วันนี้ (วันอังคารที่ 24 มกราคม 2555) เมื่อเวลา 08.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
กฎหมาย
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
เศรษฐกิจ
- เรื่อง การรักษาเสถียรภาพราคายาง
- เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
สังคม
- เรื่อง กรอบแนวทางในการจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในภาพรวม
- เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน
- เรื่อง สรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์อุทกภัย
- เรื่อง แผนการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
- เรื่อง การอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างชาติในการเดินทางเข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูโรงงานและ สถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย
- เรื่อง สรุปผลการพิจารณาแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของคณะกรรมการเพื่อให้ ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับ คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.)
ต่างประเทศ
- เรื่อง ขออนุมัติลงนามและสัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดียว่า ด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ)
- เรื่อง การลงนามพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม
แต่งตั้ง
- เรื่อง แต่งตั้ง
- การแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อพัฒนางานเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องาน ทางวิทยาศาสตร์ (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ)
- รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
- การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
- รัฐบาลสหราชอาณาจักรเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
- การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
- รัฐบาลสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
- แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
- การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)
- การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
- การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
- แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)
- การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)
- ขอทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง
- แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
- แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
- คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 22 /2555เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน
- คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23 / 2555 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โทร . 0 2280-9000กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
- ยกเลิกบทนิยามคำว่า "บริษัท" "ผู้อำนวยการ" และกำหนดบทนิยามคำว่า "เลขาธิการ" แทนคำว่า "ผู้อำนวยการ" (ร่างมาตรา 3 และร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3)
- แก้ไขคำว่า "ผู้อำนวยการ" เป็น "เลขาธิการ" ทุกแห่ง (ร่างมาตรา 5)
- แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเพิ่มเติมอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง (ร่างมาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 วรรคหนึ่ง)
- แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติของกรรมการวิชาการ (ร่างมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 17 วรรคสาม)
- แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน (ร่างมาตรา 8 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34)
2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
- แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "สถานพยาบาลสัตว์" และคำว่า "ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์" (ร่างมาตรา 3 และร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3)
- แก้ไขเพิ่มเติมคำว่า "ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์" และคำว่า "ประกอบการบำบัดโรคสัตว์" เป็นคำว่า "ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์" และ "ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์" ทุกแห่ง (ร่างมาตรา 5)
- แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจรัฐมนตรีในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข สำหรับใช้บังคับแก่สถานพยาบาลสัตว์ซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ (ร่างมาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
- เพิ่มเติมการกำหนดลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาลสัตว์ (ร่างมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)
- แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาต (ร่างมาตรา 8 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8)
- เพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาออกใบอนุญาตของผู้อนุญาต และเพิ่มเติมการกำหนดลักษณะการให้บริการของสถานพยาบาลสัตว์ (ร่างมาตรา 9 เพิ่มเติมมาตรา 8/1 และมาตรา 8/2)
- เพิ่มเติมการกำหนดให้ผู้รับอนุญาตแสดงรายการอัตราค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการ (ร่างมาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 16)
- เพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนใบอนุญาตและการแสดงความจำนงเพื่อขอประกอบกิจการต่อไปในกรณีที่ผู้รับอนุญาตตาย (ร่างมาตรา 11 เพิ่มเติมมาตรา 21/1 และมาตรา 21/2)
- แก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติรายการอัตราค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการ (ร่างมาตรา 12)
3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
- ยกเลิกพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 (ร่างมาตรา 3)
- กำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด เช่น กำหนดให้เจ้าของสัตว์ต้องปฏิบัติตามระบบ การป้องกันและควบคุมโรคระบาด เจ้าของสัตว์หรือซากสัตว์ต้องทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ กำหนดห้ามการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ปลอม หรือแปลงหรือแก้ไขเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ที่แท้จริง กำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการเมื่อมีสัตว์ป่วยหรือตาย และกำหนดห้ามบุคคลใดขุดซากสัตว์ที่ฝังไว้แล้ว เป็นต้น (ร่างมาตรา 7 ถึงร่างมาตรา 16)
- กำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมในกรณีมีการประกาศเขตเกี่ยวกับโรคระบาด เช่น กำหนดเขตปลอดโรคระบาดหรือเขตกันชนโรคระบาด กำหนดห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ตามที่ระบุในประกาศ กำหนดให้สัตวแพทย์มีอำนาจประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวในท้องที่ที่รับผิดชอบ และกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจประกาศเขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด (ร่างมาตรา 17 ถึงร่างมาตรา 23)
- กำหนดเกี่ยวกับการขออนุญาต การออกใบอนุญาตและหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต เช่น กำหนดให้ผู้ค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ และการขาย จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน หรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์หรือเอ็มบริโอ หรือมีพ่อพันธุ์ของสัตว์เพื่อให้บริการผสมพันธุ์แก่สัตว์ของบุคคลอื่นโดยวิธีธรรมชาติ ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน การแสดงความจำนงของทายาทหรือผู้ได้รับความยินยอมจากทายาทเพื่อประกอบกิจการในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตาย การออกใบแทนกรณีที่ใบอนุญาตสูญหาย ชำรุดหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ กำหนดให้การนำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ ต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายทุกครั้ง และกำหนดให้การนำสัตว์หรือซากสัตว์ไปยังท้องที่จังหวัดอื่น ต้องทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์และต้องได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ประจำท้องที่ต้นทางทุกครั้ง (ร่างมาตรา 23 ถึงร่างมาตรา 37)
- กำหนดเกี่ยวกับการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 38 ถึงร่างมาตรา 39)
- กำหนดให้สัตวแพทย์มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด และกำหนดให้สารวัตรมีอำนาจตรวจสอบหรือควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งมีอำนาจยึดหรืออายัดสัตว์หรือซากสัตว์ที่นำเข้า หรือ นำผ่านราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 40 ถึงร่างมาตรา 42)
- กำหนดเกี่ยวกับการขายทอดตลาดและการจ่ายเงินสินบน (ร่างมาตรา 43 และร่างมาตรา 46 ถึงร่างมาตรา 51)
- กำหนดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ และบทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 52 ถึงร่างมาตรา 53 และร่างมาตรา 55 ถึงร่างมาตรา 78)
- กำหนดบทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา 79 ถึงร่างมารา 81)
4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 (ร่างมาตรา 3)
2. บทนิยาม
แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "สัตว์" "การจำหน่ายเนื้อสัตว์" และ ได้กำหนดคำนิยาม เช่น "เนื้อสัตว์" "การประกอบกิจการฆ่าสัตว์" "โรงฆ่าสัตว์" "โรงพักสัตว์" "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" และ "คณะกรรมการประจำจังหวัด" เป็นต้น (ร่างมาตรา 4)
3. หมวด 1 คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบกิจการฆ่าสัตว์
กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า"คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบกิจการฆ่าสัตว์" ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมอนามัย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายกสัตวแพทยสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ ให้อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านการค้า การลงทุนหรือการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ โดยมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำต่อรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน และออกกฎกระทรวงตามมาตรา 14 พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ กำกับดูแลการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างมาตรา 6 ถึงร่างมาตรา 14)
4. หมวด 2 การประกอบกิจการฆ่าสัตว์
กำหนดการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์และประกอบกิจการฆ่าสัตว์ โดยให้คณะกรรมการพิจารณาแผนงานประกอบกิจการฆ่าสัตว์ประจำจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการ กำหนดให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์สามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต ส่วนกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตาย ก็ให้โอนไปเป็นของทายาท กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะเลิกประกอบกิจการฆ่าสัตว์ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนเลิกประกอบกิจการ (ร่างมาตรา 15 ถึงร่างมาตรา 30)
