สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
9 พฤศจิกายน 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 ถนนอู่ทองใน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง มาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม)
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ....
  5. เรื่อง มาตรการภาษีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
  6. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่าน
  7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนตำแหน่งที่ว่าง

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การชดเชยรายได้เกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53
  2. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน ครั้งที่ 1/2553
  3. เรื่อง ขออนุมัติโควตานำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2553 เพิ่มเติม ให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนิติบุคคลที่ 2
  4. เรื่อง ของบกลาง เพื่อเป็นเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553
  5. เรื่อง การขอยุติโครงการศูนย์รวบรวมผักและผลไม้เพื่อการส่งออก (POSSEC)
  6. เรื่อง นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ
  7. เรื่อง รายงานผลการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาไก่ไข่
  8. เรื่อง ขออนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินและการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
  9. เรื่อง โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม
  10. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  11. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2553
  12. เรื่อง รายงานการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2553
  13. เรื่อง รายงานผลการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
  14. เรื่อง การแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำตามมติคณะรัฐมนตรี
  15. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32

สังคม

  1. เรื่อง การถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ.2010
  2. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง
  3. เรื่อง มติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เรื่อง การกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า
  4. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2553 ของไตรมาสสี่
  5. เรื่อง การซักซ้อมหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท
  6. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 2/2553

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
  2. เรื่อง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร
  3. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ State Oceanic Adminstration
  4. เรื่อง ร่างปฏิญญาพนมเปญและเอกสารสำหรับการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 4
  5. เรื่อง การลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักงานกิจการวิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน
  6. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรไทย-นครกวางโจว และหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการตลาดสำหรับผลไม้ไทย- นครกวางโจว
  7. เรื่อง แก้ไขข้อตกลงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (USPTO)
  8. เรื่อง ขออนุมัติลงนามร่างแผนฉุกเฉินเพื่อจัดการและประสานงานเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเกี่ยวกับการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
  9. เรื่อง การเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Working Visit) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 14 - 15 กันยายน 2553
  10. เรื่อง ผลการเยือนอินโดนีเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7
  11. เรื่อง รายงานผลการประชุมสมัชชา เอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 30
  12. เรื่อง รายงานสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 และการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 38
  2. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553)
  4. เรื่อง รายงานเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน 2553
  5. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ (วันที่ 2 - 8 พฤศจิกายน 2553)
  6. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
    2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย
    3. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    4. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ สำหรับงบประมาณเพื่อรองรับการปรับปรุงสิทธิให้แก่ทายาทรับบำเหน็จตกทอดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ให้กระทรวงการคลังดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณต่อไป

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
  2. เพิ่มเติมหมวด 3/2 บำเหน็จตกทอด กำหนดให้กรณีที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือน หรือผู้รับบำเหน็จพิเศษ รายเดือนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายบำเหน็จตกทอดเป็นจำนวนสิบห้าเท่าของบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแล้วแต่กรณีให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของผู้รับบำเหน็จรายเดือน หรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน โดยแบ่งจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามสัดส่วนของเงินมรดกโดยมิต้องกันส่วนเป็นสินสมรสก่อนแบ่ง เนื่องจากเงิน ดังกล่าวไม่ถือเป็นสินสมรส และกำหนดให้นำวิธีการในการยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จลูกจ้างตามข้อ 20 มาใช้กับการยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอด (ร่างข้อ 3)

2. เรื่อง มาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ สำหรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. รัฐบาลได้มีนโยบายในการร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 ตลอดจนให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเดือนธันวาคม 2537 และให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 จึงเห็นควรให้มีการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  2. มาตรการในเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้โดยการตราเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และเมื่อพระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับแล้ว กรมสรรพากรจะมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกัน
  3. การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดและโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศดีขึ้น ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนั้นจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองในเวทีโลกในอนาคต โดยจะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีเล็กน้อย แต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศและสุขอนามัยของประชาชนโดยรวม

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับกำไรสุทธิของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละโครงการ เฉพาะที่คำนวณจากรายได้จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตนอกประเทศไทย เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Certified Emission Reductions (CERs) ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาดของสหประชาชาติ หรือนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ออกใบรับรองการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Voluntary Emission Reductions (VERs) โดยโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ต้องมีคุณสมบัติ คือ

  1. เป็นโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดที่จำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท CERs ซึ่งได้รับการรับรองการดำเนินการโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ได้รับ Letter of Approval : LOA) จากอบก.ก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555 หรือ
  2. เป็นโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท VERs ซึ่งได้แจ้งความจำนงในการดำเนินโครงการและได้ขึ้นทะเบียนรับรองการดำเนินโครงการกับ อบก.ก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. คดีแบบกลุ่ม ได้แก่ คดีละเมิด คดีผิดสัญญา และคดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่าง ๆ และเป็นคดีที่มีสมาชิกกลุ่มจำนวนมาก (ร่างมาตรา 222/5)
  2. กำหนดให้โจทก์อาจยื่นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องขอให้มีการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (ร่างมาตรา 222/6)
  3. กำหนดให้คำฟ้องของโจทก์และกลุ่มบุคคลต้องมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับที่มีลักษณะเดียวกัน (ร่างมาตรา 222/7)
  4. คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มอาจอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา (ร่างมาตรา 222/9)
  5. กำหนดให้สมาชิกลุ่มมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดี ขอตรวจเอกสารและคัดสำเนาเอกสาร จัดหาทนายความคนใหม่ และร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ (ร่างมาตรา 222/14)
  6. กำหนดให้คำพิพากษาของศาลผูกพันคู่ความและสมาชิกกลุ่มและโจทก์มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแทนสมาชิกกลุ่ม (ร่างมาตรา 222/35)
  7. คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในการดำเนินคดีแบบกลุ่มให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง (ร่างมาตรา 222/45)

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมเสนอตามรายงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ได้สำรวจและทราบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2550 แล้ว ปรากฏว่าในการสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ มีที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งหมด จำนวน 234 แปลง โดยเจ้าของที่ดินได้มาตกลง ทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแล้ว จำนวน 208 แปลง แต่มีเจ้าของที่ดินอีก จำนวน 26 แปลง ไม่มาตกลงทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการวางเงินค่าทดแทนและเข้าครอบครองใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นแล้ว ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 26 แปลงดังกล่าว ตกเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ในท้องที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ภายในแนวเขตตามแผนที่และบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ โดยให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน


5. เรื่อง มาตรการภาษีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... จำนวน 3 ฉบับ และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้มีมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอยู่บ้างแล้ว แต่เนื่องจาก รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ซึ่งไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ อันส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยดังกล่าว สมควรกำหนดให้มีมาตรการภาษีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมจากมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้เสนอมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2553 เพิ่มเติม โดยมีมาตรการทางภาษีรวมอยู่ด้วย ต่อคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 แล้ว
  2. มาตรการภาษีดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการภาษีสำหรับการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งกำหนดให้มีการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ที่จะต้องยื่นในเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม โดยให้นำไปยื่นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
  3. มาตรการภาษีดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 3 ฉบับ และกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวง ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จะมีการออกประกาศของกรมสรรพากรเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในทางปฏิบัติต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

กำหนดมาตรการภาษีให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ดังนี้

  1. กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินทรัพย์สิน หรือสินค้า ที่ได้บริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เป็นตัวแทนรับเงิน ทรัพย์สินหรือสินค้าที่บริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น (ร่างพระราชกฤษฎีกา 1)
  2. กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ประสบอุทกภัย สำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินชดเชยที่ได้รับจากรัฐบาล และสำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับการบริจาค การช่วยเหลือเพื่อชดเชยความเสียหายที่ได้รับนอกเหนือจากกรณีการได้รับเงินชดเชย ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่ามูลค่าความเสียหายที่ได้รับ (ร่างพระราชกฤษฎีกา 2)
  3. กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่เป็นค่าสินไหมทดแทนซึ่งได้รับจากบริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหาย เฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2553 (ร่างพระราชกฤษฎีกา 3)
  4. กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) แห่งประมวลรัษฎากรของผู้ประสบอุทกภัยที่ได้ลงทะเบียนไว้กับศูนย์หรือหน่วยงานให้ความช่วยเหลือของทางราชการ เท่าจำนวนความเสียหาย เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 (ร่างกฎกระทรวง)

6. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่าน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่าน และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอว่า

  1. กระทรวงการคลังได้พิจารณาการใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี (12 ตุลาคม 2553) แล้วเห็นว่า ปัจจุบันในส่วนของอากรศุลกากรจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0 อยู่แล้ว และหากมีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าจะทำให้การนำเข้าเยื่อกระดาษที่ใช้ในการผลิตหนังสือไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่เยื่อกระดาษในประเทศที่แม้ว่าจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ยังคงมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแฝงอยู่ในการผลิตเยื่อกระดาษ ส่งผลให้ผู้ผลิตภายในประเทศไม่สามารถแข่งขันการนำเข้าจากต่างประเทศได้ ในขณะเดียวกันได้มีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านอยู่แล้วหลายมาตรการ รวมทั้งตามที่กระทรวงการคลังเสนอในครั้งนี้ ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการอ่านเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี
  2. มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่าน ดังนี้
    • 2.1 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีซื้อหนังสือและสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อบริจาคแก่สถานศึกษาของราชการและเอกชน และกรณีให้ห้องสมุดขององค์กร โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว กรมสรรพากรจะมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกันไปด้วย
    • 2.2 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีซื้อหนังสือและสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อบริจาคแก่ห้องสมุดของเอกชนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ โดยสามารถดำเนินการได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44) เรื่อง การกำหนดรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ รายจ่ายเพื่อการศึกษาและรายจ่ายเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กันยายน 2535 ต่อไป
  3. การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะเป็นการจูงใจให้ประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจเอกชนได้มีส่วนร่วมในการซื้อหนังสือบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษาของราชการและเอกชนเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง และทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนให้คนไทยเข้าถึงและเพิ่มนิสัยรักการอ่าน โดยมีผลให้การจัดเก็บภาษีลดลงเพียงเล็กน้อย แต่จะมีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาหนังสือเข้าสู่ห้องสมุดหรือแหล่งหนังสืออื่น

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ดังนี้

  1. สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อน ตามมาตรา 47 (1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการอ่าน แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนดังกล่าวนั้น
  2. สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
    • 2.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าของทรัพย์สิน เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่าเพื่อส่งเสริมการอ่าน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ และรายจ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนาม เด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์และเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร
    • 2.2 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเท่ากับจำนวนเงินหรือมูลค่าของทรัพย์สินเป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน สำหรับหอสมุดหรือห้องสมุดของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว

7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนตำแหน่งที่ว่าง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 และจังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการ ต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่า โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 6 ราย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 48 ดังนี้

  1. นายสมเกียรติ ฉันทวานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้ง 2 (พรรคประชาธิปัตย์)
  2. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 2 (พรรคเพื่อไทย)
  3. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 (พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 (พรรคชาติไทยพัฒนา)
  5. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ 3 (พรรคเพื่อแผ่นดิน)
  6. ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 (พรรคเพื่อแผ่นดิน)

ในคราวประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 121/2553 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 จึงได้มีมติให้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 และจังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้วันที่ 12 ธันวาคม 2553 เป็นวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ คาดว่าจะกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 22 - 26 พฤศจิกายน 2553 จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาตามข้อ 1 มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ดังนี้

  1. กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 2
  2. จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 2
  3. จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6
  4. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 และ
  5. จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ 3

เศรษฐกิจ


8. เรื่อง การชดเชยรายได้เกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ครั้งที่ 10/2553 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ที่เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินชดเชยรายได้เกษตรกร โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 ให้แก่เกษตรกรเพิ่มเติมตั้งแต่ช่วงวันที่ 15 มีนาคม-25 เมษายน 2553 (เฉพาะข้าวเปลือกปทุมธานีชดเชยช่วงวันที่ 22 มีนาคม-11 เมษายน 2553) ซึ่งจะต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมให้เกษตรกรที่ใช้สิทธิปริมาณข้าวเปลือก 1,807,716 ตัน เป็นเงิน 651.73 ล้านบาท จำแนกเป็น (1) ข้าวเปลือกเจ้า 5% ประมาณ 1,725,324 ตัน เป็นเงิน 633.56 ล้านบาท (2) ข้าวเปลือกปทุมธานี ปริมาณ 82,392 ตัน เป็นเงิน 18.17 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นควรให้ ธ.ก.ส.จ่ายค่าชดเชยรายได้จำนวนดังกล่าวนี้ให้แก่เกษตรกรโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ได้ด้วย และเร่งตรวจสอบ ทำสัญญา รวมทั้งชี้แจงให้เกษตรกรเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิในรอบใหม่ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาร้องเรียนในภายหลังไปดำเนินการโดยด่วน


9. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน เสนอดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน (กบพร.) ครั้งที่ 1/2553
  2. รับทราบการแต่งตั้ง นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กบพร. ต่ออีกวาระหนึ่ง
  3. เห็นชอบให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการก่อสร้างและบริหารโครงการลาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในระยะต่อไป โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณค่าก่อสร้าง และออกแบบลานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เร่งรัดดำเนินการประกวดแบบให้แล้วเสร็จภายในช่วงเดือนตุลาคม 2553 - มกราคม 2554 ตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้ด้วย ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างลานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้กรุงเทพมหานครเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร รับความเห็นของกระทรวงวัฒนธรรมไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ถนนราชดำเนินเสนอว่า กบพร. ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 สรุปสาระสำคัญและมติ กบพร. ดังนี้

1. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กบพร. ที่จะครบวาระ

2. โครงการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ มีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้

4. หน่วยงานที่จะรับผิดชอบการก่อสร้างและบริหารโครงการลานเฉลิมพระเกียรติฯ


10. เรื่อง ขออนุมัติโควตานำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2553 เพิ่มเติม ให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนิติบุคคลที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการอนุมัติจัดสรรโควตานมผงขาดมันเนยปี 2553 เพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนิติบุคคลที่ 2 ที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากวัตถุดิบที่เหลือในคลังสินค้ามีไม่เพียงพอตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ โคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 จำนวน 22 ราย ปริมาณ 2,441.75 ตัน โดยใช้โควตา ที่เหลือคืนมาจากผู้ประกอบการกลุ่มนิติบุคคลที่ 1 จำนวน 2,461.32 ตัน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า ตามที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงทางการค้าเสรี ไทย - ออสเตรเลีย (TAFTA) จำเป็นต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตร ซึ่งสินค้าเกษตรที่มีผลกระทบให้สามารถกำหนดโควตาและอัตราภาษีในโควตาและนอกโควตาได้ สำหรับนมผงขาดมันเนยเป็น สินค้าหนึ่งที่อยู่ในข้อผูกพัน โดยต้องเปิดตลาดนำเข้าตามข้อตกลง WTO ไม่น้อยกว่า 55,000 ตัน และ TAFTA ไม่น้อยกว่า 2,200 ตัน รวมทั้งสิ้น 57,200 ตัน โดยคิดอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 20 (เก็บจริงร้อยละ 5) และอัตราภาษีนอกโควตา WTO ร้อยละ 216 และ TAFTA ร้อยละ 194.4 กรณีการเปิดตลาดมากกว่าที่ผูกพันจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ดังนี้

1. ผลการดำเนินการ

ปี ปริมาณการนำเข้าตามข้อผูกพัน (ตัน) โควตาเพิ่มเติม
WTO TAFTA ตัน วันที่ ครม.มีมติ

2548
2549
2550
2551
2552

55,000
55,000
55,000
55,000
55,000
2,200
2,200
2,200
2,200
2,200
10,000
7,500
-
20,971.31
-
29 พ.ย. 2548
12 ธ.ค. 2549
-
15 ม.ค. 2551
-

2. กษ. พิจารณาแล้วเห็นว่า

3. คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ในการประชุมครั้งที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 เห็นชอบให้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการอนุมัติจัดสรรโควตานมผงขาดมันเนยปี 2553 กรณีที่โควตาของกลุ่มนิติบุคคลที่ 1 คงเหลือคืนมาในการจัดสรรเพิ่มเติมให้กับกลุ่มนิติบุคคลที่ 2 ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยจัดสรรให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนิติบุคคลที่ 2 ที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากวัตถุดิบที่เหลือในคลังสินค้ามีไม่เพียงพอ ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายมติที่ประชุม จำนวน 22 ราย ปริมาณ 2,441.75 ตัน จากโควตาที่เหลือคืนมาจากกลุ่มนิติบุคคลที่ 1 จำนวน 2,461.32 ตัน และเห็นชอบกรอบระยะเวลาในการพิจารณาและดำเนินงาน โดยเห็นสมควรขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนตุลาคม 2553 เพื่อให้ พณ. ประกาศผลการจัดสรรที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษี ในโควตาภายในเดือนพฤศจิกายน 2553 และผู้ประกอบการนำเข้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2553


11. เรื่อง ของบกลาง เพื่อเป็นเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553ตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่เห็นควรอนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เจียดจ่ายจากเงินงบประมาณของหน่วยงานตนเองก่อน หากดำเนินการดังกล่าวแล้วยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจ่ายเป็นเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ก็ให้กระทรวงการคลังพิจารณาสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลัง บัญชีที่ 2 ให้แก่ สพฐ. เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการของ สพฐ. ต่อไป


12. เรื่อง การขอยุติโครงการศูนย์รวบรวมผักและผลไม้เพื่อการส่งออก (POSSEC)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขอยุติโครงการศูนย์รวบรวมผักและผลไม้เพื่อการส่งออก (POSSEC) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) รายงานว่า

1. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 ธันวาคม 2543) กรมการค้าภายในได้คัดเลือกบริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) ให้เป็นผู้ดำเนินการศูนย์ POSSEC ซึ่งได้ทำสัญญาร่วมดำเนินการเป็นระยะเวลา 15 ปี โดยกรมการค้าภายในได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐที่เข้าให้บริการในศูนย์ POSSEC และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของศูนย์ POSSEC เป็นระยะเวลา 5 ปี และผู้ดำเนินการศูนย์ POSSEC มีหน้าที่จัดหาอาคารสถานที่ให้กับหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้าให้บริการในศูนย์ POSSEC โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาดำเนินการตามสัญญา รวมทั้งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนการส่งออกสินค้าอย่างเบ็ดเสร็จ

2. ศูนย์ POSSEC ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2547 ซึ่งผลการดำเนินการนับจากวันเปิดให้บริการถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีการส่งออกสินค้าผ่านศูนย์ POSSEC จำนวน 5,140 Shipments (เฉลี่ยสัปดาห์ละ 16 Shipments) เป็นปริมาณสินค้า 7,877.42 ตัน ประกอบด้วย ผักสด ผลไม้สด โดยประเทศปลายทางที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป โดยมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการเปิดให้บริการของศูนย์ POSSEC สรุปได้ดังนี้

3. บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด(ตลาดไท) ได้มีหนังสือแจ้งมายังกรมการค้าภายในเพื่อขอยุติ บทบาทในฐานะผู้ดำเนินการศูนย์ POSSEC เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 และวันที่ 21 มกราคม 2553

4. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบการดำเนินงานการส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้ภารกิจด้านการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน พณ. ในส่วนของการ ดำเนินงานของศูนย์ POSSEC นั้น พบว่าการดำเนินงานของศูนย์ POSSEC ยังไม่ประสบความสำเร็จในมิติของประสิทธิผลและประสิทธิภาพ สตง.จึงมีข้อเสนอแนะให้พิจารณายุติการสนับสนุนงบประมาณแก่ศูนย์ POSSEC และยุติการดำเนินงานของศูนย์ POSSEC ดังกล่าว


13. เรื่อง นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นเครื่องมือในการนำนโยบาย ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติต่อไป
  2. เห็นชอบให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (กทสช.) บูรณาการคณะทำงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีหน้าที่
    • 2.1 จัดทำกรอบแผนการดำเนินการ
    • 2.2 กำหนดตัวชี้วัดและวิธีประเมินผลที่จำเป็นสำหรับการติดตามความสำเร็จของนโยบาย
    • 2.3 เสนอองค์กรที่รับผิดชอบดำเนินการตามแผนปฏิบัติการข้างต้น
    • 2.4 จัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินการตามนโยบายฯ เพื่อให้ กทสช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสาธารณะเป็นระยะ ๆ
  3. ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสานงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรกำกับดูแล เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายฯ ไปสู่การปฏิบัติต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า

1. กทสช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณา (ร่าง) นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 มีมติเห็นควรแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายบรอดแบนด์ภายใต้ กทสช. เพื่อจัดทำนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน ปลัดกระทรวงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธาน ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมเป็นอนุกรรมการ โดยมอบหมายให้จัดทำนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ สำหรับเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาบรอดแบนด์ของประเทศ

2. คณะอนุกรรมการฯ ได้จัดทำ (ร่าง) นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยมีกระบวนการศึกษาวิเคราะห์สถานภาพและทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยและต่างประเทศ และพิจารณาทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นพื้นฐาน ตลอดจนได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำนโยบายบรอดแบนด์ของประเทศ จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งจากภาครัฐและเอกชน สรุปประเด็นสำคัญร่างนโยบายดังกล่าว ดังนี้


14. เรื่อง รายงานผลการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาไก่ไข่

คณะรัฐมนตรี

  1. รับทราบผลการศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  2. ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเป็นธรรมในการดำเนินการปฏิรูปประเทศไทย รับผลการศึกษาเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับคณะทำงานจากกระทรวงต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบราคาและต้นทุนการผลิต เพื่อหาแนวทางกำหนดราคาขายไข่ไก่ในระบบอย่างเป็นธรรมต่อไป
  3. ให้กระทรวงพาณิชย์รับไปประสานกับผู้ประกอบการค้าไข่ไก่เพื่อขอความร่วมมือให้คงราคาไข่ไก่ในท้องตลาดเอาไว้เช่นเดิมต่อไปก่อน

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า

1.หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 กษ. โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยประสานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อดำเนินการศึกษา ปรับปรุงโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานอื่นๆ ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 3 กันยายน 2553 เมื่อครบกำหนดประธานคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ได้ขอเลื่อนส่งผลการศึกษาออกไป เป็นวันที่ 14 กันยายน 2553 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอเลื่อนส่งผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553) ออกไปอีก 30 วัน เป็นวันที่ 14 ตุลาคม 2553 ประธานคณะทำงานฯ ได้นำเสนอผลการศึกษาต่อคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พร้อมขอนำไปปรับปรุงแก้ไข บัดนี้ผลการศึกษาได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณจากกรมปศุสัตว์ จำนวน 594,000 บาท

2.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงสร้าง บทบาท และผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ โดยมีผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้


15. เรื่อง ขออนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินและการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอทั้ง 3 ข้อดังนี้

  1. อนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินสำหรับปี 2554 ด้วยวิธีการทำสัญญากู้เงิน (Term Loan) วงเงินไม่เกิน 59,960.44 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
  2. อนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงินไม่เกิน 82,769.71 ล้านบาท โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรรัฐบาลตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่เสนอ
  3. เห็นชอบให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งคำขอรับจัดสรรวงเงินกู้พร้อมทั้งเอกสารรายละเอียดประกอบที่ครบถ้วนให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 และให้ สงป. พิจารณาจัดสรรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 หากหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนดเวลาให้ยกเลิกวงเงินกู้ส่วนที่ไม่ได้รับการอนุมัติจัดสรรจาก สงป. ยกเว้นโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขยายระยะเวลาการขอรับจัดสรรให้แล้ว

ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงบประมาณที่เห็นควรให้มีการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงาน และการใช้จ่ายเงินกู้ของโครงการที่ได้รับการจัดสรรให้เป็นไปตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

