สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
8 ตุลาคม 2556

วันนี้ (วันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2556) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


กฎหมาย


  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยบัตรประจำตัวครอบครัวของผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 และการเรียกบัตรประจำตัวครอบครัวคืน พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดท่าหรือที่สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดนและด่านศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวม 4 ฉบับ
  8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีบางฉบับ พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

    เศรษฐกิจ - สังคม


  11. เรื่อง การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
  12. เรื่อง การขอความเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากเดิมแข่งขันเป็นประจำทุกปีเป็นแข่งขัน 2 ปี ต่อครั้ง
  13. เรื่อง ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2557-2559
  14. เรื่อง การรายงานผลการดำเนินงานมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ปี 2557 มาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2556/57 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/57 ตามมติคณะรัฐมนตรี
  15. เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL)
  16. เรื่อง ขออนุมัติหลักการเพื่อปรับอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างรายเดือนนักการภารโรงและบุคลากรอื่น ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จ้างด้วยงบดำเนินงานให้เทียบเท่าการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ
  17. เรื่อง การใช้อัตราข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากผลการเกษียณอายุราชการเพื่อบรรจุบัณฑิตครูคืนถิ่นตามโครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี
  18. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และขอยกเลิกโครงการขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA
  19. เรื่อง การโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ให้กับสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)
  20. เรื่อง ผลการประชุมหารือแนวทางการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย
  21. เรื่อง ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 11/2556 เรื่อง ขอแก้ไขแผนรายประมาณการโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน (ถนนซอยวัดมะขาม - วัดโบสถ์ แยกทางหลวงหมายเขต 346 ตำบลกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดประทุมธานี) ของกรมทางหลวง

    ต่างประเทศ


  22. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ และ United Nation Conference on Trade and Development (UNCTAD) ว่าด้วยความร่วมมือด้านนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ
  23. เรื่อง การรับรองอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยการจัดการสารปรอท
  24. เรื่อง ปฎิญญาบันดาร์เสรีเบกาวันว่าด้วยโรคไม่ติดต่อในอาเซียน
  25. เรื่อง การรับรองร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ
  26. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน
  27. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านการศึกษา
  28. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำเอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยโครงการความร่วมมือของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตร
  29. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำแถลงข่าวร่วมว่าด้วยแผนระยะยาวในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย - จีน ในโอกาสที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
  30. เรื่อง ขออนุมัติการลงนามความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม 4 โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาธารณรัฐประชาชนจีน
  31. เรื่อง ท่าทีประเทศไทยต่อระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS)
  32. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่จะมีการรับรองหรือลงนามระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23

    แต่งตั้ง


  33. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    2. รัฐบาลสาธารณรัฐแซมเบียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
    3. รัฐบาลสาธารณรัฐเซเนกัลเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
    4. แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ (เพิ่มเติม)
    5. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) ทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    6. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)

เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
โทร. 0 2280-9000
สำนักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมตามพระราชบัญญัตินี้ต้องมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วิชาการ ศิลปะ คุณค่าทางจิตใจ หรือผลงานควรค่าแก่การรักษาไว้ และต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กำหนดโดยสิทธิในมรดกทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องขึ้นทะเบียนต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  2. กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กำหนดองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการอื่น และองค์ประชุม
  3. กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ประจำจังหวัด และกำหนดอำนาจหน้าที่
  4. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
  5. กำหนดให้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วให้สิทธิได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมตามที่กำหนด
  6. กำหนดให้ชุมชนหรือสภาวัฒนธรรมซึ่งมีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว หากจะขอรับการคุ้มครองและส่งเสริม ให้จัดทำโครงการและแผนงานเสนอต่อนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  7. กำหนดให้นายทะเบียนดำเนินการเรียกเงินที่ให้การอุดหนุนนั้นคืนเมื่อเห็นว่าชุมชนหรือสภาวัฒนธรรมไม่ได้ดำเนินการตามโครงการและแผนงานและมีลักษณะที่ไม่สุจริต

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น
  2. กำหนดวัตถุประสงค์ ภาระหน้าที่ การแบ่งส่วนงาน หลักเกณฑ์การจัดตั้ง การรวม และ การยุบเลิกส่วนงาน การรับสถานศึกษาอื่นเข้าสมทบ และอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
  3. กำหนดให้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะประกันตนด้วยความสมัครใจ
  4. กำหนดให้มหาวิทยาลัยมีรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินกองทุนที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้นและรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุน รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และให้อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้จากการซื้อหรือแลกเปลี่ยนไม่ถือเป็นที่ ราชพัสดุและให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย และในกรณีที่รัฐบาลปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดให้แก่ข้าราชการ ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย
  5. กำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาให้มหาวิทยาลัย และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรีโดยให้เป็นไปตามระเบียบที่ สภามหาวิทยาลัยกำหนด
  6. กำหนดให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการซึ่งเลือกจากกรรมการสภาวิชาการและพนักงานมหาวิทยาลัยตามที่กำหนด กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษา กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย และให้มีสำนักงานสภามหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
  7. กำหนดให้มีสภาวิชาการ สภาคณาจารย์ คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการบริหารงานบุคคล และคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ โดยให้องค์ประกอบ ที่มาของกรรมการ อำนาจหน้าที่เป็นไปตามที่กำหนด และให้จำนวนคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนการประชุมเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
  8. กำหนดให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
  9. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาและการประเมินการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย
  10. กำหนดหลักเกณฑ์ ระบบบัญชี การตรวจสอบทางบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงานของอธิการบดี และให้อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนงานตามที่กำหนด เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย
  11. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณและรายได้ การดำรงตำแหน่ง และคณะกรรมการต่าง ๆ ส่วนราชการ การโอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัย ตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนระเบียบข้อบังคับ หรือประกาศที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ เป็นต้น

3. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยบัตรประจำตัวครอบครัวของผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 และการเรียกบัตรประจำตัวครอบครัวคืน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบว่าด้วยบัตรประจำตัวครอบครัวของผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 และการเรียกบัตรประจำตัวครอบครัวคืน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดนิยามของคำว่า "ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1" "บัตรประจำตัว" และ "ครอบครัว"
  2. กำหนดให้บัตรประจำตัวนี้มีไว้เพื่อให้ครอบครัวของผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ใช้แสดงตนขอรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของทางราชการเช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ กรณีกระทำการร่วมรบกับสหประชาชาติ ณ ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี
  3. กำหนดให้เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ถูกเรียกเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 คืน ให้อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นของรัฐ แล้วแต่กรณี เป็นผู้รับผิดชอบในการเรียกบัตรประจำตัวคืนแล้วให้นำส่ง มท. เพื่อดำเนินการต่อไป

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

กค. เสนอว่า เพื่อเป็นการรองรับด่านศุลกากรแห่งใหม่ ณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) และเพื่อให้กฎกระทรวงกำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และ ด่านศุลกากรฯ ครอบคลุมบริเวณที่มีการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในปัจจุบัน จึงเห็นควรออกกฎกระทรวงฯ กำหนดเพิ่มเขตศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน ของด่านศุลกากรเชียงของและด่านศุลกากรบึงกาฬ โดยแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง กำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร พ.ศ. 2553 ด้วยเหตุผล ดังนี้

  1. ด่านศุลกากรเชียงของ
    • ตามที่รัฐบาลได้มีโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมพรมแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย และ สปป. ลาว ณ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับโครงการดังกล่าว จึงสมควรกำหนดให้ด่านศุลกากรเชียงของเป็นท่าหรือที่สำหรับนำของเข้าหรือส่งของออก หรือสำหรับส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า หรือของที่มีทัณฑ์บน ประกอบกับกรมทางหลวงยังมิได้ส่งมอบพื้นที่ในการจัดสร้างที่ทำการด่านศุลกากรเชียงของแห่งใหม่ ณ บริเวณโครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) จังหวัดเชียงราย ให้แก่กรมศุลกากร จึงมีความจำเป็นต้องใช้ที่ทำการปัจจุบันในการปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรในระหว่างที่ทำการด่านศุลกากรแห่งใหม่ยังไม่อาจทำการก่อสร้างและเปิดใช้งานได้ เพื่อเป็นการจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในการนำของเข้า การส่งของออก และการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้าหรือของที่มีทัณฑ์บน ประกอบกับเพื่อเป็นประโยชน์ในด้าน Logistics and Supply Chain อันเป็นการรองรับเส้นทาง R3A ตามกรอบการดำเนินโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-Regional Economic Cooperation) และเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง กำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดนและด่านศุลกากร พ.ศ. 2553 โดยแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้
      • 1.1 "ด่านศุลกากร" เห็นควรใช้ที่ทำการปัจจุบันในระหว่างที่ทำการด่านศุลกากรแห่งใหม่ยังไม่อาจเปิดใช้งานได้ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เลขที่ 66 หมู่ที่ 2 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
      • 1.2 "เขตศุลกากร" เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิม อีก 1 จุด โดยกำหนดให้บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ในฝั่งไทย เป็น "เขตศุลกากร" เพิ่มเติมจากกฎกระทรวงฯ ฉบับปัจจุบัน
      • 1.3 กำหนด "ด่านพรมแดน" เพิ่มเติมในร่างกฎกระทรวงฯ รวมเป็น 4 จุด ได้แก่ (1) ท่าเรือบั๊ค (2) ท่าเรือเชียงของ (3) ท่าเรือผาถ่าน (4) สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย)
      • 1.4 กำหนด "ทางอนุมัติ" เพิ่มเติมในร่างกฎกระทรวงฯ รวมเป็น 4 จุด (1) ทางถนนจากท่าเรือบั๊ค ไปตามถนนลงท่าเรือบั๊ค จนบรรจบถนนสายกลางเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายกลางผ่านวัดพระแก้ว และ วัดหลวงจนบรรจบถนนเทศบาล ซอย 5 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเทศบาล ซอย 5 ถึงด่านศุลกากรเชียงของ (2) ทางถนนจากท่าเรือเชียงของไปตามถนนลงท่าเรือเชียงของ จนบรรจบถนนสายกลาง เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายกลางผ่านวัดพระแก้วและวัดหลวง จนบรรจบถนนเทศบาล ซอย 5 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเทศบาล ซอย 5 ถึงด่านศุลกากรเชียงของ (3) ทางถนน จากท่าเรือผาถ่าน ไปตามถนนลงท่าเรือผาถ่าน (ถนนเทศบาล ซอย 5 และถนนเทศบาล ซอย 7) ถึงด่านศุลกากรเชียงของ (4) ทางถนนจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ในฝั่งไทยไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1356 จนบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1020 เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินเลขที่ 1020 ผ่านวัดเวียงดอนไชย (ศรีดอนไชย) จนบรรจบถนนเทศบาล ซอย 5 เลี้ยวขวาไปตามถนนเทศบาล ซอย 5 ถึงด่านศุลกากรเชียงของ
  • ด่านศุลกากรบึงกาฬ
  • เนื่องจากที่ทำการด่านศุลกากรบึงกาฬปัจจุบันตามกฎกระทรวงกำหนดท่าหรือที่สนามบิน ศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2555 ตั้งอยู่บริเวณท่าแพขนานยนต์ เลขที่ 125 หมู่ที่ 2 ถนนบึงกาฬ-พันลำ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีการใช้บริเวณหน้าด่านศุลกากรเก่า ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 90 หมู่ที่ 2 ถนนบึงกาฬ-พันลำ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ หรือท่าเรือโดยสารระหว่างอำเภอเมืองบึงกาฬ-เมืองปากซัน เป็นจุดผ่านแดนถาวรระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (อำเภอเมืองบึงกาฬ-เมืองปากซัน) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2535 เนื่องจากท่าเรือโดยสารที่ด่านศุลกากรเก่าตั้งอยู่ใกล้ตัวเมือง บึงกาฬมากกว่าท่าแพขนานยนต์ จึงมีความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการในการข้ามแดนมากกว่า และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้บริการข้ามแดน และเพื่อให้การบริการและการควบคุมทางศุลกากรครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนอีกทั้งเป็นการเตรียมความความพร้อมรองรับ AEC จึงเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง กำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร พ.ศ. 2553 ดังนี้

    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดท่าหรือที่ เขตศุลกากร ลักษณะการที่ให้กระทำ ทางอนุมัติ ด่านพรมแดนของด่านศุลกากรเชียงของและด่านศุลกากรบึงกาฬ


    5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ ดังนี้

    1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
    2. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแบ่งส่าวนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ ตช. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยให้ดำเนินการประกาศใช้บังคับเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาตามข้อ 1 มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว

    สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวง

      แก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 มาตรา 5 ดังนี้

      พระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2552 ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ที่ขอแก้ไข
      มาตรา 5 ส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      ฯลฯ
      ข. กองบัญชาการหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      ฯลฯ

      (22) กองบัญชาการตรวจสันติบาล มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      ฯลฯ
      (ฉ) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศตามอำนาจหน้าที่

      ฯลฯ

      มาตรา 5 ส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      ฯลฯ

      ข. กองบัญชาการหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      ฯลฯ

      (22) กองบัญชาการตรวจสันติบาล มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      ฯลฯ

      (ฉ) ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยสัญชาติและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศตามอำนาจหน้าที่

      ฯลฯ

      2. แก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ข้อ 3 ดังนี้

      ร่างกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2552

      ร่างกฎกระทรวงฯ ที่ขอแก้ไข ข้อ 3 ส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
      มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

      ข้อ 3 ส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
      มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ฯลฯ ฯลฯ 2. กองบัญชาการ 2. กองบัญชาการ ฯลฯ ฯลฯ (14) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (14) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ก) กองบังคับการอำนวยการ
      มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (ก) กองบังคับการอำนวยการ
      มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ฯลฯ ฯลฯ (8) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และกฎหมายอื่นที่ให้มีอำนาจหน้าที่หรือดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ (8) ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยสัญชาติและกฎหมายอื่นที่ให้อำนาจหน้าที่หรือดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ ฯลฯ (ข) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (ข) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ดำเนินงานเกี่ยวกับงานด้านการข่าวของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในเขตอำนาจการรับผิดชอบ 1) ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการข่าวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในเขตอำนาจการรับผิดชอบ ฯลฯ ฯลฯ (ค) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 มีอำนาจหน้าที่
      ดังต่อไปนี้ (ค) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 มีอำนาจหน้าที่
      ดังต่อไปนี้ 1) ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการข่าว
      เฉพาะด้าน ตลอดจนงานการข่าวอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้ายสากล งานการข่าวระหว่างประเทศ ตลอดจนการประสานงานการข่าวระหว่างประเทศ 1) ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการข่าวเฉพาะด้าน งานการข่าวอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้ายสากล งานการข่าวระหว่างประเทศ ตลอดจนการประสานงานการข่าวระหว่างประเทศ ฯลฯ

      ฯลฯ (จ) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 4 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (จ) กองบังคับการตำรวจสันติบาล 4 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ดำเนินการเกี่ยวกับงานวางแผน กำหนด

      หัวข้อข่าว รวบรวม จัดเก็บวิเคราะห์ประมวลผลและประเมินสถานการณ์ข่าวกรอง รวมถึงงานการผลิตและกระจายข่าวกรองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1) ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดำเนินการเกี่ยวกับงานวางแผน กำหนดหัวข้อข่าว รวบรวม จัดเก็บวิเคราะห์ ประมวลผล และประเมินสถานการณ์ข่าวกรอง รวมถึงงานการผลิต และกระจายข่าวกรองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ฯลฯ


    6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ ในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พ.ศ. ....

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ ในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

    กค. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า

    1. ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สน. 1148 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่ทั้งแปลงประมาณ 296 ไร่ 1 งาน 00 ตารางวา ได้มาโดยการครอบครองและใช้ประโยชน์ของรัฐบาลมาแต่เดิม ซึ่งใช้ประโยชน์ในราชการของกรมป่าไม้ ศูนย์วิจัยผลิตผลป่าไม้จังหวัดสกลนคร เพื่อศึกษาและวิจัยการปลูกคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่ดินจึงมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ
    2. ปัจจุบันกรมป่าไม้ไม่ประสงค์ที่จะใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าว (บางส่วน) เนื้อที่ประมาณ 191 ไร่ 3 งาน 55.8 ตารางวา และไม่ประสงค์จะสงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์เช่นนั้นอีกต่อไป เนื่องจากได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ในส่วนที่เกี่ยวข้องสรุปเป็นผลงานเรียบร้อยแล้ว และไม่มีแผนงานศึกษาวิจัยในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีมีจำนวนไม่มากทำให้ไม่สามารถบำรุงรักษาหรือทำการศึกษาวิจัยต่อยอดได้ จึงส่งคืนที่ราชพัสดุให้กรมธนารักษ์ กค. เพื่อนำไปใช้ประโยชน์
    3. กค. โดยกรมธนารักษ์พิจารณาแล้วเห็นสมควรนำที่ราชพัสดุไปจัดหาประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามนโยบายของรัฐบาล และตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุแต่ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ จำเป็นต้องดำเนินการขอถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะนำไปจัดหาประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุต่อไป

    สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

    กำหนดให้ถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สน. 1148 เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 296 ไร่ 1 งาน 00 ตารางวา โดยมีเนื้อที่ถอนสภาพประมาณ 191 ไร่ 3 งาน 55.8 ตารางวา ในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้


    7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวม 4 ฉบับ

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ ดังนี้

    1. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ.....
    2. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. ....
    3. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. .... และ
    4. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

    รวม 4 ฉบับ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้เห็นชอบด้วยและยืนยันให้ดำเนินการต่อไป

    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

    1. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
      • 1.1 กำหนดให้สำนักงานกิจการยุติธรรมมีภารกิจเกี่ยวกับนโยบายและการพัฒนากระบวนการยุติธรรม โดยการศึกษา วิจัย การประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายและนำผลให้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

      • 1.2 ยกเลิกกองงานคณะกรรมการยุติธรรมแห่งชาติ และกำหนดให้มีกองงานคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ

      • 1.3 กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหารในสำนักงานกิจการยุติธรรม ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

      • 1.4 แก้ไขเพิ่มเติมให้สำนักงานเลขานุการกรม และกองงานคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 4)
    2. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. ....
      • 2.1 ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2551

      • 2.2 กำหนดให้กรมคุมประพฤติมีภารกิจเกี่ยวกับการคุมประพฤติผู้กระทำผิด ทั้งเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

        2.3 กำหนดให้แบ่งส่วนราชการกรมคุมประพฤติ ประกอบด้วย ราชการบริหารส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานเลขานุการกรม กองกิจการชุมชนและบริการสังคม กองบริหารทรัพยากรบุคคล กองแผนงานและสารสนเทศ กองพัฒนาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สำนักงาน คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 - 5 สำนักพัฒนาการคุมประพฤติ และราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัด

      • 2.4 กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหารในกรมคุมประพฤติ ขึ้นตรงต่ออธิบดีกรมคุมประพฤติ มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
    3. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. ....
      • 3.1 ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2551

      • 3.2 กำหนดให้กรมบังคับคดีมีภารกิจเกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำสั่งศาล การชำระบัญชีตามคำสั่งศาล การวางทรัพย์และการประเมินราคาทรัพย์สิน และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

      • 3.3 กำหนดให้แบ่งส่วนราชการกรมบังคับคดี ประกอบด้วย ราชการบริหารส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานเลขานุการกรม กองติดตามและเฉลี่ยทรัพย์สินในคดีล้มละลาย กองบังคับคดีล้มละลาย 1 - 6 กองบริหารการคลัง กองบริหารทรัพยากรบุคคล กองพัฒนาระบบการบังคับคดีและประเมินราคาทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 - 6 สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานบังคับคดีจังหวัด

      • 3.4 กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหารในกรมบังคับคดี ขึ้นตรงต่ออธิบดีกรมบังคับคดี มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
  • ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

    8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายสังคมและกฎหมาย) ในคราวประชุม ครั้งที่ 7/2556 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ประธานกรรมการเสนอ ที่มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ โดยให้ใช้บัญชีแนบท้ายค่าตอบแทนดังกล่าวตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

    สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

    ยกเลิกบัญชีค่าตอบแทนของกรรมการปฏิรูปกฎหมายท้ายพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2554

    ทั้งนี้ เพื่อให้ยึดโยงและสอดคล้องกับอัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2555


    9. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีบางฉบับ พ.ศ. ....

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีบางฉบับ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

    สาระสำคัญของร่างระเบียบ

    กำหนดให้ยกเลิก

    1. ระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช 2485
    2. ระเบียบว่าด้วยการให้รางวัลแก่ผู้ที่คิดค้นหรือประดิษฐ์ของใหม่ขึ้นใช้ราชการ
    3. ระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบล พุทธศักราช 2491
    4. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2510
    5. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2511
    6. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2517
    7. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2521
    8. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2529
    9. ระเบียบการจ่ายเงินค่าทดแทนและการพิจารณาบำเหน็จความชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2532
    10. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2512
    11. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2516
    12. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2521
    13. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2522
    14. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525
    15. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2532
    16. ระเบียบว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษสำหรับการสู้รบในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ( ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2536
    17. ระเบียบว่าสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2521
    18. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับผู้กระทำความดีความชอบอันเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ประเทศชาติและประชาชน พ.ศ. 2530
    19. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนพัฒนาชนบท พ.ศ. 2535
    20. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนพัฒนาชนบท (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2536
    21. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนพัฒนาชนบท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2538
    22. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนพัฒนาชนบท (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2539
    23. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดงานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรม 2537 พ.ศ. 2535
    24. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดงานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรม 2537 พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537
    25. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดงานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรมโลก (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2538
    26. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดงานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรมโลก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2538
    27. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินงานโครงการพัฒนาพิเศษตามข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2536
    28. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินงานโครงการพัฒนาพิเศษตามข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540
    29. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2537
    30. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายทางการเกษตร พ.ศ. 2539
    31. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายทางการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548
    32. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2544
    33. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546
    34. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548
    35. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2546
    36. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2550
    37. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาและการส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2550

    10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

    ทั้งนี้ สธ. เสนอว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ได้บัญญัติบทนิยามคำว่า " วิชาชีพเภสัชกรรม" หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุงและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ รวมทั้งดำเนินการปรุงยาและการขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา นั้น ไม่สอดคล้องกับภารกิจที่เภสัชกรปฏิบัติ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติดังกล่าวยังไม่ได้มีการกำหนดเรื่องอายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไว้ด้วย ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สภาเภสัชกรรมมีเครื่องมือเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรมมีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในการให้บริการด้านวิชาชีพแก่ประชาชนและเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้สภาเภสัชกรรมปรับปรุงข้อมูลของสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "วิชาชีพเภสัชกรรม" และเพิ่มเติมการกำหนดอายุของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่น ๆ ให้สอดคล้องกัน

    สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

    1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "วิชาชีพเภสัชกรรม" ให้มีความหมายครอบคลุมถึงการปรุงและ จ่ายยาตามใบสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ
    2. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรมในการออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม เรื่องการต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต>
    3. แก้ไขเพิ่มเติมให้มีการต่ออายุใบอนุญาต โดยกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
    4. เพิ่มเติมอัตราค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาต
    5. กำหนดบทเฉพาะกาล เพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ที่มีตามกฎหมายเดิมโดยกำหนดให้ใบอนุญาตที่มีอยู่เดิมใช้บังคับต่อไปได้อีก 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

    เศรษฐกิจ - สังคม


    11. เรื่อง การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้

    1. รับทราบการขยายระยะเวลาการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (พ.ร.ก.) ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หลังจากปีงบประมาณ 2555 วงเงินประมาณ 26.2550 ล้านบาท
    2. อนุมัติการขยายระยะเวลาการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินกู้ พ.ร.ก. ตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง 2555 หลังจากปีงบประมาณ 2556 ดังนี้
      • 2.1 โครงการวิจัยสู่ภาคเอกชน ณ โครงการพัฒนาที่ดินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วงเงิน 23.9050 ล้านบาท โดยให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงิน พ.ร.ก. ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2557
      • 2.2 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพส่วนราชการ (รายการก่อสร้างศูนย์กีฬาและนันทนาการ) ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศธ. วงเงิน 139.20 ล้านบาท โดยให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงิน พ.ร.ก. ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2557
      • 2.3 โครงการขยายวิทยาเขตราชบุรีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (รายการก่อสร้างหอประชุม 1 หลัง) วงเงิน 14.9571 ล้านบาท และโครงการเพิ่มศักยภาพสวนอุตสาหกรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (รายการก่อสร้างอาคารวิจัยและนวัตกรรม) วงเงิน 72 ล้านบาท ของ ศธ. โดยให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงิน พ.ร.ก. ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 และ 31 ธันวาคม 2556 ตามลำดับ
      • 2.4 โครงการก่อสร้างอาคารสิรินธรเพื่อดูแลผู้สูงอายุ วงเงิน 699.70 ล้านบาท และโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากร ด้านสาธารณสุข วงเงิน 3.9761 ล้านบาท ของสภากาชาดไทย โดยให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงิน พ.ร.ก. ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2557 และ 31 ธันวาคม 2557 ตามลำดับ
      • 2.5 รายการก่อสร้างของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำนวน 28 รายการ วงเงิน 323.9227 ล้านบาท เบิกจ่ายถึงระหว่างเดือนธันวาคม 2556 - เดือนกรกฎาคม 2557 ตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการและอนุมัติการยกเลิกรายการก่อสร้างของ สธ. และนำวงเงินกู้ดังกล่าวรวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายในสาขาเศรษฐกิจต่อไป
      • 2.6 เงินสำรองจ่ายและค่าประกันผลงานที่จะต้องเบิกจ่ายหลังการดำเนินโครงการแล้วเสร็จจึงไม่สามารถเบิกจ่ายได้ภายในปีงบประมาณ 2556 โดยให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายจนกว่าการเบิกจ่ายรายการดังกล่าวจะแล้วเสร็จ
    3. อนุมัติการยกเลิกโครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่โครงการหลวงประจำปี 2555 ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 9,911,500 บาท และนำวงเงินกู้ดังกล่าวรวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายในสาขาเศรษฐกิจต่อไป
    4. จัดสรรเงินสำรองจ่ายเพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า k ) ดังนี้
      • 4.1 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จำนวน 6 รายการ วงเงิน 21,764,096.37 บาท
      • 4.2 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สธ. จำนวน 4 รายการ วงเงิน 1,465,954 บาท

    12. เรื่อง การขอความเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากเดิมแข่งขันเป็นประจำทุกปี เป็นแข่งขัน 2 ปี ต่อครั้ง

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากเดิมแข่งขันเป็นประจำทุกปี เป็นแข่งขัน 2 ปี ต่อครั้ง ตามที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ

    สาระสำคัญของเรื่อง

    กก รายงานว่า

    1. ในการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ ครั้งที่ 5/2556 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ที่ประชุมมีมติมอบให้การกีฬาแห่งประเทศไทยพิจารณาทบทวนการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากเดิมแข่งขันเป็นประจำทุกปี เปลี่ยนเป็นแข่งขัน 2 ปี ต่อครั้ง เพื่อให้นักกีฬาได้มีเวลาในการเตรียมตัวแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันกีฬาในและต่างประเทศหลายรายการทำให้การเตรียมตัวของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อมรวมถึงงบประมาณในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันฯ
    2. ในการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6/2556 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยกับมติของคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการกีฬาและนันทนาการของ กก. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 (ข้อ 1.) ที่ให้เปลี่ยนแปลงการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จากเดิมแข่งขันเป็นประจำทุกปีเป็นแข่งขัน 2 ปีต่อครั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนไป ซึ่งมีการแข่งขันกีฬาหลายรายการทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา มีเกมส์การแข่งขันฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระดับนานาชาติ เช่น
      • ปี พ.ศ. 2548 การแข่งขันเอเชี่ยนอินเดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1
      • ปี พ.ศ. 2551 การแข่งขันเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 1
      • ปี พ.ศ. 2552 การแข่งขันเอเชี่ยนมาเชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 1
      • ปี พ.ศ. 2552 การแข่งขันเอเชี่ยนยูธเกมส์ ครั้งที่ 1

    13. เรื่อง ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2557-2559

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2557-2559 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ต่อไป

    สาระสำคัญของทิศทางยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 2 ทิศทาง ได้แก่

    1. ทิศทางยุทธศาสตร์ "นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง" ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 1 : เร่งรัดขยายการดำเนินงานการป้องกันที่รอบด้าน ด้วยชุดบริการที่ได้มาตรฐานบนฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและมีความละเอียดอ่อนเรื่องเพศภาวะและเพศวิถี ให้ครอบคลุมประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และคาดว่าจะมีจำนวนการติดเชื้อฯ รายใหม่มากที่สุด
      • ยุทธศาสตร์ที่ 2 : เร่งรัดขยายการดำเนินงานให้การปกป้องทางสังคมและปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมทางกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการป้องกันและการดูแลรักษา
      • ยุทธศาสตร์ที่ 3 : เพิ่มความร่วมรับผิดชอบและเป็นเจ้าของร่วมในระดับประเทศ จังหวัดและท้องถิ่น ในการขยายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของประเทศ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 4 : พัฒนาระบบข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในทุกระดับ
    2. ทิศทางยุทธศาสตร์ "การผสมผสานและบูรณาการให้มาตรการและแผนงานปัจจุบันมีคุณภาพ เข้มข้นและมีความยั่งยืน" ประกอบด้วย 1 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ 5 : ยกระดับคุณภาพมาตรการและแผนงาน ที่มีอยู่เดิมให้เข้มข้นและบูรณาการในแผนงานต่าง ๆ ประกอบด้วย
      • (1) การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเมื่อแรกเกิด (มี 2 วัตถุประสงค์ และ 3 มาตรการ)
      • (2) การป้องกันการติดเชื่อเอชไอวีในกลุ่มเด็กและเยาวชน (มี 3 วัตถุประสงค์ และ 4 มาตรการ)
      • (3) การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามันแบบบูรณาการ (มี 1 วัตถุประสงค์ และ 3 มาตรการ)
      • (4) การบริการโลหิตปลอดภัย (มี 2 วัตถุประสงค์และ 3 มาตรการ)
      • (5) การรักษา การดูแล และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (มี 2 วัตถุประสงค์ และ 4 มาตรการ)
      • (6) การดูแลและช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากเอดส์ (มี 1 วัตถุประสงค์ และ 3 มาตรการ)
      • (7) การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ (มี 2 วัตถุประสบค์ และ 4 มาตรการ)
      • (8) การสื่อสารสาธารณะ (มี 1 วัตถุประสงค์ และ 2 มาตรการ)

    การบริหารยุทธศาสตร์ ฯ มีกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้งระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาคผ่านคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ที่จะทำหน้าที่ในการผลักดัน สนับสนุน และกำกับทิศทางการให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์บรรลุสู่เป้าหมายที่กำหนด ภายใต้หลักการสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยการเคารพ คุ้มครอง และเติมเต็มสิทธิที่พึงมีพึงได้รับ และมีความเท่าเทียมทางเพศ ประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยการทำงานเอดส์ในมิติใหม่ที่ก้าวข้ามจากการเป็นโรคและความเจ็บป่วยไปสู่การส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มุ่งเน้นเป้าหมานที่ชัดเจน ด้วยประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีการติดตามการทำงานร่วมกันของภาคีทุกภาคส่วน และการสร้างภาวะผู้นำและการเป็นเจ้าของ ด้วยการร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานเอดส์ การจัดหาทรัพยากรเพียงพอ ต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนการเสริมสร้างพลัง และภาคีการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์จัดโครงสร้างการบริหารยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ษ. 2557-2559 ด้วยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในระดับประเทศและคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในระดับจังหวัดและ กทม. และเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการและการบูรณาการการทำงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน (Joint KPls) พร้อมกับจัดทำแผนพัฒนาระบบข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และการติดตามประเมินผลระดับประเทศ และการประมาณการค่าใช้จ่ายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานในการระดมทรัพยากรให้เพียงพอต่อการดำเนินงานที่จะสนับสนุนการดำเนินงานทั้งโดยภาครัฐและภาคประชาสังคม และมีความต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมถึงการยุติปัญหาเอดส์ในระยะต่อไป


    14. เรื่อง การรายงานผลการดำเนินงานมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ปี 2557 มาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2556/57 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/57 ตามมติคณะรัฐมนตรี

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ปี 2557 มาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2556/57 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 ตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ

    สาระสำคัญของผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 23 กันยายน 2556 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ประชาคม และออกใบรับรองให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว ในปี 2556/57 มีดังนี้

    1. ยางพารา
      • 1.1 เกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 575,241 ครัวเรือน
      • 1.2 รับขึ้นทะเบียนและบันทึกในระบบสารสนเทศเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราแล้ว จำนวน 216 ,413 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 3,141,572 ไร่ พื้นที่เปิดกรีด 2,536,380 ไร่
      • 1.3 ส่งรายชื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่เปิดกรีดระดับตำบลดำเนินการแล้ว จำนวน 3,792 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 43,767 ไร่ พื้นที่เปิดกรีด 38,435 ไร่
    2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
      • 2.1 เกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 135 ,849 ครัวเรือน พื้นที่ 2,425,810 ไร่ ผลผลิต 1,735,427 ตัน
      • 2.2 เกษตรกรผ่านประชาคม จำนวน 28 ,584 ครัวเรือน พื้นที่ 583, 073 ไร่ ผลผลิต 404,530 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 21.04 ของจำนวนครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน)
      • 2.3 ออกใบรับรอง 23, 038 ครัวเรือน พื้นที่ 441,827 ไร่ ผลผลิต 306, 332 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 80.60 ของจำนวนครัวเรือนที่ผ่านการประชาคม)
    3. ข้าว
      • 3.1 เกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 2,343,824 ครัวเรือน พื้นที่ 41,899,080 ไร่ ผลผลิต 17,854,708 ตัน
      • 3.2 เกษตรกรผ่านประชาคม จำนวน 38,799 ครัวเรือน พื้นที่ 853,333 ไร่ ผลผลิต 483,086 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 1.66 ของจำนวนครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน)
      • 3.3 ออกใบรับรอง 19,289 ครัวเรือน พื้นที่ 398,139 ไร่ ผลผลิต 239,073 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 49.72 ของจำนวนครัวเรือนที่ผ่านการประชาคม)
    4. ปัญหาและอุปสรรค
      • การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราตามโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ
      • 1.1 เกษตรกรที่เพาะปลูกยางพารายังขาดความเข้าใจ ในเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากในการรับขึ้นทะเบียนครั้งแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 ให้สิทธิ์เฉพาะเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น ทำให้ในระยะแรกของการประกาศรับขึ้นทะเบียน เกษตรกรบางส่วนไม่สามารถใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้ และไม่มาขอขึ้นทะเบียน
      • 1.2 เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามีการแยกครัวเรือน เพื่อรับสิทธิ์จากการเข้าร่วมโครงการ ทำให้จำนวนเกษตรกรและพื้นที่ที่จะได้รับสิทธิ์เข้ารับการช่วยเหลือมีจำนวนมากขึ้น อาจส่งผลต่อวงเงินช่วยเหลือเกษตรกร ที่อาจจะสูงกว่าที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
      • 1.3 การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราทำการบันทึกเลขที่บัญชี ธ.ก.ส. เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงนั้น อาจเกิดความผิดพลาดในการบันทึกได้ เนื่องจากระบบการบันทึกข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่มีระบบตรวจสอบความถูกต้องของเลขที่บัญชี ซึ่งอาจส่งผลให้การโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรมีความผิดพลาด หรือล่าช้าได้
    5. การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าว ตามมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/57 เกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าว ปีการผลิต 2556/57 ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จะไม่สามารถมาขึ้นทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลในปีนี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 อาจเกิดปัญหาการร้องเรียนของเกษตรกรในส่วนที่เสียผลประโยชน์ได้
      • แนวทางแก้ไข

      • การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราตามโครงสร้างแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ
        • 1.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ขยายขอบเขตการได้รับสิทธิ์ให้กับเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่เอกสารสิทธิ์ และพื้นที่ครอบครองหรือราชการให้ใช้ประโยชน์ 46 รายการ ตามหนังสือกรมป้าไม้ ที่ ทส 1602.5/5527 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555
        • 1.2 กรณีมีข้อสงสัยในเรื่องการใช้สิทธิ์ในที่ดินประเภทต่าง ๆ ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบระดับจังหวัด
        • 1.3 กรณีเกษตรกรที่มีการปลูกยางพาราในพื้นที่นอกเหนือเอกสารทั้ง 46 รายการของกรมป่าไม้ สำหรับพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชดูแลเนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้คณะอนุกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ปลูกยางพารา มีมติเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตรรวบรวมรายชื่อแจ้งหน่วยงานทั้งสอง (กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) ตรวจสอบต่อไป
        • 1.4 กรณีการแยกครัวเรือนให้ยึดหลักทะเบียนเกษตรกรเดิมในการคัดกรอง และตรวจสอบความเป็นเกษตรกร หากต้องการแยกครัวเรือนเนื่องจากแยกครอบครัวไปทำกินต่างหากแล้ว จะต้องมีการแยกทะเบียนราษฎร์ และมีเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นเป็นผู้รับรอง เป็นต้น
        • 1.5 กรณีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ทำการบันทึกเลขที่บัญชี ธ.ก.ส. กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขอความร่วมมือกับ ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่ตรวจสอบเลขที่และประเภทบัญชีธนาคารในขั้นตอนการบันทึก ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ส่วนกลางต้องมีการตรวจสอบเลขที่บัญชีให้ตรงกับชื่อผู้ใช้สิทธิ์ก่อนการโอนเงินให้เกษตรกรทุกครั้งพร้อมทั้งแจ้งผลการโอนเงินให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทันทีที่โอนเงินเสร็จสิ้น
  • การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวตามมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 ในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีหนังสือแจ้งจังหวัดต่าง ๆ เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์เงื่อนไขให้กับเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการทราบอย่างทั่วถึง

    15. เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

    1. อนุมัติให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) ให้กับกรมสรรพากร กค. สำหรับโครงการพัฒนาระบบยื่นรายงานประกอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (Summary Table) วงเงิน 988,570,000 บาท (วงเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7) โดยให้กรมสรรพากรดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐที่มีงบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีโครงการใดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบใด ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดด้วย
    2. อนุมัติให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้ DPL ให้กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กค.สำหรับโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและจัดทำกฎหมายลำดังรองที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 วงเงิน 10,700,000 บาท (วงเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7)
    3. อนุมัติให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้ DPL ให้กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กค. สำหรับโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnerships : PPPs) วงเงิน 26,750,000 บาท (วงเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7)
    4. อนุมัติให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้ DPL ให้กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กค.สำหรับโครงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้และรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมในการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPPs Model) สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง วงเงิน 26,750,000 บาท (วงเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7)

    โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจะพิจารณารายละเอียดค่าใช้จ่ายโครงการอีกครั้งในขั้นตอนการอนุมัติจัดสรรเงินกู้เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ DPL เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม


    16. เรื่อง ขออนุมัติหลักการเพื่อปรับอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างรายเดือน นักการภารโรง และบุคลากรอื่น ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จ้างด้วยงบดำเนินงานให้เทียบเท่าการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ในคราวประชุม ครั้งที่ 9/2556 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการเสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบในหลักการเพื่อปรับอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างรายเดือน นักการภารโรง และบุคลากรอื่น ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จ้างด้วยงบดำเนินงาน ให้เทียบเท่าการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ซึ่งสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เพื่อรองรับการปรับดำเนินการดังกล่าวแล้ว จำนวน 3,300.8208 ล้านบาท

    2. ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่/ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างรายวัน/รายเดือน ในลักษณะจ้างเหมา ประเมินถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของจำนวนลูกจ้างให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน และเสนอให้คณะกรรมการระดับชาติเพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสมของค่าตอบแทนของผู้บริหารและบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ พิจารณาความเหมาะสมในภาพรวม โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน และภาระงบประมาณในระยะยาว


    17. เรื่อง การใช้อัตราข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากผลการเกษียณอายุราชการเพื่อบรรจุบัณฑิตครูคืนถิ่นตามโครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายสังคมและกฎหมาย) ในคราวประชุม ครั้งที่ 7/2556 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ประธานกรรมการเสนอ ที่มีมติอนุมัติหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ใช้อัตราข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากผลการเกษียณอายุราชการในทุกปีงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป เพื่อรองรับการบรรจุนักศึกษาทุนพระราชทาน "บัณฑิตครูคืนถิ่น" โครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี เท่าจำนวนนักศึกษาทุนที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา ให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูสังกัด สพฐ. ในโรงเรียนที่อยู่ในโครงการกองทุนการศึกษา หรือโรงเรียนเครือข่ายในภูมิลำเนาท้องถิ่นของตนเอง ตามเงื่อนไขข้อผูกพันของโครงการฯ โดยให้รายงานจำนวนอัตราเกษียณอายุราชการที่ต้องใช้ในการบรรจุนักศึกษาทุนพระราชทานในแต่ละปีการศึกษา ให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) รับทราบด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ทันต่อการบรรจุนักศึกษาทุนพระราชทานเป็นการเฉพาะเท่าจำนวนที่จะใช้ในการบรรจุในแต่ละปีงบประมาณ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ โดยยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 เรื่องมาตรการบริหารกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2552-2556) และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

    สาระสำคัญของเรื่อง

    ศธ. รายงานว่า

    1. เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จเจ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษาร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น คัดเลือกนักศึกษาที่เป็นศิษย์เก่า และหรือผู้ที่มีภูมิลำเนาใกล้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนครูและกำลังศึกษาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ปีที่ 4 และปีที่ 5 ให้ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน และให้ทุนการศึกษาพระราชทาน โดยมีเงื่อนไขให้กลับไปสอนหนังสือในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาที่มีปัญหาการขาดแคลนครู สำนักงานโครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี จึงขอความร่วมมือขอโอกาสให้นักศึกษาทุนพระราชทานดังกล่าว ด้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในโรงเรียนที่อยู่ในโครงการกองทุนการศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ประกอบกับ สพฐ. มีโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล บนเกาะ และภูเขา ประสบปัญหาครูขอย้ายออกเนื่องจากไม่ใช่บุคคลในท้องถิ่นและไม่สะดวกในการเดินทาง ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ข้อมูลโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ มีดังนี้

    ประเภท จำนวนสถานศึกษาจำแนกตามพื้นที่ (โรง) รวมพื้นที่พิเศษ (โรง)
    เสี่ยงภัย กันดาร มีชนกลุ่มน้อย ชายแดน พระราชดำริ บนภูเขา บนเกาะ
    ประถมศึกษา 951< 538 27 266 102 108 34 2,026
    ขยายโอกาสทางการศึกษา 191 255 31 84 54 87 10 712
    มัธยมศึกษา 52 6 - 55 62 11 8 194
    การศึกษาพิเศษ 9 1 - - - - - 10
    รวมทั้งสิ้น 1,203 800 58 405 218 206 52 2,942

    โครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรีจึงเป็นโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการครูของโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล หาบุคคลไปบรรจุได้ยาก ทำให้ได้บุคคลในท้องถิ่นกลับไปบรรจุเป็นข้าราชการครู เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเด็กในท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเองให้ได้มีความเจริญ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชุมชน สังคมและประเทศชาติในโอกาสต่อไป

    2. เพื่อสนองต่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่นห่างไกลกันดาร และช่วยเหลือให้เยาวชนได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีแล้วกลับไปรับใช้ถิ่นกำเนิดในภูมิลำเนาของตนเองเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด เด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดารและขาดแคลน ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาให้ได้มีงานทำ ลดปัญหาการขาดแคลนครูกรณีครูขอย้ายออกจากถิ่นทุรกันดารห่างไกล เพราะไม่ใช่บุคคลในท้องถิ่น ประกอบกับปัจจุบันส่วนราชการยังคงมีสภาพความขาดแคลนอัตรากำลังข้าราชการครูอยู่ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในถิ่นห่างไกล ทุรกันดารตามรอยตะเข็บชายแดน บนเกาะ ภูเขา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีอัตรากำลังข้าราชการครูให้เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอนเพื่อ มิให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนามาตรฐานทางการศึกษา และเป็นการสนองต่อพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการกองทุนการศึกษา สพฐ. จึงมีความจำเป็นในการขอใช้อัตราข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากผลการเกษียณอายุราชการในทุกปีงบประมาณไว้รองรับการบรรจุนักศึกษาทุนพระราชทาน "บัณฑิตครูคืนถิ่น" โครงการกองทุนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี เท่าจำนวนนักศึกษาทุนที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา ให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูสังกัด สพฐ. ในโรงเรียนที่อยู่ในโครงการกองทุนการศึกษา หรือโรงเรียนเครือข่ายในภูมิลำเนาท้องถิ่นของตนเอง


    18. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และขอยกเลิกโครงการขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ในคราวประชุม ครั้งที่ 10/2556 เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการเสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบในหลักการแนวทางการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ HSPA ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ โดยมีรูปแบบการให้บริการขายส่งบริการ (Wholesaler) และผู้ให้บริการขายต่อบริการ (Reseller) บนเทคโนโลยี HSPA เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้บริการรายเดิมและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจสื่อสารไร้สายของ กสท ให้สามารถแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม รวมทั้งเร่งฟื้นฟูฐานะการเงินเพื่อให้องค์กรอยู่ได้แม้ไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทาน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เพื่อพลิกฟื้นฐานะการเงิน ปี 2556-2560 ซึ่งคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) มีมติเห็นชอบแผนดังกล่าวแล้ว

    2. อนุมัติให้ยกเลิกโครงการขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA ส่วนภูมิภาค มูลค่า 3,800 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 อนุมัติให้ดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากหมดความจำเป็นจากการที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เลือกใช้ระบบ HSPA แทนระบบ CDMA ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่

    3. ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในฐานะกระทรวงเจ้าสังกัด ตรวจสอบการดำเนินโครงการดังกล่าวของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และตรวจสอบข้อเท็จจริงของการดำเนินโครงการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ HSPA รวมทั้งจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงของโครงการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด

    4. ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปดำเนินการ รวมทั้งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตรวจสอบรายละเอียดของสัญญา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ กสท และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ


    19. เรื่อง การโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ให้กับสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556 ต่อไป ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) เสนอ

    สาระสำคัญของเรื่อง

    สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณ ของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย

    1. อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และระบบสุขาภิบาล จำนวน 15 รายการ

    2. ครุภัณฑ์ จำนวน 396 รายการ (ประเภท)

    3. สัญญาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หนังสือค้ำประกันสัญญา พร้อมทั้งการรับประกันผลงานตามสัญญา จำนวน 6 สัญญา

    4. สิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดแเปลงทะเบียนหมายเลขที่ ชม. 1745 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 335 ไร่ - งาน - ตารางวา


    20. เรื่อง ผลการประชุมหารือแนวทางการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ ผลการประชุมหารือแนวทางการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย ที่หน่วยงานได้ตกลงร่วมกัน ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอ ดังนี้

    สาระสำคัญของเรื่อง

    ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำ และอุทกภัย (กบอ.) ได้มีการประชุมหารือแนวทางการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2556 โดยที่ประชุมได้ยึดหลักจากแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553 - 2557 "บทว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย" ใช้ประกอบการกำหนดแนวทางในการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย โดยแบ่งเป็น 4 แนวทาง ดังนี้

    1.ในภาวะปกติ ในการปฏิบัติงานรายวัน ให้หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทกศาสตร์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร แจ้งข่าวสาร ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงทั่วไปที่อาจมีผลสืบเนื่องหรือนำไปสู่ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนทราบ ห้ามนำเสนอข้อมูลในลักษณะแสดงความคิดเห็นเว้นแต่เป็นความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือนักวิชาการที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ

    2. ในการเฝ้าระวัง เมื่อมีเหตุที่อาจมีผลสืบเนื่องหรือนำไปสู่ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินด้านภัยที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำ

    2.1 ให้ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รับผิดชอบในการจัดประชุมและการแจ้งข่าวร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการติดตามสถานการณ์น้ำ ณ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) โดยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อการเฝ้าระวัง ได้แก่ ประกาศหรือข้อมูลที่มุ่งหมายให้หน่วยงานองค์กร หรือประชาชนเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำ

    2.2 ให้มีขั้นตอนการเฝ้าระวัง โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทกศาสตร์ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศ สถานการณ์ฝน สภาพดิน เฝ้าระวังระดับและคุณภาพน้ำในเขื่อน น้ำในแม่น้ำ น้ำใต้ดิน น้ำทะเล โดยส่งข้อมูลดิบและข้อมูลที่ได้ -วิเคราะห์แล้วเข้าคลังข้อมูล ที่สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เพื่อเชื่อมข้อมูลกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ให้ทุกหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกัน

    2.3 ให้จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อการเฝ้าระวังดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    3 การแจ้งเตือนภัย เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินด้านภัยที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำ ให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) โดย คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และสำนักงานนโยบาย -และบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ เป็น Command Center เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินสถานการณ์ภัยจากข้อมูลในคลังข้อมูลของหน่วยงานเฝ้าระวัง หากคาดว่าจะมีผลกระทบรุนแรง (ขั้นวิกฤต) จะแจ้งให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ และผ่านกระทรวงมหาดไทย (จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) เพื่อนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อการแจ้งเตือนภัยดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชน และเครือข่ายหน่วยเผชิญเหตุทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    โดย ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อการแจ้งเตือนภัยได้แก่ ประกาศ คำสั่ง หรือหลักเกณฑ์ใด ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ที่เป็นการกำหนดให้หน่วยงาน องค์กร หรือ ประชาชนต้องปฏิบัติตามเพื่อการป้องกันหรือระงับยับยั้งความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ให้มีการจำแนกระดับความรุนแรงของภัยเป็น 4 ระดับ คือ

    3.1 อุทกภัยความรุนแรงระดับ 1 (สาธารณภัยขนาดเล็ก) คือ อุทกภัยที่มีพื้นที่ประสบภัยในเขตอำเภอหนึ่ง ๆ อยู่ในขีดความสามารถของอำเภอ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคุมสถานการณ์และบริหารจัดการระงับภัยได้โดยลำพัง โดยให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    3.2 อุทกภัยความรุนแรงระดับ 2 (สาธารณภัยขนาดกลาง) คือ อุทกภัยที่มีความรุนแรงเกินขีดความสามารถของ อำเภอ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคุมสถานการณ์และบริหารจัดการระงับภัยได้โดยลำพัง แต่ยังอยู่ในความสามารถของศูนย์อำนวยการส่วนหน้าจังหวัดควบคุมสถานการณ์และบริหารจัดการระงับภัยได้ โดยให้จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    3.3 อุทกภัยความรุนแรงระดับ 3 (สาธารณภัยขนาดใหญ่) คือ อุทกภัยที่เกิดผลกระทบรุนแรงกว้างขวางมีพื้นที่เสียหายเป็นบริเวณกว้างเกินขีดความสามารถของจังหวัดควบคุมสถานการณ์ และบริหารจัดการระงับภัยได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์พิเศษ กำลังสนับสนุนระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วน เพื่อตอบโต้เหตุฉุกเฉินบรรเทาภัย โดย

    1) ให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการ เป็นองค์กรรับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยที่เกิดขึ้นจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    2) ให้ศูนย์อำนวยการร่วมการป้องกันและสาธารณภัยแห่งชาติ (ศอร.ปภ.ช.) รับข้อมูล ข้อเท็จจริง การเฝ้าระวัง ผลการพยากรณ์ ข้อมูลเตือนภัย จากคลังข้อมูลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) (Command Center) แจ้งให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติ แห่งชาติแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบให้เฝ้าระวังและเตรียมรับสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆ และ ผ่านกระทรวงมหาดไทย (จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) เพื่อนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริง -เพื่อการแจ้งเตือนภัยดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชน และเครือข่ายหน่วยเผชิญเหตุทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    3.4 อุทกภัยความรุนแรงระดับ 4 (สาธารณภัยขนาดร้ายแรงอย่างยิ่ง) คือ อุทกภัยเกิดผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่ง ระดับวิกฤตการณ์ มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจของประชาชนจำนวนมากอย่างร้ายแรง เป็นอุทกภัยที่เกินขีดความสามารถของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการ จะควบคุมสถานการณ์ แก้ไข ระงับภัยได้

    1) ให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการเป็นองค์กรรับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยที่เกิดขึ้นจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    2) ให้ ศอร.ปภ.ช. รับข้อมูล ข้อเท็จจริง การเฝ้าระวัง ผลการพยากรณ์ ข้อมูลเตือนภัย จากคลังข้อมูลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) (Command Center) แจ้งให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบให้เฝ้าระวังและเตรียมรับสถานการณ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ และ ผ่านกระทรวงมหาดไทย (จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) เพื่อนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริง -เพื่อการแจ้งเตือนภัยดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชน และเครือข่ายหน่วยเผชิญเหตุทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    4.การยกเลิกสถานการณ์ เมื่อภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินด้านภัยที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำ กลับเข้าสู่ภาวะปกติให้ผู้รับผิดชอบแต่ละระดับภัยประกาศยกเลิกสถานการณ์ และให้จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงการประกาศยกเลิกสถานการณ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงต่อไป

    ซึ่งสรุปเป็นแนวทางในการให้ข่าวสาธารณะและการเตือนภัย ได้ดังนี้

    ภาวะปกติ ภาวะวิกฤต: ระดับความรุนแรงของอุทกภัย
    รายวัน อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ประเทศ
    1. การให้ข่าว (แจ้งข่าวสาร) สบอช./สสนก./ศภช./ชป./ทน./อต./อท./ปภ. ศภช.
    สบอช.
    ศภช.
    สบอช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    2. การเฝ้าระวัง สบอช./ศภช. ศภช.
    สบอช.
    ศภช.
    สบอช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    3. การแจ้งเตือนภัย - ศภช. ศภช. ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    4.การยกเลิกสถานการณ์ - ศภช. ศภช. ศภช.
    บก.ปภ.ช.
    ศภช.
    บก.ปภ.ช.

    หมายเหตุ:จังหวัด อำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา นำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงต่อไป


    21. เรื่อง ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 11/2556 เรื่อง ขอแก้ไขแผนรายประมาณการโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน (ถนนซอยวัดมะขาม - วัดโบสถ์ แยกทางหลวงหมายเลข 346 ตำบลกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดประทุมธานี) ของกรมทางหลวง

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 11/2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเสนอขอแก้ไขแผนรายประมาณการโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน (ถนนซอยวัดมะขาม - วัดโบสถ์ แยกทางหลวงหมายเลข 346 ตำบลกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี) ของกรมทางหลวง จากเดิม ถนนซอยวัดมะขาม - วัดโบสถ์ แยกทางหลวงหมายเลข 346 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 1,930 เมตร (ยกระดับถนนสูงขึ้น 0.6 เมตร) วงเงิน 41.143 ล้านบาท แก้ไขเป็น ถนนซอยวัดมะขาม - วัดโบสถ์ แยกทางหลวงหมายเลข 346 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี (ก่อสร้างแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กกั้นน้ำจากถนนซอยวัดมะขามถึงคลองวัดโบสถ์ 1,936 เมตร และยกระดับถนนติวานนท์บริเวณทางเข้าท่าเรือปทุมธานี 400 เมตร) วงเงิน 10.32 ล้านบาท ซึ่งหลังจากการแก้ไขแผนรายประมาณการโครงการฯ จะมีเงินคงเหลือ 30.823 ล้านบาท ให้กรมทางหลวงส่งเงินเหลือจ่ายคืนสำนักงบประมาณ (สงป.) และให้สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) พิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์วิธีการใช้เงินเหลือจ่าย


    ต่างประเทศ


    22. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ และ United Nation Conference on Trade and Development (UNCTAD) ว่าด้วยความร่วมมือด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และ United Nation Conference on Trade and Development (UNCTAD) ว่าด้วยความร่วมมือด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่มิใช่สารัตถะสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ให้ สวทน. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการแทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
    2. เห็นชอบให้เลขาธิการ สวทน. เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ระหว่าง สวทน. และ UNCTAD

    สาระสำคัญของเรื่อง

    วท. รายงานว่า

    วท. โดย สวทน. มีความประสงค์จะร่วมมือทางวิชาการกับ UNCTAD เพื่อร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ ทบทวนนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 - 2564) และจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนโยบายและแผนดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทยให้เข้มแข็งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) และพลวัตของการค้าและการพัฒนาของโลก จึงได้ยกร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) ร่วมกันว่าด้วยความร่วมมือด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่าง สวทน. และ UNCTAD ว่าด้วยความร่วมมือด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศมีความประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สวทน. และ UNCTAD ซึ่งจะสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของ สวทน. ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้กำหนดให้ สวทน. มีหน้าที่จัดทำร่างนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (กวทน.) เพื่อพิจารณา รวมถึงสนับสนุนและให้คำแนะนำการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและติดตามประเมินผลของนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนประสานและติดตามการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ


    23. เรื่อง การรับรองอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยการจัดการสารปรอท

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส. ) รับรอง (adoption) (1) อนุสัญญามินามาตะฯ (2) เอกสาร ข้อมติ (resolutions ) และ (3) กรรมสารสุดท้าย (the final act of the conference) ในการประชุม Conference of Plenipotentiaries on the Minamata Convention on Mercury ระหว่างวันที่ 10 -11 ตุลาคม 2556 ณ เมือง Kumamoto/Minamata ประเทศญี่ปุ่นโดยจะยังไม่ลงนามในอนุสัญญาฯ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ให้การรับรองเอกสารข้อมติและกรรมสารสุดท้ายอยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

    ร่างอนุสัญญามินามาตะฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์สู่อากาศ แหล่งน้ำ และดิน โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้นการควบคุม ลดและเลิก การผลิตการนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย และการบำบัดหรือกำจัดสารปรอทในแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลก ซึ่งประกอบด้วย 36 ข้อบท และ 5 ภาคผนวก ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

    1. ข้อบทที่ 1-16 เป็นมาตรการควบคุม ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ และเนื้อหาของพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแหล่งอุปทานสารปรอทและการค้า ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบ กระบวนการผลิตที่มีการใช้สารปรอท กิจการเหมืองทองคำขนาดเล็กที่มีการใช้สารปรอท การปลดปล่อยสารปรอทสู่อากาศแหล่งน้ำ และดิน การเก็บกักสารปรอท กากของเสียปรอท และพื้นที่ที่ปนเปื้อนสารปรอท แหล่งเงินทุนและกลไกต่าง ๆ และการเสริมสร้างศักยภาพ การให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
    2. ข้อบทที่ 17-36 เป็นมาตรการสนับสนุน เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการในประเด็น ต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาเพื่อรองรับการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ต่อไป อาทิ การเผยแพร่ข้อมูล ความตระหนัก และการศึกษา การวิจัยพัฒนาและการติดตามผล ประเด็นด้านสุขภาพ แผนการนำไปปฏิบัติ การจัดทำรายงาน การประเมินความมีประสิทธิผล การประชุมรัฐภาคี สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ การระงับข้อพิพาท การพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของอนุสัญญาฯ สิทธิ์ในการลงคะแนน เสียงการลงนาม การให้สัตยาบัน การรับรอง การให้ความเห็นชอบ หรือการภาคยานุวัติ การมีผลบังคับใช้การสงวนสิทธิ และการถอนตัว
    3. ภาคผนวก (Annex) เป็นการแสดงรายการแหล่งที่มีการใช้หรือการปลดปล่อยสารปรอทที่จะมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบ กระบวนการผลิตที่มีการใช้สารปรอท และแผนจัดการระดับชาติในกิจการเหมืองแร่ทองคำขนาดเล็กที่มีการใช้สารปรอท แหล่งที่มีการปลดปล่อยสารปรอทสู่อากาศและกระบวนการอนุญาโตตุลาการและกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
    4. อนุสัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้ใน 90 วัน หลังจากมีประเทศครบ 50 ประเทศ มอบสัตยาบันสาร (ratification) การยอมรับ (acceptance) หรือการให้ความเห็นชอบ (approval ) หรือการภาคยานุวัติ (accession)

    24. เรื่อง ปฎิญญาบันดาร์เสรีเบกาวันว่าด้วยโรคไม่ติดต่อในอาเซียน

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบต่อปฎิญญาบันดาร์เสรีเบกาวันว่าด้วยโรคไม่ติดต่อในอาเซียน ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำหรือประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญ ให้อยู่ในดุลยพินิจของ สธ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
    2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองในปฎิญญาบันดาร์เสรีเบกาวันว่าด้วยโรคไม่ติดต่อในอาเซียน

    ปฏิญญาดังกล่าวฯ มีสาระสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านโรคไม่ติดต่อในภูมิภาคอาเซียน เช่น การลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคไม่ติดต่อ การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้มีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ การคัดกรองผู้ที่เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อให้มีความสะดวกในการค้นหาในระยะแรกและการป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิ เป็นต้น ซึ่งการร่วมรับรองในปฏิญญาฯ จะเป็นส่วนสำคัญในการแสดงถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว


    25. เรื่อง การรับรองร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ซึ่งจะมีการพิจารณาให้การรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23 ณ เนการาบูรไนดารุสซาลาม ระหว่างวันที่ 9 - 10 ตุลาคม 2556

    ร่างปฏิญญาอาเซียนฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านการจัดการภัยพิบัติ ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response : AADMER) และแผนงานการจัดการภัยพิบัติภายใต้กรอบ AADMER พ.ศ.2553 - 2558 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. การสนับสนุนการดำเนินการ AADMER > เต็มรูปแบบ ซึ่งจะเกิดขึ้นในการประชุม ADDMER Partnership เดือนพฤศจิกายน 2556 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
    2. การเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินโครงการภายใต้กรอบ AADMER และให้การดำเนินการในระยะที่ 2 ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด
    3. การขอรับการสนับสนุนจากประเทศคู่เจรจาอาเซียน ภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ ให้ช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินโครงการ AADMER
    4. การกระตุ้นและบังคับใช้ AADMER ในการดำเนินการและพัฒนาที่ยั่งยืนของศูนย์ประสานงานอาเซียนสำหรับให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Center for Humanitarian Assistance on disaster management : AHA Centre)
    5. การกระตุ้นประเทศสมาชิกและองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดการภัยพิบัติ โดยอาศัยการสนับสนุนจากประเทศคู่เจรจาอาเซียน หน่วยงานระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและปรับปรุงการทำงานของระบบเตรียมพร้อมเพื่อบรรเทาภัยพิบัติและตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินของอาเซียนให้มีความรวดเร็วในการฟื้นฟูจากภัยพิบัติและโต้ตอบสถานการณ์ฉุกเฉิน
    6. การสนับสนุนให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อจัดการภัยพิบัติ ( ASEAN Ministerial Meeting on Disaster Management : AMMDM) เพื่อส่งเสริมการร่วมมือของอาเซียนในการจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับนโยบาย
    7. การส่งเสริมความร่วมมืออย่างบูรณาการในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance on Disaster Relief : HADR) ระหว่างกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอาเซียน
    8. การส่งเสริมการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีอาเซียนที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ และความพยายามร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดชุมชนปลอดภัยพร้อมรับมือภัยพิบัติและฟื้นกลับเร็ว โดยใช้ AADMER เป็นกลไกหลักในการปฏิบัติ
    9. การมอบหมายให้กลไกการจัดการภัยพิบัติของภูมิภาคอาเซียน อาทิ AMMDM Conference of the Parties (COP) ACDM และ AHA Centre ทำงานใกล้ชิดกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพันธกิจระยะยาวของการร่วมมือในระดับอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015

    26. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน. >) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมมือด้านพลังงาน
    2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ นี้ ร่วมกับผู้มีอำนาจลงนามของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้
    3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่ผู้ลงนามใน ข้อ 2
    4. เห็นชอบให้ พน. สามารถพิจารณาปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญได้ตามความเหมาะสมก่อนที่จะมีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจีนเดินทางเยือนไทยได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

    สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ สุรปได้ ดังนี้

    1. มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งหวังที่จะทำให้เกิดโอกาสทางการค้าการลงทุนด้านพลังงานในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยคำนึงถึงความสนใจร่วมกันในการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสังคมสำหรับทั้งสองประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ
    2. เป็นกรอบความร่วมมืออย่างกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมสาขาพลังงานต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาและการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน) การผลิตไฟฟ้าและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกที่สะอาด การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความร่วมมืออื่น ๆ ตามที่จะตกลงกันของทั้งสองฝ่าย
    3. ความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้ตามรูปแบบ ได้แก่ การหารือแบบทวิภาคี การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงาน การฝึกอบรม การลงทุนร่วมกันในสาขาพลังงานในทั้งสองประเทศและ/หรือประเทศที่สามที่อยู่ในอุณภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion)
    4. ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน (Joint Working Group) ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกำหนดโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน การจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ วาระ เวลา และสถานที่สำหรับการประชุมคณะทำงานจะจัดขึ้นตามที่แต่ละประเทศจะตกลงกัน โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ และคาดว่าจะจัดการประชุมปีละครั้ง

    27. เรื่อง ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านการศึกษา

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ. ) เสนอ ดังนี้

    1. 1. อนุมัติการจัดทำและลงนามร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง ศธ. และกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านอาชีวศึกษา ทั้งนี้ หากก่อนลงนามมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ให้ ศธ . หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
    2. 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนาม ในบันทึกความเข้าใจฯ ด้านอาชีวศึกษา โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Power ) ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา

    สาระสำคัญของ บันทึกความเข้าใจระหว่าง ศธ.และกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านอาชีวศึกษา เป็นข้อตกลงที่จะร่วมมือกันในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางด้านอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ การแบ่งปันข้อมูลข่าวสารด้านนโยบายการอาชีวศึกษาในระดับรัฐบาล เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนในด้านการพัฒนายุทธศาสตร์ การวางระบบ นโยบายและกลไกเพื่อการอาชีวศึกษา การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอาชีวศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษาของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแลกเปลี่ยนนักเรียน ครู รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมเฉพาะด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการทั้งสองฝ่ายในด้านการฝึกปฏิบัติงาน และความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการกับสถาบันอาชีวศึกษาของนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และนักวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศทุกด้านบนพื้นฐานของความเท่าเทียม และต่างตอบแทน


    28. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำเอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยโครงการความร่วมมือของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตร

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

    1. อนุมัติการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยโครงการความร่วมมือในระดับรัฐบาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยและการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการปรับแก้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงหลักการและสาระสำคัญ ให้กระทรวงคมนาคมสามารถหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
    2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
    3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ ในข้อ 1.
    4. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม ( Full Powers ) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

    สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรไทย และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของไทยในกรอบอาเซียนที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างอาเซียนและมณฑลตอนใต้ของจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการตามข้อตกลงภายใต้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ และส่วนราชการด้านกฎหมาย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อร่วมกันพิจารณาเนื้อหา และถ้อยคำของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้


    29. เรื่อง นุมัติการจัดทำแถลงข่าวร่วมว่าด้วยแผนระยะยาวในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย - จีน ในโอกาสที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

    1. อนุมัติการจัดทำแถลงข่าวร่วมว่าด้วยแผนระยะยาวในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย - จีน ในโอกาสที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Joint Press Statement on Long - Term Program on the Development of Thailand - China Relations Issued on the Occasion of the Official Visit to Thailand of H.E. Mr. Li Keqiang, Premier of the State Council of the People's Republic of China) และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างเอกสารดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรีจีนโดยไม่มีการลงนาม
    2. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของแถลงข่าวร่วมดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพื่อสอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

    30. เรื่อง อนุมัติการลงนามความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม 4 โครงการความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาธารณรัฐประชาชนจีน

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม 4 โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่มีผลกระทบต่อเนื้อหาสาระของร่างความตกลงฯ ฉบับนี้ ให้ วท. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
    2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงฯ

    สาระสำคัญของเรื่อง

    วท. รายงานว่า

    1. วท. ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับ วท.จีน จำนวน 4 โครงการ ได้แก่
      • 1.1 โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม เน้นการวิจัยและพัฒนาระบบราง (Joint Laboratory Program)
      • 1.2 โครงการศูนย์ให้บริการข้อมูลการสำรวจดาวเทียมระยะไกล (Remote Sensing Satellite Data Service Platform)
      • 1.3 โครงการความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer Cooperation)
      • 1.4 โครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ (Talented Young Scientist Visiting Program)
    2. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือใน 4 โครงการ ภายใต้ความตกลงนี้ ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมโดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีของ วท.จีน และปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ วท. แห่งราชอาณาจักรไทยเป็นประธานร่วม และจะจัดตั้งคณะทำงานใน 4 โครงการ ภายใต้ความตกลงนี้ โดยคณะทำงานจะรับผิดชอบการกำหนดแผนงานที่จะดำเนินการหลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการร่วม
    3. เนื้อหาสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่าง วท. แห่งราชอาณาจักรไทยกับ วท. แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายความตกลงดังกล่าวไม่ใช่สนธิสัญญาความกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    31. เรื่อง ท่าทีประเทศไทยต่อระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS)

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอดังนี้

    1. เห็นชอบในหลักการกับการใช้ระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS) เป็นระบบร่วมในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์หมอกควันของประเทศอาเซียนตอนล่าง
    2. เห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียนให้นำประเด็นการแบ่งปันข้อมูลแผนที่พิกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินและแผนที่สัมปทานเข้าระบบ HMS กลับมาพิจารณาในรายละเอียดให้รอบคอบ โดยผ่านกลไกภายใต้ข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีความจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลใด ๆ เข้าระบบ HMS >ต้องนำกลับมาหารือหน่วยงานในประเทศก่อนและจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย/ข้อบังคับของประเทศไทย
    3. หากในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23 มีประเด็นเพิ่มเติมที่ไม่ใช่สาระสำคัญต่อการดำเนินงาน และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

    สาระสำคัญของเรื่อง