5. หมวด 3 การฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์
กำหนดให้พนักงานตรวจโรคสัตว์เพื่อตรวจสอบและควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ ต้องแต่งตั้งจากสัตวแพทย์ หรือบุคคลซึ่งผ่านการศึกษาและฝึกอบรมด้านการตรวจโรคในสัตว์หรือการตรวจเนื้อสัตว์จากในประเทศหรือต่างประเทศตามหลักสูตรที่กรมปศุสัตว์กำหนดและได้รับการรับรองจากสัตวแพทยสภาและได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมปศุสัตว์ และการรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์และวิธีการชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ร่างมาตรา 31 ถึงร่างมาตรา 40)
6. หมวด 4 การพักใช้และการเพิกถอนใบอนุญาต
กำหนดให้ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ เมื่อปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่ง และมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้เมื่อปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ในใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาตเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตและได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ต้องถูกพักใช้ใบอนุญาต (ร่างมาตรา 41 ถึง ร่างมาตรา 45)
7. หมวด 5 พนักงานเจ้าหน้าที่
กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ที่มีการฆ่าสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ มีอำนาจสั่งให้หยุดยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสัตว์ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย (ร่างมาตรา 46 ถึงร่างมาตรา 50)
8. บทกำหนดโทษ
กำหนดโทษของการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ใช้เกณฑ์ในการกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา คือ การจำคุกหนึ่งปีต่อโทษปรับสองหมื่นบาท โดยกำหนดให้อธิบดีสามารถเปรียบเทียบปรับการกระทำความ ผิดตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เว้นแต่กรณีการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตและการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการยกเว้น (ร่างมาตรา 51 ถึงร่างมาตรา 60)
9. บทเฉพาะกาล
กำหนดให้กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 61 ถึงร่างมาตรา 65)
10. อัตราอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่าย
กำหนดอัตราอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์และเศรษฐกิจในปัจจุบันตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
- แก้ไขปรับปรุงรายการที่ต้องระบุไว้ในประกาศขายทอดตลาดเพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติ (ร่างข้อ 1 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 6 วรรคสอง)
- แก้ไขปรับปรุงให้อธิบดีมีอำนาจออกหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นและราคาสมควรขายในการขายทอดตลาด (ร่างข้อ 2 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 8)
- แก้ไขปรับปรุงวิธีการส่งประกาศการขายทอดตลาดให้สอดคล้องกับมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และแนวการวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2544 และ 7386/2552 (ร่างข้อ 3 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 9 (1))
- แก้ไขปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ และกำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ประจำจังหวัดขึ้นในทุกจังหวัด รวมทั้งปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดิมของกรมบังคับคดี เพื่อให้การดำเนินการประชุมและกำหนดราคาทรัพย์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ (ร่างข้อ 4 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11 และข้อ 12)
- ยกเลิกวิธีการดำเนินการในกรณีมีผู้เสนอราคาในการขายทอดตลาดเพียงรายเดียว (ร่างข้อ 7)
6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. หมวด 1 คณะกรรมการ
- 1.1 กำหนดให้มีคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวนหกคน กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้แทนนักกีฬาอาชีพและผู้เกี่ยวข้องกับกีฬาอาชีพจำนวนหกคน และกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน โดยในจำนวนนี้ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับกีฬาอย่างน้อยหนึ่งคน โดยให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยแต่งตั้งรองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทยคนหนึ่งเป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทเกี่ยวกับ การส่งเสริมและพัฒนากีฬาอาชีพต่อคณะรัฐมนตรี เสนอแนะคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางภาษีอากร เพื่อการส่งเสริมและพัฒนากีฬาอาชีพ กำหนดชนิดหรือประเภทกีฬาที่ให้ถือว่าเป็นกีฬาอาชีพ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการด้าน ต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากีฬาอาชีพ ตลอดจนออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 6 ถึงร่างมาตรา 11)
- 1.2 กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกสี่คน โดยในจำนวนนี้จะต้องเป็นผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ด้านกฎหมายอย่างน้อยหนึ่งคน (ร่างมาตรา 13)
- 1.3 กำหนดให้การกีฬาแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ และคณะกรรมการบริหารกองทุนรับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม การศึกษา วิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล และกิจการต่าง ๆ (ร่างมาตรา 16)
2. หมวด 2 สโมสรกีฬาอาชีพและสมาคมกีฬาอาชีพ
- 2.1 กำหนดให้สโมสรกีฬาอาชีพหรือสมาคมกีฬาอาชีพจดแจ้งการดำเนินการต่อนายทะเบียน โดยสโมสรกีฬาอาชีพหรือสมาคมกีฬาอาชีพที่ได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งแล้ว อาจใช้คำซึ่งแสดงว่าเป็นกีฬาอาชีพประกอบชื่อสโมสรหรือสมาคมก็ได้ (ร่างมาตรา 17 และร่างมาตรา 18 วรรคหนึ่ง)
- 2.2 กำหนดให้สโมสรกีฬาอาชีพหรือสมาคมกีฬาอาชีพที่ได้รับนักกีฬาอาชีพหรือบุคลากรกีฬาอาชีพเข้าอยู่ในสังกัดหรืออยู่ในความดูแล มีหน้าที่ต้องจัดทำสัญญาจ้างหรือความตกลงร่วมกัน แล้วแต่กรณี เป็นหนังสือ โดยข้อกำหนดในสัญญาจ้างหรือความตกลงร่วมกันดังกล่าว ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการจ้าง หรือมาตรการในการคุ้มครองที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และมีหน้าที่ดูแลนักกีฬาอาชีพ บุคลากรกีฬาอาชีพ และบรรดากองเชียร์หรือผู้เข้าชมการแข่งขันให้อยู่ในความเรียบร้อยตลอดระยะเวลาที่จัดการแข่งขันนัดที่ตนเข้าร่วมการแข่งขันนั้น (ร่างมาตรา 21 และร่างมาตรา 24)
3. หมวด 3 นักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพ
- 3.1 กำหนดให้นักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพอาจยื่นขอจดแจ้งการเป็นนักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพต่อนายทะเบียน และเมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดแจ้งแล้ว ให้นายทะเบียนออกบัตรประจำตัวให้แก่นักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพ (ร่างมาตรา 26 และร่างมาตรา 27)
- 3.2 กำหนดให้นักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพที่ได้รับบัตรประจำตัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การช่วยเหลือ การส่งเสริม และการสนับสนุนตามเงื่อนไขและมาตรการที่คณะกรรมการกำหนด รวมตลอดถึงสิทธิประโยชน์อื่นที่กฎหมายกำหนด และมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรเพื่อผดุงศักดิ์ศรีและรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก รวมทั้งการเจรจาความตกลงร่วมกันกับสโมสรกีฬาอาชีพหรือสมาคมกีฬาอาชีพ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (ร่างมาตรา 28 และร่างมาตรา 32)
4. หมวด 4 การจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ
- กำหนดให้ในการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพแต่ละรายการ ให้ผู้จัดการแข่งขันกีฬาอาชีพแจ้งแผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันซึ่งรวมถึงการแบ่งผลประโยชน์หรือรายได้ต่อนายทะเบียนก่อนการจัดการแข่งขัน และจัดให้มีมาตรฐานการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพและมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักกีฬาอาชีพ บุคลากรกีฬาอาชีพ และผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬาอาชีพ รวมทั้งผู้เข้าชมการแข่งขันกีฬาอาชีพ ซึ่งต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 34)
5. หมวด 5 กองทุน
- กำหนดให้จัดตั้ง "กองทุนส่งเสริมกีฬาอาชีพ" ในการกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือ การสงเคราะห์สวัสดิการ การส่งเสริม การสนับสนุน การพัฒนา และการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาอาชีพ นักกีฬาอาชีพ และบุคลากรกีฬาอาชีพ และให้ใช้จ่ายเงินกองทุนในการช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่นักกีฬาอาชีพ บุคลากรกีฬาอาชีพ และผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุหรือได้รับความเสียหายหรืออันตรายจากการแข่งขันกีฬาอาชีพ สนับสนุนการพัฒนานักกีฬาอาชีพและบุคลากรกีฬาอาชีพ (ร่างมาตรา 37 และร่างมาตรา 41)
6. หมวด 6 การยกย่องเชิดชูเกียรติ
- กำหนดให้นักกีฬาอาชีพอาจได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นนักกีฬาอาชีพแห่งชาติ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งเมื่อได้เป็นนักกีฬาอาชีพแห่งชาติแล้ว จะต้องดำรงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาเกียรติความเป็นนักกีฬาอาชีพแห่งชาติดังกล่าว (ร่างมาตรา 49 และร่างมาตรา 50)
7. หมวด 7 นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่
- กำหนดให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในที่ทำการสโมสรกีฬาอาชีพหรือสมาคมกีฬาอาชีพ สถานที่จัดการแข่งขันกีฬาหรือสถานที่อื่นใดที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ เพื่อตรวจสอบอาคารสถานที่ อุปกรณ์การแข่งขันกีฬา ฯลฯ โดยในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ร่างมาตรา 51 ถึงร่างมาตรา 54)
8. หมวด 8 บทกำหนดโทษ
- กำหนดให้มีโทษทางปกครองและโทษอาญาเพื่อใช้เป็นมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 55 ถึงร่างมาตรา 65)
9. บทเฉพาะกาล
- กำหนดให้มีบทเฉพาะกาลรองรับคณะกรรมการกีฬาอาชีพชั่วคราว เพื่อทำหน้าที่คณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกองทุน รวมทั้งกำหนดให้โอนเงิน และทรัพย์สินของกองทุนส่งเสริมกีฬาอาชีพตามข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารกองทุน การจัดหาผลประโยชน์และการจัดการกองทุนส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. 2552 ไปเป็นของกองทุนส่งเสริมกีฬาอาชีพตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย (ร่างมาตรา 66 ถึงร่างมาตรา 71)
7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2554 ข้อ 3 (3) โดยกำหนดเพิ่มเติมจังหวัดบึงกาฬ
เศรษฐกิจ
8. เรื่อง การรักษาเสถียรภาพราคายาง
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเสนอ ดังนี้
- เห็นชอบการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับยางแผ่นรมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขายได้ และะแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับยางแผ่นรมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขายได้ตามข้อ 2....
- อนุมัติงบช่วยเหลือโครงการรับจำนำข้าว จำนวน 15,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการฯ
- อนุมัติงบกลางปีงบประมาณ 2555 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับยางแผ่นรมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขายได้ วงเงินรวม 1,335.937 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 ได้พิจารณาเรื่องการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา และมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง แนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น สำหรับยางแผ่นรมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขายได้ แนวทางการช่วยเหลือเงินทุนหมุนเวียนผู้ประกอบการยางพารา และกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานเพิ่มเติม ดังนี้
1. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง
- 1) วัตถุประสงค์
- (1) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยดำเนินการชะลอการจำหน่ายยางออกสู่ตลาดในช่วง ที่ราคายางผันผวน
- (2) เพื่อพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรในการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยสนับสนุนวงเงินกู้ใช้รับซื้อน้ำยางสด หรือยางแผ่นดิบ หรือยางก้อนถ้วย มาแปรรูป หรือส่งขายให้องค์การสวนยาง นำไปแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่งรมควันอัดก้อน ยางแท่ง ทำให้สถาบันเกษตรกร และ หรือองค์การสวนยาง สามารถเก็บรักษายางไว้ได้เอง รอจำหน่ายเมื่อราคาเหมาะสม หรือเมื่อสิ้นสุดโครงการ
- 2) เป้าหมาย ลดอุปทานยางเพื่อให้มีราคารับซื้อที่เหมาะสมและยั่งยืนอยู่ที่ระดับประมาณ 120 บาทต่อกิโลกรัม
- 3) ระยะเวลาของโครงการ 1 ปี 3 เดือน (มกราคม 2555 - มีนาคม 2556)
- 4) วิธีการดำเนินงาน
- (1) ประชุมชี้แจงโครงการให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ทราบและดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้อง
- (2) ประชาสัมพันธ์และรับสมัครสถาบันเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ
- (3) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ให้แก่สถาบันเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัด และให้แก่องค์การสวนยาง ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ยกเว้น สถาบันเกษตรกรที่เคยได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพิ่มมูลค่าเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำมาแล้วสามารถได้รับการจัดสรรได้ทันที
- (4) ให้ความรู้การแปรรูปยางแผ่นรมควัน การอัดก้อน และการเก็บรักษายางแก่สถาบันเกษตรกรที่ซื้อยางจากสมาชิกมาผลิตและเก็บรวบรวม
- (5) สถาบันเกษตรกร และองค์การสวนยาง ซื้อยางจากสมาชิก ผลิตและเก็บรวบรวม โดยการแนะนำและตรวจสอบคุณภาพยางให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งเก็บรักษายางไว้ในโกดังของสถาบันเกษตรกร หรือสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือของกรมวิชาการเกษตร หรือจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม
- (6) แนะนำวิธีการปฏิบัติทางบัญชีของโครงการและตรวจสอบบัญชีของแต่ละสหกรณ์ รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขายยาง
- (7) ตรวจสอบสต๊อกยางอย่างสม่ำเสมอ
- (8) ติดตามและประเมินผลโครงการ
- จัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและดำเนินงาน การบริหารโครงการฯ ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งกำกับ ดูแล ตรวจสอบ ติดตามและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ซึ่งคณะกรรมการบริหารโครงการสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานได้ตามความเหมาะสม
- 5) หน่วยงานที่รับผิดชอบ
- (1) หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์การเกษตร องค์การ สวนยาง สำนักงานดองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร
- (2) หน่วยงานสนับสนุน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
2. แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับยางแผนรมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถที่ขายได้
- 1) มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 2,000 ล้านบาท (สองพันล้านบาท) โดยใช้ผลผลิตยางพาราจำนำเป็นประกัน ทั้งนี้ ให้สถาบันเกษตรกรเป็น ผู้รับภาระดอกเบี้ย
- 2) รัฐจะรับภาระดำเนินการเรื่องประกันวินาศภัย โดยจะขอรับการสนับสนุนงบกลางประจำปีงบประมาณ 5555 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 13.333 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา
- 3.1 โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง
- 1) วงเงินดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน
- (1) เงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะให้กู้เป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 เพื่อให้สถาบันเกษตรกร และองค์การสวนยางใช้ในการรับซื้อยางนำไปแปรรูปและรอขายในราคาที่เหมาะสมในวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท ใช้เงินจากงบช่วยเหลือโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะจัดสรรให้สถาบันเกษตรกร 5,000 ล้านบาท องค์การสวนยาง 10,000 ล้านบาท
- (2) งบค่าใช้จ่ายของโครงการ ซึ่งจะขอรับการสนับสนุนจากงบกลางประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 1,322.604 ล้านบาท แยกเป็น
- งบบริหารโครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และองค์การสวนยาง (อัตราร้อยละ 3 ต่อปี) เป็นเงิน 450 ล้านบาท
- เงินค่าชดเชยต้นทุนเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ (อัตราดอกเบี้ย FDR + 1.5 ซึ่งปัจจุบันรวมเป็นเท่ากับ ร้อยละ 3.9 ต่อปี) เป็นเงิน 731.25 ล้านบาท - ค่าใช้จ่ายดำเนินการเรื่องการประกันวินาศภัย 100 ล้านบาท สำหรับผลผลิตยางที่มีการรับซื้อไว้และถูกใช้เป็นหลักประกัน
- งบบริหารและดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวม 7 หน่วยงาน เป็นเงิน 41.354 ล้านบาท
- 3.2 แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับยางแผ่นรวมควันของสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขายได้
- 1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนสินเชื่อ จำนวน 2,000 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ย
- 2) รัฐรับภาระดำเนินการเรื่องประกันวินาศภัย โดยขอรับสนับสนุนเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ 2555 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 13.333 ล้านบาท
9. เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 รวม 42 รายการ ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าต่าง ๆ ด้วย
รายการสินค้า/บริการควบคุม จำนวน 42 รายการ มีดังนี้
- หมวดอาหาร จำนวน 13 รายการ คือ(1) กระเทียม (2) ข้าวเปลือก ข้าวสาร (3) ข้าวโพด (4) มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ (5) ไข่ไก่ (6) สุกร เนื้อสุกร (7) น้ำตาลทราย (8) น้ำมันและไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้ (9) ครีมเทียมข้นหวาน นมข้น นมคืนรูป นมแปลงไขมัน (10) นมผง นมสด (11) แป้งสาลี (12) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (13) อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก
- หมวดสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน จำนวน 3 รายการ คือ (14) ผงซักฟอก (15) ผ้าอนามัย (16) กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า
- หมวดปัจจัยทางการเกษตร จำนวน 9 รายการ คือ (17) ปุ๋ย (18) ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช (19) หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ (20) เครื่องสูบน้ำ (21) รถไถนา (22) รถเกี่ยวข้าว (23) เครื่องวัดความชื้นข้าว (24) เครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว (25) เครื่องชั่งวัดอัตราส่วนร้อยละของแป้งในหัวมัน
- หมวดวัสดุก่อสร้าง จำนวน 3 รายการ คือ (26) ปูนซีเมนต์ (27) เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น (28) สายไฟฟ้า
- หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์ จำนวน 3 รายการ คือ (29) กระดาษทำลูกฟูก กระดาษเหนียว (30) กระดาษพิมพ์และเขียน (31) เยื่อกระดาษ
- หมวดบริภัณฑ์ขนส่ง จำนวน 3 รายการ คือ (32) แบตเตอรี่รถยนต์ (33) ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ (34) รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก
- หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จำนวน 3 รายการ ได้แก่ (35) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (36) น้ำมันเชื้อเพลิง (37) เม็ดพลาสติก
- หมวดยารักษาโรค จำนวน 1 รายการ คือ (38) ยารักษาโรค
- หมวดอื่นๆ จำนวน 1 รายการ คือ (39) เครื่องแบบนักเรียน
- หมวดบริการ จำนวน 3 รายการ ได้แก่ (40) การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า (41) บริการรับฝากสินค้าหรือบริการให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า (42) บริการทางการเกษตร (ค่าจ้าง เก็บเกี่ยวข้าวและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ค่าจ้างนวดข้าว ค่าจ้างสีข้าว เป็นต้น)
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะได้ออกประกาศเพื่อนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
สังคม
10. เรื่อง กรอบแนวทางในการจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในภาพรวม
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) เสนอดังนี้
- ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. ในการจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน ก.พ. โดยให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยให้ความร่วมมือในการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนเข้าอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน ก.พ. อย่างต่อเนื่อง โดยควรทำเป็นตัวชี้วัดส่วนบุคคลด้วย
- ให้ทุกกระทรวง กรม จังหวัด และส่วนท้องถิ่น จัดหลักสูตรเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หรือสอดแทรกวิชาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในหลักสูตรที่จัดอยู่แล้วของแต่ละหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของเรื่อง
กขร. รายงานว่า
- กขร. ในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ได้ทบทวนข้อเสนอเชิงนโยบายตามมติคณะรัฐมนตรี (20 เมษายน 2553) โดยมีมติ ดังนี้
- 1.1 ให้ สปน. โดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. ในการจัดทำหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐในภาพรวม
- 1.2 ในส่วนของการจัดตั้งสถาบันเพื่อการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ กขร. (สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ) ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของโครงสร้างของหลักสูตรและแนวทางการดำเนินการของสถาบันดังกล่าวในภาพรวมเพื่อประกอบการพิจารณาของกขร. และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
- สปน. โดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้ดำเนินการ ดังนี้
- 2.1 ร่วมหารือกับสำนักงาน ก.พ. ในการจัดทำหลักสูตร มีข้อสรุป ดังนี้
- 2.1.1 สำนักงาน ก.พ. สามารถบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในหลักสูตรที่จัดดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการให้ความสนับสนุนด้านวิทยากรและเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้อง
