ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤติ"
ในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ
โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี-รังสิต กรุงเทพมหานคร
25 ธันวาคม 2006 10:00 น.


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
รองปลัดกระทรวงกลาโหม
เพื่อนข้าราชการทุกๆ ท่าน
ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ

ในวันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการปรับแนวทางในการที่เราจะหาทางทั้งในการป้องกัน ทั้งในทางที่จะบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ในทางทหารเราพูดกันถึงคำว่า "เตรียมพร้อม" ซึ่งเป็นคำที่ทหารใช้อยู่เป็นประจำ แต่ในวันนี้เป็นเรื่องของการ "เตรียมความพร้อม" ซึ่งก็คงจะกว้างกว่าที่ทหารได้เคยใช้ดำเนินการกันมาเป็นระยะเวลานาน

การที่เราจะมีการประชุมเพื่อที่จะปรับนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติในวันนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างยิ่ง จากในห้วงระยะเวลาประมาณ 2 ปีกว่าๆ เป็นต้นมา เราได้เผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก วันนี้มีคุณสมิทธ ธรรมสโรช นั่งอยู่ด้วย ท่านดูแลในเรื่องสึนามิ ซึ่งจะครบ 2 ปีในวันพรุ่งนี้ เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้น นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นมหาภัยธรรมชาติครั้งหนึ่งที่เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย นักท่องเที่ยว ในปีนี้ก็มีภัยธรรมชาติในเรื่องของน้ำท่วม ดินถล่ม ทั้งในภาคเหนือ มาถึงภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางที่เรายังประสบปัญหาอยู่แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีปัญหาเรื่องของน้ำท่วมอยู่

นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องปรับแนวคิด ปรับวิธีการปฏิบัติให้มีความเหมาะสม สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่า เราจะต้องมาพิจารณาในเรื่องของการบริหารจัดการ การบริหารจัดการนี้ ก็คงจะต้องพูดถึงว่ามีองค์กรองค์กรหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเอกภาพในการสั่งการต่อกรณีที่เกิดปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นเป็นเรื่องของเอกภาพในการทำงาน

ส่วนเรื่องที่สองที่จำเป็นก็คือ ในเรื่องของปัจจัยเวลา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เราจะต้องประมาณว่า เรามีเวลาแจ้งเตือน มีเวลาที่จะเตรียมการในการอพยพ ในการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ปัจจัยตัวนี้เป็นส่วนที่สำคัญ เพราะว่าจะต้องเชื่อมโยงกับระบบการแจ้งเตือนต่างๆ ที่จะต้องมีการวางไว้ล่วงหน้า และทำอย่างไร ซึ่งจะได้นำมาให้องค์กรหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสั่งการ ลงไป

สิ่งที่เป็นปัญหาอีกก็คงเป็นเรื่องของผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ความเข้าใจที่ว่านี้หมายถึงว่า ประชาชนจะต้องทราบว่าระดับของการเตรียมความพร้อมควรจะมีระดับมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อย่างที่ทางต่างประเทศหลายๆ ประเทศมีระบบที่เรียกว่าระบบสีที่ใช้อยู่ ระบบสีเหลือง สีส้ม สีแดง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านจะรู้ทันทีว่า ความพร้อมที่ตัวเองจะต้องเตรียมที่จะเผชิญคุกคามนั้น ควรจะต้องปรับแค่ไหน อย่างไร

ถ้าเราบอกเพียงแต่ว่าเตรียมความพร้อม ชาวบ้านหลายๆ ส่วนก็จะเกิดความรู้สึกตระหนก บางครั้งก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะต้องเตรียมแค่ไหน อย่างไร และคงจะต้องจัดระดับการแจ้งเตือนเหล่านี้ให้ทราบชัดเจน และให้ทราบล่วงหน้าด้วย ถ้าเรายังไม่แน่ใจ หมายถึงว่าที่ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทางด้านขวัญ เพราะว่าการอพยพโยกย้ายแต่ละครั้งนั้น ประชาชนก็ต้องใช้ทรัพย์สินของตัวเอง หมายถึงว่าการเคลื่อนย้ายก็ต้องใช้น้ำมัน ใช้ยานพาหนะ รวบรวมผู้คนออกไปตามเส้นทางต่างๆ ทำให้เกิดความคับคั่งทางการจราจร และเกิดปัญหาอุบัติเหตุทางการจราจรในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง และยิ่งถ้าเรื่องเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ก็ยิ่งจะเป็นปัญหามากขึ้น

ฉะนั้น การบริหารจัดการในส่วนเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องช่วยกันพิจารณาด้วย ว่าเราจะทำอย่างไร ในเรื่องนโยบาย ก็คงไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากนัก แต่อยู่ที่ทางด้านการปฏิบัติว่าท่านคิดจะทำอย่างไร แล้วจึงจะสามารถบริหารจัดการได้ในลักษณะที่มีเอกภาพ และทันเวลาอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว

ประเทศไทยของเราได้กำหนดให้มีแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติมาแล้ว 3 ฉบับ ก็คือแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2517 แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2520 และแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาในครั้งนี้เราก็คงจะต้องมีการปรับ สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีความหลากหลาย มีความแตกต่างจากที่เราได้เผชิญในอดีต อย่างที่ผมยกตัวอย่าง เฉพาะภัยธรรมชาติอย่างเดียวก็มีความรุนแรงมากขึ้น ความหนาวก็หนาวมากขึ้น ฝนตกน้ำมาก ก็มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้กระทั่งคลื่นลมในทะเลก็รุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตามที่เคยปรากฏมา นี่ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งคงไม่มีใครจะเปลี่ยนได้ เรามีหน้าที่ที่จะหาทางป้องกัน หาทางบรรเทาไม่ให้ผลกระทบนั้นเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนเกินกว่าที่จำเป็น ในบางครั้งก็เกิดเหตุ แต่ถ้าหากว่าสามารถที่จะป้องกัน สามารถที่จะบรรเทาให้เหตุที่เกิดขึ้นนั้น มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด ก็จะเป็นสิ่งที่ดีเลิศ

ภายหลังจากที่ได้มีการยกเลิกแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2548 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้พิจารณากำหนดนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้เป็นกรอบและเป็นแนวทางในการจัดทำยุทธศาสตร์ มาตรการ หรือแผนปฏิบัติการสำหรับจัดการกับสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ต่อไป

นโยบายนี้ได้ให้ความสำคัญกับแผนป้องกันฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ และแผนป้องกันประเทศ รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อบริหารจัดการภัยที่เกิดขึ้นแต่ละประเภทต่อไปด้วย ที่ผมยก ตัวอย่างก็เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะมีภัยอย่างอื่นที่คงจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนป้องกันประเทศ ซึ่งได้มีการปรับแก้มาโดยตลอดอยู่แล้ว

สำหรับแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาตินั้น ทางกระทรวงมหาดไทย โดยทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจและหน้าที่โดยตรงที่จะต้องหาวิธีที่จะจัดการแต่ละภัยเพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และแต่ละจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับเพื่อนำมาประสานการทำงานกับกระทรวงมหาดไทย นั่นเป็นเรื่องที่ถือว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก ถ้าพูดศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็คือท่านจะต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลในภาพรวม แต่ก็มีหน่วยงานอื่นที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการป้องกัน ในการบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ เหล่านี้

สิ่งที่ถือว่าเป็นประสบการณ์ของผมของก็คือ เรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เราน่าจะได้กำหนด นอกจากลักษณะการแจ้งเตือนที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าสีแต่ละสีเป็นอย่างไร สถานการณ์ ความ เข้มข้นของสถานการณ์ ความรุนแรงของสถานการณ์ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะได้พิจารณากันว่า ในระดับไหนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการได้ ในระดับไหนที่องค์กรในส่วนระดับจังหวัดหรือมีการระดมจังหวัดที่ใกล้เคียงเข้ามาช่วยกันได้ และระดับไหนที่จะต้องเป็นการบริหารจัดการในระดับที่ใหญ่กว่านั้น โดยมีส่วนราชการอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นั่นก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้เพราะว่า ถ้าเราได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า ขั้นตอนในระดับไหน อย่างไร มีการประสานกันอย่างไรให้ทันเวลา อย่างที่ผมได้เรียนในตอนต้นแล้วว่า ปัจจัยเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้น ให้มีผลกระทบได้น้อยที่สุด เวลาถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการป้องกันและการแจ้งเตือน ไปจนถึงขั้นของการบรรเทา ถ้าเราทำได้ทันต่อเวลา ผลกระทบก็จะเกิดขึ้นน้อย หรือว่าเกือบจะไม่มีผลกระทบ นั่นเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าการบริหารจัดการจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการทำงานตรงนี้ว่า เราสามารถที่จะบริหารจัดการได้ให้มีผลกระทบที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของการที่จะวัดผลการบริหารงานในแต่ละส่วน

หน่วยงานต่างๆ จะต้องทำแผนมารองรับ ในส่วนของกองทัพ ผมอยากจะพูดตรงนี้เลยว่า เราจะต้องใช้ทรัพยากรทุกส่วนที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการต่างๆ ที่มีศักยภาพจะช่วยกันได้ เราจะต้องช่วยกัน เพราะว่าขนาดของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นนั้น จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียวก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราจะต้องระดมสรรพกำลังในส่วนนี้กันอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจน และพร้อมที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือกัน

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือว่า เมื่อภัยนั้นมีระดับที่รุนแรงมากขึ้น ในระดับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำไม่ได้ เพราะว่าทุกคนต่างก็เป็นห่วงบ้านของตัวเอง จะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นเอง พอถึงเรื่องถึงบ้านของตัวเองแล้ว ทุกคนก็ต้องกลับไปดูบ้าน จึงต้องมีอีกหน่วยหนึ่งซึ่งอยู่นอกพื้นที่ และก็ต้องเข้ามาช่วย ตรงนี้ก็ต้องคิดกันให้ดี คิดกันให้รอบคอบว่าเรามีหน่วยงานอะไรบ้าง ทหารซึ่งเราก็พูดกันว่าเป็นหน่วยที่มีความพร้อม มีศักยภาพ มีทรัพยากร ที่พอเพียงทั้งบุคคลและยุทโธปกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าการทำงานของเรา ทหารคงไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติเพียงอย่างเดียว มีหน้าที่ในการที่จะช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติต่างๆ หรือภัยอื่นใด ที่จำเป็นจะต้องใช้กำลังทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง

ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนว่า ขอให้พิจารณากันให้ชัดเจน จัดระดับ วางแนวว่า ระดับความรุนแรงในขนาดไหนที่แต่ละหน่วยงานควรจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะว่าหลังจากนั้นแล้ว ต้องมาพูดกันถึงเรื่องของการเตรียม การเตรียมนี้ต้องเตรียมทั้งคน ทั้งยุทโธปกรณ์ รวมทั้งงบประมาณ ที่จะเข้าไปแก้ไข ซึ่งจะต้องมีการจัดเตรียมไว้ด้วย ไม่เช่นนั้น พอถึงในแต่ละครั้ง ก็มามองเฉพาะงบกลาง ซึ่งในบางปีก็จะมีปัญหา

ยกตัวอย่างในปีนี้ งบประมาณที่จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันพุธที่ 27 ธันวาคม 2549 นี้ เราจะเห็นว่างบกลางจะใช้ไปครึ่งหนึ่งสำหรับการช่วยเหลือ การฟื้นฟู การปรับปรุงสภาพพื้นที่ต่างๆ ที่เกิดจากอุทกภัย ครึ่งหนึ่งที่เราตั้งไว้ประมาณ 40,000 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งจะใช้ในงานของการที่จะช่วยเหลืออุทกภัยนี้ นี่เป็นตัวอย่างว่า ถ้าเราคิดกันให้รอบคอบ เราก็จะมีงบกลางที่ใช้เผื่อเหตุการฉุกเฉินนี้พอเพียง ไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยจนขาดแคลน

นั่นก็เป็นแนวทางที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ว่า ท่านจะทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการจัดสรรงบประมาณ ไม่จำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณไปวางไว้เป็นงบกลางเกินกว่าที่เราจำเป็น จะทำให้การบริหารงานในระดับชาติทำได้ง่ายขึ้น ผมพยายามจะเรียนตรงนี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความผูกโยงในเรื่องต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานในระดับชาติอย่างไรบ้าง ถ้าเรามีข้อมูลที่พร้อมในการเตรียมการ ที่ชัดเจน เราจะสามารถบริหารจัดการในเรื่องของงบประมาณในระดับชาติได้ดีมากยิ่งขึ้น

ในส่วนทหาร วันนี้ทางกระทรวงกลาโหมมาแล้ว แน่นอนว่าจะมีทั้งกองบัญชาการทหารสูงสุด มีทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ซึ่งมีขีดความสามารถในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ในครั้งที่เรามีปัญหาที่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญถูกเผา แล้วจำเป็นต้องใช้กองทัพอากาศ ซึ่งจะอพยพผู้คนออกมาจากกรุงพนมเปญ เพราะว่าเหล่าทัพคงไม่มีความสามารถพอที่จะไปทำอะไรในลักษณะอย่างนั้น ปัจจัยเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ผมยกตัวอย่างในกรณีนี้ขึ้นเพราะว่า ผมได้รับอนุมัติให้ดำเนินการได้เมื่อเวลา 24.00 น. ถึงเวลา 05.00 น. มีเวลา 5 ชั่วโมง ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ พร้อมที่จะปฏิบัติงาน 06.00 น. เครื่องบิน take off จากดอนเมือง พร้อมกับกำลังคุ้มกันทุกส่วนที่เราสามารถจะดำเนินการได้ ผมไม่สามารถที่จะพูดในรายละเอียดได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เราไม่อยากเปิดเผยว่า เราได้ทำอะไรไปบ้าง แต่เราใช้กำลังทุกเหล่าทัพในขณะนั้น ส่วนที่ลงไป ที่ไปกับเครื่องบินของกองทัพอากาศ ก็มีกำลังของกองทัพบกไปด้วย แต่เราไม่เคยได้แสดงอะไรให้เห็นว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน อย่างไร

เราได้คิดไว้หมดแล้วว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดความรุนแรงขึ้นที่สนามบิน เราจะทำอย่างไร 5 ชั่วโมง นั่นก็คือเป็นเวลาช่วงที่ถือว่าสั้นที่สุดเท่าที่เราสามารถจะทำให้เกิดความพร้อมในลักษณะนั้นได้

นั่นเป็นลักษณะหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกที่ไหนบ้าง อย่างไร ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการในลักษณะที่เราพูดกันว่า การบริหารในลักษณะที่สถานการณ์วิกฤติ ที่บริหารในสถานการณ์วิกฤติ อาจจะต้องเลือกบุคคลซึ่งมีความรู้ มีความสามารถ และใจเย็น สิ่งนี้สำคัญที่สุด ในส่วนของประเทศอิสราเอล ได้เห็นถึงความจำเป็นในส่วนนี้ว่าผู้นำที่จะแก้ไขปัญหาในยามวิกฤติของชาตินั้น จะต้องใจเย็น มีสติ คิดอย่างรอบคอบ ไม่ได้ใช้อารมณ์ ถ้าผู้นำเป็นบุคคลที่มีความใจเย็น และมองสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและตัดสินใจถูกต้อง การแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ถ้าเราตื่นเต้น ถ้าเรามีอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตกใจ อารมณ์โกรธ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปหมด นั่นเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของความพร้อมที่จะต้องเตรียมการ

ในเรื่องของการบริหารจัดการอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว คงมีหัวข้อสำคัญๆ ที่ผมกล่าวสรุปโดยย่อคือ ประการที่หนึ่ง การที่เราประเมินสถานการณ์ หรืออาจจะเรียกว่าการวาดภาพของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราอาจจะพูดกันว่ามีวิสัยทัศน์อะไรต่างๆ ก็คิดได้ทั้งนั้น อาจจะบอกว่าคาดการณ์ไปกรณีอย่างนั้น อย่างนี้ แต่สิ่งเหล่านั้น นั่นก็คือสิ่งที่เราคิดล่วงหน้าว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็นำสิ่งเหล่านั้นมากำหนดเป็นแนวทางในการที่จะป้องกัน ในการที่จะบรรเทา ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด หรือ ผอ.อปพร. จังหวัด จะต้องมีแผนของจังหวัดและประสานกับส่วนราชการต่างๆ ภายในจังหวัดด้วย

ในเรื่องที่สองคือ เรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ฐานข้อมูลหมายถึงว่า เราจะต้องรู้ว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้างที่เราสามารถจะใช้ได้ ที่อยู่ภายในพื้นที่ของเรา หรืออยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง และต้องเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างทันสมัย ในบางครั้ง ข้อมูลถ้าหากเป็นข้อมูลที่ล้าสมัยและไม่ได้มีการซักซ้อม ไม่ได้มีการเตรียมการที่จะประสานงาน เราแจ้งไป ความพร้อมนั้นก็บอกว่าเขาใช้งานไปที่อื่นแล้ว นี่เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ด้วยว่า ข้อมูลที่ทันสมัยและมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจน และต้องวางระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเหล่านั้น ทั้งในส่วนที่สามารถเรียกขึ้นมาใช้งานได้ และเป็นข้อมูลในการบริหารสั่งการ นั่นหมายถึงว่าการที่จะติดต่อประสานงานกันโดยตรง

ประการที่สาม ความมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ซึ่งผมได้เรียนไปบ้างแล้วว่า เราจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างของเราที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ถ้าเราใช้ไม่ครบตรงนี้ หมายถึงว่าเราบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะในการทำงานในแต่ละครั้ง ถ้าเราใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราจะต้องกระทำ ตรงนั้นก็ถือว่าเป็นการบริหารงานที่ถ้ามีแล้วไม่ได้ใช้ ตรงนี้ถือว่าเรามีความ บกพร่องในการบริหารงาน การมีส่วนร่วมนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวใจของการที่จะสร้างความสามัคคี สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของพี่น้องประชาชนในบ้านเมืองของเราเพื่อเตรียมการที่จะแก้ไขปัญหา ให้ความร่วมมือกับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน หรือว่าองค์กรภาคเอกชนต่างๆ มูลนิธิที่มาช่วยเหลือในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นเหล่านี้ เป็นความร่วมมือกันที่จำเป็นที่จะต้องประสานกัน ในบางครั้งยังมีองค์กรจากต่างประเทศด้วยซ้ำไป จากกรณีของสึนามิเห็นได้ชัดเจน ว่ามีองค์กรจากต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ต้องนึกและต้องเตรียมการที่จะดำเนินการต่อองค์กรจากต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ประการที่สี่ เป็นการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และจิตสำนึกของประชาชนในการระวังป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะสร้างการเรียนรู้ผ่านสื่อที่มีอยู่ของรัฐได้อย่างไร สื่อของทางภาคเอกชน วิทยุชุมชน องค์กรส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเข้ามาเป็นประโยชน์ในการที่จะให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนอย่างไรบ้าง นอกจากให้ความรู้แล้ว ยังมีส่วนในการที่จะแจ้งเตือนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างที่ได้เรียนไปแล้วให้เป็นประโยชน์ และมองให้รอบด้าน แล้วก็ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ขอความร่วมมือ บางครั้งถ้าเป็นสื่อที่เป็นอิสระก็จะต้องขอความร่วมมือ เพื่อให้เขาได้ให้ความรู้และมีส่วนร่วมในการที่จะแจ้งเตือนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย

ในประการที่ห้า เป็นเรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้วก็คือ ในการบริหารจัดการนี้จำเป็นต้องมีระบบการติดต่อสื่อสารที่แน่นอน แน่นอนในที่นี้หมายถึงว่า ไม่ล้มไปในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ ในช่วงที่เกิดสึนามิ ระบบโทรศัพท์มือถือล้ม เพราะว่าเราใช้กันจนกระทั่งเกินความจุ เกินขีดความสามารถ ถ้าเกิดปัญหาอย่างนั้น เราจะแก้ไขอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง จะต้องมีอะไรที่เรา แล้วก็จะต้องมีตัว backup ที่จะเข้ามาช่วย ตัว backup ตัวที่หนึ่งอาจจะล้มไปอีก ตัว backup ตัวที่สองจะมีไหม

ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มานาน โดยเฉพาะจะต้องระลึกว่าจะมีส่วนที่เข้ามาช่วย หรือว่ามีตัวช่วยตัวที่หนึ่ง ตัวที่สอง ยิ่งถ้ามีถึงตัวที่สามได้ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ผมเคยใช้ตัวช่วยมา 2 ครั้ง ที่พูดในที่นี้ก็ถือได้ว่าผมเป็นทหารพลร่ม โดดร่ม เคยใช้ร่มช่วยมา 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อผมเป็นร้อยเอก โดดร่มแล้วร่มใหญ่ไม่ทำงาน ก็ต้องดึงร่มช่วย เหตุเกิดที่จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่สองผมเป็นพันเอกพิเศษ เหตุเกิดที่จังหวัดลพบุรี เช่นเดียวกัน ดึงร่มใหญ่แล้วร่มใหญ่พัน ถ้าผมลงมาในขณะนั้นก็หมายถึงว่าผมต้องกระดูกหัก ไม่ขาก็ต้องส่วนอื่นๆ จึงตัดสินใจสละร่มใหญ่ แล้วดึงร่มช่วย หลายๆ คนบอกว่าทำไมถึงกล้าทำ ผมดูแล้วว่าผมมีเวลาเหลืออยู่พอ มีความสูงที่เหลืออยู่พอ ที่จะตัดร่มใหญ่แล้วดึงร่มช่วย นั่นเป็นการตัดสินใจในชั่ววินาที อาจจะไม่ถึงวินาทีว่าเราจะทำอะไร เรารู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เรารู้ว่าเราอยู่ในฐานะที่เป็นอย่างไร แล้วก็ตัดสินใจทำ เพราะถ้าเผื่อไม่ทำ เราก็เจ็บ หรือไม่แน่อาจจะตาย นั่นก็เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนว่า ถ้าเรามีตัวช่วย เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติได้ ประสบการณ์นี้เกิดจากตัวผมเอง ฉะนั้น ผมพูดได้เต็มปากว่า ในช่วงที่ตัดสินใจนั้น ทำได้อย่างไร

ฉะนั้น ในเรื่องการติดต่อสื่อสาร เราจะประสบปัญหาเสมอ ผมทำงานในภาคสนามมานาน ผมจะมีวิทยุสื่อสาร 3 ระบบที่ผมนำติดตัวไปด้วย ผมยอมหนักเพื่อที่จะรักษาการติดต่อสื่อสารไว้ให้ได้ตลอดเวลา สมัยก่อนเราใช้ระบบวิทยุสื่อสารแบบ CW ที่เคาะรหัสส่งกัน แล้วใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าเป็น generator ซึ่งปั่นด้วยมือ เราต้องแบกทั้งหมด หนักมาก ตัว generator นี้ ยิ่งเวลาที่เดินทางระยะไกลๆ แล้วก็ยิ่งเป็นปัญหา แต่ก็จำเป็น มีวิทยุ FM ซึ่งสามารถจะใช้ติดต่อทางพื้นดินได้ มีวิทยุ FM ซึ่งสามารถ ติดต่อกับเครื่องบินทางอากาศได้อีก ผมมี 3 ระบบอยู่กับตัวเสมอ เวลาที่ออกทำงาน ฉะนั้น ผมไม่เคยขาดการติดต่อสื่อสาร ในเหล่าสื่อสารจะมีการพูดกันว่า Signal is the voice of command. เป็นเสียงสั่งของ ผู้บังคับบัญชา แต่จริงๆ เป็น Life line ของหน่วยที่อยู่ในสนาม คือเราสามารถแจ้งที่อยู่ของเราเองได้ แจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ ร้องขอความช่วยเหลือได้ ฉะนั้น ใครที่เป็นเหล่าสื่อสารผมก็อยากจะบอกว่า ไม่ได้เป็น voice of command อย่างเดียว เป็น Life line ของผู้คนทั้งหลายที่เชื่อมโยงอยู่กับการติดต่อสื่อสารนั้นๆ

ประการสุดท้ายที่อยากจะพูดถึง คือในเรื่องของซักซ้อม เมื่อเราได้คิด ได้วางแนวทางในการปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมีการซักซ้อม ในบางครั้ง เราไม่ได้มีการซักซ้อมมานาน พอถึงเวลาที่ทำ อุปกรณ์ที่จะใช้ก็ชำรุด เสียหาย ไม่สามารถปฏิบัติการได้ หรือว่าเครื่องเตือนภัย สิ่งที่เรามีอยู่ อาจจะทำงานไม่เต็มที่ อาจจะมีปัญหา จากการซักซ้อม เราสามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นมีความพร้อมขนาดไหน อุปกรณ์ที่จะใช้ช่วยในการดำเนินการจะมีความพร้อมขนาดไหน อย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องใน 4-5 ประการที่ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย

ในวันนี้ก็คงจะพูดได้ว่า เรามาหารือกันเพื่อที่จะวางแนวทางในการกำหนดนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เรื่องหลักๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำการพิจารณาและหาทางที่จะแก้ไขให้มีความพร้อม มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น การประชุมในวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายจะได้หารือกัน และเตรียมที่จะได้นำแนวทางที่เราได้หารือกันในวันนี้ไปทำรายละเอียด ไปซักซ้อม ไปดูว่า ฐานข้อมูลต่างๆ ที่เรามีอยู่นั้น จะมีความพร้อมพอที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าได้อย่างทันเวลาหรือไม่ อย่าลืมในเรื่องของการบริหารงานว่าผู้ที่ตัดสินใจจะต้องมีเอกภาพ ถ้าการตัดสินใจไม่มีเอกภาพ ทุกอย่างจะสับสน เพราะห้วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น ไม่ได้เป็นห้วงเวลาที่เราคาดคิดได้มากนัก และยิ่งเวลาที่เกิดขึ้นเป็นเวลาค่ำคืน ปัญหาก็ยิ่งมาก เพราะฉะนั้นการซักซ้อมต่างๆ ควรคำนึงถึงการซักซ้อมตามห้วงเวลาด้วย

ผมจำได้ว่า ผมไปเป็นผู้บังคับหน่วยฝึกใหม่ๆ ตอนนั้นผมเป็นร้อยตรี แล้วเกิดฝนตก ผมก็ยังนำทหารออกไปฝึก ผู้บังคับกองร้อยถามผมว่า ไม่กลัวอาวุธปืนชำรุดหรือ ไม่กลัวอาวุธปืนเป็นสนิม ผมบอกว่าผมจะต้องฝึกทหารในลักษณะที่สามารถปฏิบัติการได้ทุกสภาพ ไม่ว่าฝนตกฟ้าร้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืน ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแบบไหน ผมจะต้องทำ ส่วนการดูแลรักษาความสะอาดอาวุธ ซึ่งถือเป็น เรียกได้ว่าเป็น เรียกว่าเป็นของคู่กายของเรา ก็เป็นเพื่อนซึ่งเราจะต้องดูแล หลังจากการฝึกแล้ว เรามาดูแลในเรื่องอุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้น ให้มีความสะอาด ให้มีความพร้อมได้ แต่ถ้าเราไม่ทำ ทหารก็ไม่เกิดความรู้สึกอย่างนั้น หรือว่าผู้คนก็ไม่เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ว่าเรื่องไม่เกิดขึ้นหรอก เวลากลางคืน เรื่องจะเกิดตอนหัวค่ำ เรื่องจะเกิดตอนเช้ามืด หรือว่าไม่เกิดตอนตีสอง อย่างนี้เป็นต้น ทุกอย่างไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของภัยธรรมชาติ ในเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่สามารถจะกำหนดเวลาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ถ้าการแจ้งเตือนของเราดี ระบบการแจ้งเตือนของเราดี เราจะพอที่จะบรรเทาตรงนี้ลงไปได้มากๆ

เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ว่า ขอให้พิจารณาให้รอบคอบ เพื่อจะได้แผนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ทาง สมช. เองก็ควรต้องประมาณว่า ห้วงเวลากี่ปีเราควรจะมีการทบทวนครั้งหนึ่ง ในบางครั้งนานเกินไป ทรัพยากรที่เรามีอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว การบริหารงาน การจัดองค์กร เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ลักษณะของภัยที่เกิดขึ้นก็เปลี่ยนแปลงไป และปัจจัยที่เข้ามาส่งผลกระทบ เราก็จำเป็นที่จะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข และยิ่งสามารถที่จะปรับแก้ได้ในระยะเวลาที่ไม่นานนัก ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ ณ บัดนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ ผมขออำนวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ โดยทั่วกัน เวลาที่ถือว่าเป็นเวลามงคลก็จะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้า ขอให้ทุกท่านจงเดินทางด้วยความระมัดระวัง เดินทางด้วยความปลอดภัย ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลผู้ที่อยู่รอบข้าง เตือนกัน เพราะนี่เป็นการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นที่เห็นได้ชัดเจนลักษณะหนึ่ง ในแต่ละปีเราสูญเสียเป็นจำนวนมาก เงินก็เป็นหมื่นๆ ล้านบาท ชีวิตก็เป็น 4,000-5,000 ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า เราควรจะร่วมมือกันหาทางที่จะป้องกัน หาทางที่จะบรรเทา เรารู้แน่ๆ ว่า เวลาจะเกิดขึ้นเมื่อไร ในครั้งนี้ เรารู้ว่าเวลาจะเกิดขึ้นเมื่อไร ทำอย่างไรที่เราจะช่วยกันป้องกัน ทำอย่างไรที่เราจะช่วยกันบรรเทาภัยที่จะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุของการจราจร การใช้รถ ใช้ถนน ในช่วงวันหยุดที่จะมาถึงในอีกประมาณ 1 สัปดาห์ข้างหน้านี้ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมขอความร่วมมือจากท่าน และขออำนวยพรให้ท่านปลอดภัย ไม่ประสบเหตุ ดังกล่าว ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
อภิญญา ตันติรังสี/ถอดเทป/พิมพ์ จินตนา จ้อยจุมพจน์/ตรวจ