยุทธ์มาเป็นอาจารย์สอนนักเรียนที่โรงเรียนนายร้อย สอนวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ตอนนั้นเราจบแล้วเป็นร้อยตรี แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานกระบี่ ก็คิดอยู่สักพักหนึ่ง ก็ตอบอาจารย์ว่า อาจารย์ครับ ผมตัดสินใจเป็นทหารไปแล้ว ไม่อยากเป็นครู เพราะว่าเห็นครูนั่งอยู่ รุ่นพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ อาจารย์นั้นก็เป็นรุ่นพี่ ก็บอกว่าเอาล่ะ สุรยุทธ์ ถ้าตัดสินใจเรียนแล้วจะส่งไปเรียนปริญญาโท ที่ต่างประเทศ จะให้ทุนไปเรียนต่อ ก็นั่งคิดอยู่ไม่ถึง 5 นาที บอกอาจารย์ครับ ผมขอไปเป็นทหาร นั่นคือ การตัดสินใจที่ถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในชีวิตของแต่ละตอน พวกเราทุกคนถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจตรงนี้แล้ว ที่ผมถามว่าจะเลือกเรียนอะไร ก็เป็นอันหนึ่งที่เราจะต้องตัดสินใจในชีวิตของเรา อย่าลังเล เมื่อมีความตั้งใจแล้ว จงพยายามที่จะเดินไปสู่จุดหมายที่เราตั้งใจไว้นั้นให้ได้ ความพยายามคือหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ จำตรงนี้ไว้ นี่คือบทเรียนในชีวิตที่อยากจะสอนพวกเราทุกคนว่า ความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ ถ้าเราตั้งใจแล้วต้องพยายาม ครั้งนี้ไม่ได้ ครั้งหน้าก็ต้องพยายามให้มากขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้อย่างที่เราต้องการ เมื่อเราพยายามโอกาสที่จะสำเร็จนั้น เขาพูดไว้ว่า เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ไปแล้ว แต่ถ้าเราไม่พยายาม เรายังลังเลอยู่ โอกาสที่จะสำเร็จอาจจะไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีความตั้งใจแล้วพยายาม ความสำเร็จย่อมมาถึงใน วันหนึ่งวันใดข้างหน้า ที่ผมพูดนี้ก็เป็นบทเรียนในชีวิตของผมเองมาโดยตลอด ถ้าเราตั้งใจพยายาม ความสำเร็จจะมาในวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ท้อถอย ไม่บ่น หาวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ เพราะทางที่จะไปนั้นมีหลายทาง ไม่ได้มีทางเดียว บางคนจบวิศวะ แต่ว่าไปทำอาชีพอื่นก็มี บางคนจบแพทย์ แต่ไปอาชีพอื่นก็มีเยอะแยะ ในประเทศไทยมีคนเหล่านี้อยู่มากมาย เพราะว่าเมื่อเขาออกมาทำงาน ก็จะเกิดความรู้สึกว่าที่เขาเรียนมานั้นยังไม่พอ จะต้องมีการเพิ่มเติม เมื่อมีโอกาสที่จะเรียนเพิ่มเติมมีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยน ก็จะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนวิธีการทำงานไปได้ บางคนเรียนสายวิทย์ คณิต จบวิศวะ แต่ไปเรียนปริญญาโทด้านการบริหาร กลับไปทำกิจการอื่น กิจการทางด้านการบริหารงาน กิจการในด้านธุรกิจ ก็เป็นไปได้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด อยู่ที่ความตั้งใจอยู่ที่ความชอบของเรา เราชอบก่อน แล้วก็ตั้งใจ แล้วจึงจะพยายามเพื่อไปสู่จุดหมายของเรา สิ่งที่อยากจะฝากเยาวชนทั้งหลายไว้อีกส่วนหนึ่งคือ แนวทางที่เราจะปรับปรุงการศึกษาของบ้านเมือง อยากจะบอกให้พวกเราทุกคนรู้ว่า ที่ผู้ใหญ่กำลังคิดกันอยู่ กำลังพยายามที่จะผลักดันให้มีความก้าวหน้ากันต่อไปนั้น เราจะทำกันอย่างไรบ้าง นอกจากการที่จะปรับมาตรฐานทางการศึกษาอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ปรับในเรื่องการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ให้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เราอยากจะเห็นคงเป็นเรื่องของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนการศึกษา สมมติว่า เยาวชนทั้งหลายที่อยู่ที่นี่หรืออยู่ในห้องประชุมที่ใดก็ตาม คิดว่าตัวเองเป็นนักศึกษา มอ.ปัตตานี ในคณะมนุษยศาสตร์ เราจะให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา เทอมหนึ่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในคณะมนุษยศาสตร์ หน่วยกิตก็ใช้ได้ เพราะเรียนคณะเดียวกัน เรียนวิชาเดียวกัน ก็แลกเปลี่ยนกัน นักศึกษาทางโน้นก็จะมาอยู่ที่ มอ.ปัตตานี นั่นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะให้นักศึกษาได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยน เพราะว่าการแลกเปลี่ยนช่วยหลายอย่าง ช่วยทำให้เราเห็นว่า มหาวิทยาลัยที่ เราไปอยู่ในช่วงเทอมหนึ่ง เขามีวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร อาจารย์มีความแตกต่างกับของเราอย่างไร บรรยากาศของแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีความแตกต่างกัน เราจะได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น เพื่อนจากต่างถิ่นจะเป็นส่วนที่จะทำให้พวกเรามีเครือข่าย มีเพื่อนในจังหวัดต่าง ๆ มากขึ้น นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ ได้เตรียมการที่จะดำเนินการในส่วนของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้นักศึกษาเมื่อเข้าไปเรียนแล้ว นักศึกษาจะมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนการศึกษาอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ส่วนรายละเอียดคงจะต้องอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการว่าจะมีวิธีการอย่างไร คิดว่านักศึกษาปีที่ 1 ของแต่ละมหาวิทยาลัยคงจะยังไม่ไป คงจะอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นไปก่อน หลังจากปีที่ 1 ไปแล้ว เราคงจะต้องคิดดูว่าจะมีโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปอยู่ในโครงการแลกเปลี่ยนนี้อย่างไรบ้าง นั่นเป็นเรื่องที่เรากำลังจะดูแลและทำให้เกิดขึ้น ในส่วนที่มีความสำคัญไม่น้อยคือ ในเรื่องของความเชื่อทางศาสนา ในพื้นที่ทางภาคใต้นี้มีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างไป เราจะจัดให้มีการเรียนทางด้านศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องของอิสลามศึกษาให้สอดคล้องกับความเชื่อ วิถีชีวิต ของพวกเรา เช่นเดียวกัน ในส่วนของความเชื่อทางด้านศาสนาพุทธ คงจะมีการปรับปรุงให้มีการเรียนการสอนต่อไป สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะพูดเพิ่มเติม ตอนแรกผมพูดไปแล้วว่า บ้านเมืองของเรามีพื้นที่กว้างขวาง มี 76 จังหวัด และมีความเป็นไทย ในส่วนนี้อยากจะบอกว่าทำอย่างไรที่เราจะมีการศึกษาในส่วนของวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ความเป็นไทยของเรา นั่นเป็นส่วนที่ถือได้ว่า ความเป็นไทยนั้นมีส่วนสำคัญ และอยากที่จะให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสศึกษาต่อ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์แล้ว จะเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ในโลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย ในอดีตที่ผ่านมาในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดทางศาสนา หลาย ๆ ศาสนา ศาสนาพุทธเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่นั่นและหายไป มีศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ และศาสนาเล็ก ๆ อื่น ๆ ยังดำรงอยู่ หลาย ๆ คนถามว่าทำไมถึงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น เป็นเรื่องที่น่าศึกษา น่าค้นคว้า ศาสนาอิสลามเคยกว้างขวางเข้าไปถึงในยุโรปตอนกลาง เข้าไปถึงประเทศสเปน แต่ในปัจจุบันลดจำนวนผู้ที่นับถือศาสนาลงมา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา เพราะว่าศิลปวัฒนธรรม อารยธรรม ความเจริญต่าง ๆ นั้น ไม่มีอะไรที่มีความคงที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในบ้านเมืองของเราเองก็ตาม อยากจะบอกพวกเราเยาวชนที่นี่ว่า ผมไปประชุมที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เราพูดกันถึงความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศอาเซียนประกอบด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ เราประชุมกัน จากที่ประชุมเราก็พูดกันภาษาง่าย ๆ ที่อาจจะสรุปให้ฟังคือ เราเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนมา 40 แล้ว เหลืออีก 40 ปี เมื่อสักครู่นี้บอกว่าในการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผมที่ทำงานมา 40 ปี แล้วเกษียณมาแล้ว ก็เป็นห้วงเวลาที่เราได้เรียนรู้ได้ทำอะไรกันมามากมาย กลุ่มประเทศอาเซียนในช่วง 40 ปีที่เรารวมกันมาแบบหลวม ๆ ในด้านทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า เราเป็นผู้ที่ริเริ่มเป็นกลุ่มแรก 6 ประเทศ ที่รวมกันเป็นประเทศสมาชิก ประกาศกันที่กรุงเทพฯ และมีสมาชิกมาเข้าทีหลังอีก 4 ประเทศ เราประชุมกันเมื่อเดือนมกราคมนี้ เราพูดกันมา 40 ปีแล้วในเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราไม่ค่อยได้ทำ ครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมกำลังใจ รวบรวมความตั้งใจที่จะทำสิ่งที่เราพูดกันมา 40 ปี เสียทีหนึ่ง ได้มีการร่างกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรนี้ก็ไม่มีอะไร เป็นกติกาหลวมว่าการที่เรามารวมกันอยู่นั้น ถ้าเราตกลงใจที่จะทำอะไรร่วมกัน เดิมเราใช้มติเป็นเอกฉันท์ หมายถึงว่าสมาชิกทุกคนทั้ง 10 ประเทศ จะต้องเห็นชอบเราถึงจะทำได้ ต่อไปในโอกาสข้างหน้าเราพูดกันว่าในเรื่องที่สำคัญ ๆ ถ้ามีการลงมติ อาจจะเป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ เพื่อให้มีความอ่อนตัวให้มากขึ้น เมื่อลงมติแล้วประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติจะมีการลงโทษไหม ต้องเป็นกติกา ถ้ามติที่ประชุมบอกว่าไม่ปฏิบัติ จะมีเสียงส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วย ประเทศที่ไม่เห็นด้วยจะปฏิบัติไหม ถ้าไม่ปฏิบัติจะมีการลงโทษไหม เมื่อเราทำตามเสียงส่วนใหญ่แล้วก็มีเสียงส่วนน้อย เขาอาจจะบอกว่าผมลงมติไปแล้วว่าไม่เห็นด้วย ผมจะไม่ปฏิบัติได้ไหม ก็มีการคิดกันว่า ถ้าไม่ปฏิบัติ จะมีกติกาที่เราจะลงโทษสมาชิกกันอย่างไร นั่นเป็นเรื่องกว้าง ๆ ที่อยากจะเล่าให้เราฟัง สิ่งสำคัญคือว่าการรวมกัน ที่เราบอกว่ารวมกันอย่างหลวม ๆ ตั้งแต่เบื้องต้นนั้น จะรวมกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ในด้านเศรษฐกิจ การค้า เดิมเราจะมีภาษีขาเข้า ถ้าพูดทางการค้าเขาบอกว่าเป็นกำแพงภาษี สินค้าใดซึ่งเราไม่ต้องการที่จะให้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าจากต่างประเทศเข้ามา เราก็เก็บภาษีขาเข้าแพง ๆ เมื่อนำเข้ามาแล้วราคาสูงมาก สู้ราคาสินค้าที่ผลิตในบ้านเราไม่ได้ ทุกประเทศก็ทำกันอย่างนี้ ต่อไปการค้าอย่างที่กล่าวนี้ว่าจะลดกำแพงภาษีนี้ลงมา จะมีข้อตกลงกันว่าสินค้าอะไรที่จะไม่มีภาษีเลย จะทำให้การค้าขายในบ้านเมือง ซึ่งเป็นสมาชิกนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่สองคือเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะในประเทศที่มีพรมแดนทางบกติดต่อกัน เราจะมีเครือข่ายคมนาคม มีเส้นทางรถไฟ ที่พูดกันคือเส้นทางรถไฟจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ผ่านกัมพูชา ลาว ไปเวียดนาม ไปจีนทางตอนใต้ ผ่านพม่าไปอินเดีย นี่เป็นเรื่องเส้นทางคมนาคมทางรถไฟ ทางถนนนั้น จะมีการสร้างเครือข่ายที่มากขึ้น เราอยู่ในพื้นที่ทางใต้เราจะเห็นว่ามีถนน 4 เลน มากมาย รัฐบาลนี้กำลังดูว่าถนนที่เราสร้างและค้าง ๆ ไว้ อย่างในจังหวัดนราธิวาสก็มีหลายสาย โดยเฉพาะที่จะเชื่อมต่อกับจังหวัดยะลา เราจะทำให้เสร็จให้เป็นเครือข่ายทางการคมนาคมทางบกที่สมบูรณ์ คนยะลามาบ่นกับผมว่า 4 เลนที่จะเลี้ยวเข้าจังหวัดยะลาแค่ 27 กิโลเมตร ทำไมไม่เสร็จเสียที ค้างมาแล้ว 5 ปี นี่เป็นเรื่องที่อยากจะบอกกับพวกเราว่า จำเป็นที่จะต้องทำ เมื่อเครือข่ายถนนสมบูรณ์ การไปมาหาสู่การค้าขาย การท่องเที่ยว จะไปมาสะดวกขึ้น การข้ามพรมแดนของคนในสมาชิกอาเซียนจะเหมือนกันคนในประเทศยุโรป คือถือพาสปอร์ตแล้วไม่ต้องขอวีซ่า เข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้เลย แต่เขาจะมีเวลากำหนดให้ว่าเข้าไปได้เท่าไร 30 วัน ถ้าจะไปทำงานต้องมีการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะแต่ละประเทศจะมีความต้องการแรงงานที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศต้องการแรงงานที่มีฝีมือ บางประเทศต้องการแรงงานที่ใช้แรงงานอย่างเดียว ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรมากมายนัก นั่นเป็นเรื่องที่เราพยายามจะจัดให้มีความถูกต้อง ไม่ได้เป็นการลักลอบ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะได้มีโอกาสพบเห็นในอีก 8 ปีข้างหน้า สิ่งที่ผมพูดเหล่านี้จะเกิดขึ้นในอีก 8 ปีข้างหน้า ความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นของกลุ่มประเทศอาเซียน เราจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง แน่นอนสิ่งที่เราพูดถึงการเรียนการศึกษาที่เราจะต้องรู้อย่างแน่ ๆ คือ ภาษาอังกฤษ เราจะต้องใช้ภาษาอังกฤษแน่ ภาษาที่สองที่น่าจะเป็นภาษาที่ใช้ได้ดีคือ ภาษามลายู พูดภาษามลายูได้ ไปอินโดนีเซียก็ใช้ได้ส่วนหนึ่ง 70-80 เปอร์เซ็นต์ใช้กันได้ ผมเคยลองแล้วก็ใช้กันได้ ฉะนั้นเป็นโอกาสดีที่ใครเรียนภาษามลายู สามารถที่จะใช้ภาษามลายูในภูมิภาคนี้ได้เช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะพูดภาษาอังกฤษในด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก คนเวียดนามก็ใช้ภาษาอังกฤษ คนกัมพูชาก็ใช้ภาษาอังกฤษ คนลาวก็ใช้ภาษาอังกฤษ ในการเจรจากันก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดนี้เป็นพื้นฐานที่เราจำเป็นจะต้องศึกษา