  1. กค. ได้ดำเนินการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบของการจัดทำสัญญากู้เงิน (Term Loan) ตามรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว รวม 8 ครั้ง จำนวน 290,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายเงินกู้ภายใต้สัญญากู้เงินข้างต้น เพื่อนำมารองรับการใช้จ่ายภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รวม 236,000 ล้านบาท โดยมีผลการเบิกจ่ายเงินกู้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2553 จำนวน 234,400.87 ล้านบาท
  2. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กค. ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้สัญญากู้เงิน (Term Loan) จำนวน 3 สัญญา วงเงินกู้รวม 82,230.29 ล้านบาท เป็นพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อกระจายภาระการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับกรอบวงเงินงบประมาณชำระหนี้ของรัฐบาล โดยมีอายุเงินกู้เฉลี่ย (Average Time to Maturity) ยาวขึ้นเป็น 4 ปี
  3. สถานะการดำเนินโครงการในปัจจุบัน ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2553 จากกรอบวงเงินกู้ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รวม 348,960.44 ล้านบาท สงป. ได้อนุมัติการจัดสรรเงินกู้ไปแล้ว รวม 320,760.88 ล้านบาท และหน่วยงานเจ้าของโครงการได้เบิกจ่ายเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการแล้ว จำนวน 234,400.87 ล้านบาท ดังนั้น จึงมีวงเงินกู้ที่ได้รับการจัดสรรจาก สงป. แล้วและรอการเบิกจ่ายรวม 86,360.01 ล้านบาท และเมื่อรวมกับวงเงินกู้ที่รอการอนุมัติจัดสรรจาก สงป. จำนวน 29,199.56 ล้านบาท แล้ว จะมีความต้องการใช้เงินกู้อีก 115,559.57 ล้านบาท โดย กค. ยังมีวงเงินกู้คงเหลือ คือ วงเงินกู้ที่ กค. ได้ลงนามผูกพันในสัญญาเงินกู้แล้ว จำนวน 290,000 ล้านบาท หักด้วยวงเงินกู้ที่ได้เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 234,400.87 ล้านบาท เท่ากับ 55,599.13 ล้านบาท จึงเห็นควรกำหนดแผนการกู้เงินสำหรับปี 2554 ด้วยวิธีการทำสัญญากู้เงิน (Term Loan) วงเงินไม่เกิน 59,960.44 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ดังนี้
ผู้กู้ กระทรวงการคลังในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
วัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สำหรับแผนงานหรือโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ระยะเวลาเงินกู้ ไม่เกิน 4 ปี
แหล่งเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและ/หรือสถาบันการเงินภาครัฐ
อัตราดอกเบี้ย อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือนประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) เฉลี่ย (ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ และธนาคารกสิกรไทยฯ) หรืออัตราดอกเบี้ย BIBOR ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และบวกส่วนเพิ่มหรือลบส่วนลดตามที่ กค. เห็นสมควร โดยปรับอัตราดอกเบี้ยทุกงวด 6 เดือนหากมีการเปลี่ยนแปลง และการคิดคำนวณดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการเบิกจ่ายเงินกู้
ระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย เป็นไปตามข้อเสนอของแหล่งเงินกู้ ซึ่งจะได้มีการเจรจาต่อรองต่อไป ตามที่ กค. เห็นสมควร
การชำระคืนต้นเงิน ชำระคืนต้นเงินกู้ทั้งจำนวนเมื่อครบกำหนด
การชำระคืนต้นเงินก่อนกำหนด สามารถชำระคืนต้นเงินก่อนกำหนดได้ทั้งจำนวนหรือบางส่วน
  1. เพื่อลดความเสี่ยงในการบริหารหนี้และกระจายภาระการชำระหนี้ของรัฐบาลให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อชำระหนี้ของรัฐบาล รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบลงทุนของรัฐบาลเพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ จึงเห็นควรกู้เงินด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรรัฐบาลอายุ 12 - 20 ปี เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ในวงเงินไม่เกิน 82,769.71 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ คือ การปรับ Portfolio ให้มีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4 ปีเป็น 8.5 ปี และปรับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราคงที่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการปรับอัตราดอกเบี้ย รวมถึงเป็นการกระจายภาระหนี้ไม่ให้กระจุกตัวมากเกินไป โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขของตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรรัฐบาล ดังนี้
ประเภท ตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรรัฐบาล
ผู้กู้ กระทรวงการคลังในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
วัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
วงเงิน 82,769.71 ล้านบาท
อายุ 12-20 ปี
อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยคงที่ตามอัตราตลาด
แหล่งเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและ/หรือสถาบันการเงินภาครัฐ และนักลงทุนสถาบันการเงินระยะยาว ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำนักงานประกันสังคม และบริษัทประกันชีวิต
การชำระคืนต้นเงินกู้ ชำระคืนต้นเงินกู้ทั้งจำนวนเมื่อครบกำหนด
  1. เพื่อให้การกู้เงินและบริหารเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กค. เห็นควรกำหนดมาตรการเร่งรัดการจัดสรรเงินกู้สำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งคำขอรับจัดสรรวงเงินกู้พร้อมทั้งเอกสารรายละเอียดประกอบที่ครบถ้วนให้ สงป. พิจารณาภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 และให้ สงป. พิจารณาจัดสรรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 หากหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนดเวลา กค. จะพิจารณายกเลิกวงเงินกู้ส่วนที่ไม่ได้รับการอนุมัติจัดสรรจาก สงป. ยกเว้นโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขยายระยะเวลาการขอรับจัดสรรให้แล้ว

16. เรื่อง โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอำนวยการโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบแผนบูรณาการการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาและกำกับการจัดสร้างปะการังเทียมติดตามการดำเนินงานตามแผนบูรณาการฯ ต่อไป
  2. รับทราบสถานการณ์ความเสื่อมโทรมในระดับวิกฤตของแนวปะการังอันเกิดจากการใช้ประโยชน์อย่างไม่ยั่งยืนและปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในพื้นที่วิกฤตเร่งด่วนและติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวและผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนบูรณาการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล โดยการสร้างปะการังเทียม นั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอเพิ่มเติม ว่า เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับแผนปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ และบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ส่วนค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไป ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้คณะกรรมการอำนวยการโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอำนวยโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล รายงานว่า

  1. คณะกรรมการอำนวยการโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล ในการประชุมครั้งที่ 1/2553 วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2553 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองประธานกรรมการ ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียมและให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนบูรณาการการดำเนินงานและงบประมาณการจัดสร้าง ปะการังเทียม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล ซึ่งประธานกรรมการอำนวยการโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลได้ ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวแล้ว ประกอบด้วย อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและผู้แทนกรมประมงเป็นฝ่ายเลขานุการ
  2. คณะอนุกรรมการจัดทำแผนบูรณาการการดำเนินงานและงบประมาณการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล ในการประชุมครั้งที่ 1/2553 วันพุธที่ 24 มีนาคม 2553 มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนบูรณาการการดำเนินงานและงบประมาณการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอและให้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
  3. คณะกรรมการอำนวยการฯ ในการประชุมครั้งที่ 2/2553 วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน 2553 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เป็นประธานที่ประชุมมีมติเห็นชอบในแผนบูรณาการการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม และเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาและกำกับการจัดสร้างปะการังเทียมขึ้นมาดำเนินการ เพื่อให้การจัดสร้างปะการังเทียมตามแผนบูรณาการการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็วในการดำเนินงานทั้งด้านการพิจารณากำหนดรายละเอียดพื้นที่ การขออนุญาตและการติดตามประเมินผล ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ นำความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอำนวยการฯ ไปปรับแก้ไขให้แผนบูรณาการการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียมมีความพร้อมสมบูรณ์เพื่อนำเสนอประธานกรรมการคณะกรรมการฯ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อไป
  4. คณะอนุกรรมการพิจารณาและกำกับการจัดสร้างปะการังเทียม ในการประชุมครั้งที่ 1/2553 วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ประชุมพิจารณาแก้ไขและปรับปรุงแผนบูรณาการการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม นอกจากนี้ยังได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานโดยให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งติดตามการดำเนินงานตามแผนบูรณาการฯ พร้อมทั้งจัดทำรายงานความคืบหน้าเสนอคณะกรรมการอำนวยการฯ ทุก 6 เดือน และได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณารายละเอียดโครงการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อกำหนดแนวทางการพิจารณารายละเอียดโครงการจัดสร้างปะการังเทียมให้ความเห็นชอบพื้นที่การจัดสร้างปะการังเทียม รวมทั้งจัดทำคู่มือการจัดสร้างปะการังเทียมอีกด้วย
  5. คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้มีความเห็นเพิ่มเติมให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจัดทำข้อมูลฐานของสถานภาพแนวปะการังรวมทั้งแผนการบริหารจัดการแนวปะการังธรรมชาติควบคู่ไปกับการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อให้การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  6. ในกรณีของการฟื้นฟูทรัพยากรปะการังธรรมชาติ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้สำรวจและ ติดตามสถานภาพทรัพยากรชายฝั่งทะเลเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการและได้จัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรปะการังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้ระบุแนวปะการังที่อยู่ในสภาวะวิกฤตต้องทำการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน ประกอบด้วย แนวปะการังบริเวณ เกาะเต่า เกาะพงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เกาะล้าน เกาะไผ่ จังหวัดชลบุรี เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต เกาะยาวน้อย - ยาวใหญ่ จังหวัดพังงา และเกาะพีพี จังหวัดกระบี่
  7. การสำรวจสถานภาพแนวปะการังล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2553 พบว่าแนวปะการังของประเทศไทยอยู่ในสภาวะวิกฤต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งมีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลอย่างผิดปกติ โดยพบว่ามีสัดส่วนปะการังฟอกขาวบริเวณอ่าวไทย ร้อยละ 70 และบริเวณฝั่ง อันดามัน ร้อยละ 90 ซึ่งเริ่มมีการตายแล้ว ร้อยละ 5-40 โดยหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ปะการังจะตายอย่างต่อเนื่องและจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมทั้งกิจกรรมที่ใช้ประโยชน์ในแนวปะการังทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การท่องเที่ยวและการประมงอย่างรุนแรง
  8. คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้พิจารณาแล้วเพื่อเป็นการสนองพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถึงความห่วงใยต่อการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล และเพื่อเป็นการสร้างแหล่งอาศัยให้แก่สัตว์น้ำชายฝั่ง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตความเสื่อมโทรมของทะเลไทย โดยเฉพาะปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวไม่ให้ส่งผลกระทบ ต่อศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการประมงของประเทศไทย จึงได้จัดทำแผนบูรณาการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล โดยการสร้างปะการังเทียม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

หลักการและเหตุผล

หลักการสำคัญของการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม คือตระหนักว่าปะการังเทียมเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือ / แนวทาง ในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล การนำปะการังเทียมมาใช้ต้องเป็นกรณีที่พิจารณาตามหลักวิชาการแล้วว่า เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงเนื่องจากต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก

ความเชื่อมโยงกับนโยบายที่เกี่ยวข้อง

นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2540-2559 มีวัตถุประสงค์เพื่อ รักษาและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยฟื้นฟูบูรณะทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถฟื้นสภาพได้ ให้มีศักยภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาในอนาคต รวมทั้งสงวนรักษาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถฟื้นคืนสภาพได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกระจายอำนาจหน้าที่ไปสู่จังหวัดและท้องถิ่น

วิสัยทัศน์

ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลได้รับการฟื้นฟูให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยการใช้ปะการังเทียมเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูโดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้านวิชาการ การใช้ประโยชน์และการมีส่วนร่วมของชุมชน

พันธกิจ

  1. รวบรวมองค์ความรู้ด้านปะการังเทียม ประเมินผลสำเร็จและจัดทำฐานข้อมูลด้านปะการังเทียม
  2. จัดสร้างปะการังเทียมในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  3. ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล
  4. ปรับปรุงแนวทางการจัดทำปะการังเทียมและการขออนุญาตให้มีประสิทธิภาพ

เป้าหมายหลัก

มีการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในทะเล ปริมาณสัตว์น้ำ และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ทะเล (Artificial habitat) - ให้สัตว์น้ำเข้ามาหลบภัยอยู่อาศัย แพร่ขยายพันธุ์ เป็นแหล่งทำการประมงและเพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำออกไปนอกปะการังเทียมอีกด้วย
  2. เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังธรรมชาติ (Rehabilitation of coral reef) - ให้ตัวอ่อนปะการังมายึดเกาะเจริญเติบโต พัฒนาเป็นแนวปะการังธรรมชาติในที่สุด
  3. เพื่อป้องกันระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญจากอวนลาก อวนรุน (Habitat protection) - ใช้กีดขวาง แนวการทำประมงอวนรุนและอวนลาก ไม่ให้เข้ามาทำลายแหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการังในพื้นที่อนุรักษ์
  4. เพื่อเป็นแหล่งดำน้ำ (Artificial diving site) - เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวดำน้ำ และลดแรงกดดันจากนักดำน้ำต่อแนวปะการังธรรมชาติ
  5. เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal protection) - ลดความแรงของคลื่นและกระแสน้ำ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเพิ่มอัตราการสะสมตัวของแนวชายหาด

กลยุทธ์ มีดังนี้ กลยุทธ์ที่ 1 สร้างองค์ความรู้ด้านปะการังเทียม กลยุทธ์ที่ 2 จัดสร้างปะการังเทียมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล กลยุทธ์ที่ 3 จัดสร้างปะการังเทียมเพื่อการประมง กลยุทธ์ที่ 4 พัฒนาการปรับปรุงขออนุญาตการดำเนินการจัดสร้างปะการังเทียม

ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559


17. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรี

1. รับทราบ อนุมัติ และเห็นชอบ ทั้ง 8 ข้อ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

2. ในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาแล้วยังคงยืนยันความจำเป็นในการดำเนินโครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้หน่วยงานนั้นพิจารณาทบทวนและปรับแผนการดำเนินงานของโครงการใด ๆ ที่หน่วยงานได้รับจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 มาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการทดแทน โดยให้แจ้งข้อมูลการพิจารณาทบทวนฯ พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงบประมาณโดยด่วนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ


18. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2553 ตามที่คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) รายงานว่า กอช. ได้มีการประชุม ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 เวลา 9.30 - 12.30 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นประธาน สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. การจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทอุตสาหกรรมอาหาร พ.ศ. 2553-2557 กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้รายงานผลการจัดทำแผนปฏิบัติการ และความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ต่อ คณะกรรมการ กอช. สรุปได้ ดังนี้

2. การจัดตั้งสถาบันพลาสติก สศอ. นำเสนอเรื่องการจัดตั้งสถาบันพลาสติก โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้


19. เรื่อง รายงานการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2553 ตามที่คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

ข้อเท็จจริง

คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีได้มีการประชุมครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสโมสรและหอประชุม กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม (นายประกิจ พลเดช) เป็นประธานการประชุม โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ประเด็น สรุปสาระสำคัญ
1. ผู้เข้าร่วมประชุม มีกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทั้งสิ้น 24 ท่าน เข้าร่วมประชุมจำนวน 14 ท่าน
2. การดำเนินงานนโยบายของกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายโสภณ ซารัมย์) แจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมดังนี้

1) งานนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ประสบความสำเร็จและสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตของหน่วยงานในสังกัด มีดังนี้

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และธรรมาภิบาล / ตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศ / การยกเลิกฐานจากท่าอากาศยานดอนเมืองมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันบริษัท การบินไทย จำกัดประสบความสำเร็จจากการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของทุกฝ่าย
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้
    • ด้านอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและถูกวิธีและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในอนาคต
    • ด้านบริหารจัดการภายในองค์กร กรณี สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการพัฒนาองค์กรให้กับสหภาพฯ เพื่อให้เกิดความตระหนักในหน้าที่ และมีจิตสำนึกที่ดีในการให้บริการต่อประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะ (รถไฟ) ซึ่งปัจจุบันปัญหาภายในดังกล่าวได้รับการแก้ไขและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งพนักงานในองค์กรยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น
  • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กรณี โครงการรถเมล์เอ็นจีวี ได้นำผลการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนมาจัดทำเป็นโครงการโดยมีการประเมินค่าใช้จ่ายในเรื่องการจ่ายค่าเช่าแล้วไม่เกิดการขาดทุน และการดำเนินงานโครงการเป็นการบริหารจัดการบริการระบบขนส่งสาธารณะให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้เกิดการประหยัดพลังงานและช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในอนาคต ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

2) งานนโยบายหลักของกระทรวงคมนาคม

  • ถนนไร้ฝุ่น (ระยะทาง 3,000 กิโลเมตร) เป็นโครงข่ายระบบขนส่งภาคชนบท ทำให้มีการขนส่งสินค้าการเกษตรเข้ามาขายในเมือง หากมีการสร้างทางเพิ่มเติม 4,000 กิโลเมตร จะทำให้ระบบขนส่งในชนบทมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ประชาชนในชนบทมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับประโยชน์สูง และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบข้อคิดเห็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการดำเนินงานในโครงการสำคัญต่อประเทศควรมีการจัดทำประชาพิจารณ์ ศึกษาผลกระทบและงบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบ หากพบว่าเกิดปัญหาควรยุติโครงการดังกล่าว

3. การดำเนินงานกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงคมนาคม (นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม) รายงานผลการดำเนินงานสำคัญในภาพรวมของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีภารกิจหลักในเรื่องการคมนาคมของประชาชนเพื่อให้เดินทางโดยสะดวกและปลอดภัยด้วยระบบการขนส่งมวลชนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้

เป้าหมายการพัฒนา (Goals) ของกระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบริการระบบขนส่ง "ขนส่งก้าวหน้า พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ดังนี้

  • (G1) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Hubs&Spokes)
  • (G2) เพื่อให้มีระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ
  • (G3) เพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการและเพิ่มความปลอดภัย(Safety) ในการเดินทางและการขนส่ง
  • (G4) เพื่อส่งเสริมการขนส่งที่ประหยัดพลังงาน (Energy Saving)เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendly) และต้นทุน (Low cost)
  • (G5) เพื่อให้มีการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและมีความเท่าเทียมกัน
  • (G6) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว (Mobility) และยกระดับการเข้าถึง(Accessibility)

กรอบทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคม

  1. แนวคิดในการพัฒนาในอนาคต In-Side-Out พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศให้มีความสมบูรณ์ ควบคู่การเชื่อมโยงกับประเทศอื่นทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค
  2. แนวทางการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการอย่างสมดุลและยั่งยืน 4 ด้าน คือ Transpot Logistic Node / Utilization / Missing Link / Modal Shift
  3. นโยบายคมนาคมของรัฐที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นนโยบายการขยายโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น
  4. การพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงเส้นทางการค้าใหม่ เพื่อการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในในภูมิภาคอินโดจีน
  5. การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมเพื่อรองรับการขยายเส้นทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคอาเซียนและจีนตอนใต้

สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงคมนาคม

1. ด้านการขนส่งทางถนน มีแผนพัฒนาระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองระยะเร่งด่วนระหว่าง พ.ศ. 2550 - 2554

  • เส้นทางสู่ภาคกลาง/ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 190 กิโลเมตร
  • เส้นทางสู่ภาคตะวันตก/ภาคใต้ ทางหลวงหมายเลข 81 บางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ระยะทาง 98 กิโลเมตร และทางหลวงหมายเลข 8 นครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ ระยะทาง 154 กิโลเมตร
  • เส้นทางสู่ภาคตะวันออก ทางหลวงหมายเลข 7 ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 89 กิโลเมตร
  • เส้นทางสู่ภาคกลาง/ภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 5 บางปะอิน-นครสวรรค์ ระยะทาง 160 กิโลเมตร
    • 1.1 ภาพรวมโครงข่ายทางหลวงในประเทศไทย มีระยะทางทั้งสิ้น 445,511 กิโลเมตร
    • 1.2 การจัดทำแผนบูรณาการเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบโครงข่ายทางหลวง ทางหลวงชนบท ทางหลวงท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาระบบโครงข่ายให้มีความสมบูรณ์เพื่อให้จังหวัดร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจทางหลวงท้องถิ่นซึ่งมีปัญหาอุปสรรคที่ไม่สามารถปรับปรุง บำรุงรักษาหรือพัฒนาเส้นทางให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางสัญจร และเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับทางหลวง
    • 1.3 โครงการยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท (ถนนไร้ฝุ่น) ซึ่งมีผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม คือ การกระจายรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานในท้องถิ่น ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเนื่องจากโรคที่เกิดจากฝุ่นละอองในอากาศ ด้านซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
    • 1.4 การพัฒนาทางหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการก่อสร้างทางเชื่อมต่อทางพิเศษ สายบางพลี-สุขสวัสดิ์ กับถนนวงแหวนอุตสาหกรรมและวงแหวนด้านใต้
    • 1.5 โครงการ "สร้างนักขับรถมืออาชีพ"
    • 1.6 การเดินรถระหว่างประเทศ เดินรถโดยสารไทย-ลาว และเดินรถบรรทุกไทย-ลาว-เวียดนาม

2. ด้านการขนส่งระบบราง ได้มีการจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลระยะเวลา 20 ปี (พ.ศ.2553-2572) มีจำนวนทั้งสิ้น 12 เส้นทาง ระยะทางรวม 495 กิโลเมตร ประกอบด้วย 8 โครงข่ายสายหลัก (โครงข่าย BMT เดิม และแอร์พอร์ตลิงก์)ได้แก่ สายสีแดงเข้ม (ธรรมศาสตร์-มหาชัย) สายสีแดงอ่อน (ศาลายา-หัวหมาก) แอร์พอร์ตลิงห์ (บางซื่อ-พญาไท-สุวรรณภูมิ) สายสีเขียวเข้ม(ลำลูกกา-สมุทรปราการ) สายสีเขียวอ่อน (ยศเส-บางหว้า) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-หัวลำโพง-ท่าพระ-พุทธมณฑลสาย 4) สายสีม่วง (บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ) และสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) และ 4 โครงข่ายสายรอง (โครงข่ายสายรองเพิ่มเติม) ได้แก่ สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) สายสีเหลือง(ลาดพร้าว-สำโรง)สายสีเทา (วัชรพล-สะพาน-พระราม 9) และสายสีฟ้า (ดินแดง- สาทร) โดยอยู่ในกำกับของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการพัฒนาการขนส่งระบบรางเพิ่มเติมอีก ดังนี้

  • 2.1 แนวทางการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ โครงการภายใต้แผนแม่บทเรื่อง พัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูง "บูรณะทางเดิม เพิ่มหัวรถจักร ขยายโครงข่าย เพิ่มสายทางคู่มุ่งสู่ไฮสปีด"
  • 2.2 โครงการก่อสร้างทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเดินรถมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รวมทั้งยกระดับคุณภาพการบริการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

3. ด้านการขนส่งทางน้ำ มีโครงการต่างๆ ดังนี้

  • 3.1 ท่าเทียบเรือเชียงแสน แห่งที่ 2 จังหวัดเชียงราย เป็นการรองรับการขนส่งที่เชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนใต้ ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้าง
  • 3.2 ท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เป็นท่าเรือที่รองรับสะพานเศรษฐกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติก่อสร้าง
  • 3.3 การปรับปรุงท่าเทียบเรือที่จังหวัดสงขลา แห่งที่ 2
  • 3.4 โครงการก่อสร้างสถานีขนส่งทางลำน้ำ ในจังหวัดอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าภาคเหนือ ภาคอีสานกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ท่าเทียบเรือ แหลมฉบังและท่าเทียบเรือศรีราชา
  • 3.5 โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเทียบเรือแหลมฉบัง

4. ด้านการขนส่งทางอากาศ ได้มีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

  • 4.1 การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ระยะที่ 2) โดยมีการขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศตะวันออก อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และงานสาธารณูปโภค
  • 4.2 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต โดยแบ่งกลุ่มงานออกแบบและก่อสร้างเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มขยายขีดความสามารถเขตปฏิบัติการการบิน กลุ่มอาคารผู้โดยสาร กลุ่มอาคารทดแทน กลุ่มระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ และกลุ่มงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
4. ข้อเสนอแนะของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
  1. การปรับปรุงการจราจร เนื่องจากสภาพการจราจรโดยส่วนใหญ่ไม่มีความคล่องตัว เช่น ทางด่วน ถนนที่มีแยกต่างๆ หรือการหยุดชะงักของโครงการก่อสร้างที่ยังไม่มีการดำเนินการต่อ เช่น ทางด่วนโฮปเวลล์ควรหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน หาวิธีการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความคล่องตัวสูงประชาชนได้รับความสะดวกสบาย และเกิดประโยชน์สูงสุดในการเดินทาง
  2. สถานีขนส่งรถโดยสาร ควรอยู่ชานเมืองและต้องเชื่อมโยงกับสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
  3. วิทยุการบิน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานควบคุมจราจรทางอากาศ ควรมีการสำรวจและตรวจสอบเรื่องสัญญาณไฟของอาคารที่มีความสูงให้ถูกต้องและเคร่งครัดตามกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัย
  4. โครงการรถเมล์เอ็นจีวี เห็นควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงในเรื่องการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี และเสนอให้มีโครงการรถเมล์ฟรีสำหรับเด็กนักเรียนด้วย
  5. รางวัล "สถานที่เป็นมิตรกับผู้พิการ" ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับรางวัลดังกล่าว จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในโครงการประกวดสถานที่ดีเด่นที่เอื้อ ต่อผู้พิการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ความสำคัญกับผู้โดยสารทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้พิการ จึงเห็นว่าควรจะได้มีการปรับปรุงการให้บริการต่างๆ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายและเป็นไปตามมาตรฐานสากลให้มากที่สุด
  6. สิ่งอำนวยความสะดวก ขอให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์สาธารณะ สถานี บริการขนส่งมวลชน สถานที่ในสถานีขนส่งมวลชน เช่น ถนน ทางลาด ฯ เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติ ได้รับบริการที่ดีและมีความเสมอภาค
  7. การค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงคมนาคมใน การขอใช้พื้นที่ในสนามบินนานาชาติสำหรับเป็นห้องรับรองเรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ ปัจจุบันได้รับพื้นที่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว แต่ยังขาดพื้นที่สนามบินภูเก็ตและสนามบินเชียงใหม่ จึงขอความร่วมมือกระทรวงคมนาคมจัดพื้นที่รับรองดังกล่าว
  8. การบริหารจัดการ เห็นด้วยกับการนำระบบการบริหารจัดการมาใช้ในกระทรวงคมนาคมโดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลเป็นหลัก รวมถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และทำให้ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการ
5. การเสนอรูปแบบการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องการเสนอรูปแบบการประชุมฯ โดยให้ลดเวลาในการนำเสนอ ภารกิจของกระทรวง และให้มีการกำหนดประเด็นเรื่องที่จะพิจารณา โดยนำประเด็นดังกล่าวเวียนให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวงได้รับทราบเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
6. การประชุมคณะ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2553 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมอบหมายให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานการประชุม ครั้งที่ 3/2553 ในวันที่ 29 ตุลาคม 2553 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล

 


20. เรื่อง รายงานผลการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานผลการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 พร้อมกับลงประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับผลการออกพันธบัตรรัฐบาล จำนวน 3 ฉบับ ในราชกิจจานุเบกษาต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

1. กระทรวงการคลังมีวงเงินตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารและจัดการหนี้ ณ ต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 281,000 ล้านบาท และในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ในเดือนตุลาคม 2552 กระทรวงการคลังได้ดำเนินการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลไปแล้วจำนวน 23,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวน 3 รุ่น ทำให้คงเหลือวงเงินตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารเงินสดรับ - เงินสดจ่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 258,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นวงเงินที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สะสมมาจนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 178,000 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เป็นวงเงินที่ได้ขออนุมัติเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เพื่อนำมาใช้ในการบริหารเงินสดของรัฐบาลจำนวน 80,000 ล้านบาท

2. ในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กระทรวงการคลังได้กำหนดแผนการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลจำนวนรวม 104,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้จำนวน 7 รุ่น โดยมีเงื่อนไขและรายละเอียด ดังนี้

อนึ่ง กระทรวงการคลังได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผลการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 6 ครั้งที่ 7 ครั้งที่ 8 จำหน่ายเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2553 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผลการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 1 จำหน่ายเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2553 และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

3. การจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 4 ตามข้อ 2.1 จำนวน 30,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ได้มีการปรับลดวงเงินการจำหน่ายจากจำนวน 30,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 27,254 ล้านบาท เนื่องจากมีผู้เข้าประมูลไม่ครบวงเงินตามที่ประกาศไว้ จำนวน 2,746 ล้านบาท ประกอบกับมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำวงเงินคงเหลือดังกล่าวไปประมูลหรือออกตราสารหนี้อื่นๆ เพื่อนำเงินมาทดแทนตั๋วเงินคลังได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 จึงอนุมัติให้ใช้เงินคงคลัง จำนวน 2,746 ล้านบาท ไปไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง สำหรับการประมูลพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 5 และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 ตามข้อ 2.2 และ 2.7 ได้ดำเนินการประมูลเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 15 และ 22 กันยายน 2553 ตามลำดับ

4. ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 104,000 ล้านบาท แล้ว ทำให้ ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กระทรวงการคลังมีวงเงินตั๋วเงินคลังรวมทั้งสิ้นจำนวน 154,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ตั๋วเงินคลังเพื่อการบริหารเงินสดรับ - จ่ายของรัฐบาล จำนวน 80,000 ล้านบาท และตั๋วเงินคลังเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สะสมมาจนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 74,000 ล้านบาท

5. เพื่ออนุวัติตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กระทรวง การคลังจะต้องประกาศผลการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้ ซึ่งการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 4 (ได้ดำเนินการจำหน่ายเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553) ครั้งที่ 5 (ได้ดำเนินการจำหน่ายเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553) และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 (ได้ดำเนินการจำหน่ายเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553) กระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับผลการออกพันธบัตรรัฐบาล จำนวน 3 ฉบับ และขอให้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553


21. เรื่อง การแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำตามมติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอดังนี้

ตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 12 ตุลาคม 2553) ได้เห็นชอบมาตรการรองรับผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยขอความร่วมมือจากหน่วยราชการกรมราชทัณฑ์รับซื้อไข่ไก่ ในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2553 นั้น กระทรวงยุติธรรมขอเรียนความคืบหน้าในการดำเนินการ ดังนี้

1. กรมราชทัณฑ์ได้ประชุมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไก่ไข่เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2553 ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้

2. ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังประมาณ 210,000 คน เมื่อปรับเปลี่ยนรายการอาหารให้ผู้ต้องขังบริโภคไข่ไก่ในปริมาณ 5 ฟองต่อคนต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2553 - 30 พฤศจิกายน 2553 จะสามารถช่วยรับซื้อไข่ไก่ได้ประมาณ 5.25 ล้านฟอง ในราคาระหว่างฟองละ 2.00 - 3.10 บาท หรือเฉลี่ยราคาฟองละ 2.50 บาท ซึ่งจะช่วยลดปริมาณไข่ไก่ออกจากตลาดได้ในระดับหนึ่ง

สรุปผลการดำเนินงาน

กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0703.6 / 2299 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2553 แจ้งแนวทางดำเนินการจัดซื้อไข่ไก่ โดยให้เรือนจำ/ทัณฑสถานปรับเปลี่ยนรายการอาหารให้ผู้ต้องขังบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยคนละ 5 ฟองต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2553 - 30 พฤศจิกายน 2553 แล้ว ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์คาดว่าสามารถรับซื้อไข่ไก่ได้จำนวน ประมาณ 5.25 ล้านฟอง ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553


22. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำความเห็นทางกฎหมายสำหรับสัญญาเงินกู้ ดังกล่าวต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. ได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) เป็นผู้ลงนามในรัฐบาลไทย และอุปทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (นาย Yuji Kumamaru) เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย และนาย Yasunori Onishi ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทยในฐานะผู้ให้กู้สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท และการลงนามในสัญญาเงินกู้ระหว่าง นาย Yasunori Onishi ในฐานะ ผู้ให้กู้กับนายเยี่ยมชาย ฉัตรแก้ว รองผู้ว่าการ รฟม. รักษาการแทนผู้ว่าการ รฟม. ในฐานะผู้กู้ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงนามในสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ทั้งนี้ รายละเอียดหนังสือแลกเปลี่ยนฯ สัญญาเงินกู้ และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวมีสาระสำคัญ และเงื่อนไขเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติทุกประการ
  2. เพื่ออนุวัติตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กระทรวงการคลังจะต้องประกาศการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญากู้เงิน (ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553)

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 127 ตอนพิเศษ 124 ง วันที่ 26 ตุลาคม 2553 แล้ว


สังคม


23. เรื่อง การถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ.2010

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทาง ชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทาง ชีวภาพ ค.ศ.2010 ตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับสนองพระราชดำริ อาทิ การอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และการสร้างปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาศัยและเพิ่มประชากรสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมทั้งการฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ของประเทศให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์เป็นฐานทรัพยากรให้แก่ประชาชนได้ใช้ในการดำรงชีวิต จึงสมควรได้รับการเฉลิมพระเกียรติและยกย่องในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2554
  2. การถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเป็นการแสดงจุดยืนในอันที่จะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักความสามัคคีของคนในชาติ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป

24. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 6 ฉบับ และร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการ ต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ อันส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ จึงขอเสนอมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ดังนี้
    • 1.1 มาตรการภาษีด้านเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อเป็นการขจัดภาระภาษีและบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือกรุงเทพมหานคร
    • 1.2 มาตรการภาษีด้านการประกันภัย เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่บริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัยซึ่งได้จ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง และขจัดภาระภาษีให้แก่ผู้ที่ได้รับเงินได้จากบริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัยดังกล่าว
    • 1.3 มาตรการภาษีเกี่ยวกับทรัพย์สินและสินค้าถูกเพลิงไหม้หรือเสียหายเกี่ยวเนื่องกับการเกิดเพลิงไหม้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบการที่ทรัพย์สินและสินค้าถูกเพลิงไหม้หรือเสียหายเกี่ยวเนื่องกับการเกิดเพลิงไหม้จากการชุมนุมทางการเมือง
  2. มาตรการภาษีข้างต้นสามารถดำเนินการได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 6 ฉบับ และกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จะมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป
  3. การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องและการขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีบ้างแต่จะเป็นการช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

กำหนดให้ยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบการ สำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลและหรือกรุงเทพมหานคร สำหรับปีภาษีที่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวหรือสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างพระราชกฤษฎีกา 1)
  2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินช่วยเหลือในส่วนของเงินเดือนประจำที่ได้จ่ายให้ลูกจ้างไปแล้วตามบัญชี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างพระราชกฤษฎีกา 2)
  3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากบริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย ทั้งนี้ สำหรับปีภาษีที่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวหรือสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างพระราชกฤษฎีกา 3)
  4. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย สำหรับเงินได้เท่าจำนวนเงินช่วยเหลือซึ่งจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างพระราชกฤษฎีกา 4)
  5. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้เอาประกันภัยสำหรับเงินได้ที่เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ สำหรับปีภาษีที่ได้รับค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวหรือสำหรับระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 (ร่างพระราชกฤษฎีกา 5)
  6. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินส่วนที่เหลืออยู่หลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา มูลค่าค่าซ่อมแซมทรัพย์สินให้คงสภาพเดิม มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่ ผู้เช่าได้ก่อสร้างหรือจัดให้มีเพื่อทดแทนทรัพย์สินที่เกิดเพลิงไหม้ และมูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ถูกเพลิงไหม้หรือเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว และยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ค่าสินค้า ตลอดจนประโยชน์ที่คำนวณได้จากมูลค่าการได้ใช้พื้นที่เพื่อขายสินค้าหรือให้บริการที่ผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวได้รับการช่วยเหลือโดยไม่ต้องชำระค่าตอบแทน (ร่างพระราชกฤษฎีกา 6)
  7. กำหนดให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าที่ได้ขายสินค้าหรือนำสินค้าไปฝากขายกับผู้ซื้อหรือผู้รับฝากขายที่มีสถานประกอบการที่ขายสินค้านั้นตั้งอยู่ในบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อให้นำไปขายต่อ และสินค้านั้นถูกเพลิงไหม้หรือเสียหายอันเกี่ยวเนื่องจากการเกิดเพลิงไหม้จนไม่สามารถนำไปขายต่อได้และได้มีการทำลายสินค้านั้น โดยยังไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าว สามารถจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ในส่วนของหนี้สินค้า ดังกล่าวได้ (ร่างกฎกระทรวง)

25. เรื่อง มติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เรื่อง การกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ประชุมครั้งที่ 3/2547 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบกรอบแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาและจัดทำรายละเอียดเพื่อดำเนินการต่อไป
  2. เห็นชอบขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า 7 เมือง ได้แก่ เมืองเก่าเชียงใหม่ เมืองเก่าลำปาง เมืองเก่ากำแพงเพชร เมืองเก่าลพบุรี เมืองเก่าพิมาย เมืองเก่านครศรีธรรมราช และเมืองเก่าสงขลา เพื่อประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า พ.ศ. 2546
  3. เห็นชอบให้จังหวัด โดยคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่ารายงานว่า

  1. ในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า รัฐบาลกำหนดนโยบายการดำเนินงานเป็นพิเศษเฉพาะพื้นที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า พ.ศ. 2546 ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งมีหน้าที่วางนโยบายกำหนดพื้นที่จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
  2. คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ประชุมครั้งที่ 3/2547 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 มีมติเห็นชอบเมืองเก่ากลุ่มที่ 1 ที่จะต้องดำเนินการเป็นลำดับต้น ได้แก่ เมืองเก่าเชียงใหม่ เมืองเก่าลำปาง เมืองเก่ากำแพงเพชร เมืองเก่าลพบุรี เมืองเก่าพิมาย เมืองเก่านครศรีธรรมราช และเมืองเก่าสงขลา
  3. คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ดังนี้
    • 3.1 คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพิจารณาแผนการดำเนินงานในพื้นที่เมืองเก่า เพื่อให้การดำเนินงานในพื้นที่เมืองเก่าเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า
    • 3.2 คณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าระดับเมืองทั้ง 7 เมือง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอนุกรรมการ มีอำนาจหน้าที่จัดทำแนวทาง มาตรการ ผังแม่บท แผนปฏิบัติการ และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด
  4. คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2552 มีมติดังนี้
    • 4.1 เห็นชอบกรอบแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ซึ่งประกอบด้วยแนวทางทั่วไปและแนวทางสำหรับเขตพื้นที่เพื่อให้สามารถเลือกนำไปใช้ปฏิบัติตามความเหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ ดังนี้
      • 4.1.1 แนวทางทั่วไป ได้แก่ การมีส่วนร่วมและประชาสัมพันธ์ การสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมกิจกรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น การส่งเสริมคุณภาพชีวิต การป้องกันภัยคุกคามจากมนุษย์และธรรมชาติ การประหยัดพลังงานด้านการสัญจรและสภาพแวดล้อม และการดูแลและบำรุงรักษาอาคารและสาธารณูปการ
      • 4.1.2 แนวทางสำหรับเขตพื้นที่ (ในพื้นที่หลักและพื้นที่ต่อเนื่อง) ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้านอาคารและสิ่งแวดล้อม ด้านระบบการจราจรและคมนาคมขนส่ง และด้านการพัฒนาภูมิทัศน์
    • 4.2 เห็นชอบขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า 7 เมือง และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อจังหวัดจะได้นำไปจัดทำแผนแม่บทและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าต่อไป ได้แก่
      • 4.2.1 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ พื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ครอบคลุมอาณาบริเวณพื้นที่ภายในแนวกำแพงเมืองและคูเมืองเมืองเชียงใหม่
      • 4.2.2 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าลำปาง พื้นที่เมืองเก่าลำปางครอบคลุมอาณาบริเวณพื้นที่เมืองเขลางค์นคร รวม 3 สมัย
      • 4.2.3 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่ากำแพงเพชร พื้นที่เมืองเก่ากำแพงเพชรครอบคลุมอาณาบริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิง ประกอบด้วย ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ชุมชนและย่านการค้าโดยรอบ และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนเมืองนครชุม
      • 4.2.4 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าลพบุรี พื้นที่เมืองเก่าลพบุรีครอบคลุมอาณาบริเวณศูนย์กลางเมืองลพบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มโบราณสถานที่สำคัญของลพบุรี
      • 4.2.5 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าพิมาย พื้นที่เมืองเก่าพิมายครอบคลุมอาณาบริเวณ ประกอบด้วย ชุมชนเมืองพิมายอยู่ด้านเหนือ และชุมชนโบราณบ้านวังหินและบารายใหญ่และวัดโคกอยู่ด้านใต้
      • 4.2.6 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่านครศรีธรรมราช พื้นที่เมืองเก่านครศรีธรรมราชครอบคลุมอาณาบริเวณสองฟากถนนราชดำเนิน โดยที่ตั้งของชุมชนฟากตะวันออกและฟากตะวันตกกว้างรวมกันประมาณ 1 กิโลเมตร
      • 4.2.7 ขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าสงขลา พื้นที่เมืองเก่าสงขลาครอบคลุมอาณาบริเวณชุมชนเมืองสงขลาฝั่งบ่อยางซึ่งเป็นคาบสมุทรมีน้ำล้อมรอบ
  5. โดยเหตุที่พื้นที่เมืองเก่าปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์ ภายในบริเวณเมืองเก่ามีโบราณสถานที่มีคุณค่าจำนวนมาก ซึ่งการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่ามีความจำเป็นต้องมีกรอบแนวทางและขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า พ.ศ. 2546 ที่ให้คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าดำเนินการตามหน้าที่ที่กำหนดในข้อ 9 (1) ให้วางนโยบาย กำหนดพื้นที่ และจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า และขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าแล้ว จังหวัดจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนแม่บทผังแม่บท กลไก และกระบวนการบริหารจัดการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าทั้ง 7 เมือง เพื่อให้บริเวณดังกล่าวได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างถูกต้อง เหมาะสม มีการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามในพื้นที่เมืองเก่า
  6. พื้นที่เมืองเก่าเป็นเมืองที่มีลักษณะและวิวัฒนาการทางสังคมที่สืบต่อมาจากยุคต่าง ๆ มีรูปแบบของสถาปัตยกรรม ศิลปะ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ปรากฏชัดเจน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องรักษาให้ดำรงอยู่ และมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น เพื่อมิให้มีการทำลายหลักฐานที่สำคัญและอนุรักษ์เมืองเก่าไว้เป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลัง ตลอดจนเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเชิงท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกำหนดเขตพื้นที่และจัดทำแผนแม่บทและผังแม่บทเพื่อให้การพัฒนาพื้นที่สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์

26. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2553 ของไตรมาสสี่

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2553 ของไตรมาสสี่ ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานผลการดำเนินงานศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2553 ของไตรมาสสี่ ดังนี้

1.สถิติการใช้บริการ

รูปที่ 1 แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบจำนวนการใช้บริการ

2. บริการสอบถามข้อมูลทั่วไปแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถามดังนี้

3. บริการรับเรื่องร้องเรียน(Complaint)

4. การดำเนินงานอื่นๆ ของโครงการ GCC1111 ประจำปีงบประมาณ 2553

4.1 การดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ

4.2 การดำเนินงานภายในโครงการ GCC 1111

5. บทวิเคราะห์

สำหรับไตรมาสสี่ภาพรวมของข้อมูลที่ประชาชนสนใจโทรสอบถาม ได้แก่ การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 6 การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขต มาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และสวัสดิการต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ มาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการสำรวจ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด (H1N1) โดย GCC 1111 ได้พยายามพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องทั้งด้านข้อมูลและบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนผู้ใช้บริการภาครัฐรวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐยังสามารถนำข้อมูลที่ประชาชนสอบถามหรือร้องเรียนไปใช้ในการวางแผนในการแก้ปัญหาการพัฒนาและ ประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดแก่ประชาชน


27. เรื่อง การซักซ้อมหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท

คณะรัฐมนตรีรับทราบการซักซ้อมหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามที่คณะกรรมการอำนวยการ กำกับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. มติ ครม.

ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 อนุมัติในหลักการให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท ใน 2 กรณี

2. หลักเกณฑ์

หลักเกณฑ์การพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) จะพิจารณาจ่ายให้ครัวเรือนที่อยู่อาศัยใน 4 กรณี ดังนี้ 1. บ้านพักอาศัยที่มีทะเบียนบ้าน 2. บ้านพักอาศัยที่ไม่มีทะเบียนบ้าน 3. บ้านเช่า 4. อื่น ๆ เช่น ที่พักอาศัยที่ประสบภัยพิบัติ นอกเหนือจากจากข้อ 1-3

3. หลักฐาน

หลักฐานการแสดงสิทธิ์ขอรับการช่วยเหลือ 1. กรณีบ้านพักอาศัยที่มีทะเบียนบ้าน ใช้สำเนาทะเบียนบ้าน 2. กรณีบ้านพักอาศัยที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ใช้หนังสือรับรองโดยผู้ปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น (นายกเทศมนตรี นายก อบต.) 3. กรณีบ้านเช่า ใช้สัญญาเช่า/หนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4. กรณีอื่น ๆ เช่น ที่พักอาศัยที่ประสบภัยพิบัติ ตามหลักเกณฑ์ข้อ 4 ให้ใช้หนังสือรับรองโดยผู้ปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น (นายกเทศมนตรี นายก อบต.) 5. ทุกกรณีให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตรวจสอบและรับรอง

4. ขั้นตอนการดำเนินการ

5. การจ่ายเงินของธนาคารออมสิน

ธนาคารออมสินจะทำการจ่ายเงิน ณ ที่ทำการสาขา และจัดหน่วยเคลื่อนที่เพื่อไปจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิ์ โดยผู้รับเงินจะต้องนำเอกสารไปแสดง ดังนี้

หากผู้มีสิทธิไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือได้ในวันที่กำหนดให้ยื่นขอรับเงินได้ ณ ที่ทำการธนาคารออมสินทุกสาขาในวันและเวลาเปิดทำการ

6. แนวทางการปฏิบัติงานของจังหวัด


28. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 2/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 2/2553 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

1. กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน โดยกรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัย และผลกระทบต่อสถานประกอบการและลูกจ้างในทุกจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ปรากฏว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 มี 23 จังหวัด และ 2 เขตพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร มีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งหมด 2,030 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 156,743 คน จำแนกเป็น

2. ผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ สรุปได้ดังนี้

3. กระทรวงแรงงานได้กำหนดแผนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดตาม "โครงการจ้างงานเร่งด่วนและพัฒนาฝีมือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554" โดยการจ้างให้ทำงานต่างๆ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานนอกออกพื้นที่ แต่เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้มีพื้นที่และประชาชนได้รับความเสียหายและความเดือดร้อนจำนวนมาก ในเบื้องต้นกระทรวงแรงงานได้ปรับแผนงบประมาณปกติดที่ได้รับจัดสรรแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินการ จึงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ เพิ่มเติม โดยกำหนดเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น จำนวน 138,700 คน ประมาณการค่าใช้จ่ายต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเป็นเงิน 406,759,600 บาท


ต่างประเทศ


29. เรื่อง การจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว เพื่อให้สามารถจัดพิธีลงนามความตกลงฯ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 ที่กรุงพนมเปญได้ตามที่ฝ่ายกัมพูชาเสนอ

ข้อเท็จจริง

  1. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดามาเพื่อฝ่ายไทยพิจารณา โดยอ้างถึงการที่ไทยและกัมพูชาได้ให้สัตยาบันกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราและการจัดทำพิธีสารทวิภาคีที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ซึ่งความตกลงดังกล่าวสนับสนุนการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อมุ่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ซึ่งจะมีผลต่อเมื่อประเทศสมาชิกได้จัดทำพิธีสารหรือความตกลงทวิภาคีระหว่างกัน ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้มีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการแล้วเมื่อปี 2544
  2. โดยที่การจัดทำความตกลงดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทยและก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และฝ่ายกัมพูชาเสนอให้มีการลงนามความตกลงฯ ในระหว่างการประชุมผู้นำประเทศสมาชิกยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy-ACMECS) ครั้งที่ 4 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 เวลา 16.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา

สาระสำคัญ

ร่างความตกลงฯ ดังกล่าวระบุว่า เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศแก่พลเมืองของทั้งสองประเทศที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา โดยสามารถพำนักในประเทศของทั้งสองฝ่ายได้ไม่เกิน 14 วัน โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดาจะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางเข้า ออก หรือผ่านดินแดนของแต่ละฝ่าย ณ ด่านที่เปิดสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ


30. เรื่อง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาความจำเป็นในการกำหนดข้อผูกพันทางการเงินในข้อ 8 ของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ก่อนเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ทั้งนี้ หากรัฐสภาไม่ได้พิจารณาบันทึกความเข้าใจฯ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) นี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเสนอบันทึกความเข้าใจฯ ไปยังรัฐสภาในสมัยประชุมถัดไป โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างสมรรถนะและ การค้าในด้านเกษตร และในสาขาที่เกี่ยวข้องระหว่างคู่ภาคี โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจมีการพิจารณาในอนาคต
  2. ขอบเขตความร่วมมือ : ได้แก่ การเกษตร ซึ่งรวมทั้งสัตว์ ประมง และพืช การส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร การจัดการและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร เป็นต้น (ข้อ 4)
  3. กำหนดให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร หรือเรียกว่า "JAWG" เพื่อการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรจะรับผิดชอบในการประเมินผล หรือเสนอโครงการเพื่อการพัฒนาและปรับปรุง รวมทั้งให้คำแนะนำ (ข้อ 3)
  4. รูปแบบของความร่วมมือ : ความร่วมมือจะอยู่ในรูปแบบของการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย การศึกษาและการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ การวิจัยร่วมด้านการเกษตร รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางวิชาการ เป็นต้น (ข้อ 6)
  5. การระงับข้อพิพาท : ข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากการตีความหรือการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ให้ระงับโดยฉันท์มิตรด้วยการหารือหรือเจรจาระหว่างคู่ภาคี (ข้อ 10)
  6. การมีผลบังคับใช้ ระยะเวลา และการสิ้นสุด : บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับในวันที่มีการลงนาม และจะมีผลใช้บังคับนับจากวันที่มีการลงนาม เป็นระยะเวลา 5 ปี และหลังจากนั้นจะขยายอายุโดยอัตโนมัติอีก ครั้งละ 5 ปี แต่อาจสิ้นสุดโดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนบันทึกความเข้าใจจะสิ้นสุด (ข้อ 11)

31. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ State Oceanic Adminstration

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ State Oceanic Adminstrationและอนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ทั้งนี้ หากรัฐสภาไม่ได้พิจารณาบันทึกความ เข้าใจฯ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) นี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเสนอบันทึกความเข้าใจฯ ไปยังรัฐสภาในสมัยประชุมถัดไป โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. เห็นชอบมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในบันทึกความเข้าใจฯ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ในการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อไปได้ เมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจฯ แล้ว ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ข้อเท็จจริง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอว่า ได้พิจารณาเห็นชอบให้มีความร่วมมือทางด้านทะเล ระหว่าง State Oceanic Adminstration (SOA) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ State Oceanic Adminstration ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding on Marine Cooperation) เพื่อเสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางด้านทะเลบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งในการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ได้ขอความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้ขอความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ด้วยแล้ว ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กรมประมง กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นว่าร่างบันทึกความเข้าใจเป็นการทำความตกลงความร่วมมือด้านทรัพยากรทางทะเลระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของจีน คือ State Oceanic Adminstration ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงอาจเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. วัตถุประสงค์ เสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางด้านทะเลบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและประโยชน์ร่วมกัน
  2. ขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนนโยบายทางด้านทะเล การจัดการชายฝั่งและหมู่เกาะ การบรรเทาและป้องกันพิบัติภัยทางทะเล เป็นต้น (ข้อ 2)
  3. รูปแบบของความร่วมมือ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนรัฐบาล การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการและทีมผู้เชี่ยวชาญ การจัดทีมสำรวจทางทะเลและทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เป็นต้น (ข้อ 3)
  4. การจัดตั้งคณะกรรมการร่วม ทางด้านความร่วมมือทางทะเล ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากคู่ภาคี โดยภาคีแต่ละฝ่ายจะแต่งตั้งประธานร่วมและคณะกรรมการอีก 4 คนในคณะกรรมการร่วมดังกล่าว และจะประชุมร่วมกันทุก 2 ปี ตามความจำเป็น (ข้อ 5)
  5. การเข้าร่วมของภาคีที่สาม คู่ภาคีอาจแต่งตั้งองค์การหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องในประเทศแต่ละฝ่าย เพื่อดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ (ข้อ 8)
  6. การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา กำหนดให้การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาจะบังคับใช้โดยสอดคล้องกับกฎหมาย กฎและระเบียบของคู่ภาคีแต่ละฝ่ายและสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศอื่นที่ลงนามโดยทั้งคู่ภาคี และหากทรัพย์สินทางปัญญาถูกนำมาใช้โดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตอบแทนที่เป็นธรรม (ข้อ 9)
  7. การระงับข้อพิพาท ข้อแตกต่างหรือข้อพิพาทใดระหว่างคู่ภาคีในเรื่องกับการตีความ และ/หรือการนำบทบัญญัติของบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ไปใช้ จะเป็นไปอย่างฉันท์มิตร โดยการหารือและ/หรือเจรจาระหว่างคู่ภาคี โดยช่องทางการทูต โดยไม่อาศัยภาคีที่สามหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ข้อ 14)
  8. การมีผลบังคับใช้ ระยะเวลา และการสิ้นสุด มีผลบังคับใช้นับจากวันที่ลงนาม และจะมีผลใช้เป็นเวลา 5 ปี และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติเป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นจะยังคงมีผลใช้บังคับโดยการต่ออายุคราวละ 5 ปี (ข้อ 15)

32. เรื่อง ร่างปฏิญญาพนมเปญและเอกสารสำหรับการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 4

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาพนมเปญและร่างแผนปฏิบัติการ ACMECS ค.ศ. 2010-2012 และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีรับรองร่างเอกสารดังกล่าว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ข้อเท็จจริง

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม เป็นข้อริเริ่มของไทยเมื่อปี 2546 เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ลดผลกระทบที่ไทยได้รับจากความแตกต่างในระดับการพัฒนา โดยมุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาขีดความสามารถของประชาชนตามแนวชายแดน เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาค

สาระสำคัญ

  1. ทบทวนการดำเนินการตามปฏิญญาผู้นำ ครั้งที่ 3 และความก้าวหน้าการดำเนินการในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน คมนาคม เกษตร อุตสาหกรรมและพลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  2. รับรองร่างแผนปฏิบัติการ ACMECS ปี ค.ศ. 2010-2012 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความมั่นคงในอนุภูมิภาค ประกอบด้วย รายละเอียดแผนการดำเนินความร่วมมือสาขาต่าง ๆ ของ ACMECS 8 สาขา ความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในท้องถิ่น
  3. เร่งรัดการดำเนินการตามปฏิญญาผู้นำว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งผู้นำได้รับรองในการประชุม ACMECS Summit ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2551 และส่งเสริมการประสานงานให้ใกล้ชิดขึ้น โดยการจัดงานแสดงสินค้าส่งเสริมความโปร่งใสและพัฒนากฎระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุนที่ไม่ยุ่งยากและส่งเสริมให้มีการพบปะระหว่างสภาธุรกิจ ACMECS กับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ
  4. ยินดีต่อการจัดตั้งกลไกความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS เพื่อให้เกิดการจัดตั้งสมาคมประเทศผู้ผลิตข้าวภายในประเทศ ACMECS ส่งเสริมความร่วมมือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนข้อมูลการเกษตร ป่าไม้ และประมง เพื่อเพิ่มผลผลิตความมั่นคงทางอาหาร และความปลอดภัยทางอาหาร รวมทั้งเร่งรัดการดำเนินการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา และการสร้างความเข้าใจให้สาธารณชนทราบถึงกฎระเบียบ ขั้นตอน และประโยชน์ของการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา
  5. ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การใช้พลังงานชีวภาพ ส่งเสริมความ ร่วมมือด้านพลังงานน้ำ การสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาระบบและเครือข่ายสายส่งไฟฟ้าในอนุภูมิภาค
  6. ส่งเสริมการประสานงานอย่างใกล้ชิด ในการใช้ประโยชน์โครงข่ายคมนาคมทางบกอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะแนวพื้นที่เศรษฐกิจตามกรอบ GMS ทั้งตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (NSEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (SEC) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งพัฒนาการเชื่อมโยงทางอากาศระหว่างเมืองใหญ่ แหล่งวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  7. ส่งเสริมการท่องเที่ยวใน ACMECS โดยการประชาสัมพันธ์แนวคิด "ห้าประเทศ หนึ่งจุดหมาย" (Five Countries,One Destination) ส่งเสริมการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง สนับสนุนโครงการพัฒนาขีดความสามารถ เช่น จัดทำเว็บไซต์การท่องเที่ยว ACMECS และการขยายโครงการฝึกอบรมด้านการท่องเที่ยว
  8. สนับสนุนการให้ทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรมในสาขาต่าง ๆ ในกรอบ ACMECS รวมทั้งการฝึกอบรมวิชาชีพ

33. เรื่อง การลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักงานกิจการวิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักงานกิจการวิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายองอาจ คล้ามไพบูลย์) เสนอ

ข้อเท็จจริง

กรมประชาสัมพันธ์ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายองอาจ คล้ามไพบูลย์) ให้จัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักงานกิจการวิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการจัดช่องทางเผยแพร่ละครไทยทางสถานีโทรทัศน์ CCTV ในวาระที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมชมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553


34. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรไทย-นครกวางโจว และหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการตลาดสำหรับผลไม้ไทย-นครกวางโจว

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติให้จัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ระหว่าง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตร นครกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามร่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ฝ่ายไทย
  2. อนุมัติให้จัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (รัฐวิสาหกิจ) แห่งราชอาณาจักรไทย และบริษัทค้าส่งผลไม้ตลาดเจียงหนาน นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามร่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (รัฐวิสาหกิจ) เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ฝ่ายไทย
  3. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างหนังสือแสดงเจตจำนงทั้งสองฉบับดังกล่าว ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ข้อเท็จจริง

  1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) มีความประสงค์จะจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและฝึกอบรมการเกษตร ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตร นครกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายไทย คือ นางนภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ผู้ลงนามฝ่ายกวางโจว คือ Mr. Huang Banghai ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตร หนังสือแสดงเจตจำนงมีผลใช้บังคับนับแต่วันลงนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิคการเกษตร และการวิจัยพัฒนาทางเทคนิคการเกษตรระหว่างคู่ภาคี โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ซึ่งอาจมีการพิจารณาในอนาคต และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
  2. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (รัฐวิสาหกิจ) และบริษัทค้าส่งผลไม้ตลาดเจียงหนาน นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ประสงค์จะจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือทางการตลาดสำหรับผลไม้ไทย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายไทย คือ นายมนูญ์รัตน์ เลิศโกมลสุข ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ผู้ลงนามฝ่ายกวางโจว คือ Mr.Ye Canjiang ผู้จัดการทั่วไป บริษัทค้าส่งผลไม้ตลาดเจียงหนาน หนังสือแสดงเจตจำนงมีผลบังคับใช้นับแต่วันลงนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านการส่งผลไม้ไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน

สาระสำคัญ

  1. หนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรไทย-นครกวางโจวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและฝึกอบรมในสาขาการเกษตร ซึ่งรวมถึงด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยเน้นการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ทั้งนี้ การดำเนินการภายใต้หนังสือเจตจำนงฯ จะเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศนั้นๆ
  2. หนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการตลาดสำหรับผลไม้ไทย-นครกวางโจว มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องศักยภาพการตลาดของผลไม้ไทยในนครกวางโจวและมณฑลอื่นๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรและตลาดค้าส่งผักและผลไม้ตลาดเจียงหนาน ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจะส่งออกสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพไปยังตลาดเจียงหนาน ในขณะที่ตลาดเจียงหนานจะจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการตลาดผ่านเครือข่ายของตนเพื่อเพิ่มปริมาณการขายผลไม้ไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน
  3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฯดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นความร่วมมือทางวิชาการ และด้านการวิจัยในด้านสัตว์ ประมง พืช การพัฒนาบุคลากร การทำวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและข้อมูล การจัดสัมมนา การดูงาน และอื่นๆ ที่สองฝ่ายเห็นว่ามีความจำเป็น ซึ่งไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 190 ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ

35. เรื่อง แก้ไขข้อตกลงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (USPTO)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอทั้ง 2 ข้อดังนี้

  1. เห็นชอบร่างหนังสือแก้ไขข้อตกลงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Patent and Trademark Office : USPTO) โดยไม่ต้องขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. มอบหมายให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามร่างหนังสือแก้ไขข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างอาเซียนและ USPTO โดยให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) รายงานว่า

