สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 มีนาคม 2554

วันนี้ (วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2554) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบคุรุศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .....
  4. เรื่อง การพิจารณาทบทวนร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ และ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยบง และตำบลหินดาด อำเภอ ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของ ที่มีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐเปรู
  7. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรวม 3 ฉบับ

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบการกู้เงินในประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเงินลงทุนสำหรับแผนงานระยะยาวของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  2. เรื่อง มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจพาณิชย์นาวี
  3. เรื่อง การดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดของคณะกรรมการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด
  4. เรื่อง การดำเนินงานในระยะเริ่มแรกตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554
  5. เรื่อง การโอนอำนาจหน้าที่ ภารกิจ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้และงบประมาณ รวมทั้งการจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....
  6. เรื่อง การขยายระยะเวลาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2553/54
  7. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินการจัดงานนิทรรศการบีโอไอแฟร์ 2011
  8. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2554
  9. เรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่สอง (วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2553)
  10. เรื่อง โครงการจัดระบบการปลูกข้าว
  11. เรื่อง รายงานสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่
  12. เรื่อง สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสี่ และภาพรวมปี 2553
  13. เรื่อง สรุปผลโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54
  14. เรื่อง ผลการดำเนินงานแจกข้าวบริจาคของรัฐบาลไทยภายใต้โครงการ EAERR
  15. เรื่อง มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2553

สังคม

  1. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการ "จัดหาอาคารที่พักอาศัยสำเร็จรูปพร้อมที่ดินโครงการสินทวีพุทธสาคร เป็นอาคารที่พักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริและสถานี ตำรวจ"
  2. เรื่อง การบูรณาการป้องกันทุจริตของโครงการภาครัฐ
  3. เรื่อง ร่างกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของ ประเทศไทย (ICT 2020)
  4. เรื่อง ขอความเห็นชอบแนวทางในการรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย
  5. เรื่อง ข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555
  6. เรื่อง ขอความเห็นชอบรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553)
  7. เรื่อง ขอเพิ่มเติมมติคณะรัฐมนตรีในกรณีการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน เฉพาะ ทรัพย์สินสิทธิ และหนี้สินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ไปเป็นของสถาบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
  8. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 2553
  9. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย
  10. เรื่อง การรวบรวมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานเฉลิมพระเกียรติฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 (เพิ่มเติม)
  11. เรื่อง รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล พ.ศ. 2553
  12. เรื่อง รายงานการประชุมร่วมกับสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 และลงนามการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 (พ.ศ. 2557)
  13. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง วาตภัย และการจัดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากภัย การก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (NBC 2011)

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 6 (CMP6) ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก
  2. เรื่อง การลงนามใน "พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ 5 ภายใต้ กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน"
  3. เรื่อง รายงานสถานการณ์และการดำเนินการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น

การศึกษา

  1. เรื่อง ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา
  2. เรื่อง การกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชา

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554 และรายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
    2. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม)
    3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา
    4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงอุตสาหกรรม)
    5. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบคุรุศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบคุรุศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะ รัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ (ก.ค.ช.) โดยกำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นหน่วยเลขานุการของ ก.ค.ช. (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 11)
  2. กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ค.ช. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 5 - ร่างข้อ 8)
  3. กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้ง ก.ค.ช. ภายในหกสิบวันนับแต่ระเบียบใช้บังคับ (ร่างข้อ 14)

2. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ ที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 ได้ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงการคลัง กระทรวงการ ต่างประเทศ สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ. ร่วมกันจัดทำตารางอัตราการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร ของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำและปฏิบัติงานอยู่ในประเทศที่ไม่มีสถานศึกษาที่ได้ รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสถาบันรับรองมาตรฐานสากล หรือเป็นประเทศหรือเมืองที่มีภาวะความเป็นอยู่ไม่ปกติ ตามรายชื่อที่กระทรวงการคลัง (กค.) กำหนด ให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตร สำหรับบุตรที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษานอกประเทศที่ข้าราชการผู้นั้นประจำการได้ ยกเว้นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ประเทศ แคนาดา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศไทย ทั้งนี้ การกำหนดรายชื่อประเทศหรือเมืองดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของ กค. (ร่างข้อ 3)
  2. กำหนดให้ส่วนราชการพิจารณาหากเห็นว่ามีเหตุผลความจำเป็นและสมควรให้ข้าราชการที่ประจำการใน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร สำหรับบุตรที่ศึกษา ณ สถานศึกษาในประเทศที่ข้าราชการประจำการได้ตามระเบียบนี้ โดยให้เสนอ กค. พิจารณาอนุมัติเป็นการเฉพาะราย (ร่างข้อ 3)
  3. กำหนดให้อัตราการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรกรณีตามข้อ 1 และ 2 ให้เบิกจ่ายได้ในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนที่จ่ายจริงตามที่สถานศึกษาเรียกเก็บ เฉพาะกรณีตามข้อ 2 ต้องไม่เกินอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่สถานศึกษาในประเทศที่ข้าราชการประจำการเรียกเก็บ (ร่างข้อ 5)

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษ หมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ..... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 8 เมษายน 2554 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 18 เมษายน 2554) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอว่า

  1. เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปี พ.ศ. 2554 มีวันหยุดราชการต่อเนื่องหลายวันคาดหมายได้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา เป็นผลให้การจราจรติดขัดในทุกสายทางที่ออกและเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล การยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ การจราจรมีความคล่องตัว รวมทั้งเป็นการลดการใช้พลังงานของประเทศ
  2. การกำหนดช่วงระยะเวลาให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตามกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่เป็นประจำทุกปี พ.ศ. 2550 ยังไม่เหมาะสมกับ ช่วงระยะเวลาการเดินทางของประชาชนสมควรกำหนดระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษดังกล่าว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปี พ.ศ. 2554 เสียใหม่โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ ดังกล่าวตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 8 เมษายน 2554 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 18 เมษายน 2554 เพื่อให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 36 สายกรุงเทพมหานคร-ระยอง- ตอนกรุงเทพมหานคร-เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 34 (บางวัว) และทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง) และบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางปะอิน-บางพลี) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 ตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 8 เมษายน 2554 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 18 เมษายน 2554


4. เรื่อง การพิจารณาทบทวนร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) เสนอดังนี้

  1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ทั้งนี้ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการ ดังนี้
    • 1.1 กรณีร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. .... ให้นำขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
    • 1.2 กรณีร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ หากร่างพระราชกฤษฎีกาเงินเดือนฯ มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายก่อนวันที่ 1 เมษายน 2554 ให้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 เมษายน 2554 และหากร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนฯ มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายหลังวันที่ 1 เมษายน 2554 ให้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับวันเดียวกันกับที่ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย
  2. เห็นชอบให้ปรับตัวเลขเงินเดือนของข้าราชการเพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท ในกรณีที่การปรับเงินเดือนข้าราชการที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2554 เข้าสู่อัตราในบัญชีที่ได้รับการปรับใหม่ทำให้เงินเดือนข้าราชการรายนั้นมีเศษไม่ถึงสิบบาทตามที่คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

ร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 2 ฉบับดังกล่าวเป็นการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจท้ายร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... และบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพท้ายร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เท่ากันทุกอัตรา และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554


5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยบง และตำบลหินดาด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. . . . .

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยบง และตำบลหินดาด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. . . . . ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยบง และตำบลหินดาด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา


6. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจาก สาธารณรัฐเปรู

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐเปรู ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอว่า

  1. ประเทศไทยได้ลงนามในพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Protocol between the Kingdom of Thailand and the Republic of Peru to Accelerate the Liberalization of Trade in Goods and Trade Facilitation) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 ในระหว่างการประชุมผู้นำเอเปค ณ นครปูซาน ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยทั้งสองประเทศจะต้องดำเนินการภายในเพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรให้เป็นไปตามพิธีสารฯ
  2. ประเทศไทยได้มีการลงนามในพิธีสารเพิ่มเติมพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Additional Protocol to the Protocol between the Kingdom of Thailand and the Republic of Peru to Accelerate the Liberalization of Trade in Goods and Trade Facilitation) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของเปรู เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยมี การแก้ไขเพิ่มเติมข้อความเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
  3. ประเทศไทยได้มีการลงนามในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Second Additional Protocol to the Protocol between the Kingdom of Thailand and the Republic of Peru to Accelerate the Liberalization of Trade in Goods and Trade Facilitation) และหนังสือแลกเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย (นายอลงกรณ์ พลบุตร) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของเปรู (H.E. Mr. Martin Perez Monteverde) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 ในระหว่างการประชุม ผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทบทวนที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนเป็นระบบฮาร์โมไนซ์ เพื่อการจำแนกประเภทและการกำหนดรหัสสินค้าฉบับปี พ.ศ. 2550 (HS 2007)
  4. ประเทศไทยได้มีการลงนามในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 3 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Third Additional Protocol to the Protocol between the Kingdom of Thailand and the Republic of Peru to Accelerate the Liberalization of Trade in Goods and Trade Facilitation) โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย (นายอลงกรณ์ พลบุตร) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของเปรู (นายคาร์ลอส โปชาดา) และมีนายกรัฐมนตรีของไทย (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสาระสำคัญในพิธีสารฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขและเพิ่มเติมถ้อยคำในข้อ F และ G ของบทบัญญัติข้อ 3 ภาคผนวก 2 เรื่อง กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าในพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า ปี พ.ศ. 2548 และเพิ่มข้อบทเกี่ยวกับการค้าผ่านประเทศที่สาม (Third Party Invoicing)
  5. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แจ้งว่าจะนำเรื่องการใช้บังคับของพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548) พิธีสารเพิ่มเติมพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549) พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552) และพิธีสาร เพิ่มเติมฉบับที่ 3 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553) เสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบการมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 เมษายน 2554 ต่อไป จึงขอให้กรมศุลกากรดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามกำหนดดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างประกาศ

  1. ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเลิก เพิ่ม และแก้ไขเพิ่มเติมพิกัดอัตราอากรขาเข้าในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่มีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐเปรู
  2. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจาก สาธารณรัฐเปรู
  3. ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรทั้งหมดจำนวน 5,952 ประเภทย่อย คิดเป็นร้อยละ 71.71 ของรายการ สินค้าทั้งหมด ทั้งนี้ จะไม่ยกเลิกภาษีศุลกากรให้กับสินค้าตามประเภทย่อย 4012.20 จำนวน 10 ประเภทย่อย เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วตามพิธีสาร โดยให้มีผลใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่มีผลใช้บังคับจะต้องเป็นวันที่ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในเสร็จสิ้นแล้วและได้มีการแจ้ง (Notify) ของทั้งสองฝ่ายแล้ว) ซึ่งจัดกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
    • 3.1 สินค้าที่ลดลงเหลือร้อยละศูนย์ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ มีจำนวน 3,836 ประเภทย่อย คิดเป็นร้อยละ 46.21 ของรายการสินค้าทั้งหมด
    • 3.2 สินค้าที่จะลดอัตราอากรลงในอัตราที่เท่ากันทุกปี โดยลดลงเหลือร้อยละศูนย์ภายใน 5 ปี มีจำนวน 2,044 ประเภทย่อย คิดเป็นร้อยละ 24.63 ของรายการสินค้าทั้งหมด
    • 3.3 สินค้าที่มีการแยกรายการเฉพาะของสินค้าและมีรูปแบบการลดภาษีต่างกัน คือ สินค้าที่ลดลงเหลือร้อยละศูนย์ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ และสินค้าที่จะลดอัตราอากรลงในอัตราที่เท่ากันทุกปี โดยลดลงเหลือร้อยละศูนย์ภายใน 5 ปี มีจำนวน 72 ประเภทย่อย คิดเป็นร้อยละ 0.87 ของรายการสินค้าทั้งหมด

7. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรวม 3 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรวม 3 ฉบับ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอดังนี้

  1. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรแล้ว เสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

ข้อเท็จจริง

กกต.แจ้งว่า ในคราวประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 26/2554 วันที่ 17 มีนาคม 2554 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....รวม 3 ฉบับ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1 ) พุทธศักราช 2554 และมาตรา 139 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้มีหนังสือกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รวม 3 ฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554


เศรษฐกิจ


8. เรื่อง ขอความเห็นชอบการกู้เงินในประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเงินลงทุนสำหรับแผนงานระยะยาวของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกู้เงินในประเทศภายในกรอบวงเงินรวม 1,776.128 ล้านบาท เพื่อการลงทุนในแผนระยะยาวที่กำหนดจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2554 จำนวน 3 แผน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ซึ่งประกอบด้วย 1. แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบปรับอากาศ 2.แผนงานบำรุงรักษาอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้า 3. แผนงานจัดหามิเตอร์สับเปลี่ยนตามวาระ


9. เรื่อง มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจพาณิชย์นาวี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการมาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจพาณิชย์นาวีที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชย์นาวีแล้ว และอนุมัติวงเงินงบประมาณสนับสนุนเป็นจำนวนไม่เกิน 1,050 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 7 ปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ


10. เรื่อง การดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดของคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สอด

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดของคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น จำนวน 14,044,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการจัดจ้างออกแบบการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด โดยให้หน่วยงานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงิน เพื่อทำความขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรม (การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) เกี่ยวกับการขอใช้พื้นที่ป่าและนำเสนอคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์


11. เรื่อง การดำเนินงานในระยะเริ่มแรกตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554

คณะรัฐมนตรีและเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอดังนี้

  1. อนุมัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เฉพาะในส่วนของสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) และบรรดาภารกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารไปเป็นของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) และให้ดำเนินการต่อไปได้

เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการบริหารสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. . . . . และส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณ สวทช. และบรรดาภารกิจที่ เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานปลัด ทก. ไปเป็นของ สรอ. เป็นการดำเนินการตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา 39 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 มีรายละเอียด ดังนี้
    • 1.1 สวทช. ได้โอนบรรดากิจการต่างๆ ของ สวทช. เฉพาะในส่วนของ สบทร. ทั้งหมด รวมทั้งภารกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ สรอ. จะดำเนินการสนับสนุน สวทช. ทรัพย์สินและหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามภารกิจและวัตถุประสงค์ของ สรอ. และบรรดาสิทธิต่าง ๆ ของ สวทช. เฉพาะในส่วนของ สบทร. ทั้งหมด ไปเป็นของ สรอ.
    • 1.2 สำนักงานปลัด ทก. ได้ส่งบัญชีรายละเอียดโครงการและงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะโอนไปเป็นของ สรอ. แล้ว
  2. ร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... มีรายละเอียด ดังนี้
    • 2.1 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา จำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้ผู้อำนวยการหรือบุคคลที่ผู้อำนวยการมอบหมายทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการสรรหา (ร่างข้อ 4)
    • 2.2 ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 5)
    • 2.3 ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการบริหารจัดการ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของ สำนักงานเป็นประธานกรรมการ และสรรหาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคลด้านการเงิน การบัญชีและงบประมาณ การตรวจสอบประเมินผล และการบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสำนักงาน (รางข้อ 6)
    • 2.4 ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการทาบทามบุคคลผู้ได้รับการสรรหา และเมื่อได้รับการตอบรับการทาบทามจากผู้ได้รับการสรรหาเป็นลายลักษณ์อักษรให้จัดทำรายชื่อพร้อมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานของผู้ที่ได้รับการสรรหา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเสนอแต่งตั้ง (ร่างข้อ 7)
    • 2.5 คณะกรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็นประธานกรรมการและกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 8)
    • 2.6 ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอเอกสารตามข้อ 2.4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ร่างข้อ 9)
    • 2.7 ให้คณะกรรมการสรรหาได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราเดียวกับ คณะอนุกรรมการตามระเบียบของสำนักงาน (ร่างข้อ 10)
    • 2.8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ และกรณีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีอำนวจวินิจฉัยชี้ขาดและคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด (ร่างข้อ 11)

12. เรื่อง การโอนอำนาจหน้าที่ ภารกิจ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้และงบประมาณ รวมทั้งการจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอดังนี้

  1. อนุมัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ และงบประมาณของภารกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบรรดาภารกิจที่เกี่ยวกับการศึกษา วิจัยและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศที่สนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปเป็นของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
  2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ และงบประมาณของภารกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานปลัด ทก. และบรรดาภารกิจที่เกี่ยวกับการศึกษา วิจัยและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศที่สนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของ สวทช. ไปเป็นของสำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา 39 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554 มีรายละเอียดดังนี้
    • 1.1 สำนักงานปลัด ทก. ได้ส่งบัญชีรายละเอียดโครงการและงบประมาณ เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปเป็นของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) แล้ว
    • 1.2 สวทช. ได้โอนภารกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศที่สนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่มีทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณภายใต้ภารกิจดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด
  2. ร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. . . . . มีรายละเอียดดังนี้
    • 2.1 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาจำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการสรรหา (ร่างข้อ 4)
    • 2.2 ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการบริหารจัดการ ด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นประธานกรรมการและสรรหาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการเงิน ด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ด้านวิทยาศาสตร์หรือด้านวิศวกรรมศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสำนักงาน เป็นกรรมาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 5)
    • 2.3 ให้ผู้ได้รับการทาบทามการสรรหาตอบรับการสรรหาเป็นลายลักษณ์อักษร และให้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงาน เพื่อใช้ประกอบการสรรหา (ร่างข้อ 6)
    • 2.4 คณะกรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการสรรหาเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 7)
    • 2.5 ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ร่างข้อ 8)
    • 2.6 ให้คณะกรรมการสรรหาได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราเดียวกับ คณะอนุกรรมการตามระเบียบสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติว่าด้วยค่าตอบแทน ค่ารับรอง และค่าใช้จ่าย (ร่างข้อ 9)

13. เรื่อง การขยายระยะเวลาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2553/54

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ รองนายกรัฐมนตรี (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ขอขยายระยะเวลาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2553/54 ตามมติคณะกรรมการนโยบาย มันสำปะหลัง จากเดิมพฤษภาคม 2553 - กรกฎาคม 2554 เป็นพฤษภาคม 2553 - พฤศจิกายน 2554

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการนโยบายมันสำปะหลังรายงานว่า

  1. เนื่องจากได้เกิดปัญหาเพลี้ยแป้งระบาด ภาวะภัยแล้วและน้ำท่วมในช่วงของการเพาะปลูก เกษตรกร บางส่วนต้องทำการปลูกซ้ำ 2-3 ครั้ง มีผลกระทบต่อระยะเวลาขุดหัวมันที่เลื่อนออกไปจากปกติ (ระยะเวลาเพาะปลูก-เก็บเกี่ยว ประมาณ 8 เดือน) โดยขุดหัวมันจำหน่ายช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2554 มากขึ้น จึงได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ขยายระยะเวลาการทำสัญญา และระยะเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกร ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ครั้งที่ 8/2553 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ตามที่ กษ. เสนอ โดยเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิประกันตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2553/54 จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิตั้งแต่ไม่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และต้องไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เป็นไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2554
  2. ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2554 (ครั้งที่ 23) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 มีมติเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2553/54 จากเดิมพฤษภาคม 2553 - กรกฎาคม 2554 เป็นพฤษภาคม 2553 - พฤศจิกายน 2554 เนื่องจากได้มีการขยายระยะเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรจากเดิมตุลาคม 2553 - พฤษภาคม 2554 เป็นตุลาคม 2553 - กันยายน 2554

14. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินการจัดงานนิทรรศการบีโอไอแฟร์ 2011

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการขออนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินการจัดงานนิทรรศการบีโอไอแฟร์ 2011 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจัดทำรายละเอียดโครงการ แผนการดำเนินงาน พร้อมวงเงินค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรม รวมทั้งหน่วยงานที่จะรับผิดชอบให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็นและประหยัดต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. อก. เสนอตามที่ได้รับแจ้งจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ว่า ปี 2554 เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมพรรษา 7 รอบ ประกอบกับเป็นโอกาสอันดีที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ หลังจากที่ประเทศได้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมือง สกท. จึงมีโครงการจัดงานนิทรรศการ "บีโอไอแฟร์ 2011" ขึ้น โดยกิจกรรมหลักของงานเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  2. นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานนิทรรศการบีโอไอแฟร์ 2011 โดยมีนายก รัฐมนตรีเป็นประธาน และมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นกรรมการและเลขานุการ กำหนดการจัดงานบีโอไอแฟร์ 2011 ขึ้น ระหว่างวันที่ 10 - 25 พฤศจิกายน 2554 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
  3. เพื่อให้การจัดงานนิทรรศการฯ ดำเนินการได้โดยบรรลุวัตถุประสงค์ สกท. จึงขออนุมัติงบกลาง ปีงบประมาณ 2554 เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดงานนิทรรศการฯ ใน 3 งาน คือ งานก่อสร้างและแสดงนิทรรศการของ ศาลาศรัทธาศรม งานประชาสัมพันธ์ และงานด้านรักษาความปลอดภัย

15. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 เรื่อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น (ระยะสั้น) ในแต่ละด้าน มีดังนี้

  1. ด้านอุตสาหกรรม
    • 1.1 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลจากการที่โรงงานในประเทศญี่ปุ่นหยุดทำการเนื่องจากการปิดตัวของโรงงานผลิตไฟฟ้า รวมทั้งปัญหาเรื่องการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ทั้งนี้อุตสาหกรรมดังกล่าวทั้ง 2 อุตสาหกรรมมีการเก็บสำรองวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำหรับการใช้งานได้ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และประมาณ 1 เดือน สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นหากประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ภายใน 1 เดือน อุตสาหกรรมในประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำหรับใช้ในการผลิต ส่วนอุตสาหกรรมอาหารคาดว่าน่าจะมีผลกระทบทางบวกแต่มีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมี
    • 1.2 สำหรับสถานการณ์การแก้ไขปัญหาของบริษัทเอกชนในประเทศไทยในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีแก้ไขปัญหาโดยการงดทำงานนอกเวลา เพื่อให้ยังสามารถเปิดโรงงานผลิตอยู่ได้ ทั้งนี้จากสถานการณ์ที่โรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราว ได้ส่งผลให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ลดลงประมาณ 800,000 คัน ในขณะที่โรงงานในประเทศไทยหยุดทำงานนอกเวลาส่งผลให้มีปริมาณการผลิตรถยนต์ลดลงประมาณ 5,000 คัน ซึ่งปัญหาผลกระทบดังกล่าวจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
    • 1.3 นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทาง/มาตรการแก้ไขปัญหาโดยจะมีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนอีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคม 2554 นี้ ซึ่งในการประชุมจะมีการพิจารณาทั้งสถานการณ์ในระยะกลาง และระยะยาว โดยจะครอบคลุมทั้งด้านการนำเข้า การส่งออก และการย้ายฐานการลงทุนเพื่อเตรียมแผนรองรับการลงทุนในอนาคตด้วย
  2. ด้านการท่องเที่ยว
    • 2.1 สถานการณ์การท่องเที่ยวของตลาดญี่ปุ่นในช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม 2554 หรือช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ มีจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาโดยผ่านสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเฉลี่ย 3,390 คนต่อวัน แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นต้นมา คือ ระหว่างวันที่ 12-18 มีนาคม 2554 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ลดลงเหลือเพียงประมาณ 2,800 คนต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 19-20 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวได้กลับเพิ่มเป็น 3,300 คนต่อวันเช่นเดิม ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 90 เดินทางมาจากโตเกียวและโอซากา ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีไม่น่าจะลดลงถึง 1.8 แสนคน ตามที่ได้ประมาณการณ์ไว้
    • 2.2 ในปี 2553 ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 28,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 5 ของรายได้ทั้งหมด โดยเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเองประมาณร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือจะเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมืองโกเบ ในปี 2538 ญี่ปุ่นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวกว่า 6 เดือน นอกจากนี้ ด้วยความเป็นชาตินิยมของคนญี่ปุ่น จึงอาจมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้นเพื่อเร่งช่วยฟื้นฟูตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
    • 2.3 ในช่วงไตรมาสที่สองของทุกปีจะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของทุกประเทศ แต่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งรัฐบาลควรจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะความพร้อมของระบบเตือนภัย เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ
  3. ด้านสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนมี 3 กลุ่ม ได้แก่ อาหาร ยางพารา และกล้วยไม้ โดยในกลุ่มสินค้าอาหารคาดว่าจะได้รับผลกระทบในทางบวกจากการที่พื้นที่เกษตรของญี่ปุ่นได้รับความเสียหาย สำหรับยางพาราคงได้รับผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เพราะหากอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานของยางพาราเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ จะทำให้ราคาและปริมาณการส่งออกยางพารากลับมาฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่กล้วยไม้เป็นสินค้าเกษตรที่จะได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุด เนื่องจากตลาดส่งออกกล้วยไม้หลักๆ ของประเทศไทยแบ่งตามคุณภาพกล้วยไม้ได้เป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดคุณภาพระดับล่างอยู่ที่ประเทศจีนซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่น และตลาดกล้วยไม้ที่มีคุณภาพสูงอยู่ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากล้วยไม้ของไทยยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตการเงินของสหภาพยุโรป และต้องมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นอีก ดังนั้น ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน
  4. ด้านพลังงาน ผู้แทนกระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่าขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นได้มีการจัดซื้อ พลังงานทั้งน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก เพื่อทำการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งสถานการณ์การปิดซ่อมโรงกลั่นของประเทศไต้หวันอาจทำให้การประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานที่คาดว่าเหตุการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่นจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมัน ไม่เป็นไปตามที่ สศช. ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี ต้องรอดูสถานการณ์โรงไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นด้วยว่าระบบหล่อเย็นจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่
  5. ด้านการค้า การลงทุน ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าตกค้าง และจัดทำแผนงานในการหาตลาดทดแทนโดยมุ่งตลาดอาเซียนและจีนเพิ่มขึ้น และเนื่องจากประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันมาก โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จึงควรมีการสานสัมพันธ์โดยให้ความช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อดำเนินการให้ความ ช่วยเหลือที่สอดรับกับความต้องการของญี่ปุ่นต่อไป
  6. ด้านตลาดการเงินและค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยนช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก โดยช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ เงินเยนมีการอ่อนค่าและกลับมาแข็งค่าขึ้นทันทีในช่วงระยะสั้น โดยมีแรงเก็งกำไรจากตลาดเข้ามาเป็นปัจจัยร่วม จาก รายงานข่าวที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการขายพันธบัตรญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศเพื่อนำเงินกลับเข้ามาใช้ในการรักษาสภาพคล่องและฟื้นฟูประเทศนั้น ธปท. ประเมินว่าคงมีไม่มาก ประกอบกับรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการทำประกันภัยไว้ในระดับหนึ่ง คาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นคงจะมีภาระค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนที่เกินจากวงเงินประกัน ส่วนค่าเงินเยนในระยะต่อไปนั้น ควรต้องดูความสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนกับกลุ่มประเทศ G3 ควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและภูมิภาคอาเซียนในภาพรวมดีกว่ากลุ่มประเทศ G3 อยู่แล้ว
  7. ด้านแรงงาน
    • 7.1 สำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่นได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปเมืองเซนไดร่วมกับคณะของสถานเอกอัครราชทูต (สอท.) ณ กรุงโตเกียว โดยได้ช่วยเหลือแรงงานไทย จำนวน 7 คน และเคลื่อนย้ายแรงงานในจังหวัดมิยากิ จำนวน 70 คน มายังโตเกียว ทั้งนี้ ในส่วนของแรงงานที่ประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศไทย สำนักงานแรงงานฯ จะได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อให้ความความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็ว
    • 7.2 ผู้ฝึกงานตามโครงการ IMM Japan ในญี่ปุ่น ที่ยังไม่ครบกำหนดเวลาฝึกงาน สำนักงานแรงงานฯ ได้ประสานเพื่อให้นายจ้างอนุญาตให้ลาพักผ่อนเพื่อกลับประเทศไทยชั่วคราว และในกรณีที่ใกล้ครบกำหนดเวลาฝึกงานหรือระยะเวลาผ่านการฝึกอบรมแล้วร้อยละ 80 จะได้ประสานขอความร่วมมือให้แรงงานหรือผู้ฝึกงานเดินทางกลับประเทศไทยโดยถือว่าได้มีการฝึกอบรมหรือฝึกงานครบตามกำหนดและได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนตาม MOU
    • 7.3 สำหรับแรงงานไทยที่ไม่ต้องการกลับไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นอีก กระทรวงแรงงานจะประสานให้ทำงานกับสถานประกอบการของชาวญี่ปุ่นในไทย เนื่องจากแรงงานดังกล่าวมีประสบการณ์ ทักษะฝีมือ และมีความรู้เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
  8. ด้านความปลอดภัย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งทางด้านอากาศ อาหาร และการเดินทางเข้าประเทศของผู้โดยสารจากประเทศญี่ปุ่น โดยทางด้านอากาศ ได้มีการติดตามตรวจสอบจากศูนย์เฝ้าระวัง 8 จุดทั่วประเทศ ด้านอาหาร ได้มีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) โดยได้มี การสุ่มตรวจด้วยการเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนเกิดเหตุการณ์ ส่วนด้านการเดินทางเข้าประเทศได้มีการประสานการทำงานกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โดยมีการตรวจสอบทั้งเครื่องบินและผู้โดยสาร ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ายังไม่มี เหตุการณ์ที่เป็นอันตราย

16. เรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่สอง (วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปีที่สอง (วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2553) ตามที่คณะกรรมการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเสนอ โดยมอบหมายให้ทุกกระทรวงรับไปพิจารณาข้อมูล เนื้อหาในการรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีฯ อีกครั้งหนึ่ง หากมีความประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมประการใด ให้ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 24 มีนาคม 2554 เพื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไข และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์รายงานฉบับเสนอต่อรัฐสภาทั้งฉบับภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ และจัดส่งรายงานให้แก่รัฐสภา โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบการแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษ และอนุมัติหลักการเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์รายงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในวงเงินไม่เกิน 2,200,000 บาท (สองล้านสองแสนบาทถ้วน) โดยให้สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีประสานงานขอรับการจัดสรรงบประมาณกับสำนักงบประมาณและดำเนินการตามระเบียบของทางราชการต่อไป


17. เรื่อง โครงการจัดระบบการปลูกข้าว

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับช่วงเวลาและงบประมาณ แผนงาน โครงการจัดระบบการปลูกข้าว ตาม มติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554 ตามที่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เสนอ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับข้อสังเกตของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

  1. การดำเนินงานโครงการจัดระบบการปลูกข้าวควรมุ่งเน้นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของเกษตรกรให้เชื่อมั่นว่าระบบการปลูกข้าวแบบสองครั้งต่อปี เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเกษตรกร
  2. การดำเนินงานโครงการตามเป้าหมายและให้มีการรับซื้อคืนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่าย 3,500 ตัน เพื่อเตรียมการไว้ปลูกในปี 2555 ตามโครงการจัดระบบการปลูกข้าวเห็นควรอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงินไม่เกิน 165,088,000 บาท โดยให้ขอทำความตกลงรายละเอียดแผนการดำเนินการและค่าใช้จ่ายกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง
  3. สำหรับการรับซื้อคืนถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่าย 3,500 ตัน ควรจะเป็นบทบาทหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบคุณภาพ รวมทั้งการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพที่จะส่งเสริมการปลูกในปี 2555 ส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 - 2557 ให้แต่ละหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการเสนอของตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของโครงการและความจำเป็นตามขั้นตอนปกิติต่อไป

18. เรื่อง รายงานสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ ดังนี้

  1. สถานการณ์
    • 1.1 การผลิต คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ได้สรุปสถานการณ์การผลิตปัจจุบัน มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 38 - 39 ล้านตัว ปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้นในระบบการเลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมา ทำให้อัตราการให้ไข่โดยรวมลดลงร้อยละ 20 ส่งผลให้ผลผลิตไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดลดลงจากวันละ 30 - 31 ล้านฟอง เหลือวันละ 24 - 25 ล้านฟอง ในขณะที่ความต้องการบริโภคไข่ไก่ในประเทศอยู่ที่ประมาณวันละ 26 - 27 ล้านฟอง
    • 1.2 การตลาด จากการติดตามภาวะการค้าและความเคลื่อนไหวของราคาไข่ไก่ ปรากฏว่า โดยภาพรวมปริมาณไข่ไก่ที่เข้าสู่ระบบตลาดมีจำนวนลดลง ผู้ประกอบการค้าส่งไข่ไก่ได้รับไข่ไก่ลดลงกว่าปกติ ปริมาณที่ขาดไปเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 10 - 30 ขึ้นอยู่กับผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นในระบบการเลี้ยงของฟาร์มคู่ค้า ซึ่งปัจจุบันปริมาณผลผลิตที่ลดลงอยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่าความต้องการของตลาดที่ลดลงจากภาวะโรงเรียนปิดเทอม ส่งผลให้ราคาไข่ไก่ยังอยู่ในระดับสูง
      ด้านการส่งออกไข่ไก่ ในเดือนมกราคม 2554 มีการส่งออกไข่ไก่จำนวน 7 ล้านฟอง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 75 (ม.ค.53 ส่งออกไข่ไก่จำนวน 28 ล้านฟอง) โดยมีสาเหตุจากปริมาณ ไข่ไก่ที่ลดลง ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และข้อเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในด้านของราคา
ปี 2552 ปี 2553 ปี 2554
ผลผลิต (ล้านฟอง) 9,618 9,757 10,010
บริโภคในประเทศ (ล้านฟอง) 9,268 9,600 9,849
การส่งออก (ล้านฟอง) 349.98 143.81 7.026 (ม.ค.54)
ต้นทุนการผลิต (บาท/ฟอง) 2.18 2.26 2.49 (ก.พ.54)
ราคาไข่ไก่ คละ ณ แหล่งผลิต (บาท/ฟอง) 2.27 2.55 3.00 (21 มี.ค.54)
ราคาขายปลีกไข่ไก่ เบอร์ 3 (บาท/ฟอง) 2.73 2.92 3.35 (21 มี.ค.54)
  1. การดำเนินการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
    • 2.1 ด้านผู้บริโภค เพื่อมิให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาในแต่ละช่วงการตลาด โดยไม่เป็นธรรม ได้เข้มงวดด้านการกำกับดูแลราคาขายส่งขายปลีก และการปิดป้ายแสดงราคาขายปลีก โดยติดตามตรวจสอบภาวะการค้า และขอความร่วมมือผู้ค้าพิจารณากำหนดราคาขายส่งขายปลีกให้สอดคล้องกับภาวะอุปสงค์อุปทานและต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งได้เผยแพร่ราคาขายปลีกไข่ไก่แนะนำเพื่อเป็นข้อมูลด้านการตลาดให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคทราบ โดยปัจจุบัน ราคาขายปลีกแนะนำสำหรับไข่ไก่ เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 3.50 บาท และ เบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท นอกจากนี้ ได้ประสานเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่นำไข่ไก่ไปจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ภายในงาน ธงฟ้าที่จัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 394 ครั้ง และได้ดำเนินการไปแล้ว รวม 155 ครั้ง ตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา
    • 2.2 ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต ได้กำกับดูแล รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ให้จำหน่ายอาหารสัตว์ในราคาที่สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์
    • 2.3 การกำกับดูแลภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      • 2.3.1 การติดตามพฤติกรรมทางการค้า ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ได้ดำเนินการ ดังนี้
        • (1) คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า มีมติ (4 ก.พ.54) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องการกำหนดเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด
        • (2) เสนอคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย
        • (3) แต่งตั้ง คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้าไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร ได้กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจสินค้าไข่ไก่ ในวันที่ 30 มีนาคม 2554
      • 2.3.2 การติดตามกำกับดูแลด้านราคา ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกำหนดราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีการติดตามตรวจสอบภาวะการค้า และการกำหนดราคาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยใช้ทั้งมาตรการขอความร่วมมือ และการป้องปราม เพื่อขอให้กำหนดราคาไข่ไก่ที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด
    • นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ด้านการลดค่าครองชีพสินค้า สุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 ดังนี้
      • 1. กำหนดให้ไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุม
      • 2. กำหนดมาตรการให้ผู้ครอบครองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีปริมาณตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป ต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุมสินค้า เป็นประจำทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป
      • 3. จัดจำหน่ายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม ได้เชื่อมโยงสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในแหล่งผลิตสำคัญดำเนินการจัดจำหน่ายไข่ไก่เป็นกิโลกรัมทุกสัปดาห์ จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี อ่างทอง และ เชียงใหม่ โดยกรมการค้าภายในสนับสนุนเครื่องชั่งดิจิตอล และป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่
    • อนึ่ง สำหรับการกำหนดมาตรการทางกฎหมายกับสินค้าไข่ไก่ ทั้งด้านปริมาณและราคา อาทิ การกำหนดราคาควบคุม การแจ้งต้นทุนการผลิต การแจ้งปริมาณครอบครอง หรือการควบคุมการเคลื่อนย้าย ในเบื้องต้น กระทรวงพาณิชย์มีความเห็นว่า จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาตรการที่เป็นเอกภาพ สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบ เนื่องจากไข่ไก่เป็นสินค้าเกษตรที่ปริมาณผลผลิตขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาวะอากาศ ภาวะโรคระบาด รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งมีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่หลายกลุ่มและมีจำนวนมาก เช่น ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่เป็นครัวเรือนการค้ามากกว่า 4,000 ราย และเกษตรกรรายย่อยอีกกว่า 10,000 ราย ผู้ประกอบการค้าก็มีทั้งผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ผู้ค้า ตลาดนัด และรถเร่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลต่อการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำหนดมาตรการ เช่น ต้นทุน หรือ ค่าการตลาดของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ตามสภาพการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน เป็นต้น
    • ทั้งนี้ ได้กำหนดเชิญสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และบริษัทผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ รวมทั้งกรมปศุสัตว์ และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประชุมในวันอังคารที่ 22 มีนาคม 2554 เพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในด้านต้นทุนการผลิต และบรรเทาภาระความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้บริโภค

19. เรื่อง สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสี่ และภาพรวมปี 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสี่ และภาพรวมปี 2553 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สรุปสาระสำคัญดังนี้

  1. เศรษฐกิจไทย การจ้างงาน และรายได้แรงงานไทย: ตลอดปี 2553 เป็นช่วงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาฟื้นตัว ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉลี่ยดีขึ้นจากการมีงานทำมากขึ้น ปัญหาการว่างงานหมดไป แต่ผู้ประกอบการต้องมาเผชิญกับปัญหาตลาดแรงงานตึงตัว
    • 1.1 ในไตรมาส 4/2553 การจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 เป็นผู้ว่างงาน 337.4 พันคน ผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานลดลงต่อเนื่องเป็น 109,991 คน ตลอดปี 2553 มีการจ้างงานเฉลี่ย 38.02 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 0.8และมีการว่างงานเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.1 ตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะตึงตัวมากในทุกระดับ ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานที่อุปทานแรงงานไม่ตรง/ไม่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาด ขณะที่แรงงานระดับล่างก็ยังเป็นปัญหาเดิมที่ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะในกิจการ 3D
    • 1.2 ในปี 2554 ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้แก่ (1) ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอาจทำให้ผู้ประกอบการชะลอการจ้างงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้มีการปรับราคาสินค้าขึ้น ค่าจ้างที่แท้จริงจึงเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก (2) การปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานและการขาดแคลนแรงงานระดับล่าง โดยเฉพาะแรงงานพื้นฐานทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าส่งค้าปลีก และการก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้แรงงานต่างด้าวมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว อีกทั้งเป็นการแย่งงานของแรงงานไทยฝีมือบางกลุ่มที่พร้อมจะทำงาน
  2. ในด้านสังคมยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและภาวะสังคมหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ความขัดแย้งในสังคม และปัญหาเด็กและเยาวชน อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาสังคมมีความชัดเจนขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงด้านคุณภาพบริการทางสังคมทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการทางสังคมอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีความครอบคลุมมากขึ้น ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่
    • 2.1 ในด้านการศึกษา คุณภาพการศึกษายังเป็นต่อเนื่อง ผลสัมฤทธิ์การศึกษายังต่ำในทุกระดับโดยเฉพาะในวิชาพื้นฐานหลักอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์แต่คาดว่าการผลักดันในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจนขึ้นเพื่อเร่งเข้าสู่เป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่จะสองจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้ในอนาคต
    • 2.2 พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ (1) ปัญหาการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนอายุ 15-24 ปี (2) ปัญหาการใช้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นและเยาวชนไทยทั้งในเรื่องการใช้ความรุนแรง และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรที่นำไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร รวมทั้งการทำแท้งอย่างผิดกฎหมาย โดยในปี 2553 การตั้งครรภ์ของแม่อายุน้อยกว่า 20 ปี มีจำนวนสูงขึ้นและสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด
    • 2.3 คดีอาชญากรรมโดยรวมยังพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะคดียาเสพติดเพิ่มสูงสุดในรอบ 8 ปี ในไตรมาสสี่มีการจับกุมคดียาเสพติดซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดมีจำนวน 77,839 คดี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสสามร้อยละ 7.2 รวมทั้งปีมีการจับกุมสูงถึง 266,010 คดี เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 11.6 โดยเยาวชนวัย 20-24 ปี ถูกจับกุมมากที่สุด และผลกระทบในฐานะผู้เสพมีมากที่สุดในกลุ่มแรงงานระดับล่างและผู้ที่ไม่มีงานทำ ขณะที่ปัญหาการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมีมากขึ้น
  3. เรื่องเด่นประจำฉบับ "เด็กปฐมวัย: ต้นทุนของการพัฒนา" สภาพเศรษฐกิจสังคมและการดำเนินชีวิตในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปัญหาเด็กและเยาวชน ทั้งเรื่องความก้าวร้าวรุนแรง เครียด ฆ่าตัวตาย ติดยา และเพศสัมพันธ์ ที่มีความรุนแรงมากขึ้น การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะต่อไปซึ่งเข้าสู่ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 นั้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญการพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้แผนปฏิรูปประเทศไทย จึงได้กำหนด "แผนการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างอนาคตของชาติ" รวมทั้งมีแผนในการยกระดับสวัสดิการสังคมสำหรับเด็กปฐมวัย/แม่และเด็ก ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกช่วงวัยโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญและจำเป็นที่สุดของการวางรากฐานการพัฒนาความเจริญเติบโตในทุกด้านของมนุษย์ ทั้งนี้ จากผลการสำรวจระดับเชาวน์ปัญญาและพัฒนาการของเด็กไทยที่ผ่านมาชี้ถึงการมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้าและระดับเชาวน์ปัญญาค่อนข้างต่ำ โดยพัฒนาการสมวัยของเด็ก 0-5 ปี ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติร้อยละ 67 ในปี 2550 ลดลงจากร้อยละ 72 ในปี 2547 ขณะที่ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก 3-5 ปี อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ 125-198 คะแนน ในปี 2550 ลดลงจากเกณฑ์ปกติที่ 139-202 คะแนน ในปี 2545 เด็ก 6-12 ปี ค่าเฉลี่ยของระดับเชาว์ปัญญาเท่ากับ 91 และมากกว่าร้อยละ 25 มีค่าไอคิวต่ำกว่า 90ในปี 2552

ขณะที่รัฐได้จัดสวัสดิการสังคมเพื่อคุ้มครองแม่และเด็กภายใต้แผนปฏิรูปประเทศไทย ได้กำหนดยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขยายสวัสดิการสังคมในกลุ่มเด็ก 0-2 ปี และหญิงมีครรภ์ โดยจัดให้หญิงตั้งครรภ์ทั่วไปได้รับแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นกับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ตรวจสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ การอบรม อสม. เยี่ยมบ้านพ่อแม่มือใหม่ และบริการให้คำปรึกษาแนะนำในการเลี้ยงลูก ส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน สำหรับเด็ก 3-5 ปี จัดสวัสดิการด้านการศึกษา โดยจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและพัฒนาให้มีคุณภาพทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมภาคเอกชนดำเนินกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมในการจัดสวัสดิการสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและการดูแลเด็กเล็กในเขตพื้นที่ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่

โดยสรุปการพัฒนาและส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและครบวงจร โดย (1) ส่งเสริมการวางแผนครอบครัวและงานอนามัยแม่และเด็กทั้งในเรื่องการดูแลก่อนและหลังคลอด สนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์ให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน และลด/ป้องกันภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดกับเด็ก (2) ขยายการคุ้มครองสังคมโดยอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อสนับสนุนให้เด็กมีโภชนาการครบถ้วน คุ้มครองกลุ่มวัยแรงงานด้านการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้เข้าอยู่ในระบบประกันสังคมเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร (3) รณรงค์และให้ความรู้พ่อแม่ และผู้เลี้ยงดูหลักของเด็กในการเลี้ยงดูเด็กที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม การเอาใจใส่และฝึกให้เด็กมีความเป็นอยู่และพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม และ (4) ส่งเสริมและพัฒนาระบบการเรียนการสอนทั้งในด้านครู/บุคลากร อุปกรณ์การเรียน/ของเล่น กิจกรรม/วิธีการเรียนการสอนที่ส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการของเด็กทั้งระดับปฐมวัยและวัยเรียน


20. เรื่อง สรุปผลโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54 ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

  1. ผลการดำเนินการ
    • 1.1 ผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 492,249 ครัวเรือน (122.96% ของฐานข้อมูลเดิม) คิดเป็นพื้นที่ 9,581,143 ไร่ (เฉลี่ย 19.46 ไร่/ครัวเรือน) ผ่านการทำประชาคม 463,789 ครัวเรือน (94.22% ของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน) และทำสัญญากับ ธ.ก.ส. แล้วจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 421,270 ราย (90.83% ของจำนวนเกษตรกรที่ผ่านประชาคม) และมีเกษตรกรมาขอใช้สิทธิประกันรายได้แล้ว 39,020 สัญญา แต่ไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร เนื่องจากเกณฑ์กลางอ้างอิงที่ประกาศสูงกว่าราคาประกันรายได้
    • 1.2 คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงที่มีนายอำนวย ปะติเส เป็นประธานฯ ได้มีการประชุมพิจารณากำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 - 28 กุมภาพันธ์ 2554 รวมจำนวน 16 ครั้ง ซึ่งเกณฑ์กลางอ้างอิงที่คำนวณได้ตลอดทั้งโครงการสูงกว่าราคาประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำหนดไว้ที่ กก.ละ 7.14 บาท เนื่องจากปริมาณผลผลิตของโลกและของไทยลดลงจากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความต้องการใช้มีเพิ่มขึ้น จึงไม่มีอัตราชดเชยส่วนต่างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่มาขอใช้สิทธิตามสัญญาประกันรายได้
    • 1.3 คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ได้ข้อสรุปว่า 1) ในปีการผลิต 2553/54 คาดว่าราคาข้าวโพดจะอยู่ในระดับสูงกว่าราคาประกัน รัฐไม่ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาให้เกษตรกร 2) ผลกระทบจากภาวะภัยแล้งส่งผลให้ผลผลิตลดลง เอกชนบางรายได้นำเข้าข้าวสาลี เพื่อสำรองไว้ทดแทนข้าวโพดบางส่วน 3) เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและอาจมีรายได้รวมจากการปลูกข้าวโพดลดลง ภาครัฐควรพิจารณาปรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ขั้นต่ำสอดคล้องกับนโยบายประกันรายได้ของเกษตรกร
    • 1.4 คณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเป็น 2 แนวทางตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง คือ 1) ปรับลดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงที่คำนวณได้ในอัตราเดียวกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น หรือ 2) จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างรายได้ให้เกษตรกรระหว่างรายได้ที่คำนวณจากปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต้นฤดูกาลคูณกับราคาประกัน กับรายได้ที่คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ที่กระทรวงเกษตรฯ คำนวณใหม่คูณกับเกณฑ์กลางอ้างอิงงวดที่เกษตรกรขอใช้สิทธิ ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้วปรากฏว่ายังไม่มีอัตราเงินชดเชยส่วนต่าง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่ำกว่าราคาจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น
  2. สถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
    • 3.1 ในช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูการผลิต เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้นแล้วราคาข้าวโพด (ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ) ที่เกษตรกรขายได้ กก.ละ 8.27 บาท และราคาโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ กก.ละ 9.51 บาท
    • 3.2 จากการตรวจสอบสถิติการนำเข้าข้าวสาลี (พิกัด 10019099) ที่คาดว่าใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ พบว่าในปี 2553 มีการนำเข้าข้าวสาลีเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีในพิกัดเดียวกัน 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2553 (ม.ค. - ธ.ค. 53) มีการนำเข้าข้าวสาลีในพิกัดนี้จำนวน 772,588 ตัน ขณะที่การนำเข้าในปี 2550 - 52 นำเข้าเพียง 173,902 ตัน 175,809 ตัน และ 286,036 ตันตามลำดับ โดยมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - พฤศจิกายน 2553 เนื่องจากในช่วงดังกล่าวราคานำเข้าข้าวสาลีต่อหน่วยต่ำกว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ (ราคาปลายข้าวซีวัน ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และราคาหัวมันสด) ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวสาลีในช่วงเดือนธันวาคม 2553 - มกราคม 2554 ลดน้อยลงมาก เนื่องจากราคาข้าวสาลีปรับตัวสูงกว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศจากปริมาณความต้องการของโลกเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

21. เรื่อง ผลการดำเนินงานแจกข้าวบริจาคของรัฐบาลไทยภายใต้โครงการ EAERR

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงานแจกข้าวบริจาคของรัฐบาลไทยภายใต้โครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice reserve : EAERR) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่า

  1. กระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้าได้ส่งมอบข้าว จำนวน 520 ตัน ไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 และรัฐบาลฟิลิปปินส์แจ้งว่า ข้าวจำนวนดังกล่าวไปถึงท่าเรือกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2553 โดยมอบหมายให้องค์กรอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ (National Food Authority : NFA) เป็นผู้ดูแลและกำหนดแนวทางการนำข้าวไปช่วยผู้ประสบภัยร่วมกับกรมสวัสดิการสังคมและการพัฒนา (Department of Social Welfare and Development : DEWD) ของฟิลิปปินส์
  2. รัฐบาลฟิลิปปินส์ โดย NFA ได้รายงานผลการดำเนินงานในการนำข้าวที่รัฐบาลไทยบริจาคไปช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย 2 จังหวัด คือ เมโทรมะนิลา (Metro Manila) ใน 4 เมือง จำนวน 250.20 ตัน (5,004 กระสอบ) และอิฟูเกา (Ifugao) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะลูซอน ใน 11 เมือง จำนวน 269.80 ตัน (5296 กระสอบ ทั้งนี้ NFA และ DSWD ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรี กำหนดหลักเกณฑ์แจกข้าวโดยให้ผู้ประสบภัยปรับปรุงซ่อมแซม คลอง ฝายน้ำ และถนนในแต่ละพื้นที่ ระหว่างเดือนธันวาคม 2553-มกราคม 2554 และแจกข้าวแทนเป็นค่าแรงงานหลังกิจกรรมแล้วเสร็จ ซึ่งการดำเนินงานนี้ สอดคล้องกับกลไกของ APTERR โดย NFA และ DSWD กำหนดแจกข้าวครัวเรือนละ 25 กิโลกรัม ในจังหวัด เมโทรมะนิลา ส่วนที่จังหวัดอิฟูเกาแจกข้าว 10 กิโลกรัม/ค่าแรงงาน 8 ชั่วโมง/คน/วัน กิจกรรมเหล่านี้จังหวัดเมโทรมะนิลาดำเนินการกิจกรรมแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2554
  3. NFA และ DEWD ได้กำหนดแจกข้าวให้ผู้ประสบภัยที่ทำกิจกรรมแล้วเสร็จของทั้ง 2 จังหวัดในระหว่างวันที่ 24-28 มกราคม 2554 ณ ห้องประชุมของจังหวัดและเทศบาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีของแต่ละพื้นที่มาเป็นพยาน และได้เชิญผู้แทนสถานทูตไทยในฟิลิปปินส์ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมเป็นพยานด้วย ทั้งนี้ ผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่มีความจริงใจในการช่วยเหลือครั้งนี้ และผู้ประสบภัยที่ได้รับข้าวต่าง กล่าวชื่นชมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับแจกข้าวไทย

22. เรื่อง มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เสนอคณะรัฐมนตรีทราบ จำนวน 10 เรื่อง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 จำนวน 10 เรื่อง ได้แก่

  1. (ร่าง) กรอบแนวคิดและทิศทางของแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 - 2559
    • มติที่ประชุม
    • เห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบแนวคิดและทิศทางของแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 - 2559 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม นำเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำประเด็นยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2555 - 2559) ภายใต้ (ร่าง) กรอบแนวคิดและทิศทางของแผนจัดการคุณภาพ สิ่งแวดล้อมฯ บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) และรับข้อสังเกตของ คณะกรรมการ ฯ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555-2559 ต่อไป
  2. ร่างยุทธศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อมภูมิทัศน์
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อมภูมิทัศน์ ตามที่คณะอนุกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมด้าน มลทัศน์เสนอ
    • 2. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนปฏิบัติการในการจัดการสิ่งแวดล้อมภูมิทัศน์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงยุทธศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อมภูมิทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ โดยรับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไปประกอบการดำเนินการจัดการสิ่งแวดล้อมภูมิทัศน์อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป
  3. การทบทวนการกำหนดประเภทและขนาดโครงการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (13 กันยายน 2537)
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบการทบทวนการกำหนดประเภทและขนาดโครงการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (13 กันยายน 2537) และกลไกการดำเนินงานด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการต่างๆ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
    • 2. มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบการกำหนดประเภทและขนาดโครงการ ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (13 กันยายน 2537) ให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำนวน 34 ประเภท ก่อนนำความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป
  4. การควบคุมความสูงของอาคารบริเวณรอบรัฐสภาแห่งใหม่
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน ในการประชุมครั้งที่ 45/2553 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 และมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร ประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการออกประกาศกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นในการควบคุมความสูงของอาคารบริเวณโดยรอบรัฐสภาแห่งใหม่เป็นการเร่งด่วน
    • 2. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกรุงเทพมหานครและกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็น และมติของคณะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  5. การแก้ไขปรับปรุง ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2553) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ ... (พ.ศ. 2553) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
    • 2. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำร่างประกาศ ฯ ดังกล่าว เสนอประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาลงนามต่อไปย
  6. มาตรการเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบต่อมาตรการเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยองและพื้นที่ ใกล้เคียง จำนวน 3 มาตรการ ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการแก้ไขปัญหามลพิษในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง ในการประชุมครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ในเรื่องของน้ำมัน Euro 4 ให้กระทรวงพลังงานพิจารณาส่งเสริมให้มีการนำมาใช้ในพื้นที่ มาบตาพุดก่อนกำหนดที่บังคับใช้ตามกฎหมาย (วันที่ 1 มกราคม 2555) และในมาตรการที่ 3.2.1 มาตรการระยะสั้นข้อ (1) ที่มอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ ให้กรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการ
    • 2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงพลังงาน (กรมธุรกิจพลังงาน และพลังงานจังหวัดระยอง) และกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) พิจารณาดำเนินการตามมาตรการเพิ่มเติมฯ ดังกล่าวและรับข้อสังเกตของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปดำเนินการต่อไป โดยให้กรมควบคุมมลพิษประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติทราบทุก 6 เดือน
    • 3. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง และรายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติทราบ ต่อไป
  7. โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรี จังหวัดอุตรดิตถ์
    • มติที่ประชุม
    • 1.เห็นชอบรายงานการศึกษาทบทวนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรี จังหวัดอุตรดิตถ์
    • 2.ให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดไว้ในรายงานการศึกษาทบทวนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรี จังหวัดอุตรดิตถ์อย่างเคร่งครัด
    • 3. ให้กรมชลประทานรับผิดชอบในการขอจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดไว้
    • 4. ให้กรมชลประทานนำความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี ต่อไป
  8. โครงการเร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 4 สายตรัง-พัทลุง ตอน บ้านนาโยงเหนือ-เขาพับผ้า (บ้านนาวง) ของ กรมทางหลวง
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 4 สายตรัง - พัทลุง ตอน บ้านนาโยงเหนือ - เขาพับผ้า (บ้านนาวง) ของ กรมทางหลวง ตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านคมนาคม ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมกับเอกชน ในการประชุมครั้งที่ 8/2553 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 โดยให้กรมทางหลวงยึดถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น ให้กรมทางหลวงปฏิบัติตามมาตรการ ฯ เพิ่มเติมใน 3 มาตรการ ดังนี้
      • 1.1 การตัดต้นไม้ในเขตทาง ให้ดำเนินการเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยไม่ให้ตัดต้นไม้นอกเขตพื้นผิวจราจรที่จะก่อสร้าง
      • 1.2 กำกับดูแลในระหว่างจัดเตรียมพื้นที่และการก่อสร้าง มิให้ขุดตักดินในเขตทางและบริเวณใกล้เคียงมาใช้ในการก่อสร้าง และให้คงสภาพตามลักษณะภูมิประเทศเดิม
      • 1.3 กำกับผู้รับจ้างออกแบบก่อสร้าง และ/หรือผู้ดำเนินการก่อสร้างให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่าง เคร่งครัด และให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลโครงการด้วย
    • 2. ให้กรมทางหลวง นำความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อประกอบการอนุมัติโครงการและขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
  9. การเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอ ดังนี้ จังหวัดกระบี่ ได้แก่ นายธรัช ธนิตนนท์ นายไมตรี บุญยัง นายพรเทพ สีบุญเรือง และนายชัยเลิศ ภิญโญรัตนโชติ และจังหวัดพังงา ได้แก่ นายวิชีพ จตุราบัณฑิต นายประดิษฐ์ เจริญงาน นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ และนางยุพิน ตัณฑวณิช
    • 2. มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งจังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ต่อไป
  10. โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนซีเมนต์ หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อทำปูนขาว และหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง คำขอประทานบัตรที่ 15/2551 ของบริษัท สหศิลาเพิ่มพูน จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
    • มติที่ประชุม
    • 1. เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อทำปูนขาว และหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ของบริษัท สหศิลาเพิ่มพูล จำกัด คำขอประทานบัตรที่ 15/2551 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านเหมืองแร่ และ อุตสาหกรรมถลุงหรือแต่งแร่ ในการประชุมครั้งที่ 21/2553 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553
    • 2. ให้บริษัท สหศิลาเพิ่มพูล จำกัด ในฐานะผู้ขออนุญาตปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ ฯ อย่างเคร่งครัด
    • 3. ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ไปกำหนดเป็นเงื่อนไขในการสั่งอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ของบริษัท สหศิลาเพิ่มพูล จำกัด โดยให้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ด้วย

สังคม


23. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการ "จัดหาอาคารที่พักอาศัยสำเร็จรูปพร้อมที่ดินโครงการสินทวีพุทธสาคร เป็นอาคารที่พักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริและสถานีตำรวจ"

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติหลักการให้ ตช. ดำเนินโครงการ "จัดหาอาคารที่พักอาศัยสำเร็จรูปพร้อมที่ดินในโครงการ "สินทวีพุทธสาคร" เป็นอาคารที่พักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริและสถานีตำรวจ" ส่วนงบประมาณให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตช. รายงานว่า

ตช. มีแผนงานในการพัฒนาการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจ และหน่วยงานต่าง ๆ ในการให้บริการประชาชน และการจัดหาที่พักอาศัยที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ตช. มีอาคารที่พักอาศัยจำนวนไม่เพียงพอที่จะจัดเป็นสวัสดิการที่พักอาศัยให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจัดหาอาคารที่พักอาศัยเพิ่มเติมให้เพียงพอกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของแต่ละหน่วยงาน

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อให้การจัดหาอาคารที่พักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อยและ รวดเร็ว และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริ ซึ่งยังไม่มีที่พักอาศัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริมีความพร้อมและขวัญกำลังใจที่ดี สามารถปฏิบัติหน้าที่และภารกิจของจราจรตามโครงการพระราชดำริได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามวัตถุประสงค์ของการ ก่อตั้งโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแก้ไขปัญหาการจราจร และการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดนำส่งโรงพยาบาล เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2554


24. เรื่อง การบูรณาการป้องกันทุจริตของโครงการภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอดังนี้

