สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
25 ธันวาคม 2555

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


กฎหมาย


  1. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาใน ราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2556 พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับ ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจ เฉพาะเพิ่มเติม)

เศรษฐกิจ - สังคม


  1. เรื่อง ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2556 - 2559
  2. เรื่อง ขอปรับเปลี่ยนโครงการคูปองสร้างเสริมอัจฉริยะเป็นโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ
  3. เรื่อง การขยายระยะเวลามาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
  4. เรื่อง การโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อ ชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3
  5. เรื่อง การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan :DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  6. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช
  7. เรื่อง การจัดงานวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติประจำปี 2555
  8. เรื่อง การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ทางพิเศษ บูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อม ทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทาง พิเศษบูรพาวิถี เป็นทางต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทของรถที่ต้องเสียหรือยกเว้นค่า ผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555
  9. เรื่อง การดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบตลาด ปริมาณ 50,000 ตัน
  10. เรื่อง แผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วง เทศกาลปีใหม่ 2556 ของกระทรวงคมนาคม
  11. เรื่อง แนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา

การศึกษา


  1. เรื่อง โครงการทุนศึกษาด้านการสอนภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน

ต่างประเทศ


  1. เรื่อง การขออนุมัติในการเข้าร่วมการฝึกร่วมในกรอบ ADMM และ ADMM - Plus และการ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการฝึกร่วม
  2. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย และกรมทรัพย์สินทาง ปัญญาลาว เรื่องความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา
  3. เรื่อง การเสนอร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ
  4. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund-UNFPA) ประจำประเทศไทยและกระทรวง สาธารณสุขราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบ ไตรภาค๊
  5. เรื่อง สัญญาการให้ (Grant Contract) การดำเนินความสัมพันธ์กับภายนอกของสหภาพยุโรป ภายใต้ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับ ภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป

แต่งตั้ง


  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ คณะรัฐมนตรี
    2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับ ทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
    3. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)
    4. รัฐบาลสาธารณรัฐโปรตุเกสเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
    5. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง
    6. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)
    7. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา
    8. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (แทนกรรมการที่พ้นจาก ตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์)
    9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตร ล่วงหน้า
    10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
โทร. 0 2280-9000
สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396>


กฎหมาย


1.เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2556 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2556 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป

2. ให้ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 1005.90.90 ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองตามที่กำหนดแสดงต่อกรมศุลกากรในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบการใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าดังกล่าวข้างต้นที่มีมูลค่าตามราคา เอฟ.โอ.บี. ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐ ไม่ต้องแสดงหนังสือรับรองต่อกรมศุลกากรในการนำเข้า

3. กรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้า ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4. ให้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามข้อ 2. เข้ามาในราชอาณาจักร ในอัตราน้ำหนักสุทธิเมตริกตันละศูนย์บาท

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติม) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา เป็นการกำหนดให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่ได้รับในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำเงินทุน เงินกู้ยืม เงินเพิ่มทุนหรือเงินอื่นที่เหลืออยู่ไปฝากธนาคารหรือซื้อตั๋วเงินของสถาบันการเงินอื่น และกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้มีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน หรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกู้ยืมเพื่อเป็นสวัสดิการ


เศรษฐกิจ - สังคม


3.เรื่อง ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2556 - 2559

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรปี พ.ศ. 2556 - 2559ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

สาระสำคัญยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรฯ มี 3 ยุทธศาสตร์ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มี 2กลยุทธ์ คือ 1. เตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกัน 2. การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ยุทธศาสตร์ที่ 2การเก็บกักและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรมี 2กลยุทธ์ คือ 1. การพัฒนาระบบข้อมูลและองค์ความรู้ก๊าซเรือนกระจก 2. ส่งเสริม สนับสนุนการปรับระบบการผลิตสู่เกษตรกร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ยุทธศาสตร์ที่ 3การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรมี 5กลยุทธ์ คือ 1. การพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2. สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3. เพิ่มศักยภาพบุคลากร 4. พัฒนาการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 5.สร้างกลไกในการติดตาม ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เพิ่มเติมอีก 2 ด้านคือ ยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข และยุทธศาสตร์ด้านเตรียมการความพร้อมในการรับภัยพิบัติ

4. เรื่อง ขอปรับเปลี่ยนโครงการคูปองสร้างเสริมอัจฉริยะเป็นโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติปรับเปลี่ยน "โครงการคูปองสร้างเสริมอัจฉริยะ" ตามที่บรรจุไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เป็น "โครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ" โดย ใช้ระยะเวลาและงบประมาณในการดำเนินการโครงการคงเดิมตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ศธ. รายงานว่า ศธ. ได้มีหนังสือถึงกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักราชเลขาธิการขอให้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีขอพระราชทานพระราชานุญาตให้ ศธ. ดำเนินการ "โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี: คูปองสร้างเสริมอัจฉริยะ" เนื่องในโอกาสที่จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2558 ซึ่งกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาทแล้ว มีพระราชกระแส ขอเปลี่ยนจากการจัดโครงการดังกล่าว เป็น การจัดซื้อหนังสือให้ห้องสมุดต่าง ๆ รวมทั้งมีการจัดอบรมให้กับผู้ที่จะมาใช้ห้องสมุดได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวินัย และข้อพึงปฏิบัติในการเข้าใช้ห้องสมุด การเคารพสิทธิ์ผู้อื่น ตลอดจนการช่วยดูแลรักษาห้องสมุดร่วมกัน เห็นว่า จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กและประชาชนจะดีกว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองตอบต่อพระราชกระแสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศธ. จึงได้จัดทำโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะเพื่อจัดหาหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร รายสัปดาห์ รายปักษ์ หนังสือ สำหรับห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี"ตลอดจนบ้านหนังสือ : ห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนทั่วไป และสร้างโอกาสในการอ่านให้เกิดขึ้นกับประชาชนในระดับรากหญ้าที่อยู่ในหมู่บ้าน ที่ด้อยโอกาสในการอ่านที่มีสาเหตุมาจากปัญหาหลายประการ อาทิ ห้องสมุดอยู่ห่างไกลบ้านพัก เดินทางไม่สะดวก หนังสือราคาสูง ไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อหนังสืออ่าน การจัดหาหนังสือให้กับบ้านหนังสือ : ห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน ที่อยู่ในหมู่บ้าน และห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" จึงจะเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นกับทุกคนได้อย่างแท้จริง ดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

1. วัตถุประสงค์

1.1 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสที่จะเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปี พ.ศ. 2558

1.2 เพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล

1.3 เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบบ้านหนังสืออัจฉริยะหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน/ชุมชน ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" และองค์ความรู้ที่สนใจได้อย่างต่อเนื่อง

2. เป้าหมาย

.1บ้านหนังสืออัจฉริยะหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน/ชุมชนในพื้นที่ปกติทั่วประเทศ จำนวน 40,000 แห่ง

2.2 บ้านหนังสืออัจฉริยะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 1,800 แห่ง

2.3 ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" จำนวน 87 แห่ง

3. แนวทางการดำเนินงาน

3.1 สำรวจ และจัดทำฐานข้อมูลความสนใจ ความต้องการด้านการอ่านของประชาชนในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน ตลอดจนศึกษาสภาพการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ของประชาชนหรือผู้รับบริการในแต่ละหมู่บ้าน

3.2 สำรวจข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะในหมู่บ้าน/ชุมชน ตลอดจนจัดทำเกณฑ์การคัดสรรสถานที่ที่จะใช้เป็นที่ตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะประจำหมู่บ้าน/ชุมชน

3.3 จัดตั้งบ้านหนังสือในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อเป็นห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน/ชุมชน และจัดหาสื่อสิ่งพิมพ์รายวัน นิตยสารรายสัปดาห์ นิตยสารรายปักษ์ หนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ให้กับบ้านหนังสืออัจฉริยะและห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" ที่เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่

3.4 ดำเนินการจัดกิจกรรม และประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้เข้าถึงทุกครอบครัวในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งการช่วยกันดูแลรักษาห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี"และพัฒนาบ้านหนังสือหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน/ชุมชนให้เป็นบ้านหนังสือเสริมสร้างอัจฉริยภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน

3.5 ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านในฐานะที่เป็นกิจกรรมพื้นฐานในการเสริมสร้างอัจฉริยภาพส่วนบุคคล และความเข้มแข็งของชุมชนและเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรมบ้านหนังสือหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้าน/ชุมชน และห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี"

3.6 นิเทศ ติดตาม สรุป และรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

4. ระยะเวลาดำเนินการตุลาคม 2555-กันยายน 2556

/a>

5. เรื่อง การขยายระยะเวลามาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้

1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีการโอนและการจำนองห้องชุดตามมาตรการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด รวมจำนวน 2 ฉบับ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

2. เห็นชอบการขยายระยะเวลามาตรการชดเชยส่วนต่างเบี้ยประกันภัย ภายใต้วงเงินงบประมาณ ปีละ 20 ล้านบาท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดำเนินการต่อไป

3. รับทราบผลการดำเนินการมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนโดยธนาคารออมสินและโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่หนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท และแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบต่อไป

ข้อเท็จจริง

กค.เสนอว่า

1. มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 492) พ.ศ. 2553 และประกาศกระทรวงมหาดไทยจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 กค. และกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เห็นควรขยายระยะเวลาต่อไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี พ.ศ. 2555-2557 ที่จัดทำโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ผลของมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 พบว่าส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดเพิ่มขึ้น

2. การขยายมาตรการชดเชยส่วนต่างเบี้ยประกันภัยภายใต้วงเงินงบประมาณปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา มีการขอรับเงินชดเชยต่ำกว่างบประมาณที่ได้รับ และผู้เอาประกันภัยยังมีจำนวนไม่มากหากเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการจริงที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว โดยตั้งแต่เริ่มมาตรการตั้งแต่ปี 2550 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 มีผู้เอาประกันทั้งสิ้น 355 ราย จำนวนเงินที่ชดเชยรวมทั้งสิ้นประมาณ 44 ล้านบาท กค. จึงเห็นควรขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีก 2 ปี และเห็นควรให้ คปภ. พิจารณาเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรการฯ และพิจารณาปรับปรุงกระบวนการในการอนุมัติค่าชดเชยส่วนต่างเบี้ยประกันภัยแก่ผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนโดยธนาคารออมสิน มีระยะเวลาการขอกู้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 และที่ผ่านมาปริมาณการใช้สินเชื่อโดยเฉลี่ยภายใต้โครงการดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60-70 ของวงเงินโครงการทั้งสิ้นจำนวน 25,000 ล้านบาท จึงเห็นควรให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งใช้วงเงินที่ได้รับการจัดสรรจากธนาคารออมสินให้เต็มวงเงินก่อน โดย กค. จะติดตามความคืบหน้าของโครงการกับธนาคาร

ออมสินเป็นระยะ หากมีความจำเป็นที่จะต้องขอวงเงินโครงการเพิ่มเติมหรือขอขยายระยะเวลา กค. จะพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

4. โครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 โดยเปิดลงทะเบียนผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2555 ซึ่งลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการอยู่แล้ว ดังนั้น ลูกค้า ธ.ก.ส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าโครงการพักชำระหนี้ฯ เงินต้นไม่ถึง 200,000 บาท ที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 สามารถขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 35,846 ราย มูลหนี้ทั้งสิ้น 3,747 ล้านบาท

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กำหนดให้ลดอัตราหรือยกเว้นรัษฎากร ดังต่อไปนี้

1.1 ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ในกรณีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินจากการประกอบกิจการผลิตสินค้า การขายสินค้า หรือการให้บริการ ณ สถานประกอบกิจการนั้น

1.2 ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

1.3 ลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0.1 ของเงินได้ซึ่งเป็นราคาขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

1.4 กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ซึ่งถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแล้ว ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) (2) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

1.5 ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจที่ได้กระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557

2. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ฉบับ

2.1 กำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองห้องชุดร้อยละ 0.01 สำหรับการโอนห้องชุดโดยการขาย แลกเปลี่ยน ให้ และการโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาท หรือการจำนองห้องชุดที่ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาเฉพาะในท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย และจังหวัดสตูล โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557

2.2 กำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 0.01 สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์โดยการขาย แลกเปลี่ยน ให้ และการโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาท หรือการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาเฉพาะในท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย และจังหวัดสตูล โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557

6. เรื่อง การโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้โอนเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูแลพัฒนาระบบสถาบันการเงินในปีงบประมาณ 2556 จำนวนทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยให้กองทุนฯ ทยอยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีสะสมฯ

ตามความต้องการใช้เงินในแต่ละช่วงเวลา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้ FIDF 1 และ FIDF3 มีสภาพคล่องในการดำเนินการและสามารถชำระดอกเบี้ยได้ครบถ้วน คณะกรมกา จัดการกองทุนในการประชุมเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ได้กำหนดแนวปฏิบัติในการพิจารณาโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฯ เข้าบัญชีสะสม ฯ กล่าวคือ ในการพิจารณางบประมาณประจำปีกองทุนฯ จะต้องสำรองเงินที่มีอยู่ ณ สิ้นปีงบประมาณปัจจุบันไว้เพื่อรองรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ FIDF 1 และ FIDF 3 ส่วนที่คาดว่ากระแสเงินสดจากแหล่งอื่น ๆ มีไม่เพียงพอชำระในแต่ละช่วงเวลาใรปีงบประมาณถัดไป และหากมีสภาพคล่องส่วนเกินให้พิจารณานำไปชำระต้นเงินกู้

7. เรื่อง การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1) รับทราบการขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (พ.ร.ก.)ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555หลังจากปีงบประมาณ 2555 วงเงินประมาณ 835.2666 ล้านบาท สำหรับโครงการเงินกู้ (Development Policy Loan : DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 3,426.3491 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ให้ทบทวนความจำเป็นเหมาะสม โดยสถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดชี้แจงข้อมูลตามข้อสังเกตของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ต่อไป

2) อนุมัติดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายตาม พ.ร.ก. ในสาขาพัฒนาการท่องเที่ยวให้แก่ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง สำหรับโครงการปรับปรุงอาคารและตกแต่งสำนักบริหารเงินตราเป็นพิพิธภัณฑ์ จำนวน 177.9303ล้านบาท และอนุมัติดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และจัดสรรเงินสำรองจ่าย ตาม พ.ร.ก. สำหรับโครงการก่อสร้างและย้ายสำนักบริหารเงินตราไป โรงกษาปณ์รังสิต วงเงินรวม 306.073ล้านบาท และขยายเวลาเบิกจ่ายเงินถึงกันยายน 2556 โดยทั้ง 2 โครงการย่อยขยายเวลาเบิกจ่ายเงินถึงธันวาคม 2556 และอนุมัติให้ยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ซึ่งให้รับข้อเสนอเพิ่มเติมของสำนักงบประมาณ โครงการ/รายการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์แล้วมีเงินเหลือจ่าย หรือเป็นการยกเลิกโครงการ ให้รวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายภายใต้สาขาเศรษฐกิจนั้น โดยไม่ควรนำมาพิจารณาจัดสรรใหม่อีก

ทั้งนี้ ในกรณีโครงการใดเข้าข่ายต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายใดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดต่อไปด้วย ตามนัยข้อ 2

3) อนุมัติจัดสรรเงินสำรองจ่ายเพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง ตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) และการคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ประกอบการก่อสร้างสำหรับ ดังนี้ (1) กรมทางหลวงชนบท วงเงิน 2,417,287.00 บาท

(2) กรมทางหลวง วงเงิน 42,578,335.00 บาท (3) กรมการขนส่งทางบก วงเงิน 1,074,408.00 บาท (4) มหาวิทยาลัย ราชภัฏพิบูลสงคราม วงเงิน 1,095,024.97 บาท (5) กรมชลประทาน วงเงิน 3,526,910.82 บาท (6) จังหวัดปทุมธานี วงเงิน 242,811 บาท

4) อนุมัติดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และจัดสรรเงินสำรองจ่ายสำหรับโครงการจัดหาเครื่องมือป้องกันการติดต่อสื่อสารที่ใช้ในการกระทำความผิดในเรือนจำ ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม วงเงิน 1,230.60 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ให้ดำเนินการโครงการให้เสร็จสิ้นก่อนเดือนกันยายน 2556 โดยให้

กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐที่มีงบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีโครงการใดเข้าข่ายต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายใดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดต่อไปด้วย

5) อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยหน่วยงานจะต้องส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงิน ซึ่งรวมถึงแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ

6) อนุมัติการยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างรายการครุภัณฑ์ของโครงการวิจัยสู่ภาคเอกชน ณ โครงการพัฒนาที่ดินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี จำนวน 2 รายการ วงเงิน 693,100 บาท ได้แก่ 1) รายการชุดเครื่องผสม1 ชุด วงเงิน 168,800 บาท และ 2) รายการรถยกของแบบฟอร์คลิฟต์และแฮนด์ลิฟต์ วงเงิน 524,300 บาท

8.เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เสนอ ดังนี้

1.รับทราบแนวทางและมาตรการการเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองปี 2555-2556ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 80 และการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง

2.เห็นชอบเพิ่มผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จำนวน 1 คน และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการพื้นน้ำมันและน้ำมันพืช รายงานว่า คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชในคราวประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันทที่ 6 สิงหาคม 2555 มีมติเห็นชอบ จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้

1.การเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2555 - 2556

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (วันที่ 22ตุลาคม 2539,25 พฤศจิกายน 2553) คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชได้กำหนดแนวทางการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2555 - 2556 ตามกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) กรอบการค้าเสรี AFTA และ FTA ดังนี้

1.1ผู้มีสิทธินำเข้า 7 สมาคม 9 บริษัท ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้เสี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ค้าเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท ไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด บริษัท ไทยชิม จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิดโคเคน บริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) บริษัท นอร์ธเทอร์น ฟู้ด คอมเพล็กซ์ จำกัด และบริษัท เอคิววายซอส จำกัด

กรณีมีผู้ขอเป็นผู้มีสิทธินำเข้ารายใหม่ ให้คณะอนุกรรมการ กำกับ ดูแล เมล็ดถั่วเหลืองเป็นผู้พิจารณาและนำเสนอให้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชพิจารณาให้ความเห็นชอบ

1.2 ผู้มีสิทธินำเข้าให้การสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองภายในประเทศ ดังนี้

1.2.1 รับซื้อผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองที่ผลิตได้ภายในประเทศ ในราคาตามกลไกตลาด แต่ไม่ต่ำกว่าราคาขั้นต่ำตามชั้นคุณภาพ ดังนี้

เกรดถั่วเหลือง ณ ไร่นา (บาท/กก.) ณ หน้าโรงงาน กทม.บาท/กก.)
สกัดน้ำมัน 14.00 14.75
อาหารสัตว์ 14.25 15.00
แปรรูปอาหาร 16.25 17.00

1.2.2 ผู้มีสิทธินำเข้าให้ความร่วมมือรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองภายในประเทศและการใช้เมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าตามนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรกับ กษ. และ พณ.

1.2.3 เพื่อมิให้การเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองส่งผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศ เห็นควรให้คณะอนุกรรมการกำกับ ดูแลเมล็ดถั่วเหลือง ทำหน้าที่กำกับดูแล การรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองที่ผลิตได้ภายในประเทศ การนำเข้า และการใช้เมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าให้เป็นไปตามมาตราการและนโยบาย โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับปี 2553

2.ให้เพิ่มผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชจำนวน 1 คน และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ดำเนินการต่อไป

9. เรื่อง การจัดงานวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2555

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้

1.รับทราบการจัดงานวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2555 ซึ่งกำหนดดำเนินการในวันที่ 26 ธันวาคม 2555

2. เห็นชอบให้วันที่ 24 - 28 ธันวาคม 2555 เป็นสัปดาห์การป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามความเสี่ยงภัยของแต่ละพื้นที่ โดยให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยประสานกับสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการฝึกซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยในบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1.วัตถุประสงค์

1.1 เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนและองค์กรเครือข่ายได้ตระหนักถึงความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติและภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และตื่นตัวเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา

1.2 เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ( Safety Mind) ให้กับประชาชน

1.3 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สังคม ชุมชน ร่วมกันสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัย(Safety Culture) ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในชาติ

1.4 เพื่อลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดภัยพิบัติประเภทต่าง ๆ

2. กลุ่มเป้าหมาย

หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล ที่มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกันจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมการรณรงค์เสริมสร้างความตระหนักและสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ

3. วิธีดำเนินการ

3.1 ส่วนกลาง

ผลิตรายการและแพร่ภาพรายการพิเศษเนื่องในวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ระหว่างเวลา 16.55 - 17.55 น. โดยมีรายละเอียดของรายการประกอบด้วย

3.1.1 การนำเสนอเทปบันทึกการอ่านสารนายกรัฐมนตรีเนื่องในวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2555

3.1.2 การนำเสนอภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ และการบันทึกเทปสัมภาษณ์ประธานกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมป้องกันบรรเทาและสาธารณภัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณภัย ศิลปินดารา นักร้อง ที่เคยประสบภัยพิบัติและการให้ความช่วยเหลือ

3.2 ส่วนภูมิภาค

จังหวัดต่าง ๆ ดำเนินการจัดงานวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยมีกิจกรรมการดำเนินงาน ดังนี้

3.2.1 ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานเปิดงาน และอ่านสารของนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ

3.2.2 จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนตามความเสี่ยงภัยของแต่ละพื้นที่

3.2.3 จัดให้มีพิธีทางศาสนา พิธีไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิและอุบัติภัยต่าง ๆ

3.2.4 การเดินรณรงค์ลดอุบัติภัยของหน่วยงานภาคีเครือข่ายในจังหวัด

3.2.5 การจัดนิทรรศการด้านการป้องกันอุบัติภัย การสาธิตการกู้ภัย การปฐมพยาบาล ฯลฯ

3.2.6 การมอบรางวัลผลงานดีเด่นด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแต่ละจังหวัด

3.3 ระยะเวลาและสถานที่ดำเนินการ

ดำเนินการในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ทุกจังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ ณ สถานที่ที่จังหวัด และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณาเห็นสมควร

10. เรื่อง การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นทางต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทของรถที่ต้องเสียหรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นทางต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษประเภทของรถที่ต้องเสียหรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีหนังสือขอให้กระทรวงคมนาคมเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ กรณีการทางพิเศษแห่งประเทศไทยยกเว้นการเก็บค่าผ่านทางพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2556 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. เพื่อให้การดำเนินการจัดเก็บค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 ตามมาตรา 5 มาตรา 19 และมาตรา 39 จึงได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี และทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นทางต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษ ประเภทของรถที่ต้องเสียหรือยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ และอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นให้ผู้ใช้รถบนทางพิเศษสายดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษตามอัตราที่ประกาศ ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2555 เวลา 00.01 นาฬิกา ถึงวันที่ 3 มกราคม 2556 เวลา 24.00 นาฬิกาซึ่งคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศกระทรวงคมนาคมแล้ว

2. การดำเนินการยกเว้นการเก็บค่าผ่านทางพิเศษดังกล่าว คาดว่าจะมีปริมาณการจราจรที่ใช้ทางพิเศษ ทั้งสิ้น 882,256 คัน จะทำให้สูญเสียรายได้ประมาณ 36,613,624 บาท แต่จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจประเมินเป็นมูลค่าเงิน จำนวน 13,727,920 บาท ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าจากการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถ (Vehicle Operating Cost Saving: VOC Saving) 2,171,832 บาท และมูลค่าจากการประหยัดเวลาในการเดินทาง (Value of Time Saving: VOT Saving) 11,556,088 บาท อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากผลประโยชน์ที่ประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ (VOC Saving, VOT Saving) ยังมีผลประโยชน์ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ ได้แก่ ความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยต่อผู้ใช้ทางพิเศษและลดมลพิษทางอากาศบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ อีกทั้ง เป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางพิเศษในช่วงเทศกาลที่มีประชาชนเดินทางเป็นจำนวนมาก และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่มีต่อประชาชนเพื่อให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาใช้ทางพิเศษบูรพาวิถีมากขึ้น และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน

11. เรื่อง การดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบตลาด ปริมาณ 50,000ตัน

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบตลาด ปริมาณ 50,000 ตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

สาระสำคัญเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

การดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบตลาด ปริมาณ 50,000ตัน ได้มอบหมายให้ อคส. รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มจำนวน 50,000 ตัน ในราคา กก. ละ 25 บาท เพื่อดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินออกจากระบบตลาด และเป็นการซื้อน้ำตลาด เพื่อขับเคลื่อนภาวการณ์ตลาดให้คล่องตัวขึ้น โดยวิธีการจัดสรรโควตารับซื้อตามสัดส่วนค่าเฉลี่ยของสต็อกคงเหลือของโรงงานสกัดฯ ที่ได้จากการตรวจสต็อก ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2555และปริมาณการผลิตจริงของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในช่วง 11เดือนของปี 2555 (มกราคม - พฤศจิกายน) จัดเก็บสต็อกไว้เพื่อรอจำหน่ายต่อไป

12. เรื่อง แผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของกระทรวงคมนาคม

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของกระทรวงคมนาคม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ด้วยกระทรวงคมนาคมได้จัดทำ "แผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556" ขึ้น เพื่อเตรียมการรองรับการเดินทางของประชาชน เนื่องจากในช่วงเทศกาลดังกล่าวประชาชนมีความต้องการในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาทั้งในด้านการให้บริการขนส่งสาธารณะ สภาพการจราจรติดขัด แออัดและมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาอุบัติเหตุ รวมทั้งยังอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหลายหน่วยงาน โดยแผนอำนวยความสะดวกฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายหลักที่ต้องการให้ประชาชนกลับบ้านและท่องเที่ยวอย่างมี "ความสุข สะดวก และปลอดภัย"ด้วยการดูแลอำนวยความสะดวกในการให้บริการรถสาธารณะประเภทต่าง ๆ และการซ่อมแซมถนน เส้นทางหลักและเส้นทางเลี่ยงให้ใช้การได้อย่างดี ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจและชัดเจน ทั้งนี้ แผนอำนวยความสะดวกฯดังกล่าว สอดคล้องกับแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ที่กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2555 - 2 มกราคม 25556 ซึ่งประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนการให้บริการและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แผนงานด้านความมั่นคง และแผนงานด้านความปลอดภัย ดังนี้

1.แผนงานการให้บริการและอำนวยความสะดวก ได้แก่

1.1 บริการการขนส่งสาธารณะ

หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดเตรียมพื้นที่สถานีขนส่ง ชานชาลา และพื้นที่จอดรถสำรองให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชน รวมทั้งจัดเตรียมและเพิ่มจำนวนรถโดยสารประจำทาง/ ไม่ประจำทางเพิ่มจำนวนตู้โดยสารรถไฟและเที่ยววิ่ง เพิ่มเที่ยวบินเสริมพิเศษเพื่อรองรับปริมาณการเดินทาง

