สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
2 เมษายน 2555

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


กฎหมาย


  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่ และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....)
  6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2555
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสำหรับคนต่างด้าว สัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาเพื่อทำงานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ


  1. เรื่อง การเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  2. เรื่อง ขอความเห็นชอบจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง
  3. เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL)
  4. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
  5. เรื่อง เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3
  6. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 140)

สังคม


  1. เรื่อง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้
  2. เรื่อง แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555

ต่างประเทศ


  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20
  2. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว สำหรับโครงการปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย - ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9
  3. เรื่อง การลงนามในร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016
  4. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนระหว่างองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและราชอาณาจักรไทย
  5. เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT-GT)
  6. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคไทยฯ

แต่งตั้ง


  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)
    2. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง
    3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร
    4. การเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
    5. แต่งตั้งคณะกรรมการการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
    6. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน เพิ่มเติม
    7. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โทร . 0 2280-9000


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. ....

  1. กำหนดให้จัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เรียกโดยย่อว่า "อผศ." มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล แต่มิใช่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และให้ อผศ. มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และอาจตั้งสำนักงานสาขาหรือสำนักงานตัวแทนขึ้น ณ ที่ใดก็ได้ (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7)
  2. กำหนดให้ อผศ. มีรายได้จากเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหม เงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียม อผศ. ตลอดจนเงินและทรัพย์สินอย่างอื่นซึ่ง อผศ. ได้รับบริจาค (ร่างมาตรา 8)
  3. กำหนดองค์ประกอบของสภาทหารผ่านศึก วาระการดำรงตำแหน่งการพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และการประชุม (ร่างมาตรา 11 - ร่างมาตรา 19)
  4. กำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม และให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของ อผศ. ตลอดจนมีอำนาจตามที่กำหนด ฯลฯ (ร่างมาตรา 20 - ร่างมาตรา 23)
  5. กำหนดให้มีตราเครื่องหมายของ อผศ. โดย อผศ. อาจจัดทำเหรียญและเข็มทอง อผศ. เพื่อเป็นเครื่องหมายประดับสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีอุปการคุณในกิจการของ อผศ. (ร่างมาตรา 27 และร่างมาตรา 28)
  6. กำหนดบทลงโทษ สำหรับผู้ใช้ชี่อหรือถ้อยคำในประการที่น่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นกิจการของอผศ. หรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการ ผู้ใช้ตราเครื่องหมายของ อผศ. โดยไม่มีสิทธิใช้หรือทำตราเครื่องหมายโดยมิได้รับอนุญาตทำปลอมหรือเลียนแบบคล้ายคลึงตราหรือรอยตราเครื่องหมายและผู้ใช้เหรียญหรือเข็มอันเป็นเครื่องหมายประดับของ อผศ. โดยไม่มีสิทธิให้รับโทษตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 29 - ร่างมาตรา 32)
  7. กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติ (ร่างมาตรา 33 - ร่างมาตรา 36)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับปรุงจากร่างพระราชบัญญัติ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่าง

ร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วในประเด็นสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขนิยามคำว่า "คลังสินค้า" เพิ่มเติมนิยามคำว่า "ศูนย์กระจายสินค้า" "บริษัทในเครือ" "บริษัทแม่" " บริษัทลูก" และ "บริษัทร่วม" (ร่างมาตรา 3)
  2. กำหนดให้นิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น เพื่อใช้เก็บรักษาสินค้าและให้บริการเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะแก่บริษัทในเครือให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบกิจการ (ร่างมาตรา 23)
  3. กำหนดระยะเวลาให้ผู้ที่ประสงค์จะมีคลังสินค้า ไซโลหรือห้องเย็นที่เก็บรักษาสินค้าโดยไม่มีบำเหน็จ ซึ่งมีพื้นที่ ขนาด ความจุตามที่กำหนด แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคลังสินค้า ไซโล หรือห้องเย็น (ร่างมาตรา 46)
  4. ตัดร่างมาตรา 47 ที่กำหนดให้คลังสินค้า ไซโล หรือห้องเย็นที่เก็บรักษาสินค้าโดยไม่มีบำเหน็จต้องจัดทำบัญชีคุมสินค้าหรือรายงานการจัดเก็บสินค้า เนื่องจากคลังสินค้าไซโล หรือห้องเย็นที่เก็บรักษาสินค้าโดย ไม่มีบำเหน็จเป็นคลังสินค้าส่วนตัวมิใช่คลังสินค้าสาธารณะที่ต้องขออนุญาต

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพอาจนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ (ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 46/2 มาตรา 46/3 มาตรา 46/4 มาตรา 46/5 และมาตรา46/6 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500)
  2. กำหนดให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพนำสิทธิในบำเหน็จ ตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ แต่หากสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันกู้เงินทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเต็มตามจำนวน แต่หากผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพถึงแก่ความตายหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มี การบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอดที่นำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จ ตกทอดเท่ากับจำนวนที่เหลือหลังจากที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้หักจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินออกจาก สิทธิในบำเหน็จตกทอดมาตรา 46/5 (ร่างมาตรา 4 เพิ่มเติมมาตรา 48/1 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500)
  3. กำหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพลพลภาพยังคงมีสิทธิได้รับบำนาญอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธินำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ (ร่างมาตรา 5)

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "การจำกัดการเดินทางและอาณาเขต" "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" "เจ้าพนักงาน" "พนักงานเจ้าหน้าที่" และ "ผู้ถูกจำกัด" (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับในกรณีการจำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตตามมาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้ผู้ถูกจำกัดจะต้องชำระค่าธรรมเนียม และวางเงินประกันในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามอัตราที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรมกำหนด (ร่างข้อ 7)
  4. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจและหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เช่น ตรวจสอบข้อเท็จจริง รายงานข้อเท็จจริง เรียกผู้ถูกจำกัดมาสอบถาม เป็นต้น (ร่างข้อ 8)

5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....) และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของการร่างประกาศ

กำหนดให้ยกเลิกความในข้อ 3 (2) แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"(2) พื้นที่ภายในแนวเขตควบคุมอาคาร ที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 ตามขอบเขตพื้นที่ที่เคยใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2546"


6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. 2555

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2555 และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไปได้ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

ข้อเท็จจริง

สลค.เสนอว่า เนื่องด้วยการประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2554 จะครบกำหนด 120 วัน ในวันที่ 18 เมษายน 2555 แต่โดยเหตุที่ยังมีร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในสภาทั้งสอง และบางฉบับยังมิได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร สมควรที่จะขยายเวลาประชุมรัฐสภาออกไปอีก จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2555 ขึ้น และเสนอมาเพื่อดำเนินการ


7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชน กลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย พ.ศ. 2545 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551


8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) และกำหนดอำนาจหน้าที่ กำหนดคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างมาตรา 5 - ร่างมาตรา 10)
  2. กำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) และกำหนดอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 13 - ร่างมาตรา 14)
  3. กำหนดให้สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวรับผิดชอบงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ สทพ. และคณะกรรมการ วลพ. และกำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯ (ร่างมาตรา 16)
  4. การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการหรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้ (ร่างมาตรา 17)
  5. กำหนดให้บุคคลที่เห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. โดยการร้องขอดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องในอันที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ (ร่างมาตรา 18)
  6. กำหนดให้คณะกรรมการ วลพ. อาจกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเท่าที่จำเป็นและสมควรแก่กรณีก็ได้ (ร่างมาตรา 19)
  7. กรณีที่คณะกรรมการ วลพ. วินิจฉัยว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ให้มีอำนาจออกคำสั่งตามที่กำหนดได้ (ร่างมาตรา 20)
  8. กรณีคณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ผู้เสียหายมีสิทธิขอรับการสงเคราะห์ โดยการสงเคราะห์ผู้เสียหายให้กระทำโดยให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 24 และร่างมาตรา 26)
  9. กำหนดให้มีกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และกำหนดกรอบวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินในกองทุน (ร่างมาตรา 29 - ร่างมาตรา 30)
  10. กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 31 และร่างมาตรา 33)
  11. กำหนดบทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 34 - ร่างมาตรา 36)

9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้คุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการและลูกจ้างทั้งหมด (ร่างมาตรา 3)
  3. แก้ไขบทนิยามคำว่า ลูกจ้าง ทุพพลภาพ ว่างงานและภัยพิบัติ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (ร่างมาตรา 4 ถึงร่างมาตรา 7)
  4. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตน และคณะกรรมการการแพทย์ เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการประกันสังคม ที่ปรึกษาและกรรมการการแพทย์ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 12)
  5. แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการจัดสรรเงินกองทุนเพิ่มเติมเรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาจากการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน แก้ไขระบบการเสนองบการเงิน และการจัดทำรายงานประมาณการรายรับและรายจ่ายของกองทุน (ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 16 ถึงร่างมาตรา 17)
  6. แก้ไขเพิ่มเติมการยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนนายจ้างและการยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ร่างมาตรา 18)
  7. แก้ไขเพิ่มเติมการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (ร่างมาตรา 19)
  8. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในแบบรายการการนับระยะเวลานำส่งเงินสมทบ และการคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระเงินสมทบ และเพิ่มเติมบทบัญญัติลดหย่อนการออกเงินสมทบในกรณีเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรง (ร่างมาตรา 20 ถึงร่างมาตรา 23)
  9. แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ทดแทนจากกองทุนของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิอื่น แก้ไขระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน กำหนดขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน แก้ไขวิธีการคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ และยกเลิกบทบัญญัติที่มิให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีจงใจหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำให้ตนประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย (ร่างมาตรา 24 ถึงร่างมาตรา 28)
  10. แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ของผู้ประกันตน (ร่างมาตรา 29)
  11. แก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยกรณีคลอดบุตร หลักเกณฑ์และอัตราการได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ และเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย กำหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย และยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร (ร่างมาตรา 30 ถึงร่างมาตรา 35)
  12. แก้ไขเพิ่มเติมการจ่ายเงินชราภาพให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีทายาทสามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ (ร่างมาตรา 37 ถึงร่างมาตรา 38)
  13. เพิ่มเติมเรื่องสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน และการขอขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม (ร่างมาตรา 39 และร่างมาตรา 40)
  14. แก้ไขบทกำหนดโทษกรณีไม่มาให้ถ้อยคำและกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญาแก่นายจ้างซึ่ง ไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (ร่างมาตรา 41 และร่างมาตรา 42)

10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลและกำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุน (ร่างมาตรา 5)
  2. กำหนดให้กองทุนส่วนหนึ่งประกอบด้วยเงินที่ได้รับจากการจัดสรรจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ที่ตกเป็นของกองทุน และเงินที่ได้รับจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ (ร่างมาตรา 6)
  3. กำหนดให้กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน (ร่างมาตรา 7)
  4. กำหนดให้กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน (ร่างมาตรา 10)
  5. กำหนดให้กองทุนมีอำนาจจ่ายเงินจากกองทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการฯ ที่กำหนด (ร่างมาตรา 13)
  6. กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และองค์ประชุมคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 19)
  7. กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนฯ และกำหนดอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 20)
  8. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (ร่างมาตรา 22)
  9. กำหนดให้มีผู้จัดการกองทุน คุณสมบัติของผู้จัดการ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 23 ถึงร่างมาตรา 26)
  10. กำหนดให้กองทุนจัดทำการบัญชีตามมาตรฐานการจัดทำบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยมีรอบปีบัญชีตามปีงบประมาณ และจัดให้มีการตรวจสอบภายในและรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการฯ ทราบอย่างน้อยปีละครั้ง (ร่างมาตรา 27 และร่างมาตรา 28)
  11. กำหนดให้กองทุนจัดทำงบการเงินและทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ร่างมาตรา 29 และร่างมาตรา 30)
  12. กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน กำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 31 และร่างมาตรา 32)
  13. กำหนดให้คณะกรรมการประเมินผลอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร (ร่างมาตรา 33)
  14. กำหนดบทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา 34 และร่างมาตรา 35)

11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาเพื่อทำงานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และ ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาเพื่อทำงานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว ใช้ได้ครั้งเดียวและการขออยู่ต่อเพื่อการทำงานเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 (ร่างข้อ 2) ดังนี้
    • สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า สัญชาติลาว และสัญชาติกัมพูชา ซึ่งเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน ให้จัดเก็บในอัตราครั้งละ 500 บาท
    • สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า สัญชาติลาว และสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ซึ่งผ่านการพิสูจน์สัญชาติในราชอาณาจักร หรือนอกราชอาณาจักรที่กลับเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรและมีหนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองสถานะบุคคลของคนต่างด้าวให้จัดเก็บในอัตราครั้งละ 500 บาท
  2. ให้กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมีกำหนดเวลาไม่เกิน 4 ปี (ร่างข้อ 3)

เศรษฐกิจ


12. เรื่อง การเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ "กรมส่งเสริมการส่งออก" เป็น "กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ" พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่าง

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ "กรมส่งเสริมการส่งออก" เป็น "กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ" พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนชื่อ "กรมส่งเสริมการส่งออก" เป็น "กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ" และเปลี่ยนชื่อตำแหน่งของข้าราชการ ดังต่อไปนี้
    • 1) "อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก" เป็น "อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ"
    • 2) "รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก" เป็น "รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ"
  2. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 1) ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553 (ร่างข้อ 1)
    • 2) ให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทั้งด้านการส่งเสริมการส่งออกและนำเข้า ขยายตลาดสินค้าและธุรกิจบริการของไทย พัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและธุรกิจบริการ ให้บริการข้อมูลการค้าและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ในตลาดโลกและส่งเสริมการนำเข้าปัจจัยการผลิตและสินค้าที่จำเป็นต่อการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและปริมาณการส่งออกของประเทศไทยและเพื่อให้เกิดความสมดุลทางการค้าและสร้างเสถียรภาพทางการค้าระหว่างประเทศของไทย และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 2)
    • 3) กำหนดให้แบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย 5 สำนัก 1 สำนักงาน 1 ศูนย์ 1 สถาบัน และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 13)
    • 4) กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร รับผิดชอบขึ้นตรงต่ออธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 5)
    • 5) ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553 เป็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ตามกฎกระทรวงนี้ จนกว่าจะมีประกาศตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 14)

13. เรื่อง ขอความเห็นชอบจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง โดยให้มีผลสำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปีงบประมาณ 2556 (ผลงานปีงบประมาณ 2555) เป็นต้นไป ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 9 มกราคม ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.)เสนอ

  1. กรณีได้รับการประเมินให้เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างหนึ่งขั้นให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 2 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นสูงของระดับตำแหน่ง
  2. กรณีได้รับการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างหนึ่งขั้นครึ่งให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 4 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง (โดยมีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้น)
  3. กรณีได้รับการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างสองขั้นให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 6 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง (โดยมีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของผู้ทีมีเงินเดือนเต็มขั้น)
  4. กรณีไม่ได้รับการประเมินให้เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้าง ให้เบิกจ่ายเงินเดือนในอัตราขั้นสูงของระดับตำแหน่งตามเดิม

โดยการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างมีลักษณะเป็นการจ่ายชั่วคราว รวมทั้งไม่เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์อื่นๆ แก่พนักงานและลูกจ้าง ซึ่ง ททท. ได้พิจารณาประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวข้างต้นในปีงบประมาณ 2556 ไว้แล้ว เป็นเงิน 1,380,852 บาท ต่อปี


14. เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ตามที่ กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้

  1. ให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) วงเงิน 1,107.05 ล้านบาท สำหรับงานติดตั้งรั้วสองข้างทางตามแนวเขตทางพื้นที่รถไฟ 15 รายการ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม (กค.)
  2. ให้ดำเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงินกู้ DPL วงเงินรวม 714.83 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการดำเนินงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (Program Management Services : PMS) วงเงิน 305.30 ล้านบาท และโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) วงเงิน 409.53 ล้านบาท ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร คค.

15. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 74,679.770 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2474 มาตรา 39 (4) ตามที่ กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม พร้อมทั้งขอยกเว้นการคิดค่าค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ รฟท. ทั้งส่วนที่ รฟท. รับภาระ และรัฐบาลรับภาระ


16. เรื่อง เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3 เพิ่มขึ้นจำนวน 63,800,000 บาท จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติไว้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 จำนวน 1,774,350,000 บาท เป็นจำนวน 1,838,150,000 บาท ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ


17. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 140)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 140) ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบแนวทางการจัดหาเงินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำงึม 1 และโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด
  3. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 3 ฉบับ (3 ผลิตภัณฑ์)
  4. รับทราบโครงการน้ำงึม 3 ขอปรับกำหนดเวลาใหม่ (Milestones) ที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
  5. รับทราบการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 140) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555

สาระสำคัญของเรื่อง

พน. รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 โดยมีมติดังนี้

1. แนวทางการจัดหาเงินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

2. อัตราค่าไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำงึม 1 และโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด

ช่วงเวลา

กฟผ. ซื้อจาก ฟฟล.
(บาท/หน่วย)
ฟฟล. ซื้อจาก กฟผ.
(บาท/หน่วย)
- Peak 1.60 1.74
- Off Peak 1.20 1.34

3. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 3 ฉบับ (3 ผลิตภัณฑ์) คือ

4. โครงการน้ำงึม 3 ขอปรับกำหนดเวลาใหม่ (Milestones) ที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ขอให้เห็นชอบการปรับกำหนดเวลาใหม่ (Milestones) ที่เกี่ยวกับกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโครงการน้ำงึม 3 โดยให้ กฟผ. แก้ไขร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป

5. การบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐ


สังคม


18. เรื่อง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการพิจารณาร่วมกันของสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ตามที่สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

  1. เห็นชอบการขยายระยะเวลาการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ โดยใช้หลักเกณฑ์ วิธีการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 วันที่ 6 กันยายน และวันที่ 13 ธันวาคม 2554 โดยให้ครอบคลุมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และปี 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2555 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยธรรมชาติเช่นเดียวกับการช่วยเหลือเกษตรกรในภาคอื่น ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว และเพื่อให้การช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่เกิดปัญหากรณีอัตราการช่วยเหลือไม่เท่ากันในระยะเวลาที่เกิดภัยใกล้เคียงกัน
  2. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งสิ้น 2,659,972 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถถัวจ่ายระหว่างรายการด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ได้
  3. เห็นชอบการช่วยเหลอเยียวยาเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปี 2554/55 กรณีเสียหายเนื่องจากประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ในอัตราตันละ 1,437 บาท วงเงิน 221,237 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับการช่วยเหลือเกษตรกรในภาคอื่น ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้วย ทั้งนี้เกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยข้างต้น จะต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และไม่สามารถใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสามารถตรวจสอบได้ โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สำรองจ่ายไปก่อน และสำนักงบประมาณตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีชดเชยให้

19. เรื่อง แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ตามที่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ชื่อในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ใช้ชื่อว่า "สงกรานต์ปลอดภัย ตายเป็นศูนย์"
  2. ช่วงเวลาการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555 รวม 7 วัน
  3. เป้าหมายการดำเนินการ ให้สามารถลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิตและจำนวนผู้บาดเจ็บ ให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2554
  4. มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 6 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านบริหารจัดการ มาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการด้านสังคม มาตรการด้านวิศวกรรมจราจร มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์ และมาตรการด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพ กู้ภัย
  5. ช่วงเวลาดำเนินการ กำหนดเป็น 2 ช่วง ดังนี้
    • (1) ช่วงเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2555 - 10 เมษายน 2555
    • (2) ช่วงปฏิบัติการเข้มข้น ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555

