สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
11 มกราคม 2554

วันนี้ (วันอังคารที่ 11 มกราคม 2554) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและการได้รับประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินเพื่ออุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
  2. เรื่อง รายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
  3. เรื่อง แผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด (เพิ่มเติม)
  4. เรื่อง ระบบสารสนเทศการประชุมคณะรัฐมนตรีแบบอิเล็กทรอนิกส์
  5. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ครั้งที่ 10/2553
  6. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553
  7. เรื่อง ขอปรับปรุงโครงสร้างกรบสอบสวนคดีพิเศษ
  8. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2553 (ครั้งที่ 133)
  9. เรื่อง การดำเนินงานโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  10. เรื่อง ปัญหาขาดแคลนผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบ
  11. เรื่อง สถานการณ์และราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์ม
  12. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2553)
  13. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2 ที่ครบกำหนดในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553
  14. เรื่อง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 และเรื่อง รายงานผลกระทบความเสียหายกรณีการตัดไม้จากการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์)
  15. เรื่อง การรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการควบคุมและรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อป้องกันยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU

สังคม

  1. เรื่อง แผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554-2555
  2. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในงาน "6 วัน 63 ล้านความคิด" ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน
  2. เรื่อง เอกสารสำคัญที่จะมีการรับรองในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10
  3. เรื่อง การประดับธงอาเซียน
  4. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและพัฒนาความร่วมมือของตำรวจ

การศึกษา

  1. เรื่อง มาตรการภาษีสำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น
  2. เรื่อง แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาขององค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนของปี 2553 (มกราคม-พฤศจิกายน)
  2. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานตามแผน "คมนาคมปลอดภัย เทศกาลปีใหม่ 2554"

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
    2. เลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย)
    3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
    4. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)
    5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
    6. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
    7. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
    8. แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    9. องค์ประกอบคณะกรรมการฝ่ายไทยในคณะกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษา ไทย - อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ประจำปี 2554

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. เพิ่มเติมนิยามคำว่า "กองทุน" คำว่า "สมาคมกีฬา" และคำว่า "สมาคมกีฬาจังหวัด"และได้แก้ไขนิยามคำว่า "พนักงาน" โดยตัดผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยออก (ร่างมาตรา 3)
  2. กำหนดให้การกีฬาแห่งประเทศไทยมีอำนาจในการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (ร่างมาตรา 4)
  3. กำหนดเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเพิ่มปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกำหนดให้คณะรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้อีกไม่เกินห้าคน (ร่างมาตรา 5)
  4. กำหนดเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกีฬาจังหวัด โดยเพิ่มนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกสมาคมกีฬาจังหวัด และผู้แทนเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัด เป็นกรรมการ และกรรมการอื่น ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบเอ็ดคน โดยในจำนวนนั้นจะต้องเป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มิใช่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคนและผู้แทนองค์กรเอกชนภายในจังหวัดจำนวนสองคน และได้กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงาน กกท. จังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ และเลขาธิการสมาคมกีฬาจังหวัดเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (ร่างมาตรา 8)
  5. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติขึ้นใน กกท. เพื่อเป็นทุนสำหรับการส่งเสริม การพัฒนา การ คุ้มครอง และสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬารวมตลอดถึงเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานของกองทุน (ร่างมาตรา 10)
  6. กำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองสมาคมกีฬา การขออนุญาต และการอนุญาตให้เป็นสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนด และกำหนดให้ กกท. มีอำนาจเพิกถอนการรับรองที่ให้ไว้แก่สมาคมกีฬาได้ในกรณีที่สมาคมนั้นไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนด (ร่างมาตรา 14)
  7. กำหนดให้ความผิดในหมวด 9 เป็นความผิดอันยอมความได้ (ร่างมาตรา 21)
  8. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีตามกฎหมายเดิม และเพื่อความต่อเนื่องในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ได้กำหนดให้มีการเร่งรัดการออกกฎหมายลำดับรอง ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (ร่างมาตรา 22- ร่างมาตรา 28)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ให้มีความหมายครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวหรือมีเหตุผลความจำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
  2. กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาชิกสภาท้องถิ่น มีสิทธิได้รับและใช้บัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย (ร่างมาตรา 4 เพิ่มเติมมาตรา 4/1)
  3. กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีบัตรประจำตัวตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีกฎหมายกำหนดให้ออกบัตรประจำตัวให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่ต้องมีบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
    • กำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สอดคล้องกับการแก้ไขบทนิยามคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ"
    • กำหนดให้ผู้มีอำนาจออกบัตรฯ อาจมอบหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองปฏิบัติการแทนได้
    • (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 7)
  4. กำหนดให้บัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ให้คงใช้ได้ต่อไปจนถึงวันที่บัตรนั้นหมดอายุ (ร่างมาตรา 6)
  5. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งยังไม่เคยมีบัตรประจำตัวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 7)

3. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและการได้รับประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและการได้รับประโยชน์ตอบแทนจากทรัพยากรชีวภาพ พ.ศ. .... ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (คกอ. 6) ได้ตรวจพิจารณาแล้ว

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดบทนิยาม "การเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ" "หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย" "หน่วยงานของรัฐที่ครอบครองทรัพยากรชีวภาพ" "ชุมชนท้องถิ่น" "หนังสืออนุญาต" และ "ข้อตกลง" (ร่างข้อ 3)
  2. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองทรัพยากรชีวภาพซึ่งมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพไว้โดยเฉพาะ จะอนุญาตให้มีการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพได้ เมื่อได้รับคำขอรับหนังสืออนุญาตเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพตามแบบที่ กอช. กำหนด และได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ (ร่างข้อ 4)
  3. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ได้รับคำขอ ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหรือหลักฐานและรายละเอียดต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ในกรณีที่เอกสารหรือหลักฐานและรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบเพื่อดำเนินการภายในเวลากำหนด (ร่างข้อ 5)
  4. กำหนดให้ในกรณีที่มีการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพใดมีแหล่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้หน่วยงานของรัฐที่ได้รับคำขอสอบถามความเห็นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีหน้าที่ให้ความเห็น ทั้งนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาคำขอรับหนังสืออนุญาต (ร่างข้อ 6)
  5. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ได้รับคำขอรับหนังสืออนุญาตพิจารณาคำขอรับหนังสืออนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำขอรับหนังสืออนุญาตหรือนับแต่วันที่ได้รับเอกสารหรือหลักฐานและรายละเอียดต่าง ๆ ถูกต้องครบถ้วน แล้วแต่กรณี (ร่างข้อ 7)
  6. กำหนดให้ข้อตกลงต้องระบุถึงความตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ได้ออกหนังสืออนุญาตกับผู้ได้รับหนังสืออนุญาตเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย สิทธิและประโยชน์ตอบแทนในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพไม่ว่าจะคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ ที่หน่วยงานของรัฐ ผู้ได้รับอนุญาตและชุมชนท้องถิ่นพึงจะได้รับ ค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามกฎหมาย (ร่างข้อ 11)
  7. กำหนดเนื้อหาในข้อตกลงที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์ และข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์ (ร่างข้อ 12 - ร่างข้อ 13)
  8. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ออกหนังสืออนุญาตทำความตกลงกับผู้ได้รับหนังสืออนุญาตเกี่ยวกับการรายงานความก้าวหน้าในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพข้อตกลงตามระยะเวลาที่จะตกลงกัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 เดือนต่อหนึ่งครั้งและการรายงานผลการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพเมื่อหนังสืออนุญาตสิ้นผล (ร่างข้อ 14)
  9. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ออกหนังสืออนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบติดตาม และกำกับดูแล ให้ผู้ได้รับหนังสืออนุญาตปฏิบัติตามข้อตกลงโดยเคร่งครัด และรายงานความก้าวหน้าในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพตามข้อตกลงให้ กอช.ทราบตามระยะเวลาที่ กอช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินหกเดือนต่อหนึ่งครั้ง รวมทั้งรายงานผลการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพให้ กอช. ทราบ เมื่อหนังสืออนุญาตสิ้นผล (ร่างข้อ 14)

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ

ข้อเท็จจริง

สำนักงานศาลยุติธรรม รายงานว่า โดยที่เป็นการสมควรย้ายที่ตั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดภูเก็ต เพื่อกระจายที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาคไปยังส่วนภูมิภาคอันเป็นการอำนวยความสะดวกและความยุติธรรมให้แก่ ประชาชนในส่วนภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง โดยกำหนดวันเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป และโดยที่มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ. 2532 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาคขึ้น ส่วนจำนวนและที่ตั้งจะอยู่ ณ ที่ใด มีเขตศาลเพียงใดและจะเปิดทำการเมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

ปรับปรุงแก้ไขมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้งเขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2548 โดยย้ายที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดภูเก็ต และกำหนดวันเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป


เศรษฐกิจ


5. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินเพื่ออุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้คงกรอบวงเงินอุดหนุนบริการสาธารณะประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 1,174.711 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการเงินอุดหนุนบริการสาธารณะ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ การใช้จ่ายงบประมาณการกู้เงินภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าวให้เป็นไปตามความเห็นชองสำนักงบประมาณและให้การประปาส่วนภูมิภาครับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เกี่ยวกับการจัดทำระบบบัญชีโดยแยกบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายของการให้บริการเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมไปดำเนินการต่อไปได้


6. เรื่อง รายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
  2. มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นผู้ติดตามกำกับดูแลการดำเนินงานขององค์การมหาชน 3 แห่ง ซึ่งจะต้องดำเนินการปรับปรุงองค์กรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 คือ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สาระสำคัญของรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ขององค์การมหาชน ประกอบด้วย

  1. กรอบการประเมินผลและการกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานขององค์การมหาชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
กรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ตัวชี้วัด น้ำหนัก
(ร้อยละ)
มิติที่ 1 มิติด้านประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน

แสดงถึงผลลัพธ์ ผลสำเร็จ หรือความสามารถขององค์การมหาชนในการบรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงานตามที่ได้กำหนดไว้ และบรรลุพันธกิจยุทธศาสตร์ และเป้าประสงค์ขององค์การมหาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน

ตัวชี้วัดและน้ำหนักขึ้นกับวัตถุประสงค์การดำเนินงานยุทธศาสตร์และพันธกิจของแต่ละองค์การมหาชน
60
มิติที่ 2 มิติด้านคุณภาพการให้บริการ

แสดงการให้ความสำคัญกับผู้รับบริการในการบริการที่มีคุณภาพ สร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ

โดยมีตัวชี้วัดร่วมที่ประเมินผลทุกองค์การ ได้แก่ ระดับความสำเร็จของการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการ 10+A
(10)
มิติที่ 3 มิติด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน

แสดงความสามารถหรือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

โดยมีตัวชี้วัดร่วมที่ประเมินผลทุกองค์การ ได้แก่ ระดับความสำเร็จของการจัดทำต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต 10+B
(10)
มิติที่ 4 มิติด้านการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาองค์การ

แสดงความสามารถในการก้าวสู่อนาคตหรือการเตรียมพร้อมบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความพร้อมในการสนับสนุนยุทธศาสตร์และพันธกิจขององค์การ

โดยมีตัวชี้วัดร่วมที่ประมินผลทุกองค์การ ได้แก่ ระดับการพัฒนาด้านการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาองค์การ 10+C
(10)
น้ำหนักรวม 100

หมายเหตุ (1) A,B,C หมายถึง น้ำหนักที่เกิดจากการเจรจาความเหมาะสมกับองค์การมหาชนในมิติที่ 2,3,4
(2) การให้น้ำหนักร้อยละ 60 ในมิติที่ 1 เนื่องจากต้องการมุ่งเน้นที่ประสิทธิผลของการปฏิบัติงานเป็นหลัก

  1. หลักการ
    โดยที่การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงาน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการเจรจาข้อตกลงและประเมินผลองค์การมหาชนซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นผู้เจรจาความเหมาะสมของค่าเป้าหมายความสำเร็จตามตัวชี้วัด น้ำหนัก และเกณฑ์การให้คะแนน โดยคำนึงถึงภารกิจหลัก และยุทธศาสตร์ขององค์การมหาชนที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารองค์การมหาชน ประกอบกับ องค์การมหาชนแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์การจัดตั้ง วิสัยทัศน์ ภารกิจหลัก ยุทธศาสตร์ รวมทั้งระยะเวลาการจัดตั้งที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้การกำหนดค่าเป้าหมายความสำเร็จตามตัวชี้วัด น้ำหนัก และเกณฑ์การให้คะแนน รวมถึงประเภทของตัวชี้วัดในแต่ละองค์การมหาชนมีความแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดขององค์การมหาชนที่จัดตั้งใหม่จะเน้นตัวชี้วัดประเภทปัจจัยนำเข้าหรือกระบวนการ ในขณะที่ตัวชี้วัดขององค์การมหาชนที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง จะเน้นตัวชี้วัดประเภทผลผลิตและผลลัพธ์ ดังนั้น การกำหนดตัวชี้วัดขององค์การมหาชน แต่ละแห่ง จึงมีลักษณะเป็นการเฉพาะ ไม่สามารถนำผลการประเมินไปใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับองค์การมหาชนอื่น ๆ โดยตรง
  2. ภาพรวมผลการประเมิน
    ผลการปฏิบัติงานขององค์การมหาชนทั้งหมด จำนวน 21 แห่ง มีผลการปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะในมิติที่ 1 มิติด้านประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน ซึ่งมุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์ ผลสำเร็จ หรือความสามารถขององค์การมหาชนในการบรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงานตามที่ได้กำหนดไว้ และบรรลุพันธกิจ ยุทธศาสตร์ และเป้าประสงค์ขององค์การมหาชนเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน
    ทั้งนี้ หากพิจารณาจำแนกองค์การมหาชนตามระยะการจัดตั้งซึ่งส่งผลต่อการกำหนดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และเกณฑ์การให้คะแนนดังที่กล่าวข้างต้น อาจสรุปผลการประเมินขององค์การมหาชนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มที่ 1 องค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติองค์การมหาชนเมื่อปี พ.ศ. 2542 จำนวน 6 แห่ง ซึ่งการจัดตั้งองค์การมหาชนดังกล่าว มีการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งเป็นอย่างดี ทำให้องค์การมหาชนกลุ่มนี้มีพัฒนาการในการดำเนินงานที่ตรงกับวัตถุประสงค์การจัดตั้ง การกำหนดตัวชี้วัดจะมุ่งเน้นในลักษณะที่เป็นผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) ในสัดส่วนที่มากกว่าองค์การมหาชนอื่น ทำให้คะแนนขององค์การมหาชนในกลุ่มนี้จะไม่สูงมาก ดังนี้
ที่ องค์การมหาชน วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 27 ก.ค. 2543
2 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 25 ส.ค. 2543
3 โรงพยาบาลบ้านแพ้ว 11 ก.ย. 2543
4 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 2 พ.ย. 2543
5 สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 3 พ.ย. 2543
6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร 15 พ.ย. 2543
ที่ องค์การมหาชน วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
7 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา 30 พ.ค. 2544
8 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ 27 ก.ย. 2545
9 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 14 มี.ค. 2546
10 สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน 25 มี.ค. 2546
11 องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2 มิ.ย. 2546
12 สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ 23 ก.ย. 2546
13 ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 31 ต.ค. 2546
14 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ 31 ธ.ค. 2546
15 สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ 4 พ.ค. 2547
16 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน 16 พ.ค. 2548
17 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 2 ก.ย. 2548
18 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 14 ต.ค. 2548
19 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ 20 เม.ย. 2549
ที่ องค์การมหาชน วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
20 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก 6 ก.ค. 2550
21 สำนักพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ 16 ก.ค. 2550
  1. สรุปผลคะแนนและ Best Practice ตัวชี้วัดร่วม
    ผลการประเมินของตัวชี้วัดร่วม 3 ตัวชี้วัด สรุปได้ดังนี้
    • (1) องค์การมหาชนที่เป็นตัวอย่างที่ดีของตัวชี้วัดร้อยละของระดับความพึงพอใจในการให้บริการ คือ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง โดยได้รับความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 90.96
    • (2) องค์การมหาชนที่เป็นตัวอย่างที่ดีของตัวชี้วัดระดับการพัฒนาด้านการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาองค์การ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศโดยได้รับคะแนน 4.7324
    • (3) องค์การมหาชนที่เป็นตัวอย่างที่ดีของตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการจัดทำตันทุนต่อหน่วยผลผลิต พบว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากเกณฑ์การประเมินเป็นลักษณะของการวัดขั้นตอนการดำเนินการ เมื่อองค์การมหาชนดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนก็จะได้คะแนนสูง อีกทั้งแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการยังไม่มีความชัดเจนในการเชื่อมโยงจากผลการวิเคราะห์ตันทุนต่อหน่วยที่ดำเนินการมาทั้งหมด โดยเป็นกิจกรรมในลักษณะทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตัวชี้วัดนี้
  2. ปัจจัยสนับสนุน ปัญหาอุปสรรค ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน สรุปได้ดังนี้
    • (1) ปัจจัยสนับสนุน พบว่า องค์การมหาชนที่สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง การมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์มหาชน การมีโครงสร้างองค์กรและระบบบริหารจัดการที่เป็นระบบและคล่องตัว รวมทั้งการมีระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลที่ดี มีการเก็บเอกสารอ้างอิงที่เป็นระบบและการกำหนดผู้กำกับดูแลตัวชี้วัด/ผู้จัดเก็บข้อมูลของแต่ละตัวชี้วัดอย่างทางการ
    • (2) ปัญหาอุปสรรค พบว่า องค์การมหาชนที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ มีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความล่าช้าในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น เนื่องจากหน่วยงานอื่นมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
    • (3) ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบคำรับรองการปฏิบัติงาน มีดังนี้
      • (3.1) ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสำนักงาน ก.พ.ร.
        • (3.1.1) คณะกรรมการขององค์การมหาชนแต่ละแห่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและกำกับการทำงานขององค์การมหาชนให้สนองตอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ จึงสมควรกำกับ ดูแลให้องค์การมหาชนดำเนินการให้บรรลุตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
        • (3.1.2) จากการเปลี่ยนแป
        • (3.1.3) องค์กาลงผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ดังนั้น องค์การมหาชนจึงสมควรมีกระบวนการในการถ่ายโอนงานและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการตามตัวชี้วัดเพื่อลดความเสี่ยงของการไม่บรรลุเป้าหมายรมหาชนที่ได้รับผลกการประเมินอยู่ในระดับสูง จึงสมควรพัฒนาต่อยอดโดยการสร้างนวัตกรรมเพื่อการการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรืออาจใช้แนวทางที่เป็นตัวอย่างที่ดี (Best Practice) เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ ในระดับนานาชาติเพื่อให้สามารถเทียบเคียงมาตรฐานระดับสากลต่อไป
        • (3.1.4) องค์การมหาชนที่มีขนาดใหญ่อาจพิจารณานำระบบประเมินภายใน (Internal Performance Agreement : IPA) ที่มีการถ่ายทอดค่าเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับองค์กรสู่บุคคลในระดับผู้จัดการมาใช้ และนำผลการประเมินที่ได้มาใช้ในการพิจารณาจัดสรรสิ่งจูงใจ เป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่จะมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
        • (3.1.5) องค์การมหาชนสมควรชี้แจงรายละเอียดของการปฏิบัติงาน มาตรการที่ได้ดำเนินการ วิธีการจัดเก็บข้อมูล และระบุปัจจัยสนับสนุนหรือปัญหา อุปสรรคต่อการดำเนินงาน รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานและเป็นแนวทางในการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานในอนาคต
      • (3.2) ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะขององค์การมหาชน
        • (3.2.1) ระบบการวัดและประเมินผล เป็นสิ่งที่จำเป็นแต่สำหรับองค์การมหาชนในปัจจุบันถูกตรวจสอบ วัดและประเมินผลจากหน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น สำนักงาน ก.พ.รสำนักงบประมาณ และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งหน่วยงานผู้ตรวจสอบจะพัฒนาหลักแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ที่แตกต่างกันตามแนวทางของตนให้องค์กรผู้ถูกประเมินนำมาใช้ปฏิบัติทำให้เป็นภาระแก่องค์การมหาชน ดังนั้น หน่วยงานผู้ตรวจสอบสมควรประสานงานและพัฒนาวิธีการวัดและประเมินผลร่วมกันและวัดผลการดำเนินงานหลักๆ ที่สะท้อนภาพรวมขององค์การเท่านั้น
        • (3.2.2) ตัวชี้วัดในลักษณะบังคับ ที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการตามตัวชี้วัด เช่น การสำรวจความพึงพอใจโดยผู้ประเมินภายนอก สมควรมีการแจ้งให้องค์การมหาชนอย่างเป็นทางการก่อน ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่จะมีการวัดและประเมินผลเพื่อให้สามารถเตรียมการจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับการดำเนินการจริง
        • (3.2.3) ตัวชี้วัดระดับการพัฒนาด้านการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาองค์การ มีจำนวนและรายละเอียดในการวัดและการประเมินผลมากเกินไป จึงสมควรปรับให้มีจำนวนประเด็นการวัดย่อยให้เหลือเฉพาะประเด็น หลัก ๆ เท่านั้น
  3. ผลการประเมินองค์การมหาชน 3 แห่ง ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552
    ในการประชุม ก.พ.ร. ครั้งที่ 6/2553 วันที่ 13 กันยายน 2553 มีมติให้สำนักงาน ก.พ.ร. ติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 (เรื่อง สรุปผลการประเมินองค์การมหาชนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552) และเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นผู้ติดตามกำกับดูแลต่อไป ซึ่งสรุปผลการประเมินได้ดังนี้
    • 6.1 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (สคพ.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
      • สคพ. จัดตั้งเพื่อให้การศึกษาอบรมและค้นคว้าวิจัย เพื่อส่งเสริมการค้าและการพัฒนา และดำเนินกิจกรรมอื่นที่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับ สคพ. มีผลการประเมินที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ผลการปฏิบัติงานในภาพรวมของ สคพ. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์จัดตั้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามจากสังคมอีกหลายประการถึงความสำคัญและการคงอยู่ขององค์กร เนื่องจาก สคพ.ไม่ได้ให้บริการแก่ ประชาชนไทยโดยตรง ผลการปฏิบัติงานจึงยังไม่อาจระบุให้ชัดเจนถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่สังคมไทยเท่าใดนัก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรมหาชนอื่น ๆ นอกจากนี้ อังค์ถัดซึ่งเป็นผู้ร่วมทำความตกลงให้จัดตั้ง สคพ. ไม่มีความชัดเจนในการสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นให้แก่ สคพ. ส่งผลให้ สคพ. ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจัดการศึกษาและฝึกอบรมให้แก่ประเทศในเอเชียและภูมิภาคอื่น จึงเป็นประเด็นที่น่าพิจารณาทบทวนเป็นอย่างยิ่งในเชิงนโยบายทางการเมืองถึงการจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนของสถาบันระหว่างประเทศประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นองค์กรรูปแบบอื่นเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐ หรือไม่ และโดยที่ ภารกิจของ สคพ. ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านการค้าระหว่างประเทศ การเงิน การคลังและการพัฒนาแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียนั้น มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์และสอดคล้องกับภารกิจของทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวคือ ภารกิจด้านวิชาการและการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรสอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการค้า สอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ กอปรกับประทรวงการต่างประเทศก็เป็นหน่วยงานที่ดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับอังค์ถัด ดังนั้น การย้ายสังกัดของ สคพ. ไปอยู่ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีอื่นจึงเป็นประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาหารือ
    • 6.2 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) สังกัดกระทรวงการคลัง
      • สพพ. จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านวิชาการและการเงิน ตามประกาศของคณะกรรมการบริหารสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยอำนาจหน้าที่ สามารถโอนไปสังกัด กระทรวงการคลังหรือกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการจัดหาเงินช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน หรือเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สพพ. มุ่งเน้นการดำเนินงานไปที่การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประเทศเพื่อนบ้าน และการรวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย มาตรการความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนและความคุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศในอนาคตแล้วพบว่า การดำเนินการของ สพพ. สามารถให้ผลตอบแทนแก่ประเทศได้
    • 6.3 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
      • อพท. จัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานการบริหารและพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงบูรณาการ โดยดำเนินการในพื้นที่พิเศษที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ แต่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับ การพิสูจน์ถึงผลสำเร็จของการดำเนินงาน สืบเนื่องจาก ปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทในการดำเนินงานในฐานะผู้ประสานการบริหารจัดการ และการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่พิเศษซึ่งไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และการขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของพื้นที่และ/หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ อพท. เลือกดำเนินงานในเรื่องการปฏิบัติที่สามารถเห็นผลงานเชิงรูปธรรมได้มากกว่า แต่กลับนำไปสู่ปัญหาความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 เห็นชอบการปรับปรุงภารกิจด้านการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ โดยให้พัฒนา "ต้นแบบ" การบริหารจัดการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว โดยเลือกพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวตามประเภทของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับบทบาท หรือปรับปรุง อพท. ในระยะยาวต่อไป
    • สำนักงาน ก.พ.ร. ได้เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้นำรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติงานขององค์การมหาชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมติที่ประชุม ก.พ.ร. ครั้งที่ 8/2553 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ต่อไป

7. เรื่อง แผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดเพิ่มเติม อีกจำนวน 15 โครงการ และอนุมัติงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นภายในวงเงินจำนวน 255.72565 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการดังกล่าว โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจัดทำรายละเอียดโครงการและขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณโดยตรงต่อไป ตามที่คณะอนุกรรมการติดตามรายงานผลการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยองเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะอนุกรรมการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมิคณะรัฐมนตรี (ปคค.) ได้พิจารณาแล้ว เห็นสมควรนำโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมอีกจำนวน 15 โครงการ วงเงินรวม 255.72565 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. แผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด (เพิ่มเติม) ประกอบด้วย 3 โครงการ วงเงินรวม 174.29265 ล้านบาท ดังนี้
ลำดับ ชื่อโครงการ หน่วยงาน วงเงิน
(ล้านบาท)
1.1 โครงการตรวจสุขภาพประชาชนและเฝ้าระวังโรคของประชาชนในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง ปีงบประมาณ 2554 กระทรวงสาธารณสุข 30.29265
1.2 โครงการก่อสร้างขยายเขตจำหน่ายน้ำประปา (ส่วนเพิ่มเติม) พื้นที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง การประปาส่วนภูมิภาค 78.00
1.3 โครงการก่อสร้างขยายเขตจำหน่ายน้ำประปา (ส่วนเพิ่มเติม) พื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดและเทศบาลเมืองบ้านฉาง จังหวัดระยอง การประปาส่วนภูมิภาค 66.00
  1. แผนงานเร่งด่วนเพื่อลดและขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง ตามประเด็นเสนอแนะของคณะอนุกรรมการเติมเต็มทางเทคนิคเพื่อลดและขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง ภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบด้วย 11 โครงการ วงเงินรวม 77.9330 ล้านบาท ดังนี้
ลำดับ ชื่อโครงการ หน่วยงาน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

กรมควบคุมมลพิษ

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

สำนักงานนโยบายและ
แผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและ
แผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ
กรมอนามัย

กระทรวงสาธารณสุข

กรมอนามัย

สำนักงานนโยบายและ
แผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ
กรมอนามัย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

วงเงิน
(ล้านบาท)
2.1 โครงการปรับปรุงแผนปฏิบัติการตอบโต้ ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response Plan : ERP) ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง 2.50
2.2 โครงการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดระยอง 12.00
2.3 โครงการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศและสารสนเทศภูมิศาสตร์แหล่งกำเนิดมลพิษทางด้านกลิ่นรบกวนจากโรงงาน อุตสาหกรรมในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 6.10
2.4 โครงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) พื้นที่อำเภอเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดระยอง 7.843
2.5 โครงการพัฒนากลไกการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบและประเมินการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 8.00
2.6 โครงการจัดทำแนวทางการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 5.00
2.7 โครงการพัฒนาระบบเครือข่ายข้อมูลบริการสุขภาพ เพื่อนำไปใช้ประกอบกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมของจังหวัดระยอง 15.00
2.8 โครงการควบคุมและเฝ้าระวังสภาวการณ์สุขาภิบาลอาหารและน้ำ พื้นที่จังหวัดระยอง ปี 2554 3.65
2.9 โครงการพัฒนาและเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 5.00
2.10 โครงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพ 11.84
2.11 โครงการจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี (Good Engineering Practice: GEP) สำหรับการใช้หอเผาไหม้ (Flare) ในโรงงานอุตสาหกรรม 1.00
  1. โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสำรวจออกแบบเพื่อก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง บริเวณหาดน้ำรินและหาดพยูน เทศบาลตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง (สำหรับโครงการก่อสร้างกำแพงดินเสริมเหล็ก หาดพยูน และหาดน้ำริน : โครงการเร่งด่วนภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 - 2556)วงเงิน 3.5 ล้านบาท ดังนี้
ลำดับ ชื่อโครงการ หน่วยงาน วงเงิน
(ล้านบาท)
3.1 โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสำรวจออกแบบเพื่อก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง บริเวณหาดน้ำรินและหาดพยูน เทศบาลตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เทศบาลตำบลบ้านฉาง 3.5

 


8. เรื่อง ระบบสารสนเทศการประชุมคณะรัฐมนตรีแบบอิเล็กทรอนิกส์

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอทั้ง 2 ข้อดังนี้

  1. รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และแนวทางการดำเนินงานในขั้นต่อไป ของระบบ CABNET
  2. เห็นชอบการนำระบบ CABNET มาใช้กับหน่วยงานทั้งหมดตามโครงการ โดยให้ปฏิบัติงานด้วยระบบ CABNET อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานในการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี (ปี 2532 ) ระบบสารบรรณอัตโนมัติเพื่อใช้ในการติดตามสถานภาพเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ปี 2532) ระบบจัดทำวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีในรูปแบบ CD เพื่อลดเอกสาร (ปี 2544) ระบบการประชุมคณะรัฐมนตรีทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) (ปี 2546) และ ล่าสุดคือระบบ CABNET ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศสนับสนุนภารกิจของคณะรัฐมนตรีในกระบวนการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนการเสนอเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี การจัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี การแจ้งระเบียบวาระการประชุมและส่งเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี การแจ้งมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลคณะรัฐมนตรี โดยหน่วยงานที่ใช้ระบบมีจำนวน 37 หน่วยงาน
  2. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เริ่มดำเนินโครงการจัดการระบบ CABNET ในปี 2549 โดยจ้างที่ปรึกษาโครงการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ระบบสารสนเทศการประชุมคณะรัฐมนตรีแบบอิเล็กทรอนิกส์ และต่อมาได้ดำเนินการพัฒนาระบบ CABNET ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2552 - พฤศจิกายน 2553 ด้วยงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2549 สำหรับเป็นค่าจ้างที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายของโครงการจำนวน 76,414,400 โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการเชื่อมต่อเครือข่ายและพัฒนาระบบจนมีความพร้อมใช้งานแล้ว และมีการทดสอบการใช้งานกับหน่วยงานนำร่อง 12 หน่วยงาน ในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2553 มีการทดลองปฏิบัติงานกับหน่วยงานนำร่องในช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน 2553 รวมทั้งชี้แจงการใช้ระบบกับหน่วยงานทั้งหมดในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2553

9. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ครั้งที่ 10/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ครั้งที่ 10/2553
  2. เห็นชอบตามมติของคณะกรรมการฯ ดังนี้
    • 2.1 มอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (กค.) ตรวจสอบความชัดเจนของข้อกฎหมายที่รองรับหรือให้อำนาจการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) สำหรับการดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และแนวทางการจัดสรรเงินกู้ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
    • 2.2 เห็นควรให้กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาดำเนินการ ดังนี้
      • 2.2.1 โครงการที่ได้ดำเนินการและเบิกจ่ายแล้ว ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการในด้านผลลัพธ์หรือผลสำเร็จของโครงการตามดัชนีชี้วัดที่กำหนดไว้
      • 2.2.2 โครงการที่ยังไม่ได้ขอรับจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณ (สงป.) และโครงการที่ยังไม่เริ่มดำเนินการควรพิจารณายกเลิกโครงการและนำเงินมาใช้ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งมีความเร่งด่วนก่อน
      • 2.2.3 โครงการที่ขอขยายระยะเวลาการขอรับจัดสรรเงินจาก สงป. และขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการออกไปเกินกว่าปี 2555 ควรตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวได้มีการผูกพันสัญญาไว้แล้วหรือไม่ หากยังไม่มีการผูกพันสัญญาควรพิจารณานำเงินมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งมีความเร่งด่วนก่อน และหากเป็นโครงการที่มีวงเงินลงทุนสูงควรพิจารณาทางเลือกในการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือจัดสรรงบประมาณดำเนินการจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า

  1. คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมครั้งที่ 10/2553 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 โดยพิจารณาเรื่อง ความก้าวหน้าของเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (DPL) และความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว ดังนี้
    • 3.1 ความก้าวหน้าของเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (DPL) คณะกรรมการฯ มีความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการกู้เงิน DPL ว่าคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบในร่างสัญญาเงินก็ DPL วงเงินรวม 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เสนอโดย กค. (มติคณะรัฐมนตรี 27 เมษายน 2553) ซึ่งระบุวัตถุประสงค์หนึ่งในการใช้เงินกู้ดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รวมทั้งได้นำเสนอความก้าวหน้าของเงินกู้ DPL ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบแล้ว กค. ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีกฎหมายรองรับหรือให้อำนาจการใช้เงินกู้ดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หรือไม่ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากโดยปกติการใช้จ่ายเงินจะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภา และต้องมีกฎหมายรองรับและควรเสนอวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และแนวทางการจัดสรรเงินกู้ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปด้วย
    • 3.2 ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว คณะกรรมการฯ มีความเห็นสรุปได้ ดังนี้
      • 3.2.1 โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว มีการเบิกจ่ายเงินกู้ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 1,916.42 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับจัดสรร 2,490.56 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 76.95 โดยการดำเนินโครงการประสบปัญหาอุปสรรค เกิดความล่าช้า เนื่องจาก
        • 1) การดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวที่มีวงเงินลงทุนสูง และอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน จำเป็นต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่
        • 2) บางโครงการจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ป่าตามธรรมชาติ จึงสามารถใช้เพียงแรงงานคนเพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อม
        • 3) หน่วยงานที่ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านการออกแบบอาคารขนาดใหญ่และด้านธุรกิจการตลาด
      • 3.2.2 โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต วงเงินลงทุน 2,600 ล้านบาท ของกรมธนารักษ์ กค. ที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการขอรับจัดสรรเงินจาก สงป. และการลงนามในสัญญาเป็นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 และขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการเป็นภายในปี 2557 (มติคณะรัฐมนตรี 27 เมษายน 2553) จะทำให้ กค. ต้องกู้เงินมาไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลาถึง 2 - 4 ปี ก่อนที่จะมีการเบิกจ่ายจริงควรตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวได้มีการผูกพันสัญญาไว้แล้วหรือไม่ โดยหากยังไม่มีการผูกพันสัญญาควรพิจารณานำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งมีความเร่งด่วนก่อน และอาจพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณปี 2556 - 2557 ให้แก่โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ในภายหลังหรือพิจารณาทางเลือกในการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการแทน
      • 3.2.3 แนวทางการดำเนินการสำหรับโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 สาขาพัฒนาการท่องเที่ยวสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
        • 1) โครงการที่ได้ดำเนินการและเบิกจ่ายแล้ว ควรติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการในด้านผลลัพธ์หรือผลสำเร็จของโครงการตามดัชนีชี้วัดที่กำหนดไว้
        • 2) โครงการที่ยังไม่ได้ขอรับจัดสรรเงินจาก สงป. และโครงการที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ ควรพิจารณายกเลิกโครงการและนำเงินมาใช้ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งมีความเร่งด่วนก่อน
        • 3) โครงการที่ขอขยายระยะเวลาการขอรับจัดสรรเงินจาก สงป. และขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการออกไปเกินกว่าปี 2555 ควรตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวได้มีการผูกพันสัญญาไว้แล้วหรือไม่ หากยังไม่มีการผูกพันสัญญาควรพิจารณานำเงินมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งมีความเร่งด่วนก่อน และหากเป็นโครงการที่มีวงเงินลงทุนสูงควรพิจารณาทางเลือกในการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือจัดสรรงบประมาณดำเนินการจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

10. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 (เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยให้จัดตั้งสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นหน่วยงานเฉพาะในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจภูธรภาค 1 และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกและโยกย้ายข้าราชการตำรวจในสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน ส่วนเรื่องสถานที่และงบประมาณในการดำเนินการนั้น ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอรับการสนับสนุนจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ข้อเท็จจริง

ตช. รายงานผลสรุปได้ ดังนี้

  1. ตช. ได้มีบันทึกเรียน รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาฯ ขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 โดยสรุปดังนี้
    • 1.1 เรื่องการจัดตั้งสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสังกัดกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักการของการกำหนดโครงสร้างการจัดส่วนราชการของ ตช. และเจตนารมณ์ของกฎหมายแห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 ถึง ตำรวจภูธรภาค 9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยปฏิบัติงานหลักของ ตช. ในการรับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในรูปแบบของสถานีตำรวจพื้นที่ ส่วนกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานปฏิบัติงานหลัก (สถานีตำรวจพื้นที่) ที่มุ่งเน้นการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยมีบทบาทเป็นเพียงผู้ช่วยสนับสนุนในงานด้านต่าง ๆ ของสถานีตำรวจพื้นที่ เช่น ประสานงานหน่วยงานหรือองค์กรต่างประเทศ หรือช่วยในด้านความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ เป็นต้น
    • 1.2 เรื่องสถานที่และงบประมาณดำเนินการ ตช. ได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นมีความเหมาะสม เพียงขอเปลี่ยนแปลงผู้รับงบประมาณจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวเป็นตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนร่างบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กับ ตช. นั้น ตช. จะได้ดำเนินการแก้ไขให้เกิดความรัดกุมและสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่พิเศษ ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ จำเป็นต้องมีหน่วยงานเฉพาะที่ขึ้นตรงกับส่วนกลางรับผิดชอบกำกับดูแล ประกอบกับเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากทุกส่วนราชการและหน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว จึงเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีความเหมาะสมแล้ว สำหรับประเด็นที่เสนอมาเป็นเรื่องที่ ตช. จะต้องบริหารจัดการและเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายรัฐบาล ด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ จึงให้ ตช. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน และรายงานความคืบหน้าให้ทราบภายใน 30 วัน

ตช. รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติได้มีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ที่อนุมัติหลักการให้จัดตั้งสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสังกัดกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดตั้งสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจภูธรภาค 1


11. เรื่อง ขอปรับปรุงโครงสร้างกรบสอบสวนคดีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีภารกิจเกี่ยวกับการป้องกันการปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใช้วิธีการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดให้แบ่งส่วนราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็น 17 สำนักและมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 3 ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 14 และร่างข้อ 16 ถึงร่างข้อ 20)
  3. กำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 4 ถึงร่างข้อ 5)
  4. กำหนดให้สำนักคดีอาญาพิเศษ 1-3 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานด้านป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือระบบเศรษฐกิจของประเทศ หรือผู้กระทำความผิดที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม ตามรายชื่อกฎหมายที่อธิบดีประกาศกำหนด รวมทั้งดำเนินคดีพิเศษนอกราชอาณาจักรตามที่ได้รับมอบหมาย (ร่างข้อ 15 (1))

12. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2553 (ครั้งที่ 133)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้

ร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี

  1. เห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี และให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรีกับผู้ลงทุนต่อไป โดยมีเงื่อนไขดังนี้
    • (1) โครงการฯ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) ตามกระบวนการข้อตกลงของประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขง (Agreement on the Cooperative for the Sustainable Development of the Mekong River Basin 5 April 1995) แล้ว
    • (2) ร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขร่างสัญญาฯ ดังกล่าว ที่ไม่ใช่สาระสำคัญของสัญญาฯ ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาเสนอขอความเห็นชอบจาก กพช. อีก ทั้งนี้ให้กระทรวงพลังงานและกฟผ. เปิดเผยข้อมูลโครงการนี้ต่อสาธารณะชน
  2. เห็นชอบให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรีใช้เงื่อนไขการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมประเทศไทย และดำเนินการที่กรุงเทพฯ โดยใช้ภาษาไทย และเมื่อ กพช. ให้ความเห็นชอบแล้วให้นำเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป
  3. เห็นชอบให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในการรักษาระดับราคาขายปลีกนั้นดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตรเป็นการชั่วคราวประมาณ 2-3 เดือน โดยมอบหมายคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รับไปดำเนินการ และถ้าหากราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ และเงินกองทุนน้ำมันฯ ในวงเงิน 5,000 ล้านบาทไม่เพียงพอ ให้กระทรวงการคลังและกรวงพลังงานร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม และให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้การพิจารณาต่อไป
  4. เห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาก๊าซ LPG ด้านการจัดหา โดยเพิ่มแรงจูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันนำก๊าซ LPG ที่จำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และใช้ในกระบวนการกลั่น (Own Used) มาจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับประชาชนและเพิ่มการผลิตก๊าซ LPG ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ดังนี้

หลักเกณฑ์การคำนวณราคาก๊าซ LPG ของโรงกลั่น

LPGwt =   (333xQ1) + (CPxQ2)
  (Q1 + Q2)

 โดยที่

LPGwt คือ ราคาก๊าซ LPG ณ โรงกลั่นของโรงกลั่น ($/Ton) ราคาเป็นรายเดือน
CP คือ ราคาประกาศเปโตรมิน ณ ราสทานูรา ซาอุดิอาระเบียเป็นสัดส่วนระหว่างโพรเพนกับบิวเทน 60 ต่อ 40 ($/Ton) ราคาเป็นรายเดือน
Q1 คือ ปริมาณที่จำหน่ายให้กับภาคครัวเรือน/ขนส่ง/อุตสาหกรรม กำหนดให้คงที่ 34,069 ตัน/เดือน
Q2 คือ ปริมาณที่จำหน่ายให้กับปิโตรเคมีและ Own Used กำหนดให้คงที่ 107,977 ตัน/เดือน

หลักเกณฑ์การคำนวณอัตราเงินชดเชยราคาก๊าซ LPG ของโรงกลั่น

X =    (LPGwt - 333) x Ex
  1,000

โดยที่

X คือ อัตราเงินชดเชยราคาก๊าซ LPG ของโรงกลั่น (บาท/กก.)
Ex คือ อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายให้ลูกค้าธนาคารทั่วไป ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังในเดือนที่ผ่านมา

โดยมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รับไปดำเนินการพิจารณาในรายละเอียดต่อไปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและปตท. รับไปดำเนินการศึกษาจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้า LPG ในอนาคต เช่น ท่าเรือ คลัง และระบบขนส่ง เป็นต้น


13. เรื่อง การดำเนินงานโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงาน ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาของโครงการระบบขนส่งมวลชนทางราง
  2. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เพื่อพิจารณาเรื่องการบริหารจัดการในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และแบริ่ง-สมุทรปราการ ให้เกิดความชัดเจนเพื่อดำเนินการต่อไป
  3. อนุมัติให้ รฟม. โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2552 ของโครงการศึกษาและออกแบบโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายวงแหวนรอบในตามแนวถนนรัชดาภิเษก จำนวน 400 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจากค่าจ้างที่ปรึกษาฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จำนวน 34.154 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินงานช่วงก่อนการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ จำนวน 140 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี จำนวน 210 ล้านบาท

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคม รายงานว่า โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย โครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ และโครงการที่อยู่ระหว่างจัดเตรียมโครงการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยสรุปสถานะโครงการต่าง ๆ ดังนี้

  1. โครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ
    • 1.1 โครงการที่เปิดให้บริการแล้ว จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการระบบรถไฟขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง (Airport Rail Link) ซึ่งเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 โดยเก็บค่าโดยสารในอัตราพิเศษ 15 บาทต่อเที่ยวสำหรับรถไฟฟ้าธรรมดาสุวรรณภูมิ (City Line) และ 100 บาทต่อเที่ยวสำหรับรถไฟฟ้าด่วนสุวรรรรณภูมิ (Express Line) พบว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึงระดับ 43,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าธรรมดาสุวรรณภูมิ 42,200 คนต่อวัน และผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าด่วนสุวรรรรณภูมิ 800 คนต่อวัน ทำให้จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 35,400 คนต่อวัน และ 27,900 คนต่อวันในช่วงวันหยุด ซึ่งเป็นปริมาณผู้โดยสารที่ใกล้เคียงกับประมาณการ ทั้งนี้ เมื่อระบบ Check-in สำหรับผู้โดยสารสายการบินที่สถานีมักกะสันเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2554 แล้ว จะเก็บค่าโดยสารในอัตราปกติ คือ รถไฟฟ้าธรรมดาสุวรรณภูมิ 15-45 บาทต่อเที่ยวตามระยะทาง และรถไฟฟ้าด่วนสุวรรณภูมิ 150 บาทต่อเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริมาณผู้โดยสารโดยเฉพาะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าด่วนสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อบริหารจัดการเดินรถ Airport Link แล้ว
    • 1.2 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานโยธาและประกวดราคา จำนวน 4 โครงการ ดังนี้
    • 1) โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานโยธา คืบหน้าร้อยละ 36.00 (ช้ากว่าแผนร้อยละ 8.68) (สิ้นเดือนกันยายน 2553) คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2558
    • 2) โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต อยู่ระหว่างการประกวดราคา โดยมีกำหนดยื่นข้อเสนอในเดือนธันวาคม 2553 คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2558
    • 3) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานโยธา คืบหน้าร้อยละ 7.31 (แผนร้อยละ 7.93) (สิ้นเดือนกันยายน 2553) และ รฟม. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและรับจ้างดำเนินกิจการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำร่างประกาศเชิญชวนและขอบเขตการดำเนินงาน คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2559
    • 4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และช่วงหัวลำโพง-บางแค อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้รับจ้างงานโยธาซึ่งคณะกรรมการ รฟม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 มีมติอนุมัติให้ รฟม. ว่าจ้างผู้รับจ้างสัญญาที่ 1-5 วงเงินรวม 51,747.62 ล้านบาท โดยได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 มีมติรับทราบผลการประกวดราคางานโยธา สัญญาที่ 1-5 และให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาดำเนินการตรวจสอบและกำกับติดตามการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามข้อกฏหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันค่าเงินบาท ได้มีอัตราที่แข็งขึ้นกว่าช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินโครงการฯ ไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 กระทรวงคมนาคมจึงควรรับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการเจรจาต่อรองกับผู้ประกอบการในขั้นการจัดทำสัญญาให้สะท้อนกับค่าเงินบาทในปัจจุบันด้วย สำหรับงานคัดเลือกผู้รับจ้างงานระบบรถไฟฟ้ากระทรวงคมนาคมได้นำเสนอ สศช. พิจารณารายงานการศึกษารูปแบบการลงทุนและการเดินรถในลักษณะ PPP-Gross Cost ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2559
    • 1.3 โครงการที่เตรียมเปิดการประกวดราคา รวม 2 โครงการ ประกอบด้วย
    • 1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ อยู่ระหว่างเตรียมการประกวดราคางานโยธา โดย รฟม. อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน สำหรับงานคัดเลือกผู้รับจ้างงานระบบรถไฟฟ้า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอ สศช. พิจารณารายงานศึกษารูปแบบการลงทุนและการเดินรถในลักษณะ PPP-Gross Cost ตามขั้นตอนว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2558
    • 2) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ อยู่ระหว่างเตรียมการประกวดราคา สำหรับงานคัดเลือกผู้รับจ้างงานระบบรถไฟฟ้า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอ สศช. พิจารณารายงานศึกษารูปแบบการลงทุนและการเดินรถในลักษณะ PPP-Gross Cost ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2558
  2. โครงการที่อยู่ระหว่างจัดเตรียมโครงการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
    เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมของโครงการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 ที่เห็นชอบแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการในระยะ 10 ปีแรก (เปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2562) ประกอบด้วยโครงการที่ต้องเร่งจัดเตรียม รวม 7 โครงการ ดังนี้
    • 1) โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อยู่ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2558
    • 2) โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างปรับปรุงรายงาน EIA ตามข้อเสนอของ สผ. คาดว่าเปิดให้บริการ พ.ศ. 2559
    • 3) โครงการระบบรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานกรุงเทพ (Airport Rail Link ส่วนต่อขยาย) ช่วงพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ สนข. อยู่ระหว่างปรับปรุงรายงาน EIA ตามข้อเสนอของ สผ.
    • 4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-คูคต ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จอยู่ระหว่าง สผ. พิจารณารายงาน EIA ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติก่อสร้างโครงการต่อไป
    • 5) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นแล้วเสร็จ โดยสำนักงบประมาณได้อนุมัติให้ รฟม. โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 ของโครงการศึกษาและออกแบบฯ โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าสายวงแหวนรอบในตามแนวถนนรัชดาภิเษก จำนวน 400 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าจ้างที่ปรึกษาฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ จำนวน 34.154 ล้านบาท
    • 6) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ แบ่งแผนดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่
    • ระยะที่ 1 ช่วงเตาปูน-อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ (1.5 กิโลเมตร) โดย รฟม. ได้วางแผนก่อสร้างให้แล้วเสร็จพร้อมกับการเปิดใช้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2557 ระยะที่ 2 ช่วงอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ - วังบูรพา เพื่อความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด ในการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะที่ 3 ช่วงวังบูรพา-ราษฎร์บูรณะ
    • โดยคณะกรรมการ รฟม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 มีมติเห็นชอบในหลักการกรอบวงเงินค่าจ้างที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานช่วงก่อนการก่อสร้างโครงการฯ จำนวน 140 ล้านบาท (ทบทวนความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) ในส่วนโครงสร้างยกระดับ และออกแบบกรอบรายละเอียด (Definitive Design) ในส่วนโครงสร้างใต้ดิน จัดทำเอกสารประกวดราคา และดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535)
    • 7) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี แบ่งแผนดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางกะปิ ระยะที่ 2 ช่วงบางกะปิ- มีนบุรี ระยะที่ 3 ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม
    • โดยคณะกรรมการ รฟม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 มีมติเห็นชอบในหลักการกรอบวงเงินค่าจ้างที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานช่วงก่อนการก่อสร้างโครงการฯ จำนวน 210 ล้านบาท (ศึกษา/ทบทวนความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) สำหรับโครงสร้างยกระดับ และออกแบบกรอบรายละเอียด (Definitive Design) สำหรับโครงสร้างใต้ดิน จัดทำเอกสารประกวดราคา และดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535)
  3. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข
    • 3.1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่
    • 1) การปรับแบบเพื่อเป็นสถานีร่วมระหว่างสถานีวัดพระศรีมหาธาตุของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ กับสถานีอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี
    • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และ รฟม. ได้ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาการใช้พื้นที่สำนักงานเขตบางเขนเพื่อก่อสร้างโครงการ เนื่องจาก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แจ้ง รฟม. ว่าไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ จึงได้พิจารณาปรับปรุงการออกแบบสถานีวัดพระศรีมหาธาตุของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวฯ กับสถานีอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ ให้เป็นสถานีร่วม (Interchange Station) บริเวณอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยได้ดำเนินการปรับแบบสถานีร่วมดังกล่าวแล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายงาน EIA เสนอ สผ. พิจารณาต่อไป
    • 2) หน่วยงานเจ้าของโครงการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535
    • มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 เห็นชอบในหลักการของการต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม จากช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร เป็น 18.4 กิโลเมตร และยกเลิกศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) บริเวณด้านทิศใต้ของสนามบินดอนเมือง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 และให้มีศูนย์ซ่อมบำรุงบริเวณตำบลคูคตแทน โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (รฟม.) ดำเนินการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการ การเดินรถ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายให้เกิดประสิทธิภาพเหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุด ในการให้บริการต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งในคราวประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 มีมติมอบหมายให้ สนข. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ รายงานความเห็นของที่ประชุม และจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสีย ในเรื่องการดำเนินการตามข้อเสนอของ กทม. เสนอประธานอนุกรรมการฯ ทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาเสนอ คจร. ต่อไป โดยที่ประชุมได้พิจารณาในประเด็นเรื่องความเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการตามข้อเสนอของ กทม. ซึ่งต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ที่มีรายละเอียดกำหนดไว้ชัดเจน โดยมีประเด็นพิจารณา ดังนี้
      • 1) กทม. อ้างสิทธิการบริหารจัดการในฐานะเจ้าของโครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 ที่เห็นชอบให้ กทม. รับผิดชอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงอ่อนนุช-สำโรง
      • 2) ในขณะที่ รฟม. ได้ดำเนินการตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการฯ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
        • มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เห็นชอบในหลักการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ ระบบตัวรถ และให้บริการ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของพ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 อย่างเคร่งครัด และให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (สายสีเขียว) ช่วงแบริ่ง-สำโรง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ โดยให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานประสานเพื่อดำเนินการศึกษาออกแบบรายละเอียด และจัดทำเอกสารประกวดราคา สำหรับเตรียมการก่อสร้างต่อไป
        • มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 รับทราบมติคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 ซึ่งมีมติมอบหมายให้ รฟม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งสองช่วงดังกล่าว
          • 1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 อนุมัติให้ รฟม. ดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ กรอบวงเงินรวมประมาณ 40,322 ล้านบาท
          • 2) รฟม. อยู่ระหว่างนำเสนอรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณานำเสนอสศช. ตามขั้นตอนต่อไป
      • ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบและชัดเจนในเรื่องหน่วยงานเจ้าของโครงการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 จึงเห็นสมควรเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องหน่วยงานเจ้าของโครงการให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการต่อไป

14. เรื่อง ปัญหาขาดแคลนผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแก้ไขปัญหาขาดแคลนผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. สถานการณ์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มปี 2553 และแนวโน้ม ปี 2554
    • 1) ด้านการผลิตและการใช้
      • ผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2553 ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 14 ในขณะที่ความต้องการใช้ช่วงเวลาดียวกันเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.00 ส่งผลให้สต็อก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2553 ลดลงเหลือ 80,065 ตันน้ำมันปาล์มดิบ หรือลดลงร้อยละ 42
      • เดือนมกราคม 2554 คาดว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันจะมีปริมาณ 646,632 ตันทะลาย หรือเทียบเท่ากับ 109,927 ตันน้ำมันปาล์มดิบ เมื่อรวมกับสต็อก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2553 จะมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น 189,993 ตัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ปริมาณ 111,000 ตันน้ำมันปาล์มดิบ (ใช้เป็นน้ำมันบริโภคภายในปริมาณ 76,000 ตัน ผลิตไบโอดีเซลปริมาณ 35,000 ตัน) คาดว่าจะมีสต็อกคงเหลือ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2554 ปริมาณ 78,993 ตันน้ำมันปาล์มดิบ มีปริมาณสต็อก ต่ำกว่าระดับปกติ 120,000 ตันต่อเดือน ปริมาณ 41,007 ตันน้ำมันปาล์มดิบ
    • 2) ราคาผลปาล์มและน้ำมันปาล์ม
      • (1) ราคาผลปาล์มสดที่เกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 5.17 บาท ในเดือนตุลาคม 2553 เป็นกิโลกรัมละ 6.68 บาท ในเดือนธันวาคม 2553
      • (2) ราคาน้ำมันปาล์มดิบขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 31.01 บาท ในเดือนตุลาคม 2553 เป็นกิโลกรัมละ 42.13 บาท ในเดือนธันวาคม 2553
      • (3) ราคาน้ำมันปาล์มดิบในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 28.49 บาท ในเดือนตุลาคม 2553 เป็นกิโลกรัมละ 35.22 บาท ในเดือนธันวาคม 2553
  2. ปัญหา
    • 1) โรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขาดแคลนน้ำมันปาล์มดิบในการผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบได้รับความเดือดร้อน และอาจต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม เช่น การลดการจ้างงาน การขาดแคลนสินค้าบริโภคและอุปโภค และการส่งออกเป็นต้น
    • 2) ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขาดทุน
  3. การแก้ไขปัญหาขาดแคลนผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบ
    • คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2554 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 มีมติแก้ไขปัญหาขาดแคลนผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบ ดังนี้
    • 1) ให้ความเห็นชอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไข (Crude Palm Olein) ปริมาณ 30,000 ตัน โดยนำเข้าให้เสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2554
    • 2) ให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าและจัดสรรให้สมาชิกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
    • 3) ให้ฝ่ายเลขานุการแจ้งมติ ข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้กระทรวงพาณิชย์เพื่อดำเนินการต่อไป และนำเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

15. เรื่อง สถานการณ์และราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์ม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การผลิตผลปาล์ม ปริมาณสต็อคน้ำมันปาล์มดิบและราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์ม พบว่า ในช่วงปลายปี 2553 มีปัญหาทั้งด้านปริมาณและราคา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ดังนี้

  1. สถานการณ์และราคาน้ำมันพืชปาล์ม
    • 1.1 ราคาวัตถุดิบ ได้แก่ ผลปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มดิบมีปริมาณลดลง และราคาโน้มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553 จาก กก. ละ 5.10 บาท และ 27.49 บาท เป็น กก. ละ 7.60 บาท และ 47.35 บาท ในเดือนธันวาคม 2553 เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการผลิต ประกอบกับเกิดภาวะภัยแล้งในช่วงต้นปี 2553 และน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้ผลผลิตปาล์มลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้ในภาคการบริโภค ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง การใช้ในภาคพลังงานทดแทนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ สต็อคคงเหลือน้ำมันปาล์มดิบของเดือนธันวาคม 2553 ลดลงอยู่ที่ประมาณ 80,000 ตัน จากปกติ ที่ควรอยู่ในระดับ 120,000-150,000 ตัน
    • 1.2 ราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์ม กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดราคาจำหน่ายปลีกแนะนำน้ำมันพืชปาล์มไว้ที่ขวดลิตรละ 38.00 บาท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 โดยวิเคราะห์จากราคาผลปาล์มที่ กก. ละ 3.50 บาท และน้ำมันปาล์มดิบที่ กก. ละ 22.50 บาท แต่จากการที่ราคาวัตถุดิบในปัจจุบันสูงขึ้นดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์มได้ในราคาที่กำหนดขวดลิตรละ 38.00 บาท
  2. การแก้ไขปัญหา
    • 2.1 กระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนหารือสถานการณ์ ปาล์มน้ำมันและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านปริมาณและราคา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 โดยที่ประชุมได้มีมติให้เสนอคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติพิจารณาให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบใส (Crude Palm Olein) ปริมาณ 30,000-50,000 ตัน ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และจัดสรรให้สมาชิกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มตามสัดส่วนการรับซื้อผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ ปี 2553 โดยจะต้องนำเข้าให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อราคาผลปาล์มในประเทศทั้งระบบ และให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชบริโภค เพื่อกำหนดราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลังสิ้นสุดระยะเวลาการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า (ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553)
    • ในการนี้ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ในคราวประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2554 เห็นชอบให้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบใส (Crude Palm Olein) จำนวน 30,000 ตัน โดยให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้า และให้นำเข้าให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคม 2554
    • 2.2 ได้มอบหมายให้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทำการตรวจสอบสต็อคน้ำมันปาล์ม พบว่า มี สต็อคน้ำมันพืชปาล์ม ที่ผลิตในช่วงก่อนเดือนตุลาคม 2553 (เป็นช่วงที่ราคาวัตถุดิบยังอยู่ในระดับปกติ) จึงได้แจ้งให้ผู้ประกอบการนำสต็อคสินค้าดังกล่าว ออกมาจำหน่าย ในราคาเดิมที่ขวดลิตรละ 38.00 บาท ซึ่งผู้ประกอบการได้นำน้ำมันพืชปาล์มออกจำหน่ายผ่าน ห้างธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ตลาดสดดีเด่น 5 แห่ง และที่กระทรวงพาณิชย์ ปริมาณประมาณ 2,000,000 ขวด (1 ลิตร) เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีความต้องการใช้มาก
    • 2.3 ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชบริโภค เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2554 เพื่อพิจารณากำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์มที่เหมาะสม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติทั้งในด้านปริมาณและราคา โดยวัตถุดิบน้ำมันปาล์มดิบถูกนำไปใช้ในส่วนของพลังงานทดแทนบางส่วน ซึ่งช่องทางนี้มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดูแลและให้การอุดหนุนอยู่ ส่วนในด้านของการนำมาใช้เพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอื่นไม่มีกองทุน ให้การสนับสนุน ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระเองทั้งหมด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในครั้งนี้จำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณากำหนดราคาจำหน่ายที่เหมาะสม พร้อมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
      • 2.3.1 การแก้ไขปัญหาระยะสั้น
        • (1) กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์มที่ขวดลิตรละ 47.00 บาท โดยใช้ราคาน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ตลาดมาเลเซีย ที่จะมีการนำเข้ามาเป็นฐานในการคำนวณที่ประมาณ กก.ละ 36.51 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้า กก.ละ 1.50 บาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2554 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 ราคาได้สูงขึ้นเป็นกก.ละ 38.54 บาท ทำให้ผู้ประกอบการจึงยังคงต้องรับภาระอยู่อีกบางส่วน ทั้งนี้คาดว่าเมื่อมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 30,000 ตัน ดังกล่าวแล้ว และในช่วงเดือนมีนาคม 2554 ผลผลิตจะออก สู่ตลาดมากขึ้น ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศน่าจะอ่อนตัวลง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาทบทวนการกำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์มอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2554
        • (2) การจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์มในห้างค้าปลีก กระทรวงพาณิชย์เจรจากับห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พิจารณาลดค่าใช้จ่ายในการกระจายน้ำมันพืชปาล์มเพื่อให้สามารถจำหน่ายในราคาไม่เกินขวดลิตรละ 47.00 บาท ในกรณีที่มีการตรวจพบว่า มีการจำหน่ายเกินขวดลิตรละ 47.00 บาท ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป
        • (3) เร่งรัดการนำเข้าตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเร่งรัดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบใสตามมติของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจำนวน 30,000 ตัน ภายในเดือนมกราคม 2554 และจัดสรรให้โรงสกัดโดยเร็ว เพื่อคลี่คลายปัญหาด้านปริมาณและราคาในปัจจุบัน
        • (4) กระทรวงพาณิชย์ ได้มีคำสั่งที่ 3/2554 ลงวันที่ 7 มกราคม 2554 แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณ (สต็อค) สถานที่จัดเก็บ และกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์ม โดยให้ พล.ต.ต. พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) เป็นประธานคณะทำงานฯ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน ทำหน้าที่ปฏิบัติงานออกตรวจสอบทั่วประเทศ เพื่อป้องปรามปัญหาการกักตุนและขายสินค้าเกินราคา กรณีพบการกระทำความผิดดังกล่าวจะดำเนินการตามกฎหมายทันที
      • 2.3.2 การแก้ไขปัญหาระยะยาว
        • (1) การจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันพืชปาล์ม ที่ประชุมมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ เพื่อให้ราคาน้ำมันพืชปาล์ม มีเสถียรภาพเช่นเดียวกับการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกลไกในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องในแนวทางการจัดตั้งกองทุนฯ พร้อมทั้ง ศึกษาวิธีปฏิบัติเพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ มิให้เกิดปัญหาด้านราคาดังเช่นปัจจุบัน
        • (2) การจัดระเบียบการค้าผลปาล์มเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า เห็นควรให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาจัดระเบียบผู้รับซื้อผลปาล์ม (ลานเท) ซึ่งมีจำนวนมากรายทำให้เกิดการแย่งซื้อผลปาล์มโดยให้ราคาสูงขึ้น รวมทั้ง มีพฤติกรรมในการใช้สารเคมี (ฟอร์มาลีน) ในการทำให้ผลปาล์มหลุดจากทะลาย ซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค โดยอาจจำเป็นต้องใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในการกำหนดระเบียบให้ปฏิบัติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และใช้อำนาจพระราชบัญญัติชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 เข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่งของลานเท
        • (3) การบริหารปริมาณสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่คล่องตัว โดยกำหนดให้มีปริมาณในระดับที่ 150,000 ตัน (Buffer Stock) และให้กระทรวงพาณิชย์เป็นแกนในการติดตามสถานการณ์ด้านปริมาณและกำหนดแนวทางในการรักษาระดับปริมาณน้ำมันปาล์มให้มีเสถียรภาพอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาการตึงตัวและราคาสูงผิดปกติ เนื่องจากสถานการณ์การผลิต และความต้องการใช้ของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยใช้เฉพาะการบริโภคอย่างเดียวมาใช้ในพลังงานทดแทนด้วย และเห็นว่าระดับสต็อคที่เหมาะสมควรเป็น 120,000 - 150,000 ตัน ในกรณีที่ปริมาณสต็อคน้ำมันปาล์มต่ำกว่าระดับ 120,000 ตัน ถือว่าสต็อคต่ำเข้าขั้นวิกฤต (Critical Stock) จำเป็นจะต้องให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มอย่างเร่งด่วน และเห็นควรบริหารให้มีสต็อคปกติ (Buffer Stock) ที่ระดับ 150,000 ตัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในระบบการจำหน่ายน้ำมันพืชปาล์ม ในประเทศ ทั้งในด้านการบริโภค ภาคอุตสาหกรรมและพลังงานทดแทน

16. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ประจำไตรมาสที่ 2 ของ ปี พ.ศ. 2553) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2553 (เมษายน - มิถุนายน) มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพพม่า) โดยมีมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษรวม 191,017 บาท แยกเป็นมูลค่าสินค้าที่ยกเว้นอากร 191,017 บาท และไม่พบมูลค่าสินค้าที่ลดหย่อนอากร ทั้งนี้ มีการนำเข้ารวมลดลงจากการเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2553 จำนวน 11,450,322 บาท


17. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2 ที่ครบกำหนดในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2 ที่ครบกำหนดในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 มีพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอน จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวนดังกล่าวทั้งจำนวน โดยกู้เงินระยะยาวโดยตั๋วสัญญาใช้เงิน อายุ 5 ปี จำนวน 2,000 ล้านบาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ย BIBOR ลบ Spread ร้อยละ 0.02 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยตั๋วสัญญาใช้เงิน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่มที่ 127 ตอนพิเศษ 132 ง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 แล้ว


18. เรื่อง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 และเรื่อง รายงานผลกระทบความเสียหายกรณีการตัดไม้จากการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์)

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2 ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ระหว่าง กม. ที่ 2+000 - กม. 10+100 (ถนนธนะรัชต์) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และผลกระทบจากการตัดต้นไม้บนไหล่ทาง เกี่ยวกับเรื่อง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 และเรื่อง รายงานผลกระทบความเสียหายกรณีการตัดไม้จากการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์) ตามที่ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ (นายวิเชียร กีรตินิจกาล) ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ รายงานว่า

  1. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว แล้วเห็นว่า ในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 และครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนได้ข้อมูลพียงพอที่จะสรุปถึงผลกระทบจากการตัดต้นไม้บนไหล่ทางของกรมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2 ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระหว่าง กม. ที่ 2 ถึง กม. ที่ 10 (ถนนธนะรัชต์) พร้อมทั้งได้จัดทำข้อเสนอแนะในการฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยในการพิจารณาตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาว่าตามมติคณะรัฐมนตรี ( 8 มิถุนายน 2553) กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ต้องยุติการดำเนินโครงการฯ ทั้งหมดทันทีหรือไม่ นั้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือขอหารือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 มายัง สลค. ซึ่ง สลค.ได้มีหนังสือตอบข้อหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปยัง คค.
  2. ผู้แทนกรมทางหลวงได้แจ้งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ทราบเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันนี้กรมทางหลวงได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2090 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2 ต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในช่วง กม. 2 + 000-กม. 10+100 (ถนนธนะรัชต์) เป็นถนน 4 ช่องจราจร พร้อมช่องทางรถจักรยานและไหล่ทางตามแผนฟื้นฟูสภาพภูมิทัศน์และระบบนิเวศที่ได้พิจารณาร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และจังหวัดนครราชสีมาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ในการประชุมครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในระหว่างดำเนินการปลูกต้นไม้ตามแผนฟื้นฟูต่อไป โดยในการดำเนินโครงการ ฯ ของกรมทางหลวงดังกล่าวประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินการของกรมทางหลวงโดยไม่มีการต่อต้านแต่อย่างใด

19. เรื่อง การรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการควบคุมและรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการควบคุมและรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU ครั้งที่ 3 ในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2553 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการควบคุมและรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU ครั้งที่ 3 ในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2553 โดยเป็นข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 สรุปได้ดังนี้

  1. ผลการดำเนิน
    • 1.1 ออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำไปแล้วจำนวน 3,274 ฉบับ (ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ 2,475 ฉบับ และใบรับรองการจับสัตว์น้ำแบบง่าย 799 ฉบับ) รวมน้ำหนักสินค้า จำนวน 14,711.51 ตัน คิดเป็นจำนวนสัตว์น้ำรวม 27,870.80 ตัน ออกเอกสารรับรองสินค้าประมงจับก่อนวันที่ 1 มกราคม 2553 จำนวน 6,515 ฉบับ ออกเอกสารรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ (สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ) จำนวน 834 ฉบับ
    • 1.2 แจกจ่ายสมุดบันทึกการทำการประมง (Logbook) ให้แก่เรือประมง จำนวน 5,623 ฉบับ ซึ่งได้รับ Logbook กลับคืน จำนวน 17,653 ฉบับ และบันทึกข้อมูลลงระบบรวม จำนวน 17,481 ฉบับ ส่วนการออก Mobile Unit เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนเรือประมงและอาชญาบัตร สามารถดำเนินการจดทะเบียนเรือได้ จำนวน 6,764 ลำ และบริการรับคำขอจดอาชญาบัตรได้ จำนวน 2,244 ลำ
    • 1.3 ทำการตรวจสอบสุขอนามัยท่าเรือประมง จำนวน 64 แห่ง ในจังหวัดชายแดนทะเลครบตามเป้าหมายที่วางไว้พร้อมทั้งได้ทำการคัดเลือกท่าเทียบเรือที่มีศักยภาพในการปรับปรุงปี 2554 ได้ทั้งหมด 20 ท่า ทำการกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยเรือประมงเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินสุขอนามัยเรือประมงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ได้จำนวนรวม 750 ลำ นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมินสุขอนามัยเรือประมงในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวมจำนวน 29 คน อบรมชาวประมง/เจ้าของเรือประมง จำนวน 725 คน และอบรมด้านสุขอนามัยให้แก่ผู้ประกอบการแพปลา องค์การสะพานปลา และท่าเทียบเรือ เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัด จำนวน 433 คน
    • 1.4 ดำเนินการประกวดราคาและจัดทำสัญญาเพื่อจัดจ้างทำระบบข้อมูลและการสร้างเครือข่ายข้อมูลการทำประมงของเรือประมงไทยในวงเงินจัดจ้างจำนวน 12,790,000 บาท โดยผู้รับจ้างเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2553 กำหนดแล้วเสร็จ 27 มิถุนายน 2554
    • 1.5 ศูนย์ประสานงาน IUU ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ในส่วนเกี่ยวข้องจากส่วนกลางเพื่อเดินสายชี้แจงแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดและสำนักงานประมงอำเภอรวมจำนวนทั้งสิ้น 9 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัด และได้ดำเนินการจัดการประชาสัมพันธ์โดยส่วนกลางเป็นสารคดีทางโทรทัศน์ 4 ตอน ทำสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปของโปสเตอร์ต่างๆ แผ่นพับ Roll up เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและแนวทางปฏิบัติให้แก่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
    • 1.6 จัดตั้งศูนย์ประสานงานการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (ศปส.) หรือศูนย์ IUU ภายในบริเวณกรมประมง กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยศูนย์ฯ ได้มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการเป็นประจำทุก 1 - 2 สัปดาห์
    • 1.7 ในการดำเนินการตามข้อ 1.1 - 1.6 ได้ใช้งบประมาณจากงบกลางฯ จำนวน 30,498,583 บาท โดยมีปัญหาและอุปสรรค พร้อมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดังนี้
ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไข
-ชาวประมงบางรายไม่ให้ความร่วมมือในการจดทะเบียนเรือประมงและขออาชญาบัตรทำการประมง -กรมประมงบูรณาการทำงานกับกรมเจ้าท่าในการออก Mobile Unit เร่งรัดการจดทะเบียนเรือประมงและอาชญาบัตรให้มากยิ่งขึ้น
-ประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบสัตว์น้ำมายังประเทศไทยเพื่อแปรรูปส่งออกไปยังสหภาพยุโรปโดยเฉพาะประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ยังไม่ได้แจ้ง Competent Authority (CA) ให้สหภาพยุโรปทราบ ทำให้ยังไม่สามารถออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้ -กรมประมงได้แจ้งไปยังสหภาพยุโรปให้ดำเนินการช่วยเหลือประเทศที่ยังไม่มี CA แล้ว และประสานกับหน่วยงานของประเทศดังกล่าว เพื่อรับทราบปัญหาและช่วยเหลือทางเทคนิคในเรื่องนี้ด้วย
-ประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบสัตว์น้ำมายังไทยบางประเทศ เช่น ไต้หวัน ส่งใบรับรองการจับสัตว์น้ำมาให้ผู้ประกอบการนำเข้าของไทยล่าช้ามาก และสำเนาใบรับรองฯ ที่ให้มาไม่ชัดเจน ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไขเอกสาร -กรมประมงได้ส่งผู้แทนไปเจรจากับ CA ไต้หวันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ กรมประมงได้วางแนวทางในการปฏิบัติของชาวประมง แพปลา และผู้ประกอบการโรงงานให้มีความสะดวกที่สุด มีการทำความเข้าใจให้แก่ชาวประมง แพปลาและผู้ประกอบการโรงงานได้ทราบถึงความจำเป็นและแนวทางปฏิบัติที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สำหรับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องดังกล่าว และกรมประมงได้เปิดอีเมล์ที่ iuucenter@gmail.com เพื่อบริการผู้ประกอบการในการร้องเรียนปัญหาเรื่อง IUU มายังศูนย์ประสานงาน IUU เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ต่อไป


สังคม


20. เรื่อง แผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554-2555

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554-2555 และกำหนดให้การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นแนวทางที่สำคัญในยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงให้จังหวัดพิจารณานำแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด พ.ศ. 2553-2555 ไปดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ด้วย ตามเหตุผลและความจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เสนอและเห็นควรให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่ได้รับจัดสรรไปดำเนินการก่อน ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป

สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554-2555

  1. หลักการสำคัญในการจัดทำแผนปฏิบัติการ
    แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552 - 2555 มีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงเหลือ 14.15 คนต่อประชากรหนึ่งแสนหรือประมาณ 9,012 คน ภายในปี พ.ศ. 2555 ดังนั้น หากจะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวในปี พ.ศ. 2554 - 2555 จะต้องลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้ในจำนวนประมาณ 1,287 คน
  2. กรอบการจัดทำแผนปฏิบัติการ
    แผนปฏิบัติการฉบับนี้ ได้จัดทำขึ้นภายใต้แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 ซึ่งเน้นในเรื่องการลดปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บรุนแรง ดังนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรจึงวางกรอบโครงการกิจกรรมที่สอดรับกับแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 และทิศทางการดำเนินงานทศวรรษความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ และรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยการแก้ไขปัญหาเมา แล้วขับ และการใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการแก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  3. กรอบงบประมาณแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554-2555 ประกอบด้วย 6 แผนงาน 44 โครงการ

21. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในงาน "6 วัน 63 ล้านความคิด" ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในงาน "6 วัน 63 ล้านความคิด" ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ดังนี้

  1. เรื่องเดิม
    • คณะรัฐมนตรีได้มีมติในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในงาน "6 วัน 63 ล้านความคิด" ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) รับไปจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองข้อมูลผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในงาน "6 วัน 63 ล้านความคิด" ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ก่อนส่งให้คณะกรรมการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนี้
    • กรณีที่เป็นเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ ให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาและจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้คณะทำงานมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ ทั้งนี้ ให้คณะทำงานกำหนดกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหาด้วย
    • กรณีที่เป็นข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย ให้ส่งให้คณะกรรมการหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
  2. ข้อเท็จจริง
    • 1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2553 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2553 แต่งตั้งคณะกรรมการวิเคราะห์และติดตามผลการรับฟังความคิดเห็นในโครงการ "6 วัน 63 ล้านความคิด" โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูล จำแนกและวิเคราะห์ประเภทของข้อมูลในเรื่องที่เป็นนโยบายและเรื่องที่เป็นเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553
    • 2. คณะกรรมการวิเคราะห์และติดตามผลการรับฟังความคิดเห็นในโครงการ "6 วัน 63 ล้านความคิด" ได้พิจารณากลั่นกรองข้อมูลการรับฟังความคิดเห็น จำนวนรวม 298 เรื่องแล้ว สามารถจำแนกได้เป็น 2 กรณี กล่าวคือเป็นกรณีเรื่องราวร้องทุกข์ จำนวน 120 เรื่อง และกรณีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จำนวน 178 เรื่อง
    • 3. คณะกรรมการวิเคราะห์และติดตามผลการรับฟังความคิดเห็นในโครงการ "6 วัน 63 ล้านความคิด" ได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการส่งเรื่องราวร้องทุกข์และข้อเสนอแนะ จำนวน 298 เรื่อง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 27 หน่วยงาน รับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
      • 3.1 กรณีเรื่องราวร้องทุกข์ จำนวน 120 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 21 หน่วยงาน ให้หน่วยงานรับไปพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบภายใน 15 วัน หลังจากวันที่ได้รับเรื่อง เพื่อจะได้รวบรวมนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
      • 3.2 กรณีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จำนวน 178 เรื่อง เกี่ยวข้องกับ 24 หน่วยงาน ให้หน่วยงานรับไว้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
  3. การดำเนินการ
    • สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการส่งเรื่องราวร้องทุกข์และข้อเสนอแนะ จำนวนรวม 298 เรื่อง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 27 หน่วยงาน รับไปพิจารณาดำเนินการ และเร่งรัดติดตามผลการดำเนินการ ปรากฏผลสรุปได้ดังนี้
    • 1. กรณีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จำนวน 178 เรื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า
      • 1.1 ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ปัญหาด้านการเงินที่ต้องเร่งปรับลดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นและการปราบปรามการให้สินเชื่อนอกระบบ โดยในส่วนสินเชื่อในระบบ ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารและบัตรเครดิต การผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการค้ำประกันเงินกู้ของธนาคาร ปัญหาด้านค่าครองชีพฯควรเน้นการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นปัญหาของครัวเรือนเกษตรกรที่ต้องเน้นการปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ยากไร้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.2 ด้านการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ด้านการทุจริตคอรัปชั่นควรมีการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังและรวดเร็ว รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเสมอภาค ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.3 ด้านสวัสดิการสังคม ได้แก่ ด้านชุมชน สังคม สาธารณสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ภาครัฐควรมีการส่งเสริมการประกอบอาชีพ และจัดหาที่ดินทำกินและเงินทุนในการประกอบอาชีพ ลดช่องว่างทางสังคม สร้างโอกาสทางสังคมให้กับคนระดับล่างมากขึ้นทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การรักษาพยาบาล การศึกษา และการถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคม รวมทั้ง ปลูกฝังระบบคุณธรรมและจริยธรรมให้กับคนไทยในทุกระดับ ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.4 ด้านการศึกษา ได้แก่ ควรปฏิรูปเรื่องการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ การปฏิรูปการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างแท้จริง ปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาของเด็กในระดับประถมศึกษาให้เข้มข้นกว่าเดิม ปลูกจิตสำนึกให้นักเรียน/คนรุ่นใหม่มีความรักชาติ รักสถาบัน และรักความเป็นไทย ส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตยและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งโรงเรียนต้องมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเด็ก และควรมีนโยบายเรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาในด้านอื่นๆ ให้มีความครอบคลุมและเพียงพอมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.5 ด้านสาธารณูปโภค ได้แก่ รัฐบาลควรมีนโยบายที่ต่อเนื่องระยะยาว ในการจัดทำแผนพัฒนาการกระจายและปรับปรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคให้เพียงพอ เท่าเทียม และทั่วถึง ทุกจังหวัดทั้งในด้านน้ำ/ไฟฟ้า/ถนน ระบบขนส่งมวลชนควรพัฒนาและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น ด้านเทคโนโลยีควรพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศให้ก้าวทันโลก และควรมีสื่อกลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง ถูกต้องและเป็นกลาง และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้รับทราบเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.6 ด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ควรเร่งดำเนินการธนาคารต้นไม้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง รณรงค์ให้ปลูกป่าทดแทน และหลีกเลี่ยงการตัดถนนในพื้นที่อนุรักษ์ สำรวจแบ่งพื้นที่แสดงแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์และที่ดินเอกชนให้ชัดเจน และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพิ่มบทลงโทษให้มากขึ้น เอาผิดแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ตรวจสอบการถือครองที่ดินของผู้มีอิทธิพล เพิ่มบทบาทของชุมชนในการร่วมดูแลรักษาป่าไม้ และคิดค้นวิธีกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.7 ด้านสื่อและการสื่อสารมวลชน ได้แก่ ควรปฏิรูปสื่อให้มีความเป็นกลาง มีความรับผิดชอบและมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ภาษาที่เหมาะสม รวมทั้งเพิ่มบทลงโทษในกรณีที่มีการใช้สื่อในทางที่ผิด เพิ่มช่องการใช้สื่อในการแสดงความคิดเห็น การร้องทุกข์และการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนและรัฐบาลด้วยช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็ว ทั้งนี้ กรมประชาสัมพันธ์ได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
      • 1.8 ประเด็นอื่นๆ ได้แก่ รัฐบาลควรมีความเข้มแข็งและอดทนในการทำงาน เพื่อจัดให้มีการปฏิรูปประเทศไทย/แผนปรองดองอย่างจริงจัง โปร่งใส เป็นกลาง รับฟังทุกความคิดเห็นจากประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ สนับสนุนให้มีการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่อไป รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และควรเร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
    • 2. กรณีเรื่องราวร้องทุกข์ จำนวน 120 เรื่อง สามารถยุติเรื่องได้ทั้งหมด โดยจำแนกได้ดังนี้
      • 2.1 ยุติเรื่องโดยมีผลการดำเนินการแล้ว จำนวน 28 เรื่อง จำแนกเป็นรายกระทรวงเรียงลำดับตามจำนวนเรื่องมากที่สุดได้ดังนี้
        • (1) กระทรวงการคลัง ได้แก่ ปัญหาการให้บริการด้านสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และปัญหาการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
        • (2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ปัญหาการจ่ายเงินชดเชยการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย และการขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน พ.ศ. 2546 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
        • (3) กระทรวงคมนาคม ได้แก่ ปัญหาการจัดการเดินรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และการรับเงินบำนาญของพนักงานรถไฟ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
        • (4) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ ปัญหาการขอที่อยู่อาศัย และปัญหาการใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้พิการ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
        • (5) กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ปัญหาการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภายในโรงเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
      • 2.2 ยุติเรื่องโดยอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขปัญหาของส่วนราชการจำนวน 83 เรื่อง จำแนกเป็นรายกระทรวงเรียงลำดับตามจำนวนเรื่องมากที่สุด 5 อันดับแรกได้ดังนี้
        • (1) กระทรวงการคลัง ได้แก่ ปัญหาหนี้นอกระบบและปัญหาการกู้เงินกับสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนพิจารณาดำเนินการแล้ว
        • (2) กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ การขอความเป็นธรรมกรณีชาวบ้านถูกบุกรุกที่ดินทำกิน และการขอสัญชาติไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัดพิจารณาดำเนินการแล้ว
        • (3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ การร้องเรียนกรณีสัญญาณไฟจราจรทำให้เกิดปัญหารถติด และการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้สำนักงานจเรตำรวจพิจารณาดำเนินการแล้ว
        • (4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขอเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน และการร้องเรียนการบุกรุกชายฝั่งทะเล ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายให้กรมป่าไม้และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพิจารณาดำเนินการแล้ว
        • (5) กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การขอทุนการศึกษา และการขอกู้เงินเพื่อการซ่อมแซมบ้าน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาพิจารณาดำเนินการแล้ว
      • 2.3 ยุติเรื่องเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ จำนวน 9 เรื่อง จำแนกเป็นรายกระทรวงเรียงลำดับตามจำนวนเรื่องมากที่สุด 5 อันดับแรกได้ดังนี้
        • (1) กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอประกอบกับไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้
        • (2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การให้ออกเอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตรวจสอบแล้วพบว่าปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นที่สาธารณประโยชน์ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงไม่สามารถออก สปก. 4-01 ให้กับผู้ร้องได้ ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว
        • (3) กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ การร้องเรียนกรณีการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรดำเนินการมาแล้ว 3 ปียังไม่แล้วเสร็จ ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอประกอบกับไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้
        • (4) กระทรวงแรงงาน ได้แก่ การขอฝึกอาชีพเพื่อให้มีรายได้เสริม ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจาก เนื่องจากข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอประกอบกับไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้
        • (5) กรุงเทพมหานคร ได้แก่ การขอเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากผู้ร้องขาดคุณสมบัติตามระเบียบในการช่วยเหลือ ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้แจ้งผลการดำเนินการและชี้แจงให้ผู้ร้องทราบเป็นที่เข้าใจแล้ว

ต่างประเทศ


22. เรื่อง ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้

  1. อนุมัติจัดทำร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน
  2. อนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงแก้ไขร่างพิธีสารฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ กษ. จะได้หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำมาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลงนามร่างพิธีสารฯ ฉบับนี้
  4. อนุมัติให้ลงนามย่อ (Initial) ในร่างพิธีสารฯ ไปพลางก่อนได้ในกรณีที่มีความล่าช้าในขั้นตอนระหว่างการลงนามร่างพิธีสารฯ โดยผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กษ. จะเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และผู้แทนกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระดับอธิบดี เป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน อนึ่ง การลงนามย่อในร่างพิธีสารฯ ฉบับนี้ จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ระหว่างประเทศแต่อย่างใด

สาระสำคัญของร่างพิธีสารฯ สรุปได้ ดังนี้

  1. ร่างพิธีสารฯ นี้อยู่ภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ลงนามเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547
  2. เส้นทางการขนส่งผลไม้ไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีนจะใช้เส้นทางการขนส่งสาย R3 จากไทย (เชียงของ) - ลาว (ห้วยทราย - บ่อเต็น) - จีน (โม่หาน) ใช้ระยะเวลาขนส่ง (รถ) ประมาณ 1,104 ก.ม. หรือไม่เกิน 2-3 วัน
  3. ร่างพิธีสารฯ นี้ ประกอบด้วย 7 มาตรา ดังนี้
    • มาตราที่ 1 ชนิดของผลไม้และข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายต้องส่งให้แก่กันในกรณีมีการร้องขอ
    • มาตราที่ 2 วิธีการขนส่งผลไม้ระหว่างกัน
    • มาตราที่ 3 มาตรการก่อนการส่งออก (ได้แก่ การตรวจสอบและออกใบรับรองสุขอนามัยพืช การรับรองแหล่งกำเนิดของผลไม้ การปิดผนึก ตู้สินค้า การแสดงหมายเลขกำกับผนึกปิดตู้สินค้าที่ส่งออก)
    • มาตราที่ 4 เส้นทางการขนส่งผลไม้ระหว่างสองฝ่ายตามเส้นทางสาย R3
      • จากไทยไปจีน (ไทย) เชียงของ - (ลาว) ห้วยทราย-บ่อเต็น-(จีน) โม่หาน
      • จากจีนมาไทย (จีน) โม่หาน - (ลาว) บ่อเต็น - ห้วยทราย - (ไทย) เชียงของ
    • มาตราที่ 5 การเพิ่มเส้นทางการขนส่ง
    • มาตราที่ 6 มาตรการตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้าของทั้งสองฝ่าย
  4. ร่างพิธีสารฯ ดังกล่าวไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  5. กษ. ได้สอบถามกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. ถึงร่างพิธีสารฉบับนี้ ว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ซึ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้แจ้งตอบว่า ร่างพิธีสารฯ ดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นหากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

23. เรื่อง เอกสารสำคัญที่จะมีการรับรองในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10 และร่างแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ฯ และร่างแผนแม่บทฯ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าว ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ ทก. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า

  1. มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10 (The 10th ASEAN Telecommunications and IT Ministers Meeting : The 10th TELMIN) ระหว่างวันที่ 13 - 14 มกราคม 2554 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยในระหว่างการประชุมดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะร่วมให้การรับรองเอกสารสำคัญ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
    • 1.1 ร่างแถลงการณ์การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10
      • เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงเจตนาในการดำเนินการความร่วมมือด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาระสำคัญเพื่อรับทราบความร่วมมือสาขาโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในกรอบอาเซียนซึ่งได้ดำเนินการเป็นระยะเวลาสิบปีแล้ว ซึ่งไอซีทีมีส่วนสนับสนุนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมในภูมิภาคอาเซียน เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการสร้างพลังและปรับบทบาทภาคประชาชนของอาเซียน เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย การเป็นประชาคมอาเซียน รวมถึงเพิ่มความพยายามเพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล การพัฒนาทักษะด้านไอซีที การเข้าถึงไอซีที และการใช้ไอซีทีในอาเซียนให้มากขึ้น รวมถึงการรับรองแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาไอซีทีในภูมิภาคและมอบหมายให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และที่ประชุมสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียนดำเนินขั้นตอนที่จำเป็นในการปฏิบัติตามแผนแม่บทฯ
    • 1.2 ร่างแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน ค.ศ. 2015 เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ณ ประเทศอินโดนีเซีย ต่อมาในการประชุมฯ ครั้งที่ 9 ได้เห็นชอบร่างแผนแม่บทฯ และมอบหมายให้ที่ประชุมอาเซียนฯ ครั้งที่ 10 พิจารณาและรับรองต่อไป ซึ่งร่างแผนแม่บทฯ ดังกล่าวเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
      • 1.2.1 เป็นการกำหนดแผนการดำเนินงานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในกรอบอาเซียน ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2554 - 2558) โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ คือ
        • 1) ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้อาเซียนมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
        • 2) อาเซียนได้รับการยอมรับในฐานะเป็นศูนย์กลางด้านไอซีทีของโลกแห่งหนึ่ง
        • 3) ประชากรอาเซียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
        • 4) ไอซีทีมีส่วนช่วยส่งเสริมการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และได้กำหนดวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทฯ คือ "Towards an Empowering and Transformational ICT : Creating an Inclusive, Vibrant and Integrated ASEAN"
      • 1.2.2 ยุทธศาสตร์การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ มี 6 ยุทธศาสตร์ คือ
        • ยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ (Economic transformation) อาเซียนจะสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการดึงดูดและส่งเสริมการค้า การลงทุน และการสร้างผู้ประกอบการในสาขาไอซีที โดยไอซีทียังเป็นเครื่องมือช่วยปรับเปลี่ยนสาขาอื่น ๆ ของภาคเศรษฐกิจด้วย
        • ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างพลังอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน (People empowerment and engagement) : อาเซียนจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยให้สามารถเข้าถึงไอซีทีอย่างเท่าเทียมกันและในราคาที่ประชาชนสามารถรับภาระได้
        • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างนวัตกรรม (Innovation): อาเซียนจะส่งเสริมให้สาขาไอซีทีมีความสร้างสรรค์ มีนวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
        • ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infratructure development) : อาเซียนจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพื่อสนับสนุนการให้บริการต่างๆ แก่ทุกชุมชนอาเซียน
        • ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human capital development): อาเซียนจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถและทักษะในด้านไอซีที เพื่อสนับสนุนความเติบโตของสาขาไอซีทีและช่วยปรับเปลี่ยนสาขาอื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจ
        • ยุทธศาสตร์ที่ 6 การลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (Bridging the digital divide) : อาเซียนจะคำนึงถึงระดับการพัฒนาและการใช้ไอซีทีที่แตกต่างกันภายในประเทศสมาชิกแต่ละประเทศในระดับภูมิภาค อาเซียนจะให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างด้านอื่นๆ ที่อยู่ในความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไอซีทีไปใช้มากขึ้น
      • 1.2.3 ร่างแผนแม่บทฯ ได้ระบุกลไกการดำเนินงานเพื่อนำแผนไปสู่การปฏิบัติ การสนับสนุนด้านงบประมาณ และกำหนดเวลาการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในช่วงปี 2554 -2558
  2. ร่างแถลงการณ์ฯ ครั้งที่ 10 เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของรัฐสมาชิกอาเซียนที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งรับรองแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน และสนับสนุนไปสู่การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของการเป็นประชาคมอาเซียน ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีการลงนาม จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย
  3. ทก. ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทฯ ในการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (กทสช.) ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุมฯ ได้มีมติรับหลักการร่างแผนแม่บทดังกล่าว นอกจากนี้ ทก. ได้แจ้งความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประเด็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยสรุปเห็นว่าแผนแม่บทฯ จะสนับสนุนการรวมตัวของอาเซียน จึงไม่ขัดข้องกับร่างแผนแม่บทฯ และมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มเติมบางประเด็น ซึ่ง ทก. ได้แจ้งข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนและสิงคโปร์ในฐานะผู้ประสานงานโครงการแล้ว
  4. แผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมืออาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความเข้มแข็งและกำหนดทิศทางการพัฒนาความร่วมมือที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ซึ่งจะสนับสนุนและส่งเสริมการเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2548 ทั้งนี้ แผนแม่บทฯ ยังมีความสอดคล้องกับแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 - 2556 ของประเทศไทยอีกด้วย ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีการลงนาม จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

24. เรื่อง การประดับธงอาเซียน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. ให้ความเห็นชอบต่อร่างแนวปฏิบัติในการใช้ธงอาเซียน (Guidelines on the Use of the ASEAN Flag) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรับรองเอกสารดังกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีประสานงานอาเซียน และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแนวปฏิบัติฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
  2. ให้สำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการตามนัยมาตรา 46 วรรคสอง (6) และวรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 เพื่ออนุมัติให้ กต. ใช้ ชัก หรือประดับธงอาเซียนคู่กับธงชาติเป็นการถาวร ณ ที่ทำการของ กต. ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ (กรมอาเซียน) รวมทั้งที่ทำการคณะผู้แทนการทูตและกงสุลของไทยในต่างประเทศยกเว้นประเทศที่สมาชิกอาเซียนบางประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งนี้ กต. จะดำเนินการเสนองบประมาณเพื่อเตรียมการดังกล่าวตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป
  3. ให้ทุกหน่วยราชการรับทราบแนวทางการประดับธงอาเซียนดังกล่าว เพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับการประดับธงในการจัดประชุมและจัดกิจกรรมอาเซียนในประเทศไทยต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างกฎบัตรอาเซียนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อนการลงนามของนายกรัฐมนตรีนั้น

  1. สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติกฎบัตรอาเซียนเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 และกฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551
  2. คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ได้รับมอบหมายให้จัดทำร่างแนวปฏิบัติในการใช้ธงอาเซียนตามข้อ 37 ของกฎบัตรอาเซียน ซึ่งกำหนดให้มีธงอาเซียน และคณะกรรมการฯ คาดว่าจะนำเสนอร่างแนวปฏิบัติดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน (ASEAN Coordinating Council) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศให้การรับรองในการประชุมซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17- 18 มกราคม 2555 ที่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อวางแนวทางการประดับธงอาเซียนคู่กับธงชาติเป็นการถาวรในลักษณะเท่าเทียมกันที่สำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ ที่ทำการคณะผู้แทนทางการทูตและกงสุลของชาติสมาชิกอาเซียนในต่างประเทศ ยกเว้นในประเทศที่ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและกำหนดแนวทางการประดับธงอาเซียนในการประชุมและกิจกรรมอาเซียน
  3. กต.พิจารณแล้วเห็นว่า ร่างเอกสารดังกล่าวเป็นการกำหนดแนวปฏิบัติด้านพิธีการทูตในกรอบอาเซียนเพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณาใช้ รวมทั้งไม่มีการลงนามจึงไม่น่าเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ดี กต. เห็นสมควรขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในเชิงนโยบายก่อนการรับรองเอกสารในที่ประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียนต่อไป โดยใช้งบประมาณการดำเนินการจาก กต.
  4. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานราชการกำกับพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 พิจารณาแล้วเห็นว่า
    • 4.1 กรมอาเซียนซึ่งเป็นสำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติจะสามารถประดับธงอาเซียนได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรีให้ใช้ ชัก หรือแสดงธงอาเซียน ณ กรมอาเซียน ตามนัยมาตรา 46 (6) และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติธงดังกล่าวโดยกรมอาเซียนจะต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้ ชัก หรือแสดงธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร ตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดด้วย
    • 4.2 กรณีการประดับธงอาเซียนอย่างเป็นทางการถาวร ณ สถานทูตและสถานกงสุลของประเทศสมาชิกอาเซียนคู่กับธงชาติ และให้ประเทศสมาชิกอาเซียนประดับธงในประเทศที่สามนั้นเห็นว่า หากเป็นกรณีประเทศไทยประดับธงอาเซียนอย่างเป็นการถาวร ณ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ของไทย ย่อมเป็นการใช้ ชัก หรือแสดงธงชาติคู่หรือร่วมกับธงของต่างประเทศ หากไม่มีลักษณะเป็นการดูถูก เหยียดหยาม หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียซึ่งเกียรติภูมิของประเทศไทยหรือชาติไทย ตามนัยระเบียบฯ ข้อ 6 แล้ว ก็สามารถกระทำได้โดยจะต้องกระทำให้เป็นไปในลักษณะที่เท่าเทียมกันตามระเบียบฯ ข้อ 21
    • 4.3 กต. เห็นว่าแนวทางการประดับธงอาเซียนน่าจะมีส่วนเสริมสร้างความตระหนักรู้ในความเป็นอาเซียนและกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนในหมู่ประชาชนชาวไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนโดยรวม และทำให้ประชาคมอาเซียนเป็นที่แพร่หลายในหมู่นานาประเทศยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การประดับธงอาเซียนคู่ธงชาติ ณ สถานทูตและสถานกงสุล และการลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยตามที่ระบุไว้ในร่างแนวทางฯ จะต้องเป็นไปโดยไม่ขัดต่อกฎหมายภายในของประเทศที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของประเทศสมาชิกอาเซียนตั้งอยู่ ทั้งนี้ ตามนัยของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ข้อ 41 วรรคหนึ่ง

25. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและพัฒนาความร่วมมือของตำรวจ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและพัฒนาความร่วมมือของตำรวจ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ และขอให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มีหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้แทน ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่า

  1. ตามมติคณะรัฐมนตรี (10 พฤศจิกายน 2552) ที่ให้ ตช. ดำเนินการตามความเห็นของ สำนักงบประมาณ (สงป.) นั้น การดำเนินการบันทึกความเข้าใจฯ ที่ผ่านมา ตช. สามารถดำเนินการได้ภายในงบประมาณปกติ ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันงบประมาณในอนาคตแต่อย่างใด
  2. ทางการออสเตรเลียได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออสเตรเลียมีกำหนดเดินทางมายังประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2554 และประสงค์ที่จะเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว

การศึกษา


26. เรื่อง มาตรการภาษีสำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีสำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการระดมทุนเข้ากองทุนฯ และเพื่อเป็นการส่งเสริมด้านการศึกษา รวมถึงเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "พระผู้ซึ่งเป็นครูแห่งแผ่นดิน" กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดให้ผู้บริจาคเงินเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้หลักการและแนวทางการปรับปรุงกฎหมายดังนี้

  1. หลักการ
    • 1.1 กรณีบุคคลธรรมดาที่มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น สามารถนำมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้สองเท่า แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิ
    • 1.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น มีสิทธินำรายจ่ายดังกล่าวมาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้สองเท่า แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ และรายจ่ายในการจัดสร้างและบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการทั่วไป หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ
    • หากกองทุนฯ ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อของกองทุนฯ ในภายหลังให้ผู้บริจาคยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการบริจาคให้แก่กองทุนฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อใหม่แล้ว
  2. แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย
    • เพื่อให้เป็นไปตามหลักการข้างต้น จะต้องมีการดำเนินการโดยการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ...
    • ทั้งนี้ การดำเนินการตามมาตรการข้างต้นคาดว่าจะมีผลกระทบ ดังนี้
    • 1. สามารถระดมทุนประเดิมสำหรับการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
    • 2. ช่วยส่งเสริมให้ครูมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพครู มุ่งมั่นพัฒนาตนเองโดยแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ
    • 3. มาตรการนี้อาจมีผลกระทบต่อรายได้การจัดเก็บภาษีเพียงเล็กน้อย แต่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้การศึกษาของชาติทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ และเป็นการประหยัดงบประมาณอีกทางหนึ่ง

27. เรื่อง แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาขององค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาขององค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (7 ก.ย. 53) แล้ว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ประกอบด้วย กระทรวง กรม และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และได้มีการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีแผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 หน่วยงาน ดังนี้

  1. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  2. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  4. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา
  5. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  6. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
  7. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล
  8. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
  9. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
  10. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก และเยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  11. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม
  12. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  13. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กรมประชาสัมพันธ์
  14. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  15. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
  16. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กระทรวงแรงงาน
  17. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
  18. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
  19. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  20. แผนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


28. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนของปี 2553 (มกราคม-พฤศจิกายน)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนของปี 2553 (มกราคม-พฤศจิกายน) ของกระทรวงพาณิชย์สรุปได้ดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. การส่งออก

1.1 การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2553

1.1.1 การส่งออก มีมูลค่า 17,699.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.4 ขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 524,800.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7

1.1.2 สินค้าส่งออก ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกหมวดสินค้า ดังนี้

(1) สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.7 เนื่องจากการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าถึงร้อยละ 38.4 และ 53.1 ตามลำดับ รวมทั้ง สินค้าอาหาร ประเภท อาหารทะเล กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ผักผลไม้ และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป ที่ยังส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ขณะที่ ยางพารา มันสำปะหลัง มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณส่งออกลดลง เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลงและราคาส่งออกสูงขึ้น สำหรับ น้ำตาล ส่งออกลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า เนื่องจาก ผลผลิตในประเทศลดลงและความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น

(2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ สินค้าส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ส่งออกเพิ่มขึ้น

- สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 20 ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่องสำอาง เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เลนส์ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ นาฬิกา เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกมส์ โดยเฉพาะ อัญมณีที่ส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 89.7 เนื่องจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 215.6 ขณะที่อัญมณีที่หักทองคำออกแล้วส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8

- สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ลดลงร้อยละ 1.4 เป็นการลดลงของการส่งออกโครงก่อสร้างทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้าไปออสเตรเลียที่ลดลงถึงร้อยละ 98.0 เนื่องจากปี 2552 มีการส่งออกไปเพื่อก่อสร้างโรงแยกก๊าซ

1.1.3 ตลาดส่งออก ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกตลาด

(1) ตลาดหลัก ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สิบสามร้อยละ 22.5 เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงในทุกตลาด โดยเฉพาะ ญี่ปุ่นที่ยังเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.1 ขณะที่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯก็ขยายตัวถึงร้อยละ 22.6 และ 19.9 ตามลำดับ

(2) ตลาดศักยภาพสูง ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สิบห้า ร้อยละ 30.3 เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงในทุกตลาด โดยเฉพาะ ไต้หวัน ฮ่องกง และ เกาหลีใต้ที่ขยายตัวในอัตราสูงถึงร้อยละ 70.3 , 55.8 และ 41.8 ตามลำดับ ขณะที่ อาเซียน(5) จีน อินโดจีนและพม่า และ อินเดีย ก็ขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 20

(3) ตลาดศักยภาพระดับรอง ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สิบห้า เป็นการขยายตัวเกือบทุกตลาด ยกเว้นออสเตรเลียที่ส่งออกลดลงร้อยละ 0.3 ขณะที่การส่งออกไปรัสเซียและ CIS แอฟริกา และ แคนาดาขยายตัวในอัตราสูงถึงร้อยละ 122.9 , 46.3 และ 35.6 ตามลำดับ สำหรับตะวันออกลางและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่เหลือ 12 ประเทศ ขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงมากนัก ส่วนออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ 4.1 สินค้าที่ลดลงได้แก่ โครงก่อสร้างทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้า(ลดลงร้อยละ 84.8)

1.1.4 ปัจจัยที่ส่งผลทำให้การส่งออกขยายตัว ได้แก่

1) ความต้องการในตลาดโลกที่ฟื้นตัวมากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าของตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศในแถบเอเซีย คือ จีน อินเดีย เอเซียตะวันออกและอาเซียน

2) สต็อกของผู้นำเข้าในต่างประเทศที่ลดลง ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเริ่มกลับมาซื้อมากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม

3) ผลสำเร็จจากข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ทำให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูง โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และ อาเซียน รวมทั้งความสำเร็จจากการดำเนินมาตรการเร่งรัดผลักดันการส่งออกร่วมกันระหว่างภาครัฐและ เอกชนที่ดำเนินการมาโดยตลอดและต่อเนื่อง

1.2 การส่งออกในระยะ 11 เดือนของปี 2553 (ม.ค.-พ.ย.)

1.2.1 การส่งออก ส่งออกมีมูลค่า 177,977.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.1 ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 5,661,023.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1

1.2.2 สินค้าส่งออก เพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้า ดังนี้

(1) สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าโดยเฉพาะ ยางพารา มันสำปะหลัง และสินค้าอาหาร ประเภท อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป ขณะที่ ผักและผลไม้ และ น้ำตาลมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณส่ง ออกลดลงเล็กน้อย เนื่องจาก ผลผลิตในประเทศลดลงและความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้ง ข้าว ที่มูลค่าส่งออกกลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 แต่ปริมาณลดลงร้อยละ 1.0 จากปัญหาการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม ปากีสถานและอินเดียและการแข็งค่าของเงินบาท

(2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่งออกเพิ่มขึ้นทุกรายการ

- สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 20 ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องสำอาง เลนส์ นาฬิกา และ อัญมณีที่หักทองคำออกแล้วส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24.8 (การส่งออกอัญมณีเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 และการส่งออกทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0)

1.2.3 ตลาดส่งออก เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในทุกตลาดดังนี้

(1) ตลาดหลัก ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 24.1 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 30.6 ของการส่งออกรวม เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกตลาด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป(15) เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 , 22.2 และ 20.6 ตามลำดับ

(2) ตลาดศักยภาพสูง ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราสูงถึงร้อยละ 37.2 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 47.2 ของการส่งออกรวม และเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างสูงในทุกตลาด ทั้ง อาเซียน(5) จีน อินโดจีนและพม่า ฮ่องกง อินเดีย ไต้หวันและเกาหลีใต้

(3) ตลาดศักยภาพระดับรอง ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 20.2 มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 19.5 ของการส่งออกรวม เป็นการขยายตัวในทุกตลาด โดยเฉพาะ ลาตินอเมริกา และ รัสเซียและ CIS ที่ขยายตัวในอัตราสูง ต่อเนื่อง ขณะที่ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกาและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่เหลือ 12 ประเทศ ขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงมากนัก

2. การนำเข้า

2.1 การนำเข้าเดือนพฤศจิกายน 2553

2.1.1 การนำเข้า มีมูลค่า 17,292.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.30 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 519,277.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.05

2.1.2 สินค้านำเข้า สินค้านำเข้าสำคัญมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดดังนี้

(1) สินค้าเชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่า 3,738.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.1การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.5 ในเชิงปริมาณมีจำนวน 36.7 ล้านบาร์เรล (1,222,375 บาร์เรลต่อวัน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.2

(2) สินค้าทุน นำเข้ามูลค่า 4,216.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.6 สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มขยายตัว และการลงทุนในภาคการผลิตภายในประเทศและเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น การนำเข้าสินค้าทุนที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.0 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.97

(3) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้ามูลค่า 6,918.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.1 สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปสำคัญ ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ นำเข้าปริมาณลดลงร้อยละ 2.4 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 เป็นการนำเข้าตามความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคก่อสร้าง และการผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น เคมีภัณฑ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.2 ทองคำ ปริมาณ 13.1 ตัน มูลค่า 566.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเชิงปริมาณ เพิ่มขึ้นร้อยละ 121.4 และในเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 175.5 เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเงินบาทแข็งค่า

(4) สินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 เนื่องจากราคานำเข้าสินค้าถูกลงจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และเป็นช่วงเทศกาลปลายปีทำให้มีการซื้อเพิ่มขึ้น การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.0

(5) สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.5 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.7 รถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.2 รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3 ส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์และรถจักรยาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.3

2.2 การนำเข้าในระยะ 11 เดือนของปี 2553 (ม.ค.-พ.ย.)

2.2.1 การนำเข้า นำเข้ามูลค่า 166,101.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 5,348,135.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8

2.2.2 สินค้านำเข้าสำคัญ มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้าดังนี้ สินค้าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ร้อยละ 27.8 สินค้าทุน เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.6 สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.4 สินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น ร้อยละ 29.0 และสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 80.0

3. ดุลการค้า

เดือนพฤศจิกายน 2553 ไทยเกินดุลมูลค่า 407.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดในรูปเงินบาทเกินดุลมูลค่า 5,523.3 ล้านบาท ส่งผลให้ในระยะ 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ไทยเกินดุลการค้าสะสมมูลค่า 11,875.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 312,888.6 ล้านบาท

4. เปรียบเทียบอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยกับประเทศคู่แข่ง ปี 2553

  มค. 53 กพ. 53 มีค. 53 เมย. 53 พค.53 มิย.53 กค.53 สค. 53 กย.53 ตค.53 พ.ย.53
ไทย 30.8 23.1 40.9 35.2 42.1 46.3 20.6 23.9 21.2 15.7 28.5
จีน 21.0 45.7 24.2 30.4 48.4 43.9 38.0 34.3 25.1 22.8 34.9
ไต้หวัน 75.8 32.6 50.1 47.8 57.9 34.1 38.5 26.6 17.5 21.9 21.8
เกาหลีใต้ 45.8 30.3 34.3 29.8 40.5 30.2 27.5 26.6 17.5 21.9 21.8
เวียตนาม 34.8 -25.6 5.3 24.6 43.0 33.4 25.5 51.6 34.2 23.9 36.6
สิงคโปร์ 37.0 19.2 29.3 30.0 29.0 28.3 16.6 25.5 18.8 19.6 Na
มาเลเซีย 37.0 18.4 36.4 26.6 21.9 17.2 13.5 10.6 6.9 Na Na
ฟิลิปปินส์ 42.4 42.5 43.7 28.2 37.3 33.7 35.9 36.6 46.1 26.4 Na

 


29. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานตามแผน "คมนาคมปลอดภัย เทศกาลปีใหม่ 2554"

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปผลการดำเนินการรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 ตามแผน "คมนาคมปลอดภัย เทศกาลปีใหม่ 2554" ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2553-4 มกราคม 2554 ของกระทรวงคมนาคม สรุปได้ดังนี้

1. การให้บริการขนส่งสาธารณะ และการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย

1.1 การจัดบริการขนส่งสาธารณะ

หน่วยงานที่รับผิดชอบการให้บริการขนส่งสาธารณะได้เพิ่มจำนวนยานพาหนะ เที่ยววิ่งรถ และเที่ยวบินเสริมพิเศษ เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางตลอดเทศกาล โดยมีประชาชนใช้บริการทั้งสิ้น จำนวน 6,052,508 คน ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของประชาชน ประกอบด้วย

1) บริษัท ขนส่ง จำกัด และบริษัทรถร่วมบริการ

เพิ่มจำนวนเที่ยวรถขาขึ้นและขาล่องระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2553-4 มกราคม 2554 รวม 43,757 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,271,566 คน

2) การรถไฟแห่งประเทศไทย

จัดเดินขบวนรถไฟพิเศษเพิ่มในเส้นทางสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เที่ยวไปวันที่ 30-31 ธันวาคม 2553 จัดเพิ่มขึ้นจากปกติ จำนวน 7 ขบวน และเที่ยวกลับวันที่ 3-4 มกราคม 2554 จัดเพิ่มขึ้นจากปกติ จำนวน 13 ขบวน มีผู้โดยสารใช้บริการรวมจำนวนทั้งสิ้น 975,744 คน

3) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

เพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารเป็น 44,024 เที่ยว เพื่อรับส่งผู้โดยสารตามสถานีขนส่งและสถานีรถไฟ มีผู้โดยสารใช้บริการรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,855,671 คน

4) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ให้บริการเที่ยวบินในประเทศ รวมทั้งสิ้น 587 เที่ยวบิน โดยได้เพิ่มเที่ยวบินเสริมพิเศษ จำนวน 8 เที่ยวบิน ในเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-กระบี่ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 และวันที่ 2 มกราคม 2554 มีผู้โดยสารใช้บริการรวมจำนวนทั้งสิ้น 122,547 คน

5) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

เพิ่มความถี่ในการให้บริการและจัดขบวนรถเพิ่มในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2553-1 มกราคม 2554 มีผู้โดยสารใช้บริการรวมจำนวนทั้งสิ้น 826,980 คน

1.2 การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย

1) การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บเงินในช่วงเทศกาลคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ประมาณ 114,252,225 บาท ประกอบด้วย

1.1) กรมทางหลวง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2553 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2554 โดยมีรถผ่านทาง จำนวน 2,845,461 คัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผ่านทาง จำนวน 91,552,490 บาท

1.2) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษสายบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 28 ธันวาคม 2553 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2554โดยมีรถผ่านทาง จำนวน 551,768 คัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผ่านทาง จำนวน 22,699,735 บาท

2) การจัดตั้ง "ศูนย์คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข" บนทางหลวงสายหลักทั่วประเทศ ทำหน้าที่ ดังนี้

2.1) เป็นจุดบริการร่วมของกระทรวงคมนาคม (กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และบริษัท ขนส่ง จำกัด) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวก/ บริการประชาชนระหว่างการเดินทาง

2.2) จุดพักรถโดยสารสาธารณะ โดยกรมการขนส่งทางบกและบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้กำหนดให้รถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทางที่วิ่งผ่านเส้นทางบนถนนสายหลัก จอดพักรถ ตรวจสภาพความพร้อมของผู้ขับขี่และตัวรถ และเพื่อให้ผู้โดยสารได้ผ่อนคลายอิริยาบถ ณ จุดให้บริการ

2. สรุปจำนวนอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2553-4 มกราคม 2554

2.1 สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง ประมาณ 60,000 กิโลเมตร และกรมทางหลวงชนบท ประมาณ 49,000 กิโลเมตร) เปรียบเทียบระหว่างช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2553 และ 2554 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุและจำนวนผู้บาดเจ็บลดลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 2.10 รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบจำนวนอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทางถนน ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ระหว่างช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 และ 2554

รายการ ปีใหม่ 2553 ปีใหม่ 2554 เปลี่ยนแปลง (ร้อยละ)
อุบัติเหตุ (ครั้ง) 1,139 949 ลดลง 16.86
ผู้เสียชีวิต (คน) 238 243 เพิ่มขึ้น 2.10
ผู้บาดเจ็บ (คน) 1,332 1,214 ลดลง 8.86

2.2 มูลเหตุสันนิษฐานของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม

จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 และ 2554มูลเหตุสันนิษฐานของการเกิดอุบัติเหตุ 3 ลำดับแรก คือ ขับรถเร็วเกินกำหนด ตัดหน้ากระชั้นชิด และเมาสุราหรือยาบ้า รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 มูลเหตุสันนิษฐานของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม

ลำดับ รายการ ปีใหม่ 2554 (ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ
1 ขับรถเร็วเกินกำหนด 434 54.73
2 คนหรือรถตัดหน้ากระชั้นชิด 154 16.23
3 เมาสุรา/ยาบ้า 123 12.96

2.3 ประเภทของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากตามลำดับ

ในช่วงเทศกาลปี2554 ประเภทของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม

ตารางที่ 3 ประเภทของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม 3 อันดับแรก

ลำดับ รายการ ปีใหม่ 2554 (ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ
1 รถจักรยานยนต์ 559 36.42
2 รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 425 27.69
3 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล/รถยนต์นั่งสาธารณะ 317 20.65

2.4 การเกิดอุบัติเหตุทางราง

สรุปการเกิดอุบัติเหตุทางรถไฟช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 เกิดอุบัติเหตุจำนวน 9 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตจำนวน 7 คน และผู้บาดเจ็บจำนวน 7 คน

2.5 การเกิดอุบัติเหตุทางน้ำและทางอากาศ

ไม่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554

3. การวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554

3.1 สถิติและมูลเหตุสันนิษฐานการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 ยังคงพบว่า มูลเหตุสันนิษฐานการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 มูลเหตุสันนิษฐานการเกิดอุบัติเหตุยังคงเกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน ความประมาท และการขาดวินัยจราจร โดยเฉพาะในเรื่องของการขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด คิดเป็นร้อยละ 45.73 และช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ระหว่างเวลา 16.00 ถึง 20.00 น. รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 4

ตารางที่ 4 เปรียบเทียบมูลเหตุสันนิษฐานการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553-2554

ลำดับ มูลเหตุสันนิษฐาน ปีใหม่ 2553 (ครั้ง) ปีใหม่ 2554 (ครั้ง) เปลี่ยนแปลง
1 ขับรถเร็วเกินกำหนด 510
(ร้อยละ 44.77)
434
(ร้อยละ 45.73)
ลดลงร้อยละ 14.90
2 คนหรือรถตัดหน้ากระชั้นชิด 145
(ร้อยละ 12.73)
154
(ร้อยละ 16.22 )
เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20
3 เมาสุรา/ยาบ้า 131
(ร้อยละ 11.50)
123
(ร้อยละ 12.96)
ลดลงร้อยละ 6.10
4 อื่นๆ 353
(ร้อยละ 30.99)
238
(ร้อยละ 25.07 )
ลดลงร้อยละ 32.57
รวม 1,139 949 ลดลงร้อยละ 16.68

3.2 รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด เนื่องจากปริมาณการใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2553 มีสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ จำนวน 1,792,432 คัน ซึ่งมากกว่าการจดทะเบียนรถใหม่ ปี 2552 ถึง 154,277 คัน ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในปี 2553 รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 5

ตารางที่ 5 เปรียบเทียบประเภทของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553-2554

ลำดับ รายการ ปีใหม่ 2553 (ครั้ง) ปีใหม่ 2554 (ครั้ง) เปลี่ยนแปลง
1 รถจักรยานยนต์ 660
(ร้อยละ 35.71)
559
(ร้อยละ 36.42 )
ลดลงร้อยละ 15.30
2 รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 476
(ร้อยละ 25.75 )
425
(ร้อยละ 27.69)
ลดลงร้อยละ 10.71
3 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล/รถยนต์นั่งสาธารณะ 418
(ร้อยละ 22.61)
317
(ร้อยละ 20.65)
ลดลงร้อยละ 21.21
4 อื่นๆ 294
(ร้อยละ 15.93 )
234
(ร้อยละ 15.24)
ลดลงร้อยละ 20.40
รวม 1,848 1,535 ลดลงร้อยละ 16.94

3.3 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะ จำนวน 15 ครั้ง มีผู้โดยสารเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 124 คน ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมการขนส่งทางบกพบว่า รถโดยสารที่เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตเป็นรถโดยสารไม่ประจำทาง มูลเหตุสันนิษฐานการเกิดอุบัติเหตุเบื้องต้นพบว่า เกิดจากพนักงานขับรถโดยสารไม่ชำนาญเส้นทาง ทั้งนี้ แม้ว่าการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะมีความรุนแรง ทำให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรถโดยสารสาธารณะส่วนใหญ่ยังไม่มีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยประจำรถ เช่น เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสาร เป็นต้น รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 6

ตารางที่ 6 เปรียบเทียบสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553-2554

ลำดับ รายการ ปีใหม่ 2553 (ครั้ง) ปีใหม่ 2554 (ครั้ง) เปลี่ยนแปลง
1 จำนวนการเกิดอุบัติเหตุ 10 15 เพิ่มขึ้นร้อยละ 50
2 จำนวนผู้โดยสารที่เสียชีวิต - 1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
3 จำนวนผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ 19 124 เพิ่มขึ้นร้อยละ 552.63

4. แนวทางการดำเนินการต่อไป

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนอุบัติเหตุ มูลเหตุสันนิษฐาน และประเภทของยานพาหนะ ที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมจะไม่สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2554 เมื่อเทียบกับเทศกาลปีใหม่ 2553 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่กระทรวงคมนาคมจะยังคงดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป ภายใต้โครงการ "2554 ปีแห่งความปลอดภัย" โดยจะนำข้อมูลดังกล่าวมากำหนดเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่น การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนแก่ประชาชน การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมความเร็วของยานพาหนะ เป็นต้น


แต่งตั้ง


30. เรื่อง แต่งตั้ง

1. รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอแต่งตั้ง ดาโต๊ะนาซีระห์ บินตี ฮัสซัยน์ (Dato' Nazirah binti Hussain) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งมาเลเซียประจำประเทศไทยคนใหม่ สืบแทน ดาโต๊ะฮุสนี ไซ บิน ยาโคบ (Dato' Husni Zai bin Yaacob) โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

2. เลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งนายบรรเทิง พงศ์สร้อยเพชร ข้าราชการกรุงเทพมหานคร ตำแหน่ง นายแพทย์ 9 วช. (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรมกระดูก) กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มงานศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรมกระดูก) กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มงานศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการชุดใหม่ จำนวน 8 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสองปีตามวาระแล้ว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีรายชื่อ ดังนี้ นายนพปฎล เมฆเมฆา นางสาวจิตรา เศรษฐอุดม รองศาสตราจารย์ปรียานุช อภิบุณโยภาส นายวิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ นายอุตตม สาวนายน นายวาชิต รัตนเพียร นายวิชัย อัศรัสกร นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งนายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายอำนวย โชติสกุล ผู้อำนวยการสำนัก (อำนวยการระดับสูง) สำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

6. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้ง นางเมธินี เทพมณี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จำนวน 8 คน จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนี้

  1. นายประสงค์ เอี่ยมอนันต์ (ภาคเอกชน) ประธานกรรมการที่ปรึกษาสมาคมนักผังเมืองไทย (ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ศิลปกรรมและผังเมือง)
  2. นายสุทิน อยู่สุข (ภาคเอกชน) กรรมการกลางสมาคมวิศวกรรมแห่งประเทศไทย (ด้านมลพิษ)
  3. นายวิเชียร กีรตินิจกาล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
  4. นายพนัส ทัศนียานนท์ นักวิชาการอิสระ (ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม)
  5. นายสันทัด สมชีวิตา (ภาคเอกชน) กรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ด้านบริหารจัดการ)
  6. นายพยุง นพสุวรรณ (ภาคเอกชน) รองประธานมูลนิธิรักษ์โลก (ด้านทรัพยากรป่าไม้)
  7. รองศาสตราจารย์ ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี (ด้านสาธารณสุขและสุขภาพ)
  8. นางสาวแสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

โดยลำดับที่ 1-4 ได้รับการแต่งตั้งเป็นระยะเวลาติดต่อกันจากวาระที่แล้วอีกหนึ่งวาระ และลำดับที่ 5-8 แต่งตั้งขึ้นใหม่ในวาระนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2554 เป็นต้นไป

8. แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายอร่ามอาชว์วัต โล่ห์วีระ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แทนนายอุทัย มิ่งขวัญ ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว

9. องค์ประกอบคณะกรรมการฝ่ายไทยในคณะกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษา ไทย - อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ประจำปี 2554

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบองค์ประกอบคณะกรรมการฝ่ายไทยในคณะกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษา ไทย - อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ประจำปี 2554 โดยให้คงคณะกรรมการชุดเดิมซึ่งจะครบวาระในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้ นายมนัสพาสน์ ชูโต อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหรือผู้แทน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมฟุลไบร์ทไทย


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี