สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
25 ตุลาคม 2554

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 ตุลาคม 255) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานดอนเมือง ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการพนัน พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่า พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้มี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ และการเปลี่ยนแปลงเลื่อยโซ่ยนต์ให้มีกำลังเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น รวมทั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 จำนวน 5 ฉบับ
  9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ป่ากงเกวียน และป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน ในท้องที่ตำบลอ่างหิน ตำบลทุ่งหลวง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ และตำบลหนองพันจันทร์ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน)
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรวิชาชีพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม.0 - กม.30 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้ เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ (ก่อสร้างอาคารหอศิลป์ร่วมสมัยพร้อมที่จอดรถ)
  2. เรื่อง ขออนุมัติยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ใน สัญญาจ้างก่อสร้างงานโยธา และงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งสัญญาจ้างงานบริการ ที่ปรึกษาเพื่อบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต
  3. เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม
  4. เรื่อง การกำหนดรายการสินค้าควบคุมในภาวะวิกฤตจากอุทกภัย
  5. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  6. เรื่อง การขอโอนสัมปทานปิโตรเลียม (บางส่วน) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 ในแปลงสำรวจหมายเลข G4/50 ในทะเลอ่าวไทย
  7. เรื่อง มาตรการลดภาวะโลกร้อนกับการท่องเที่ยว
  8. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประจำไตรมาส 4 ปี 2553
  9. เรื่อง รายงานผลการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 37

สังคม

  1. เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการในพื้นที่ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ
  2. เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
  3. เรื่อง แผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
  4. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
  5. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม. 0 + 000 - กม. 65 + 325 ในช่วงเกิดภัยพิบัติจากเหตุอุทกภัย ปี พ.ศ. 2554

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1
  2. เรื่อง การจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย - ฝรั่งเศสในรูปแบบของหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาของรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2
  4. เรื่อง การดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายที่เกี่ยวกับ Al-Qaida และ Taliban
  5. เรื่อง ขออนุมัติลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี ว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ)
  6. เรื่อง รายงานการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  7. เรื่อง การนำร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

การศึกษา

  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบการลงนามในความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย- ไต้หวัน

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
    2. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
    3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
    4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง
    5. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)
    6. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
    7. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแทนตำแหน่งที่ว่าง
    8. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
    9. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์
    10. การมอบหมายความรับผิดชอบป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
    11. การขอเปิดสถานกงสุลและการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ประจำจังหวัดภูเก็ต
    12. แต่งตั้งสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก
    13. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    14. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
    15. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

สำหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โทร . 0 2280-9000


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการพนัน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการพนัน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "การเล่น" "การพนัน" "ผู้จัดให้มีการเล่น" เป็นต้น เพื่อความชัดเจนและสะดวกต่อการทำความเข้าใจอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพ (ร่างมาตรา 5)
  2. ให้มีการควบคุมการเล่นการพนัน โดยกำหนดให้การเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. หรือการเปลี่ยนแปลงการเล่นจากบัญชี ก. เป็นบัญชี ข. หรือ จากบัญชี ข. เป็นบัญชี ก. นั้น ให้ออกเป็นกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 7 - ร่างมาตรา 17)
  3. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต (ร่างมาตรา 12)
  4. กำหนดห้ามยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนเข้าเล่นหรือเข้าพนันโดยเด็ดขาด เว้นแต่การเล่นในบัญชี ข. หมายเลข 1 (ร่างมาตรา 13)
  5. กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและพนักงาน เจ้าหน้าที่ เช่น การออกใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาต การปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง การเข้าไปในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต การยึดหรืออายัดอุปกรณ์การเล่น เป็นต้น (ร่างมาตรา 18 - ร่างมาตรา 22)
  6. กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 23 - ร่างมาตรา 34)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดบทนิยาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ร่างมาตรา 4)
  2. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ห้ามมิให้ผู้ประกอบการจัดให้มีการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค (ร่างมาตรา 7 - ร่างมาตรา 8)
  3. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาต (ร่างมาตรา 9)
  4. กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและพนักงาน เจ้าหน้าที่ เพื่อให้การใช้บังคับกฎหมายเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น (ร่างมาตรา 13 - ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 16)
  5. กำหนดบทลงโทษ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว และไม่กล้าฝ่าฝืนกระทำความผิด (ร่างมาตรา 18 - ร่างมาตรา 20)
  6. กำหนดให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบในเขตกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาคได้ตามความเหมาะสม โดยให้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดภายในระยะเวลาที่กำหนดสำหรับอัตราโทษที่ไม่สูงมาก ทั้งนี้ เพื่อให้คดีสิ้นสุดในชั้นเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 22)

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ และส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า "สวนป่า" เพื่อให้ที่ดินที่ปลูกไม้ทุกชนิดสามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าได้ (ร่างมาตรา 3)
  3. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของที่ดินที่จะขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าได้ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 โดยแก้ไขเพิ่มเติมความใน (4) และเพิ่มเติม (6) และ (7) ของมาตรา 4 (ร่างมาตรา 4 และร่างมาตรา 5)
  4. แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา 10 แห่งราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 และเพิ่มเติมร่างมาตรา 11/1 เพื่อให้ผู้ทำสวนป่าตั้งโรงงานแปรรูปไม้ได้ และให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โดยให้รัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการออกใบอนุญาต (ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8)
  5. แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา 14 แห่งราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 เพื่อให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าภาคหลวง ค่าบำรุงป่า และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ (ร่างมาตรา 9)
  6. เพิ่มเติมร่างมาตรา 14/1 แห่งราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 เพื่อให้การเก็บหาของป่าบางชนิดในสวนป่าได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ (ร่างมาตรา 210)
  7. เพิ่มเติมร่างมาตรา 26/1 แห่งราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดให้มีมาตรา การลงโทษทางปกครองในกรณีไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการทำสวนป่า หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 11)
  8. กำหนดบทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 12 ถึงร่างมาตรา 14)

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ โดยส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ที่ฝ่าฝืนการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองและผู้ที่ฝ่าฝืนการจัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ต้องรับโทษทางอาญา ตามมาตรา 48 สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีแล้ว แต่มีกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือเงื่อนไขในใบอนุญาต ให้ได้รับเพียงโทษทางปกครองโดยการพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนในอนุญาต ตามมาตรา 43 โดยไม่ต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 48 อีก (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 48)


5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่า พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่า พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับเมื่อพันกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขออนุญาต เช่น การยื่นคำขอคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้อนุญาต เป็นต้น (ร่างข้อ 3 ถึงร่างข้อ 5)
  3. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพป่า เช่น การขออนุญาตในพื้นที่ป่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการตรวจสภาพป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ภายใน 15 วัน กำหนดระยะตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน กำหนดพื้นที่ที่จะพิจารณาอนุญาตได้ เป็นต้น (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 9)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาต เช่น การอนุญาตเพื่อการสำรวจแร่ การอนุญาตเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายเหมืองแร่ การอนุญาตเพื่อสำรวจปิโตรเลียม การอนุญาตเพื่อการอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมและปศุสัตว์การอนุญาตเพื่อจัดสวนรุกขชาติหรือวนอุทยาน การอนุญาตเพื่อสร้างวัดหรือสำนักสงฆ์ การอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและวิจัยทางวิชาการ เป็นต้น (ร่างข้อ 10 ถึงร่างข้อ 20)
  5. กำหนดให้ไม้ที่จำเป็นต้องทำออกจากพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ให้ผู้รับอนุญาตแจ้งเป็นหนังสือให้จังหวัดทราบ และให้จังหวัดแจ้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ดำเนินการทำไม้ออก (ร่างข้อ 21)
  6. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาต การโอนใบอนุญาตการออกใบแทนใบอนุญาต (ร่างข้อ 22 ถึงร่างข้อ 30)
  7. กำหนดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม การชำระเงิน และบทเฉพาะกาล (ร่างข้อ 31 ถึงร่างข้อ 34)

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้มี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ และการเปลี่ยนแปลงเลื่อยโซ่ยนต์ให้มีกำลังเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น รวมทั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้มี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ และการเปลี่ยนแปลงเลื่อยโซ่ยนต์ให้มีกำลังเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น รวมทั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์ต้องจัดหาเลื่อยโซ่ยนต์ภายในเวลาที่กำหนด หากพ้นกำหนดให้ถือว่าใบรับรองให้มีเลื่อนโซ่ยนต์นั้นสิ้นผล (ร่างข้อ 1 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 4)
  2. กำหนดให้มีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ ที่ได้เลื่อยโซ่ยนต์มาจากการขายทอดตลาดหรือศาลสั่งริบหรือที่ตกเป็นของแผ่นดิน และการรับโอนมรดก สามารถขอรับอนุญาตได้ไม่ต้องมีใบรับรองให้มีเลื่อยโซ่ยนต์ (ร่างข้อ 2 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 6)
  3. กำหนดให้มีการทำตัวเลขประจำเลื่อยโซ่ยนต์ (ร่างข้อ 3 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 12)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตผลิตเลื่อยโซ่ยนต์ (ร่างข้อ 4 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 15 และร่างข้อ 5 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 16)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ (ร่างข้อ 6 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 28 และร่างข้อ 7 แก้ไขเพิ่มเติม 30)
  6. กำหนดเหตุแห่งการเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างข้อ 8 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 36)
  7. กำหนดแบบเครื่องหมายเลื่อยโซ่ยนต์ (ร่างข้อ 9)
  8. กำหนดบทเฉพาะกาล (ร่างข้อ 10 ถึงร่างข้อ 11)

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479) ตามที่คณะกรรมการควบคุมอาคารได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

มท. เสนอว่า เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479 (กำหนดลักษณะและขนาดของที่จอดรถและประเภทของอาคารที่ต้องมีที่จอดรถ) เป็นกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะและขนาดของที่จอดรถและประเภทของอาคารที่ต้องมีที่จอดรถ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งข้อกำหนดบางประการอาจไม่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับความจำเป็นและสภาพการณ์ในปัจจุบัน เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงดังกล่าวในเรื่องการจัดให้มีที่จอดรถ ลักษณะและขนาดของที่จอดรถสำหรับอาคารบางชนิดหรือบางประเภท ซึ่งคณะกรรมการควบคุมอาคารได้มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

แก้ไขเพิ่มเติมการจัดให้มีที่จอดรถ ลักษณะและขนาดของที่จอดรถสำหรับอาคารบางชนิดหรือบางประเภท


8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 จำนวน 5 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 จำนวน 5 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. ....

1.1 กำหนดค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตให้ขุดค้น เคลื่อนย้าย นำเอาไปทำให้เสียหาย หรือทำลายซึ่งแหล่งซากดึกดำบรรพ์ หรือซากดึกดำบรรพ์ในเขตสำรวจและศึกษาวิจัย ฉบับละ 1,500 บาท ใบอนุญาตให้เข้าไปดำเนินการในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนที่อยู่ในที่ดินของรัฐ ฉบับละ 10,000 บาท ใบอนุญาตให้ทำการค้าซากดึกดำบรรพ์ฉบับละ 10,000 บาท ใบอนุญาตให้ส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์หรือซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ถูกแปรสภาพหรือเปลี่ยนแปลง

1.2 การยกเว้นค่าธรรมเนียมแก่หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ (ร่างข้อ 2)

2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม หรือทำลายแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน หรือซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน หรือขุดค้นสิ่งใด ๆ หรือปลูกสร้างอาคารในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน และการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง หรือทำลายซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน พ.ศ. ....

2.1 การซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง หรือทำลายซึ่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนให้ยื่นขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดี (ร่างข้อ 1)

2.2 ให้อธิบดีกำหนดแบบคำขอร้องใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องจัดให้ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ ให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ ออกใบอนุญาตให้แก่ ผู้ขอรับใบอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไข กำหนดอายุใบอนุญาต (ร่างข้อ 2 ถึงร่างข้อ 6)

2.3 กำหนดการขอต่อใบอนุญาต (ร่างข้อที่ 7)

2.4 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นรับคำขอใบแทน ใบอนุญาตแบบคำขอรับใบอนุญาต สถานที่การยื่นคำขอใบอนุญาต คำขอต่ออายุใบอนุญาต และคำขอรับใบแทนใบอนุญาต (ร่างข้อ 9 ถึงร่างข้อ 11)

3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขุดค้น เคลื่อนย้าย นำเอาไป ทำให้เสียหาย หรือทำลายแหล่งซากดึกดำบรรพ์ หรือซากดึกดำบรรพ์ในเขตสำรวจและศึกษาวิจัย พ.ศ. ....

3.1 กำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตของผู้ประสงค์จะขุดค้น เคลื่อนย้าย นำเอาไป ทำให้เสียหาย หรือทำลายแหล่งซากดึกดำบรรพ์ รายละเอียดของโครงการและแผนปฏิบัติงาน (ร่างข้อ 1 ถึงร่างข้อ 2)

3.2 กำหนดให้อธิบดีตรวจสอบความถูกต้องของคำรับใบอนุญาต พิจารณาออกใบอนุญาต ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 3 ถึงร่างข้อ 5)

3.3 กำหนดอายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต แบบคำขอรับใบอนุญาต การยื่นคำขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 7 ถึงร่างข้อ 11)

4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเข้าไปดำเนินการในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ที่ขึ้นทะเบียนที่อยู่ในที่ดินของรัฐ พ.ศ. ....

4.1 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะเข้าไปดำเนินการในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ต้องได้รับอนุญาต รายละเอียดของโครงการและแผนปฏิบัติงาน การพิจารณาอนุญาตให้เข้าไปดำเนินการ การตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของคำขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 1 ถึงร่างข้อ 5)

4.2 กำหนดให้อธิบดีออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดรายละเอียดของเงื่อนไข อายุใบอนุญาต การต่อใบอนุญาต (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 8)

4.3 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาต แบบคำขอใบอนุญาต แบบใบอนุญาต แบบคำขอต่ออายุใบอนุญาต และแบบรับใบแทนใบอนุญาต การยื่นคำขอรับใบอนุญาต คำขอต่ออายุใบอนุญาต และคำขอรับใบแทนใบอนุญาต (ร่างข้อ 10 ถึงร่างข้อ 12)

5. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ หรือซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ถูกแปรสภาพ หรือเปลี่ยนแปลงเป็นรูปลักษณะอื่น ซึ่งเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่พบในราชอาณาจักรออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. ....

5.1 กำหนดลักษณะของซากดึกดำบรรพ์ที่จะได้รับใบอนุญาต วัตถุประสงค์ของการส่งซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักร (ร่างข้อ 1 ถึงร่างข้อ 2)

5.2 กำหนดให้อธิบดีเป็นผู้อนุญาต การนำซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักร การยื่นขอรับใบอนุญาต ให้เป็นไปตามแบบคำขอ เอกสารและหลักฐานในการอนุญาต โดยตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของคำขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 3 ถึงร่างข้อ 6)

5.3 กำหนดการแจ้งผลการพิจารณาการขอรับใบอนุญาต กำหนดรายละเอียดของเงื่อนไขแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 7 ถึงร่างข้อ 8)

5.4 กำหนดวัตถุประสงค์ของการออกใบอนุญาต การนำซากดึกดำบรรพ์กลับเข้ามาในราชอาณาจักร การยื่นคำขอรับใบแทน แบบคำขอรับใบอนุญาต แบบใบอนุญาตและแบบคำขอรับใบแทนใบอนุญาต สถานที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาต (ร่างข้อ 9 ถึงร่างข้อ 13)


9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ป่ากงเกวียน และป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน ในท้องที่ตำบลอ่างหิน ตำบลทุ่งหลวง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ และตำบลหนองพันจันทร์ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ป่ากงเกวียน และป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน ในท้องที่ตำบลอ่างหิน ตำบลทุ่งหลวง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ และตำบลหนองพันจันทร์ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้ ทส. รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในส่วนที่ต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ที่ทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดบริเวณที่ดินป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ป่ากงเกวียน และป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน ในท้องที่ตำบลอ่างหิน ตำบลทุ่งหลวง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อและตำบลหนองพันจันทร์ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ


10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรวิชาชีพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรวิชาชีพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ

2. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรวิชาชีพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ


11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม.0 - กม.30 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม.0 - กม.30 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมตั้งแต่เวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเร่งด่วนและดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางปะอิน - บางพลี) ระหว่าง กม.0 - กม.30 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 ตั้งแต่เวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554


เศรษฐกิจ


12. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ (ก่อสร้างอาคารหอศิลป์ร่วมสมัยพร้อมที่จอดรถ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติรายการและวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อสร้างอาคารหอศิลป์ร่วมสมัยพร้อมที่จอดรถในวงเงินทั้งสิ้น 949,000,000 บาท โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 116,179,000 บาท ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้วและผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 - 2557 จำนวน 832,821,000 บาท ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ


13. เรื่อง ขออนุมัติยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ในสัญญาจ้างก่อสร้างงานโยธา และงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งสัญญาจ้างงานบริการที่ปรึกษาเพื่อบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 โดยอนุญาตให้กำหนดไว้ในสัญญาจ้างให้ใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับกรณีพิพาทตามเงื่อนไขขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ซึ่งประกอบด้วยสัญญางานโยธา (สัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2) สัญญางานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลฯ (สัญญาที่ 3) รวมทั้งสัญญาจ้างที่ปรึกษาเพื่อบริหารโครงการและสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ต่อไปด้วย


14. เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ดังนี้

1. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

2. มาตรการช่วยเหลือของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

3. มาตรการช่วยเหลือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

พื้นที่ลงทุน ปัจจุบัน เสนอใหม่
หากลงทุนในจังหวัดเดิม ที่ประสบอุทกภัย หากไปลงทุน ในจังหวัดอื่น
เขต 1 นอกนิคมฯ ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น
เขต 1 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น
เขต 2 นอกนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น
เขต 2 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 3 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 3 ปี
เขต 3 นอกนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี
เขต 3 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี
เขต 3 พิเศษ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี

ทั้งนี้ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรสำหรับทุกเขต และผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปี 2555

(1.2) มาตรการทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่หรือผู้ประกอบการที่ลงทุนอยู่แล้ว

ที่ไม่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย กรณีผู้ประกอบการรายใหม่หรือผู้ประกอบการที่ลงทุนอยู่แล้วที่ไม่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ประสงค์จะลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุนในประเทศไทย เห็นควรให้ได้รับยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

  • พื้นที่ลงทุน
ปัจจุบัน เสนอใหม่
เขต 1 นอกนิคมฯ ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น
เขต 1 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 3 ปี
เขต 2 นอกนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น
เขต 2 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี
เขต 3 นอกนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี
เขต 3 ในนิคมฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี
เขต 3 พิเศษ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% อีก 5 ปี ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี จำกัดวงเงินที่ยกเว้น และลดหย่อน 50% 5 ปี

ทั้งนี้ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรสำหรับทุกเขต และผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปี 2555


15. เรื่อง การกำหนดรายการสินค้าควบคุมในภาวะวิกฤตจากอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดรายการสินค้าควบคุมในส่วนที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ในการอุปโภคบริโภคและวัสดุที่ใช้ในการป้องกันน้ำท่วมเพิ่มเติม จำนวน 16 รายการ โดยกำหนดระยะเวลาถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

รายการสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ วันที่ 27 มกราคม 2554 ดังนี้ 1. กระดาษทำลูกฟูก 2. กระดาษพิมพ์และเขียน 3.กระดาษเหนียว (KRAFT PAPER) 4. กระเทียม 5. กาแฟผงสำเร็จรูป 6. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว 7. ข้าวเปลือก ข้าวสาร 8. ข้าวโพด 9. ไข่ไก่ 10. ครีมเทียมข้นหวาน นมข้น นมคืนรูป นมแปลงไขมัน 11. เครื่องแบบนักเรียน 12. แชมพู 13. นมผง นมสด 14. นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิร์ต 15. น้ำตาลทราย 16. น้ำมันเชื้อเพลิง 17. น้ำมัน และไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้ 18. น้ำยาซักฟอก 19. แบตเตอรี่รถยนต์ 20. ปุ๋ย 21. ปูนซีเมนต์ 22. แป้งสาลี 23. ผงซักฟอก 24. ผลิตภัณฑ์ล้างจาน 25. ผ้าอนามัย 26. มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ 27. เม็ดพลาสติก 28. ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ 29. ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช 30. ยารักษาโรค 31. เยื่อกระดาษ 32. รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก 33. สบู่ 34. สายไฟฟ้า 35. สุกร เนื้อสุกร 36. หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ 37. เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น เหล็กเส้น 38. อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) 39. อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 40. การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า 41. บริการรับฝากสินค้าหรือบริการให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า

รายการสินค้าควบคุมที่นำเสนอเพิ่มเติม ดังนี้ 1. น้ำดื่มบรรจุภาชนะปิดผนึก 2. กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า 3. ไฟฉาย 4. ถ่านไฟฉาย 5. ยาสีฟัน 6. แปรงสีฟัน 7.ทราย ทรายบรรจุถุง 8. อิฐบล็อก 9. เสื้อชูชีพ 10. เรือขนาดเล็ก ไม่เกิน 15 ที่นั่ง 11. รองเท้าบู๊ทยาง 12. เครื่องนอน 13. ถังน้ำ 14. เครื่องสูบน้ำ 15. ผลิตภัณฑ์ยาแนวกันน้ำ 16. เทียนไข


16. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรา และยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้


17. เรื่อง การขอโอนสัมปทานปิโตรเลียม (บางส่วน) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 ในแปลงสำรวจหมายเลข G4/50 ในทะเลอ่าวไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอโอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 แปลงสำรวจหมายเลข G4/50 ในทะเลอ่าวไทยระหว่างบริษัท เชฟรอน ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด (ผู้โอน) ให้กับบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด (ผู้รับโอน) ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

พน. รายงานว่า การโอนสัมปทานปิโตรเลียมเป็นการดำเนินการโดยทั่วไปในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากผู้รับสัมปทานรายเดิมไม่ประสงค์จะดำเนินการสำรวจต่อไป จึงได้ขอโอนให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น และผู้รับโอนสัมปทานในกรณีนี้ก็เป็นผู้รับสัมปทานรายเดิมในสัมปทานอยู่แล้ว คือ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในมาตรา 24 และการโอนสัมปทานครั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 จึงเห็นควรอนุญาตให้บริษัท เชฟรอน ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด โอนสิทธิ ประโยชน์ และพันธะตามสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G4/50 ในส่วนของบริษัทฯ ซึ่งมีอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 75 ของสัมปทานให้แก่บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด ซึ่งมีสิทธิ ประโยชน์ และพันธะตามสัมปทานในสัดส่วนร้อยละ 25 ซึ่งเมื่อโอนแล้วมีผลทำให้บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ ประโยชน์ และพันธะในสัมปทานปิโตรเลียมแปลงสำรวจดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว


18. เรื่อง มาตรการลดภาวะโลกร้อนกับการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการลดภาวะโลกร้อนกับการท่องเที่ยว ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงได้จัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ/แนวทางลดภาวะโลกร้อนในภาคการท่องเที่ยว และจัดฝึกอบรมเพื่อให้องค์ความรู้เกี่ยวกับ Climate Change กับการท่องเที่ยว และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการลดภาวะโลกร้อน เพื่อเป็นต้นแบบของสถานประกอบการในเขตพื้นที่พิเศษของ อพท. ที่นำมามาตรการลดภาวะโลกร้อนไปใช้ สรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้

1.อพท. ร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการ/แนวทางการลดภาวะโลกร้อน ในหัวข้อ Innovative Climate Change Management Strategies in Tourism Development เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนทั้งสิ้น 110 คน ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรต่างประเทศ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม บริษัทนำเที่ยว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ผลที่ได้จากการสัมมนาในวันดังกล่าวได้มาตรการ/แนวทางในการลดภาวะโลกร้อนกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจำนวน 4 ด้าน ซึ่งที่จะนำไปใช้กับโรงแรมนำร่อง "ต้นแบบ" ในพื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่

2. รายละเอียดมาตรการ/แนวทางในการลดภาวะโลกร้อนในแต่ละด้านสรุปได้ดังนี้

3. มาตรการ/แนวทางในการลดภาวะโลกร้อนกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทั้ง 4 ด้าน ตามนัยข้อ 2. คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กพท.) ได้ให้ความเห็นชอบในการประชุม กพท. ครั้งที่ 7/2554 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 และให้ อพท. นำไปบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี เพื่อผลักดันให้เกิดผลในการปฏิบัติต่อไป อพท. จึงได้จัดทำโครงการ Low Carbon Destination ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี บรรจุเป็นโครงการสำคัญ (Flagship) ในแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ. 2555-2558) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายชุมพล ศิลปอาชา) ได้ให้ความเห็นชอบเสนอสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554

4. อพท. ร่วมกับสถาบัน Asian Institute of Technology (AIT) ดำเนินการจัดฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการลดภาวะโลกร้อนให้แก่ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง และพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ระหว่างวันที่ 11 - 12 กรกฎาคม 2554 พร้อมทั้งได้คัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเป็นสถานประกอบการต้นแบบในการนำมาตรการไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงแรมในพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมทรอปิคาน่า พัทยา และโรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พัทยา แอนด์ เบลล่า วิลล่า เมโทร พัทยา และโรงแรมในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมบ้านปู รีสอร์ท แอนด์ สปา และโรงแรม อาน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา และได้ดำเนินการติดตามประเมินผลการนำมาตรการการลดภาวะโลกร้อนทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งจัดทำสรุปปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เสนอคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กพท.) ในการประชุม กพท. ครั้งที่ 9/2554 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2554 ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบผลการประเมินการนำมาตรการลดภาวะโลกร้อนไปใช้ในเขตพื้นที่พิเศษของ อพท. รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข

5. ข้อเสนอเพื่อทราบ


19. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประจำไตรมาส 4 ปี 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประจำไตรมาส 4 ปี 2553 และงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ที่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 90 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรายงานว่า บสท. ได้เสนอผลการดำเนินงานในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประจำไตรมาส 4 ปี 2553 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

บสท. ได้บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจนได้ข้อยุติทั้งหมดแล้วจำนวน 15,201 ราย มูลค่าทางบัญชี 774,952 ล้านบาท สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่บริหารจัดการจนได้ข้อยุติดังกล่าว สามารถแบ่งตามวิธีบริหารจัดการได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

2. การบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย

บสท. ได้รับโอนทรัพย์สินจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ("ทรัพย์สินรอการขาย") มูลค่ารวม 2,183 ล้านบาท ทั้งนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 บสท. ได้รับโอนทรัพย์สินรอการขายด้วยมูลค่าตีโอนชำระหนี้ และรับโอนตามมาตรา 76 รวมทั้งสิ้น 141,487 ล้านบาท แบ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 117,578 ล้านบาท และสังหาริมทรัพย์มูลค่า 23,908 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 83.10 และร้อยละ 16.89 ตามลำดับ

3. ความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนงานเตรียมการเพื่อเลิกดำเนินกิจการโดยยุบเลิก บสท. เมื่อสิ้นปีที่สิบ

หน่วย : ล้านบาท

การบริหารจัดการสินทรัพย์ ประมาณการปี 2553
ตาม KPls ปี 2553
ผลการดำเนินงาน
ม.ค. - ธ.ค. 2553
ประมาณการสินทรัพย์/
หนี้สินคงเหลือ
30 มิ.ย. 2554
การชำระเงินตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ 13,820 20,938 43,767
การจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) 7,400 23,527 85,926
การไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน* 7,417 12,751 72,514

* บสท. ชะลอการไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อรักษาสภาพคล่องในการยุบเลิกองค์กรตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 ทั้งนี้ประมาณการว่าจะมีเงินสอสำรอง ณ สิ้นปีที่สิบ ประมาณ 47,595 ล้านบาท

4. สตง. ในฐานะผู้สอบบัญชี มีความเห็นว่า งบการเงินของ บสท. แสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 และ 2552 ผลการดำเนินงาน (เฉพาะทุนประเดิม) การเปลี่ยนแปลงสำหรับรายรับหรือรายจ่ายสุทธิรอปันส่วนไปยังสินทรัพย์รับโอนและกระแสเงินสดสำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกันของแต่ละปีของ บสท. โดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามเกณฑ์การจัดทำงบการเงินที่กำหนด


20. เรื่อง รายงานผลการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 37

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 37 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้บัญชาอนุมัติให้นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือ เอฟ เอ โอ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) สมัยที่ 37 ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน - 2 กรกฏาคม 2554 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี สรุปสาระสำคัญของการประชุมมีดังนี้

1. ผลการประชุมสมัชชามีดังนี้

2. ข้อคิดเห็นของ กษ.


สังคม


21. เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการในพื้นที่ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันยังคงมีความรุนแรง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่และการสัญจรของประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันแก้ไขปัญหา ตลอดจนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบภัยดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงมีมติดังนี้

1. ให้วันพฤหัสบดีที่ 27 วันศุกร์ที่ 28 และวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2554 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ที่ประสบอุทกภัยร้ายแรง ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 17/2554 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 (รวม 21 จังหวัด) ทั้งนี้ โดยยกเว้น ดังนี้

2. กรณีที่หน่วยงานใดมีภารกิจในการให้บริการประชาชน หรือมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือราชการสำคัญในวันดังกล่าวโดยกำหนดหรือนัดหมายไว้ก่อนแล้ว หากยกเลิกหรือเลื่อนไป จะเกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร โดยมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการและประชาชน

3. กรณีวันหยุดของธนาคารพาณิชย์ ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะพิจารณาตามที่เห็นสมควร

4. เห็นชอบในหลักการให้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่ประสบปัญหาอุทกภัยเลื่อนวันเปิดเรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ไปเป็นวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2554 และให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงต่อไป

5. ในส่วนของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคชนิดต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานเพื่อขอความร่วมมือให้คงเปิดดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องในช่วงวันหยุดเพิ่มเติมดังกล่าว

บัญชีรายชื่อจังหวัดที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง แนบท้ายคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 17/2554 ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 1. สุโขทัย 2. พิจิตร 3. พิษณุโลก 4. นครสวรรค์ 5. อุทัยธานี 6. ชัยนาท 7. สิงห์บุรี 8. อ่างทอง 9. พระนครศรีอยุธยา 10. ปทุมธานี 11. นนทบุรี 12. ลพบุรี 13. สระบุรี 14. นครนายก 15. ปราจีนบุรี 16. ฉะเชิงเทรา 17. สุพรรณบุรี 18. นครปฐม 19. กำแพงเพชร 20. ตาก 21. กรุงเทพมหานคร


22. เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ในฐานะประธานกรรมการและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) เสนอดังนี้

ข้อเท็จจริง

นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 179/2554 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธานกรรมการ และคณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2554 ที่ประชุม ปคอป. ได้มีมติ ดังนี้

1. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 3 คณะ ดังนี้

ทั้งนี้ ปคอป. มีมติให้คณะอนุกรรมการแต่ละคณะ พิจารณาดำเนินการให้ข้อเสนอแนะของ คอป. เกิดเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้

2. นอกจากนี้ ปคอป. ได้พิจารณาข้อเสนอแนะของ คอป. ในประเด็นการดำเนินคดีอาญาในคดีที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองซึ่ง คอป.เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการ ดังนี้


23. เรื่อง แผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการของแผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในระยะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและระยะของการช่วยเหลือระหว่างที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูง และมอบหมายให้สำนักงบประมาณรับไปพิจารณาความเหมาะสมในรายละเอียดของงบประมาณและนำเสนอคณะรัฐมนตรี
  2. มอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม กำกับ ติดตาม เร่งรัด และรายงานผลการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1. ให้คณะรัฐมนตรีทราบ ทั้งนี้ หากกรณีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปและพิจารณาเห็นว่าต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินงานสัมฤทธิผลอย่างแท้จริง ให้จัดทำมาตรการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
  3. เห็นชอบในหลักการของแนวทางการดำเนินการในระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว และระยะการปรับโครงสร้างถาวร โดยมอบหมายผู้เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดและนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป ดังนี้
    1. มอบหมายคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม จัดทำแนวทางและแผนการดำเนินการ ในระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
    2. มอบหมายคณะกรรมการอำนวยการ กำกับ ติดตามการช่วยเหลืออุทกภัย ดินโคลนถล่ม วาตภัย และคลื่นชายฝั่ง จัดทำแนวทางและแผนการดำเนินการในระยะการปรับโครงสร้างถาวร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

สาระสำคัญของแผนดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและแนวทางการฟื้นฟูภายหลังน้ำลด

ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2554 ส่วนราชการได้เสนอแนวทางและแผนการดำเนินการในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและการฟื้นฟูอย่างเป็นทางการ จำนวน 8 กระทรวง ได้แก่ นร. (กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) กษ. พม. คค. ทส. รง. สธ. และ ศธ. นอกจากนี้ สำนักงานฯได้ประสานข้อมูลจากกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ เพิ่มเติมอีก 10 กระทรวง รวมเป็น 18 กระทรวง ซึ่งมีข้อเสนอกรอบวงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 81,506 ล้านบาท สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. แผนการดำเนินการระยะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มุ่งเน้นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งบรรเทาความเสียหายของผู้ประกอบการ วงเงินงบประมาณ 1,027 ล้านบาท โดยสรุปมาตรการที่สำคัญได้ดังนี้

(1) การป้องกันความเสียหายและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยจัดทำคันกั้นน้ำช่วงที่มีน้ำท่วมขังสูง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำและการป้องกันพื้นที่ชุมชนรวมทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม

(2) การสนับสนุนการขนส่ง วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพ และอยู่ในพื้นที่อุทกภัย รวมถึงการจัดส่งถุงยังชีพให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการแจ้งให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหาอุทกภัย รวมทั้งการจัดเรือท้องแบนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (3) การจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ให้แก่ผู้ประสบภัย รวมถึงการจัดรถรับส่งผู้ป่วยและส่งสิ่งของยังชีพให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

2. ระยะการช่วยเหลือระหว่างที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์อุทกภัยที่คาดว่าจะยังดำรงอยู่ในช่วง 4 - 6 สัปดาห์ วงเงินงบประมาณ 13,347 ล้านบาท โดยสรุปมาตรการที่สำคัญได้ดังนี้

มติคณะรัฐมนตรี
วันที่ 18 ตุลาคม 2554
แผนการดำเนินการ
(หน่วยงานรับผิดชอบ)
1. การจัดทำระบบฐานข้อมูลการฟื้นฟู
  • มอบหมาย มท. เป็นเจ้าภาพหลัก โดยประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น รง. ศธ. สธ. วท. และ ทส. เป็นต้น
  • จัดทำระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย 2554 โดยใช้การบูรณาการข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศและข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มท. กห. กษ. รง. และ สธ. เพื่อแสดงข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมขัง และทิศทางระบายของน้ำ พื้นที่ที่เสียหายจากอุทกภัย รายจังหวัด/อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน ข้อมูลสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบธุรกิจบริการ และอื่นๆ (วท.)
2. รูปแบบของการบูรณาการกิจกรรมในศูนย์อพยพ 4 - 6 สัปดาห์
  • มอบหมายให้ รนม. (พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ) เป็นเจ้าภาพ โดยประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคล การให้บริการด้านสาธารณสุข การจัดหาอาหาร การบริการขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการฟื้นฟูจิตใจ และการฝึกอาชีพเพื่อโอกาสของการจ้างงานในช่วงเวลาน้ำลดตามโครงการฟื้นฟูต่างๆ ด้วย
  • ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร เครื่องอุปโภคและบริโภค และการเยียวยาจิตใจ (พม. / วธ. / ศธ. / กก.)
  • จัดโรงครัวประกอบอาหารสำหรับผู้เข้าพักพิง (ศธ.)
  • จัดหาถังก๊าซหุงต้มและอุปกรณ์ 1,000 ชุด (พน.)
  • เฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาด การให้บริการทางการแพทย์แบบเบ็ดเสร็จในศูนย์อพยพ และการฟื้นฟูจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (สธ.)
  • จัดเจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษาอาสาสมัครดูแลผู้อพยพในศูนย์พักพิง/ศูนย์อพยพ (ศธ.)
  • จัดให้มีครูอาสาประจำศูนย์อพยพ 45 ศูนย์
  • สนับสนุนการขนส่ง วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนของหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เป็นต้น ไปยังพื้นที่ต่างๆ (ทก.)
3. การมอบหมายกิจกรรมด้านสังคมในการจัดทำแผนช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
3.1 การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย (กห./ทส.)
  • มอบหมายให้ กห. และ ทส. รับไปแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
  • มอบหมายให้ ทส. ประสานกับ มท. ในการส่งเจ้าหน้าที่ไปแนะนำการผลิต EM และจัดชุดเครื่องมืออุปกรณ์ให้แต่ละชุมชนเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในพื้นที่ 2.2 ล้านไร่ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ให้ ทส. รับผิดชอบแนะนำจนถึงขั้นตอนนำไปใช้ด้วย
  • มอบหมายให้ ทส. สำรวจข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากแล้วส่งข้อมูลให้คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ด้านสังคม) เพื่อดำเนินการพิจารณาจัดหาที่ทำกินใหม่ที่เหมาะสมต่อไป
  • เร่งส่งเจ้าหน้าที่ไปแนะนำการผลิต EM และจัดชุดเครื่องมืออุปกรณ์ให้แต่ละชุมชน เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในพื้นที่ 2.2 ล้านไร่ (ทส.)

หมายเหตุ ศธ. ได้เสนอการจัดทำน้ำหมักชีวภาพแจกประชาชนเพื่อกำจัดสิ่งปฏิกูลต่างๆ ในพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมไว้ในระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว

3.2 การเผ้าระวังโรคระบาด / และรูปแบบ (model) ศูนย์อพยพ (สธ.)
  • มอบหมายให้ สธ. เฝ้าระวังโรคระบาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยอาศัยเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการวางระบบการป้องกันและสนับสนุน
  • มอบหมายให้รองนายกฯ (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) ดูแลเรื่องรูปแบบของศูนย์อพยพถาวรว่าควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดเป็นชุมชน เช่น มีหัวหน้าศูนย์ ครู แพทย์ พยาบาล มีการสอนหนังสือ ฝึกอาชีพ เป็นต้น
  • จัดให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังตามบ้านที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับการรักษาต่อเนื่องและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต (สธ. / พน.)
  • สำหรับการจัดเตรียมรูปแบบศูนย์อพยพถาวร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียด
3.3 การฝึกอบรมอาชีพ (พม.)
  • มอบหมายให้ พม. ร่วมกับ สธ. ในการฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ เช่น งานซ่อมบ้าน งานอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ในศูนย์อพยพ ทั้งนี้ ต้องให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนแต่ละจังหวัด
  • มอบหมายให้ พม. ประสานกับ มท. ในการเป็นเจ้าภาพจัดทำฐานข้อมูลของผู้ตกงานที่เป็นลูกจ้างทั่วไป และลูกจ้างโรงงาน
  • ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ (ศธ.)

หมายเหตุ พม. ได้เสนอแนวทางการฝึกอบรมอาชีพในด้านต่าง ๆ และการฟื้นฟูด้านสังคมและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ในระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว โดยสรุปได้ดังนี้

  • จัดให้มีความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพเพื่อฟื้นฟูด้านสังคมและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม
3.4 การฟื้นฟูโบราณสถาน (วธ. / พศ.)
  • เร่งรัดประเมินความเสียหายของโบราณสถานต่างๆ กรณีเป็นงานด้านโยธาให้เสนอคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฯ (ด้านโครงสร้างพื้นฐาน) พิจารณา และให้ วธ. จัดทำแผนป้องกันโบราณสถานในระยะยาวด้วย
  • มอบหมายให้ วธ. ประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจในความสมบูรณ์ของโบราณสถานให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
  • สำรวจและประเมินความเสียหายของศาสนสถาน และสถานศึกษา และจัดทำระบบระบายน้ำในพื้นที่สถานศึกษา (วธ.)

หมายเหตุ การฟื้นฟูโบราณสถาน วธ. ได้เสนอไว้ในระยะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

3.5 การช่วยเหลือ ครู นักเรียน โรงเรียน (ศธ.)
  • การเปิดเทอมเป็นไปตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนที่จะพิจารณาได้ตามความจำเป็น กรณีที่โรงเรียนใดไม่สามารถเปิดเทอมได้ในวันที่ 1 พ.ย.54 ให้แจ้ง สพฐ. ทราบก่อนถึงวันเปิดภาคเรียน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ การสอบ GAT - PAT ให้เลื่อนเป็นวันที่ 19 - 20 พ.ย. และวันที่ 26 พ.ย. 54
  • โรงเรียนที่ยังไม่ทำการสอบภาคเรียนที่ 1 ให้โรงเรียนจัดให้มีการทบทวนบทเรียนให้กับเด็กนักเรียนก่อนทำการสอบต่อไป
  • มอบหมายให้ ศธ. ไปจัดทำฐานข้อมูลความเสียหายของโรงเรียน ครู และเด็กนักเรียนที่ประสบอุทกภัย
  • กรณีโรงเรียนที่ยังไม่สามารถจัดทำการสอนได้ให้จัดการสอนที่ศูนย์อพยพ
  • การช่วยเหลือด้านการเงินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยตรงเท่านั้น
  • เตรียมความพร้อมให้นักเรียนและโรงเรียน โดยจัดหาปัจจัยพื้นฐานและอำนวยความสะดวกให้นักเรียนในการเดินทาง จัดหาหนังสือและอุปกรณ์การเรียนทดแทนที่ชำรุดเสียหาย และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่วงเงินต่ำกว่า 50,000 บาท (ศธ.)

หมายเหตุ ศธ. ได้เสนอแนวทางการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมติ ครม. ไว้ในระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว โดยสรุปได้ดังนี้

  • ให้ครูที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 21,000 คน ได้รับสวัสดิการการกู้เงินจากกองทุน ก.ค.ส./ สก.สค.
  • พักชำระหนี้ผู้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และให้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย (34 จังหวัด)
  • ให้ความช่วยเหลือแก่ข้าราชการครู พนักงานราชการและลูกจ้างของกระทรวงศึกษาธิการที่ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้จำเป็นในวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท
4. แนวทางในการช่วยเหลือในระยะการรอการฟื้นฟูในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ
4.1 การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม (อก.)
  • มอบหมายให้ อก. รับไปดำเนิการจัดทำแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โรงงานต่างๆ ผู้ประกอบการ SME ที่ประสบภาวะอุทกภัยในช่วง 2 เดือนก่อนน้ำลด และให้ประสานกับ กต. ที่จะทำความช่วยเหลือในลักษณะรัฐต่อรัฐด้วยและให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 1 สัปดาห์
  • ระบายน้ำออกจากโรงงานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน และเริ่มซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานในนิคมอุตสาหกรรม (อก.)
  • จัดทำข้อมูลสำรวจความเสียหายของเครื่องจักรอุปกรณ์ และการชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกันภัย โดยเร่งรัดการจ่ายสินไหมทดแทน และแก้ไขข้อพิพาทระหว่างโรงงานกับบริษัทประกัน พร้อมทั้งมาตรการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐที่เหมาะสม เช่น การขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ในการผ่อนปรนสินเชื่อ เป็นต้น (อก.)
  • ให้การช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ และสินค้าในคลังสินค้าออกจากพื้นที่อุทกภัย ไปจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อบรรเทาความเสียหายของเครื่องจักร อุปกรณ์ (อก.)
  • อำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าให้กับผู้เชี่ยวชาญ/ช่างจากต่างประเทศ และระดมผู้เชี่ยวชาญ/ช่างในประเทศ จากภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเข้าซ่อมแซม และฟื้นฟูเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย (อก.)
  • ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้บริการแก่ผู้ส่งออกข้าวและมันสำปะหลัง (พณ.)
  • จัดทำแผนรองรับการให้บริการออกหนังสือสำคัญในการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยจัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับใน 3 พื้นที่ได้แก่สำนักงานสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ (รัชดา) และ สำนักงานการค้าต่างประเทศจังหวัดชลบุรี (พณ.)
4.2 การให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน (รง.)
  • มอบหมายให้ รง. รับไปดำเนินการจัดทำแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาและแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้แรงงาน ในช่วง 2 เดือนก่อนน้ำลดและให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 1 สัปดาห์ โดยให้ประสานกับ มท. พณ. อก. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้แนวทางการให้ความช่วยเหลือมีความครบถ้วน ถูกต้อง และไม่เกิดความซ้ำซ้อน
  • ดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้าง โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินให้กับลูกจ้างที่ประสบอุทกภัยรายละ 3,000 บาทต่อเดือน จำนวน 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขให้นายจ้างทำ MOU กับรัฐบาลว่าจะไม่เลิกจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างเดิม เป้าหมายดำเนินการ 640,000 คน (รง.)
  • โครงการยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบกิจการ เป็นการจัดฝึกเพื่อยกระดับ ฝีมือแรงงานในพื้นที่ประสบอุทกภัย ที่สอดคล้องกับกิจการที่นายจ้างประสงค์ หรือลูกจ้างต้องการเพิ่มทักษะ กลุ่มเป้าหมาย (รง.)
4.3 การดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซม เส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน (คค.)
  • มอบหมายให้ คค. รับไปจัดทำแผนการแก้ปัญหาและบูรณะซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้กลับมาใช้งานได้ในช่วง 2 เดือนก่อนน้ำลด โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมสายหลักและเส้นทางโครงข่ายต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการขนส่งสินค้าและบริการ โดยให้ประสานข้อมูลในการดำเนินการกับ พณ. และให้นำเสนอ ครม. ภายใน 1 สัปดาห์
  • ให้ คค. รับไปประสานงานกับผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) เพื่อให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการบูรณะฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทราย และถุงบรรจุให้เพียงพอและสอดคล้องกับลำดับความสำคัญเร่งด่วน
  • เร่งกู้เส้นทางคมนาคมที่ถูกน้ำท่วมให้สามารถสัญจรผ่านได้โดยเร็วที่สุด เช่น การติดตั้งสะพานเหล็ก (แบรี่) บริเวณจุดที่ถนนขาด หรือ ช่วงมีน้ำท่วมขังสูงที่มีความยาวไม่มาก เป็นต้น ทำการลอกหรือยกระดับรางรถไฟให้ต่ำกว่าระดับน้ำไม่เกิน 25 ซม. เพื่อให้สามารถเดินรถได้ (คค.)
  • เร่งซ่อมแซมถนนและสะพานที่ชำรุดเสียหายให้ใช้เส้นทางได้เร็วที่สุด (คค.)
  • จัดเตรียมวัสดุเพื่อทำคันกั้นน้ำ และเตรียมเครื่องจักรกลเพื่อดำเนินการ ได้แก่ รถแบ็คโฮ รถแทรคเตอร์ รถตักหน้าขุดหลัง รถบรรทุก 6 - 10 ล้อ ฯลฯ (คค.)
  • เร่งซ่อมแซมระบบและอุปกรณ์เตือนภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว (ทก.)
4.4 การบริหารจัดการน้ำ (กษ.)
  • มอบหมายให้ กษ. รับไปจัดทำแผนและแนวทางในการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเป็นระบบในช่วง 2 เดือนก่อนน้ำลด โดยให้ครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ เช่น เส้นทางการระบายน้ำ ความต้องการเครื่องมือ/อุปกรณ์ในการสูบน้ำ และกรอบระยะเวลาการระบายน้ำ เป็นต้น และให้นำเสนอ ครม. ภายใน 1 สัปดาห์
  • มอบหมายให้ กษ. (กรมชลประทาน) ประสานกับ วท. เพื่อจัดทำข้อมูลระดับน้ำสูงสุดของแต่ละพื้นที่เพื่อให้ประชาชน และผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจัดทำพนังกั้นน้ำให้มีความสูงสอดคล้องกับระดับน้ำสูงสุดในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ให้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในเว็บไซต์ของทางราชการ เพื่อให้เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไป
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียด
4.5 แนวทางการกำกับดูแลการกระจายและการควบคุมราคาสินค้าและบริการ (พณ.)
  • มอบหมายให้ พณ. รับไปจัดทำแผนและแนวทางการกำกับดูแล การกระจายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนให้เพียงพอและทั่วถึง รวมทั้งควบคุมดูแลให้ราคาสินค้าดังกล่าวมีความเหมาะสมและเป็นไปตามกลไกตลาด และประสานกับ คค. เกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมที่จำเป็น เพื่อให้การขนส่งสินค้าต่างๆ ไปยังปลายทางมีความสะดวกและรวดเร็วด้วย
  • ประสานให้ความช่วยเหลือในการขนส่งและกระจายสินค้าโดยขอความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการจัดระบบการขนส่งทางรถบรรทุกทหาร รถตู้คอนเทนเนอร์ ทางเรือ ทางรถไฟ และทางเครื่องบิน เพื่อนำสินค้าจากโรงงานและสินค้าที่ตกค้างในศูนย์กระจายสินค้าของห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ไปจำหน่ายในร้านค้าปลีกและสาขาต่าง ๆ ของห้างค้าปลีกค้าส่ง ได้แก่
    • ประสาน บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท) เปิดพื้นที่บริเวณสนามบินดอนเมืองให้เป็นศูนย์กระจายสินค้า (DC) ชั่วคราว แก่ผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ จำนวน 5 ราย ได้แก่ บมจ.ซีพี ออลล์ (เซเว่นอีเลฟเว่น) บมจ.สยามแมคโคร บจ.เอก-ชัยดิสทริบิวชั่น (เทสโก โลตัส) บจ. บิ๊กซี ซุเปอร์เซ็นเตอร์ บจ.เซ็นทรัลฟู้ดรีเทล (ท๊อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมมาพักที่ศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราว (พณ.)
    • ประสานกองทัพ จัดหารถบรรทุกทหารเข้าไปขนสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าของผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ จำนวน 120 คัน เพื่อกระจายสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ ไม่ให้สินค้าขาดตลาด (พณ.)
  • จัดหาช่องทางการจำหน่ายและระบายสินค้า
    • จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ร้านค้าในตลาดสดและร้านค้าปลีก รายย่อย เพื่อให้นำสินค้ามาจำหน่ายในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วม ในอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศ (พณ.)
    • จัดกิจกรรมคาราวานสินค้าหัตถกรรมในภูมิภาคต่างๆ ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเพื่อให้สมาชิกได้มีช่องทางในการระบายสินค้า (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ)
  • จัดจำหน่ายสินค้าที่ประชาชนมีความต้องการสูง โดยจัดจุดจำหน่ายสินค้าในกทม.และต่างจังหวัด และจัดรถจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ (Mobile Unit) นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไปจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมหรือการเดินทางยากลำบาก (พณ.)
  • จัดตั้งศูนย์ประสานงานการกระจายสินค้าเพื่อผู้บริโภค โดยเชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้า ผู้จัดจำหน่ายและห้างค้าส่งค้าปลีก เพื่อให้สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเร่งขนส่งสินค้าไปยังสาขาของห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านค้าปลีก (พณ.)
  • ประสานความร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทยให้ร้านค้าปลีกท้องถิ่นจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในราคาพิเศษ (พณ.)
  • กำกับดูแลการจำหน่ายสินค้ามิให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยจัดสายตรวจพิเศษ ตรวจสอบมิให้มีการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร การปฏิเสธการจำหน่าย การกักตุนสินค้า และรับเรื่องร้องเรียนหรือคำร้องจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนผ่านสายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดในท้องที่ (พณ.)
  • รับซื้อผลผลิตนมพาณิชย์ (นม U.H.T) เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย รวมทั้งสนับสนุนขยายโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนม เพื่อเป็นแหล่งรองรับน้ำนมโคที่ไม่มีที่จำหน่าย จากโรงงานแปรรูปนมภาคเอกชนที่หยุดดำเนินการจากอุทกภัย (กษ.)
4.6 มาตรการด้านการเงินและการคลัง รวมทั้งการตั้งเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
  • ให้ กค. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยหารือกับสมาคมธนาคารไทยในการออกมาตรการทางด้านสังคมในการที่จะพักชำระหนี้และอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) รวมทั้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ได้เท่าเทียมกับธนาคารภาครัฐ
  • มอบหมายให้คณะกรรมการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจจัดทำมาตรการในการฟื้นฟูกิจการต่างๆ รวมทั้งผ่อนปรนด้านภาษีในเรื่องเครื่องจักร วัตถุดิบ ทั้งนี้ ให้รวมถึงมาตรการที่จะสามารถใช้ความร่วมมือภาครัฐต่อรัฐกับทาง กต. ด้วย เพื่อให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • ขออนุมัติวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน สำหรับช่วยเหลือ ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม (ภาคเอกชน) วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการและผู้พัฒนานิคมฯ ผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของภาครัฐ ในวงเงินส่วนที่เหลือ (อก.)

หมายเหตุ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานหารือมาตรการสินเชื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 25 ตุลาคม 2554

  • ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกประเภทที่นำเข้ามาเพื่อทดแทน/ซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียหาย สำหรับโรงงานทุกประเภทที่ประสบอุทกภัย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นหน่วยงานให้การรับรองความเสียหาย
    (กค./อก.)

3. แนวทางดำเนินการระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว มุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมในทุกมิติ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว วงเงินงบประมาณ 42,704 ล้านบาท โดยสรุปมาตรการที่สำคัญได้ดังนี้

4. ระยะการปรับโครงสร้างถาวร ดำเนินการวางแผนและเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตในอนาคต เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ วงเงินงบประมาณ 24,428 ล้านบาท โดยสรุปมาตรการที่สำคัญได้ดังนี้


24. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบมาตรการด้านการเงินที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงการคลัง สำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อให้สามารถเร่งดำเนินการได้อย่างชัดเจน
  2. เห็นชอบมาตรการด้านสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในวงเงินรวม 325,000 ล้านบาท และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการคลัง จัดทำข้อมูลลงทะเบียนผู้ประสบความเสียหายเพื่อให้สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องพิจารณาดูแลโดยโครงการสินเชื่อดังกล่าว
  3. รับทราบแนวทางการให้การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาดำเนินการ และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบ

สาระสำคัญ

มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วยมาตรการ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. มาตรการด้านการเงินที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งสามารถดำเนินการในปัจจุบันประกอบด้วย การช่วยเหลือค่าเสียหายด้านที่พักอาศัย (ไม่เกินหลังละ 30,000 บาท) และทรัพย์สินที่ประสบอุทกภัย (ครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท) โดยกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) (ครัวเรือนละ 5,000 บาท) โดยกระทรวงมหาดไทย การช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลัง

2. มาตรการด้านสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในวงเงินรวม 325,000 ล้านบาท

2.1 สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประสบอุทกภัยจากธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน80,000 ล้านบาท ได้แก่

(1) สินเชื่อสำหรับกลุ่มรายย่อย วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน

(2) สินเชื่อเพื่อการเคหะ วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ดำเนินการโดย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน

(3) สินเชื่อสำหรับกลุ่มเกษตรกร วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ดำเนินการโดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

2.2 สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประสบอุทกภัยจากโครงการประกันสังคม วงเงิน 10,000 ล้านบาท ได้แก่

(1) โครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย สำหรับสถานประกอบการ วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในกิจการหรือการซ่อมแซมสถานประกอบการ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 (คงที่ 3 ปี)

(2) โครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย วงเงิน 8,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกันตน เพื่อซ่อมแซมบ้านที่ถูกน้ำท่วมของตนเองหรือของบิดามารดา รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 (คงที่ 2 ปี)

2.3 การค้ำประกันสินเชื่อของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การค้ำประกันสินเชื่อของผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี ซึ่งจะครอบคลุมวงเงินให้กู้ของธนาคารพาณิชย์จำนวน 120,000 ล้านบาท โดย บสย. รับผิดชอบส่วนสูญเสียในการจ่ายค่าประกันชดเชยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 และมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกันร้อยละ 1.75 ให้เป็นเวลา 3 ปี รวมถึงขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าที่ได้รับการค้ำประกันในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งมาตรการนี้รัฐบาลสนับสนุนชดเชยค่าธรรมเนียมและค่าชดเชยความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 23,000 ล้านบาท

2.4 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ โดย

(1) ธนาคารออมสิน ร่วมให้สินเชื่อร้อยละ 50 กับธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ดำเนินการโดยให้ธนาคารออมสินฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการ และธนาคารออมสินรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 0.01 ต่อปี ทั้งนี้ได้กำหนดวงเงินของธนาคารออมสิน จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อรวมกับวงเงินของธนาคารพาณิชย์ จำนวน 20,000 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท

(2) โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน วงเงิน 10,000 ล้านบาทโดยสำนักงานประกันสังคมนำเงินไปฝากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการเพื่อปล่อยกู้ให้แก่สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมเพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

2.5 สินเชื่อจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) กระทรวงการคลังจะประสานกับ JBIC เพื่อให้พิจารณานำเงินเข้าฝากธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย จำนวน 50,000 ล้านบาท โดยจะมีการหารือในเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินดังกล่าวต่อไป

2.6 สินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย โดยรัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณชดเชยเพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และผู้ประกอบการเพื่อการลงทุนในระบบป้องกันอุทกภัยของนิคมและโรงงานโดยมีวงเงิน 15,000 ล้านบาท ทั้งนี้ระบบและโครงพื้นฐานที่สร้างขึ้นจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐจะกำหนดขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับระบบป้องกันอุทกภัยของประเทศโดยรวม และระบบป้องกันอุทกภัยให้กับนิคมอุตสาหกรรมซึ่งรัฐจะสร้างขึ้นด้วย

3. มาตรการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน

นอกเหนือจากมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ควรพิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยมาตรการด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน ดังต่อไปนี้

3.1 ขยายสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุน โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณายืดเวลาหรือขยายสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุนที่ประสบความเสียหายจากอุทกภัย

3.2 อำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่จะเข้ามาทำงานในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูโรงงานที่ประสบความเสียหาย


25. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม. 0 + 000 - กม. 65 + 325 ในช่วงเกิดภัยพิบัติจากเหตุอุทกภัย ปี พ.ศ. 2554

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม. 0 + 000 - กม. 65 + 325 ในช่วงเกิดภัยพิบัติจากเหตุอุทกภัย ปี พ.ศ. 2554 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยขอยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2540) ดังนี้ ให้ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางบนหลวงพิเศษหมายเลข 9 ระหว่าง กม. 0 + 000 - กม. 30+000 ตั้งแต่เวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 20 ตุลาคม 2554 และระหว่าง กม. 30+000 - กม. 65+325 ตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 22 ตุลาคม 2554 โดยทั้งสองช่วงสิ้นสุดเมื่อเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกเป็นกฎกระทรวง และให้ส่งร่างกฎกระทรวงฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาโดยด่วน ทั้งนี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ประกาศใช้บังคับโดยด่วนด้วย


ต่างประเทศ


26. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาแม่น้ำฮันเพื่อสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Han-River Declaration of Establishing the Mekong-ROK Comprehensive Partnership for Mutual Prosperity) ซึ่งเป็นเอกสารผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนร่วมรับรองร่างเอกสารดังกล่าวข้างต้น และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

27. เรื่อง การจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย - ฝรั่งเศสในรูปแบบของหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย - ฝรั่งเศสในรูปหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอ และมอบให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พิจารณาดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กสทช. รายงานว่า

  1. รัฐบาลไทยได้เคยจัดทำความตกลงต่างตอบแทนในรูปหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นกับรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ แล้ว จำนวน 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สมาพันธรัฐสวิส ราชอาณาจักรสวีเดน สาธารณรัฐออสเตรีย สหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชรัฐลักเซมเบิร์ก และราชอาณาจักรเบลเยียม
  2. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ออกระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่น พ.ศ. 2550 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป กำหนดหลักเกณฑ์ในการเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น และการตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่น
  3. รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ผ่านทางการทูตขอทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยการรับรองใบอนุญาตสำหรับพนักงานวิทยุสมัครเล่นกับประเทศไทยในรูปแบบของหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต เพื่อให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นของสาธารณรัฐฝรั่งเศสและราชอาณาจักรไทยสามารถจัดตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นขึ้นในประเทศของอีกฝ่ายหนึ่งได้
  4. กทช. ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ได้พิจารณาความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยการรับรองใบอนุญาตสำหรับพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย - ฝรั่งเศสในรูปแบบของหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต ตามที่รัฐบาลฝรั่งเศสเสนอ ต่อเนื่องจาก กทช. เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่น พ.ศ. 2550 และได้เห็นชอบในหลักการให้จัดทำความตกลงดังกล่าว โดยขอให้ กต. พิจารณาดำเนินการยกร่างหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อตอบรับข้อเสนอของฝ่ายสาธารณรัฐฝรั่งเศสด้วย
  5. กต. ได้ยกร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของฝ่ายไทย พร้อมคำแปลภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อตอบรับข้อเสนอของฝ่ายสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยร่างหนังสือตอบรับของฝ่ายราชอาณาจักรไทยและหนังสือของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสจะประกอบกันเป็นความตกลงระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย และมีผลใช้บังคับภายใน 45 วัน นับจากวันที่ได้มีการแลกเปลี่ยนหนังสือกัน ทั้งนี้ ความตกลงดังกล่าวถือว่าจัดทำเป็นฉบับภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองฉบับจะมีความถูกต้องเท่าเทียมกัน โดยร่างความตกลงดังกล่าวที่ฝ่ายสาธารณรัฐฝรั่งเศสเสนอมีสาระและเงื่อนไข ดังนี้
    • 5.1 คนชาติไทยหรือคนชาติฝรั่งเศสทุกคนที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องให้จัดตั้งและดำเนินงานสถานีวิทยุสมัครเล่น โดยมีใบอนุญาตซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศตนสามารถขอรับใบอนุญาตแบบเดียวกันได้จากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของอีกประเทศหนึ่ง ตามหลักประติบัติต่างตอบแทน
    • 5.2 ใบอนุญาตดังกล่าวจะออกให้ตามขั้นตอนที่กำหนดโดยคำนึงถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสามารถแก้ไข ระงับหรือถอนใบอนุญาตดังกล่าวได้ทุกเมื่อ
    • 5.3 ให้ภาคีแต่ละฝ่ายแจ้งให้ภาคีฝ่ายที่ออกใบอนุญาตต้นฉบับทราบถึงการกระทำผิดใด ๆ ที่นักวิทยุสมัครเล่นได้กระทำในภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
    • 5.4 ให้การปฏิบัติตามความตกลงนี้เป็นไปตามข้อบังคับวิทยุสากล (Radio Regulations) ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union - ITU) และตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้บังคับอยู่ในทั้งสองประเทศ
    • 5.5 ให้ความตกลงพหุภาคีทุกฉบับที่คู่ภาคีจัดทำขึ้นภายหลังมีค่าเหนือความตกลงฉบับนี้
    • 5.6 ภาคีฝ่ายหนึ่งสามารถแจ้งภาคีอีกฝ่ายหนึ่งให้ทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรถึงเจตนาที่จะยกเลิกความตกลงดังกล่าวและความตกลงนี้จะสิ้นสุดลง 60 วัน หลังจากการแจ้งดังกล่าว

28. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาของรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำร่างปฏิญญาของรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และอนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมให้การรับรองเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของร่างปฏิญญาฯ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างปฏิญญาฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะผู้แทนไทย โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของร่างปฏิญญาของรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2

ที่ประชุมจะได้ประกาศปฏิญญาของรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้


29. เรื่อง การดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายที่เกี่ยวกับ Al-Qaida และ Taliban

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบรับรองประกาศรายชื่อบุคคลและคณะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Al-Qaida และ Taliban ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของไทย คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council : UNSC) ที่ 1267 (ค.ศ. 1988) และข้อมติฯ ที่ 1989 (ค.ศ. 2011) และปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นให้ล่าสุดตามประกาศของสหประชาชาติต่อไป


30. เรื่อง ขออนุมัติลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามสนธิสัญญาฯ
  3. อนุมัติให้ กต. ให้สัตยาบันสนธิสัญญาฯ และแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารในโอกาสอันเหมาะสมตามที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันต่อไป
  4. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างสนธิสัญญาฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการลงนาม ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญของเรื่อง

ร่างสนธิสัญญาฯ มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับสนธิสัญญาประเภทนี้ที่ประเทศไทยจัดทำกับประเทศต่าง ๆ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527 (แก้ไข พ.ศ. 2530) ทุกประการ โดยกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในการขอโอนและการรับโอนตัวผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาระหว่างรัฐภาคี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่ถูกพิพากษาลงโทษในดินแดนของภาคีฝ่ายหนึ่งอาจถูกโอนตัวไปยังดินแดนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งได้เพื่อรับโทษที่เหลืออยู่ซึ่งตนถูกพิพากษา
  2. ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาอาจถูกโอนตัวได้ถ้าถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กักขังหรือทำให้ปราศจากอิสรภาพในรูปแบบอื่นใด
  3. การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอันเป็นมูลเหตุของการมีคำพิพากษาให้ลงโทษเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายของรัฐผู้รับ
  4. ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่อาจถูกโอนตัวต้องเป็นคนชาติของรัฐผู้รับ
  5. รัฐผู้โอนและรัฐผู้รับตกลงกันที่จะให้มีการโอนตัวได้ และผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาให้ความยินยอมต่อการโอนตัวเป็นลายลักษณ์อักษร
  6. ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาซึ่งกระทำความผิดต่อความมั่นคงภายในและภายนอกของรัฐ ต่อประมุขของรัฐ หรือสมาชิกในครอบครัวของประมุขของรัฐ หรือต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสมบัติที่มีค่าทางศิลปะของชาติ จะไม่ได้รับการโอนตัว
  7. หากผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่อาจถูกโอนตัวได้รับโทษในรัฐผู้โอนมาแล้วเป็นเวลาขั้นต่ำสำหรับความผิดนั้น ในกรณีที่มีกฎหมายของรัฐผู้โอนกำหนดไว้
  8. ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษายังคงเหลือระยะเวลาในการรับโทษตามคำพิพากษาอีกอย่างน้อย 1 ปี ในขณะที่ได้รับคำร้องขอให้โอนตัวหรือหากเป็นบุคคลซึ่งถูกลงโทษโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้ ก็ให้ถือว่ายังคงเหลือระยะเวลาในการรับโทษตามคำพิพากษาอีกอย่างน้อย 1 ปี
  9. รัฐผู้โอนยังคงไว้ซึ่งเขตอำนาจแต่ผู้เดียวเกี่ยวกับคำพิพากษาของรัฐผู้โอน รวมทั้งโทษตามคำพิพากษาที่กำหนดโดยศาลของรัฐผู้โอนในการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำพิพากษาของศาลตน
  10. การบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อภายหลังการโอนตัวให้เป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนของรัฐผู้รับ
  11. สนธิสัญญาฉบับนี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับในวันที่มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสาร

ทั้งนี้ ผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้เข้าร่วมเป็นคณะผู้แทนไทยในการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาฯ และได้เห็นชอบร่างสนธิสัญญาฯ ร่วมกันแล้ว


31. เรื่อง รายงานการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ดังนี้

  1. ผลการดำเนินงานตามปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
  2. โครงการ/กิจกรรมที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานว่า ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกข้อ 1.5 ระบุไว้ว่า รัฐบาลจะเร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พม. ได้ดำเนินงานพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายเร่งด่วนดังกล่าวเพื่อการพัฒนาสังคม ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างเป็นธรรม สรุปได้ดังนี้

1. ผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2554 จำนวน 8 โครงการ รวม 377.6776 ล้านบาท ซึ่งได้มีการดำเนินการแล้วเสร็จทุกโครงการ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 348.4664 คิดเป็นร้อยละ 92.27 ของงบประมาณที่ได้รับทั้งหมด ได้แก่

2. โครงการ/กิจกรรมที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยเป็นโครงการซึ่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 8 โครงการ รวมเป็นเงิน 2,226.2995 ล้านบาท ซึ่งได้จัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 แล้ว ได้แก่


32. เรื่อง การนำร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ เพื่อให้เป็นกรอบการประชุมและกรอบการเจรจาต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กห. รายงานว่า

1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 ระหว่างวันที่ 19 - 23 พฤศจิกายน 2554 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หลังจากการประชุมฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานร่วมฝ่ายไทย และ ดาโต๊ะ สรี ดอกเตอร์ อาหมัด ซาฮิด ฮามีดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ประธานร่วมฝ่ายมาเลเซีย จะได้ลงนามในบันทึกการประชุมฯ ดังกล่าว ซึ่งกองเลขานุการร่วมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ได้จัดทำร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 เพื่อใช้เป็นกรอบการประชุมและกรอบการเจรจาของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดน ไทย - มาเลเซีย ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย และกลไกอื่นๆ ภายใต้กรอบนี้ ซึ่งรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 และวันที่ 2 กันยายน 2552

2. ร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 ประกอบด้วย การรับรองระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 การรายงานความก้าวหน้าของการประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย - มาเลเซีย การรายงานความก้าวหน้าของคณะกรรมการฝึกร่วม/ผสม ไทย - มาเลเซีย การรายงานความก้าวหน้าการประชุมคณะทำงานทบทวนความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือชายแดน ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 การมอบงานของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 51 ให้แก่ คณะกรรมการระดับสูง ดังนี้

2.1 คณะกรรมการระดับสูง ดำเนินการตามงานมอบและกิจกรรมตามแผนงานที่ให้ไว้

2.2 คณะกรรมการระดับสูง ให้การสนับสนุนและกำกับดูแลการทบทวนความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทย และรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือชายแดน ไทย - มาเลเซีย

2.3 คณะกรรมการระดับสูง กำกับดูแลให้คณะกรรมการฝึกร่วม/ผสม ไทย - มาเลเซีย จัดให้มีการฝึกร่วม/ผสม ปีละ 1 ครั้ง ในระดับที่เหมาะสม และพัฒนาให้เป็นแบบอย่าง สำหรับการปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงของอาเซียน

2.4 คณะกรรมการระดับสูง นำผลการหารือของนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ ในการประชุมหารือประจำปีของนายกรัฐมนตรี (Annual Consultation : AC) ครั้งที่ 5 ที่เกี่ยวข้องมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมตามความเหมาะสม

รวมทั้งข้อเสนอฝ่ายมาเลเซียและฝ่ายไทย วัน และสถานที่ จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 52 พิจารณาข้อความสำหรับการแถลงข่าวร่วม และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงว่า หากมีการแก้ไขข้อมูลในร่างบันทึกการประชุมและเรื่องอื่นๆ ที่มีการร้องขอ ตลอดจนหากมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมในร่างของเรื่องอื่น ๆ จะแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ


การศึกษา


33. เรื่อง ขอความเห็นชอบการลงนามในความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวัน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอดังนี้

  1. การลงนามความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวัน ระหว่างสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยประจำไทเปและสำนักงานเศรษฐกิจวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย (Agreement on Educational Cooperation between the Thailand Trade and Economic Office in Taipei and the Taipei Economic and Cultural Office in Thailand)
  2. ให้หัวหน้าสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยประจำไทเปเป็นผู้แทนฝ่ายไทยลงนามในความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวันร่วมกับผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย
  3. ให้ ศธ. เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในความตกลงดังกล่าวเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะไม่ทำให้สารัตถะในความตกลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป
  4. ให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศธ. เป็นหน่วยรับผิดชอบการดำเนินการภายใต้ความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวัน

สาระสำคัญของเรื่อง

ศธ. รายงานว่า

1. กระทรวงการศึกษาไต้หวันได้มีการตกลงว่า จะให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแก่บุคลากรทางการศึกษาของไทยเป็นจำนวน 600 ทุน ภายในระยะเวลา 5 ปี ทุนการศึกษาในไต้หวันดังกล่าวจะครอบคลุมทุกสาขาวิชาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศไทย รวมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และผู้รับทุนจะเข้าศึกษาในสาขาวิชาที่สถาบันอุดมศึกษาไต้หวันมีความเข้มแข็งทางวิชาการ และเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนางานวิจัยร่วมกัน ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวฝ่ายไต้หวันจะรับผิดชอบค่าธรรมเนียมการศึกษา ส่วนฝ่ายไทยจะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างประเทศ ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้รับทุน

2. ภายใต้หลักการ "จีนเดียว" ประเทศไทยไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่อย่างไรก็ดี ไทยสามารถมีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิชาการ วัฒนธรรม และสังคมกับไต้หวันได้ ดังนั้น ความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวัน จึงไม่น่าจะมีข้อแย้งในประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับไต้หวันภายใต้หลักการ "จีนเดียว" และเป็นความตกลงที่น่าจะสนับสนุนได้ เพราะฝ่ายไทยจะได้รับประโยชน์ในการพัฒนาวงการศึกษาไทย และเป็นประโยชน์ต่อนักวิชาการ นักศึกษาและนักวิจัยไทย

3. วัตถุประสงค์ของความตกลงนี้กำหนดให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยและไต้หวันมีความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้

4. ความตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย-ไต้หวัน จะช่วยผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และนักวิจัยไทย ตามเป้าหมายการผลิตกำลังคนระดับสูงของประเทศทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญระหว่างไทยกับไต้หวันจะสามารถสนองตอบนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อสร้างและผลิตผลงานการวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ การส่งคณาจารย์ นักวิชาการและนักวิจัยไปศึกษาและทำงานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาของไต้หวันที่มีวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกับประเทศตะวันตก จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้แก่การอุดมศึกษาไทย และช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับไต้หวันให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการประหยัดงบประมาณของประเทศในการส่งนักศึกษาไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป หรือออสเตรเลีย เนื่องจากมหาวิทยาลัยไต้หวันได้สร้างผลงานทางวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ของเวทีวิชาการนานาชาติ


แต่งตั้ง


34. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางสาวเพรามาตรา หันตรา ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายชูศักดิ์ หงส์ลดารมภ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นวันที่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

  1. นายชีพสุมน สุทธิพินทะวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม) กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม) กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2554
  2. นางสาวธีชัช บุญญะการกุล นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม) กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนและเมือง (กลุ่มอนามัยสถานที่สาธารณะ) สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านสุขาภิบาล) กรมอนามัย ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2554 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี้

  1. อนุมัติให้คณะกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวงพ้นจากตำแหน่งจำนวน 3 คน ดังนี้ 1.1 นายจิตเกษม แสงสิงแก้ว 1.2 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 1.3 นายวีระชัย คล้ายทอง
  2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ชุดใหม่ จำนวน 12 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นที่ลาออกและให้พ้นจากตำแหน่งตามข้อ 1. ดังนี้ 2.1 นายวัชร บุญชูเศรษฐ์ อนุกรรมาธิการศึกษาธิการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่จังหวัดและผู้ประกอบการ SMEs เป็นประธานกรรมการ 2.2 นายศุภชัย จงศิริ อดีตข้าราชการบำนาญกระทรวงการคลัง (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) กรรมการ 2.3 นายมนัส แจ่มเวหา รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) กรรมการ 2.4 นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) กรรมการ 2.5 นายสุรพล สุประดิษฐ์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษีกรมสรรพสามิต (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) กรรมการ 2.6 พลตำรวจเอก ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ ที่ปรึกษาด้านการบังคับใช้กฎหมาย (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) กรรมการ 2.7 นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด กรรมการ 2.8 นายมารุต สิมะเสถียร กรรมการผู้อำนวยการ บจม.ทิพยประกันภัย กรรมการ 2.9 นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง กรรมการ 2.10 นายวัลลภ พริ้งพงษ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย กรรมการ 2.11 พลโท อธิชาติ เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กรรมการ 2.12 นายประเสริฐ เกษมโกเมศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี.พี.แอสเซ็ทส์ จำกัด กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป ยกเว้น นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

5. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ดังนี้

  1. นายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย ดังนี้

  1. นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดปทุมธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดปทุมธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแทนตำแหน่งที่ว่าง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้นางสุวณา สุวรรณจูฑะ พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และเห็นชอบแต่งตั้งนายพิทยา จินาวัฒน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแทนนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ลาออก

8. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

  1. แต่งตั้ง นายศุภฤกษ์ หงษ์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  2. แต่งตั้ง นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
  3. แต่งตั้ง นายปิ่นชาย ปิ่นแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ
  4. แต่งตั้ง นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ (นักบริหาร) สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
  5. แต่งตั้ง นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

9. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ แทนกรรมการชุดเดิมที่ขอลาออก และที่ครบวาระ ดังนี้ 1. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการ 2. นายชัยเกษม นิติสิริ กรรมการ 3. พลตำรวจโท เจตน์ มงคลหัตถี กรรมการ 4. นายธงทอง จันทรางศุ กรรมการ 5. นางอาภัททรา ศฤงคารินกุล กรรมการ 6. นายบรรพต ตั้งศัตยาภิรมย์ กรรมการ 7. นายศุภสิทธิ์ ศิริศักดิ์ กรรมการ โดยบุคคลในลำดับที่ 2. - 4. เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป สำหรับนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 67 (5)

10. การมอบหมายความรับผิดชอบป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2554 เรื่อง การมอบหมายความรับผิดชอบป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 17/2554 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง ตามมาตรา 31 แห่งพะราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 กำหนดพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง นั้น

เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ประกอบมาตรา 11 (3) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมอบหมายให้บุคคลและหน่วยงานตามบัญชีแนบท้าย ทำหน้าที่ป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยประสานการปฏิบัติและร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด

อนึ่ง มอบหมายให้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปฏิบัติหน้าที่กำกับ ติดตาม ประสานงานและสื่อสาร การปฏิบัติที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งนี้ และให้รายงานการปฏิบัติต่อนายกรัฐมนตรี และแจ้งให้ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทราบทุกวันด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

เรื่อง การมอบหมายความรับผิดชอบป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ลำดับที่ สถานที่สำคัญ ผู้รับผิดชอบหลัก ผู้สนับสนุน
1. สถานที่สำคัญ

1.1 พระบรมมหาราชวัง
1.2 โรงพยาบาลศิริราช
1.3 ที่ประทับพระบรมวงศ์

- พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
รมว.กห.
- กองบัญชาการกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  1.4 สถานที่ราชการ
- ทำเนียบรัฐบาล
- รัฐสภา
- ศาล
- พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
รองนรม.
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  - โรงพยาบาล - นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. และ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.สธ. - กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สภากาชาดไทย
กระทรวงศึกษาธิการ
และกรุงเทพมหานคร

  - ศูนย์พักพิง - นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พม. และนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.รง. - กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงศึกษาธิการ และ
กรุงเทพมหานคร
  - ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน - นายธีระชัย ภูวนาถนรา นุบาล รมว.กค. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.กค.  
  - มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาสำคัญ - นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศธ. นางบุญรื่น ศรีธเรศ และนายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รมช.ศธ. และนายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.นร.  
  - โบราณสถาน และวัดสำคัญ - นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วธ.  
  - เรือนจำและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน - พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยธ.  
  - หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจอื่น - หัวหน้าหน่วยงาน  
2. พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจสาธารณูปโภค และเส้นทางคมนาคม

2.1 สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง
2.2 สถานีรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดินและสถานีขนส่ง
2.3 ทางด่วน และสะพานต่างระดับข้ามแยก
2.4 เส้นทางจราจรและเส้นทางขนส่งสินค้า

- พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คค. พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และนายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คค. - การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริษัท ขนส่ง จำกัด การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
  2.5 โรงผลิตน้ำประปา โรงไฟฟ้า - นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มท.
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์
นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มท.
- การประปานครหลวง
การประปาภูมิภาค
การไฟฟ้านครหลวง
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  2.6 คลังน้ำมัน และระบบเชื้อเพลิง - นายพิชัย นริพทะพันธ์ รมว.พน. - กระทรวงคมนาคม
ปตท.
บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน)
  2.7 โรงงานอุตสาหกรรม - นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล
รมว.อก.

 
  2.8 พื้นที่เศรษฐกิจและสถานที่สำคัญภาคเอกชน - ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  
3. การอพยพผู้ประสบภัย - นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท.
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พม.
- กระทรวงกลาโหม
กระทรวงหมาดไทย
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงคมนาคม
4. การจัดหาและการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค - นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
รมว.พณ.
และนายภูมิ สาระผล
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
รมช.พณ.
- กระทรวงอุตสาหกรรม
5. การระบายน้ำสู่ทะเล และการบำบัดน้ำเสีย - นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กษ.
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข
รมว.ทส. นายพรศักดิ์
เจริญประเสริฐ รมช.กษ.
และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
- กรมชลประทาน
ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
6. การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการจราจร - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รอง นรม. - กระทรวงคมนาคม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ
7. การช่วยเหลือชาวต่างประเทศ สถานทูต และองค์กรระหว่างประเทศ - นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รมว.กต. นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.กก.
 
8. การประชาสัมพันธ์ - นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์
รมต.นร.
 
9. การกำกับ ติดตาม ประสานงานและสื่อสาร (ลำดับที่ 1-8) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ทก. - ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
นายถิรชัย วุฒิธรรม
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์

11. การขอเปิดสถานกงสุลและการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำจังหวัดภูเก็ต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในการที่รัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลเสนอขอเปิดสถานกงสุลสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา และระนอง และแต่งตั้งนางจิรัฐา ถาวรว่องวงศ์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา และระนอง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

12. แต่งตั้งสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายสรรเสริญ ไกรจิตติ เป็นสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

13. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายมงคล อินทสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

14. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายชัชวาลย์ ศิรินิรันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์)) โรงพยาบาลนครพิงค์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลนครพิงค์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป

15. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายวุฒิไกร มุ่งหมาย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์)) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี