![]() |
ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "นโยบายรัฐบาลกับการพัฒนาระบบงานตำรวจเพื่อประชาชน" เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) ในวันนี้ถือว่าเป็นวันที่ได้มีโอกาสพบกับท่านทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบงานตำรวจซึ่งเราจะดำเนินการให้เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด การจัดงานในครั้งนี้เพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเบื้องต้น สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปนั้นเราเห็นว่า หน่วยงานตำรวจเป็นด่านแรกของกระทรวงยุติธรรมที่ประชาชนสัมผัสอย่างใกล้ชิดมากที่สุด และที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการปรับปรุงพัฒนาระบบงานตำรวจมาโดยตลอด ถ้าหากว่ามองย้อนจะพบว่าหน่วยงานตำรวจเองก็ได้พยายามที่จะปรับปรุงและพัฒนาหน่วยงานของตนเองมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน เช่น พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้มีการกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของตำรวจมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงได้ทำให้การปรับปรุงองค์กรของตำรวจไม่สามารถพัฒนาได้ทันหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อรัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้มองเห็นว่ามีความจำเป็นต้องปรับปรุงทุกองคาพยพของสังคมให้สอดรับกัน โดยเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม เพราะประเทศจะมีความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยขึ้นได้ จะต้องดำเนินการทุกอย่างไปตามหลักคุณธรรม ดังนั้น องค์กรของตำรวจจึงเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องได้รับการพัฒนา เพื่อให้การยุติธรรมมีส่วนสำคัญในการทำให้หลักนิติธรรมดำรงอยู่ในสังคมไทยสืบต่อไป รัฐบาลมีนโยบายจะพัฒนาปรับปรุงระบบงานตำรวจไทยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุข รวมทั้งทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในการทำงานของตำรวจมากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ โดยกระทรวง ยุติธรรมได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรที่มองในภาพรวมของการดูแลปรับปรุง กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเราในครั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ มีพลตำรวจเอก วสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นประธานกรรมการ เจ้าหน้าที่หลายส่วนงานตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เรียนชี้แจงมาแล้ว โดยที่ทางกระทรวงยุติธรรมได้จัดเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้มีภารกิจสำคัญคือการดำเนินการปรับปรุงองคาพยพขององค์กรตำรวจให้สอดรับกับสภาพการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในขององค์กรตำรวจเองหรือปัญหาที่มาจากภายนอก เช่น ระบบการสอบสวนที่ขาดอิสระและเชื่อมโยงกับระบบสืบสวน หรือการเป็นระบบที่ยังยึดหลัก Crime Control Model คือ มุ่งแต่การป้องกันและปราบปรามที่เน้นการจับกุมเอาตัวคนร้ายมาลงโทษโดยไม่ได้มองผลกระทบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลกำลังพลและการใช้ระบบอุปถัมภ์ หรือปัญหาในด้านที่กระทบกับประชาชน เช่น การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น ประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหามีอยู่อย่างน้อย 7 ประการ นั่นก็เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการรายงานให้ผมทราบในเบื้องต้น ขอนำมาเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบในวันนี้ ประการแรก คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของตำรวจ การทำให้องค์กรตำรวจปลอดจากการเมือง การทำให้องค์กรตำรวจมีการกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางให้มากขึ้น การทำให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินงาน การทำให้ตำรวจเป็นองค์กรที่มีความเป็นสถาบันและวิชาชีพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การทำให้ตำรวจสามารถสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน และเป็นที่ยอมรับของประชาชน และการทำให้ตำรวจชั้นผู้น้อยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนับแสนคนได้รับการดูแลที่ดีพอสมควรจนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมีความยินดีที่ได้ทราบว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ ได้พิจารณาดำเนินการจนมีข้อสรุปบางประการที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหลัก ๆ 7 ประการที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งมีแนวทางที่สำคัญคือ 1. การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจระดับชาติ (Police Commissioner) ตั้งแต่ระดับจังหวัดและสถานีตำรวจไปจนถึงระดับตำรวจภาค (ทั้ง 9 ภาค) นครบาล และระดับชาติ โดยทุกระดับมีความเป็นอิสระต่อกัน 2. การกำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระรับเรื่องราวร้องทุกข์จากการกระทำของตำรวจ โดยเป็นคณะกรรมการ อิสระที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คล้าย ๆ กับองค์กรอิสระเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากการกระทำของตำรวจอย่างที่มีในประเทศอังกฤษซึ่งรายละเอียดของ คณะกรรมการดังกล่าวคงต้องให้หลาย ๆ ฝ่ายช่วยกันพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง 3. การกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคให้มากขึ้น 4. การตัดโอนบางภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานอื่น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นหลักการทั่วไปของการจัดองค์กรสมัยใหม่และสอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการอยู่แล้ว แต่ก็ต้องได้รับการพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้ง 5. การปรับปรุงสถานีตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน และเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นหน่วยงานที่เหมาะสมที่สามารถอำนวยความยุติธรรม และให้บริการเบื้องต้นเกี่ยวกับความมั่นคงและความปลอดภัยแก่ประชาชนได้ โดยปัจจุบันนี้มีสถานีตำรวจทั่วประเทศอยู่ประมาณ 1,450 แห่ง และการจัดองค์กรสถานีตำรวจจะต้องพิจารณาใน 4 ส่วนนี้ด้วย คือการให้ความสำคัญกับงานป้องกันผ่านงานชุมชนสัมพันธ์ การให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการให้ความสำคัญกับการมอบอำนาจด้านการบริหารงานบุคคลและงบประมาณไปสู่หัวหน้าสถานีตำรวจ และการจัดกำลังคนให้สอดคล้องกับปริมาณงานในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การปรับปรุงระบบงานสอบสวนที่ปัจจุบันยังยึดหลัก Crime Control Model การลดการจัดองค์กรในรูปแบบกึ่งทหาร ซึ่งภารกิจของทหารนั้นเป็นภารกิจที่จำเป็นต้องใช้ชั้นยศเข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นภารกิจที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ภารกิจของตำรวจคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งจำเป็นต้องสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน การบริหารงานบุคคลขององค์กรตำรวจซึ่งมีบุคลากรอยู่ถึงประมาณ 200,000 นาย ก็ต้องดูแลให้บุคลากรเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เบียดบังประชาชน และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับข้าราชการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก มีหลายช่องทาง ที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของตำรวจ ซึ่งสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่ การกำหนดนโยบายการบริหาร การเป็นหุ้นส่วนจัดการงานรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และ การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของตำรวจ เป็นต้น โดยประเด็นต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงการนำเสนอหัวข้อหรือการยกตัวอย่างให้เห็น ซึ่งหวังว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมรับฟังความคิดเห็น ในวันนี้และในครั้งต่อ ๆ ไป ซึ่งจะจัดขึ้นในที่ต่าง ๆ รวมทั้งจากข้าราชการตำรวจด้วย การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมได้รับทราบจากท่านประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจว่าเป็นเพียงครั้งแรก จะต้องมีการจัดในพื้นที่ต่างๆ อีกต่อไป ดังนั้น ประเด็นที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น แม้บางส่วนจะเป็นข้อยุติหรือข้อสรุปของคณะกรรมการฯ แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ รัฐบาลและคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกท่าน การนำเสนอข้างต้นเปรียบเสมือนตุ๊กตาที่ทำมาให้ทุกๆ ท่านได้คิดปรับปรุง และเพิ่มเติม เพื่อให้การพัฒนาระบบงานตำรวจไทยสามารถที่จะบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้อย่างแท้จริงต่อไป ผมขอเรียนว่า เป้าหมายของการพัฒนาระบบงานตำรวจในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้สถาบันตำรวจเป็นองค์กรที่ประชาชนสามารถพึ่งพาได้เมื่อมีปัญหา มิใช่มีวัตถุประสงค์ประการอื่น และขอเรียนว่าสิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้ได้นำเสนอ และเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จะต้องนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแน่นอน หมายถึงทุกท่านจะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเกิดขึ้นในองค์กรตำรวจในช่วงรัฐบาลนี้ และแม้ว่าบางประเด็นยังไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลนี้ รัฐบาลคงต้องหาแนวทางที่จะทำให้การปรับปรุงพัฒนาระบบงานตำรวจในครั้งนี้ไม่หยุดหรือสะดุดอยู่เพียงแค่อายุของรัฐบาลชุดนี้ แต่จะต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย และอยากขอความร่วมมือกับข้าราชการตำรวจและประชาชนทุกภาคส่วน ในการช่วยกันผลักดันให้เรื่องนี้ให้ประสบผลสำเร็จตามเจตจำนงที่กำหนดไว้ทุกประการ เพราะนั่นหมายถึง สังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตจะต้องมีความสงบและปลอดภัยเพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ของตำรวจไทยซึ่งมีความพร้อมและความตั้งใจมากกว่าที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมขอขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ วิทยากรทุกท่าน และผู้เข้าร่วมการสัมมนาที่ได้เสียสละเวลามาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ ให้เกิดกับสังคมไทย สิ่งที่ท่านให้ความเห็นในวันนี้และ วันต่อๆ ไป เพื่อการพัฒนาองค์กรตำรวจ ผมถือว่าท่านได้สร้างคุณูปการให้กับแผ่นดินไทย และท้ายที่สุดนี้ผมขอเปิดการสัมมนาเรื่อง "ตำรวจกับความคาดหวังของสังคมไทย" และขออวยพรให้การสัมมนาสำเร็จลุล่วงไปด้วยความราบรื่นสมตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ ขอบคุณครับ กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|