  1. รับทราบและพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการบูรณาการป้องกันทุจริตของโครงการ ภาครัฐ (เบื้องต้น) ไว้ชั้นหนึ่งก่อน
  2. มอบหมายให้ ยธ. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) เร่งรัดการดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) รายงานว่า

  1. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธันวาคม 2553 แล้ว โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม และพิจารณาการจัดทำแผนปฏิบัติการบูรณาการป้องกันทุจริตของโครงการภาครัฐ สรุปได้ ดังนี้
    • 1.1 ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พยายามที่จะเสริมบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบในกระบวนการบริหารโครงการของภาครัฐ แต่ยังขาดความเป็นเอกภาพ ซึ่งแนวทางการบูรณาการป้องกันทุจริตโดยสร้างระบบประเมินผลโครงการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันและกระจายบทบาทให้แต่ละหน่วยงานได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน
    • 1.2 โดยแนวทางการบูรณาการติดตามประเมินผลการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
      • 1.2.1 ขั้นวางแผนก่อนดำเนินงาน (Pre-implementation Stage) เป็นการพิจารณาความเหมาะสมของแผนงานโครงการว่ามีการวางกระบวนการ/กิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการทุจริตประพฤติมิชอบได้เพียงใด ก่อนจะมีการอนุมัติ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สงป. สศช. และกระทรวงการคลัง
      • 1.2.2 ขั้นระหว่างการดำเนินงาน (Implementation Stage) เป็นการติดตามการปฏิบัติโครงการว่าได้ดำเนินการป้องกันตามโครงการ/กิจกรรมที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สำนักงาน ก.พ.ร. และผู้ตรวจราชการกระทรวงและกรม
      • 1.2.3 ขั้นสรุปผลหลังการดำเนินงานโครงการ (Post-implementation) เป็นการประเมินคุณค่าของการดำเนินโครงการโดยการประเมินผลกระทบ และประเมินผลของงานว่าสำเร็จตามเป้าหมายการป้องกันทุจริตและมีการยกระดับพฤติกรรมการดำเนินงานของโครงการและหน่วยงานเพียงใด โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สงป. สศช. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท.
    • 1.3 ในช่วงแรกอาจเริ่มต้นโดยการคัดเลือกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นการดำเนินงานนำร่องก่อน
    • 1.4 ให้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ส่วนงบประมาณในการดำเนินการให้สำนักงาน ป.ป.ท. ขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ผ่านสำนักงบประมาณ ตามกรอบวงเงินและประมาณการค่าใช้จ่ายตามที่คณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรมคุณธรรมภาครัฐจะได้เสนอรายละเอียด ต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐต่อไป
  2. เห็นสมควรเร่งรัดการดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
    • 2.1 ให้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐ ภายใต้คำสั่งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐเป็นผู้ลงนาม มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงกลไกการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
    • 2.2 ให้คณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ 2.1 นำร่างแผนปฏิบัติการ (เบื้องต้น) อันเกิดจากการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐ เป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำมาตรการ แนวทาง วิธีการดำเนินงานเพื่อป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐภายใต้รูปแบบกลไกการติดตามประเมินผล
    • 2.3 การนำเสนอกรอบมาตรการ แนวทาง วิธีการดำเนินงาน เพื่อป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐ ภายใต้รูปแบบกลไกการติดตามประเมินผล พร้อมทั้งเสนอแผนงานโครงการ กิจกรรม รวมทั้งงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินงานขับเคลื่อนกลไกการบูรณาการป้องกันทุจริตของโครงการภาครัฐ (โดยการติดตามและประเมินผล) ของคณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
    • 2.4 หากมีความจำเป็นที่จะต้องว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเพื่อดำเนินการให้คณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐทำการพิจารณาข้อกำหนดคุณลักษณะการดำเนินงานตามแผนงาน โครงการ กิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
    • 2.5 เมื่อปรากฏมาตรการ แนวทาง วิธีการดำเนินงานสำหรับป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐ ภายใต้รูปแบบกลไกการติดตามประเมินผลแล้ว ให้คณะอนุกรรมการบูรณาการประเมินจริยธรรมคุณธรรมของภาครัฐ นำเสนอต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐพิจารณาให้ความเห็นชอบ และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติต่อไป

25. เรื่อง ร่างกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของประเทศไทย (ICT 2020)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบต่อกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของประเทศไทย (ICT 2020)
  2. มอบหมายให้ ทก. เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ในการกำกับดูแลบริหารจัดการตามกรอบนโยบาย ICT ให้เป็นวาระแห่งชาติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ
  3. มอบหมายให้ ทก. รับผิดชอบการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารฯ จำนวน 2 ฉบับ แต่ละฉบับครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ในช่วงระยะเวลาของกรอบนโยบาย ICT 2020 พ.ศ. 2554 - 2563 และประเมินผลเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานเมื่อครบกำหนดครึ่งระยะเวลาของกรอบนโยบายฯ (ปี 2558)
  4. มอบหมายให้กระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงานดำเนินการตามบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของหน่วยงานตามที่ระบุไว้ในกรอบนโยบาย ICT 2020 เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
  5. มอบหมายให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร ได้แก่ สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงาน ก.พ. นำกรอบนโยบาย ICT 2020 มาใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ตลอดช่วงระยะเวลาของกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของประเทศไทย (ICT 2020)

สาระสำคัญของเรื่อง

ทก. รายงานว่า

  1. เนื่องจากระยะเวลาของกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2544 - 2553 ของประเทศไทย (IT 2010) ตามมติคณะรัฐมนตรี (19 มีนาคม 2545) ได้สิ้นสุดลง ทก. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จึงได้ร่วมกันจัดทำร่างกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของประเทศไทย (ICT 2020) ขึ้น โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยในระยะ 10 ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของโลก และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำกรอบนโยบายฯ ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนาบนพื้นฐานของหลักการสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
    • 1.1 หลักการสำคัญในการจัดทำร่างกรอบนโยบายฯ
      • 1) ใช้แนวคิดกระแสหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนใน 3 มิติ คือ มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม
      • 2) ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จาก ICT ในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้กับประชาชนในการรับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ บริการของรัฐ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบการเมืองการปกครอง รวมทั้งการจัดการทรัพยากรทั้งของประเทศและท้องถิ่น
      • 3) ใช้แนวคิดในการพัฒนาโดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคปัจจุบัน ความพอเพียงหรือพอประมาณ ความมีเหตุผล และความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อรองรับผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
      • 4) ความเชื่อมโยงและต่อเนื่องทางนโยบายและยุทธศาสตร์กับกรอบนโยบาย IT 2010 และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556
      • 5) การพัฒนา ICT ในอนาคต งบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวจะไม่มีเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดได้ ดังนั้น ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น
    • 1.2 วิสัยทัศน์
      • "ICT เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการนำพาคนไทยสู่ความรู้และปัญญาเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนสังคมไทยสู่ความเสมอภาค" กล่าวคือ ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2020 จะมีการพัฒนาอย่างฉลาด การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมจะอยู่บนพื้นฐานของความรู้และปัญญา โดยให้โอกาสแก่ประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาอย่างเสมอภาค นำไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน (Smart Thailand 2020)
    • 1.3 เป้าหมายหลัก (Goals)
      • 1) โครงสร้างพื้นฐาน ICT ความเร็วสูง (Broadband) ที่กระจายอย่างทั่วถึง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน เสมือนการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วไป
      • 2) ประชาชนมีความรอบรู้ เข้าถึง สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้อย่างรู้เท่าทัน เพื่อก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการดำรงชีวิตประจำวัน
      • 3) เพิ่มบทบาทและความสำคัญของอุตสาหกรรม ICT (โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์) ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
      • 4) ยกระดับความพร้อมด้าน ICT โดยรวมของประเทศไทยในการประเมินวัดระดับระหว่างประเทศ
      • 5) เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
      • 6) ทุกภาคส่วนในสังคมมีความตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของ ICT ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา
    • 1.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนา มี 7 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
      • ยุทธศาสตร์ที่ 1: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้มีความทันสมัย มีการกระจายอย่างทั่วถึง และมีความมั่นคงปลอดภัย สามารถรองรับความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ได้
      • ยุทธศาสตร์ที่ 2: พัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์และใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน และการพัฒนาบุคลากร ICT ที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญระดับมาตรฐานสากล
      • ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ โดยใช้โอกาสจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ การเปิดการค้าเสรี และประชาคมอาเซียน
      • ยุทธศาสตร์ที่ 4: ใช้ ICT เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริการของภาครัฐแบบบูรณาการและมีธรรมาภิบาล
      • ยุทธศาสตร์ที่ 5: พัฒนาและประยุกต์ ICT เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตให้สามารถพึ่งตนเองและแข่งขันได้ในระดับโลก โดยเฉพาะภาคการเกษตร ภาคบริการ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนภาคบริการในโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม
      • ยุทธศาสตร์ที่ 6: พัฒนาและประยุกต์ ICT เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยสร้างโอกาสและการเข้าถึงทรัพยากรและบริการสาธารณะต่าง ๆ ให้มีความทั่วถึงและทัดเทียมกันมากขึ้น โดยเฉพาะบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ได้แก่ บริการด้านการศึกษาและบริการสาธารณสุข
      • ยุทธศาสตร์ที่ 7: พัฒนาและประยุกต์ ICT เพื่อสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม
    • 1.5 ผลกระทบ
      • 1) ผลกระทบต่อนโยบายรัฐบาล
        • กรอบนโยบาย ICT 2020 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและมาตรการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT การนำ ICT มาใช้ในการบริหารและบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ICT พัฒนาบุคลาการด้านICT และบุคคลทั่วไปให้มีความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิต และใช้ ICT อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม วิจารณญาณและรู้เท่ากัน ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
      • 2) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
        • กรอบนโยบาย ICT 2020 ได้ระบุถึงการนำ ICT มาใช้ในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงเศรษฐกิจในระดับชุมชน เพื่อเป็นการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยการนำICTมาประยุกต์ใช้ของภาคเศรษฐกิจ การสร้างนวัตกรรมบริการ อันจะทำให้มีการลดต้นทุนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเข้าถึงตลาดต่างประเทศผ่านกลไกของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ กรอบนโยบายฯ ได้ให้ความสำคัญยิ่งกับการนำเอา ICT มาใช้ในภาคการเกษตรและภาคบริการที่สำคัญ
        • กรอบนโยบาย ICT 2020 ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเทคโนโลยีและการสื่อสาร และมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัว โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต การให้บริการ โดยการลดต้นทุนการผลิต และ/หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตน โดยระบบแนวทางการประยุกต์ใช้ ICT กับภาคธุรกิจไว้
        • นอกจากนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรม ICT โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้เข้าประเทศ กรอบนโยบาย ICT 2020 ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ภายใต้โอกาสและความท้าทายอันเนื่องมาจากการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และคาดว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมตามเป้าหมายที่ระบุในกรอบนโยบายฯ จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างมาก
      • 3) ผลกระทบด้านเทคโนโลยี
        • กรอบนโยบาย ICT 2020 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขึ้นภายในประเทศ โดยผ่านกลไกการวิจัยและพัฒนาการสร้างบุคลากร ICT ที่มีทักษะและความรู้ทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม
      • 4) ผลกระทบด้านงบประมาณ
        • กรอบนโยบาย ICT 2020ได้ระบุหลักการว่า การพัฒนา ICT ในอนาคตงบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวจะไม่มีเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดได้ ดังนั้น ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดภาระทางงบประมาณของภาครัฐได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ กรอบนโยบายฯ ได้ให้ความสำคัญยิ่งต่อการบริหารจัดการการเงินและงบประมาณการประสานงานระหว่างหน่วยงานการกำหนดมาตรฐานในด้านต่าง ๆ การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐมีความเป็นเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรด้าน ICT ของรัฐมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
      • 5) ผลกระทบด้านสังคม
        • การกระจายโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และการใช้ ICT สร้างโอกาสด้านต่าง ๆ ให้กับประชาชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เช่น โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต การได้รับบริการสาธารณะต่าง ๆ ของภาครัฐ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศดังกล่าว จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนกับประชาชน และประชาชนกับภาครัฐเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดและสะท้อนความต้องการต่อการบริการของภาครัฐ รวมถึงตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
        • การที่กรอบนโยบาย ICT 2020 เน้นการใช้ ICT อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ โดยการสร้างความตระหนักและทักษะ 3 ประการ คือ ทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT literacy) การรอบรู้ เข้าถึงสามารถพัฒนาและใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ (Information literacy) และการรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะทำให้สังคมมีภูมิคุ้มกันผลกระทบทางลบ อันเกิดจากการใช้ ICT ไปในทางที่ไม่เหมาะสม
  2. ในคราวประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554-2563 ของประเทศไทย (ICT 2020) โดยมอบหมายให้ ทก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการไปดำเนินการปรับปรุงเพิ่มเติมตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

26. เรื่อง ขอความเห็นชอบแนวทางในการรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางเพื่อรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมสองตำแหน่ง ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอ

  1. ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 120 องศาตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมประเทศไทย และประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย มหาสมุทรอินเดีย และบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากย่านความถี่เพื่อความมั่นคงของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นควรเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อให้มีการจัดหาดาวเทียมสื่อสารที่มีย่านความถี่ต่างๆ เช่น KU-Band C-Band X-Band หรืออื่นๆ ที่เหมาะสม โดยเห็นควรให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน การจัดทำคำของบประมาณเพื่อการลงทุน โดยให้ดำเนินการจัดหาตามระเบียบการจัดซื้อของหน่วยงาน ซึ่งจะดำเนินการได้รวดเร็ว และสามารถรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมในตำแหน่งนี้ได้
  2. ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก เห็นควรให้ดำเนินการจัดหาดาวเทียมด้วยการให้สัมปทานภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เพื่อใช้ประโยชน์ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมตำแหน่งนี้โดยเร่งด่วนต่อไป
  3. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทก. จะเร่งรัดการดำเนินงานโดยทันที และจะรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบความก้าวหน้าภายใน 45 วัน

สาระสำคัญของเรื่อง

ทก. รายงานว่า

  1. ปัจจุบันประเทศไทยมีตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม จำนวน 6 ตำแหน่ง ซึ่งในการจองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมประเทศไทยต้องการดำเนินการตามข้อบังคับวิทยุของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union-ITU) ที่มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
    • (1) การจัดพิมพ์เอกสารล่วงหน้า (Advance Publication of Information: API) ขั้นตอนนี้ประเทศที่ต้องการวางแผนใช้ข่ายสื่อสารดาวเทียม จะต้องยื่นเอกสารข้อมูลของข่ายสื่อสารดาวเทียม ต่อสำนักงานวิทยุคมนาคม (Radio Communication Bureau: BR) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โดยจะต้องแสดงรายละเอียดของย่านความถี่ที่ต้องการใช้อย่างชัดเจนเพื่อแสดงความจำนงในการจองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม ทั้งนี้ เมื่อยื่นเอกสารต่อ BR แล้วเอกสารดังกล่าวจะมีอายุ 7 ปี นับจากวันที่ BR ได้รับข้อมูล API(Date of Receive)
    • (2) การประสานงานความถี่ (Coordination) ในขั้นตอนนี้ประเทศที่ต้องการวางแผนใช้ข่ายสื่อสารดาวเทียม จะต้องส่งข้อมูลรายละเอียดของดาวเทียมให้กับ BR (โดยการส่งข้อมูลการประสานงานความถี่ สามารถส่งได้ตั้งแต่ 6 เดือนนับจากวันที่ BR ได้รับเอกสารในขั้น API แต่ไม่เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี มิฉะนั้นเอกสารดังกล่าวจะถูกยกเลิก) จากนั้น BR จะทำการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและจัดพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวพร้อมรายชื่อประเทศที่จะต้องประสานงานความถี่ด้วย เพื่อให้ประเทศต่างๆ ตรวจสอบผลกระทบการรบกวนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในขั้นตอนนี้ประเทศที่ต้องการวางแผนการใช้ข่ายสื่อสารดาวเทียมจะต้องประสานงานความถี่วิทยุกับประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการรบกวนในระดับรุนแรงโดยตรง เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวนที่เกิดขึ้นและแจ้งผลประสานงานให้ BR ทราบ
    • (3) การแจ้งจดทะเบียนความถี่วิทยุ (Notification) ในขั้นตอนนี้ ประเทศที่ต้องการวางแผนใช้ข่ายสื่อสารดาวเทียม ต้องส่งเอกสารแจ้งจดทะเบียนความถี่วิทยุให้กับ BR ภายหลังจากการประสานงานข่ายสื่อสารดาวเทียมกับประเทศต่างๆ ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้น BR จะทำการตรวจสอบความถูกต้องและจดทะเบียนความถี่วิทยุลงในทะเบียนความถี่วิทยุหลัก (Master International Frequency Register: MIFR) ทั้งนี้ เพื่อให้ข่ายสื่อสารดาวเทียมดังกล่าวได้รับความคุ้มครองการรบกวนจากข่ายสื่อสารดาวเทียมของประเทศอื่น
  2. ปัจจุบันประเทศไทยมีการจองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมกับ ITU จำนวน 6 ตำแหน่ง ได้แก่ 50.5 องศาตะวันออก 78.5 องศาตะวันออก 119.5 องศาตะวันออก 120 องศาตะวันออก 126 องศาตะวันออก และ 142 องศาตะวันออก ที่มีเอกสารการจองตำแหน่งเพื่อใช้คลื่นความถี่ประเภทต่างๆ อาทิ ย่านความถี่ Ku-Band C-Band Ka-Band L-Band S-Band และ X-Band ซึ่งประเทศไทยได้ส่งเอกสารการจองไว้ จำนวน 27 ชุด ขณะนี้ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทยดังกล่าวมีสถานะการใช้งาน ดังนี้
    • 1) ตำแหน่งวงโคจรที่ 78.5 องศาตะวันออก และ 119.5 องศาตะวันออก ยังคงมีดาวเทียมให้บริการคือ ดาวเทียมไทยคม 5 และดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) สถานภาพในขณะนี้จึงยังไม่มีประเด็นการเสียสถานะของตำแหน่ง วงโคจร
    • 2) ตำแหน่งวงโคจรที่ 126 องศาตะวันออก และ 142 องศาตะวันออก ทั้งสองตำแหน่งไม่เคยมีการใช้งานดาวเทียม และขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะใช้งานในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณที่เป็นทะเลแถบมหาสมุทรอินเดีย และบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งหากจะมีการดำเนินงานจะต้องใช้เงินลงทุนสูงในส่วนของสถานีรับ-ส่งบนโลก ที่ต้องจัดตั้งในบริเวณพื้นที่กลางทะเล อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสร้างโอกาสในอนาคต ทก. ยังคงดำเนินการรักษาตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวไว้ ด้วยการส่งเอกสารการจองเพิ่มเติมเพื่อรักษาสิทธิในตำแหน่งวงโคจร โดยขณะนี้สถานะของการจองตำแหน่งของตำแหน่งวงโคจรที่ 126 องศาตะวันออก มีอายุการจองสิ้นสุดในปี 2556 และ ตำแหน่งวงโคจร 142 องศาตะวันออก จะมีอายุการจองสิ้นสุดประมาณปลายปี 2555
    • 3) สำหรับตำแหน่งวงโคจรที่มีความเสี่ยงต่อการหมดอายุการใช้งาน และมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการรักษาสิทธิในตำแหน่งวงโคจรโดยเร่งด่วนมี ดังนี้
      • 3.1) ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก กระทรวงฯ ได้นำดาวเทียมไทยคม 3 ไปรักษาสถานะจนดำเนินการปลดระวางที่ตำแหน่งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2549 และกระทรวงฯ มิได้ใช้งาน จนถูกทวงถามจาก ITU แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 กระทรวงฯ ได้แจ้งขอพักการใช้งานชั่วคราวเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อรักษาตำแหน่งวงโคจรไว้ จนทำให้มีระยะเวลาสิ้นสุดการพักชั่วคราวที่เดือนตุลาคม 2554 และเพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาตำแหน่งวงโคจรไปอีกระยะหนึ่ง กระทรวงฯ จึงอนุมัติให้บริษัทฯ ย้ายดาวเทียมไทยคม 2 จากตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก ไปอยู่ที่ตำแหน่ง50.5 องศาตะวันออก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ซึ่งถือเป็นการกลับมาใช้งานดาวเทียม ณ ตำแหน่ง 50.5 องศาตะวันออก ต่อมาบริษัทฯ ได้ดำเนินการปลดระวางดาวเทียมไทยคม 2 ที่ตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2553 ซึ่งวิธีการนำดาวเทียมมาใช้งานเพียงระยะสั้นๆ นี้ ไม่ทำให้ ทก. มีความเชื่อมั่นว่าตำแหน่งวงโคจรตำแหน่งนี้ ได้รับการขยายระยะเวลาตามเงื่อนไขของ ITU ออกไปอีก 2 ปี เนื่องจากประเทศไทยยังมิได้มีดาวเทียมดวงใหม่เพื่อใช้งานอย่างต่อเนื่องที่ตำแหน่งนี้ ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงต่อการหมดอายุได้ นอกจากนี้ มีหลายประเทศต้องการจะใช้ตำแหน่งวงโคจรนี้ เช่น ตุรกี จีน และบางประเทศในยุโรป อาจแจ้ง ITU ให้ตรวจสอบสถานะการใช้งานดาวเทียมของประเทศไทยที่ตำแหน่งนี้ หากพบว่าประเทศไทยยังไม่มีดาวเทียมใช้งานจริง ก็อาจเสียสิทธิการใช้ตำแหน่งวงโคจรนี้ได้
      • 3.2) ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 120 องศาตะวันออก ได้มีแนวโน้มว่าหากมีการตรวจสอบจาก ITU เกี่ยวกับกำหนดเวลาการปลดระวางดาวเทียมไทยคม ณ ตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 แล้วตามกฎข้อบังคับวิทยุของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะต้องมีดาวเทียมใช้งาน ณ ตำแหน่งดังกล่าวภายใน 2 ปี ซึ่งขณะนี้จะครบกำหนดในวันที่ 17 มกราคม 2555
  3. วงโคจรดาวเทียมในห้วงอวกาศ และสเปรกตรัมคลื่นความถี่วิทยุถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ที่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมซึ่งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้มีระบบควบคุมดูแลการเข้าใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกประเทศทั่วโลก ส่วนการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากวงโคจรดาวเทียม และสเปรกตรัมคลื่นความถี่วิทยุได้ดำเนินการมายาวนานนับเป็นเวลา 20 ปี ภายใต้การให้สัมปทานแก่ภาคเอกชนเพื่อดำเนินการกิจการสื่อสารดาวเทียมภายในประเทศ ในรูปแบบ Build Transfer Operate-BTO ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2534 ประเทศไทยมีดาวเทียมไทยคม 1-5 ซึ่งป็นดาวเทียมสื่อสารและใช้ประโยชน์ในการสื่อสารหลายรูปแบบ ได้แก่ การสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบประจำที่ (Fixed Satellite Service) การสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ (Mobile Satellite Service) และการให้บริการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม (Broadcasting Satellite Service) ซึ่งทั้งสามประเภทของบริการจากดาวเทียม ได้มีการนำมาใช้เพื่อประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ในด้านต่างๆ ที่ประเทศไทยได้นำมาใช้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย อีกทั้งบริการสื่อสารโทรคมนาคมได้เอื้อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศ และประชาชนที่ทำให้ได้รับบริการสื่อสารโทรคมนาคมได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วและสามารถลดช่องว่างทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นบริการสื่อสารที่การสนับสนุน และสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ได้แก่ นโยบายบรอดแบนด์ของประเทศไทย นโยบายการพัฒนาโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้ง การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมยุคที่สาม ฯลฯ เป็นต้น (ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการกิจการดาวเทียมรายเดียวภายใต้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งได้กำหนดความคุ้มครองการประกอบกิจการตามสัญญาดำเนินกิจการสื่อสารฯ ระยะเวลา 8 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 ที่สิ้นสุดระยะเวลาการคุ้มครองเมื่อปี 2542 แล้ว โดยที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดเงื่อนไขการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมที่ขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ผ่านดาวเทียมจากผู้ประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารของประเทศเป็นลำดับแรก ซึ่งหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนี้จะเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนั้น จึงเป็นข้อจำกัดของการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศ เนื่องจากขณะนี้ไม่มีผู้ประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารรายอื่นๆ ให้เป็นทางเลือกในการให้บริการ)
  4. ทก. ได้พิจารณาและเล็งเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการรักษาตำแหน่งวงโคจรของประเทศไทยที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญและจำเป็นของประเทศอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมที่สามารถให้ประโยชน์ต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ คือตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม ณ 120 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออก เนื่องจากตำแหน่งวงโคจรทั้งสองแห่งดังกล่าวมีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจของโลกในบริเวณประเทศที่มีเขตที่ตั้งในทวีปเอเชีย (เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของสาธารณรัฐประชาชนจีน) ทวีปออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกา รวมทั้ง มหาสมุทรอินเดีย และบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีประชากรซึ่งยังมีความต้องการใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมจากการสื่อสารผ่านดาวเทียม เนื่องจากข้อจำกัดในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ตลอดจน เป็นพื้นที่ที่มีความยุ่งยากในการที่จะใช้โครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมภาคพื้นดิน ซึ่งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประชาชนผู้รับบริการในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดนั้นสามารถมีทางเลือกในการใช้บริการสื่อสารได้ ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดสร้างดาวเทียมสื่อสารนั้นจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 2-3 ปี ซึ่งหากมิได้ดำเนินการกำหนดนโยบายใดๆ อาจจะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการรักษารักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมที่สำคัญๆ ได้ แต่หากรัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายการดำเนินงานที่แสดงเจตนารมณ์ว่าจะดำเนินการจัดให้มีดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทยเพื่อใช้ประโยชน์ในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมตำแหน่งดังกล่าวแล้ว จะมีผลให้ทก. สามารถดำเนินการเจรจากับ ITU ได้ว่าขณะนี้รัฐบาลไทยได้มีแผนการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งจะช่วยทำให้การรักษาตำแหน่งวงโคจรในครั้งนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการรักษาตำแหน่งวงโคจรที่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในครั้งนี้ได้ต่อไป

27. เรื่อง ข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอให้แก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 เรื่อง ข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็น ดังนี้

อนุมัติข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 5 รายการ รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 147,393,353,800 บาท ดังนี้

  1. อนุมัติงบอัตราเหมาจ่ายวงเงิน 139,953,034,800 บาท (อัตราเหมาจ่ายรายหัว เท่ากับ 2,895.60 บาท ต่อประชากร) สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48,333,000 คน ทั้งนี้ ไม่รวมจำนวนประชาชนที่จะลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มขึ้น
  2. อนุมัติงบบริการสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 157,600 ราย วงเงิน 2,940,055,000 บาท
  3. อนุมัติงบบริการทดแทนไต สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จำนวน 21,476 ราย วงเงิน 3,857,893,000 บาท
  4. อนุมัติงบบริการควบคุม ป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง (โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง) จำนวน 1,614,210 ราย วงเงิน 437,895,000 บาท
  5. อนุมัติงบบริการสุขภาพผู้ป่วยจิตเวช จำนวน 121,370 ราย วงเงิน 204,476,000 บาท

สาระสำคัญของเรื่อง

สปสช. รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555 (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 มีนาคม 2554) โดยที่มีความคลาดเคลื่อนในตัวเลขวงเงินงบประมาณในรายละเอียดข้อ 2.1 จาก "145,943,363,800 บาท" เป็น "147,393,353,800 บาท" และข้อ 2.1.1 จาก "138,503,044,800 บาท" เป็น "139,953,034,800 บาท" จึงต้องนำเรื่องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขอแก้ไขและอนุมัติข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปีงบประมาณ 2555 ตามข้อมูลที่ได้แก้ไขใหม่


28. เรื่อง ขอความเห็นชอบรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. พม. รายงานว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2551 โดยตามบทบัญญัติ ในข้อ 35 ของอนุสัญญาฯ กำหนดให้รัฐภาคี ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ และความคืบหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการ โดยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาสองปีหลังจากที่อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้
  2. การจัดทำรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ คนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553) มีคณะอนุกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และคณะทำงานจัดทำรายงานประเทศตามอนุสัญญาฯ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ สถานการณ์ แผนงาน โครงการด้านคนพิการจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เช่น ผู้แทนภาครัฐ เอกชน องค์กรคนพิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 12 ครั้ง
  3. มติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2554 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติเห็นชอบรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553) โดยรายงานประเทศฯ ประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วนหลัก ได้แก่
    • 3.1 ส่วนที่หนึ่ง เอกสารหลักของรายงานประเทศไทย (Common Core Document) ได้แก่
      • 3.1.1 ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศไทย ประกอบด้วย 1) สภาพภูมิศาสตร์ พื้นที่ และประวัติศาสตร์ 2) โครงสร้างประชากร 3) สภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม 4) การศึกษา 5) สังคม ภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม
      • 6) การสาธารณสุข 7) โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง รัฐธรรมนูญและกฎหมาย การเมืองการปกครอง
      • 3.1.2 กรอบ/แนวทางพื้นฐานของประเทศเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย 1) การยอมรับมาตรฐานระหว่างประเทศ 2) นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3) กรอบกฎหมายพื้นฐานภายในระดับชาติ
      • 3.1.3 การเคารพและการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย สรุปสถานการณ์ทั่วไป สภาพปัญหาและแนวทางดำเนินการ
      • 3.1.4 รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับคนพิการ ประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) สถานการณ์คนพิการ 3) กฎหมายและนโยบายที่สำคัญและเกี่ยวข้อง
      • 3.1.5 พัฒนาการในการให้ความคุ้มครองสิทธิคนพิการของประเทศไทย
      • 3.1.6 กลไกที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิคนพิการของประเทศไทย
    • 3.2 ส่วนที่สอง เอกสารโดยตรงของอนุสัญญา (Treaty-Specific Document) ซึ่งประกอบด้วย 50 ข้อบท ในส่วนของรายงานประเทศฯ จะประกอบด้วยเนื้อหาตามข้อบทของอนุสัญญาฯ ตั้งแต่บทที่ 5 ถึง 33 ซึ่งประเทศไทยได้มีการดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในแต่ละข้อบท โดยสาระสำคัญของรายงานประเทศฯ กล่าวถึงประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ตั้งแต่ก่อนการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ และหลังจากนั้น ได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 พร้อมทั้งอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ และยังมี กิจกรรมและโครงการที่เกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐ เอกชนและท้องถิ่นอีกจำนวนมากในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ข้อ 1 - 33 มีดังนี้ ข้อ 1 - 4 ความมุ่งประสงค์ นิยาม หลักการทั่วไป และพันธกรณีทั่วไป ข้อ 5 ความเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติ ข้อ 6 สตรีพิการ ข้อ 7 เด็กพิการ ข้อ 8 การสร้างความตระหนัก ข้อ 9 ความสามารถในการเข้าถึง ข้อ 10 สิทธิในชีวิต ข้อ 11 สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและสถานการณ์ฉุกเฉินทางมนุษยธรรม ข้อ 12 การยอมรับอย่างเท่าเทียมกันเบื้องหน้ากฎหมาย ข้อ 13 การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ข้อ 14 เสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล ข้อ 15 เสรีภาพจากการถูกทรมาน หรือการลงโทษ หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ข้อ 16 เสรีภาพจากการ ถูกแสวงหาประโยชน์ การใช้ความรุนแรงและการล่วงละเมิด ข้อ 17 การคุ้มครองบูรณภาพของบุคคล ข้อ 18 เสรีภาพใน การโยกย้ายถิ่นฐานและการถือสัญชาติ ข้อ 19 การอยู่ได้โดยอิสระและเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน ข้อ 20 การเคลื่อนไหวส่วนบุคคล ข้อ 21 เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และการเข้าถึงสารสนเทศ ข้อ 22 การเคารพความเป็นส่วนตัว ข้อ 23 การเคารพในการสร้างครอบครัวและสถาบันครอบครัว ข้อ 24 การศึกษา ข้อ 25 สุขภาพ ข้อ 26 การส่งเสริมสมรรถภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพ ข้อ 27 งานและการจ้างงาน ข้อ 28 มาตรฐานความเป็นอยู่และความคุ้มครองทางสังคมอย่างเพียงพอ ข้อ 29 การมีส่วนร่วมทางการเมืองและเรื่องสาธารณะ ข้อ 30 การมีส่วนรวมทางวัฒนธรรม นันทนาการ การผ่อนคลายยามว่างและกีฬา ข้อ 31 สถิติและการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อ 32 ความร่วมมือระหว่างประเทศ ข้อ 33 การอนุวัติและตรวจสอบติดตามระดับประเทศ
  4. พม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดส่งรายงานประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551 - 2553) เป็นการแสดงความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและรายงานการอนุวัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการของประเทศไทย

29. เรื่อง ขอเพิ่มเติมมติคณะรัฐมนตรีในกรณีการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน เฉพาะทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ไปเป็นของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการโอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ รวม 3 รายการ ได้แก่ สัญญาเลขที่ 60/2538 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2538 จ้างที่ปรึกษาโครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ (กิจการร่วมค้า บริษัท อิเล็กโทรวัตต์ เอ็นจิเนียริ่ง เซอร์วิส จำกัด (EWW) สัญญาเลขที่ 56/2540 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จ้างเหมาออกแบบและก่อสร้างอาคารเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยพร้อมเครื่องปฏิกรณ์ระบบผลิตไอโซโทป พร้อมอุปกรณ์ระบบจัดการกากกัมตรังสีพร้อมอุปกรณ์ (บริษัท เจนเนอรัล อะตอมมิกส์ จำกัด) และเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย 1 / ปรับปรุงครั้งที่ 1 (ปปว-1/1) ไปเป็นของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2549 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 21 เมษายน 2549) และให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำกับดูแลและเร่งรัดติดตามการดำเนินการของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรักษาประโยชน์ของรัฐอย่างเคร่งครัด


30. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 2553 ของจังหวัดน่าน นครราชสีมา หนองคาย สระบุรี สุพรรณบุรี และอุบลราชธานี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ โดยจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) วงเงินรวมทั้งสิ้น 38,513,188 บาท เพื่อตั้งจ่ายที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ดังนี้ 1) กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 34,059,328 บาท 2) กรมประมง จำนวน 945,760 บาท 2) กรมปศุสัตว์ จำนวน 3,508,100 บาท

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า

ในระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 ได้เกิดสถานการณ์ศัตรูพืชระบาด โรคระบาดพืช อุทกภัย ภัยอากาศแปรปรวน (ออกซิเจนในน้ำต่ำ) อัคคีภัย โรคระบาดสัตว์ วาตภัยและภัยฟ้าผ่า ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หนองคาย สระบุรี สุพรรณบุรี น่าน และจังหวัดอุบลราชธานี รวม 6 จังหวัด ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 5,121 ราย พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 44,398 ไร่ กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย 3,680 ตารางเมตร และสัตว์ตาย 1,948 ตัว วงเงินที่จะขอรับความช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้น 38,513,188 บาท โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตามขั้นตอน ต่าง ๆ แล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 พร้อมทั้งแจ้งว่าไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2553 และโดยที่จังหวัดดังกล่าวข้างต้น เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2553 ด้วย จึงสมควรให้กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดวิธีการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนระหว่างการได้รับความช่วยเหลือจากกรณีอุทกภัยกับการให้ความช่วยเหลือจากภัยธรรมชาติ อีกทั้งการให้ความช่วยเหลือของโครงการควบคุมการระบาดและตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553


31. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการแผนปฏิบัติ การปฏิรูปประเทศไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยกรมการค้าภายในและสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้าได้ดำเนินการตามมติ คณะรัฐมนตรี (11 มกราคม พ.ศ. 2554) เบื้องต้นสรุปได้ดังนี้

  1. ผลการดำเนินงาน
    • 1.1 โครงการสร้างเว็บไซต์ "ผู้ผลิตผู้บริโภคตื่นตัว (Produce & Consumer Alert)" ดำเนินการโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า ได้รวบรวมข้อมูลด้านราคา ด้านปริมาณการผลิต ด้านปริมาณพ่อพันธุ์/แม่พันธุ์ และด้านการเคลื่อนย้ายของสินค้าหมู ไก่ ไข่ และกำหนดรูปแบบเว็บไซต์ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างขอบเขตงาน (TOR)
    • 1.2 โครงการจัดจำหน่ายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน เริ่มดำเนินการ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 ในกรุงเทพมหานคร จุดจำหน่ายตลาดสด 5 แห่ง Modern Trade 2 แห่งในภูมิภาคมี 4 แห่ง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี อ่างทอง เชียงใหม่ โดยสหกรณ์ไก่ไข่ขายตรงผู้บริโภค
    • 1.3 การทบทวนเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้ออกประกาศแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องการกำหนดเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อทำหน้าที่ทบทวนเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดต่อไป
    • 1.4 การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า อยู่ระหว่างรอเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
    • 1.5 ศึกษารูปแบบองค์กรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าเป็นองค์กรอิสระ ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน ได้จัดทำ TOR เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณ
    • 1.6 จัดตั้งคณะทำงานติดตามข้อมูล-พฤติกรรม ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้าไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554
    • 1.7 มาตรการแจ้งปริมาณ/สถานที่เก็บข้าวโพด ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบวันที่ 24 มกราคม 2554 ให้ออกประกาศกำหนดให้แจ้งปริมาณสถานที่เก็บและจัดทำบัญชีคุมสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2554 ประกาศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554
    • 1.8 ประกาศไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุม ดำเนินการโดยกรมการค้าภายใน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ให้ออกประกาศกำหนดไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุม มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554

32. เรื่อง การรวบรวมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานเฉลิมพระเกียรติฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีรับทราบเรื่อง การรวบรวมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานเฉลิมพระเกรียติฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 4 มกราคม 2554 (เพิ่มเติม) ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สปน. รายงานว่า สปน. ในฐานะรับผิดชอบงานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิม พระเกียรติฯ และคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรม ได้มีหนังสือแจ้งส่วนราชการให้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมในความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งในส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และ ที่จะดำเนินการให้ สปน. เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 ดังนั้น ส่วนราชการจึงได้ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ/กิจกรรมในความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวกับการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ (เพิ่มเติม) จำนวน 83 โครงการ/กิจกรรม จาก 6 หน่วยงาน ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง จำนวน 2 โครงการ/กิจกรรม ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชันย์ และ โครงการกรุงไทยต้นกล้าสีขาว
  2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 6 โครงการ/กิจกรรม อาทิ จัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สัปดาห์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวามหาราช โครงการเทศกาลโคมไฟ สีสันเมืองใต้ และโครงการสวัสดีเมืองไทย กิจกรรมไหว้ขอพร 9 อารามหลวง ไหว้พระประจำรัชกาล และไหว้พระธาตุประจำวันเกิด
  3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 35 โครงการ/กิจกรรม อาทิ กิจกรรมนิทรรศการพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการ "สัปดาห์เศรษฐกิจพอเพียง พระคุณพ่อสูงสุดมหาศาล" และ "ในหลวงกับการปฏิรูปที่ดิน"
  4. กระทรวงแรงงาน จำนวน 9 โครงการ/กิจกรรม อาทิ โครงการ/กิจกรรม อาทิ โครงการแรงงานไทยร่วมใจปลูกต้นไม้ถวายพ่อ (ชส.) โครงการแรงงานอาสาพัฒนาท้องถิ่นถวายพ่อของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (สตป.) และกิจกรรมนิทรรศการโลกอาชีพ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
  5. กระทรวงมหาดไทย จำนวน 16 โครงการ/กิจกรรม อาทิ โครงการอาสาสมัครป้องกันสถาบัน (อสป.) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โครงการ 84 ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระดับอำเภอต้นแบบ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และ โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา
  6. กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 15 โครงการ/กิจกรรม อาทิ โครงการจัดงานนิทรรศการบีโอไอแฟร์ 2011 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และโครงการรักในหลวง ... ห่วงความปลอดภัย ระยะที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

ทั้งนี้ โครงการ/กิจกรรมดังกล่าว คณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมจะดำเนินการพิจารณาตาม หลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ต่อไป


33. เรื่อง รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1-17 ธันวาคม 2553 ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

ข้อเท็จจริง

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือสำนักงานสถิติแห่งชาติให้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ในรอบปีที่ผ่านมาเพื่อนำผลการสำรวจมาใช้ในการปรับปรุงยุทธศาสตร์การ วางแผนการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สาระสำคัญ

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 1 - 17 ธันวาคม พ.ศ.2553 โดยวิธีการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละ 1 คน กระจาย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 5,800 คน ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย ร้อยละ 48.7 เพศหญิง ร้อยละ 51.3 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 29.3 ค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 20.8 แม่บ้าน/ข้าราชการบำนาญ/ว่างงาน ร้อยละ 12.9 และอื่นๆ ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ ดังนี้

  1. เรื่องการรับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 81.9 ระบุว่ารับทราบ โดยประชาชน ร้อยละ 18.1 ระบุว่าไม่ทราบ โดยประชาชนที่รับทราบระบุว่า รับทราบข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางโทรทัศน์ ร้อยละ 97.0 หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 29.1 เจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 21.9 วิทยุ ร้อยละ 21.8 และบุคคลรอบข้าง ร้อยละ 14.2
  2. ประเภทข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่ นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ร้อยละ 64.7 รองลงมา คือ ภารกิจของนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 53.8 และผลการดำเนินการของรัฐบาล ร้อยละ 35.7
  3. การติดตามข้อมูลข่าวสารของประชาชนผ่านรายการของรัฐบาลที่เผยแพร่ โดยจำแนกตามประเภทรายการ ได้ดังนี้
    • 3.1 การถ่ายทอดสดการแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชาชน ติดตามเป็นประจำ ร้อยละ 8.4 ติดตามบางครั้ง ร้อยละ 71.1 และไม่เคยติดตาม ร้อยละ 20.5
    • 3.2 การถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆ ของภาครัฐ ประชาชนติดตามเป็นประจำร้อยละ 12.2 ติดตามบางครั้ง ร้อยละ 80.2 และไม่เคยติดตาม ร้อยละ 7.6
    • 3.3 รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ประชาชนติดตามเป็นประจำ ร้อยละ 6.2 ติดตามบางครั้ง ร้อยละ 54.6 และไม่เคยติดตาม ร้อยละ 39.2
    • 3.4 รายการ "เจาะลึก ครม." ประชาชนติดตามเป็นประจำ ร้อยละ 3.4 ติดตามบางครั้ง ร้อยละ 33.1 และไม่เคยติดตาม ร้อยละ 63.5
  4. โครงการที่รัฐบาลดำเนินการและประชาชนส่วนใหญ่รับทราบข้อมูล ได้แก่ โครงการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ 500บาท/เดือน ร้อยละ 99.5 รองลงมาคือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทองรักษาโรค) ร้อยละ 98.9 และโครงการเรียนฟรี ร้อยละ 97.6 โดยแสดงความเห็นด้วยต่อนโยบายของรัฐบาลมากที่สุด คือ โครงการเรียนฟรี ร้อยละ 99.9 รองลงมา คือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทองรักษาโรค) ร้อยละ 96.0 และโครงการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ 500 บาท/เดือน ร้อยละ 95.4
  5. การให้ความสำคัญต่อการรับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล โดยประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 62.3 รองลงมาคือ ระดับน้อย ร้อยละ 18.0 ระดับมาก ร้อยละ 17.3 และไม่ให้ความสำคัญ ร้อยละ 2.4
  6. ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล โดยประชาชนมีความเข้าใจในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 63.4 รองลงมาคือ ระดับน้อย ร้อยละ 18.6 ระดับมาก ร้อยละ 15.4 และไม่เข้าใจ ร้อยละ 2.6
  7. ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ประชาชนร้อยละ 84.2 ระบุว่า ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางถึงมาก ส่วนผู้ที่ระบุว่า มีความน่าเชื่อถือน้อยและไม่มี ความน่าเชื่อถือ คิดเป็นร้อยละ 13.4 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ
  8. ประชาชนที่รับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ร้อยละ 95.5 ระบุว่า มีประโยชน์ และร้อยละ 4.5 ระบุว่า ไม่มีประโยชน์
  9. ประชาชนที่ไม่รับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ให้ความสนใจที่จะรับชม/รับฟัง รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ร้อยละ 34.0 ไม่ให้ความสนใจ ร้อยละ 66.0 โดยผู้ที่ไม่ให้ความสนใจระบุเหตุผลสำคัญๆ ได้แก่ ไม่มีเวลาติดตาม ไม่ชอบการเมือง และไม่ชอบรัฐบาล เป็นต้น
  10. ประชาชนที่ไม่รับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ให้ความสนใจที่จะรับชมรายการ "เจาะลึก ครม." ร้อยละ 29.6 ไม่ให้ความสนใจ ร้อยละ 70.4 โดยผู้ที่ไม่ให้ความสนใจระบุเหตุผลสำคัญๆ ได้แก่ ไม่มีเวลาติดตามไม่ชอบดูโทรทัศน์ และไม่ต้องการรับรู้ เป็นต้น
  11. ประชาชนที่รับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ร้อยละ 20.8 ระบุว่า รัฐบาลต้องปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร โดยเสนอแนะให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อทุกชนิด ปรับปรุงทางด้านความน่าเชื่อถือ มีการนำเสนอสื่ออย่างโปร่งใส ถูกต้อง เป็นธรรมและต้องมีความชัดเจนด้านการบริหารงานของรัฐบาล เป็นต้น

จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์และชื่นชอบโครงการสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 ดังนี้ โครงการเรียนฟรี , โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทองรักษาโรค) , โครงการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ 500 บาท/เดือน , โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน , กองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) , 5 มาตรการ 6 เดือนลดค่าครองชีพ , โครงการประกันรายได้เกษตรกร , โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (โครงการชุมชนพอเพียง) , โครงการกองทุนหมู่บ้าน , แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง , โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP) และการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบโครงการ สมควรได้รับทราบผลสำรวจในครั้งนี้


34. เรื่อง รายงานการประชุมร่วมกับสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 และลงนามการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 (พ.ศ. 2557)

คณะรัฐมนตรีรับทรารายงานการประชุมร่วมกับสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 และลงนามการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 (พ.ศ. 2557) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ดังนี้

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินทางไปราชการ ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12 - 19 พฤศจิกายน 2553 เพื่อเข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2557 (Asian Beach Games 2014) ระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทยและสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) และตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่นักกีฬาไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสรุปรายงานผลการเดินทาง ดังนี้

  1. สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) ได้จัดการประชุมใหญ่ ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ณ Garden Hotel โดยมีผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกทั้ง 45 ชาติเข้าร่วมประชุมระหว่างการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 "กวางโจวเกมส์" โดยมีวาระสำคัญคือ การรายงานความคืบหน้าการจัดการแข่งขันกีฬารายการต่าง ๆ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนากีฬาของทวีปเอเชีย และสภาโอลิมปิกแห่งเอเชียได้ประกาศให้จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 (พ.ศ. 2557) โดยหลังจากนั้นได้จัดให้มีพิธีลงนามข้อตกลงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ระหว่าง ชีก อาหมัด อัล ฟาฮัด อัล ซาบาห์ (Sheikh Ahmad Al-Fahad Al-Sabah) ประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (Olympic Committee of Asia -OCA) กับนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และพลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกไทย โดยมีนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยาน
    ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 (พ.ศ. 2557) ณ จังหวัดภูเก็ต จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศไทย ในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ รวมถึงจะช่วยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทย และก่อให้เกิดการกระตุ้นหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ต่อไป นอกจากนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ ประเทศโอมาน จะได้ดำเนินการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเทศไทย และการประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพให้ประเทศสมาชิกได้รับทราบในโอกาสการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 - 16 ธันวาคม 2553 ณ กรุงมัสกัต นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 15 - 18 มกราคม 2554 ชีก อาหมัด อัล ฟาฮัด อัล ซาบาห์ (Sheikh Ahmad Al-Fahad Al-Sabah) ประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (President of the Olympic Council of Asia) มีกำหนดการจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ตด้วย
  2. การตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่นักกีฬาทีมชาติไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ หมู่บ้านนักกีฬา นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โดยมีพลตรี จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และนายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาทีมชาติไทยร่วมให้การต้อนรับและรายงานว่า จำนวนนักกีฬาไทยที่ส่งเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 รวมทั้งสิ้น 600 คน แบ่งเป็น ชาย 284 คน และหญิง 316 คน เข้าร่วมการแข่งขัน 39 ชนิดกีฬา และเมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่แล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 817 คน ถือว่ามีจำนวนมากเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยในการเตรียมความพร้อมสำหรับนักกีฬาไทยได้จัดให้มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักจิตวิทยาพยาบาล นักกายภาพบำบัด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยในการเพิ่มศักยภาพแก่นักกีฬาไทยด้วย
  3. ผลการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 "กวางโจวเกมส์" ของคณะนักกีฬาไทยสรุปได้ดังนี้
    • นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในการแข่งขันทำได้ 11 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน และ 32 เหรียญทองแดง โดยอยู่ในอันดับที่ 9 ของการแข่งขัน และแม้ว่าจำนวนเหรียญทองจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ คือ 13 เหรียญทอง
    • ประเทศไทยยังคงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองลงไปได้แก่มาเลเซียได้ 9 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน 14 เหรียญทองแดง อยู่ในอันดับที่ 10 อินโดนีเซียอันดับที่ 15 สิงคโปร์อันดับที่ 16 ฟิลิปปินส์อันดับที่ 19 พม่า อันดับที่ 22 เวียดนามอันดับที่ 24 และลาวอันดับที่ 34 จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 45 ประเทศ

35. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง วาตภัย และการจัดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัย การก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (NBC 2011)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปสถานการณ์ภัยแล้ง วาตภัย และการจัดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจากภัย การก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (NBC 2011) ตามที่กระมหาดไทยเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 21 มีนาคม 2554)

  1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่างวันที่ 21 - 26 มีนาคม 2554)
    • 1.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในวันที่ 21 มีนาคม 2554 บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นและฝนลดลง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย และอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตรในระยะนี้ สำหรับในช่วงวันที่ 22 - 26 มีนาคม 2554 จะมีบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองกับมีกระโชกแรงบางแห่งเกิดขึ้นได้ โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป
    • 1.2 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีโทรสาร ด่วนที่สุด ที่ มท 0616/ว 2470 และ ว 2471 ลงวันที่ 21 มี.ค. 2554 แจ้งเตือนในช่วงระหว่างวันที่ 22 - 26 มี.ค. 2554 ให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1,3,5,6,7,8,9,10,13,14,15,16,17 และจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสภาวะอากาศแปรปรวน (พายุฤดูร้อน) อาจสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรของประชาชน โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันต่อเหตุการณ์
  2. สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 21 มีนาคม 2554)
    • 2.1 พื้นที่ประสบภัย 45 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ตาก น่าน นครสวรรค์ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม มุกดาหาร เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สระบุรี สมุทรปราการ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ระยอง สระแก้ว ชุมพร ตรัง และจังหวัดสตูล รวม 333 อำเภอ 2,257 ตำบล 21,888 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2554 (ณ วันที่ 21 มีนาคม 2554)

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 17 140 905 7,588 กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ตาก น่าน นครสวรรค์ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี 1,912,507 625,208
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 13 125 971 11,100 ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคามมุกดาหาร เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ 3,335,374 812,550
3 กลาง 5 30 178 1,431 กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สระบุรี สมุทรปราการ 462,075 142,006
4 ตะวันออก 7 31 174 1,504 จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ระยอง สระแก้ว 239,140 68,181
5 ใต้ 3 7 29 265 ชุมพร ตรัง สตูล 67,931 17,044
รวมทั้งประเทศ 45 333 2,257 21,888   6,017,027 1,664,989

สถานการณ์วาตภัย และอุทกภัย

1. สรุปสถานการณ์วาตภัย อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2554)

ระหว่างวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2554 ได้เกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และคลื่นลมแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ได้รับความเสียหายใน 7 จังหวัด 7 อำเภอ บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน จำนวน 8 หลัง ห้องแถว จำนวน 12 ห้อง และเรือประมง จำนวน 20 ลำ แยกเป็น

2. การให้ความช่วยเหลือ

จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล อาสาสมัคร อปพร. อส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

การฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัยการก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (NBC 2011)

คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติในหลักการของแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553 - 2557 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทาง มาตรการ และเป็นกรอบในการปฏิบัติการสำหรับบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติชนิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นหน่วยงานในการประสานการบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมทั้งให้จัดการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการของแต่ละหน่วยงานร่วมกันเพื่อสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุ โดยเฉพาะภัยด้านความมั่นคง

ในการนี้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัยการก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (Thailand National Nuclear Biological and Chemical Exercise : NBC) มาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานทุกภาคส่วนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญกับ สาธารณภัย (ภัยด้านความ มั่นคง) และสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่ในภาวะปกติ ตลอดจนให้มีการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งที่ 33/2554 ลงวันที่ 24 มกราคม 2554 เรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัยการก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง ประจำปี พ.ศ. 2554 และคำสั่งที่ 112/2554 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2554 เรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัยการก่อวินาศกรรมด้านสารเคมี และวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง ประจำปี พ.ศ. 2554 (เพิ่มเติม) ทั้งนี้ได้กำหนดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากภัยการก่อวินาศกรรมด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย (รังสี) ที่มีผลกระทบรุนแรง (NBC 2011) ในวันที่ 4 - 5 เมษายน 2554 (จำนวน 2 วัน) ณ บริเวณเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ (ภาคเหนือตอนล่าง) และจัดการประเมินผลการฝึกซ้อมแผน ในห้วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2554

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น

  1. สิ่งของพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
    • 1.1 กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ พล.อ.ท. ภักดี แสงชูโต รองหัวหน้าสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นผู้แทนพระองค์ฯ เดินทางไปมอบผ้าห่มพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร จำนวน 20,000 ผืน เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2554
    • 1.2 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพประทาน จำนวน 800 ถุง ถุงนอน จำนวน 1,000 ถุง เสื้อกันหนาว จำนวน 20 ลัง
    • 1.3 สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย มอบข้าวกระป๋อง จำนวน 20,000 กระป๋อง
  2. กระทรวงการต่างประเทศ มอบผ้าห่ม จำนวน 300 ผืน และมอบเพิ่มเติมอีก 161 ลัง เสื้อกันหนาว 5 กล่อง บะหมี่สำเร็จรูป 5 กล่อง หน้ากาก 3 กล่อง
  3. กองบัญชาการกองทัพไทย มอบผ้าห่ม จำนวน 1,000 ผืน
  4. กองทัพบก มอบผ้าห่ม จำนวน 4,710 ผืน
  5. กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มอบผ้าห่ม จำนวน 1,000 ผืน
  6. การบินไทย มอบผ้าห่ม จำนวน 5,000 ผืน น้ำดื่ม 18,000 ขวด
  7. การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) มอบไฟฉาย จำนวน 400 กระบอก
  8. สมาคมลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย บริจาคเงิน จำนวน 500,000 บาท
  9. สมาคมหอการค้าไทย บริจาคเงิน จำนวน 300,000 บาท ข้าวกระป๋อง 200 กิโลกรัม
  10. บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มอบผ้าห่ม จำนวน 5,000 ผืน
  11. บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด มอบอาหารกระป๋อง จำนวน 400 ชุด
  12. บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จำนวน 30 กล่อง
  13. บริษัทพรานทะเล จำกัด มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จำนวน 24,000 ถ้วย และเสื้อกันหนาว จำนวน 5,000 ตัว

อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับรายงานข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2554 จากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าได้เกิดแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2554 เวลา 15.26 น. แผ่นดินไหวบริเวณตอนเหนือของประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 6.0 ริกเตอร์ ลึก 54 กิโลเมตร ศูนย์กลางห่างจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 2,492 กิโลเมตร และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 เวลา 18.23 น. แผ่นดินไหวบริเวณตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนาด 3.1 ริกเตอร์ ศูนย์กลางห่างจากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 13 กิโลเมตร มีการสั่นไหวรู้สึกได้ในพื้นที่อำเภอปาย


ต่างประเทศ


36. เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 6 (CMP6) ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบสรุปผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP 16) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 6 (CMP6) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ
  2. เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทยเพื่อให้เกิดการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
  3. เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

  1. ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 ประกอบด้วย
    • 1.1 การประชุมระดับสูง (High-Level Segment)
    • 1.2 เห็นชอบกับข้อตกลงที่เรียกว่า "ข้อตกลงแคนคูน" (Cancun Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาฯ (Long Term Cooperative Action under the Convention : LCA) โดยมีการเจรจาในประเด็นการดำเนินการในอนาคตร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิก
    • 1.3 การเจรจาในภาพรวมภายใต้แผนปฏิบัติการบาหลี (Bali action Plan) ได้กำหนดเป้าหมายในการจำกัดการเพิ่มของอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศาเซนเซียส โดยให้มีการจัดตั้งกองทุน "Green Clemate Fund" ช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวเพื่อรับมือจากผลกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านป่าไม้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการสนับสนุน REDD+ ไปพัฒนา โครงการในลักษณะสมัครใจ โดยไม่มีการผูกมัดใด ๆ จากประเทศพัฒนาแล้ว
    • 1.4 จัดตั้งกระบวนการ International Consultation and Analysis (ICA)
    • 1.5 ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก ในบริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วต้องการให้การสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และเสริมศักยภาพต่อประเทศกำลังพัฒนาสำหรับ การเตรียมการและดำเนินการ NAMAs รวมทั้งการยกระดับด้านการรายงานผล
    • 1.6 ให้มีการดำเนินการตามมาตรการ Measurement, Reporting and Verification : MRV สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับที่ได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศและภายในประเทศ
  2. ผลการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 6 มีความเห็นพ้อง
    • 2.1 ให้มีข้อตกลงตามพันธกรณีรอบที่สอง โดยประเทศกำลังพัฒนายืนยันให้มีการต่ออายุพิธีสารเกียวโตหลังปี ค.ศ. 2012 อนึ่ง กลไกการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารเกียวโต คือ Joint Implementation (JI) Emission Trading (ET) และ Clean Development Mechanism (CDM) ยังคงให้มีการดำเนินการต่อไป
    • 2.2 ให้มีการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25-40 ภายในปีปี ค.ศ. 2020 สำหรับปีฐานการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงใช้ปี ค.ศ. 1990
  3. แนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย
    • ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
    • 3.1 เตรียมความพร้อมในการรับมือหากประเทศไทยต้องมีการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากพันธกรณีดังกล่าว เช่น ภาคการพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร โดยให้มีการจัดทำกรอบทิศทางและแนวทางการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ
    • 3.2 ให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) และศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคต่างๆ (Nationalily Approplate Mitigation Actions : ANMAs) เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • 3.3 ให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) ของการดำเนินโครงการ REDD+ ในประเทศไทย
    • 3.4 ให้มีการใช้ประโยชน์จากกลไก The ASEAN Working Group on Climate Change : AWGCC ในการผลักดันการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาคให้เป็นรูปธรรม โดยให้มีการจัดประชุมคณะทำงานดังกล่าวเพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาค
    • 3.5 เร่งรัดการจัดตั้งสำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้สำนักงานนโยบายและแผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2550 ให้เป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วน

37. เรื่อง การลงนามใน "พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ 5 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน"

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้เสนอพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ 5 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรต่อไป
  2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้แทนลงนามในพิธีสารฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในพิธีสารฯ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้น ๆ ได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในพิธีสารฯ
  4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือแจ้งเลขาธิการอาเซียน ว่าประเทศไทยได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้พิธีสารฯ มีผลใช้บังคับ เมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบพิธีสารฯ แล้ว

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอว่า

  1. ที่ผ่านมา อาเซียนได้มีการเจรจาและจัดทำข้อผูกพันเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียนมาแล้ว 4 รอบ ภายใต้หลักการว่าข้อผูกพันประเทศสมาชิกนั้นมีระดับความผูกพันเปิดเสรีที่เพิ่มขึ้นจากที่ได้ผูกพันไว้แล้วในการเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (GATS Plus Commitments) ทั้งนี้การเจรจารอบที่ 5 ได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551
  2. ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 13 ในปี 2550 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน [ASEAN Economic Community Blueprint (AEC Blueprint)] โดยอาเซียนมีข้อผูกพันที่จะต้องเปิดเสรีบริการด้านการเงินในสาขาย่อยที่ผูกพันไว้ใน AEC Blueprint ดังกล่าวภายในปี 2558 (ยกเว้นรายการที่ของสงวนไว้ใน Safeguard List ที่ประเทศสมาชิกสามารถคงไว้ได้ภายหลังปี 2558) และเปิดเสรีในสาขาที่เหลือภายในปี 2563 (ยกเว้นรายการที่ของสงวนไว้ใน Safeguard List ที่ประเทศสมาชิกสามารถคงไว้ได้ภายหลังปี 2558) และเปิดเสรีในสาขาที่เหลือภายในปี 2563 (ยกเว้นรายการที่ของสงวนไว้ใน Safeguard List ภายหลังจากปี 2563)
  3. ประเทศไทยได้ผูกพันการเปิดตลาดบริการด้านการเงินภายในปี 2548 ในสาขาย่อย 4 สาขา ได้แก่ (1) การค้าเพื่อบัญชีของตนหรือบัญชีของลูกค้า (Trading for own account of customers) (2) การบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) (3) การบริการชำระราคาและส่งมอบสำหรับสินทรัพย์ทางการเงิน (Settlement and Clearing services for financial assets) และ (4) การให้คำปรึกษาและบริการเสริมอื่น ๆ ด้านการให้บริการทางการเงิน (Advisory, intermediation and other auxiliary financial services)
  4. คณะทำงานเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน [Working Committee on Financial Services Liberalization under the ASEAN Framework Agreement on Services (WC-FSL/AFAS)] จึงได้เจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินในรอบที่ 5 ตามกรอบที่ได้ผูกพันใน AEC Blueprint ดังกล่าว โดยเริ่มการเจรจาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 และสิ้นสุดการเจรจาเมื่อเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งในการเจรจารอบ 5 นี้ ไทยได้ตกลงที่จะผูกพันเพิ่มเติมขึ้นจากรอบที่ 5 ให้กับสมาชิกอาเซียนในสาขาธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นรายการที่ไทยมีความพร้อม มีศักยภาพในการแข่งขันและมีระบบกำกับดูแลที่ครอบคลุม รวมทั้งสามารถผูกพันได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย
  5. ทั้งนี้ในการประชุม WC-FSL/AFAS ครั้งที่ 30 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบร่าง "พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ 5 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน" และจะนำเสนอที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน (ASEAN Finance and Central Bank Deputies Meeting : AFDM) พิจารณานำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียนลงนามในการประชุม AFMM ครั้งที่ 15 ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2554

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ร่างพิธีสารดังกล่าวมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับพิธีสารฉบับที่ 4 ที่ได้ลงนามไปแล้ว กล่าวคือ ขยายความร่วมมือด้านการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิกโดยลด/ยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการภายใต้กรอบอาเซียนให้มากกว่าที่เปิดเสรีตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ [General Agreement on Trade in Services (GATS)] ภายใต้ WTO และประเทศสมาชิกที่เป็นสมาชิก WTO จะต้องให้สิทธิประโยชน์ตามข้อผูกพันรายสาขาภายใต้ GATS ต่อประเทศสมาชิกอาเซียนที่มิใช่สมาชิก WTO ด้วย นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกจะให้สิทธิประโยชน์ตามตารางข้อผูกพันตามภาคผนวกของพิธีสารดังกล่าวแก่ประเทศสมาชิกอื่น ตามหลักการให้การประติบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง [Most-Favored Nation Treatment (MFN)] ซึ่งพิธีสารฯ จะมีผลบังคับใช้ใน 90 วันหลังจากวันที่มีการลงนาม โดยประเทศสมาชิกจะดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศในการให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าวและมีหนังสือแจ้งต่อสำนักเลขาธิการอาเซียน หากประเทศสมาชิกใดไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 90 วัน หลังจากวันที่มีการลงนาม สิทธิและพันธกรณีตามที่ได้ผูกพันภายใต้พิธีสารดังกล่าวจะเริ่มในวันแรกถัดจากวันที่มีหนังสือแจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียน
    อย่างไรก็ดี ร่างพิธีสารดังกล่าวมีข้อแตกต่างจากพิธีสารที่ได้ลงนามไปแล้วในส่วนของภาคผนวก กล่าวคือ ในพิธีสารฯ ฉบับที่ 1-4 นั้นจะมีภาคผนวกเป็นตารางข้อผูกพันเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมจากที่เคยผูกพันไว้เดิม ในขณะที่ในร่างพิธีสารฯ ฉบับที่ 5 นี้จะมีภาคผนวกเป็นตารางรวมข้อผูกพันทั่วไป ข้อผูกพันเฉพาะภายใต้ GATS และข้อผูกพันภายใต้กรอบอาเซียนรอบที่ 1-5
  2. ข้อผูกพันของไทยที่เพิ่มเติมในรอบที่ 5 ภายใต้พิธีสารดังกล่าว ได้แก่ สาขาหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งที่ไทยผูกพันการเปิดตลาดภายในปี 2558 ภายใต้ AEC Blueprint ดังนี้
    • 2.1 ขยายประเภทให้ครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจสำหรับการเข้ามาถือหุ้นในบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ผูกพันการเปิดเสรีใบอนุญาตใหม่ ในสาขาย่อยการค้าเพื่อบัญชีของตนหรือบัญชีของลูกค้า
    • 2.2 สาขาย่อยการมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ทุกชนิด
    • 2.3 ธุรกิจจัดการกองทุน (Asset Management) ที่ได้ผูกพันในธุรกิจ Collective Investment Schemes
    • 2.4 สาขาอื่น ๆ การให้คำปรึกษาและบริการเสริมอื่น ๆ ด้านการให้บริการการเงิน

นอกจากนี้ ได้มีการปรับปรุงข้อจำกัดในการเข้ามาทำงานของบุคลากรต่างชาติ โดยกำหนดให้ต้องเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง


38. เรื่อง รายงานสถานการณ์และการดำเนินการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้

  1. รายงานสถานการณ์
    • 1.1 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 เวลา 14.46 น. (ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น มีความรุนแรง 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ มีจุดศูนย์กลางไปทางตะวันออกของชายฝั่งเมืองซานริกุ (ละติจูด 38 องศาเหนือ ลองติจูด 142.9 องศาตะวันออก) โดยเกิดที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตรใต้พื้นดิน จากรายงานของ Nuclear and Industrial Safety Agency หรือ NISA ของประเทศญี่ปุ่น ผ่านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อยู่ทั้งหมด 5 บริเวณ ทั้งบนเกาะฮอกไกโด และฮอนชู โดยมีจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังเดินเครื่องอยู่ได้ทำการปิดตัวลงโดยอัตโนมัติ และจากผลการวัดรังสีโดยรอบบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่พบว่ามีการรั่วไหลของวัสดุกัมมันตรังสีแต่ประการใด ต่อมาเวลาประมาณ 18.33 น. (ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) โรงไฟฟ้าโรงที่ 1 โรงที่ 2 และโรงที่ 3 ของโรงไฟฟ้า Fukushima - Daiichi พบว่ามีระดับรังสีสูงกว่าปกติในห้องควบคุมของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
    • 1.2 วันที่ 12 มีนาคม 2554 เวลา 15.30 น.(ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) เกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนของเครื่องปฏิกรณ์ไฟฟ้าโรงที่ 1 ทำให้หลังคาคอนกรีตชั้นนอกของอาคารปฏิกรณ์ (concrete building housing) ได้รับแรงระเบิดกระเด็นออกไป
    • 1.3 วันที่ 14 มีนาคม 2554 เวลา 11.01 น. (ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) เกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนของเครื่องปฏิกรณ์ไฟฟ้าโรงที่ 3 ทำให้หลังคาคอนกรีตชั้นนอกของอาคารปฏิกรณ์ (concrete building housing) ได้รับแรงระเบิดกระเด็นออกไป แต่ไม่พบว่าในส่วนของ Primary Containment Vessel เสียหายแต่อย่างใด ส่วนของห้องควบคุมยังสามารถทำงานและปฏิบัติการได้ตามปกติ
    • 1.4 วันที่ 15 มีนาคม 2554 เวลา 04.10 น. (ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) เกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนของเครื่องปฏิกรณ์ไฟฟ้าโรงที่ 2 ทำให้หลังคาคอนกรีตชั้นนอกของอาคารปฏิกรณ์ (concrete building housing) ได้รับแรงระเบิดกระเด็นออกไป
    • 1.5 วันที่ 15 มีนาคม 2554 บ่อเก็บแหล่งเชื้อเพลิงใช้แล้วของเครื่องปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าที่ 4 เกิดไฟไหม้ทำให้กัมมันตภาพรังสีที่ถูกปล่อยโดยตรงสู่บรรยากาศ อัตราระดับรังสี ณ ที่เกิดเหตุวัดได้มีค่าถึง 400 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง
    • 1.6 สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าปริมาณรังสีอยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งจากการตรวจวัดปริมาณรังสีประจำจุดสถานที่ตั้ง ระดับปริมาณรังสีในวันที่ 14 มีนาคม 2554 เวลา 13.12 ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น วัดได้ 13.2 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ทั้งนี้เปรียบเทียบปริมาณรังสีที่ผู้คนได้รับจากการ X-ray เพื่อตรวจวินิจฉัยกระเพาะอาหารในสถานพยาบาล คือ 600 ไมโครซีเวร์ต หรือ เปรียบเทียบปริมาณรังสีที่ผู้คนได้รับจาการเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นไปถึงชายฝั่งตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ 200 ไมโครซิเวิร์ต)
  2. การดำเนินการ
    • กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและเตรียมการสำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนี้
    • 2.1 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ดำเนินการด้านการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์จากประเทศญี่ปุ่น ดังนี้
      • 2.1.1 การให้บริการตรวจวัดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแก่สิ่งแวดล้อม
        • การตรวจวัดอากาศ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีสถานีตรวจวัดอากาศ 8 สถานี ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา อุบลราชธานี ตราด ระนอง และพะเยา (อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อระบบ) และได้รับรายงานข้อมูลปริมาณรังสีที่วัดได้แต่ละสถานีที่เวปไซต์โดยรายงานข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ 7.00 น. 12.00 น.และ 17.00 น. ซึ่งพบว่าค่าปริมาณรังสีแกมมาในอากาศที่วัดได้ ณ สถานีตรวจวัดทั่วประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าปริมาณรังสีแกรมมาในอากาศก่อนเกิดเหตุ อยู่ในระดับปกติ
        • การตรวจวัดอาหาร ดำเนินการตรวจวัดปริมาณรังสีในอาหารนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่อาจมีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับอาหารในภาวะฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ เพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชน และประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอย่างใกล้ชิด
      • 2.1.2 การให้บริการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีแก่บุคคล
        • การตรวจวัดความเปรอะเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายนอกร่างกายแก่ผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศญี่ปุ่น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยดำเนินการตรวจวัดรายบุคคล ตามที่การบินไทยและท่าอากาศยานฯ ได้ประสานขอความร่วมมือ ซึ่งดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15-19 มีนาคม 2554
        • การให้บริการตรวจวัดและประเมินค่าปริมาณรังสีภายในร่างกายแก่ประชาชนที่มีความประสงค์จะขอรับการบริการ
      • 2.1.3 การให้ข้อมูลข่าวสารความรู้แก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 14-19 มีนาคม 2554
      • 2.1.4 การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น
        • เป็นศูนย์กลางการรับข้อมูลเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงปัจจุบัน
        • มอบชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสีให้กับกองทัพอากาศ จำนวน 20 ชุด สำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะไปปฏิบัติภารกิจใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ
        • จัดวิทยากรให้ความรู้ด้านรังสีแก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะที่จะเดินทางไปให้ความช่วยเหลือในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น
        • จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทางรังสี ผลกระทบจากรังสีต่อหน่วยงานที่สนใจและประชาชนทั่วไป ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่ 16 มีนาคม 2554
      • 2.1.5 การเตรียมพร้อมแผนฉุกเฉิน โดยจัดทำแนวทางพิจารณาเพื่อการตัดสินใจอพยพคนไทยในญี่ปุ่น
    • 2.2 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์ประกอบการปฏิบัติงาน เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบเหตุที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20-27 มีนาคม 2554 เพื่อร่วมตรวจวัดกัมมันตภาพรังสีและตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีให้กับคนไทย ณ ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจักได้ประสานข้อมูลกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสานการณ์และสนับสนุนข้อมูล เครื่องมือ ในการเฝ้าระวังเครื่องมืออย่างต่อเนื่องต่อไป


การศึกษา


39. เรื่อง ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบหลักการ/แนวคิด ยุทธศาสตร์และกลไกการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา
  2. ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ตามกรอบหลักการแนวคิดยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา
  3. ให้ ศธ. แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา เพื่อดำเนินงานตามกรอบหลักการ/แนวคิด และยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา

สาระสำคัญของเรื่อง

ศธ. รายงานว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (18 ส.ค.52) คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษาพิจารณาเห็นว่า ในการดำเนินงานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนราชการ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งสถานศึกษาต้องปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการใหม่เพื่อรองรับการดำเนินงานปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา โดยนำข้อเสนอยุทธศาสตร์ฯ มาดำเนินการเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มีกระบวนการและขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน เพื่อไปสู่ระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์ การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาและดำเนินการประชุม เพื่อจัดทำกลไกการขับเคลื่อนขึ้น และสภาการศึกษาได้มีมติเห็นชอบแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การเงินการคลัง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์การส่งเสริมความเข้มแข็งของสถานศึกษา
  2. ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการอุดมศึกษา ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การเงินการคลัง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา
  3. กลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ประกอบด้วย กลไกการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา กลไกการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคมในการระดมทุนและการสนองทุนเพื่อการศึกษา กลไกการดำเนินงานตามหลักการและแนวทางการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา กลไกการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา กลไกการสนับสนุนด้านกฎหมาย กลไกการผลักดันจากผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจ
  4. คณะกรรมการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาฯ ได้กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 4.1 จัดทำแผนขั้นตอนและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ตามกรอบหลักการ/แนวคิดยุทธศาสตร์และมาตรฐานที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ 4.2 ออกแบบและวางระบบการเงินเพื่อการศึกษาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการสนองทุนผ่านด้านอุปทานหรือสถานศึกษา (Supply side financing) ไปสู่ระบบการสนองทุนผ่านด้านอุปสงค์หรือผู้เรียน (demand side financing) 4.3 กำกับและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานของคณะกรรมการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย 4.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และ/หรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย 4.5 ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแก่คณะอนุกรรมการ คณะทำงานในประเด็นที่ต้องการการตัดสินใจในระดับนโยบาย 4.6 ให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและทรัพยากรตามความต้องการจำเป็นแก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย 4.7 อำนวยการ กำกับติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการคณะทำงาน 4.8 ปฏิบัติงานอื่นใดที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
  5. เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของสถานศึกษาภายใต้ตลาดบริการการศึกษาที่มี การแข่งขันในตลาดเสรีและตลาดที่ไร้พรมแดนในปี 2558 และเพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

40. เรื่อง การกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชา

คณะรัฐมนตรีรับทราบการกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ได้ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินการ ดังนี้

  1. การกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชาไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่แสวงหากำไรจนเกินควร โดยได้กำหนดแนวทางการควบคุมดูแล ดังนี้
    • 1.1 โรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งก่อนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนตามที่ได้รับอนุญาต หากจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ยื่นขออนุญาต โดยจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนนอกระบบ และกำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งในการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กำหนดค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละ 20 สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ครู ผู้สอนจะเก็บในอัตราที่สูงกว่าการเรียนการสอนลักษณะผสมโดยมีทั้งครูผู้สอนและสื่อ ส่วนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการเรียนการสอนเป็นเครื่องมือจะต้องเก็บในราคาต่ำสุด
    • 1.2 โรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ในการอนุญาตหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กำหนดอัตราผลตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละ 20 สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูผู้สอน จะเก็บในอัตราที่สูงกว่าการเรียนการสอนลักษณะผสมโดยมีทั้งครูผู้สอนและสื่อ ส่วนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการเรียนการสอนเป็นเครื่องมือจะต้องเก็บในราคาต่ำสุด
    • 1.3 ให้โรงเรียนนอกระบบทุกขนาด ทุกประเภท จัดทำรายงานแสดงกิจการงบการเงินเสนอต่อผู้อนุญาตตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ทุกปี ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะได้จัดทำระเบียบตามบทบัญญัติดังกล่าว
    • 1.4 ให้โรงเรียนติดประกาศใบอนุญาตการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา/หลักเกณฑ์ การกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาและจำนวนค่าธรรมเนียมการศึกษา เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครองและประชาชนสามารถตรวจสอบได้
    • 1.5 ตรวจติดตามการดำเนินกิจการโรงเรียนกวดวิชาให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนเอกชน ประเภทกวดวิชา พ.ศ. 2545 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนเอกชน ประเภทกวดวิชา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ดังนี้
      • จัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูเป็นผู้สอน ใช้เกณฑ์คำนวณความจุ 1 ตารางเมตรต่อนักเรียน 1 คน จำนวนนักเรียนไม่เกินห้องละ 45 คน
      • จัดการเรียนการสอนลักษณะผสมโดยมีทั้งครูผู้สอนและสื่อ ใช้เกณฑ์คำนวณความจุ 1 ตารางเมตร ต่อนักเรียน 1 คน จำนวนนักเรียนไม่เกินห้องละ 90 คน
      • จัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ ใช้เกณฑ์คำนวณความจุ 1 ตารางเมตร ต่อนักเรียน 1 คน จำนวนนักเรียนไม่เกินห้องละ 90 คน และมีเจ้าหน้าที่ประจำห้องเรียนที่มีความรู้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีทักษะในการใช้สื่อ
      • จัดการเรียนการสอนโดยห้องบรรยายขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นครูผู้สอนอาจจะมีนักเรียนเกินห้องละ 90 คน ใช้เกณฑ์คำนวณความจุ 1 ตารางเมตรต่อนักเรียน 1 คน และจะต้องเพิ่มสื่อและเจ้าหน้าที่ประจำห้องเรียนตามสัดส่วนนักเรียน
  2. การกำหนดมาตรการเพื่อกำกับดูแล ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการเรียนสอนในชั้นเรียนอย่างเต็มตามหลักสูตรเพื่อนักเรียนจะไม่ต้องไปเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนสอนกวดวิชาอีก นั้น ได้กำหนดมาตรการในการกำกับดูแล ดังนี้
    • 2.1 การปฏิบัติหน้าที่จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนไม่เป็นไปตามหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนต้องไปเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนสอนกวดวิชาอีกย่อมถือว่าเป็นความผิดวินัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 เห็นควรแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ติดตามตรวจสอบการกระทำของครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐอย่างใกล้ชิด และลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป
    • 2.2 ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับสถานศึกษาอื่นของรัฐและสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนดมาตรการเพื่อกำกับดูแล ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างเต็มตามหลักสูตร
  3. การพิจารณาออกระเบียบ ข้อบังคับในเรื่องการตรวจสอบและปรับปรุงในเรื่องความปลอดภัยของอาคารสถานที่ก่อนการอนุมัติอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนกวดวิชาของโรงเรียนสอนกวดวิชา ได้กำหนดแนวทางการ ดำเนินการ ดังนี้
    • 3.1 กรณีให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในฐานะผู้อนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ตรวจติดตามสถานที่ตั้งโรงเรียน ให้มีมาตรฐานและมาตรการในการป้องกันอัคคีภัยในโรงเรียนกวดวิชา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนเอกชน ประเภทกวดวิชา พ.ศ.2545 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 กำหนดอย่างเคร่งครัด และตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา โดยให้มีการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    • 3.2 กรณีโรงเรียนมีสภาพน่าสงสัยว่าจะเป็นอันตรายกับผู้เรียน ให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในฐานะผู้อนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ประสานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารเข้าตรวจสอบต่อไป
    • 3.3 ให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ที่เห็นควรกำหนดให้อาคาร ที่จะนำมาใช้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ต้องเป็นอาคารเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในร่างกฎกระทรวง ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 121 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อเป็นอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว ก็จะต้องดำเนินการจัดให้มีมาตรการในเรื่องความปลอดภัยของอาคารสถานที่ ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


41. เรื่อง แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554 และรายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่ง

ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลแผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554 และรายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ของกระทรวงคมนาคมดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ได้จัดทำ"แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554" ขึ้น เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมการรองรับการเดินทางของประชาชน ทั้งในเรื่องของการอำนวยความสะดวก การดูแลเรื่องความปลอดภัย การจัดรถโดยสารสาธารณะ รองรับการเดินทาง ฯลฯ กระทรวงคมนาคมจึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ "แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554" และรายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่ง และความก้าวหน้าในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ดังนี้

  1. แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554
    • กระทรวงคมนาคมได้จัดทำ "แผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554" ขึ้น โดยกำหนดห้วงเวลาการรณรงค์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินทางของประชาชน ระหว่างวันที่ 8 - 18 เมษายน 2554 เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเตรียมการรองรับเทศกาลดังกล่าว ซึ่งแผนฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 1.1 วัตถุประสงค์
      • 1) จัดให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ รวมถึงการจัดเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาโดยทันทีและเร่งด่วนกรณีเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ
      • 2) ลดจำนวนอุบัติเหตุและความสูญเสียจากการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากระบบขนส่งสาธารณะในความรับผิดชอบ
      • 3) ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ รวมถึงมีความมั่นคงและความปลอดภัย สูงสุด
      • 4) ประชาชนมีความตระหนักในการเลือกใช้บริการเดินทางด้วยรถโดยสารไม่ประจำทางที่มีคุณภาพ และปลอดภัยในการให้บริการ
    • 1.2 เป้าหมาย
      • 1) จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางของประชาชนในเส้นทางความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และจะต้องไม่มีผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะเสียชีวิตจากการเดินทางในช่วงเทศกาล
      • 2) ผู้ประจำรถโดยสารสาธารณะ (พนักงานขับรถ พนักงานประจำรถ นายตรวจและ ผู้ให้บริการประจำรถ) จะต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (0 mg%) ในระหว่างการให้บริการเป็นจำนวนร้อยละ 100
      • 3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานอื่นๆ บูรณาการปฏิบัติงาน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำกฎหมายที่มีอยู่มาใช้บังคับอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุ จากการเดินทางของประชาชน
    • 1.3 ภาพรวมของแผนคมนาคมปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2554 ของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ดังนี้
      • 1) แผนงานการให้บริการและอำนวยความสะดวก ได้แก่
        • 1.1) การจัดบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ
          • 1.1.1) บริษัท ขนส่ง จำกัด เพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งรถขาขึ้นและขาล่องระหว่างวันที่ 8 - 18 เมษายน 2554 รวม 73,896 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1,831,448 คน
          • 1.1.2) การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดเดินขบวนรถไฟพิเศษเพิ่มในเส้นทางสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เที่ยวไป จัดเพิ่ม 21 ขบวน สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มได้ประมาณ 42,000 คน และเที่ยวกลับ จัดเพิ่ม 17 ขบวน สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มได้ประมาณ 38,000 คน รวมปริมาณการรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลได้จำนวน 119,000 คน/วัน
          • 1.1.3) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารตลอดเทศกาลประมาณ 20,000 เที่ยว เพื่อรับส่งผู้โดยสารตามสถานีขนส่งและสถานีรถไฟ
          • 1.1.4) กรมทางหลวง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 8 เมษายน 2554 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 18 เมษายน 2554
          • 1.1.5) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษสายบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ระหว่างวันที่ 8 - 18 เมษายน 2554
          • 1.1.6) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มเที่ยวบินเสริมพิเศษในเส้นทางที่ประชาชนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เช่น เส้นทางบินกรุงเทพฯ - เชียงใหม่
          • 1.1.7) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพิ่มความถี่ในการให้บริการและจัดขบวนรถเพิ่มในช่วงเทศกาล
        • 1.2) การจัดตั้ง "ศูนย์คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข" เพื่อเป็นจุดบริการร่วมของกระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมการขนส่งทางบก) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวก/บริการประชาชนระหว่างการเดินทางในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
        • 1.3) การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักที่ ประชาชนใช้เดินทาง
        • 1.4) การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานี/อาคารรับ-ส่งผู้โดยสาร
        • 1.5) การจัดตั้งศูนย์วิทยุและโทรศัพท์สายด่วนของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด เพื่อการประสานการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
      • 2) แผนงานด้านความมั่นคง การเข้มงวดการสังเกตเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ และวางระบบการป้องกันพื้นที่ในความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนในการใช้บริการ
      • 3) แผนงานด้านความปลอดภัย ได้แก่ 3.1 การดำเนินโครงการ "ถนนสีขาว ถนนแห่งความ ปลอดภัย" ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่สำคัญในแผน "คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข"ตามโครงการ"2554 ปีแห่งความ ปลอดภัย" 3.2 มาตรการผู้ขับขี่/ผู้โดยสารปลอดภัย 3.3 มาตรการยานพาหนะปลอดภัย 3.4 มาตรการถนน/ทางปลอดภัย 3.5 มาตรการบังคับใช้กฎหมาย 3.6 การประชาสัมพันธ์
    • 1.4 การประสานงาน
      • 1) ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) ปฏิบัติหน้าที่เป็นศูนย์ประสานภารกิจด้านความปลอดภัยในระบบขนส่งของกระทรวงคมนาคม และขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเฝ้าระวังเหตุ และสำเนารายงานการปฏิบัติและสถิติการเกิดอุบัติเหตุให้ ศปภ.คค. ทุกวันในช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน 2554 ก่อนเวลา 08.00 น. ของวันถัดไปและเป็นผู้ประสานการให้บริการอำนวยความสะดวก บรรเทาและแก้ไขปัญหาการเดินทางแก่ประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงระหว่างวันที่ 8 - 18 เมษายน 2554
      • 2) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ให้บริการระบบการรายงานสภาพจราจรและบริหารจัดการอุบัติเหตุด้านการขนส่ง (TRAMS) แก่หน่วยงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และอำนวยความสะดวกในการจัดทำรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุประจำวัน ทั้งในภาครวมของกระทรวงคมนาคม ระดับกรม และระดับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค
    • 1.5 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ความสำคัญในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน ดังนี้
      • 1) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในเส้นทางสายหลักที่มีจุดเสี่ยง จุดอันตราย และโค้งอันตราย ดำเนินการจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจ เตือน ปรับปรุงแก้ไขบริเวณจุดอันตรายเป็นกรณีพิเศษ และติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎจราจรและลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
      • 2) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการควบคุมผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตร่างกายและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุ
      • 3) ให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทางพิเศษ (กรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย) เพิ่มมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็ว รวมถึงการพิจารณานำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ดำเนินการตรวจจับความเร็วของรถ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำในบริเวณเดียวกันและบริเวณที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะเดียวกัน
      • 4) การเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบก เช่น การควบคุมความเร็วของรถไม่ให้เกินอัตราที่กำหนดโดยเฉพาะรถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทาง การกวดขันการใช้งานรถผิดประเภท เช่น การบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากท้ายรถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง เป็นต้น
      • 5) ลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณที่เป็นคอขวด โดยดำเนินการเร่งรัดการก่อสร้าง การคืนพื้นผิวจราจร ประสานและจัดกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก รวมทั้งประชาสัมพันธ์เส้นทางการเดินทางต่างๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับประชาชน
      • 6) จัดตั้ง "ศูนย์คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข" เพื่อเป็นจุดบริการร่วมของกระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมการขนส่งทางบก) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชนระหว่างการเดินทาง ประกอบด้วย
        • 6.1) จุดให้บริการ 12 จุด ณ ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนี้ (1) ศูนย์บริการทางหลวงชัยนาท จังหวัดชัยนาท (ช่วง กม. 133+504 ขาล่อง) (2) ศูนย์บริการทางหลวง OTOP นครชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร (ช่วง กม. 449+437 ขาล่อง) (3) ศูนย์บริการทางหลวงขุนตาน จังหวัดลำปาง (ช่วง กม. 19+350 ขาขึ้น) (4) สถานีบริการน้ำมัน ป.ต.ท. อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (ช่วง กม. 92+200 ขาขึ้น และช่วง กม. 94+700 ขาล่อง) (5) บริเวณพื้นที่หน้าป้อมตำรวจทางหลวง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (ช่วง กม. 291+128 ขาล่อง) (6) บริเวณสี่แยกปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ (ช่วง กม. 138+100 ขาขึ้น) (7) บริเวณทางเลี่ยงเมืองอำเภอลำปลายมาศ (หนองผะองค์) จังหวัดบุรีรัมย์ (ช่วง กม. 91+012 ขาล่อง) (8) หมวดการทางชะอำ จังหวัดเพชรบุรี (ช่วง กม. 185+947 ขาล่อง) (9) ศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ (ช่วง กม. 431+400 ขาขึ้น/ขาล่อง) (10) บริเวณสี่แยกเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ช่วง กม. 225+842 ขาล่อง) (11) จุดตรวจสี่แยกควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (ช่วง กม. 0+655 ขาขึ้น) (12) บริเวณบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา (ช่วง กม. 873+700 ขาล่อง)
        • 6.2) จัดตั้งจุดพักรถ (Rest Area) ในเส้นทางสายหลัก 9 แห่ง ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 1 จ.กำแพงเพชร ทางหลวงหมายเลข 11 จ.พิษณุโลก ทางหลวงหมายเลข 2 จ.นครราชสีมา ทางหลวงหมายเลข 226 จ.บุรีรัมย์ ทางหลวงหมายเลข 4 จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.สุราษฎร์ธานี ทางหลวงหมายเลข 41 จ.นครศรีธรรมราช ทางหลวงหมายเลข 3 และหมายเลข 344 จ.ระยอง เพื่อให้รถโดยสารประจำทางและรถโดยสารเช่าเหมาคันหยุดพักรถ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้บริการจุดพักรถ เพื่อป้องกันการง่วงอ่อนเพลียขณะขับขี่ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
      • 7) กำกับดูแลให้ผู้ประจำรถโดยสารสาธารณะ (พนักงานขับรถ พนักงานประจำรถ นายตรวจ ผู้ให้บริการประจำรถ) จะต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (0 mg%) โดยต้องจัดคนขับใหม่ทดแทน กรณีมีการตรวจพบว่ามีแอลกอฮอล์เกินกำหนด ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายทั้งจำและปรับ เจ้าของรถโดยสารจะถูกพิจารณาโทษด้วย
      • 8) รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเลือกใช้รถโดยสารเช่าเหมาคัน (รถหมวด 30, 31) ที่มีความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาล
      • 9) รณรงค์ให้ผู้ขับขี่ตรวจสภาพความพร้อมของรถก่อนขับขี่ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับขี่ทางไกล
  2. รายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งในความรับผิดชอบประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดยเปรียบเทียบกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2553 และสถิติอุบัติเหตุเฉพาะการขนส่งทางถนนเปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคม 2554 กับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดยใช้ข้อมูลจากศูนย์ปลอดภัยคมนาคม และระบบ TRAMS จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ณ วันที่ 11 มีนาคม 2554 เวลา 09:00 น.
    • 2.1 สถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดยเปรียบเทียบกับสถิติการเกิด อุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2553
      สาขาการขนส่ง อุบัติเหตุที่รับรายงาน (ครั้ง) ผู้บาดเจ็บ (ราย) ผู้เสียชีวิต (ราย)
      ก.พ.53 ก.พ.54 เปรียบเทียบ ก.พ.53 ก.พ.54 เปรียบเทียบ ก.พ.53 ก.พ.54 เปรียบเทียบ
      ถนน 868 505 -41.8% 678 550 -18.9% 146 99 -32.2%
      จุดตัดรถไฟกับถนน 13 16 +18.8% 35 19 -45.7% 3 1 -66.7%
      ทางน้ำ 2 3 +33.3% 1 5 +400.0% 1 8 +700.0%
      ทางอากาศ 0 1 +100.0% 0 0 0% 0 0 0%
      รวม 883 525 -40.5% 714 574 -19.6% 150 108 -28.0%
      • จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากภาคการขนส่งในความรับผิดชอบ เปรียบเทียบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2553 กับปี 2554 พบว่า ในภาพรวมของทุกสาขาการขนส่งมีจำนวนครั้งของสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงเฉลี่ยร้อยละ 40.5 จำนวนผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 19.6 และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 28.0 และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พบว่า การเกิดอุบัติเหตุทางถนนยังคงสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง ซึ่งจากสถิติข้างต้น อุบัติเหตุทางถนน เดือนกุมภาพันธ์ 2554 พบว่า เกิดขึ้นสูงถึงร้อยละ 96.2 เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่น มีผู้บาดเจ็บร้อยละ 95.8 และมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 91.7 โดยการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีจำนวนครั้ง จำนวนผู้บาดเจ็บ และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลง เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยเส้นทางตรงยังคงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจรและไม่ปลอดภัย ได้แก่ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด และการตัดหน้ากระชั้นชิด ยังคงเป็นมูลเหตุสันนิษฐานสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนดมีสถิติที่ลดลงร้อยละ 37 และการตัดหน้ากระชั้นชิด มีสถิติลดลงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปี 2553 นอกจากนี้ ประเภทรถที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์
    • 2.2 สถิติอุบัติเหตุเฉพาะการขนส่งทางถนนเปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคม 2554 กับเดือนกุมภาพันธ์ 2554
      ข้อมูลอุบัติเหตุ ม.ค. 54 ก.พ. 54 รวม (ม.ค. - ก.พ. 54)
      อุบัติเหตุ (ครั้ง) 1,121 505 (-55.0%) 1,626
      ผู้เสียชีวิต (ราย) 201 99 (-50.7%) 300
      ผู้บาดเจ็บ (ราย) 1,127 550 (-512%) 1,677
      • สถิติอุบัติเหตุการขนส่งทางถนนเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เกิดอุบัติเหตุรวม 505 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 550 ราย และผู้เสียชีวิต 99 ราย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ และจำนวนผู้เสียชีวิต ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2554
  3. ความก้าวหน้าในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน
    • 3.1 กรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมความพร้อมของผู้ขับขี่ไม่ให้เมาสุรา (แอลกอฮอล์เป็นศูนย์) โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2554 ได้ดำเนินการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับรถสาธารณะ จำนวน 178,771 ราย ตรวจพบผู้กระทำผิดซึ่งมีแอลกอฮอล์ในเลือดแต่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำนวน 1 ราย สำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ได้ดำเนินการลงโทษโดยการสั่งห้ามขับ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย
    • 3.2 กรมทางหลวงชนบท ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยงานทางให้กับประชาชนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท และประชาชนที่มีจิตสาธารณะ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ได้ดำเนินการฝึกอบรมจำนวน 95 คน ทำให้มีประชาชนที่ได้รับการฝึกอบรมตั้งแต่ดำเนินโครงการฯ (ปี 2549) รวม 6,896 คน
  4. การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนนในระยะต่อไป
    • 4.1 ให้กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และบริษัท ขนส่ง จำกัด ยังคงดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากรถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเน้นในเรื่องการตรวจสอบพฤติกรรมความพร้อมของผู้ขับขี่ไม่ให้เมาสุรา (แอลกอฮอล์เป็นศูนย์)
    • 4.2 ให้หน่วยงานด้านงานทางเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังและอำนวยความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการพิจารณานำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประกอบการดำเนินการ การติดตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ/รถขนส่งวัตถุอันตราย เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนี้
    • 4.2.1 ให้กรมทางหลวงชนบท ดำเนินการติดตั้งกล้อง CCTV บริเวณสะพาน และอุโมงค์ในความรับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งไปแล้วจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 และอุโมงค์วงแหวงเชียงใหม่
    • 4.2.2 ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตั้งกล้อง CCTV และ กล้องตรวจจับความเร็วในสายทางความรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งกล้อง CCTV ไปแล้วจำนวน 272 ตัว และจะดำเนินการติดตั้งเพิ่มหากสำรวจพบจุดเสี่ยง จุดอันตราย หรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุสูง เพิ่มเติม ส่วนในด้านการดำเนินการติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมทางเทคนิค (Technical Feasibility Study) โดยได้ติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วในสายทางนำร่องสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ เพื่อสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการกำหนดจุดที่เหมาะสมในการติดตั้ง โดยพิจารณาความเหมาะสมทั้งทางด้านมาตรฐานทางวิศวกรรม การบังคับใช้กฎหมาย การให้การศึกษา/ประชาสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเหมาะสมทางด้านการเงินและทางด้านเศรษฐศาสตร์ มาประกอบการตัดสินใจบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็ว รวมถึงการพิจารณานำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ดำเนินการตรวจจับความเร็วของรถ
  5. โครงการสำคัญที่ดำเนินการตลอดปี 2554 เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
    • กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เร่งรัดดำเนินโครงการสำคัญตามแผน "คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข" อันได้แก่ โครงการถนนสีขาว ถนนแห่งความปลอดภัย โครงการถนนเพื่อชุมชน และโครงการถนนสีเขียวเพื่อชาวดอย โดยโครงการเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าประสงค์ของแผนฯ ทั้งในด้านลดความสูญเสียจากการเดินทาง และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน อันส่งผลให้เกิดการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
    • 5.1 โครงการ "ถนนสีขาว ถนนแห่งความปลอดภัย"
    • มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุในถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ โดยการบริหารจัดการและปรับปรุงถนนตามหลักวิศวกรรมจราจรและงานทาง ซึ่งกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จะดำเนินการให้มี "ถนนสีขาว ถนนแห่ง ความปลอดภัย" ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนสายทางที่จะดำเนินการ มีดังนี้ กรมทางหลวง ดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบ ทั่วประเทศจำนวน 104 แขวงการทาง รวม 109 สายทาง กรมทางหลวงชนบท ดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศจำนวน 75 จังหวัด รวม 75 สายทาง
    • 5.2 โครงการถนนเพื่อชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจของชุมชน โดยคัดเลือกจากชุมชนที่มีสภาพทางเศรษฐกิจยังไม่เข้มแข็ง และกำหนดระยะของโครงการในช่วงกิโลเมตรที่มีชุมชนตามแนวสายทาง ซึ่งกรมทางหลวงจะดำเนินการจำนวน 85 พื้นที่ ใน 38 จังหวัด
    • 5.3 โครงการถนนสีเขียวเพื่อชาวดอย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในพื้นที่สูง (ชาวดอย) มีความสะดวก ปลอดภัย ร่นระยะเวลาในการเดินทาง และสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว โดยกรมทางหลวงชนบทอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อกำหนดสายทางที่จะดำเนินการ

แต่งตั้ง


42. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

  1. นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล รองอธิบดีกรมศุลกากร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิชาการศุลกากรทรงคุณวุฒิ) กรมศุลกากร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553
  2. นายบุญชัย พิทักษ์ดำรงกิจ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ภาษีสรรพสามิต (นักวิชาการสรรพสามิตทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพสามิต ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2553

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้ง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม) ทั้งนี้ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เสนอแต่งตั้งนายธีรวุฒิ บุณยโสภณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหาร สมศ. แทน นายสมนึก พิมลเสถียร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการในสังกัด จำนวน 3 ราย ให้ดำรงตำแหน่งดังนี้

  1. แต่งตั้ง นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
  2. แต่งตั้ง นายประพัฒน์ วนาพิทักษ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. แต่งตั้ง นายพสุ โลหารชุน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ให้คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเสนอ จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์ ครบวาระในวันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน
  2. นายจิตติชัย แสงทอง และ นายอภิชัย เตชะอุบล ครบวาระในวันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  3. นายประกิจ พลเดช ครบวาระในวันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม
  4. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ครบวาระในวันที่ 24 มีนาคม 2554 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม
  5. เรืออากาศเอก สุริยะ ศึกษากิจ ครบวาระในวันที่ 24 มีนาคม 2554 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม

ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี