สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
6 สิงหาคม 2556

วันนี้ (วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2556) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


กฎหมาย


  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [การกำหนดรายชื่อบริษัทสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์]
  5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ-สังคม


  1. เรื่อง ร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
  2. เรื่อง การเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (พ.ศ. 2556-2560)
  3. เรื่อง ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ของกรมทางหลวง
  4. เรื่อง หลักเกณฑ์ราคากลางการจ้างที่ปรึกษา
  5. เรื่อง มาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ
  6. เรื่อง ขออนุมัติหลักการเพื่อดำเนินการประมูลใบอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ใช้คลื่นความถี่
  7. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการกำหนดหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา

ต่างประเทศ


  1. เรื่อง การเข้าร่วมเป็นสมาชิกคู่สัญญาของไทยในโปรแกรมข้อตกลงความร่วมมือด้านระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ IEA PVPS (International Energy Agency - Photovoltaic Power System) และ การลงนามในข้อตกลงดำเนินการ (Implementing Agreement : IA)
  2. เรื่อง การลงนามในร่างพิธีสารสรุปความตกลงเปิดตลาดทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและ อัฟกานิสถานภายใต้กระบวนการภาคยานุวัติเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของอัฟกานิสถาน
  3. เรื่อง การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา

แต่งตั้ง


  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ สำนักนายกรัฐมนตรี)
    2. แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
    3. แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำเมืองคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร
    4. การถอดถอนและการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์
    5. การเลื่อนฐานะกงสุลกิตติมศักดิ์และการยกฐานะสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน
    6. แต่งตั้งกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ผู้แทนสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย)
    7. แต่งตั้งรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS กรอบแผนงาน IMT-GT และกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Mekong-Japan Economic Minister)
    8. แต่งตั้งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
    9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
    10. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย

เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
โทร. 0 2280-9000
สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

สคก. เสนอว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเสร็จแล้ว โดยได้แก้ไขชื่อร่างพระราชบัญญัติเป็น "ร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ...." เพื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมกับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมและการกำกับดูแลการทวงถามนี้ และปรับปรุงสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติโดยนำข้อสังเกตและความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้ "ผู้ทวงถามหนี้" หมายความว่า ผู้ให้สินเชื่อ หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ให้สินเชื่อหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ และให้ความหมายรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย
  2. กำหนดวิธีปฏิบัติในการทวงถามหนี้ เช่น ผู้ที่ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต้องจดทะเบียน การประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้ กำหนดวิธีการทวงถามหนี้และข้อห้ามในการทวงถามหนี้ เป็นต้น
  3. กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และให้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการทวงถามหนี้ของผู้ทวงถามหนี้
  4. กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม โดยกำหนดให้มีทั้งโทษทางปกครองและโทษทางอาญา

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องกำหนดให้ผู้เข้าเสนอราคาวางหลักประกันก่อนเข้าเสนอราคา โดยพิจารณาจากราคาประเมินทรัพย์สินซึ่งจะต้องนำไปกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดตามประกาศคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นและราคาที่สมควรขายในการขายทอดตลาด
  2. กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เสนอราคาที่ไม่แสดงความจำนงเข้าเสนอราคาและวางหลักประกันก่อนเข้าเสนอราคา ดำเนินการเสนอราคาในการขายทอดตลาดนั้น
  3. เพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เข้าเสนอราคาโดยผู้เสนอราคาต้องไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ไม่มีสิทธิเข้าเสนอราคา
  4. ปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของทะเบียน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและภาระติดพันของทรัพย์ในขั้นตอนการยึดทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  5. ปรับปรุงระยะเวลากรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจอนุญาตให้เลื่อนการชำระราคาส่วนที่เหลือได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากเดิมไม่เกิน 2 ครั้ง ๆ ละไม่เกิน 3 เดือน เป็น "ไม่เกิน สามเดือน"
  6. ปรับปรุงกำหนดเวลาในการชำระเงิน และวิธีการคำนวณค่าปรับเพื่อป้องปรามการประวิงคดี

3. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและ ร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กค. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า โดยที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2552 กำหนดให้ลูกจ้างประจำสามารถขอรับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแล้วแต่กรณีได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพื่อให้ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำนาญพิเศษ รายเดือนสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยเหลือลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้เพียงบางส่วน เนื่องจากยังมีลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนจำนวนมากที่ได้รับบำเหน็จรายเดือนในอัตราต่ำ จึงมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพสมควรกำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนสามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ทั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณ

สาระสำคัญของร่างระเบียบ ฯ เป็นการเพิ่มเติมหมวด 3/3 การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ดังนี้

  1. กำหนดกรณีผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษร+ ายเดือนสามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กค. กำหนด
  2. กำหนดกรณีผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญากู้เงิน จนต้องบังคับเอาสิทธิในบำเหน็จตกทอด ให้ กค. จ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินเท่ากับจำนวนที่ถูกบังคับ แต่ไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ทั้งนี้ การจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินดังกล่าวให้ กค. จ่ายจากงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอด
  3. กำหนดกรณี กค. ได้จ่ายเงินแก่สถาบันการเงิน เนื่องจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญาเงินกู้ ให้ กค. หักจำนวนเงินนั้นออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน หาก กค. ไม่สามารถหักเงินจำนวนดังกล่าวจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดได้ ให้ กค. เรียกเงินคืนจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนหรือจากกองมรดกของผู้นั้น แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กค. กำหนด
  4. กำหนดกรณีที่การกู้เงินตามสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มีการบังคับเอาสิทธิในบำเหน็จตกทอด เมื่อผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเต็มตามจำนวนที่มีสิทธิ แต่หากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายก่อนหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลง แล้วมีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอด ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่เหลือหลังจากที่ กค. ได้หักจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดแล้ว

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [การกำหนดรายชื่อบริษัทสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์]

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [การกำหนดรายชื่อบริษัทสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์] ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณารวมกับร่างพระราชกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการแล้วเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 55 แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

  1. กค. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 331) พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 500) พ.ศ. 2553 ได้กำหนดคำนิยามของผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องเป็นบุคคล ดังต่อไปนี้
    • 1.1 ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    • 1.2 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    • 1.3 ธนาคารแห่งประเทศไทย
    • 1.4 ผู้ซึ่งมอบหมายให้บุคคลตาม 1.1 หรือ 1.2 เป็นตัวแทน หรือนายหน้าในการทำสัญญายืมหรือให้ยืมหลักทรัพย์
    • 1.5 ผู้ซึ่งทำสัญญายืมหรือให้ยืมหลักทรัพย์กับบุคคลตาม 1.1 1.2 หรือ 1.3
  2. โดยที่ ก.ค. ได้เคยเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้มาแล้ว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการแล้ว โดยแก้ไขนิยามคำว่า "ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืม" จากศูนย์รับฝากทรัพย์" เป็น "สำนักหักบัญชี"
  3. การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ ครั้งนี้เป็นการขอให้กำหนด "ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์" เป็นผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เหมือนที่กำหนดไว้ในปัจจุบันตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 331) พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 500) พ.ศ. 2553

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นร่างพระราชกฤษฎีกาที่ กค. เสนอ แตกต่างจาก ร่างพระราชกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการ ดังนี้

ร่าง พรฎ. ที่ ครม. ได้มีมติอนุมัติหลักการ (25 ธ.ค. 55) /td>

ความเห็น สศช. ตามมติ ครม. (25 ธ.ค. 55) ร่าง พรฎ. ที่ กค. เสนอ
ร่างมาตรา 3 กำหนดให้ "ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืม" หมายความว่า ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นบุคคล ดังต่อไปนี้

(1) ...

(2) สำนักหักบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ฯลฯ

ร่างมาตรา 3 กำหนดให้ "ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืม" ควรหมายความรวมถึง บริษัทสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่างมาตรา 3 กำหนดให้ "ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืม" หมายความว่า ผู้ยืมหรือผู้ให้ยืมหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นบุคคล ดังต่อไปนี้

(1) ...

(2) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(3) สำนักหักบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ฯลฯ


5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง กำหนดให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจากเกษตรกรจำนวน 10 คนเป็นกรรมการอยู่ด้วย และในวรรคสองได้กำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต่อมา กษ. ได้ประกาศใช้บังคับระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 แล้ว แต่เนื่องจากประสบปัญหาในการดำเนินการบางประการ ทำให้ไม่อาจแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรได้ ประกอบกับปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นเป็นองค์กรเกษตรกรตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกร พ.ศ. 2554 แล้ว ดังนั้น เพื่อให้สามารถดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงสมควรปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มเติมรายละเอียดของระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

สาระสำคัญของร่างระเบียบฯ

  1. กำหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  2. กำหนดขั้นตอนการคัดสรรและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. กำหนดผู้มีหน้าที่ดำเนินการรับสมัครและคัดสรรเกษตรกรและผู้แทนองค์กรเกษตรกร
  4. กำหนดให้หน่วยงานระดับจังหวัดของหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดสรรเป็นผู้ดำเนินการรับสมัคร แล้วส่งรายชื่อผู้สมัครให้กับหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการคัดสรร
  5. กำหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกผู้ที่ได้รับการคัดสรรต่อจากหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดสรร เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  6. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาเลือกเกษตรกรและผู้แทนองค์กรเกษตรกรจากผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เหลือจำนวน 10 คน และแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรต่อไป

เศรษฐกิจ-สังคม


6. เรื่อง ร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ที่ได้แก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (23 มิถุนายน 2552) ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

ข้อเท็จจริง

กษ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ได้ดำเนินการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ฯ ของสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (23 มิถุนายน 2552 ) ประกอบกับในการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ครั้งที่ 6/2555 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุน ฯ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น ในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ สวก. และใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินกิจการของ สวก. ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546

สาระสำคัญของร่างหลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. กำหนดนิยามคำว่า "สำนักงาน" "คณะกรรมการ" "รัฐมนตรี" "การร่วมทุน"
  2. กำหนดวัตถุประสงค์การร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น
  3. กำหนดลักษณะในการเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น
  4. กำหนดให้การร่วมทุน หากเข้าลักษณะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้สำนักงานปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว
  5. กำหนดวงเงินการเข้าร่วมทุนของ สวก. ในแต่ละปีงบประมาณ
  6. การร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นให้ทำเป็นโครงการ โดยวงเงินการเข้าร่วมทุนต้องไม่เกินร้อยละห้าสิบ ของมูลค่าโครงการและให้อยู่ในอำนาจการอนุมัติ
  7. ในการเข้าร่วมทุน สวก. ต้องจัดให้มีการลงนามในสัญญาการเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น โดย ร่างสัญญาการร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นจะต้องผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ก่อนการลงนามสัญญา
  8. ให้ สวก. ติดตาม กำกับดูแลการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญา โดยให้มีการรายงานผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไขต่อคณะกรรมการ อย่างต่อเนื่อง

7. เรื่อง การเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (พ.ศ. 2556-2560)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (พ.ศ. 2556-2560) ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ โดยให้คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (นพช.) รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ แล้วแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานและจัดทำแผนงานและแผนงบประมาณรองรับการดำเนินงานยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงชาติ (พ.ศ. 2556-2560)

สาระสำคัญของเรื่อง

สมช. รายงานว่า เนื่องจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน (พ.ศ. 2550-2554) ที่เป็นกรอบ แนวทางการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนและจังหวัดชายฝั่งทะเลตามมติคณะรัฐมนตรี (23 มกราคม 2550) ได้สิ้นสุดลง ดังนั้น ในการประชุม นพช. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 นพช. พิจารณาเห็นว่า สถานการณ์ปัญหาและภัยคุกคามความมั่นคงในปัจจุบันเป็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบเก่าและปํญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนและประเทศโดยรวม และครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดทั้งพื้นที่จังหวัดชายแดน จังหวัดชายฝั่งทะเล และพื้นที่จังหวัดชั้นใน จึงให้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ เพื่อใช้แทนยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนดังกล่าว โดยกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ฯ สมช. ได้จัดประชุมระดมความคิดความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัดในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (พ.ศ. 2556-2560) และเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ

สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ประกอบด้วย 6 ประเด็นยุทธศาสตร์รองรับ ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและภูมิคุ้มกันของคน ชุมชน และพื้นที่เป้าหมายอย่างยั่งยืน 2. ยุทธศาตร์การจัดระบบป้องกันเพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน 3. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงในมิติวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการจัดการโดยสันติวิธี 4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านความมั่นคง 5. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศ เพื่อนบ้าน และ 6. ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่มีเอกภาพและประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นพช. พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2556 - 2560) ดังกล่าวและมอบให้ สมช. ประชุมหารือร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดค ามชัดเจนการแบ่งมอบหน่วยดำเนินงานนำยุทธศาสตร์ ฯ ไปสู่การปฏิบัติต่อไป ซึ่ง สมช. ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดงานกำกับดูแลในรายประเด็นยุทธศาสตร์ รวมทั้งได้กำหนด หน่วยงานหลัก / หน่วยงานสนับสนุน รับผิดชอบการดำเนินงานตามแนวทางดำเนินงานในแต่ละข้อของ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์แล้ว


8. เรื่อง ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ของกรมทางหลวง

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมทางหลวงดำเนินการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 แผนงาน : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลผลิตที่ 1 : โครงข่ายทางหลวงได้รับการพัฒนา งบรายจ่ายอื่น กิจกรรมอำนวยการและสนับสนุนการก่อสร้างทางหลวง ค่าใช้จ่ายในการศึกษาและบูรณาการโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษสายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงินผูกพันทั้งสิ้น 70.40 ล้านบาท (ปีดำเนินการ พ.ศ. 2556-2557) ไปใช้ในการดำเนินโครงการศึกษาและสำรวจออกแบบ จำนวน 3 โครงการ ตามที่กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) เสนอ ดังนี้

  1. การศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสำรวจออกแบบรายละเอียดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) วงเงินงบประมาณ จำนวน 37.00 ล้านบาท (ปีดำเนินการ พ.ศ. 2556-2557)
  2. การสำรวจและออกแบบโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงจุดผ่านแดนที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท วงเงินงบประมาณ จำนวน 15.40 ล้านบาท (ปีดำเนินการ พ.ศ. 2556-2557)
  3. การศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสำรวจออกแบบทางเลี่ยงเมืองหนองคายด้านตะวันออก วงเงินงบประมาณ 18.00 ล้านบาท (ปีดำเนินการ พ.ศ. 2556-2557)

สำหรับค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 จำนวน 16 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 54.40 ล้านบาท นั้น ให้กรมทางหลวงขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป


9. เรื่อง หลักเกณฑ์ราคากลางการจ้างที่ปรึกษา

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักเกณฑ์ราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ส่วนราชการ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังได้จัดทำหลักเกณฑ์ราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษาโดยใช้แนวทางตัวคูณอัตราค่าตอบแทนที่ปรึกษา ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0903/ว 99 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 โดยศึกษาทบทวน ความเหมาะสมของอัตราตัวคูณค่าตอบแทน และศึกษา สำรวจ ข้อมูลเงินเดือนพื้นฐาน ของ 5 กลุ่มวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การเงิน และงานวิจัย โดยเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์ราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษา โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แนวทางการใช้อัตราเงินเดือนพื้นฐาน (Basic Salary)
    • ข้อมูลอัตราเงินเดือนพื้นฐาน (Basic Salary) ของ 5 กลุ่มวิชาชีพ ประกอบด้วย กลุ่มวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การเงิน และงานวิจัย โดยแยกระดับวุฒิการศึกษาเป็นระดับ ปริญญาตรี โท และเอก ยกเว้นกลุ่มวิชาชีพสถาปัตยกรรมมีเฉพาะระดับปริญญาตรีที่ประกอบ ธุรกิจที่ปรึกษาที่เป็นนิติบุคคล ประสบการณ์การทำงานของแต่ละกลุ่มวิชาชีพแยกเป็นรายปีตั้งแต่ 5 ปี จนถึง 30 ปี และมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
    • การจัดแบ่งจำนวนปีของประสบการณ์ออกเป็นช่วง ๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่มีความสามารถสูงและมีประสบการณ์ตรงในงานนั้น ๆ แต่มีอายุการทำงานน้อยกว่า สามารถคิดอัตราค่าจ้างเท่ากันหรือมากกว่าคนที่มีอายุการทำงานมากกว่าได้
    • อัตราเงินเดือนพื้นฐานของสาขาอื่น ๆ นอกเหนือจาก 5 กลุ่มวิชาชีพข้างต้น ให้เทียบเคียงจากอัตราเงินเดือนของบุคลากรจากงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
  2. แนวทางการใช้ตัวคูณอัตราค่าตอบแทน (Mark-Up Factor)
    • ตัวคูณอัตราค่าตอบแทน (Mark-Up Factor) มีพื้นฐานมาจากการคิดรวมค่าสวัสดิการสังคม (Social Charges) ค่าโสหุ้ย (Overhead) และค่าวิชาชีพ (Professional Fee) กับเงินเดือนพื้นฐาน (Basic Salary) ของที่ปรึกษา โดยคิดเป็นร้อยละของเงินเดือนพื้นฐาน ซึ่งมีสูตรการคิดดังนี้
    • Mark Up Factor = ((Basic Salary + Social Charges + Overhead)*Fee)/Basic Salary

    • ค่าสวัสดิการสังคม (Social Charges) เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่บริษัทที่ปรึกษาต้องจัดให้แก่ พนักงานประจำอยู่ในรูปสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ และภาระตามกฎหมาย เช่น ค่าจ้างที่บริษัทต้องจ่ายให้ในวันหยุด วันนักขัตฤกษ์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลากิจ และวันลาป่วย เป็นต้น (ร้อยละ 45 ของเงินเดือนพื้นฐาน)

    • ค่าโสหุ้ยของการดำเนินการ (Overhead) เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปของการประกอบธุรกิจ ซึ่งไม่สามารถคิดเป็นของโครงการหนึ่งโครงการใดโดยตรงได้ เช่น เงินเดือนหรือค่าจ้างผู้บริหาร พนักงานธุรการ และพนักงานอื่นๆ ที่ไม่สามารถไปคิดโดยตรงในโครงการได้ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ค่าวิจัยและพัฒนา และค่าประกันทางวิชาชีพ ฯลฯ (ร้อยละ 95 ของเงินเดือนพื้นฐาน)

    • ค่าวิชาชีพที่ปรึกษา (Professional Fee) ร้อยละ 10 ของ (เงินเดือนพื้นฐาน + ค่าสวัสดิการ + ค่าโสหุ้ย)
  3. แนวทางและหลักเกณฑ์ในการคำนวณราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษา
    • การคำนวณค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 2 ส่วนคือ ค่าตอบแทนบุคลากร (Remuneration) และค่าใช้จ่ายตรง (Direct Cost) โดยมีแนวทางและหลักเกณฑ์ ในการคำนวณราคาค่าใช้จ่ายดังนี้
    1. (1) ค่าตอบแทนบุคลากร (Remuneration)
      • 1) โดยทั่วไปจะใช้บุคลากรระดับผู้เชี่ยวชาญ (Key Professional Staff) หลากหลายสาขา ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของโครงการ ในการเสนอโครงการต้องเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญ (Key Professional Staff) ทุกคน
      • 2) ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะใช้เวลาในการทำงานในโครงการแตกต่างกันไป แล้วแต่เนื้องานและปริมาณงานที่แต่ละคนรับผิดชอบXซึ่งจะต้องประมาณการเป็นจำนวนคน-เดือน (Man-Month) จำนวนคน-วัน (Man-Day) หรือจำนวนคน-ชั่วโมง (Man-Hour)
      • 3) ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะมีอัตราค่าตอบแทนต่อเดือน (Billing Rate หรือ Man - Month Rate) เฉพาะของคน ซึ่งอัตราค่าตอบแทนนี้ได้จากอัตราเงินเดือนพื้นฐาน (Basic Salary) คูณด้วยตัวคูณอัตราค่าตอบแทน (Mark Up Factor)
      • 4) ค่าบริการของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในงานโครงการคือ จำนวนเวลาทำงานคิดเป็นจำนวนคน-เดือน (Man - Month) คูณด้วยอัตราค่าตอบแทนต่อเดือน ( Billing Rate)
      • 5) ค่าตอบแทนบุคลากร (Remuneration) ของที่ปรึกษาทั้งโครงการ คือ ผลรวมค่าบริการของที่ปรึกษาแต่ละคนในโครงการรวมกัน
    2. (2) ค่าใช้จ่ายตรง (Direct Cost) คือค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายบุคลากร ที่เกิดขึ้นในการดำเนินโครงการโดยทั่วไปจะประกอบด้วยค่าเช่าสำนักงาน ค่าติดต่อสื่อสาร ค่าเดินทาง ค่าสำรวจสภาพภูมิประเทศ ค่าจัดทำรายงาน ค่าจัดทำเอกสารประกวดราคา ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าที่พักและเบี้ยเลี้ยง ค่าเจาะสำรวจดิน ค่าจัดทำแบบ ค่าจัดประชุมสัมมนา ฯลฯ
    3. ขั้นตอนการคำนวณค่าจ้างที่ปรึกษาทั้งโครงการ
    4. ค่าจ้างที่ปรึกษาทั้งโครงการจะเป็นผลรวมของค่าตอบแทนบุคลากร (Remuneration) และค่าใช้จ่ายตรง (Direct Cost) โดยมีขั้นตอนในการคำนวณราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษาทั้งโครงการดังนี้
      • (1) ขั้นตอนที่ 1 เจ้าของโครงการจะต้องแจกแจงหรือกำหนดวัตถุประสงค์ และขอบเขตการดำเนินงาน
      • (2) ขั้นตอนที่ 2 กำหนดประเภทบุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะเข้าดำเนินการโครงการ
      • (3) ขั้นตอนที่ 3 กำหนดวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ พร้อมกับประเมินระยะเวลาการทำงานของแต่ละคนที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ
      • (4) ขั้นตอนที่ 4 ให้นำอัตราเงินเดือนพื้นฐานของที่ปรึกษาแต่ละคน ( Basic salary) คูณกับตัวคูณ อัตราค่าตอบแทน (Mark-up Factor) และคูณกับระยะเวลาการทำงาน จะได้ค่าจ้างที่ปรึกษาของแต่ละคน ผลรวมค่าจ้างที่ปรึกษาของทุกคนจะเป็นค่าตอบแทนบุคลากร (Remuneration) ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ
      • (5) ขั้นตอนที่ 5 ค่าใช้จ่ายตรง (Direct Cost) เมื่อรวมค่าตอบแทนบุคลากรทั้งโครงการกับค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct Cost) จะได้ค่าที่จ้างที่ปรึกษาทั้งโครงการ
    5. การทบทวนหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางการจ้างที่ปรึกษา
    6. เพื่อให้การกำหนดราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษาสอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป กระทรวงการคลังเห็นสมควรให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษา อัตราเงินเดือนพื้นฐาน และอัตราตัวคูณค่าตอบแทนตามความเหมาะสม โดยดำเนินการอย่างน้อยทุก 5 ปี
    7. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
      • 1) การกำหนดหลักเกณฑ์ราคากลางค่าจ้างที่ปรึกษา ได้ดำเนินการศึกษา สำรวจ ข้อมูลเงินเดือนพื้นฐานกลุ่มวิชาชีพ ที่มีการจ้างที่ปรึกษาในภาครัฐเป็นจำนวนมาก 5 กลุ่มวิชาชีพประกอบด้วย กลุ่มวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และงานวิจัย และมีการศึกษาทบทวนอัตราตัวคูณค่าตอบแทน (Mark Up Factor) ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0903/ ว 99 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพปัจจุบัน ที่ได้มีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนข้าราชการ และสภาวการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม
      • 2) ได้มีข้อกำหนดให้มีการประกาศเปิดเผยราคากลาง รวมทั้งรายละเอียดของการคำนวณราคากลางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้สนใจทั่วไปได้ทราบ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้กระบวนการจัดจ้างที่ปรึกษาของทางราชการ เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายยิ่งขึ้น

      10. เรื่อง มาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

      สาระสำคัญของเรื่อง

      มาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการด้านการส่งออก โดยมีรายละเอียด ดังนี้

      1. มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน

      1.1 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดสัมมนาในประเทศ โดยให้นิติบุคคลสามารถ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ในปีภาษี 2556 และ 2557 สำหรับการจัดสัมมนาภายในประเทศให้แก่ลูกจ้าง ทั้งกรณีที่ดำเนินการเองและกรณีจ้างผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 เฉพาะสำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าจัดการ ค่าขนส่ง ค่าอาหาร ค่าวิทยากร และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กระทรวงการคลัง)

      1.2 มาตรการสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคครัวเรือนที่คุ้มค่าสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคต โดยดำเนินการในรูปแบบของมหกรรมสินค้าประหยัดพลังงานราคาถูก ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐและทุนหมุนเวียนที่มีภารกิจสอดคล้อง (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก กระทรวงพลังงาน หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์)

      2. มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน

      2.1 มาตรการภาษีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สินอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะ สามารถหักค่าเสื่อมในอัตราเร่งที่ร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินในปีแรก และส่วนที่เหลือทยอยหักในระยะเวลา 5 ปี ในการลงทุนในปีภาษี 2556 และ 2557 (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการคลัง)

      2.2 มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) ระยะที่ 2 ผ่านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโดยเปิดรับสมัครผู้ผลิตที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการลงทุนรายใหม่นอกเหนือจาก 5 รายเดิม ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นกว่าระยะแรก และอาจมีการผ่อนคลายเงื่อนไขให้ผู้ผลิตรายเดิมลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเชื่อถือในนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย (กกร.))

      2.3 มาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่เป็นทั้งอาหารและพลังงาน โดยการอำนวยความสะดวกผ่อนปรนกฎระเบียบในการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหาร โรงงานน้ำตาล และโรงงานเอทานอล ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับเกษตรโซนนิ่ง (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพลังงาน)

      2.4 มาตรการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รายเล็ก และรายย่อย ได้แก่

      (1) มาตรการสินเชื่อและค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเร่งรัดการดำเนินการตามโครงการ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ที่ 240,000 ล้านบาทในช่วง 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2558 และโครงการ Productivity Improvement Loan ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ในวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ที่ 20,000 ล้านบาทในช่วง 24 เมษายน 2555 ถึง 31 ธันวาคม 2558 โดยขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลัง บสย. และ ธพว. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่น ๆ)

      (2) มาตรการค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการ OTOP และวิสาหกิจชุมชน (สินเชื่อ Micro-finance) โดย บสย. โดยให้ใช้วงเงินรวมกับข้อ 3.2.4 (1) ที่เหมาะสม (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลังและ บสย. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นๆ)

      (3) มาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อย (สินเชื่อ Nano-finance) โดยอนุญาตให้นิติบุคคลสามารถให้สินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินนอกระบบโดยกำหนดให้ธุรกิจสินเชื่อเพื่อประชาชนรายย่อยสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเหมาะสมและอยู่ในระดับที่ไม่เป็นภาระมากจนเกินสมควร (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย)

      3. มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ

      3.1 มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2556

      (1) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2556 งบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีวงเงิน 18,090 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2556 สามารถเบิกจ่ายได้เพียง 7, 817 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43.2 ของงบประมาณที่ได้จัดสรร จึงเห็นควรเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 ในส่วนที่เหลือ (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง)

      (2) เร่งรัดการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้ อปท. ทุกแห่ง เร่งเบิกจ่ายเงินจากรายได้ปีงบประมาณ 2556 ทั้งในส่วนที่จัดเก็บเอง ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงการคลัง)

      (3) เร่งรัดการเบิกจ่ายของกองทุนนอกงบประมาณ โดยเห็นควรเร่งรัดการจ่ายเงินของกองทุนนอกงบประมาณ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุน SML กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง กองทุนพัฒนาสตรี กองทุนตั้งตัวได้ และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องระเบียบหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการเบิกจ่ายเงิน (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง)

      3.2 มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2557

      (1) เตรียมความพร้อมในการใช้งบประมาณปี 2557 ในลักษณะเร่งรัดในช่วงแรกของปีงบประมาณ โดยเห็นควรกำหนดเป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2557 ให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดในปีงบประมาณ 2556 (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ทุกส่วนราชการ)

      (2) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2556 และปีงบประมาณก่อนหน้า ให้สามารถเบิกจ่ายอย่างมีนัยสำคัญได้ภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2557 โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายประจำที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ทุกส่วนราชการ)

      (3) เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินรางวัลของข้าราชการและลูกจ้างประจำ ประจำปีงบประมาณ 255 5 ให้สามารถจ่ายได้ภายในปี 2556 (ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2556 หรือไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557) (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ทุกส่วนราชการ)

      (4) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบอบรมและสัมมนา โดยกำหนดให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบอบรมสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยขอความร่วมมือให้จัดสัมมนากระจายไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต ภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2557 (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : ทุกส่วนราชการ)

      4. มาตรการด้านการส่งออก

      4.1 การส่งออกสินค้าและการค้าสินค้าระหว่างประเทศ

      (1) การเร่งส่งเสริมการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) และมลฑลย่อยของประเทศจีน (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงการคลัง)

      (2) การสนับสนุนการใช้เงินบาทในการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยผ่อนคลายกฎระเบียบการถือเงินบาทเข้าออกประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าชายแดน (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย)

      (3) การส่งเสริมการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ผ่าน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) โดยเพิ่มบทบาทเชิงรุกของ ธสน. ในการช่วยลดความเสี่ยงและสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการที่จะไปดำเนินธุรกิจด้านการค้า การให้บริการ และการลงทุน โดยเฉพาะใน CLMV โดยขอความร่วมมือสถานทูต สถานกงสุล สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าในต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลัง และธสน. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงการต่างประเทศ และ กกร.)

      4.2 การสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวจากต่างชาติ

      (1) การสนับสนุนการจัดทำวีซ่าประเภทเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-Entry Visa) ที่มีระยะเวลาหลายปี โดยให้สามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2556 ก่อนฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญปลายปี (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการต่างประเทศ)

      (2) การสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย (Shopping Paradise) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและไม่มีผลกระทบหรือมีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศน้อย (หน่วยงานรับผิดชอบหลัก: กระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กกร.)


      11.เรื่อง ขออนุมัติหลักการเพื่อดำเนินการประมูลใบอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ใช้คลื่นความถี่

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นประธานกรรมการในคราวประชุมครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2556 ที่เห็นชอบในหลักการให้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ดำเนินการประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล และในกรณีที่เป็นผู้ชนะการประมูล ให้สามารถเบิกค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกิดจากการประมูล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 เรื่อง กรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2556 ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี (บมจ.อสมท) เสนอ

      ทั้งนี้ หากมีกรณีที่มีข้อผูกพันเกี่ยวกับการลงทุนให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นำเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการและให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย

      สาระสำคัญของเรื่อง

      สำนักนายกรัฐมนตรี (บมจ.อสมท) รายงานว่า

      บมจ.อสมท เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีภารกิจและวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์และมีความจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลจะทำให้การประกอบกิจการด้านโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไปจากการดำเนินการของ บมจ.อสมท ในปัจจุบัน โดย บมจ.อสมท จะดำเนินการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ดังนี้ 1. ผู้ให้บริการโครงการข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ 2. ผู้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ 3. ผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และ 4. ผู้ให้บริการแบบประยุกต์

      ทั้งนี้ กสทช. ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการบริการทางธุรกิจ โดยวิธีการประมูล ซึ่งจะดำเนินการประมาณเดือนกันยายน - ตุลาคม 2556 ซึ่ง บมจ.อสมท มีภารกิจหลักในการให้บริการกระจายเสียงและโทรทัศน์ จึงมีความจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่และจำเป็นต้องเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตตามระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด รวมทั้งได้กำหนดกรอบระยะเวลา เพื่อเริ่มออกอากาศในระบบดิจิตอลปี 2558 ซึ่งจะต้องรอหลักเกณฑ์การประมูลต่อไป


      12. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการกำหนดหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา

      คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแจ้งเวียนหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาให้กับหน่วยงานของรัฐได้รับทราบ

      สาระสำคัญของหลักเกณฑ์ฯ มีดังนี้

      1. หลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
        • 1.1 ให้หน่วยงานของรัฐใช้ราคามาตรฐานของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นและเผยแพร่ทั้งทางเอกสารหรือทางเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข(http://dmsic.moph.go.th)
        • 1.2 หากไม่มีราคามาตรฐานของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นและเผยแพร่ ให้ใช้ราคาที่หน่วยงานเคยซื้อหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ
        • 1.3 หากไม่มีราคาที่หน่วยงานเคยซื้อครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ ให้ใช้ราคาตลาดโดยสืบราคาจากท้องตลาด รวมทั้งจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
      2. หลักเกณฑ์ราคากลางของเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
        • 2.1 ให้หน่วยงานของรัฐใช้ราคามาตรฐานของเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นและเผยแพร่ทั้งทางเอกสารหรือทางเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข (http://dmsic.moph.go.th)
        • 2.2 หากไม่มีราคามาตรฐานของเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นและเผยแพร่ ให้ใช้ราคาที่หน่วยงานเคยซื้อครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ
        • 2.3 หากไม่มีราคาที่หน่วยงานเคยซื้อครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ ให้ใช้ราคาตลาดโดยสืบราคาจากท้องตลาด รวมทั้งจากเว็บไซต์ต่าง ๆ

      ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะได้แจ้งเวียนหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาให้กับหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในการประกาศราคากลางและรายละเอียดการคำนวณราคากลางสำหรับการจัดซื้อยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาของหน่วยงานต่อไป แต่เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 64 ได้กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่แจ้งเวียนราคากลางของยาในบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบ แต่มิได้ระบุให้กระทรวงสาธารณสุขแจ้งเวียนหลักเกณฑ์ราคากลางของยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาให้กับหน่วยงานของรัฐต่างๆ


      ต่างประเทศ


      13. เรื่อง การเข้าร่วมเป็นสมาชิกคู่สัญญาของไทยในโปรแกรมข้อตกลงความร่วมมือด้านระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ IEA PVPS (International Energy Agency - Photovoltaic Power System) และการลงนามในข้อตกลงดำเนินการ (Implementing Agreement : IA)

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน. ) เสนอ ดังนี้

      1. อนุมัติยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ที่กำหนดห้ามหน่วยงานของรัฐที่ทำสัญญากับเอกชนตกลงให้ระงับพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้การพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สามารถลงนามในเอกสารข้อตกลงความร่วมมือด้านระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency - Photovoltaic Power System : IEA PVPS ) ได้
      2. เห็นชอบในข้อตกลงดำเนินงาน Implementing Agreement : IA ของโปรแกรมข้อตกลง IEA PVPS โดยมอบหมายให้ พพ. เข้าร่วมเป็นสมาชิกคู่สัญญาได้ รวมทั้งมอบหมายให้อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานลงนามตอบรับคำเชิญและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนด และลงนามในเอกสารการตอบรับเป็นสมาชิกของประเทศไทย ใน IEA PVPS และ IA ได้

      ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Power) ให้แก่ผู้ลงนามด้วย

      สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพยายามให้มีการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่

      1. เพื่อกระตุ้นและริเริ่มกิจกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานจากระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์
      2. เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงโอกาส และคุณค่าของระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารของภาครัฐผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานระหว่างประเทศ
      3. เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดและขจัดปัญหาอุปสรรคด้านเทคนิคต่าง ๆ และปัญหาอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาดในกลุ่มประเทศ OECD
      4. เพื่อยกระดับความร่วมมือเครือข่ายไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกและประเทศนอกกลุ่ม OECD เพื่อขจัดปัญหาทางด้านเทคนิคและปัญหาอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด

      ทั้งนี้ ขอบเขตกิจกรรมของโปรแกรมข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย การวิจัย การพัฒนา การสาธิตเทคโนโลยี การวิเคราะห์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ด้านระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือ PV สำหรับประยุกต์ใช้งานในโรงไฟฟ้าและสำหรับผู้ใช้งานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วไป


      14. เรื่อง การลงนามในร่างพิธีสารสรุปความตกลงเปิดตลาดทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและอัฟกานิสถานภายใต้กระบวนการภาคยานุวัติเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของอัฟกานิสถาน

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

      1. เห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารสรุปความตกลงเปิดตลาดทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและอัฟกานิสถานภายใต้กระบวนการภาคยานุวัติเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของอัฟกานิสถาน
      2. มอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารฯ

      15. เรื่อง การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 เกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ ดังนี้

      1. แนวทางการจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา หลังวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ดำเนินการโดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่นายจ้างได้ยื่นบัญชีรายชื่อไว้กับกรมการจัดหางานแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556 (เรื่อง การผ่อนผันแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเป็นกรณีพิเศษเพื่อดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย) ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลจากประเทศต้นทาง ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับไม่เกิน 1 ปี และอนุญาตให้ทำงานตามมาตรา 13 (2 ) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และในระยะเวลาระหว่างการผ่อนผัน ให้ประเทศต้นทางเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติออกเอกสารเพื่อรับรองสถานะบุคคลให้แรงงานต่างด้าว เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมาย และขอรับอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ต่อไป
      2. แนวทางการจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา (เฉพาะกิจการประมงทะเล) ดำเนินการโดยให้นายจ้างในกิจการประมงทะเลนำแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ลักลอบทำงานอยู่กับนายจ้างอยู่แล้วมาจดทะเบียน ปีละ 2 ครั้ง โดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวหลบหนี เข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่จดทะเบียนแล้วอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับไม่เกิน 1 ปี และอนุญาตให้ทำงานตามมาตรา 13(2) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551

      ทั้งนี้ ให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดดำเนินการตามแนวทางการจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และรายงานผลการดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเป็นระยะ โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก) ควบคุมดูแลและกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้ง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมระหว่างประเทศให้ดีขึ้นด้วย และให้กระทรวงสาธารณสุขควบคุมและดูแลและการตรวจโรคให้แก่แรงงานต่างด้าวอย่างเคร่งครัดต่อไป


      แต่งตั้ง


      16. เรื่อง แต่งตั้ง

      1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายพรชาต บุนนาค ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงกิจการชายแดนและประเทศรอบบ้าน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

      2.แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมอบหมายให้มีผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด้วย ดังนี้ 1. พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี 2. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี

      3. แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำเมืองคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายเทียโดรัส โคเลียนดริส (Mr. Theodorus Coliandris) ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ ประจำเมืองคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมแคว้นเวลส์ สืบแทน นายจอห์น เอดเวร์ด ไอลส์ (Mr. John Edward Iles) ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

      4. การถอดถอนและการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

      1. ถอดถอน นายแพททริก เจ. ไดนีน (Mr. Patrick J. Dineen) ออกจากตำแหน่ง กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เขตกงสุลครอบคลุมประเทศไอร์แลนด์
      2. แต่งตั้ง นายแบร์รี โธมัส คอนนอลลี (Mr. Barry Thomas Connolly) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เขตกงสุลครอบคลุมประเทศไอร์แลนด์

      5. การเลื่อนฐานะกงสุลกิตติมศักดิ์และการยกฐานะสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการเลื่อนฐานะกงสุลกิตติมศักดิ์และการยกฐานะสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ดังนี้

      1. เลื่อนฐานะ ดาโช อูเกน เชชัป ดอร์จี (Dasho Ugen Tshechup Dorji) กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน เป็น กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน
      2. ยกฐานะสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน เป็น สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน

      6. แต่งตั้งกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ผู้แทนสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย)

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพรรธระพี ชินะโชติ ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้แทนสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) ในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ แทนนายประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายยุคล ลิ้มแหลมทอง) เสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่

      วันที่ 6 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป

      7. แต่งตั้งรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS กรอบแผนงาน IMT-GT และกรอบความร่วมมือ ลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Mekong-Japan Economic Minister)

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวราเทพ รัตนากร) เป็นรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS รัฐมนตรีประจำ กรอบแผนงาน IMT-GT และรัฐมนตรีประจำกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะในการประชุมระดับรัฐมนตรีในกรอบความร่วมมือทั้งสามกรอบ และให้รายงานผล การประชุมต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) และนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช class=st> .) เสนอ

      8. แต่งตั้งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายกฤษดา รักษากุล เป็นผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (ผู้ว่าการ กคช.) โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่เดือนละ 310,000 บาท ค่าตอบแทนผันแปรไม่เกินร้อยละ 30 ของผลตอบแทนรวมแต่ละปี ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม. ) เสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง เป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ 6 สิงหาคม 2556

      9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งให้ นายชูศักดิ์ เกวี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป

      10. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย

      คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามนัยมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมีรายชื่อ ดังนี้ นายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์ เป็นประธานกรรมการ โดยมี นายสราวุธ เบญจกุล นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ นายชูศักดิ์ เกวี นายยุทธพงษ์ อภิรัตนรังษี นายสุธรรม ศิริทิพย์สาคร และ นายจุฬา สุขมานพ เป็นกรรมการ

      ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2556 ยกเว้นนายยุทธพงษ์ อภิรัตนรังษี ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