1) บริษัท ขนส่ง จำกัด เพิ่มจำนวนเที่ยวรถขาไป-ขากลับ ดังนี้

ลำดับ รายละเอียด 27 - 29 ธ.ค. 2555

(ขาไป)

>1 - 3 ม.ค. 2556

align=center>(ขากลับ)

1 จำนวนเที่ยว (เที่ยว) 28,194 27,500
2 จำนวนผู้โดยสาร (คน) 751,983 700,157

2) การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถและเพิ่มตู้โดยสาร ดังนี้

จัดขบวนรับผู้โดยสารประจำ 242 ขบวน/วัน จะเพิ่มตู้โดยสารโดยเฉพาะขบวนรถด่วน รถเร็ว ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2556 อีกขบวนละ 1-2 ตู้ หรือให้เต็มหน่วยลากจูง สามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอไม่ตกค้างตามสถานี หรือรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 100 คน/ขบวน

3) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารประจำทาง

3.1)การเดินรถโดยสารประจำทาง จำนวน 108 เส้นทางให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 -2 มกราคม 2556

3.2) จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่ง จำนวน 4 สถานีรวม 35 เส้นทาง โดยจัดเดินรถ แยกช่วงการเดินรถ ขาออก ช่วงวันที่ 28 - 31 ธันวาคม 2555 และขาเข้า ช่วงวันที่ 1 - 2 มกราคม 2556

3.3) จัดรถ Shuttle Bus รถเฉพาะกิจ จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่เส้นทางจตุจักร - อู่กำแพงเพชร 2 และเส้นทางจตุจักร -BTS - อู่กำแพงเพชร 2

3.4) จัดรถปรับอากาศเดินรถร่วมกับบริษัท บขส. ช่วงวันที่ 28 ธันวาคม 2555 - 2 มกราคม 2556 จำนวน 2 เส้นทางคือ เส้นทางกรุงเทพ - อยุธยา และเส้นทางกรุงเทพ - สระบุรี

4) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มเที่ยวบินพิเศษเส้นทางไป-กลับ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2555 และวันที่ 1-3 มกราคม 2556 เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวน 26 เที่ยวบิน จำนวน 7,000 ที่นั่งในเส้นทางบินภายในประเทศระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-เชียงราย และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต และระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น รวมทั้งเพิ่มจุดเช็คอิน พร้อมเพิ่มพนักงานให้บริการให้เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร

5) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยขยายเวลาในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2555 จนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2556

6) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพิ่มความถี่ในการให้บริการและขยายเวลาให้บริการ ในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยออกจากต้นทาง (สุวรรณภูมิและพญาไท) และให้บริการเที่ยวสุดท้ายเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2556

7) กรมการขนส่งทางบก จัดรถโดยสารสาธารณะรองรับการเดินทางของผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อเนื่องไปยังจังหวัด/อำเภอ/หมู่บ้านต่างๆ เพิ่มขึ้นและให้เพียงพอ

1.2 การอำนวยความสะดวกด้านโครงข่ายถนน

กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มีแผนงานการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยด้านการจราจรในช่วงก่อนเทศกาล ระหว่างเทศกาล และหลังเทศกาล รวมทั้งมีการติดตาม รายงาน ประเมินผล และวิเคราะห์จุดเสี่ยง / จุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม โดยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

1.3 การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าเรือ/สถานีขนส่ง/ ท่าอากาศยานและอาคารผู้โดยสาร/สถานีรถไฟ

กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมการบินพลเรือน และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจัดเตรียมพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้มีความพร้อมรองรับปริมาณการใช้บริการของประชาชน

1.4 อำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลการจราจร ดำเนินการโดย

1) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (ศทท.สปค.)

2) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (ศทท.สนข.)

2.แผนงานด้านความมั่นคง

หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการให้มีการจัดเวรยาม และเฝ้าระวังสังเกตการณ์ การกวดขันอยู่เวรยามประจำสถานีขนส่งผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความตรวจตรา ความเรียบร้อยในบริเวณโดยรอบการเพิ่มการสังเกต เฝ้าระวังเหตุการณ์และวัตถุแปลกปลอมและสิ่งผิดปกติ รวมทั้ง การสังเกตบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยตลอดจนเตรียมรองรับเหตุฉุกเฉินสำหรับให้การช่วยเหลือในกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินโดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ

3. แผนงานด้านความปลอดภัย

ประกอบด้วย

3.1 มาตรการด้านการบริหารจัดการผู้ขับขี่/ผู้โดยสารปลอดภัย มีหน่วยงานที่ดำเนินการ ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

3.2มาตรการยานพาหนะปลอดภัย

1) กรมการขนส่งทางบกเพิ่มมาตรการตรวจความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรีให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานโดยจัดกิจกรรม "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน"

1.1)ช่วงก่อนเทศกาล ประมาณ 1 เดือน ตั้งจุดให้บริการรวมทั้งสิ้น 2,343 แห่ง โดยมีภาคเอกชนที่ร่วมดำเนินงาน ประกอบด้วยศูนย์บริการต่าง ๆ ตรอ. บริษัทประกันภัย ฯลฯ

1.2)ช่วงระหว่างเทศกาล ตั้งจุดให้บริการบนถนนสายหลักทั่วประเทศ จำนวน 250 แห่ง โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา

2) บริษัท ขนส่ง จำกัด

2.1)จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถโดยสารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

2.2)จัดเตรียมช่างพร้อมจัดเตรียมอะไหล่สำรอง

2.3)จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบส่วนควบรถโดยสาร

3) กรมเจ้าท่า ให้เจ้าของเรือและผู้ควบคุมเรือ ตรวจสภาพเรือและระมัดระวังในการเดินเรือดังต่อไปนี้

3.1) ให้มีการตรวจสภาพความพร้อมของตัวเรือ และเครื่องจักรว่ามีความเหมาะสมกับสภาพในการที่จะใช้

3.2) จัดหาอุปกรณ์ประจำเรือ เช่น พวงชูชีพ เสื้อชูชีพ เบาะ ที่นั่ง ชูชีพ เครื่องดับเพลิง ให้พร้อมใช้งานได้ทุกเวลา

3.3) เรือโดยสาร ต้องมีป้ายแสดงจำนวนคนโดยสารไว้ในที่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

3.4)โป๊ะเทียบเรือ ต้องมีป้ายระบุจำนวนคนโดยสารที่สามารถรับน้ำหนักได้ไว้ที่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีความมั่นคง แข็งแรง และเหมาะสมกับสภาพการใช้

3.5)บนโป๊ะเทียบเรือ ต้องมีพวงชูชีพพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีตามมุมของโป๊ะหรือสถานที่ที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที อย่างน้อย 4 พวง

3.3 มาตรการถนนปลอดภัย

กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง ถนน และสะพานในความรับผิดชอบให้มีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการรองรับปริมาณการเดินทางของประชาชน ทั้งในเรื่องของผิวการจราจร สัญญาณไฟป้ายและเครื่องหมายจราจร รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมในพื้นที่ที่รับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง

3.4มาตรการบังคับใช้กฎหมาย

กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถบนทางหลวงสายหลักตามแนวเส้นทางการเดินทางของประชาชนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ จำนวน 11 จุด ในท้องที่ของจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้

ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำปาง กำแพงเพชร และพิษณุโลก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์

ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง

ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา

3.5มาตรการด้านสังคม

บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เพื่อร่วมมือกัน ในการตรวจความพร้อมและวินัยการขับขี่ของผู้ขับขี่ โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท

3.6 มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์

1) กรมการขนส่งทางบก ติดตั้งป้ายรณรงค์กลางแจ้งขนาดใหญ่ 200x400 ตารางเมตร ในท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 5 ป้าย และในส่วนภูมิภาคจำนวน 8 ป้าย ประชาสัมพันธ์รณรงค์ความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ผ่านสื่อโทรทัศน์รวม 300 ครั้ง สื่อวิทยุรวมไม่น้อยกว่า 650 ครั้ง หนังสือพิมพ์รายวันและราย 3 วัน รวม 15 ครั้ง ส่ง SMS เตือนภัย 700,000 ครั้ง และจัดรายการ"สัญจรปลอดภัยกับกรมการขนส่งทางบก" ทางวิทยุชุมชนวันละ 1 ชั่วโมงทุกจังหวัดรวม 82 สถานี

2) กรมทางหลวง รณรงค์เผยแพร่กิจกรรม/ผลการดำเนินงานแถลงข่าว/จัดทำและแจกจ่ายแผ่นพับแนะนำเส้นทางเลี่ยง/ทางลัด รวมทั้ง รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และ ผู้ใช้เส้นทาง

3) กรมเจ้าท่าดำเนินการขอให้สถานีวิทยุกระจายเสียง รวมทั้งสื่อมวลชนต่าง ๆ ออกข่าวแจ้งประกาศมาตรการต่าง ๆ ของกรมเจ้าท่า เพื่อให้ผู้ควบคุมเรือ หรือผู้ประกอบการเดินเรือ รวมทั้งประชาชนผู้ใช้บริการเรือโดยสารทั้งหลายได้ทราบ เพื่อใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามมาตรการหรือคำแนะนำตักเตือนของกรมเจ้าท่า โดยทั่วถึงกันอีกทางหนึ่งด้วย

4) บริษัท ขนส่ง จำกัดจัดนิทรรศการรณรงค์และปลุกจิตสำนึกของ ผู้ขับขี่ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับเพื่อกระตุ้นให้พนักงานขับรถและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงผลจากการดื่มสุราแล้วขับขี่ ณ อาคารสถานีขนส่งกรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2555 เวลา 13.00 -17.00 น.

การประสานงานมีดังนี้

1.ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม (ศปภ.คค.) ปฏิบัติหน้าที่เป็นศูนย์ประสานภารกิจด้านความปลอดภัยในระบบขนส่งระหว่างหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น และเป็นผู้ประสานการให้บริการ อำนวยความสะดวก บรรเทาและแก้ไขปัญหาการเดินทางแก่ประชาชน

2. หมายเลขสายด่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่ใช้ในการประสานงาน เพื่อการติดต่อประชาสัมพันธ์ มีดังนี้

2.1 การประชาสัมพันธ์/ติดต่อรายงานเหตุ/อุบัติเหตุ ผ่านช่องทางสายด่วนของศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม เพื่อประสานการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสามารถประสานและแจ้งข้อมูลได้ที่โทรสายด่วนหมายเลข 1356 ตลอด 24 ชั่วโมง

2.2 การประชาสัมพันธ์/ติดต่อรายงานเหตุ/อุบัติเหตุ ผ่านช่องทางสายด่วน

1) กรมเจ้าท่า หมายเลข 1190

2) กรมทางหลวง หมายเลข 1586

3) กรมทางหลวงชนบท หมายเลข 1146

4) กรมการขนส่งทางบก หมายเลข 1584

5) บริษัท ขนส่ง จำกัด หมายเลข 0 2936 2963 และหมายเลข 1490

6) การท่าเรือแห่งประเทศไทย หมายเลข 0 2269 3191 และ0 2269 3199

7) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หมายเลข 1543

8) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หมายเลข 1348

2.3 การประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ/โทรทัศน์/สถานีวิทยุ สวพ. 91/จส. 100 และตำรวจ ทางหลวง หมายเลข 1193

การรายงานผลการปฏิบัติและการประเมินผล

1. ช่วงเทศกาล

1.1 ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการให้บริการขนส่งสาธารณะ (การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน))รายงานสถิติจำนวนผู้โดยสาร และจำนวนเที่ยวการให้บริการทั้งขาเข้าและขาออกในแต่ละวัน มายัง ศปภ.คค. ภายในเวลา 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

1.2 กรมการขนส่งทางบกและองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รายงานสถิติอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ/รถประจำทาง ให้ ศปภ.คค. ทราบ เป็นประจำทุกวันตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ เพื่อจัดทำรายงานสรุปนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรีต่อไป

1.3 กรมเจ้าท่า รายงานข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำเป็นประจำทุกวันให้ ศปภ. คค. รวมทั้งสถิติการให้บริการประชาชนในการเดินทางทางน้ำ เช่น จำนวนประชาชนผู้ใช้บริการ จำนวนเรือขนส่งสาธารณะที่ให้บริการ โป๊ะเทียบเรือ ท่าเทียบเรือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทางน้ำ เป็นต้น ตลอด ช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

1.4) กรมการบินพลเรือน ดำเนินการให้ศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย ส่วนการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือประสบภัยสำนักมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินอากาศ รวบรวมรายงานจากท่าอากาศยานต่างๆ แล้วรายงานเหตุการณ์ให้อธิบดีกรมการบินพลเรือนและ ศปภ. คค. ทราบทุกวัน ตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

2. ช่วงหลังเทศกาล

หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานตามมาตรการ กิจกรรม โครงการ พร้อมปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 เพื่อประมวลรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ โดยกระทรวงคมนาคมจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนอำนวยความสะดวกฯ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลถัดไป

13. เรื่อง แนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ตามความเห็นของสำนักงบประมาณดังนี้

1.เห็นชอบให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. จะต้องพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางในการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ให้เหมาะสมกับสถานะเงินเหลือจ่ายและงบประมาณที่ได้รับจัดสรร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างหน่วยงาน

2.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ให้ส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการ จังหวัดและสถาบันอุดมศึกษา ภายในกรอบวงเงิน 3,563 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด

3. สำหรับแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินรางวัลประจำปีตั้งแต่งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป เห็นควรจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปใช้จ่ายเป็นเงินรางวัลประจำปีไว้ในงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ตามรายชื่อรายการเดิมที่เคยปรากฎในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี


align=center>การศึกษา


14. เรื่อง โครงการทุนศึกษาด้านการสอนภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการทุนศึกษาด้านการสอนภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ส่วนการขออัตราข้าราชการครูเพื่อบรรจุผู้รับทุนตามโครงการ จำนวน 600 อัตรา และงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินโครงการนั้น ให้กระทรวงศึกษาธิการส่งข้อมูลความต้องการดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 (เรื่อง แนวทางการจัดอัตรากำลังและการบริหารจัดการในภารกิจบริการด้านสุขภาพ) ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) เป็นประธานเพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป


align=center>ต่างประเทศ


15. เรื่อง การขออนุมัติในการเข้าร่วมการฝึกร่วมในกรอบ ADMMและ ADMM - Plus และการขอรับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการฝึกร่วม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหม (กห.) จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าร่วมในการฝึกร่วมในกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ADMM- Plus) ในปี 2556 ตามที่ กห. เสนอ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการฝึกร่วมฯ จำนวน 30,000,000 บาท ให้แก่ กห. ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กห. รายงานว่า จะมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึกร่วมในกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defence Ministers' Meeting : ADMM) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers' Meeting - Plus : ADMM - Plus) ในปี 2556 ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ทั้งนี้ การฝึกดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามเอกสารแนวความคิดจากกรอบการประชุม ADMM และ ADMM-Plus ซึ่งเป็นความริเริ่มของ กห. ประเทศสมาชิกอาเซียน และ กห. ประเทศคู่เจรจาในการที่จะร่วมมือกันสร้างความมั่นคงให้แก่ภูมิภาคในภาพรวม โดยริเริ่มจากการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีความสำคัญในระดับสูง ได้แก่ 1) ความมั่นคงทางทะเล 2) การปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ 3) การแพทย์ทางทหาร 4) การต่อต้านการก่อการร้าย และ 5) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

16. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญาลาว เรื่องความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ แห่งราชอาณาจักรไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เกี่ยวกับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา

2. มอบหมายให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวหลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

ร่างบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาไทย-ลาว มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างทั้งสองประเทศ โดยครอบคลุมสาขาความร่วมมือต่าง ๆ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ การฝึกอบรม สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การออกแบบอุตสาหกรรม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียง การบังคับใช้กฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และทรัพยากรพันธุกรรม ทั้งนี้ โดยไม่มีนัยทางการเงิน และการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ จะเป็นไปตามกฎหมาย และข้อกำหนดที่บังคับใช้อยู่แล้วในทั้งสองประเทศ

2. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่สองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน และจะสิ้นสุดผลบังคับใช้เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกโดยทำเป็นหนังสือแจ้งเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างน้อย 3 เดือนก่อนวันสิ้นสุดผลบังคับใช้

3. ในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือจะครอบคลุมการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ และการบังคับใช้กฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประชุมหารือ การจัดประชุมใหญ่ การสัมมนา หลักสูตรฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน เป็นต้น

4. ในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ความร่วมมือจะครอบคลุมการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งรวมถึงการพัฒนาคู่มือการตรวจสอบสำหรับผู้ตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาลาว

5. ในด้านเครื่องหมายการค้า ความร่วมมือจะครอบคลุมการอำนวยความสะดวกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผ่านการแลกเปลี่ยนรายการคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างสองประเทศ

6. ในด้านการออกแบบอุตสาหกรรม ความร่วมมือจะครอบคลุมการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนการออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาคู่มือการตรวจสอบสำหรับผู้ตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาลาว

7. ในด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดให้มีเวทีหารือเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

8. ในด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียง ความร่วมมือจะครอบคลุมการอำนวยความสะดวกแก่การจดแจ้งลิขสิทธิ์ และสิทธิข้างเคียง รวมทั้งมีเวทีหารือประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียงในแต่ละประเทศ รวมถึง คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์

9. ในด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือจะครอบคลุมกิจกรรม ได้แก่ การประสานงานกับหน่วยงานภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัยและเหมาะสม การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ในทั้งสองประเทศ การสนับสนุนการให้ความคุ้มครองภาคธุรกิจในทั้งสองประเทศ ให้ได้รับความเป็นธรรมและไม่ถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการต่อต้านการปลอมแปลง และส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาการยกระดับฐานข้อมูลและแนวปฏิบัติในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศ

10. ในด้านความร่วมมืออื่น ๆ ความร่วมมือจะครอบคลุมกิจกรรม ได้แก่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งศาลเฉพาะด้านทรัพย์สินทางปัญญา การยกระดับการศึกษาและการ

สร้างความตระหนักด้านทรัพย์สินทางปัญญา การให้คำแนะนำด้านการบริหารจัดการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการปรึกษาหารือเกี่ยวกับประเด็นใหม่ ๆ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

17. เรื่อง การเสนอร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้เสนอร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามความตกลงฯ และให้ กต. จัดทำหนังสือแจ้งฝ่ายคูเวตเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงฯ ตามข้อ 1แล้ว

3.หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างความตกลงฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการดำเนินการให้มีผลใช้บังคับเพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง

ร่างความตกลงฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิที่นักลงทุนจะได้รับเมื่อได้ทำการลงทุนในดินแดนของรัฐสภาคีคู่สัญญา โดยข้อบทหลัก ๆ ของร่างความตกลงฯ กำหนดไว้ว่า รัฐภาคีจะไม่ออกมาตรการที่จะเป็นการเลือกประติบัติ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือทำให้การลงทุนนั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และรัฐภาคี ตกลงที่จะให้ความคุ้มครองต่อการลงทุนและผู้ลงทุนอย่างเต็มที่

18. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund-UNFPA) ประจำประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบไตรภาคี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

1. อนุมัติให้ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund-UNFPA) ประจำประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรภูฏานว่าด้วยการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบไตรภาคี และลงนามในเอกสารย่อยภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

2. หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. รายงานว่า

1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติร่างกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012-2016 (UNPAF 2012-2016) (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 เมษายน 2554, 2 เมษายน 2555) โดยมีความร่วมมือ 6 สาขา ดังนี้ 1) การคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) 2) สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Human Rights and Access to justice) 3) ข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Information) 4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 5) ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) 6) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

2. ภายใต้สาขาความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) สพร. กต. ได้ลงนามในเอกสารแผนปฏิบัติการรายปี (Annual Work Plan 2012) กับสำนักงาน UNFPA เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในรูปแบบ South-South Cooperation ในด้านการพัฒนาประชากรและอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว สพร. และสำนักงาน UNFPA ได้เห็นชอบร่วมกันที่จะให้ความช่วยเหลือแก่กระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรภูฏานเพื่อพัฒนาด้านสาธารณสุขและการให้บริการ โดยทั้งสามฝ่ายเห็นควรจัดทำบันทึกความเข้าใจเพื่อกำหนดกิจกรรมและความรับผิดชอบในการดำเนินงานความร่วมมือไตรภาคีดังกล่าว และได้เห็นชอบถ้อยคำร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ด้วยแล้ว

3. ร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือไตรภาคีฯ เป็นเอกสารกำหนดกรอบความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาระหว่าง กต. โดย สพร. สำนักงาน UNFPA ประจำประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรภูฏานในการพัฒนาด้านสาธารณสุขและการบริการ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการส่งเสริมการดำเนินงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในรูปแบบ South-South Cooperation ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

4. การดำเนินงานความร่วมมือนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย โดยประเทศไทยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้รับทุนและสำนักงาน UNFPA ประจำประเทศไทยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหลักสูตรฝึกอบรม/ดูงาน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 6 เดือน

19. เรื่อง สัญญาการให้ (Grant Contract) การดำเนินความสัมพันธ์กับภายนอกของสหภาพยุโรปภายใต้ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

1. เห็นชอบร่างสัญญาการให้ (Grant Contract) การดำเนินความสัมพันธ์กับภายนอกของสหภาพยุโรปภายใต้ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างดังกล่าวในประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม แล้วให้ กต. แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่ารัฐบาลไทยเห็นชอบต่อร่างสัญญาการให้ (Grant Contract) แล้ว และให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในสัญญาการให้ (Grant Contract)

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. รายงานว่า

1. คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอจัดทำร่างสัญญาการให้ (Grant Contract)การดำเนินความสัมพันธ์กับภายนอกของสหภาพยุโรปภายใต้ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE) ซึ่งเป็นเอกสารระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขพิเศษของ Grant Contract โดยสหภาพยุโรปจะให้เงินสนับสนุนจำนวน 3.3 ล้านยูโร สำหรับการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อส่งเสริมการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และได้เสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยกำหนดให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในสัญญาการให้ (Grant Contract) ดังกล่าวในนามของอาเซียน

2. สัญญาการให้ (Grant Contract) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพของสำนักเลขาธิการอาเซียนในเรื่องการให้การสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนและพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการของสำนักเลขาธิการอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการเงิน การบัญชีและการจัดหาทรัพย์สิน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์คือเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการอาเซียน ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์ในระยะยาวเพื่อสำนักเลขาธิการอาเซียนดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 48 เดือน

3. สัญญาการให้ (Grant Contract) จะสนับสนุนพันธกรณีของสหภาพยุโรปในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่เพิ่มพูนกับอาเซียนตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ กอปรกับส่งเสริมศักยภาพและการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนเพื่อสนับสนุนการรวมตัวของอาเซียนอันจะเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศในระยะยาว


align=center>แต่งตั้ง


20. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 5 คณะ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้

คณะที่ 1 ฝ่ายกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ความมั่นคง การพัฒนาสังคม และแรงงาน โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย และการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การพัฒนาสังคม การพัฒนาองค์กรชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งด้านความมั่นคง ด้านแรงงาน และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

คณะที่ 2 ฝ่ายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อด้านวิทยาศาสตร์ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คณะที่ 3ฝ่ายเศรษฐกิจ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพัน หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร สถาบันการเงิน การลงทุน การผลิต การหารายได้เข้าประเทศ การนำเข้าและส่งออกสินค้า นโยบายรัฐวิสาหกิจ และการพลังงานรวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในภาพรวมอื่น เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์และเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพัน หรือเรื่องที่มีผลกระทบด้านการเกษตร การคมนาคม การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและกีฬา หรือเรื่องที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

คณะที่ 4 ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสาธารณสุข โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อการสงวน อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และการสาธารณสุข ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

คณะที่5 ฝ่ายสังคม โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) เป็นประธานกรรมการ
มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อการต่างประเทศ

การทหาร การศึกษา การประชาสัมพันธ์ การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ รวมทั้งด้านวัฒนธรรม และเรื่องทีเกี่ยวข้องกับสังคมในภาพรวมอื่น ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

1. นายสมเกียรติ ทองโต ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา)) สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวงชนบท ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทางและสะพาน)(วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2555

2. นายวิษณุ ตันเรืองศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ) กรมทางหลวง ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งรายชื่อ ปคร. จากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 16 ราย ดังนี้

รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.
1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(นายวราเทพ รัตนากร)
นายยงยุทธ ภู่ประดับกฤต
นักกกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ
2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์)
นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ
เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3. กระทรวงกลาโหม พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
รองปลัดกระทรวงกลาโหม
4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายโอฬาร พิทักษ์
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5. กระทรวงแรงงาน นายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์
รองปลัดกระทรวงแรงงาน
6. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา
รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

7. กระทรวงศึกษาธิการ นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
8. กระทรวงสาธารณสุข นายโสภณ เมฆธน
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข/td>
9. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายกัมพุช วุฒิวงศ์
รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
10. สำนักงบประมาณ นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ
รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
11. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายอดิศักดิ์ ตันยากุล
รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
12. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นางสุชาดา รังสินันท์
รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
13. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นายพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล
รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
14. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ
เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
15. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ พันตำรวจเอก โภคพิบูลย์ โปตระนันท์
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

16. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

นางพรรณิภา เสริมศรี
รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

4. รัฐบาลสาธารณรัฐโปรตุเกสเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทยว่า รัฐบาลสาธารณรัฐโปรตุเกสมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายลุยส์ มานูเอล บาเครา เดอ โซซา (Mr. Luis Manuel Barreira de Sousa) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทยคนใหม่โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายจอร์เจ รีเดอร์ ตอร์ริช เปเรย์รา (Mr. Jorge Ryder Torres Pereira) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

5.แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง นางอัญชลี บุสสุวัณโณ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

6. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

1. นายสุเมธ มโหสถ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2.หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงccสำนักงานปลัดกระทรวง

3.นางสาวพรรณี ศรียุทธศักดิ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานvดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

7.การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา จำนวน 5 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบกำหนดวาระสองปี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ดังนี้ 1. นายดาวิน นารูลา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ 2. นางเพทาย ปทุมจันทรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์ 3. พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4. นางสาวศุภมาศ พยัฆวิเชียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5. นายไพฑูรย์ สว่างกมล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

8.แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนนายเจตน์ ธนวัฒน์ ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายยรรยง พวงราช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพาณิชย์ ในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า แทนนายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ที่ได้ขอลาออกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 โดยให้ดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้ 1. รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ อนุกูลยุทธธน 2. นางสาว ณ ฤดี เคียงศิริ 3. นายปกิต พัฒนกุล 4. นายปรีชา รณรงค์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป