![]() |
คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นโยบายต่อการพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" ในวันนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่ผมได้มาพบปะ และได้มาพูดเกี่ยวกับอนาคตของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ผมขอพูดในวันนี้ด้วย ผมรับผิดชอบในหลาย ๆ ส่วน ส่วนแรกคือในฐานะที่ผมเป็นผู้บริหารของประเทศ อีกส่วนหนึ่งคงพูดในฐานะที่ทำหน้าที่นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมได้มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการศึกษานี้เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว และเห็นว่าการบริหารทางการศึกษาของเรามีทั้งอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ซึ่งพยายามแก้ไขกันมา แนวความคิดในการแก้ไขปัญหาในการที่จะให้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้มีความเป็นอิสระในการบริหารงานในระดับหนึ่ง ก็ถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวิธีการบริหารงานที่ผ่านมา ถ้าเราจะพูดกันถึงเรื่องวิธีการบริหารโดยทั่ว ๆ ไป โดยหลักการ เราก็พยายามที่จะให้มีการกระจายอำนาจในส่วนบริหารงานในส่วนต่าง ๆ เราได้พูดถึงการบริหารงานในระดับท้องถิ่น ในขณะนี้จะมีองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งถือว่าเป็นองค์การบริหารในระดับท้องถิ่น ที่ได้ให้โอกาสในการบริหารกันมากขึ้น นอกจากนั้นก็จะมีองค์การบริหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเขตปกครองในลักษณะพิเศษ เช่น เมืองพัทยา เป็นต้น นี่ก็เป็นลักษณะที่ผมคิดว่าเป็นแนวคิดในการบริหารที่จะให้ในแต่ละส่วนได้มีความพร้อม และมีความสามารถพอที่จะบริหารงานด้วยตัวเอง เราบ่นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า ในเรื่องของการบริหารงานส่วนท้องถิ่นนั้น บางแห่งยังมีปัญหาอยู่พอสมควร ไม่สามารถที่จะดูแลตัวเองได้อย่างแท้จริง นั่นก็เป็นเรื่องที่พูดกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ถ้าจะย้อนกลับมาดูว่าแนวคิดในการที่จะให้มีการกระจายอำนาจ มีการกระจายการบริหารงานไปสู่ส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นอย่างไร เราอยู่ในห้วงเวลาที่จะมีการปฏิรูปทางการเมืองในขณะนี้ เราก็คิดกันว่าเราควรจะมีรัฐธรรมนูญแบบไหน มีโอกาสไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบไหน เรามีโอกาสที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกัน ในมุมมองของผมเอง ผมมองว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ คือการบริหารงานในส่วนท้องถิ่นจะเป็นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยของเรา ถ้าเรายังไม่ได้เน้นเรื่องการบริหารงานในส่วนท้องถิ่นให้ดี ก็เหมือนกับการสร้างบ้าน สร้างตึก สร้างอาคาร ฐานรากของเราถ้าเผื่อไม่ดี เราสร้างบ้านขึ้นไปเดี๋ยวก็ทรุด เดี๋ยวก็ร้าว นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า แนวคิดที่จะให้มีการกระจายอำนาจไปสู่ข้างล่างนั้น ก็หมายถึงการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับส่วนงานย่อย ๆ แนวคิดนี้จะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ คงขึ้นอยู่กับความพร้อมของส่วนงานต่าง ๆ เหล่านั้น ในส่วนของ อบต. ต่าง ๆ ก็เช่นกัน ขณะนี้ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินว่าการกระจายอำนาจลงไปสู่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะว่าในทางที่กลับกัน เราก็มาพูดถึงเรื่องของการบริหาร การบริหารนั้นหมายถึงว่านอกจากจะให้สิทธิอย่างที่ว่าแล้ว งบประมาณเราก็ต้องให้ลงไป แนวคิดของรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลผมด้วย ก็เป็นแนวคิดของทางการบริหารงาน ว่ามีการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น แล้วก็เขียนไว้ว่าภายในปี 2550 เราจะต้องจัดสรรงบประมาณลงไปให้ อบต. 35 เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้เรายังไม่สามารถทำได้ ยังไม่สามารถทำได้เพราะอะไร เพราะว่าความพร้อม เพราะว่าการใช้งบประมาณของรัฐเองก็ยังไม่พอเพียงที่จะดำเนินการไปสู่จุดนั้น บางอบต.ก็มีรายได้ที่ค่อนข้างชัดเจน บางอบต.อยู่ในฐานะที่ลำบาก เราต้องมีการประเมินกันว่า ในส่วนไหนที่สามารถจะดำเนินการไปได้ ในส่วนใดที่ยังมีปัญหายังมีอุปสรรคอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเรามองในภาพกว้างในระดับบ้านเมืองของเราแล้ว เราจะเห็นว่าแนวคิดในการที่จะกระจายอำนาจ แนวคิดในการที่จะให้ไปดูแลตัวเองนั้นมีมานานแล้ว ทำอย่างไรที่เราจะไปถึงจุดนั้น เราก็ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเรามีความพร้อมไหม ถ้าเรามีความพร้อมทั้งในด้านของความรู้ ทั้งในด้านของบุคลากร ก็ต้องมองอีกว่าเรามีทรัพยากรที่จะพร้อมแค่ไหนในการที่จะบริหารงานในลักษณะอย่างนั้น ถ้าเราคิดแล้วมองเห็นว่าเราน่าจะมีทรัพยากรที่บริหารงานได้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับแนวทางในการบริหารงานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการบังคับ จะเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกันว่าระบอบเสรีประชาธิปไตย ถ้าหากว่าเราไม่พร้อมและเราไม่สมัครใจ เราคงอยู่ในสถานะที่เป็นมหาวิทยาลัยในส่วนของราชการกันต่อไปได้ แต่ถ้าเรามีความพร้อม เราอยากจะปรับปรุงองค์กรของเราให้มีความคล่องตัว มีเสรีในการทำงาน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล สิ่งที่ผมได้พูดมานานแล้วในเรื่องหลักของความโปร่งใส ในเรื่องหลักของความเป็นธรรม ในหลักของการประหยัด และความมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่ามองดูก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะยากนัก เมื่อเป็นผู้บริหารจริง ๆ เราจำเป็นจะต้องดูในสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร แต่ถ้าทำได้ มีการบริหารงานในหลักธรรมาภิบาลที่เหมาะที่ควรแล้ว ผมคิดว่าองค์กรของเราจะมีความเจริญก้าวหน้า เพราะว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน และเห็นว่าแนวในการทำงานที่ถูกที่ควรนั้นควรจะเป็นอย่างไร ขอย้อนเข้ามาสู่เรื่องของการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่ในขณะนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เป็นที่น่าสนใจของสังคมในขณะนี้ อย่างที่ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การที่เราสามารถที่จะดูแลตัวเองได้นั้นจะทำให้เราสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการขึ้นมาได้ ในจุดนี้ผมเองก็มีส่วนร่วมในการวางยุทธศาสตร์ ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังอยู่ด้วย เรามองไปข้างหน้า 10 ปี ว่า 10 ข้างหน้านั้นเราจะทำอะไร ผมคิดว่าบรรดาท่านผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเองก็ตระหนักดีถึงความพยายามของเรา ที่จะสร้างสถาบันให้เป็นสถาบันที่มีคุณค่าต่อไป เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น เรามุ่งที่จะไปสู่ในระดับสากลในโอกาสข้างหน้าต่อไป การบริหารงานในลักษณะที่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จะมีส่วนช่วยที่จะให้สถาบันได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่เราได้ตั้งความมุ่งหวังไว้ แน่นอนครับมีส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมของเรา เป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย มีสิ่งใดที่เราสามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันได้ ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นไปได้โดยราบรื่น บางส่วนอาจจะเห็นว่าการออกนอกระบบหรือการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และยังอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการกระจายโอกาสทางการศึกษา และการที่ค่าใช้จ่ายในการศึกษาจะต้องสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะพิจารณากันได้ ตัวอย่างก็พอมี มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันเทคโนโลยีฯ ซึ่งเปลี่ยนชื่อไปแล้วเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เราเคยอยู่ด้วยกันในส่วนของ 3 สถาบัน คือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็น 3 สถาบันซึ่งถือได้ว่ามีลักษณะซึ่งมีความใกล้เคียง ก่อกำเนิดขึ้นมาโดยมีความสอดคล้องและอยู่ในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เราเห็นตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้ดำเนินการไปแล้ว ก็เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา และน่าจะได้นำมาพิจารณาได้ สำหรับผมนั้นถือได้ว่าในความคิดของผมเอง อย่างที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า เป็นเรื่องที่มองภาพของการบริหารงานแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องกระจายอำนาจในการบริหารงานออกไป ถ้าหากว่าการบริหารงานไปรวมศูนย์อยู่ที่จุดหนึ่งจุดใดมากจนเกินไปแล้ว ผู้บริหารเองจะตกอยู่ในฐานะที่ลำบาก ยกตัวอย่างในฐานะที่ผมมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้บริหารอยู่ในขณะนี้ ถ้าหากว่าจะต้องลงไปดูทุกเรื่อง แม้กระทั่งการบริหารงานในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ควรจะมีนายกรัฐมนตรี เพราะว่ามีหน้าที่ที่จะต้องไปดูในเรื่องต่าง ๆ ในรายละเอียดมากมายมหาศาล คงดูได้ในเรื่องของการกำกับ การมอบนโยบายให้ ในส่วนที่จะพูดกันนี้ คำว่า "มหาวิทยาลัยในกำกับ" ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยจะมีเสรีในการดำเนินการทุกอย่างไปหมด ยังมีข้อจำกัด ยังมีนโยบายทางการศึกษา ยังมีพระราชบัญญัติการศึกษา ที่จะต้องกำกับดูแลมหาวิทยาลัยอยู่ นอกเหนือไปจากพระราชบัญญัติเฉพาะการบริหารงานของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นของการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ในขณะนี้ นั่นเป็นส่วนที่อยากจะเรียนด้วยว่า เมื่อชาติบ้านเมืองของเรามีความพร้อมอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว องค์กรต่าง ๆ ก็ควรจะดูแลหรือว่ามีส่วนในการดูแลบริหารงานภายในองค์กรของตัวเอง อยู่ในระดับที่ถือได้ว่าเราดูแลร่วมกัน ทางภาครัฐไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูในรายละเอียด และจะกำหนดในเรื่องกว้าง ๆ เพราะว่าถ้าเข้าไปดูแลในรายละเอียดมากเกินไปแล้ว บางครั้งจะเกิดความอึดอัดด้วยซ้ำไป เพราะว่าท่านจะปรับ ท่านจะเปลี่ยนอะไรคงเป็นไปไม่ได้ง่ายนัก สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้คือว่า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราเปรียบเทียบก็ต้องยกเรื่องของทางศาสนาขึ้นมากล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง และต้องเปลี่ยนแปลงทุกวินาที บางท่านอาจจะนึกไม่ถึง เพราะว่าท่านอยู่ในวัยที่ขาขึ้น กิ่วขึ้น ตัวผมเอง อาจารย์สุจินต์ฯ นั่งอยู่ตรงนี้เป็นพวกที่อยู่ในกิ่วลง เพราะฉะนั้นเราก็รู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจังจริง ๆ คือว่าเราไม่มีทางหลีกเลี่ยง สักวันหนึ่งเราคงจะต้องจบสิ้นไปตามอายุขัย และวันนั้นคงไม่ได้ไกลนัก เราตระหนักในสิ่งเหล่านี้ บางครั้งเราไม่ได้มองถึงจุดตรงนี้ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะต้องเตรียมปรับตัว เตรียมปรับใจ เมื่อสักครู่นี้ยังคุยกับอาจารย์สุจินต์ฯ อยู่ว่า แม้กระทั่งสภาพอากาศในบ้านเมืองของเราก็เปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย เมื่อเช้าดูข่าวว่าทางภาคใต้ต้องเผชิญกับคลื่นซึ่งมีความสูงมาก น้ำทะเลขึ้นสูงเข้ามาทำลายขอบฝั่ง ทางภาคเหนือผมไปเมื่อวานนี้ก็บอกว่าอากาศหนาวมาก ต้องขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล สิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าเราจะต้องเตรียมความพร้อม จะต้องเตรียมที่จะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยอายุของผมเอง ผมก็เตรียมที่จะเผชิญกับวันนั้น เราไม่ได้กลัว แต่ว่าเราต้องเตรียมที่จะเผชิญกับวันสุดท้ายในชีวิตความเป็นคนของเรา เช่นเดียวกัน การที่เราจะออกไปเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง เราต้องมีการเตรียมความพร้อมของเราในทุก ๆ ด้านให้มีความเหมาะสม ถ้าเราคิดว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงเสียเลย ซึ่งหลาย ๆ ประเทศเขาก็มองคนในภูมิภาคที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณเส้นศูนย์สูตรว่ามีชีวิตที่สุขสบาย ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติน้อย ทำให้เราไม่ต้องปรับตัวมากนัก พูดง่าย ๆ ว่าทำให้เราไม่ค่อยขยัน ทุกอย่างมีอยู่แล้ว ไม่ต้องคอยป้องกันตัว นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราหลาย ๆ คนได้เห็น ขณะนี้ธรรมชาติได้เปลี่ยนแล้ว และเราสังเกตเห็นได้ชัดเจน ผมคิดว่านอกจากธรรมชาติแล้ว เราต้องปรับตัวของเราด้วยว่า เราจะต้องปรับให้สอดคล้องกับแนวทางในการที่จะเผชิญต่อสถานการณ์ภายในบ้านเมืองของเรากันต่อไปอย่างไร ปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าปัญหาในเรื่องของความขัดแย้งทางด้านแนวความคิด เราต้องคำนึงอยู่ในหลักสองประการ คือ ความจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหา และการที่จะส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ในหลักสองประการนี้ก็ต้องขอเรียนว่า ในบางครั้งมีผู้ที่ไม่สู้จะจริงใจนักในการที่จะแก้ไขปัญหา อาจจะมีความคิดที่จะสร้างปัญหาให้มากขึ้น เป็นเรื่องที่มีอยู่ในสังคมของเรา เราก็ต้องยอมรับ แต่ว่าถ้าผู้ที่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหามีมากกว่า นั่นก็คงจะต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่จะหาทางแก้ไขกันให้ได้ แต่ความจริงใจก็เป็นส่วนเริ่มต้น ผมอยากจะพูดตรงนี้ว่าสัจธรรมอีกประการหนึ่งคือการเริ่มต้นที่ใจ ถ้าเราใจไม่เห็นด้วยเสียตั้งแต่ต้นแล้ว เราคงพูดได้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับวิธีการอะไรต่าง ๆ และการที่จะแก้ไขปัญหาในกรณีที่เราไม่เห็นด้วย เราคงจะต้องฟังเหตุผล ฟังคนอื่นเขาด้วย และให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาจะมีมากขึ้น เหมือนอย่างที่ผมได้เรียนในตอนต้นแล้วว่า วิธีการอันนี้คือการบริหารแบบประชาธิปไตย ถ้าหากว่าเราคิดแต่ประชาธิปไตยในลักษณะที่ออกเป็นกฎ เป็นระเบียบ เป็นรัฐธรรมนูญออกมา แต่ว่าใจเราไม่ได้ไปด้วย ใจของเรายังคิดนอกกรอบอยู่ ยังอยู่ในวิธีการเดิม ๆ ยังไม่มีความโปร่งใส ยังมีการใช้เงินทองเพื่อจะให้ได้มาซึ่งอำนาจ สิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ถ้าเราอยากได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คงเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกัน และเดินไปบนเส้นทางซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถ้าเราคิดว่าเราอยากจะได้สิ่งนั้น เราต้องช่วยกัน มีความพยายามที่จะไปสู่จุดนั้นให้ได้ สำหรับในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลมีแนวคิดในการที่จะปฏิรูปการศึกษา อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในภาคของการปฏิรูปการศึกษา เราได้ล่าช้ามานานพอสมควร มีการประเมินผลของโรงเรียน ซึ่งออกมาแล้วประมาณ 1 ใน 3 ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เป็นเรื่องที่น่าตกใจ นั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามที่จะปรับปรุงแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของเรา ให้มีความทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน กับสภาพความรู้ในระดับสากลกันต่อไป เราก็ทราบกันดีว่าในปัจจุบันเยาวชนขาดความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เรามีผู้ที่เก่งที่จะถ่ายทอดในเรื่องของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์นี้ค่อนข้างน้อย นั่นเป็นจุดด้อยในการศึกษาของเรา ทำอย่างไรที่เราจะปรับในส่วนเหล่านี้ให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นมา เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะพิจารณาอยู่ ถ้ามองในแง่ของการบริหารงาน มองจากภาคของรัฐบาลแล้ว เราจะดูว่าการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีที่จะลงไปแต่ละส่วนการศึกษาจะมีอะไรบ้างอย่างไร ในปีนี้งบประมาณที่กำลังจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่แล้ว เราได้จัดสรรงบประมาณไปในการศึกษา 37 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของชาติ จาก 37 เปอร์เซ็นต์นี้ 72 เปอร์เซ็นต์ของงบการศึกษาทั้งหมด เป็นงบของการบริหารงานทั่วไป เหลืออีกไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ คือ 28 เปอร์เซ็นต์ที่จะใช้ในการปรับปรุงปฏิรูปการศึกษา นั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดูว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ที่จะช่วยให้เยาวชนของเรามีพื้นฐานความรู้ ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เราได้มีการประเมินมาตรฐานการศึกษามาแล้ว การจัดการศึกษาเรามองกันถึงว่า จะพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึงออกไปอีก มีวิธีการหลาย ๆ วิธีการ ผมมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยเหลือวิทยาลัยชุมชนอยู่หลายแห่ง ในบางครั้งเราก็มองว่าในด้านของการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นจุดสุดยอด แต่ก่อนที่จะมาถึงอุดมศึกษา เราสามารถที่จะสร้างความรู้ให้กับชุมชนได้ ไปเป็นวิทยาลัยชุมชน ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีอะไร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่อยู่ในจังหวัดที่ใกล้เคียงจะไปสอนในวิทยาลัยชุมชนแห่งนั้น ไม่ว่าจากทางสถาบันราชภัฏ ตอนนี้เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏไปหมดแล้ว มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่าง ๆ ไปช่วยกันดำเนินการ นั่นก็เป็นการยกระดับ เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อวานนี้ผมได้พูดคุยกับท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีโครงการอบรมให้กับสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบลตามที่ผมได้กล่าวไว้ ผมถามว่าในหลักสูตรนั้นมีอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องของวิชาการบริหารโดยทั่วไปขององค์กรในระดับท้องถิ่น ผมเรียนท่านว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีโครงการร่วมกับทางกระทรวงมหาดไทยน่าจะได้พิจารณาคือ การที่จะสอดแทรกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ผมพูดในตอนต้นว่า องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นฐานราก แต่เราไม่ได้สอดแทรกแนวคิดที่เป็นพื้นฐานในการบริหารงานในลักษณะที่เป็นระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย หลาย ๆ ส่วนได้พูดกันถึงว่ามีการใช้ความรุนแรง เมื่อ 2 3 วันที่ผ่านมามีการใช้อาวุธปืนสังหารกันที่จังหวัดกาญจนบุรี การตัดสินในลักษณะอย่างนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทำอย่างไรที่จะมีการแนะแนวการบริหารงานโดยอาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายถึงว่ามีการฟังเหตุ ฟังผล ผลประโยชน์มีแน่ แต่ทำอย่างไรที่จะมีการเฉลี่ยผลประโยชน์นั้นอยู่ในลักษณะที่ทุกคนยอมรับได้ ในการบริหารองค์การส่วนท้องถิ่น ถ้าหากว่าเกิดการขัดแย้งขึ้นมาและผลประโยชน์ไม่ลงตัวถึงขั้นต้องใช้อาวุธ ก็เห็นชัดเจนว่าลักษณะอย่างนี้สะท้อนขึ้นไปถึงข้างบน การบริหารงานในประเทศของเราคงไม่พ้นสิ่งเหล่านี้ เพราะเริ่มจากส่วนย่อย ๆ องค์กรส่วนย่อย ๆ ถ้าหากว่ามีความขัดแย้งถึงขั้นการสังหารกัน แนวคิดในลักษณะอย่างนี้ก็สะท้อนขึ้นไปถึงข้างบนอย่างแน่นอน ถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตยเราต้องแนะนำ เราต้องชี้แจงเขาว่าในเรื่องของผลประโยชน์นั้น ถ้าหากว่ามีการเฉลี่ยผลประโยชน์ มีการแบ่งปันที่สังคมยอมรับได้แล้ว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นแนวทางที่ดีในการบริหารงานในส่วนองค์กรส่วนท้องถิ่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ แล้วน่าจะเป็นแนวที่มีความสำคัญ เป็นแนวที่จะเป็นพื้นฐานของคนไทยในการที่จะบริหารงานทั้งในชีวิตส่วนตัว ในครอบครัว ในการบริหารงานของชุมชนให้มีความก้าวหน้าต่อไป และนั่นจะสะท้อนไปถึงงานในระดับชาติ ถ้ารัฐบาลบริหารงานอยู่ในลักษณะที่ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชาติบ้านเมืองของเราก็จะก้าวหน้าไปบนพื้นฐานที่มั่นคง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดตรงนี้มานานแล้ว แต่ว่าโอกาสที่จะนำมาเผยแพร่ โอกาสที่จะนำมาใช้ บางคนก็ยังไม่มั่นใจ บางครั้งคำว่าพอเพียงเป็นเรื่องที่ตัดสินยาก แต่ทำอย่างไรที่จะให้สังคมที่เราเกี่ยวข้องด้วยนั้นเกิดความรู้สึกว่าทุกคนมีส่วนเฉลี่ยในการได้รับผลประโยชน์ มีจุดที่สมดุล เราก็สามารถที่จะก้าวไปข้างหน้ากันได้ ยืนอยู่บนเหตุผล ยืนอยู่บนความถูกต้อง และมีภูมิคุ้มกันที่จะไม่ทำให้แนวทางการปฏิบัติของเรานั้นต้องล้มเหลวลงไป ในส่วนของการบริหารงานในระดับมหาวิทยาลัย ท่านสามารถที่จะน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาบริหารได้ ถ้าผู้บริหารที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว ได้น้อมนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการบริหารงาน รับฟังความคิดเห็นของผู้คนในส่วนงานของท่าน ผมคิดว่าเราสามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยทรัพยากรที่เรามี และมีภูมิคุ้มกันที่จะไม่ให้เราก้าวไปในทิศทางที่ผิดพลาด คือมองภาพให้รอบคอบ และเตรียมหาทางแก้กันไว้ก่อน ผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในระดับสูง ๆ ของประเทศเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม แบบอย่างที่ดีนี้หมายรวมถึงการบริหารงานด้วย เพราะว่าอย่างที่เรียนแล้วว่าถ้าในองค์กรส่วนท้องถิ่นสะท้อนขึ้นมา มหาวิทยาลัยเป็นผู้อบรม เป็นผู้แนะนำผู้บริหารงานขององค์กรส่วนท้องถิ่น แต่ถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วใครเขาจะฟังเรา ตรงนี้เป็นจุดอีกจุดหนึ่งที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่า จะต้องเป็นการทำงานที่มีลักษณะที่แลกเปลี่ยนกันได้ มีลักษณะที่ตรวจสอบข้อมูลกันได้ และมีลักษณะที่โปร่งใส ถ้าไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้เป็นองค์กรในระดับมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่บุคคลอื่น ๆ ถ้าเด็กออกไปบอกว่าผู้บริหาร บริหารงานโดยไม่มีความโปร่งใส ผู้บริหารงานเอาประโยชน์เข้าสู่ตนเองเป็นส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลย แล้วเด็ก ๆ ก็จะเห็น นักศึกษาที่จบไปเขาก็จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของธรรมาภิบาลในการบริหารงาน สิ่งที่พูดตรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับมหาวิทยาลัย แต่ถ้าเรามองภาพให้กว้างออกไป เป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองของเราที่จะต้องช่วยกัน ที่จะต้องหาทางดูแลว่าระบอบการปกครองที่เราอยากได้ ที่เราอยากมีจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคนกันอย่างไร คงเป็นเรื่องที่ขอฝากท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ว่า เราเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ให้ทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเอง อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล อยู่บนความพร้อมว่าในแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น ท่านพร้อมที่จะดำเนินการในลักษณะไหน ถ้าท่านไม่พร้อมก็บอกมา ในภาพของรัฐ ทางมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านอธิการบดีมาบอกผมเองบอกว่ายังไม่พร้อม ทำหนังสือมา ผมก็บอกว่าถอนได้เพราะว่าเรื่องยังไม่ได้เสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ถอนในลักษณะที่เรื่องผ่านคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ก็ถอนได้เพราะอยู่ในอำนาจในการตัดสินใจของผมเอง นั่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้ดึงดัน รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกมหาวิทยาลัยได้พิจารณา เมื่อท่านได้พิจารณาแล้วและเห็นว่าเหมาะ ว่าควร อยู่ในขีดความสามารถของท่านที่จะดำเนินการได้ เรายินดีที่จะดำเนินการให้ มีประเด็นสุดท้ายอีกนิดเดียวครับ คือเรื่องของพนักงานของรัฐ ซึ่งเป็นชื่อซึ่งบางท่านอาจจะไม่ค่อยพอใจนัก ทางรัฐบาลได้นำมาพิจารณาแล้ว ก็บอกว่าเรายินดีที่จะให้มีการปรับแก้ในส่วนนี้ว่าชื่อเป็นข้าราชการมหาวิทยาลัย ท่านมีเสรีในการที่จะดูแลในเรื่องของขั้นเงินเดือน เรื่องอะไรต่าง ๆ ในส่วนของท่าน แล้วในเรื่องของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็มีสิทธิเช่นเดียวกับข้าราชการ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านทั้งหลายไม่ได้อยู่ในฐานะที่ด้อยหรือเสียเปรียบอะไร มีแต่ว่าท่านจะมีโอกาสที่จะพัฒนาแต่ละมหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ดียิ่งขึ้น ในพื้นฐานของความร่วมมือร่วมใจ และมีความคล่องตัวที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปเสียอีกถ้าท่านมีความพร้อม บางท่านอาจจะถามว่าในมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ จะทำอย่างไร ผมเองได้เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี บ้านเกิดผมเอง ได้มีการสอบถามกัน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีความเห็นว่าควรจะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับเหมือนกัน ศักยภาพถ้าเทียบกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เทียบกันไม่ได้ อันนั้นก็เป็นมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เรายืนอยู่บนศักยภาพของเราเอง ยืนอยู่บนพื้นฐานจุดแข็งของมหาวิทยาลัย นั่นคือการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจในท้องถิ่น ในเรื่องของการท่องเที่ยว เราเน้นในเรื่องของนักศึกษาที่จะต้องมีความรู้ในด้านของภาษาให้สอดรับกับเศรษฐกิจส่วนท้องถิ่น นั่นเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ในท้องถิ่นจะต้องหาทางปรับตัว เราดูจุดแข็งจุดอ่อนแล้วก็คิดว่าทางรอดของเราอยู่ทางไหน เหมือนอย่างที่ผมได้เรียนว่าในส่วนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เราได้พิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์ออกไป 10 ปีข้างหน้า ในส่วนของมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ เราก็พิจารณากันเหมือนกันว่าเราควรจะทำอย่างไรกับอนาคตของเรา ถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดนี้แล้วช่วยกัน เราจะมองเห็นว่าโอกาสที่เราจะไปถึงเป้าหมาย จะฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้นั้นเป็นอย่างไร ถ้ามีปัญหาในเรื่องของระบบราชการจะต้องใช้เวลาแก้ ซึ่งทุกท่านผมว่ามีประสบการณ์อยู่แล้วในเรื่องทำงานในระบบราชการ ถ้าท่านมีเสรีตรงนี้ก็เป็นโอกาสอีกโอกาสหนึ่งของท่านที่จะได้ทำงานให้ก้าวหน้ากันต่อไป ได้กล่าวมาเป็นเวลาพอสมควรครับ ผมขอเปิดการประชุมวิชาการเรื่องอนาคตของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ณ บัดนี้ และขออำนวยพรให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ท่านทั้งหลายได้ตั้งไว้ทุกประการ และเวลานี้ใกล้จะปีใหม่แล้ว ขออำนวยพรให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข มีความแข็งแรงทั้งจิตใจและร่างกาย และประสบความสำเร็จกันทุกคนครับ กลุ่มยุทธศาตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|