- 2.1.2 ในการพัฒนาวิทยากรตัวคูณเพื่อให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เรื่องพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สำนักงาน ก.พ. ยินดีให้การสนับสนุนวิทยากร และให้คำแนะนำในการดำเนินการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการเป็นวิทยากรในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการจัดดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรตัวคูณดังกล่าว
- 2.1.3 การดำเนินการให้ความรู้ผ่านระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์เรื่องพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในแผนดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ด้วยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาหลักสูตรแล้วเสร็จ สามารถเริ่มดำเนินการฝึกอบรมออนไลน์ได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
- 2.2 ในส่วนของการจัดตั้งสถาบันเพื่อการอบรมความรู้เกี่ยวกับสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้จัดทำรายละเอียดแนวทางการดำเนินการโครงการพัฒนาความร่วมมือเพื่อจัดตั้งสถาบันการฝึกอบรมด้านสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง กขร. และสถาบันทางวิชาการ เช่น สถาบันพระปกเกล้า สถาบันศึกษากฎหมายเปรียบเทียบและนโยบายสาธารณะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย เป็นต้น
- ในการประชุม กขร. ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 กขร. มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางในการจัดทำหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในภาพรวม ตามข้อ 2.
11. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (8 พฤศจิกายน 2554) เรื่อง แผนงาน/โครงการและงบประมาณในการช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ด้านสังคม) ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
รง. รายงานว่า รง. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดูแลช่วยเหลือภาคแรงงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย สถานประกอบการและลูกจ้าง ได้ตระหนักถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับสถานประกอบการและลูกจ้างเป็นจำนวนมาก โดยพบว่าจากข้อมูลของศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ รง. ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2554 ปรากฏว่า มีสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย จำนวน 28,679 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 993,944 คน สถานประกอบการที่เลิกจ้าง จำนวน 85 แห่ง และลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 23,315 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ทำให้อุปกรณ์การผลิตได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ทำให้อุปกรณ์การผลิตได้รับความเสียหาย ต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูให้เข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ลูกจ้างของสถานประกอบการนั้นๆ อยู่ในภาวะว่างงานรง. จึงได้กำหนดมาตรการในการฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยดำเนินการให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการ และลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและไม่ถูกเลิกจ้าง รวมทั้งแรงงานต่างด้าว โดยมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้
1. สถานประกอบการ ได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ได้แก่
- 1.1 โครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง โดยวัตถุประสงค์หลักต้องการให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้สถานประกอบการยังไม่เลิกจ้าง และเป็นการช่วยเหลือลูกจ้างของสถานประกอบการ โดยทำข้อตกลงกับนายจ้างว่าจะไม่เลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากสาเหตุการประสบอุทกภัย และรัฐบาลจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราเดือนละ 2,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้แก่ลูกจ้างเมื่อรวมกันแล้วลูกจ้างต้องได้รับเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับก่อนเกิดอุทกภัย ในระยะแรกรัฐบาลได้อนุมัติการจัดสรรเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อจ่ายให้กับลูกจ้างดังกล่าว จำนวน 100,000 ราย มีสถานประกอบการที่ขอเข้าร่วมโครงการ จำนวน 977 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน 252,671 คน ปัจจุบันได้พิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณให้สถานประกอบการ จำนวน 234 แห่ง ลูกจ้าง จำนวน 88,706 คน
- 1.2 โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน โดยการยืมตัวลูกจ้างจากสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัยไปทำงานที่สถานประกอบการใกล้เคียงที่ไม่ประสบอุทกภัย ซึ่งขณะนี้มีสถานประกอบการร่วมโครงการ 645 แห่ง ตำแหน่งงานรองรับ จำนวน 78,260 อัตรา มีลูกจ้างเข้าทำงานตามโครงการแล้ว 109 แห่ง 13,241 คน
- 1.3 โครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย โดยสำนักงานประกันสังคมนำเงินไปฝากกับสถาบันการเงิน จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้สถานประกอบการกู้เงินไปซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายจากอุทกภัยได้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี (คงที่ 3 ปี) ปัจจุบันมีธนาคารเข้าร่วมโครงการ 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลาม ธนาคารออมสิน และธนาคารนครหลวง และได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้สถานประกอบการแล้ว จำนวน 10 ราย เป็นเงิน 10 ล้านบาท (ธนาคารกรุงไทย)
- 1.4 โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยสำนักงานประกันสังคมนำเงินไปฝากสถาบันการเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้สถานประกอบการกู้เงินเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อรักษาและส่งเสริมการจ้างงาน โดยสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องรักษาจำนวนผู้ประกันตนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ประกันตน ณ วันที่ได้รับสินเชื่อตลอดอายุโครงการ 3 ปี โดยให้สถานประกอบการยื่นกู้ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2555 วงเงิน 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปี คงที่ 3 ปี (กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือบุคคลค้ำประกัน) ขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์เสนอเข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารอิสลาม และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งจะต้องจัดทำข้อตกลงต่อไป
- 1.5 การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้เหลือร้อยละ 0.1 มีระยะเวลา 1 ปี จากเดิมที่กำหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 และสถานประกอบการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแก้ไขประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
- 1.6 ขยายหรือเลื่อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 47 ซึ่งบัญญัติให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน มาตรา 49 หากนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบภายในระยะเวลาที่กำหนดจะต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน สำนักงานประกันสังคมได้มีแนวคิดในการขยายหรือเลื่อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยที่จะต้องคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย
- 1.7 การลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ให้ลดอัตราเงินสมทบแก่นายจ้างและลูกจ้างเป็นระยะเวลา 1 ปี ในปี 2555 ลดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายในปัจจุบันฝ่ายละ ร้อยละ 5 ของค่าจ้างผู้ประกันตน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ครึ่งปีแรก (1 มกราคม - 30 มิถุนายน 2555) จ่ายในอัตราฝ่ายละ ร้อยละ 3 และครึ่งปีหลัง (1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม 2555) จ่ายในอัตราฝ่ายละ ร้อยละ 4 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ(19 ธันวาคม 2554) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. .... เพื่อลดอัตราเงินสมทบดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำกฎกระทรวงเพื่อประกาศใช้ต่อไป
2. ลูกจ้าง ได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ได้แก่
- 2.1 กรณีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง
- 2.1.1 ช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และหากไม่ได้รับเงินชดเชยจากนายจ้าง ลูกจ้างก็สามารถยื่นขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยจะพิจารณาภายในอัตราไม่เกิน 60 เท่า ของค่าจ้างรายวัน ปัจจุบันมีเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จำนวน 259 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่มีลูกจ้างยื่นขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- 2.1.2 ลูกจ้างผู้ประกันตนที่ว่างงานเมื่อเข้าสู่ระบบประกันการว่างงานตามกฎหมายประกันสังคมจะได้รับเงินช่วยเหลือร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เป็นเวลา 6 เดือน (ไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน/คน) โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 29 ธันวาคม 2554 มีผู้ประกันตนที่ว่างงานเนื่องจากสถานประกอบการประสบอุทกภัย ไปขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน จำนวน 13,768 ราย ครึ่งหนึ่งของผู้ถูกเลิกจ้าง
- 2.1.3 จัดหาตำแหน่งงานว่าง เพื่อจัดหางานให้กับแรงงานที่ประสบอุทกภัย ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่าง จำนวน 160,974 อัตรา
- 2.1.4 จัดทำโครงการจ้างงานเร่งด่วนและพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพ โดยจ้างงานผู้ถูกเลิกจ้างในพื้นที่ประสบอุทกภัยทำงานซ่อมแซมสาธารณประโยชน์ ได้ค่าตอบแทนวันละ 150 บาท ระยะเวลา 20 วัน ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณให้ส่วนภูมิภาคดำเนินการแล้ว จำนวน 28 จังหวัด ขณะนี้สามารถช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างว่างงานและขาดรายได้ จำนวน 6,771 คน
- 2.2 กรณีลูกจ้างที่ยังไม่ถูกเลิกจ้าง
- 2.2.1 โครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง โดยวัตถุประสงค์หลักต้องการให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้สถานประกอบการยังไม่เลิกจ้าง และเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้าง ทำให้นายจ้างสามารถจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างได้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ และเป็นการช่วยเหลือลูกจ้างของสถานประกอบการ
- 2.2.2 โครงการยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบการ จะดำเนินการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้มีทักษะที่สูงขึ้นตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยลูกจ้างจะได้รับค่าอาหารระหว่างการฝึกรายละ120 บาท จำนวน 10 วัน รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง จำนวน 61.5 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย 15,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์จะเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 19 รุ่น จำนวน 380 คน
- 2.2.3 โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน โดยการยืมตัวลูกจ้างจากสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัยไปทำงานที่สถานประกอบการใกล้เคียงที่ไม่ประสบอุทกภัย
- 2.2.4 โครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย โดยสำนักงานประกันสังคมนำเงินไปฝากกับสถาบันการเงิน จำนวน 8,000 ล้านบาท เพื่อให้ลูกจ้างที่บ้านเรือนเสียหายจากอุทกภัยกู้เงินไปซ่อมแซมบ้าน รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อปี (คงที่ 2 ปี) ปัจจุบันมีธนาคารเข้าร่วมโครงการ 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลาม ธนาคารออมสิน และธนาคารนครหลวง มีผู้ประกันตนมาขอหนังสือรับรองจากสำนักงานประกันสังคม จำนวน 4,654 ราย และได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ประกันตนแล้ว 440 ราย เป็นเงิน 21.002 ล้านบาท
- 2.2.5 อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในพื้นที่ประสบอุทกภัยจัดส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทแม่ มีบริษัทมายื่นขออนุญาตพาลูกจ้างคนไทยไปทำงานเป็นการชั่วคราวที่ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ จำนวน 75 บริษัท ลูกจ้าง 4,511 คน เดินทางไปแล้ว จำนวน 64 บริษัท ลูกจ้าง 4,070 คน
- 2.3 กรณีลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผู้ประสบอุทกภัยขึ้นที่โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เข้าพักอาศัยเมื่อเดือนตุลาคม และย้ายไปที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 4 จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 เนื่องจากที่เดิมประสบอุทกภัย โดยเป็นการเร่งด่วนเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไป แรงงานต่างด้าว และนายจ้าง/สถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวที่ประสบอุทกภัยเข้าพักอาศัย โดยจัดที่พักพร้อมอุปกรณ์และอาหาร มีแรงงานต่างด้าวที่เข้าไปพักพิงอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผู้ประสบอุทกภัย ทั้งสิ้น จำนวน 2,014 คน
3. การช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างเป็นการเฉพาะหน้า
- 3.1 โครงการกระทรวงแรงงานรวมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม (3 จังหวัด นครสวรรค์ อุบลราชธานี ปทุมธานี) มีผู้เข้าร่วม 6,026 คน
- 3.2 รับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้รับเงินบริจาค 6,161,619.40 บาท
- 3.3 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 อนุมัติงบกลาง จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงแรงงานดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้ได้จัดสรรให้จังหวัดนครปฐม จำนวน 31,510,657.20 บาท จังหวัดปทุมธานี จำนวน 13,704,451 บาท และจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 7,604,693 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 52,819,801.20 บาท เพื่อดำเนินกิจกรรมการช่วยเหลือประชาชนในระยะเร่งด่วน เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง ทำความสะอาด จัดเก็บขยะในพื้นที่ที่น้ำลด เช่าเหมารถบรรทุกและยานพาหนะเพื่อบริการรับ-ส่งประชาชนในพื้นที่บริเวณที่น้ำยังท่วมอยู่ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในศูนย์พักพิง เป็นต้น
12. เรื่อง สรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบสรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณาโครงการต่าง ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแผนงาน/โครงการ ไว้แล้ว รวม 2 ครั้ง (วันที่ 12 ธันวาคม 2554 และวันที่ 4 มกราคม 2555) และในปัจจุบันยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42,341.044 ล้านบาท โดยกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับโครงการที่เข้าข่ายชะลอและยกเลิกที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
- โครงการที่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณจากแหล่งอื่น หรือซ้ำซ้อนกับโครงการของจังหวัดที่ได้รับอนุมัติตามมติ ครม. วันที่ 15 มกราคม 2555 หรือสามารถปรับแผนการปฏิบัติงานฯ มาดำเนินการ หรือสามารถชะลอไปเสนอขอตั้งงบประมาณปี 2556 ได้
- โครงการที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญน้อย หรือไม่มีความพร้อมในการดำเนินงาน หรือไม่อยู่ในภารกิจตามกฎหมายของหน่วยงาน
- โครงการในลักษณะการก่อสร้าง ซึ่งมิใช่เป็นการแก้ไขซ่อมแซมของเดิมที่ชำรุดเสียหายอันเนื่องจากเหตุอุทกภัยโดยตรง
- โครงการจัดฝึกอบรม/สัมมนา ภายในส่วนราชการ/เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ
- โครงการที่มีผลกระทบกับการจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)
- โครงการที่ไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี
ทั้งนี้ การพิจารณาร่วมกันของสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีผลสรุป ดังนี้
(ล้านบาท)
วันที่ 12 ธันวาคม 2554
(วงเงิน 31,314.437 ล้านบาท)วันที่ 4 มกราคม 2555
(วงเงิน 11,026.607 ล้านบาท)รวม
(วงเงิน 42,341.044 ล้านบาท)เห็นสมควร: ดำเนินการต่อไป 19,987.315 10,072.506 30,059.821 ชะลอ 6,725.296 236.868 6,953.844 ยกเลิก 4,601.826 717.233 5,327.379 หมายเหตุ โครงการที่ชะลอเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการโดยปรับแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 หรือขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ต่อไป
อนึ่ง สำหรับโครงการที่จะเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการต่อไปที่เห็นสมควรให้มีเอกสารยืนยันความเสียหายที่จะต้องดำเนินการในพื้นที่จากผู้ว่าราชการจังหวัด และกรณีที่เป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องระบุพิกัดของสถานที่ดำเนินการให้ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
13. เรื่อง แผนการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
สปน. รายงานว่า สปน. ได้จัดทำแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นการบูรณาการแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่มีผู้ตรวจราชการ จำนวน 17 กระทรวง เข้าไว้ด้วยกัน โดยพุ่งเป้าการบูรณาการไปที่ 5 ประเด็นนโยบายสำคัญที่ต้องการให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต 2) การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3) การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) การสนับสนุนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 5) การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร
ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงทุกกระทรวงเป็นมาตรการสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะทำให้การปฏิบัติราชการหรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐบรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายของรัฐบาล สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรค และก่อให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ประหยัดและมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และเป็นการดำเนินการในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบข้อ 8 และข้อ 9 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 จึงมีคำสั่งมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำเนินการตรวจราชการ ดังนี้
1. การตรวจราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ข้อ 8 และข้อ 9 โดยให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวง ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ในประเด็นนโยบายสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประมวลรายงานผลการตรวจติดตามในแผนการตรวจราชการในแต่ละรอบของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการกระทรวงเพื่อรายงานนายกรัฐมนตรีทราบตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ และให้จัดทำรายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 รายงานคณะรัฐมนตรีทราบและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป
2. การตรวจราชการตามมาตรา 34 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 โดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และการบริหารงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
3. การตรวจติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
- 3.1 การช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
- 3.2 การรับจำนำสินค้าเกษตร
- 3.3 การส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน
- 3.4 การดำเนินการตามกองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
4. ในกรณีที่ตรวจพบปัญหาสำคัญเฉพาะพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาล (specific area) ให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี/ผู้ตรวจราชการกระทรวง ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ หรืออาจบูรณาการกับผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจราชการกรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และ/หรือผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในเขตตรวจราชการอื่นที่มีปัญหาคล้ายคลึงในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา และให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงที่เป็นเจ้าภาพโครงการสำคัญเฉพาะพื้นที่ จัดทำรายงานเสนอสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำไปรวบรวมไว้ในรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 รวมทั้งนำเสนอผลการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทราบหรือพิจารณาตามเหตุผลความจำเป็นและระดับความสำคัญ
5. การติดตามแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนอันเกิดจากการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
6. การตรวจติดตามงานอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ในการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงข้างต้น ให้กระทรวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐ และจังหวัด อำนวยความสะดวก ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือ โดยการเตรียมบุคคล เอกสารและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อชี้แจงต่อผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ผลการตรวจราชการมีความสมบูรณ์ ครบถ้วน และสะดวกแก่การวินิจฉัยสั่งการของผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่อไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
14. เรื่อง การอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างชาติในการเดินทางเข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูโรงงานและสถานประกอบการ ที่ประสบอุทกภัย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบระยะเวลาการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างชาติในการเดินทางเข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูโรงงานและสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2554 ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศรับความเห็นของกระทรวงแรงงานไปดำเนินการด้วย
15. เรื่อง สรุปผลการพิจารณาแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อทุกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สาระสำคัญการพิจารณาแผนงาน/โครงการ ฟื้นฟู เยียวยาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
กฟย. และ กคฐ. ได้มีการประชุมร่วมกัน ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 2) เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2555 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 1 กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาแผนงาน/โครงการ ฟื้นฟู เยียวยาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประสงค์จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 14,995.856 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. แผนงาน/โครงการ ด้านคมนาคมขนส่ง วงเงินรวม 559.000 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานตามแผนสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และองค์ประกอบต่อเนื่องจำเป็น : ปรับปรุงและก่อสร้างถนนและระบบระบายน้ำ) ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ได้แก่
- 1.1 โครงการถนนลาดยางสาย อย. 2045 แยก ทล. 32-แยก ทล. 35 (ก่อสร้างคันกั้นน้ำนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ) ระยะทาง 5.666 กิโลเมตร วงเงิน 269.000 ล้านบาท
- 1.2 โครงการถนนลาดยางสาย อย. 3013 แยก ทล. 347- นครหลวง (ก่อสร้างคันกั้นน้ำนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร) ระยะทาง 1 กิโลเมตร วงเงิน 50.000 ล้านบาท
- 1.3 โครงการถนนคันกั้นน้ำป้องกันแฟคตอรี่แลนด์ วังน้อย ระยะทาง 0.5 กิโลเมตร วงเงิน 10.000 ล้านบาท
- 1.4 โครงการปรับปรุงทางหลวงย่านนิคมอุตสาหกรรม ทางหลวงหมายเลข 308 กม. - 3+000-กม. 5+000 ทางด้านซ้าย ระยะทาง 2 กิโลเมตร วงเงิน 70.000 ล้านบาท
- 1.5 โครงการก่อสร้างทางคู่ขนานนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ทางหลวงหมายเลข 32 กม. 7+200 - กม. 9+200 ทางด้านซ้าย ระยะทาง 2 กิโลเมตร วงเงิน 80.000 ล้านบาท
- 1.6 โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองบางเดื่อ (ประตูน้ำ คสล. ขนาด 2 ช่องประตูกว้างด้านละ 6 เมตร รวมความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร) วงเงิน 80.000 ล้านบาท
2. แผนงาน/โครงการ ด้านสถานที่ราชการและระบบสาธารณูปโภค วงเงินรวม 4,106.267 ล้านบาท ประกอบด้วย
- 2.1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงินรวมจำนวน 24.793 ล้านบาท
- 1) องค์การสวนสัตว์ วงเงิน 2.540 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมบริเวณซุ้มประตูทางเข้าสวนสัตว์ จำนวน 1 แห่ง, แนวรั้วรอบพื้นที่บริเวณริมห้วยแจระแม และบริเวณสันอ่างเก็บน้ำห้วยแจระแม
- 2) กรมป่าไม้ วงเงิน 4.555 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสิ่งก่อสร้างของหน่วยงานสังกัดกรมป่าไม้ ซึ่งได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 10 แห่ง
- 3) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช วงเงิน 4.514 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูสิ่งปลูกสร้าง ระบบสาธารณูปโภค อาคารสำนักงาน และครุภัณฑ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 1 แห่ง
- 4) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม วงเงิน 5.105 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงานเพื่อทดแทนของเดิม ซ่อมแซมอาคาร ซ่อมแซมครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ของศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 แห่ง
- 5) กรมควบคุมมลพิษ วงเงิน 8.079 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมประตูแนวรั้ว และพื้นที่บริเวณห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะ, ซ่อมแซมสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศพร้อมอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 7 สถานี และซ่อมแซมระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติจากระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน รวมจำนวน 9 แห่ง
- 2.2 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สถาบันวัฒนธรรมศึกษา หออัครศิลปินกระทรวงวัฒนธรรม วงเงิน 7.537 ล้านบาท สำหรับปรับปรุง ฟื้นฟูระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบควบคุมความชื้น ระบบไฟฟ้า รวมทั้งปรับปรุง ฟื้นฟูความเสียหายผลงานประติมากรรมชั้นเยี่ยมของศิลปินแห่งชาติซึ่งจัดแสดงภายนอกอาคาร (ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3)
- 2.3 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี วงเงิน 11.561 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงเพื่อที่อาคารสำนักงาน อาคารศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติอาคารโรงเลี้ยงแมลง ห้องพักคนงาน ระบบไฟฟ้า ประปา ให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติเช่นเดิม
- 2.4 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี วงเงิน 108.496 ล้านบาท สำหรับฟื้นฟูพุทธอุทยานพุทธมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังสูงประมาณ 2 เมตร ในพื้นที่พุทธมณฑล จำนวน 2,500 ไร่ ทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคาร สิ่งก่อสร้าง งานระบบ ถนน หม้อแปลงไฟ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในพื้นที่บริเวณระบบประปา ระบบกำจัดน้ำเสีย ระบบสายนำสัญญาณต่าง ๆ และกล้องวงจรปิด เป็นต้น ให้สามารถดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และประชาชนได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องดังเดิม
- 2.5 กระทรงงกลาโหม วงเงินรวมจำนวน 3,931.574 ล้านบาท
- 1) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม วงเงิน 13.116 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
- 2) กองบัญชาการกองทัพไทย วงเงิน 61.086 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย
- 3) กองทัพ วงเงิน 495.325 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดกองทัพบก
- 4) กองทัพเรือ วงเงิน 206.915 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดกองทัพเรือ
- 5) กองทัพอากาศ วงเงิน 3,107.477 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดกองทัพอากาศ
- 6) องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก วงเงิน 47.655 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
- 2.6 กระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 22.306 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซ่มปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม
3. แผนงาน/โครงการ ด้านศาสนสถานและโบราณสถาน วงเงินรวม 1,520.259 ล้านบาท ประกอบด้วย
- 3.1 โครงการบูรณะ ซ่อมแซมมัสยิด และโบสถ์คริสต์ ของกรมการศาสนากรทรวงวัฒนธรรม จำนวน 8 แห่ง วงเงินรวม 0.953 ล้านบาท
- 3.2 โครงการบูรณะ ซ่อมแซมวัด สำนักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 2,165 แห่ง วงเงินรวม 1,498.210 ล้านบาท
- 3.3 โครงการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศาสนสถานและโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 29 แห่ง วงเงิน 21.096 ล้านบาท
4. แผนงาน/โครงการ ด้านสถานศึกษา วงเงินรวม 2,834.805 ล้านบาท ประกอบด้วย
- 4.1 โครงการปรับปรุงและพัฒนาสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินรวม 13.977 ล้านบาท
- 4.2 โครงการฟื้นฟู เยียวยาสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1,900 แห่ง วงเงินรวม 1,353.115 ล้านบาท
- 4.3 โครงการฟื้นฟู เยียวยาสถานศึกษาในสังกัดงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 36 แห่ง วงเงินรวม 269.318 ล้านบาท
- 4.4 โครงการฟื้นฟู เยียวยาสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จำนวน 7 แห่ง วงเงินรวม 1,198.395 ล้านบาท
5. แผนงาน/โครงการ ด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน วงเงินรวม 5,780.814 ล้านบาท ประกอบด้วย
- 5.1 โครงการซ่อมแซมคันดิน อ่างเก็บน้ำ และอาคารระบายน้ำล้น ฝายน้ำล้นคลอง และขุดลอกตะกอนดิน ของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 11 รายการ วงเงิน 41.540 ล้านบาท
- 5.2 โครงการซ่อมแซมอาคารหัวงาน (เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ประตูระบายน้ำ) ซ่อมแซมคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ และระบบชลประทานอื่น ๆ ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 485 รายการ วงเงิน 1,692.777 ล้านบาท
- 5.3 โครงการปรับปรุง ซ่อมแซมแหล่งน้ำ สิ่งก่อสร้างด้านแหล่งน้ำ และระบบโทรมาตร ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 968 รายการ วงเงิน 3,731.718 ล้านบาท
- 5.4 โครงการซ่อมแซมฟื้นฟู และปรับปรุงระบบป้องกันน้ำท่วม และซ่อมแซมเขื่อนปกป้องกันตลิ่ง ของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 64 รายการ วงเงิน 314.779 ล้านบาท
6. แผนงาน/โครงการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วงเงินรวม 194.711 ล้านบาท ประกอบด้วย
- 6.1 โครงการฟื้นฟูยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ประกอบด้วย การซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ อะไหล่อากาศยาน เครื่องมือสื่อสาร และยานพาหนะ วงเงิน 35.043 ล้านบาท
- 6.2 โครงการฟื้นฟูยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วงเงิน 159.668 ล้านบาท เนื่องจากยานพาหนะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหายจากการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย จำเป็นต้องซ่อมบำรุงภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้ตามปกติเช่นเดิม
ต่างประเทศ
16. เรื่อง ขออนุมัติลงนามและสัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้
- เห็นชอบร่างสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ)
- อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามสนธิสัญญาฯ
- อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศให้สัตยาบันสนธิสัญญาฯ และแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารในโอกาสอันเหมาะสมตามแต่จะตกลงกับฝ่ายอินเดียต่อไป
- หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างสนธิสัญญาฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการลงนาม ขอให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของร่างสนธิสัญญาฯ มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับสนธิสัญญาในเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยจัดทำกับประเทศต่าง ๆ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 (แก้ไข พ.ศ. 2530) ทุกประการ โดยกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในการขอโอนและการรับโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาระหว่างรัฐคู่สัญญา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
- ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่ถูกพิพากษาลงโทษในดินแดนของภาคีฝ่ายหนึ่งอาจถูกโอนตัวไปยังดินแดนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งได้เพื่อรับโทษที่เหลืออยู่
- ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาอาจถูกโอนตัวได้ถ้าถูกพิพากษาลงโทษจำคุก
- การกระทำอันเป็นมูลเหตุของการมีคำพิพากษาให้ลงโทษเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายของรัฐผู้รับหรือถือได้ว่าเป็นความผิดทางอาญาหากได้กระทำในดินแดนของรัฐผู้รับ
- ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่อาจถูกโอนตัวต้องเป็นคนชาติของรัฐผู้รับและมิได้เป็นคนชาติของรัฐผู้โอน
- รัฐผู้โอน รัฐผู้รับ และผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาต่างเห็นพ้องให้มีการโอนตัวได้
- ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาซึ่งกระทำความผิดต่อความมั่นคงภายในและภายนอกของรัฐ ต่อประมุขของรัฐ หรือสมาชิกในครอบครัวโดยตรงของประมุขของรัฐ หรือต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสมบัติที่มีค่าทางศิลปะของชาติ รวมทั้งความผิดต่อกฎหมายทหาร จะไม่ได้รับการโอนตัว
- หากกฎหมายของรัฐผู้โอนกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการจำคุกผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่อาจถูกโอนตัวจะต้องได้รับโทษในรัฐผู้โอนมาแล้วเป็นระยะเวลาขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
- ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษายังคงเหลือระยะเวลาในการรับโทษตามคำพิพากษาอีกอย่างน้อย 1 ปี ในขณะที่ได้รับคำร้องขอให้โอนตัว
- รัฐผู้โอนยังคงไว้ซึ่งเขตอำนาจแต่ผู้เดียวเกี่ยวกับคำพิพากษาของรัฐผู้โอน รวมทั้งโทษตามคำพิพากษาที่กำหนดโดยศาลของรัฐผู้โอนในการที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำพิพากษาของศาลตน แต่รัฐผู้รับมีอำนาจในการอภัยโทษผู้ต้องโทษตามคำพิพากษา
- การบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อภายหลังการโอนตัว ให้เป็นไปตามกฎหมายและวิธีการของรัฐผู้รับ
- สนธิสัญญาฉบับนี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับในวันที่สามสิบนับจากวันที่มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสาร
17. เรื่อง การลงนามพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้ลงนามพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม โดยมอบหมายให้ นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี เอกอัครราชทูต รองผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก หรือผู้ที่นายจักรกฤษณ์ฯ มอบหมาย เป็นผู้ลงนามพิธีสารดังกล่าว
2. เห็นชอบแผนการดำเนินงานภายหลังการลงนามพิธีสารนาโงยาฯ ดังนี้
- 2.1 ทบทวนระเบียบคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ. 2554 และกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล (National Competent Authority) ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ ว่าต้องมีการเพิ่มเติม/ปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของพิธีสารนาโงยาฯ
- 2.2 เผยแพร่และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพิธีสารนาโงยาฯ ให้กับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินการให้สัตยาบันพิธีสารฯ
สาระสำคัญของพิธีสารนาโงยาฯ เป็นพิธีสารภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศในการดำเนินการตามหลักการเรื่องการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ของอนุสัญญาฯ ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2547 การลงนามพิธีสารฯ จึงเป็นการยืนยันต่อประชาคมโลกว่าไทยสนับสนุนการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ข้อ 3 ของอนุสัญญาฯ ที่ได้นำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์หลักของพิธีสารนาโงยาฯ ที่ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม
การลงนามพิธีสารนาโงยาฯ จะเป็นการสนับสนุนแนวทางและทิศทางการเจรจาที่ไทยใช้ในการเจรจาต่อรองในระหว่างการจัดทำพิธีสารนาโงยาฯ โดยเฉพาะหลักการตามกรอบการเจรจาที่คณะผู้แทนไทยใช้ในการรับรองพิธีสารนาโงยาฯ ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 10 เมื่อเดือนตุลาคม 2553 ณ เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกรอบการเจรจาดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 และที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553
แต่งตั้ง
18. เรื่อง แต่งตั้ง
1. การแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อพัฒนางานเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสนอแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือผู้แทนเป็นกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อพัฒนางานเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์
2. รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายหลี บุนค้ำ (Mr. Ly Bounkham) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายอ้วน พมมะจัก (Mr. Ouan Phommachack) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้ง นายภูพิงค์ เอกะวิภาต นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาวิสัญญีวิทยา) กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาวิสัญญีวิทยา) กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป
4. รัฐบาลสหราชอาณาจักรเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายมาร์ก แอนดรูว์ เจฟฟรีย์ เคนต์ (Mr. Mark Andrew Geoffrey Kent) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายอะซิฟ อันวัร อะห์มัด (Mr.Asif Anwar Ahmad) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
5. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณมอบหมายให้ นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของสำนักงบประมาณ และนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ เป็นผู้ช่วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของสำนักงบประมาณ
6. รัฐบาลสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐแอฟริกาใต้มีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นางสาวโรบินา แพทริเชีย มากส์ (Ms. Robina Patricia Marks) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุเทพมหานคร สืบแทน นายดักลัส ฮาร์วีย์ มอนโร กิบสัน (Mr. Douglas Harvey Monro Gibson) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
7. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 11 ตำแหน่ง ดังนี้
- นางฐิติมา ฉายแสง ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)
- พลเอก จงศักดิ์ พานิชกุล ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา)
- พันตำรวจเอก ปราณ์รนต์ สันติปราน์รนต์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง)
- พลตำรวจตรี ไพฑูรย์ เชิดมณี ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)
- ร้อยตำรวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา)
- พลตำรวจตรี บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล)
- นายโสภณ เพชรสว่าง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)
- นายอดุลย์ วรรณสรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน)
- นายวิม รุ่งวัฒนจินดา ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล)
- นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)
- นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน)
8. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 6 ราย ดังนี้
- นายภาคิน สมมิตร ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล)
- นายดิฐ อัศวพลังพรหม ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์)
- พันตรี วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- นายชัชวาลย์ ชัยเชาวรัตน์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล)
- นายภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์)
9. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี้
- ให้ นายอารี ไกรนรา ออกจากตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- แต่งตั้งให้ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
10. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้
- นายมานะ คงวุฒิปัญญา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
- นายไพบูลย์ พิมพ์พิสิษฐ์ถาวร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
- นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
11. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้
- นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายสมบัติ รัตโน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก)
- นายวัน อยู่บำรุง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์)
- นายสุรเชษฐ ชัยโกศล ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก)
- นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
12. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้
- นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- นายภิญโญ ตั๊นวิเศษ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์)
- นายศักดา บูรณ์พงศ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย)
- นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- นายธนาธร โล่ห์สุนทร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์)
- นายเอกพจน์ วงศ์อารยะ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย)
13. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 คน ดังนี้
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประแสง มงคลศิริ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- ศาสตราจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายศักดา คงเพชร)
- นายวรกร คำสิงห์นอก ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายศักดา คงเพชร)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
14. ขอทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พันตรี นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมี อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นกรรมการและเลขานุการ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
- เสนอกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์มันสำปะหลังต่อคณะรัฐมนตรีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้การจัดการมันสำปะหลังสอดคล้องกันทั้งระบบและมีการพัฒนาต่อเนื่อง
- อนุมัติแผนงาน โครงการ และมาตรการเกี่ยวกับการผลิตและการตลาดมันสำปะหลัง
- ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
- พิจารณาหลักเกณฑ์ และวิธีการสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ ลานมัน โรงแป้ง เอทานอล อาหารสัตว์ ผู้ค้า และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพื่อให้การบริหารจัดการมันสำปะหลังทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ติดตาม กำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย มาตรการ และโครงการที่อนุมัติ
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และคณะที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการด้านการผลิต การตลาด และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับมันสำปะหลัง
- เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือขอเอกสารหลักฐาน โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของทางราชการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการ
- ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
15. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองดังต่อไปนี้
- นายสมหวัง อัศราษี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- นายอารี ไกรนรา ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองดังต่อไปนี้
- พลเรือเอก ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- พลเอก วรวิทย์ ชินะนาวิน ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
17. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 22 /2555เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 22 /2555 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน
อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 48 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 145/2554 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2554 และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี
1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้
- 1.1 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
- 1.2 ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง
- 1.3 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
- 1.4 พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
- 1.5 นายชุมพล ศิลปอาชา
2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้น จะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน
ส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการ แทนนายกรัฐมนตรี
ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ ดังนี้
ลำดับที่ รองนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี
ที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ1. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ 1. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง 2. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง 2. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง 1. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง 2. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 3. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง 1. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 2. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ 4. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 1. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ 2. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง 5. นายชุมพล ศิลปอาชา 1. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง 2. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ส่วนที่ 3 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ในกรณีที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนกัน ตามลำดับ ดังนี้
ลำดับที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ1. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล 1. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล 2. นางนลินี ทวีสิน 2. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล 1. นางนลินี ทวีสิน 2. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล 3. นางนลินี ทวีสิน 1. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล 2. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
18. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23 / 2555 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23 / 2555 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้าย โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 141/2554 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2554 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 163/2554 ลงวันที่ 19 กันยายน 2554 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 186/2554 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี และให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแล แทนนายกรัฐมนตรี สำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 นิยาม
ในคำสั่งนี้
"กำกับการบริหารราชการ" หมายความว่า กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการชี้แจงแสดงความคิดเห็นหรือรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติงาน สั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ตลอดจนอนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีอนุญาตหรืออนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการในกำกับการบริหารราชการไปก่อนได้ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ
"สั่งและปฏิบัติราชการ" หมายความว่า สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติให้ส่วนราชการหรือข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการใด ๆ ได้ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
"กำกับดูแล" หมายความว่า กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสั่งให้รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการ
ส่วนที่ 2
1. รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ)
1.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 1.1.1 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
- 1.1.2 กระทรวงคมนาคม
- 1.1.3 กระทรวงมหาดไทย
- 1.1.4 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- 1.1.5 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
- 1.1.6 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
1.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 1.2.1 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
- 1.2.2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.)
1.3 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 1.1 - 1.2 ยกเว้น
- 1.3.1 เรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย
- 1.3.2 การสถาปนาพระอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ สมณศักดิ์
- 1.3.3 การแต่งตั้ง ในกรณีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงและกรมเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ กงสุล และกรรมการที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ
- 1.3.4 การพระราชทานยศทหาร ตำรวจ ชั้นนายพล
- 1.3.5 การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
- 1.3.6 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการประกาศใช้ความตกลงระหว่างประเทศ
- 1.3.7 เรื่องสำคัญที่เคยมีประเพณีปฏิบัติให้เสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม
ส่วนที่ 3
2. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง)
2.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 2.1.1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- 2.1.2 กระทรวงยุติธรรม
- 2.1.3 กระทรวงแรงงาน
- 2.1.4 กรมประชาสัมพันธ์
- 2.1.5 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
2.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีดังนี้
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2.3 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
2.4 กำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
- 2.4.1 การขอพระราชทานอภัยโทษ
- 2.4.2 การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
2.5 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 2.1 - 2.4 ยกเว้นในข้อ 1.3
ส่วนที่ 4
3. รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)
3.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 3.1.1 กระทรวงการคลัง
- 3.1.2 กระทรวงพลังงาน
- 3.1.3 กระทรวงพาณิชย์
- 3.1.4 กระทรวงอุตสาหกรรม
- 3.1.5 สำนักงบประมาณ (ยกเว้นการอนุมัติงบประมาณในอำนาจนายกรัฐมนตรี)
- 3.1.6 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- 3.1.7 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
3.2 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 3.1 ยกเว้นในข้อ 1.3
ส่วนที่ 5
4. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา)
4.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 4.1.1 กระทรวงกลาโหม
- 4.1.2 กระทรวงการต่างประเทศ
- 4.1.3 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- 4.1.4 กระทรวงวัฒนธรรม
- 4.1.5 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- 4.1.6 กระทรวงศึกษาธิการ
- 4.1.7 กระทรวงสาธารณสุข
- 4.1.8 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
- 4.1.9 ราชบัณฑิตยสถาน
4.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 4.2.1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
- 4.2.2 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
4.3 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 4.1 - 4.2 ยกเว้นในข้อ 1.3
ส่วนที่ 6
5. รองนายกรัฐมนตรี (นายชุมพล ศิลปอาชา)
5.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 5.1.1 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
- 5.1.2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้
- 5.2.1 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)
- 5.2.2 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
5.3 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 5.1 - ข้อ 5.2 ยกเว้น ในข้อ 1.3
ส่วนที่ 7
6. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล)
6.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 6.1.1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ยกเว้นข้อ 7.1.1 และข้อ 8.1.1)
- 6.1.2 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ยกเว้นข้อ 8.1.2)
- 6.1.3 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
- 6.1.4 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- 6.1.5 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
- 6.1.6 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- 6.1.7 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- 6.1.8 กรมประชาสัมพันธ์
6.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้
- บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
ส่วนที่ 8
7. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)
7.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 7.1.1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (เฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น)
- 7.1.2 สำนักงบประมาณ
- 7.1.3 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
7.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้
- 7.2.1กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
- 7.2.2 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)
- 7.2.3 สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)
ส่วนที่ 9
8. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน)
8.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 8.1.1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (เฉพาะสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ)
- 8.1.2 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (เฉพาะสำนักโฆษก)
- 8.1.3 ราชบัณฑิตยสถาน
- 8.1.4 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
- 8.1.5 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
8.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้
- 8.2.1 สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
- 8.2.2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
- 8.2.3 สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)
ส่วนที่ 10
9. รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ ย่อมมีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงาน นั้น ๆ ดังนี้
- 9.1 การแต่งตั้งบุคคลหรือกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้น
- 9.2 การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ชาวต่างประเทศ ยกเว้นเป็นเรื่องระดับผู้นำรัฐบาลหรือประมุขของรัฐต่างประเทศ
- 9.3 การให้ความเห็นชอบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตรา จากต่างประเทศ
- 9.4 การประกาศภาพเครื่องหมายราชการ
10. ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจแต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรงให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ
11. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม
12. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บริหารราชการตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน ตามหลักการของนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่จะยึดหลักการบริหารที่มีความยืดหยุ่นที่คำนึงถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555บัดนี้เป็นต้นไป
ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี