![]() |
โอวาทในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติจากทั่วประเทศเข้าเยี่ยมคารวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมรู้สึกว่าจะมีเด็กๆ ไม่กี่คน มีผู้ที่ได้รับรางวัลเมื่อสักครู่ ผมถามว่า อยู่ชั้นไหน ก็บอกว่าอยู่ชั้น 3/1 คือชั้นอนุบาลชั้น 3/1 ที่นั่งอยู่ข้างหน้า เป็นโอกาสอันดีที่ผมได้มาพบกับเยาวชนทุกๆ คนในวันนี้ หลายๆ คนก็มาจากหลายๆ แห่ง และถือได้ว่าเป็นเยาวชนดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ถ้าเทียบในสมัยที่ผมยังเป็นเยาวชนอยู่ ก็คงไม่มีโอกาสที่จะมานั่งอยู่ในที่นี้ เพราะว่าไม่ได้เป็นเยาวชนดีเด่นอะไร เป็นเยาวชนธรรมดา ซุกซนไปตามเรื่อง บางครั้งก็ตั้งใจเรียน บางครั้งก็ขี้เกียจ บางครั้งก็อยากเล่นกีฬา บางครั้งก็ไม่อยากทำการทดลอง เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพวกเราทุกคนเหมือนกัน แต่สิ่งต่างๆ ที่เคยผ่านมาในชีวิตที่เป็นเด็กนั้น ยังอยู่ในความทรงจำของผมมาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีเวลาที่มานั่งสำรวจตัวเอง ก็ยิ่งเห็นว่าในวัยเด็กนั้น เป็นวัยที่ทรงคุณค่า หลายๆ อย่างที่เราได้เคยผ่านมา ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่ชีวิตในวัยเด็กเป็นวัยที่อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด ความอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง เป็นสัญชาตญาณของพวกเราทุกคนที่อยากจะหาประสบการณ์ อยากจะมีความรู้ ทั้งในทางที่ดีและในทางที่ไม่ดี เพราะเราอยากจะรู้ว่าอะไรที่ผู้ใหญ่บอกว่าอย่าไปทำเลย บางทีเราก็แอบแง้มดูบ้างว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของความอยากรู้ ใฝ่รู้ ถ้าในทางที่ดี เราก็จะเรียกว่า "ใฝ่รู้" แต่ในทางทั่วๆ ไป เหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น บอกว่าเป็นเด็กที่ "อยากรู้" อยากจับ อยากดู อยากเห็นว่าอะไรเป็นอะไร นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนรู้ในชีวิตของคนเราทุกๆ คน ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นปกติ ใครที่ไม่อยากรู้ ไม่อยากทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ก็คงไม่ค่อยปกตินัก ฉะนั้น เยาวชนที่มีความอยากรู้ ใฝ่รู้ เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมตรงนี้ จากประสบการณ์ของผมเอง คงเป็นเรื่องที่ว่า "ทำอย่างไรที่เราจะรู้ว่า ตรงไหนที่ควรจะหยุด ตรงไหนที่ควรจะพอ" เหตุผลตรงนี้ค่อนข้างลำบาก สิ่งแรกที่มีอิทธิพลต่อพวกเรามากที่สุด ผมคิดว่าไม่ใช่คำสอนของครู ไม่ใช่คำสอนของพ่อแม่ แต่เป็นเพื่อนฝูงด้วยกัน เรามีเพื่อนที่ดี เรามีเพื่อนที่ใฝ่รู้ มากกว่าเพื่อนที่ชวนไปเกเร เพื่อนบางคนจะชวนให้ลองสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีอยู่ในกลุ่มของพวกเราทุกคน ในปัจจุบันก็คงจะมีช่องทางอื่นๆ มากกว่าที่ผมได้กล่าวไปแล้วมากมาย ในหมู่เพื่อนของเราทุกคน ถ้าเราค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ สังเกต เราจะเห็นชัดว่าแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน แต่ละคนจะมีความคิด มีเหตุผล มีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องแรกที่เราจะต้องคอยสังเกต ไม่ได้ว่าไปคอยจับผิดเพื่อน แต่จะดูว่าแต่ละคนมีอะไรที่แตกต่างกัน อย่างไร เราเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เราจะเห็นว่าแต่ละคนมีเหตุ มีผล มากน้อยแค่ไหน อย่างไร บางคนจะเป็นคนที่มุทะลุดุดัน เอะอะอะไรก็จะชกต่อย ใช้กำลัง ในหมู่พวกเราเด็กๆ มีอย่างนั้นมาโดยตลอด บางคนจะดูสงบเสงี่ยม ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรต่างๆ มากมายนัก แต่ในบางครั้งถ้าเผื่อเราถามเขา เขาก็ให้ความคิดที่ดี ให้อะไรต่างๆ ที่เป็นข้อคิดที่ดี นั่นเป็นเรื่องที่อยากจะพูดกับเยาวชน ซึ่งถือว่าเป็นเยาวชนดีเด่นทุกๆ คนในวันนี้ ว่าในชีวิตของเรา เราเริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อน เริ่มต้นศึกษาจากกลุ่มเพื่อน จากนั้น ผู้ที่มีอิทธิพลจะเป็นครูอาจารย์ ครูที่เรามีความเชื่อถือ ครูที่เราเห็นว่าเป็นคุณครูตัวอย่างได้ เป็นเรื่องที่เป็นประสบการณ์อีกเหมือนกัน เพราะว่าคุณครูบางคนอาจจะไม่ได้เป็นคุณครูตัวอย่าง ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับเยาวชน แต่เราจะมีครูบางคนที่มีความประทับใจของเราตลอดชีวิตของการเป็นนักเรียน พอเป็นนักศึกษาจะเป็นอีกระดับหนึ่ง ความคิดจะเปลี่ยนไปอีกระดับหนึ่ง แต่ในแต่ละช่วงชีวิตนี้ จะเป็นจุดสำคัญที่เราจะต้องมาทบทวน มาพิจารณากันในแต่ละช่วง ในวัยที่จะจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งก็ถือว่าทุกคนที่จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 นี้มีความพร้อมที่จะไปเป็นนักศึกษา ไปเป็นนิสิต ไปเป็นนักปฏิบัติการในด้านต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นนิสิต นักศึกษาเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่มีอาชีพที่มั่นคง ในบางครั้งเราไปเรียนอาชีวศึกษา เราไปเรียนสาขาวิชาชีพ ก็เป็นอาชีพที่มั่นคงของเรา ตัวอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ถามมาแล้วท่านหนึ่งคือ นักศึกษาช่างฝีมือทหารที่มาจากจังหวัดร้อยเอ็ดที่นั่งอยู่แถวหน้า และได้รับรางวัลนี้ เป็นคนหนึ่งที่ได้เลือกที่จะเรียนทางช่างฝีมือ และเท่าที่ผมทราบผู้ที่จบจากช่างฝีมือทหารแห่งนี้ จะมีงานทำทุกคน เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า เรามีความต้องการในด้านของช่างฝีมือแรงงานมากเพียงใด ฉะนั้น ในส่วนของเยาวชน เราจะต้องพิจารณาดูว่า หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในชีวิตของเรา ลำดับหนึ่งคือ เมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาโดยบริบูรณ์แล้ว เราจะเลือกทางเดินชีวิตของเราอย่างไร ตรงนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการ ประการแรกคือ ความชอบ เราชอบอย่างไหน เราทุ่มเทให้กับสิ่งไหน ตรงนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จ ถ้าเราไม่ชอบ บางครั้งก็ไม่ควรจะฝืน สู้ทำสิ่งที่เราชอบไม่ได้ เรียนในสิ่งที่เราชอบ ทำในสิ่งที่เราชอบ จะได้รับความสำเร็จมากกว่าไปฝืนใจทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ ประการที่สองคือ พื้นฐานความรู้ของเราเอง เราพอที่จะมีพื้นฐานความรู้ที่จะเข้าไปศึกษาต่อ ที่จะเข้าไปเรียนต่อในสิ่งที่เราชอบได้หรือไม่ ถ้าพื้นฐานความรู้ของเราเพียงพอ ก็ไม่มีปัญหาอะไร มีส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องของทุนทรัพย์ในการศึกษา ว่าเรามีทุนพอที่จะศึกษาตามที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าเราดูว่าสิ่งเหล่านี้ เราสามารถที่จะเลือกทางเดินชีวิตของเราได้แล้ว ก็จะมีปัจจัยไม่มากนักอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ในบางครั้งเราก็ฟังเพื่อน สมัยที่ผมเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทางเลือกกันว่าจะมาเป็นนักเรียนทหารหรือว่าจะไปเรียนต่อ สมัยก่อนมีมัธยมศึกษาปีที่ 8 เรียนต่ออีก 2 ปี เพื่อที่จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็สองจิตสองใจ เพราะใจหนึ่งชอบเป็นช่าง ชอบทำนั่นทำนี่ ทำงานที่เหมือนกับช่าง เพื่อนๆ ก็ชวนว่าไปเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์ดีกว่า สองจิตสองใจ มาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ปีนั้นเปิดเป็นปีแรก เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในสมัยนั้น เท่ากับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในสมัยปัจจุบัน ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่อะไรมากมาย ความคิดก็ยังเป็นพื้นฐานเบื้องต้น เพียงแต่ว่ามาลองสอบดู ถ้าเผื่อได้ก็ไม่เป็นไร ลองคิดดูก่อน บังเอิญสอบได้ ตอนนี้ก็ต้องเริ่มคิดแล้ว เพราะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิต อย่างที่ผมได้บอกเป็นปัจจัยที่จะต้องนำมาพิจารณาว่า เราจะทางเดินในชีวิตของเราอย่างไร เมื่อตัดสินใจว่าจะไปทางไหนแล้ว เราก็ทุ่มเทในเรื่องของการเรียน การที่จะทำให้การเรียนของเราดี ไม่ได้มีอะไรมากมาย อย่างที่บอกคือ ถ้าเรามีใจรัก มีใจชอบที่จะเรียนในสิ่งเหล่านั้น เราจะมีความสนใจ จากความสนใจนี้เอง จะทำให้เราตั้งใจที่จะฟังเวลาครูอาจารย์สอน เวลาที่ไปฟังบรรยายอะไรต่างๆ เราจะสนใจฟัง เพียงแต่เราคิดว่าสิ่งนี้ต่อไปจะเป็นอาชีพของเรา จะเป็นสิ่งที่เราจะต้องรอบรู้ จะเป็นสิ่งที่เราจะต้องนำไปใช้งาน เราต้องตั้งใจฟัง ตรงนี้เองเป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้การเรียนของเราไม่ต้องใช้เวลาที่จะไปดูหนังสือมากนัก มีความตั้งใจ ถ้าจะเรียกในภาษาที่เป็นทางการ คือ มีสมาธิในการฟัง แล้วก็ไม่ต้องไปดูหนังสือมาก สิ่งที่ผมจำได้ จะจำได้เป็นรูปภาพ เป็นรูปภาพอยู่ในความคิดของผม ฉะนั้นเกือบจะไม่ต้องท่องเลย นั่นเป็นส่วนที่ได้เปรียบ คือความจำเหมือนกับเรานำ VCD กลับมาฉายใหม่ มาดูว่าสิ่งที่เราได้ผ่านมาแล้วมีอะไรบ้าง นั่นจะทำให้เราเข้าใจง่ายและไม่ลืม ผมอยากจะบอกท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่า การที่จะฝึกฝนให้มีสมาธิที่ดีนั้น เป็นส่วนที่สำคัญยิ่งในชีวิตของคนเรา สมาธิหมายถึงเราสามารถที่จะตั้งใจของเราและไว้ที่จุดหนึ่งจุดใด ในเรื่องการเรียนก็อยู่ที่เวลาที่ครูสอน เวลาที่เราอ่านหนังสือก็อยู่ที่ตัวหนังสือ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่เราสามารถจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ในโอกาสที่เราโตขึ้นมาจะเริ่มมีสิ่งที่เข้ามาทำให้เราไขว้เขว โดยสภาพของร่างกาย เมื่อเป็นหนุ่ม เป็นสาว สภาพของร่างจะเริ่มเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมชาติ เป็นความเรียกร้อง เป็นความสนใจที่จะทำให้เรามองดูเพศตรงข้าม คนหล่อ คนสวน เกิดขึ้นมาในช่วงที่เราเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไร เพราะว่าในโลกมนุษย์มีอยู่ 2 เพศ ไม่ได้มีมากมายไปกว่านั้น อาจจะมีในส่วนที่เขามีความคิดที่อยากจะแปลงเพศอะไรนั้นก็เป็นเรื่องนอกเหนือไป ถือว่าเป็นเรื่องพิเศษ แต่ว่าส่วน่ใหญ่เราไม่ต้องการแปลงเพศ และเรายังอยู่ในสภาวะที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะทำให้ชีวิตของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกต้อง ในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ อย่างไร ถ้าเราฟังผู้ใหญ่พูดว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศก่อนเวลาอันควร การไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องทางเพศนั้นจะต้องระลึกว่า ความดีงามในส่วนของสังคมของเรานั้น เรายึดถืออะไร ในแต่ละสังคมมีค่านิยมที่ไม่เหมือนกัน ค่านิยมทางตะวันตกไม่ได้ถือในเรื่องของความบริสุทธิ์ เขาไม่ได้ถือในเรื่องของคุณค่าของความเป็นลูกผู้หญิงที่ดีงาม ผู้ชาย ถ้าหากว่าเรามีความเป็นสุภาพบุรุษ เราให้เกียรติผู้หญิง เราไม่ฉวยโอกาสลวนลามทางเพศ นั่นคือความเป็นสุภาพบุรุษที่ดี ตรงจุดนี้ เพื่อนมีส่วนที่สำคัญที่จะชักจูงเราไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร แต่ถ้าเราตั้งสติของเราได้ มีความรับรู้ในเรื่องของความดี ความไม่ดี ความถูก ความไม่ถูก สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเราไปในทางที่ถูกที่ควร สิ่งต่างๆ ในขณะนี้มีมากมาย สมัยผมอย่างมาก ดีที่สุดก็แค่โทรศัพท์ บางครั้งก็ต้องแอบโทรศัพท์ เพราะโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน มีคนใช้หลายคน ฉะนั้น การที่จะโทรคุยกันนานๆ ทำไม่ได้ ต้องแอบโทร สิ่งที่ดีที่สุดคือเขียนจดหมาย สมัยก่อนเขียนจดหมาย ซึ่งเราเรียกว่าจดหมายรัก นั่นเป็นวิถีทางที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง มีโอกาสที่จะแชตกันทั้งทางมือถือ ทางอินเตอร์เน็ต เป็นโอกาสที่ผมคิดว่ามีความแตกต่างกัน เราก็ควรจะดูในสิ่งเหล่านี้ว่า เราจะใช้เวลาไปกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เวลาเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเรานั้น มีคุณค่า มีประโยชน์มากขึ้น เราจะไปโทษคนอื่นไม่ได้ ถ้าเราจัดสรรเวลาของเราไม่ได้ เวลาสำหรับเพื่อนฝูงมี เวลาสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นส่วนที่จะทำให้ชีวิตสดใส ซาบซ่าขึ้นมา ก็มี แต่เวลาที่จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเราคือ การมุ่งพยายามที่จะบรรลุสิ่งที่เราตั้งไว้ ถ้าเราอยากจะเป็นนักกีฬา เราก็ทุ่มเทไปในด้านนั้นให้มากขึ้น ถ้าเราอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราต้องทุ่มเทในเรื่องการศึกษา อยากจะเป็นหมอ อยากเป็นช่างฝีมือที่มีคุณภาพ เราต้องฝึกงาน เราต้องทำงาน เพราะสิ่งที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติ เราอ่านตำรา อ่านไปๆ ต้องย้อนกลับมาอย่างที่ผมว่า คือต้องมานึกเป็นภาพในความคิดของเรา แต่ถ้าเผื่อเรามีโอกาสได้จับ ได้ทำ ได้ปฏิบัติ สิ่งเหล่านั้นจะยิ่งไม่ลืม และเป็นโอกาสอันดีที่เราสามารถจะจดจำวิธีการต่างๆ ได้โดยที่ไม่ต้องท่องเลย บางครั้งถ้าเราเห็นและได้จับต้อง ได้ทดลอง ยิ่งจะเป็นประโยชน์ นั่นเป็นเรื่องที่อยากจะฝากเยาวชนทั้งหลายไว้ เมื่อเราโตขึ้นเป็นนักศึกษา เป็นผู้ที่เรียนทางสาขาอาชีพต่างๆ เราจะเริ่มมีความรับผิดชอบมากขึ้น อย่างน้อยๆ เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง เราจะเริ่มคิดมากขึ้น เราจะเริ่มมองหาเหตุผลต่างๆ มากขึ้น ความรับผิดชอบต่อครอบครัวของเราก็ต้องมี พ่อแม่เป็นผู้ที่อบรมสั่งสอน เป็นผู้ที่พยายามจะส่งเสียให้เราได้มีความรู้ มีความสามารถต่อไปในอนาคต เราในฐานะที่เป็นบุตรต้องมีหน้าที่ที่จะตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ การตอบแทนบุญคุณนั้น ไม่ได้ยากเย็น เราพิจารณาดูในสิ่งที่ดีงามแล้วทำตามสิ่งที่พ่อแม่ได้อบรมสั่งสอน บางอย่างทำไม่ได้ พ่อแม่บอกว่าอย่าไปโทรศัพท์มากนัก บางทีเราบอกว่าอยากโทรตอนนี้ เป็นเรื่องที่ในบางครั้งเราเองจะต้องมองหาความพอดีตรงนี้ให้ได้ ว่า ความพอดีจะเป็นส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อเราอย่างไร ในส่วนของรัฐบาลนี้ ได้พูดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผมได้พูดถึงความพอดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่อยากจะบอกให้เยาวชนทั้งหลายได้รับฟังว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับคนไทย เมื่อสองวันที่ผ่านนี้ ทางองค์การสหประชาชาติได้ยอมรับและนำหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ไปเผยแพร่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 137 ประเทศ เราก็มองย้อนกลับมาว่า คนไทยไปทำอะไรกันอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเรา สอนมานานแล้ว เราคนไทยไปทำอะไรกันอยู่ ทำไมคนต่างชาติเขาถึงนำเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนเราไปใช้ประโยชน์ในที่อื่น เราใช้ประโยชน์หรือยัง ผมฝากพวกเราไว้ตรงนี้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ยืนอยู่บนหลักไม่กี่ประการ เหมือนกับสิ่งที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ คือความพอดี ความพอใช้ การที่จะเกิดความพอดี ความพอเพียงขึ้นมาได้ เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นได้จากความรอบรู้ ประสบการณ์ที่เราได้สะสมมาทั้งในทางที่ดีและไม่ดี นั่นเป็นความรอบรู้ แล้วเราก็นำประสบการณ์เหล่านั้นมาพิจารณาหาเหตุ ว่าจะส่งผลไปเกิดอะไรบ้าง เมื่อมีเหตุแล้วก็ต้องส่งให้เกิดผลขึ้นมา ถ้าเราได้ตรงส่วนนี้ เราก็จะรู้ทันทีว่า เราสามารถที่จะใช้ความพอเพียงให้เกิดประโยชน์กับตัวเราได้อย่างไร หลักที่สามคือ การมีภูมิต้านทาน อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าในชีวิตคนเรานั้น ไม่มีทางที่จะไม่ได้กระทำอะไรที่ไม่ผิด ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครที่มีความสุขตลอดชีวิตของตัวเอง ในโลกนี้ไม่มีคนอย่างนั้น ที่จะมีความสุขตลอดเวลา เราจะต้องมีเวลาที่ประสบปัญหา มีเวลาที่ประสบความทุกข์ เราต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ประสบการณ์การคิดที่มีเหตุผล แล้วตัดสินใจในทางที่ถือได้ว่า มีความสมดุล มีความพอเพียง ถ้าพวกเราได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เราก็จะมีชีวิตที่เรียกได้ว่า อยู่ในวิถีซึ่งเป็นทางสายกลาง เป็นทางที่ไม่วูบวาบ ไม่เอียงไปทางด้านหนึ่งด้านใดมากจนเกินไป เราจะดูเหตุ ดูผล ชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจของเรา แล้วดำเนินการได้ ในเรื่องของภูมิคุ้มกันเป็นส่วนที่สำคัญ ในชีวิตของคนเรานั้น ถ้าเราไม่สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ตระหนักว่าเราจะเดินไปในทางที่ไม่ดี ตรงนั้นเราไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าเรารู้ว่าเป็นทางที่ไม่ดี และเรารีบถอยออกมาเหมือนกับที่พูดถึงเพื่อน ถ้าเพื่อนคนไหนเราสังเกตว่า เขาไม่ค่อยดีแล้ว เราก็อย่าไปคบกับเขามากนัก เราคบกับเพื่อนที่ดีๆ นี่เป็นเรื่องที่สอนไว้ 2,500 ปีแล้ว คือ "คบคนพาล คนพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล" นี่เป็นเรื่องที่ได้พูดกันมา 2,500 ปีแล้ว ฉะนั้น ไม่ได้เป็นคำพูดที่ล้าสมัย ผมขอให้เยาวชนทุกคนได้นำไปคิด นำไปพิจารณา โดยได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับพวกเราเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตของพวกเราต่อไป ไม่เฉพาะในช่วงเวลาที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ในขณะนี้เท่านั้น แต่ว่าสามารถที่จะใช้ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจด้วย เป็นเรื่องของแนวทางในการดำรงชีวิตของเราเอง จึงได้ใช้คำว่า "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ในเรื่องของคำขวัญวันเด็กในวันนี้ ผมได้พยายามที่จะสรรหาคำขวัญที่เป็นเครื่องเตือนใจของพวกเราทุกคนว่า "มีคุณธรรมนำใจ" ไม่ว่าเราจะมีความเชื่อในศาสนาใด หลักธรรมที่นำใจนั้น ย่อมมีทุกศาสนาว่า เราจะต้องเป็นคนที่ดี เป็นคนที่เคารพต่อพ่อแม่ เป็นคนที่อ่อนโยน เป็นคนที่รักความสงบ ทุกศาสนาไม่มีศาสนาใดที่จะสอนว่า จงเป็นคนที่ก้าวร้าว จงเป็นคนที่ไม่เคารพพ่อแม่ ไม่มี ทุกศาสนาจะสอนให้คนเป็นคนดี มีความอ่อนน้อม มีความอ่อนโยน นั่นคือ คุณธรรมที่จะต้องมีอยู่ในใจของเรา ในเรื่องของ "การใช้ชีวิตพอเพียง" เมื่อสักครู่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า ขอให้พวกเราได้ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนำไปใช้ในชีวิต การใช้ชีวิตพอเพียงจะสะท้อนแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และในเรื่องของ "การหลีกเลี่ยงอบายมุข" นั่นหมายถึงว่า เรามีภูมิคุ้มกัน เราไม่หันไปในทางที่ก่อให้เกิดความไม่ดี ไม่งามในชีวิตของเราต่อไป โดยเฉพาะ ในปัจจุบัน มีผู้ที่พยายามจะชักจูงให้เยาวชนไปใช้ยาเสพติดค่อนข้างมาก ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมเคยมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นนำยาเสพติดเข้ามาจากภายนอกประเทศ เห็นได้ชัดเจนว่า เขาพยายามจะมุ่งเข้ามาขายให้กับเยาวชน เพราะเราไม่ค่อยจะมีภูมิคุ้มกัน ถูกเพื่อนฝูงชักจูงไป ก็ไปใช้เป็นจำนวนมาก ที่ผมพูดมานี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่อ่านมา แต่เป็นเรื่องที่มีประสบการณ์ จับต้องมาด้วยตนเองทั้งสิ้น ฉะนั้น ในวันนี้ที่ได้มีโอกาสมาพบกับเยาวชนทั้งหลายที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้ว ถือว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือโอกาสนี้อำนวยพรในวันเด็กแห่งชาติ และในวันผ่านวันปีใหม่ไม่นานนัก ผมขออำนวยพรให้เยาวชนทุกคนจงประสบแต่สิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออัญเชิญพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดพระราชทานพรให้เยาวชนทุกคนและครอบครัว จงประสบแต่สิ่งที่ดีงาม คิดหวังสิ่งใดในทางที่ถูกที่ควร ขอให้บรรลุความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ ขอบคุณครับ กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|