จำเป็นที่เราจะต้องปรับตัว คิดว่าคงไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็น เพราะเราจะต้องใช้ระบบสารสนเทศซึ่งเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำอย่างไรที่เราจะมีโอกาสได้ฝึกพูด ฝึกทำความเข้าใจ ฝึกฟัง อันนี้จะเป็นส่วนที่จะทำให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพที่จะต้องเปลี่ยนแปลงในอีก 8 ปีข้างหน้า เดิมกำหนดว่าอีก 13 ปี ถึงจะมารวมกันอย่างนี้ พอประชุมกันก็เห็นว่านานไป กลุ่มประเทศในโลกเขาขยับตัวไปถึงไหนแล้วไม่รู้ กลุ่มสหภาพยุโรปเกือบจะมีรัฐธรรมนูญร่วมของสหภาพไปแล้ว ของเรายังไม่มีกฎบัตรอาเซียนที่ว่านี้ก็ยังไม่สำเร็จ คาดว่าจะสำเร็จภายในปีนี้ และประกาศใช้ได้ปลายปีนี้ แต่ว่ามีการบังคับใช้จริงคืออีก 8 ปีข้างที่ซึ่งเราจะต้องเตรียมตัวกันต่อไป สิ่งที่ผมพูดนี้อยากจะให้เยาวชนทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ หรือว่าจะอยู่ในสถานที่อื่นใดอยากจะให้ได้รับทราบ เราก็เตรียมตัวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เยาวชนทั้งหลาย จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในชีวิตของท่านทั้งหลายอย่างแน่นอน ผมผู้พูดอีก 8 ปีข้างหน้า คงอายุใกล้ ๆ 75 ปีแล้ว คงได้แต่นั่งดู อาจจะนั่งรถเข็น นั่งดูพวกเราว่าจะทำอย่างไรกัน นั่นเป็นเรื่องที่อยากจะฝากพวกเราไว้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องเตรียมตัว การเตรียมตัวก็อยู่ที่การเรียนการศึกษาของพวกเราเอง อยู่ที่ความตั้งใจของพวกเราส่วนหนึ่ง และอยู่ในบรรยากาศของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ต่อไปข้างหน้าจะมีมหาวิทยาลัยของอาเซียน มหาวิทยาลัยของอาเซียนจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับที่ผมพูดในตอนต้นคือมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และเป็นลักษณะที่เป็นการศึกษาซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาจากหลาย ๆ ประเทศให้มีความรู้จักคุ้นเคยกัน นั่นเป็นโครงการที่อยากจะเล่าให้พวกเราทั้งหลายได้ฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจและเตรียมตัว ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องการจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ในอีกมหาวิทยาลัยชีวิตของเรานั้น เราจะต้องมีอะไรที่จะต้องเตรียมตัวและปรับตัวของเรา จะได้รู้ตัวตั้งแต่บัดนี้ คงได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ คณะครูอาจารย์ที่ได้เสียสละแรงกายแรงใจมาร่วมเสริมสร้างเจตนารมณ์ให้โอกาสในทางการศึกษาแก่พวกเรา ซึ่งผมบอกว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต่อไปเราจะทำให้เป็นมาตรฐานเท่าเทียมกัน และขอขอบคุณคณะผู้บริหาร ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ให้การสนับสนุนให้ความร่วมมือ ในการดำเนินการตามโครงการนี้จนประสบความสำเร็จด้วยดีตลอดมา บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดโครงการรินน้ำใจ ให้น้องชาวใต้ เสริมความรู้ สู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 4 ณ บัดนี้ และขออำนวยพรให้การดำเนินงานโครงการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายทุกประการ ขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญ โดยทั่วกัน ขอบคุณครับ
|