ต่างประเทศ


20. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และหากมีความจำเป็นแก้ไขร่างเอกสารที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารดังกล่าว


21. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว สำหรับโครงการปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย - ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. ให้ สพพ. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย - ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9 ในวงเงิน 190.70 ล้านบาท
  2. ให้ สพพ. กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจเพื่อนำไปให้ สปป.ลาว กู้ต่อในวงเงินรวม 190.70 ล้านบาท
  3. ให้ สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว โดยมีเงื่อนไขทางการเงินและเงื่อนไขอื่น ๆ ดังนี้
3.1 วงเงิน190.70 ล้านบาท (เงินกู้ทั้งจำนวน)
3.2 หมวดค่าใช้จ่ายประกอบด้วย
 - ค่างานโยธา 185.00 ล้านบาท
 - ค่าที่ปรึกษา 3.70 ล้านบาท
 - ค่าบริหารจัดการ 2.00 ล้านบาท
3.3 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี
3.4 อายุสัญญา20 ปี (รวมระยะปลอดหนี้ 5 ปี)
3.5 ค่าบริหารจัดการของ สพพ.ร้อยละ 0.15 ของวงเงินกู้
3.6 ผู้รับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษานิติบุคคลไทย
3.7 การใช้สินค้า และบริการจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
3.8 กฎหมายใช้บังคับกฎหมายไทย

 


22. เรื่อง การลงนามในร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016 โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างปฏิบัติการฯ ที่มิใช่สาระสำคัญให้ กต. ดำเนินการได้
  2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานไทยที่เป็นประธานร่วมของแต่ละความร่วมมือหุ้นส่วน 6 สาขา เป็นผู้ลงนามในแผนปฏิบัติการฯ ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง
  3. อนุมัติให้ผู้แทนส่วนราชการที่อยู่ในคณะกรรมการสามฝ่าย (ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Resident Coordinator)) ให้ความเห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขแผนปฏิบัติการฯ และสามารถพิจารณาดำเนินการได้เฉพาะในเนื้อหาสาระที่ไม่เกินอำนาจหน้าที่ กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่มีอยู่ โดยรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบในภายหลัง
  4. ในกรณีที่มีการจัดทำแผนดำเนินงานประจำปี (Annual Work Plans) ระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของไทยกับองค์กรของสหประชาชาติที่เป็นหุ้นส่วน สำหรับความร่วมมือหุ้นส่วนทั้ง 6 สาขา ขออนุมัติให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาดำเนินการจัดทำและลงนาม รวมทั้งหากจำเป็นสามารถปรับปรุงแก้ไขแผนดำเนินงานประจำปีร่วมกับองค์กรของสหประชาชาติได้ โดยรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบในภายหลัง เพื่อความคล่องตัวและรวดเร็วในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนหน่วยงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United Nations Country Team - UNCT) ได้ลงนามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016 (UN Partnership Framework UNPAF 2012 - 2016) หลังจากนั้น UNCT และหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือและยกร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016 (United Nations Partnership Framework Draft Action Plan Thailand 2012 - 2016) ขึ้นมา เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานและระบุโครงการความร่วมมือ ต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่ายไว้เป็นตารางร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือหุ้นส่วน (UNPAF Action Plan Results Matrices for the Joint Partnerships) อีกทั้งมุ่งหมายให้การทำงานของแต่ละองค์กรของสหประชาชาติมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และบรรลุผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์ภายใต้ UNPAF
  2. ร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 โดยมีความร่วมมือหุ้นส่วนด้านต่าง ๆ (Joint Partnership) ใน 6 สาขา ได้แก่
สาขา ประธานร่วม
1. การคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
2. สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Human Rights and Access to Justice) กระทรวงยุติธรรมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ (OHCHR)
3. ข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Information) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA)
4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)
5. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
6. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กระทรวงพาณิชย์กับองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
  1. ร่างแผนปฏิบัติการฯ ยังมีร่างแผนปฏิบัติการย่อยที่เรียกว่า Country Programme Action Plans ขององค์กรสหประชาชาติ 3 องค์กร รวมอยู่ด้วย ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA)
  2. ร่างแผนปฏิบัติการฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการสามฝ่าย (Tripartite Committee) เป็นกลไกตรวจสอบและปรับปรุงแผนปฏิบัติการฯ ทุกปี ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ประสานงานสหประชาติประจำประเทศไทย (UN Resident Coordinator) ในฐานะประธานร่วม (co - chair) และผู้แทนอื่น ๆ จากองค์กรสหประชาชาติ และหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง โดยมีอำนาจตามที่ระบุใน Annex 9 ของร่างแผนปฏิบัติการฯ ได้แก่ 4.1 อนุมัติรายงานความคืบหน้าในการดำเนินโครงการต่าง ๆ 4.2 มอบแนวทางเพื่อปฏิบัติตามโครงการ 4.3 เห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงแผนปฏิบัติการฯ ตามความจำเป็น
  3. ในการดำเนินการตามร่างแผนปฏิบัติการฯ นั้น จะมีการจัดทำแผนดำเนินงานประจำปี (Annual Work Plans) และเอกสารโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกับองค์กรต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อให้การดำเนินการสอดคล้องกับเป้าหมายของ UNPAF
  4. ร่างแผนปฏิบัติการฯ ระบุเรื่องการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่หน่วยงานของสหประชาชาติ โดยเฉพาะการกำหนดพันธกรณีให้รัฐบาลไทยต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ร่างแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวจึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน เนื่องจากมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติ และทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. 2504 เป็นกฎหมายรองรับอยู่แล้ว

23. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนระหว่างองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและราชอาณาจักรไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างประเทศไทยกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิได้ทำให้สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรืออธิบดีกรมการบินพลเรือน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายที่จะดำเนินการได้
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรืออธิบดีกรมการบินพลเรือน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามของฝ่ายไทย

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ เป็นการร่วมมือกับ ICAO เพื่อให้ทีมตรวจสอบของ ICAO เข้ามาตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั้งระบบ โดยประเทศไทยจะตอบแบบสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายภายในด้านความมั่นคงและการจัดการความปลอดภัยของสนามบินก่อนการเดินทางมาถึงของทีมตรวจสอบ และในระหว่างการตรวจสอบต้องอำนวยความสะดวกให้ทีมผู้ตรวจสอบสามารถเข้าถึงข้อมูลเอกสารพื้นที่ต่าง ๆ ของสนามบิน และสามารถสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบว่าประเทศไทยจะต้องแก้ไขปรับปรุงงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนในส่วนใดเพื่อให้สอดคล้องกับภาคผนวก 9 (การอำนวยความสะดวก) และภาคผนวก 17 (การรักษาความปลอดภัย) ของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. 1944 โดย ICAO จะแจ้งผลการตรวจสอบให้ประเทศไทยทราบ เพื่อนำมาจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการแก้ไขปรับปรุงงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน และนำผลการตรวจสอบบางส่วนขึ้นเว็บไซต์โดยกำหนดชั้นความลับในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว


24. เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT-GT)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (Indonesia - Malaysia - Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ และให้ สศช. สามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก และมอบหมายรัฐมตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) เป็นรัฐมนตรีประจำกรอบแผนงาน IMT-GT เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำครั้งที่ 6 แผนงาน IMT-GT และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรีของไทยในกิจกรรมด้าน IMT-GT ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า

  1. ราชอาณาจักรกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 3 - 4 เมษายน 2555 ณ กรุงพนมเปญ โดยอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำแผนงาน IMT-GT ครั้งที่ 6 ในวันที่ 4 เมษายน 2555 ณ Peace Palace โดยรัฐมนตรีกระทรวงประสานกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐมนตรี IMT-GT รายงานความก้าวหน้าในรอบปีต่อผู้นำ ซึ่งผู้นำสามประเทศ รวมทั้งเลขาธิการอาเซียนและประธานธนาคารพัฒนาเอเชียจะให้ข้อคิดเห็นเพื่อสรุปเป็นแถลงการณ์ร่วม โดยร่างแถลงการณ์ร่วมได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วในที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งพิเศษ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2555 ทั้งนี้ โดยจะมีรัฐมนตรี IMT-GT ของทุกประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำด้วยในรูปแบบองค์ประกอบ Head of State (นายกรัฐมนตรี) + 1 (รัฐมนตรี IMT-GT) + 8 (เจ้าหน้าที่อาวุโสที่เกี่ยวข้อง) + 1 (ผู้แทนสภาธุรกิจภาคใต้ IMT-GT) + 5 (ฝ่ายเลขานุการระดับชาติ)
  2. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีสาระสำคัญเป็นการชื่นชมการดำเนินงานนโยบายความร่วมมือและการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยมิได้ใช้ถ้อยคำที่ประสงค์จะก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งมิได้มีการลงนามจึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ยังได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยรับความเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยแล้วในระหว่างการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งพิเศษ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย)

25. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคไทยฯ

คณะรัฐมนตรีรับทราบบันทึกความเข้าใจ (MEMORANDUM OF UNDERSTANDING : MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย - พม่า ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (THE OFFICE OF THE UNITED NATION HIGH COMMISSIONER FOR REFUGEES : UNSCR) ในโครงการจัดทำทะเบียนผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่า ปี 2555 [MOU 2012/52281/1900/1 THAA/PF(1257000)]ที่ มท. ลงนามร่วมกับ UNHCR เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2555 แล้ว ตามที่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

มท. รายงานว่า UNHCR ได้เสนอบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย-พม่า ของ UNHCR ในโครงการจัดทำระเบียนผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่า ปี 2555 [MOU 2012/52281/1900/1 THAA/PF(1257000)] ปี 2555 ให้ มท. พิจารณาลงนามซึ่ง มท. ได้ดำเนินการตรวจสอบบันทึกความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่าที่ UNHCR เสนอมาแล้วเห็นว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2548 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 จึงได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ UNHCR เสนอแล้ว เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2555


แต่งตั้ง


26. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสถียร วิพรมหา ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง นายชาย พานิชพรพันธุ์ ข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร จำนวน 12 คน เนื่องจากกรรมการชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสองปีตามวาระ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 แล้ว ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นายมงคล รักษาพัชรวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 2.นายบุญสนอง รัตนสุนทรากุล ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 3. นายพงศ์พันธ์ อนันต์วรณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม *4. นายสำเริง จักรใจ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ *5. นายอุดมเกียรติ นนทแก้ว ทรงคุณวุฒิ

ภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 6. นายธีรยศ เวียงทอง ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ *7. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขานิติศาสตร์ *8. นายอำพล ไมตรีเวช ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาเภสัชศาสตร์ 9. นายชำนาญ ภัตรพานิช ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาเภสัชศาสตร์ 10. นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาเศรษฐศาสตร์ *11. นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาเกษตรศาสตร์ 12. นายพงษ์ศักดิ์ วิบูลย์จันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาวิทยาศาสตร์ (*กรรมการชุดเดิม) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป

4. การเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งนายอุดม มั่งมีดี เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลำดับต่อไป

5. แต่งตั้งคณะกรรมการการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) เสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดแรกของคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ดังนี้ 1) พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานกรรมการ 2) นายถาวร ชลัษเฐียร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3) นางอัญชลี ชวนิชย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน (ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพิ่มเติม จำนวน 2 ราย คือ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยโดยมีอำนาจหน้าที่ตามเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นประธานกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทนนางสาวนวพร เรืองสกุล ซึ่งจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2555 โดยอาศัยความตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี