คำกล่าวในพิธีเปิดประชุมวิชาการประจำปีชมรมศัลยแพทย์มะเร็ง (ประเทศไทย) และแสดงปาฐกถาเทิดพระเกียรติฯ ในหัวข้อ "มาช่วยกันสร้างสังคมไทยให้อยู่ดีมีสุข
โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
ณ โรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
09 ธันวาคม 2006 10:15 น.


ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน

นับว่าเป็นเกียรติของผมอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาอยู่ท่ามกลางของผู้ทรงคุณวุฒิในทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคมะเร็งที่ถือว่าเป็นโรคร้ายลำดับที่ 1 ตามสถิติของกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คงใกล้เคียงกับในเรื่องของโรคหัวใจ นั่นก็เป็นส่วนที่ถือได้ว่า เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องให้ความสนใจที่ต้องหาทางที่จะป้องกัน และหาทางที่จะรักษา หัวข้อที่เชิญผมมาพูดในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการที่จะมาช่วยกันสร้างสังคมไทยให้อยู่ดีมีสุข ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ ของคนไทยโดยทั่ว ๆ ไป

ผมได้รับคำชวนมานานแล้ว เนื่องจากว่าคุณหมอปริญญานั้นเป็นนายแพทย์ประจำตัวผมตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นผู้บัญชาการทหารบก และได้ช่วยดูแลผมมาโดยตลอดในระหว่างที่เริ่มเป็น คนสูงอายุแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร การที่จะเป็นคนสูงอายุ ถ้าหากว่าเรายอมรับความจริงได้กับมัน ไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาอะไร เพราะในชีวิตคนเรา เมื่อเด็ก ๆ ก็นึกเหมือนกันว่า ตัวเองจะแก่ถึงขนาดนี้ เวลาที่มองผู้ใหญ่ มองครู อาจารย์ มองผู้บังคับบัญชาที่เขามียศสูงกว่าเรา ก็มีความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้อาวุโสค่อนข้างสูงมาก ตอนนี้เมื่อมาถึงเวลาของตัวเองเข้าบ้าง เราก็ต้องทำใจว่ามันจะเป็นสัจธรรม เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ วันหนึ่งทุก ๆ ท่านที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมนี้ ก็ต้องนึกเหมือนผมเหมือนกันว่า วันนี้ก็มีคนพูดถึงเรื่องนี้ มีจุดหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญ คนที่จะมีความสุขก็ต้องประกอบด้วยทั้งร่างกายและจิตใจ หลาย ๆ คน ก็บอกว่าต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้งสองส่วนนี้ ที่จะต้องรักษาทั้ง สุขภาพของจิตและสุขภาพของร่างกาย

ผมได้พยายามติดตามงานทางวิชาการทางการแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันได้เน้น ทั้งในเรื่องของการป้องกัน ทั้งในด้านของการรักษา โดยใช้การดูแลทางด้านจิตใจ ซึ่งเริ่มมีงานวิจัยที่ มากขึ้น ที่ออกมาว่า การที่ดำเนินการรักษาทางด้านสุขภาพของจิตให้ผลที่ค่อนข้างรวดเร็ว และเป็นมาตรการที่เสริมกับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยา หรือที่เรียกว่า Medical Treament ต่าง ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ความสำคัญของสุขภาพของจิตเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็นส่วนที่พวกเราควรที่จะได้เริ่มศึกษาได้ทำงานวิจัยกันให้มากยิ่งขึ้น ผมมองสภาพในอนาคตคงคล้าย ๆ กับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นก็คือ คนที่มีอายุมากขึ้นหรือเกณฑ์เฉลี่ยของประชากรของเราที่จะมีอายุค่อนข้างสูงก็จะมีมากขึ้น นั่นจะเป็นส่วนที่สำคัญที่จะ ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องดูแลเกณฑ์เฉลี่ยอายุของประชากรในส่วนนี้ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ผลงานวิจัยติดตามเรื่องของงานวิจัยของต่างประเทศก็ดี งานวิจัยของเราเองก็ดี ผมคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายในวงการแพทย์จะต้องดำเนินการต่อไป เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเราจำเป็นจะต้องพัฒนาในเรื่องของงานทางด้านการแพทย์ให้มากยิ่งขึ้น

วันนี้คงจะเป็นวันแรกที่ผมได้พูดถึงเรื่องทางการแพทย์ ในวันก่อน ๆ นั้นได้พูดถึงเรื่องอื่น ๆ มาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล วันนี้จะพูดถึงเรื่อง ทางการแพทย์ ถ้าจะบอกว่าวิสัยทัศน์ที่ผมได้ติดตามงานทางด้านการแพทย์มาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อผมมาเป็นผู้บริหารในระดับสูงของกองทัพบก ผมมีแพทย์อยู่ในความดูแลของผมจำนวนหนึ่ง มีพยาบาล อยู่จำนวนหนึ่ง มีวิทยาลัยแพทย์อยู่ในความดูแลของกองทัพบกด้วย ในฐานะผู้บริหารจะต้องมองว่า เราจะทำอย่างไรกับการบริการทางด้านการแพทย์ของเราที่จะทำให้ได้รับความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวชกรรมป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้บริการเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น และการดูแล ภายหลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว ยกตัวอย่างในเรื่องของการผ่าตัด เป็นต้น ในการผ่าตัดมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดค่อนข้างมากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้เน้นในเรื่องของสิ่งที่เราพูดกันว่า "การกู้ชีพ" ได้เป็นคนริเริ่มที่ให้ ทางกรมแพทย์ทหารบกเน้นในเรื่องของการกู้ชีพ เพราะว่าทางทหารเมื่อได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนสำคัญที่สุดคือ การพยายามที่จะรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนย้าย เนื่องจากการดูแลที่ผิดวิธี ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ อย่างเราดูหนังสงครามจะเห็นว่าลากคนป่วย ลากไปตามพื้นต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดไม่ได้เป็นวิธีที่ถูกต้อง นั่นเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนนำไปใช้ เพราะเห็นจากภาพยนตร์ เพราะเวลาเจ็บป่วยจริงๆ แล้ว ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้หมายความว่าจะมีนายสิบ เสนารักษ์ หรือว่ามีใครจะอยู่ใกล้ ๆ ก็ต้องดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นในส่วนของทหารจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในเบื้องต้นในการที่จะเคลื่อนย้ายคนเจ็บออกมาในลักษณะที่เขาจะไม่สูญเสียมากไปกว่านั้น เรามีบทเรียนในด้านนี้มากพอสมควร นั่นเป็นเรื่องที่ได้พยายามที่จะปรับแก้ในส่วนการแพทย์ของกองทัพ

ในเรื่องที่มองกว้างต่อไปอีกนิดหนึ่ง เมื่อรับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็มองว่าระบบการบริหารงานของแพทย์ทหารโดยส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์ของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ มีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งในด้านของการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน การบริหารงานบุคคล ก็มีปัญหา เพราะว่านายแพทย์เมื่อไม่ได้รับการดูแลในเรื่องของตำแหน่ง ในเรื่องของยศ ส่วนมากจะลาออกไปทำงานทางภาคเอกชน พยาบาลก็เช่นกัน ปัญหาตรงนี้เป็นปัญหาที่มองในด้านของการบริการในภาพรวม ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างที่ผมคิดหรือไม่ คือ จะเป็นการบริหารงานในระดับของกระทรวงกลาโหม หมายถึงว่า แพทย์ของทุกเหล่าทัพนั้น จะเป็นแพทย์ทหารที่สามารถจะทำหน้าที่มีการโยกย้ายกัน ข้ามไปข้ามมากันได้ มีศูนย์รวมในการจัดการไม่ว่าทางด้านวิชาการ ด้านการฝึก ด้านการศึกษา ในลักษณะที่เป็นส่วนรวมด้วยกันเอง ซึ่งจะมีความรู้มีความสามารถแต่ละแขนง เข้ามามีโอกาสที่จะมารวมกันได้มากขึ้น ในส่วนที่ 2 ในด้านการบริหารงานบุคคล ก็ได้หารือกันว่า ในด้านการแพทย์นั้นน่าจะมีช่องทางทางด้านสาขาวิชาชีพ ในการที่จะเรียกตำแหน่งขึ้นไปโดยที่ไม่ได้ผูกติดกับยศ ซึ่งจะทำให้แพทย์หลาย ๆ คน มีโอกาสที่จะมีความก้าวหน้าต่อไปในสาขาวิชาชีพ และยังคงมีโอกาสที่จะช่วยเหลือกองทัพได้ต่อไป โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปลาออกหรือไปแสวงหางานในที่อื่น ๆ ซึ่งจะมีโอกาสที่ดีกว่า ขออนุญาตพูดว่า โดยปกตินอกเวลาราชการ ท่านก็ไปทำงานได้อยู่แล้วในโรงพยาบาล เอกชน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปจากราชการโดยสมบูรณ์

ที่ผมมองในภาพของงานแพทย์ต่อไปคือว่า บุคลากรในสาขาแพทย์ของเราเป็นบุคลากรที่ถือว่ามีความรู้ มีสมองที่เป็นเยี่ยมของประเทศ ถ้าหากว่าเราไม่ส่งเสริมความรู้ ความสามารถของบุคคล ซึ่งมีสมองที่ถือได้ว่าดีเยี่ยม เพราะในแต่ละรุ่น แม้กระทั่งเพื่อน ๆ ผมเองที่เป็นหมอด้วยกัน เรารู้ว่าเวลาที่เรียนหนังสือคนที่เป็นหมอต้องอยู่ใน Top Ten ของชั้นมาโดยตลอด ประเภทล้างเท้า ผมไม่เห็นมีใครสอบเข้าหมอได้สักคนในรุ่นของผม นั่นเป็นตัวอย่างว่า พอพูดถึงหมอคือ บุคคลซึ่งอยู่ในระดับ Top Ten ถ้าหากว่าเราจะมองโอกาสต่อไปข้างหน้า ในการที่จะพัฒนาในด้านของการดูแล สุขภาพของผู้คนต่อไปในอนาคต ผมคิดว่าในเอเชียของเรานี้ การแพทย์ของไทยไม่ได้ย่อหย่อนกว่า ที่ไหนเลย เพราะอาจจะไม่ได้มีงานวิจัย ไม่ได้มีเครื่องมือทันสมัยเหมือนกับของแพทย์ญี่ปุ่น แต่ว่าในด้านการรักษาของเราไม่ได้แพ้ประเทศญี่ปุ่น นั่นก็เป็นจุดที่ผมคิดว่า ในด้านของงานแพทย์ของเรา ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีต่อไปในอนาคต เราสามารถที่จะเรียนในด้านการบริการทางการแพทย์ของเราเข้ากับในด้านของการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ผู้ที่เจ็บป่วยได้รับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีการสนับสนุนที่จะทำให้การทำงานของเรานั้นมีโอกาสที่จะขยายตัวออกไปให้ได้มากยิ่งขึ้น นั่นยิ่งจะเป็นประโยชน์ เพราะว่ายิ่งเราได้มีโอกาสรักษาคนไข้ได้มากขึ้น เราก็มีความชำนาญมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติโดยปกติอยู่แล้ว อาชีพไม่ว่าจะเป็นอาชีพของทหาร ของหมอคงเหมือนกัน คือว่าถ้ามีโอกาสได้ปฏิบัติมากขึ้นเท่าไร ก็มีความสามารถ มีความเก่ง มีความเชื่อมั่นมากขึ้นเท่านั้น นั่นเป็นจุดอย่างหนึ่งของแต่ละสาขาอาชีพว่า ถ้าเรามีโอกาสที่จะทำงานได้มากขึ้น ความสามารถของเราก็มากขึ้นตามไปด้วย

ผมขอย้อนกลับมาเรื่องการอยู่ดีมีสุขสักเล็กน้อย การอยู่ดีมีสุขของเรานั้นมี องค์ประกอบหรือมีปัจจัยอยู่หลายประการ คงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะว่า คนมีเงินหรือเราเรียกว่าคนรวยก็จะอยู่ดีมีสุขได้อยู่เพียงส่วนเดียว คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น ความสุขที่เราพูดกันหรือว่าสิ่งที่ได้กล่าวอยู่ดีมีสุข ความสุขที่เราพูดกันส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของความสุขที่ทางพระท่านบอกว่าเป็นความสุขทางโลก ไม่ได้เป็นความสุขทางธรรม ความสุขทางโลก ตอนหนุ่มๆ สาว ๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หนุ่ม ๆ สาว ๆ อยากที่จะสนุกมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้เที่ยว ได้พบเพื่อน ๆ ได้ดื่ม ได้สูบบุหรี่ ได้สังสรรค์จนดึกจนดื่น ก็มีความสุข ก็รู้สึกว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง นั่นก็เป็นชีวิตในช่วงแต่ละวัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของความสุข ยิ่งเป็นทหารในเรื่องของการดื่ม คงถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่ชีวิตทหารจะหลีกเลี่ยงได้ยาก ยิ่งในสมัยก่อนๆ ถือได้ว่าไปอยู่ต่างจังหวัดซึ่งไม่ค่อยมีอะไรมากนัก มีเงินเดือนประมาณ 1,000 กว่าบาท ลำดับแรกที่จะต้องทำคือ ผูกปิ่นโต เดือนละ 300 บาท ซึ่งถือว่าได้วางหลักประกันชีวิตไว้แล้วยังไงก็ต้องมีข้าวกิน ส่วนที่เหลือใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ เที่ยวเตร่เฮฮา ถ้าคิดเป็นค่าของเงินในปัจจุบัน ผมคิดว่าตอนนั้นที่ผมมีเงินประมาณ 1,200 บาท ผมถือว่าเพียงพอ ที่จะใช้จ่าย เก็บเงินได้บ้าง

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในขณะนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2508-2509 ราคาทองคำบาทละ 450 บาท ผมจำได้ดี เพราะว่าผมทำแหวนรุ่นซึ่งเป็นแหวนทองคำ ตกราคาประมาณ 500 บาท แหวนมีน้ำหนัก 1 บาท และมีค่าพลอย ค่ากำเหน็จทำแหวนอีก 50 บาท ได้เสียงินไป 500 กว่าบาทสำหรับ ค่าแหวน นั่นเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าเราเทียบกับในปัจจุบันผู้ที่สำเร็จปริญญาตรี ปัจจุบันทองคำ 1 บาท ราคาประมาณ 11,000 - 12,000 บาท ถ้าจะเทียบในสมัยผมต้อง 25,000 บาทถึงจะพอลืมตาอ้าปากได้ หยิบปิ่นโตเดือนละ 300 บาท สมัยนี้ไม่มีทางแล้ว สมัยนี้ต้องเดือนละ 3,000 บาท นั่นเป็นส่วนที่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างของค่าของเงิน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเราต้องดิ้นรน ต้องแสวงหาสิ่งที่ถือว่าเป็นความสุขเหล่านั้น อย่าไรก็ตามถึงแม้ว่าเงินเดือนของเราจะน้อย แต่ว่าเราสามารถที่จะแสวงหาความสุขในชีวิตของเราได้ ถ้าหากว่าเราลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ผมเคยดื่มอย่างชนิดที่เรียกว่า พระใส่บาตร จนกระทั่งพระออกมาบิณฑบาตรแล้วก็ยังไม่เลิก จากนั้นก็ไปทำงานต่อ นั่นเป็นชีวิตในช่วงที่ถือว่าใช้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถือว่าวันหนึ่งเราจะทำอย่างนั้นได้ไหม ทำได้ และเมื่อกลับมาทำงานในสนามจริงๆ ต้องมีการสังสรรค์ พบกับชาวบ้าน พูดคุยกับชาวบ้านก็ต้องดื่มเหล้าขาว ที่มีปัญญาอยู่ในเวลานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องดื่ม เพราะถ้าเราไม่ดื่มเขาจะมองเราว่า คนนี้มายังไง ไม่รู้จักขนบธรรมเนียบประเพณี พอดื่มไปได้สักจอกสองจอกก็คุยกันรู้เรื่อง นั่นเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นความจำเป็น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ต่อมาผมมีสิ่งที่ถือว่าได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่งคือ ดื่มแล้วผมไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าเมา ไม่เคยหมดสติ เมาอย่างชนิดที่หมดสติผมไม่เคย มากที่สุดคือเกือบจะเดินไม่ได้ แต่ไม่ได้หมดสติ ต้องเกาะข้างฝาเดินไป ก็เป็นลักษณะที่เพื่อน ๆ บอกว่า ยังดีที่ไม่ถึงกับหมดสติ มองแล้วยังคิดย้อนไปข้างหลังว่า ที่ว่าไม่ได้หมดสติ แต่เดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว นั่นเป็นประสบการณ์ในชีวิตว่า จากสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนได้ โดยที่ควบคุมได้ คือ ควบคุมไม่ให้เมา ไม่ให้เสียกริยา ไม่ให้เสียมารยาท เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้อยู่ในสังคมได้ ต่อมาผมคิดว่าเป็นบุญของผม คือ เรื่องแพ้แอลกอฮอล์เป็นผื่นขึ้น ต้องยุติหยุดไปโดยปริยาย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมถือได้ว่า สภาพร่างกายไม่ได้เสียหายไปกับพฤติกรรมในการดื่มของผมมากนัก แต่ว่าร่างกายแสดงออกมาให้เห็นว่า เขาไม่ยอมรับวิธีการที่เราได้ใช้ชีวิตอย่างนั้น ทำให้รักษาสุขภาพทางด้านร่างกายมาได้ และด้วยความบังเอิญอีกว่า มาทำงานอยู่ในหน่วยซึ่งเขาเข้มงวดเรื่องการรักษาสุขภาพมีการทดสอบร่างกายอยู่เป็นประจำ ทำให้เราต้องรักษา สุขภาพของตัวเองและต้องฝึกจนเป็นนิสัย เป็นส่วนที่ทำให้สุขภาพของผมค่อนข้างที่จะดีมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ผมได้พูดถึงเรื่องของจิตใจ อยากจะเรียนด้วยว่าความคิดเห็นของผมเองในด้านของจิตใจน่าจะเป็นความสำคัญมากกว่าร่างกาย บางครั้งอาจจะบอกว่าพอดี สมดุล แต่ผมว่าท่านลองทำวิจัยการแพทย์ดูแล้ว ท่านจะเห็นว่าจิตใจนั้นมาก่อน บางครั้งยังไม่ทันคิดเลย เพียงแต่เห็น เพียงแต่ได้ยิน ก็มีปฏิกิริยาสั่งไปที่ร่างกายให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ทางการแพทย์รู้ดีว่า ท่านทราบแน่ ๆ ว่า มีการหลั่งสารจากต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราเกิดการตอบสนองต่อการเห็น การได้ยิน การสัมผัสต่าง ๆ ขึ้นมา โดยที่บางครั้งเรายังไม่ได้คิดเลย อย่างที่เราเรียกว่าสัญชาตญาณ และยิ่งถ้าหากว่าเราคิดก็ยิ่งจะเริ่มมีปฏิกิริยาตอบเสนองมากยิ่งขึ้น ในทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างมาก หลายๆ คนถามผมบอกว่า ในเรื่องทางจิตใจนั้นเป็นอย่างไร ผมได้บอกว่า คำว่า "สำรวม" ในภาษาพระ คือการที่จะควบคุมการรับข้อมูลจากสิ่งต่าง ๆ ภายนอกเข้ามาสู่สมองของเราให้น้อยลง จะเห็นว่าพระท่านมองจะมองประมาณหนึ่งวา พระที่สำรวจจะมองหนึ่งวา ไม่มองไกล นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง พระที่เน้นในเรื่องของการปฏิบัติก็ยิ่งจะสำรวมมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติที่ว่านั้นหมายถึงว่าเป็นเรื่องของการที่จะควบคุมจิตใจ เรื่องการที่จะพัฒนาทางด้านจิตใจให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป ภาษาพระที่เรียกว่า "การสมาธิ"

ในส่วนนี้ผมได้มีโอกาสผ่านขั้นตอนเหล่านี้มาบ้าง อยากจะเรียนว่า สภาพของการที่เราจะควบคุมจิตใจได้นั้น ทำให้เราสามารถทำงานต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน ในปัจจุบันเราได้เน้นเด็กๆ ในเรื่องของการเริ่มให้มีสมาธิสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน เพราะว่าเมื่อมีสมาธิแล้ว เขาสามารถที่จะทำความเข้าใจกับคำชี้แจง และสนใจบทเรียนต่าง ๆ ได้อย่างดี มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการฝึกฝนในด้านของการทำสมาธิ นั่นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน ตัวผมเองมีบทเรียนในเรื่องเหล่านี้ คือว่าผมมองภาพในบทเรียนต่าง ๆ ส่วนมากผมไม่ค่อยเป็นคนขี้เกียจ ดูหนังสือ ขี้เกียจท่อง แต่มองภาพได้ว่า เรื่องที่ครูสอนเกี่ยวโยงกันอย่างไร ฉะนั้นเวลาที่ผมเรียนหนังสือคือเหมือนกับมีภาพปรากฎขึ้นในสมองของผมว่า เรื่องที่ครูสอนเกี่ยวโยงกันอย่างไร ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องไปท่องหนังสือมากมายนัก และภาพต่าง ๆ เหล่านั้นชัดเจนอยู่ในสมองของผมตลอดเวลา มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ตอนผมไปบวชพอนั่งรอบหนึ่งทำสมาธิ ข้อเสียคือ ส่วนที่ผมทำไม่ดีทั้งหลายย้อนกลับมาที่สมองผมหมดเลย มองเห็นชัดเจนตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ความจำเริ่มจำได้มันย้อนกลับมาหมด ผมรู้ทันทีว่าผมทำอะไรไม่ดีไว้บ้างในอดีตที่ผ่านมา เรื่องดีไม่ค่อยปรากฎ ในช่วงเวลาที่เราได้ทำสมาธิ จะเห็นได้ว่าเราได้ทำอะไรที่ไม่ดีไม่งาม เป็นภาพที่ชัดเจนปรากฎขึ้นในมโนคติหรือในความคิดของเรา นั่นเป็นส่วนที่อยากจะเรียนท่านทั้งหลายว่า เมื่อเราสามารถที่จะควบคุมจิตใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งแรกที่พูดถึงคือเรื่องการศึกษาการเล่าเรียน ส่วนที่ 2 คือในเรื่องของการขจัดความกลัว เมื่อเรารู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้เราเกิดความกลัวขึ้นมา ถ้าเราได้ศึกษาได้คิดให้ดี ว่าเกิดขึ้นมาเพราะอะไร เหตุที่เกิดของความกลัวของเราเพราะอะไร ความกลัวนั้นจะลดน้อยลง บางครั้งก็เกือบจะไม่กลัวเลย นั่นเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำรงอาชีพเป็นทหาร แน่นอนว่าเมื่อเกิดการปะกันเกิดการยิงกันเกิดขึ้น ลำดับแรกคือ เราจะต้องเข้าหาที่กำบัง เมื่อมองสถานการณ์แล้ว เราต้องรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาทันทีว่า เราจะดำเนินการอย่างไร ในทางทหารซึ่งเรียกว่า ยุทธวิธี คนที่ไม่กลัวหรือว่าควบคุมสติ ควบคุมจิตใจของตัวเองได้ก่อน เป็นผู้ที่ได้เปรียบ เพราะเราจะเป็น ผู้ที่เริ่มในเชิงรุกทางยุทธวิธีได้ก่อน คนที่ยังคิดไม่ได้หรือว่า ยังมองภาพสถานการณ์ในขณะนั้นยังไม่ได้ จะทำให้ผู้นั้นเสียเปรียบ เพราะว่าถูกอีกฝ่ายหนึ่งรุกทางยุทธวิธีไปก่อนแล้ว นั่นเป็นเรื่องที่ผมได้ใช้ประโยชน์ในการทำงานทางทหาร ในเรื่องของการระงับความกลัว หลาย ๆ คน ผมคิดว่าในห้องนี้ก็คงมีคนที่กลัวผีอยู่บ้าง ภรรยาของผมเป็นทหารก็จริง แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็บอกว่าทั้งหมดทุกอย่าง กลัวอยู่อย่างเดียว คือ กลัวผี สามีไม่ต้องพูดถึง ไม่กลัวเลย ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก ผมพยายามที่จะอธิบายเหตุผลว่า ยังไงสักวันหนึ่ง เราก็จะต้องเป็นผี ยังไงเราก็ต้องไปเป็นพวกเขาพวกที่เรากลัวนั่นเอง ทำไมไปรีบกลัวเขาก่อน เพราะว่าต้องพบกันแน่วันหนึ่งวันใดข้างหน้า ถ้า สิ่งเหล่านั้นยังมีอยู่และมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรืออะไร ถ้าเรานึกว่าอย่างนี้ความกลัวซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งก็จะลดน้อยลง นั่นเป็นลักษณะที่ถือได้ว่า จิตใจของเราน่าจะเป็นส่วนสำคัญ น่าจะเป็นส่วนที่เป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะหาทางให้เราอยู่ดีแล้วก็มีสุข ก่อนที่จะเป็นร่างกาย นั่นเป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความคิดเห็นของผมว่า ถ้าถามว่าจิตใจกับร่างกายส่วนไหนที่จะสำคัญก่อน ข้อสรุปของผมคิดว่าจิตใจมาก่อน บางครั้งอาจจะบอกว่าใกล้เคียงกัน แต่จิตใจจะเป็นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราพูดกันถึงเรื่องโรคมะเร็ง พอบอกว่าเป็นโรคนี้ทุกคนหงอยกันหมดเลย บางคนใจไม่สู้แล้ว แต่ถ้าใจสู้รักษาให้ดี ก็อยู่ต่อได้หลายปี เพื่อนผมเป็นกันหลายคน บางคนก็ใจไม่สู้ ก็ไปก่อน บางคนใจสู้ก็อยู่ได้จนทุกวันนี้ นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า จิตใจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้การรักษาพยาบาลโรคร้ายสามารถที่จะช่วยให้เขาดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ถ้าส่วนนี้เราไม่ได้รับการดูแล คงไม่ได้ครบวิธีการรักษา ผมขอเรียนตรงนี้ว่า เหมือนกับการที่เราได้ให้การรักษา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการใช้รังสี ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการใช้ยา แต่ว่าส่วนทางด้านจิตใจนั้น ถ้าเราไม่ได้ดูแล คนไข้คงจะไม่ได้รับการดูแลที่สมบูรณ์ ฝากตรงนี้ไว้กับท่านทั้งหลายด้วย

ความอยู่ดีมีสุข ที่ผมอยากจะพูดในวันนี้ คงจะเกี่ยวกับเรื่องของแนวคิดหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขออัญเชิญแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเพิ่มเติมในวันนี้ มาพูดกันถึงเรื่องของความสมดุลทางกาย ทางใจ ความพอเพียงซึ่งถือว่าเป็นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำมาใช้ ถือได้ว่าเป็นอีกอันหนึ่งที่จะให้การดำเนินชีวิตของเราอยู่ในฐานะที่อยู่ดีมีสุขได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปขวนขวายมากมาย จนในบางครั้งมีทั้งเงินและมีทั้งอำนาจ แต่ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ดีมีสุขได้ แต่ถ้าหากว่าเรามีความพอเพียงไม่ดิ้นรนจนมากเกินไป เราคงจะสามารถอยู่ดีมีสุขกันได้ต่อไป

ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ต้องถือว่าเป็นจุดเริ่มแรกก่อนที่เราจะคิดอะไร จะทำอะไร เราต้องดูเสียก่อนว่า เรายังมีศักยภาพแค่ไหน มีทรัพยากรแค่ไหน ที่จะสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโนชน์ การคิดนั้นคงไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อน ไม่ก้าวกระโดด ไม่ประมาท รู้จักการเลือกสรร และใช้อย่างเหมาะสม มีความพอดี พอเหมาะพอควร หลักการอย่างนี้ผมคิดว่าใช้ได้ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับของบุคคล ครอบครัว ชุมชน ตลอดจนกระทั่งถึงระดับของประเทศ รัฐบาลได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาใช้ในการบริหารงาน เพื่อที่จะให้คนไทยทั้งหลายได้ตระหนักถึงสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์มานั้น ทรงสั่งสมประสบการณ์ของพระองค์ท่าน แล้วนำมาออกมาสรุปเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ คนไทย บางท่านบอกว่า ถ้าเราไปเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาแล้ว เราจะไปฝืนกระแสโลกาภิวัตน์หรือไม่ ผมตอบว่าเราไม่ได้ฝืน แต่เราพิจารณากระแสโลกาภิวัตน์ และนำกระแสโลกาภิวัตน์นั้นมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาวะของบ้านเมืองของเรา เราคงไม่คิดที่จะเข้าไปต่อสู้ แข่งขันในส่วนที่จะต้องมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ผู้ที่คิดอย่างมีเหตุผลที่ดี ผมคิดว่า วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวอันหนึ่งที่เห็นได้ ชัดเจน คือ วิชายูโด ที่จะไม่ใช้พลังของตัวเองมากจนเกินไป แต่จะใช้พลังของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายเรา นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ถือได้ว่า เราถนอมกำลังของเราไว้ แต่ว่าไปนำพลังของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการป้องกันตัวของเรา ฉะนั้นการแข่งขันอะไรที่ค่อนข้างรุนแรง และทำให้เราไม่มีความสุข ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีพอ จะทำให้สูญเสียโอกาสที่ดีของเราไป

มีผู้ที่กล่าวถึงวิถีชีวิตของคนทางตะวันตกว่า เขามีชีวิตเพื่อการทำงาน หมายถึงว่า ได้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อการทำงาน แต่ถ้าเราจะทำงานเพื่อชีวิตของเราได้ไหม ก็ทำได้ คือทำงานให้พอเพียง ทำงานให้ชีวิตของเราพอที่จะอยู่ดีมีสุข เป็นมุมมองที่กลับกันว่า ทุ่มเทชีวิตของเราไปกับการทำงาน เราก็คิดว่าอายุสัก 50 กว่า ๆ จะไปแสวงหาความสุข แต่พอไปถึงตรงจุดนั้น ในบางครั้ง ก็ทำไม่ได้แล้ว มีหลาย ๆ คนที่ทุ่มเทชีวิตไปกับการทำงาน แต่ไม่ได้ทำงานเพื่อชีวิตของเราเอง บางครั้งครอบครัวไม่ได้รับการดูแลอย่างดีมากนัก

นั่นเป็นเรื่องที่อยากจะเสนอต่อท่านทั้งหลายว่า ในชีวิตของคนเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำ ถ้าเราเลือกทางเดินของเราได้ และทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีเหมาะกับสภาพของเราเอง เราก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างดีและมีสุขได้ ในทางการแพทย์ ผมคิดว่าท่านมีข้อมูลที่ ชัดเจน ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องทางพระ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนเราทุกคนนั้นไม่มีอะไรที่เหมือนกัน ดูทำท่าว่าจะเหมือน เหมือนกับใบไม้ในป่า ถ้าหยิบขึ้นมาแล้วทุกใบไม่มีเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นในสังคมของเรา ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะเลือกทางเดินได้ จงเลือกทางเดินที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเราเองให้มากที่สุด ในฐานะที่เราคิดกันว่า สังคมที่อยู่ดีมีสุข ต้องมองที่ตัวเราเสียก่อน ในศาสนาพุทธได้พูดถึงในส่วนนี้ว่า เรามองตัวเราเองอย่างไร เราพิจารณาตัวเราเองอย่างไรก่อนที่จะไปถึงบุคคลอื่น ถ้าเราปรับปรุงตัวเราเองให้ดี ให้อยู่ในฐานะที่พร้อม ก็สามารถที่จะไปเอื้อเฟื้อและ ไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ คำว่า "ประโยชน์สุข" เป็นคำที่มีมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศาสนา ในศาสนาสอนให้เราทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่เป็นความสุข ก็เริ่มจากตัวของเราเอง แล้วไปสู่บุคคลอื่นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือสังคม นั่นเป็นแนวทางที่ถือได้ว่า เราจะสามารถสร้างสังคมของเราให้อยู่ดีมีสุขได้ต่อไปในอนาคต ผมได้พูดเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา มาค่อนข้างมาก แต่แน่นอนบางท่านในที่นี้ เท่าที่ผมทราบมีแพทย์จำนวนมากแล้วที่ได้ศึกษาทางด้านการทำสมาธิ ทางด้านศาสนา คงเห็นด้วยกับผมว่า จิตใจมีส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง ผมเคยมีเพื่อนเป็นหมออาสาสมัครมาทำงานที่ชายแดน เป็นคนอเมริกันได้มาทำงานที่ค่ายผู้อพยพ วันหนึ่งได้มาคุยกับผมและได้มาปรับทุกข์บอกว่า เสียใจที่รักษาเด็กชาวกัมพูชาที่บาดเจ็บและผ่าตัด แต่ว่าเด็กไม่รอด เขาได้มานั่งบ่นอยู่กับผม ผมก็บอกว่า คุณได้ทำดีที่สุดแล้ว คุณไม่ได้เป็นพระเจ้า คุณไม่สามารถ ที่จะไปให้เด็กรอดชีวิตขึ้นมาได้ เขาก็รู้สึกคลายความหนักอกหนักใจ เขาบอกคำพูดของผมที่ว่า อย่าไปทำตัวเป็นพระเจ้า ทำให้เขาเบาใจลงไปมาก นั่นเป็นส่วนที่ผมคิดว่า พวกท่านทั้งหลายเผชิญกับ สิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำและสิ่งที่ดีที่สุด คือการที่จะสงบจิตใจของเราลง และทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว เต็มความสามารถของเรา พยายามอย่างที่สุดแล้ว ส่วนที่เหลือทางพระท่านบอกว่า เป็นกรรมของสัตว์โลก ท่านก็จะสบายใจ แต่ขอให้ทำให้เต็มที่

ปัญหาในปัจจุบันเรามีปัญหาจากแนวคิดทางตะวันตก ที่จะมีการฟ้องร้องแพทย์มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิจารณากันให้รอบคอบ แต่สิ่งที่ผมอยากให้สังคมของเรามีความแตกต่างในส่วนนี้คือ การแสดงความเอื้อเฟื้อของท่านทั้งหลาย แสดงน้ำใจที่มีเมตตาต่อคนไข้ตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งท่านได้รับการอบรมสั่งสอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมเพียงแต่นำเรื่องนี้มา เพราะว่าในปัจจุบันสถานการณ์ในด้านของแนวคิดทางตะวันตก แนวคิดโลกาภิวัตน์ที่ผมว่าเริ่มระบาดเข้ามาสู่ประเทศไทย ในการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากแพทย์ต่าง ๆ ที่ให้การดูแลไม่ดีในความคิดของคนไข้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเราเริ่มจากทางด้านจิตใจเสียตั้งแต่เบื้องต้น แสดงความเอื้อเฟื้อ แสดงความเอาใจใส่ และทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถของเรา ผมว่าสถานการณ์ของบ้านเราจะไม่เหมือนกับในสหรัฐฯ ที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเป็นจำนวนมาก โดยที่ผู้ที่ได้เปรียบที่สุด ผมคิดว่าไม่พ้นทนายความ เป็นผู้ที่ได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง ยิ่งในสหรัฐฯ ยิ่งได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากในกรณีที่สามารถจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากแพทย์ได้ นั่นเป็นลักษณะที่ผมคิดว่าเป็นสังคมที่เขาไม่ได้มองในเรื่องของความเอื้อเฟื้อ ไม่ได้มองในเรื่องของจิตใจมากนัก ถ้าเราสามารถที่จะดำเนินการตรงส่วนนี้ได้ ท่านจะแก้ปัญหาที่กำลังจะตามแนวคิดทางตะวันตกตรงนี้ไปได้

ผมคิดว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอกล่าวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ไว้เพียงเท่านี้ และขอเปิดการประชุมวิชาการประจำปีของชมรมศัลยแพทย์มะเร็ง เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ บัดนี้ และขออวยพรให้การจัดงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ทุกประการ ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท ชาญกว้าง / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