  1. สำนักเลขาธิการอาเซียนได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและ USPTO เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2548 โดยมีผลบังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และต่อมาได้มีหนังสือแก้ไขข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าว 4 ครั้ง โดยการลงนามการแก้ไขข้อตกลงความร่วมมือฯ รวม 4 ฉบับ เพื่อขยายระยะเวลาของข้อตกลงความร่วมมือฯ ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553
  2. กิจกรรมสำคัญภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและ USPTO เช่น การจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการจัดฝึกอบรมขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นต้น
  3. ข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและ USPTO จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2553 ประเทศสมาชิกอาเซียนและ USPTO เห็นพ้องกันว่า เนื่องจากข้อตกลงนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง จึงควรขยายระยะเวลาของข้อตกลงนี้ออกไปอีก 5 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 ในการนี้ USPTO ได้จัดทำร่างหนังสือแก้ไขข้อตกลงดังกล่าวเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณา
  4. ประเทศอาเซียนได้ร่วมกันพิจารณาปรับแก้ไขข้อตกลงดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และได้เห็นชอบร่างหนังสือแก้ไขข้อตกลงดังกล่าวเมื่อการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN Working Group Intellectual Property Cooperation : AWGIPC) ครั้งที่ 33 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีสาระสำคัญของเอกสารที่ปรับแก้ไข สรุปได้ดังนี้
    • 4.1 เอกสารสัญญาโครงการเป็นการลงนามระหว่างสำนักเลขาธิการอาเซียนและ USPTO
    • 4.2 ข้อตกลงมีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2553 และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558
    • 4.3 ให้ทุนสนับสนุนสำหรับการจัดสัมมนาตลอดระยะเวลาของข้อตกลง จำนวน 850,000 ดอลลาร์สหรัฐ และทุนสำหรับบริหารการจัดการและการสนับสนุนโครงการตลอดระยะเวลาของข้อตกลงไม่น้อยกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ
    • 4.4 ให้ทุนสนับสนุนสำหรับโครงการศึกษาทรัพย์สินทางปัญญาตลอดระยะเวลาของข้อตกลง จำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

36. เรื่อง ขออนุมัติลงนามร่างแผนฉุกเฉินเพื่อจัดการและประสานงานเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเกี่ยวกับการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอทั้ง 2 ข้อดังนี้

  1. อนุมัติการลงนามร่างแผนฉุกเฉินเพื่อจัดการและประสานงานเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเกี่ยวกับการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้แทนสำหรับการลงนามดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคม (คค.) รายงานว่า

  1. จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ (7 มีนาคม 2543) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมไทย ลาว พม่า และจีนได้ร่วมลงนามในความตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 ณ จังหวัดท่าขี้เหล็ก สหภาพพม่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง เป็นไปด้วยเสรี และเป็นระเบียบเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างกัน
  2. ต่อมาผู้แทน คค. ของไทย ลาว พม่า และจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันให้จัดตั้งกลไกการประสานงานเรียกว่า คณะกรรมการร่วมเพื่อประสานการดำเนินการตามความตกลงสี่ฝ่ายว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (Joint Committee on Coordination of Commercial Navigation on the Lancang-Mekong River : JCCCN) JCCCN จะมีการประชุมปีละ 1 ครั้ง โดยแต่ละประเทศจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่ประธานคราวละ 2 ปี ในส่วนของไทยคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการฯ (ฝ่ายไทย) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2544
  3. ในการประชุม JCCCN ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 1-3 กันยายน 2552 ณ จังหวัดเชียงราย ที่ประชุมรับทราบกรณีเรือติดตื้นในแม่น้ำโขงช่วงหน้าแล้งเมื่อต้นปี 2552 ซึ่งที่ประชุมพิจารณาเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐภาคีจะต้องส่งเสริมการประสานงานกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว จึงได้นำเสนอบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนฉุกเฉินเพื่อจัดการและประสานงานเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเกี่ยวกับการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และแผนฉุกเฉิน (Emergency plan) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกลไกการติดต่อประสานงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่อชีวิตและทรัพย์สินสำหรับการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่าแผนฉุกเฉินดังกล่าวควรรวมอยู่ในภาคผนวกของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการตามความตกลงสี่ฝ่ายว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
  4. ในการประชุม JCCCN ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 10 -11 สิงหาคม 2553 ณ จังหวัดชลบุรี ที่ประชุมเห็นชอบให้รัฐภาคีดำเนินขั้นตอนภายในเพื่อขออนุมัติลงนามในบันทึกความเข้าใจและร่างแผนฉุกเฉินฯ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ณ ประเทศ บรูไนดารุสซาลาม โดยในร่างแผนฉุกเฉินฯ ได้กำหนดให้มีการลงนามในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. ภายหลังการประชุม JCCCN ครั้งที่ 9 รัฐภาคีได้ประสานงานร่วมกันและเห็นพ้องให้รวมร่างบันทึกความเข้าใจฯ เข้ากับแผนฉุกเฉินฯ และนำข้อความในบันทึกความเข้าใจฯ ไปใส่ไว้ในแผนฉุกเฉินฯ โดยให้มีการลงนามในร่างแผนฉุกเฉินฯ เพียงฉบับเดียว สรุปสาระสำคัญของร่างแผนฉุกเฉินฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะจัดการกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเกี่ยวกับการเดินเรือ โดยการปรับปรุงแนวทางการจัดการเหตุฉุกเฉินและการประสานงานของแต่ละรัฐภาคี การควบคุมความเสียหายสูงสุด ซึ่งเป็นผลจากอุบัติเหตุดังกล่าวและการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของรัฐภาคีทั้งสี่ประเทศภายในร่องน้ำการเดินเรือตามที่กำหนดไว้ในความตกลงสี่ฝ่ายว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
  6. แผนฉุกเฉินฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การแบ่งประเภทของอุบัติเหตุฉุกเฉิน โดยแบ่งตามระดับของสถานการณ์ของอันตราย การกำหนดหน่วยงานติดต่อและประสานงานร่วมกัน การจัดการและประสานงานเมื่อได้รับรายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม (กรมเจ้าท่า) และกระทรวงการต่างประเทศ (กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) มีความเห็นสอดคล้องกันว่าร่างแผนฉุกเฉินฯ ดังกล่าวไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


37. เรื่อง การเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Working Visit) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 14 - 15 กันยายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Working Visit) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 14 - 15 กันยายน 2553 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สรุปผลการเยือนดังกล่าว ดังนี้

1. การเข้าพบหารือกับบุคคลระดับสูงของ สปป.ลาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เยี่ยมคารวะนายบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ สปป.ลาว และหารือข้อราชการกับนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว (บันทึกการหารือปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 และ 3 ตามลำดับ) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

2. การติดตามและส่งเสริมความร่วมมือไทย - ลาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยมอบความช่วยเหลือแก่ฝ่ายลาวภายใต้โครงการความร่วมมือต่าง ๆ ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศรวม 7 โครงการ ได้แก่

3. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับภาคเอกชนไทย - ลาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมประชุมและรับประทานอาหารกลางวันกับนักธุรกิจไทยที่เข้าไปประกอบธุรกิจในลาว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เพื่อรับฟังปัญหาและหารือแนวทางสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยให้เป็นไปอย่างยั่งยืน โดยมีนักธุรกิจลาวเข้าร่วมด้วย ประเด็นหลักที่ได้หารือ ได้แก่ การส่งเสริมกิจกรรมตอบแทนต่อสังคม (CSR) โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ การจัดตั้งกลไกแก้ไขข้อพิพาทของนักธุรกิจ ประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนใหม่และสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่านักลงทุนไทยมีศักยภาพเข้ามาลงทุนใน สปป.ลาว โดยอาศัยความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะสาขาพลังงานและเหมืองแร่ เช่น การวางสายส่งกระแสไฟฟ้าจากลาวไปยังเวียดนาม การก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า การส่งออกน้ำมัน สาขาการก่อสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง/Logistics และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไทย - ลาว ซึ่งรวมถึงกิจการโรงแรม สถานีบริการน้ำมัน จุดพักรถ ตลอดจนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม การแปรรูปสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ เช่น GSP ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และส่งออกสินค้าระดับกลางไปยังตลาดเวียดนามอีกทางหนึ่งด้วย

ข้อสังเกต

  1. การเยือนครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการพบปะกันอย่างต่อเนื่องและเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว ทั้งกับผู้บริหารประเทศ ส่วนราชการ และภาคประชาชน หลังจากการเยือน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ภายหลังเข้ารับตำแหน่งของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กอปรกับความร่วมมือต่างๆ ที่ฝ่ายไทยมอบให้ระหว่างการเยือนฯ จัดได้ว่าเป็นโครงการในสาขาที่ สปป.ลาว กำลังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อประชาชนลาวโดยตรงและอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7 ระหว่างปี 2554 - 2558) ของ สปป.ลาว ด้วย
  2. มีการคาดกันว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำลาวในหลายตำแหน่งในปีหน้า เนื่องจากจะมีการประชุมสมัชชาพรรคประชาชนปฏิวัติ (เดือนกุมภาพันธ์/มีนาคม 2553) และการเลือกตั้งสภาแห่งชาติในช่วงใกล้เคียงกัน ซึ่งสาเหตุดังกล่าว น่าจะทำให้ฝ่ายลาวมีท่าทีไม่พร้อมที่จะจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - ลาว ในช่วงเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งจะตรงกับการฉลอง 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย - ลาว ตามข้อเสนอของไทย
  3. รัฐบาลลาวให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับพิธีเฉลิมฉลองการเปิดเขื่อนน้ำเทิน 2 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2553 (ข้อ 1.4) โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์รายงานว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ได้เปิดดำเนินการแล้ว จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงตัวอย่างความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ขณะที่รัฐบาลลาวได้ตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเป็นการเฉพาะและเตรียมงานอย่างยิ่งใหญ่ ต่อเนื่องจากวันเฉลิมฉลองการครบรอบ 35 ปีของการจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาวในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 โดยฝ่ายลาวได้เชิญประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประธานธนาคารโลก และประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) เข้าร่วมด้วย

การที่ในโอกาสต่อมา นายกรัฐมนตรีเห็นชอบตอบรับเข้าร่วมพิธีดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้ผู้นำของสองฝ่ายพบหารือข้อราชการเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับสูง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ไทยให้กับพัฒนาการของ สปป.ลาว กล่าวคือ นอกจากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 จะเป็นโครงการที่มีการลงทุนจากฝ่ายไทยถึงร้อยละ 40 แล้วยังเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล สปป. ลาว ที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศและนำประเทศหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นสำหรับประเทศไทยด้วย


38. เรื่อง ผลการเยือนอินโดนีเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเยือนอินโดนีเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานว่า

1. สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า อินโดนีเซียจะจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย - อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1-2 กันยายน 2553 ที่เมืองเดนปาซาร์ จังหวัดบาหลี อินโดนีเซีย โดยจะแบ่งเป็นการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส และการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

2. นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนอินโดนีเซียเพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย - อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7 กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ที่เมืองเดนปาซาร์ จังหวัดบาหลี

3. สรุปผลการเยือน มีดังนี้

4. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสมีกำหนดจัดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ประมาณเดือนมีนาคม 2554 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะติดตามผลการดำเนินการตามผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย - อินโดนีเซีย ครั้งที่ 7 ดังนั้น เพื่อผลักดันให้ผลการประชุมครั้งนี้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง กระทรวงการต่างประเทศขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศในการมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้


39. เรื่อง รายงานผลการประชุมสมัชชา เอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 30

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมสมัชชา เอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 30 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. คำกล่าวเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรี

2. การปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความมั่นคงอาหาร ที่ประชุมได้ตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อความมั่นคงอาหาร สภาพความเป็นอยู่ของประชากร การพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคการเกษตร รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ ปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งที่ประชุมกระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ หามาตรการรองรับการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้อง FAO ให้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในการเพิ่มสมรรถนะในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผู้แทนไทยได้กล่าวสนับสนุนให้ FAO ให้ให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในด้านนโยบาย ด้านเทคนิค และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแก่ผู้มีส่วนได้เสียในระดับท้องถิ่นด้วย

3. ประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤติราคาอาหารและวิกฤติการเงินโลก

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการกับวิกฤติราคาอาหาร และการเงินโลกในช่วงปี 2550 - 2551 ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในอนาคต ที่ประชุมจึงได้กระตุ้นให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับการลงทุนในภาคเกษตรเป็นลำดับแรก และสร้างเสริมระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมเพื่อปกป้องผู้บริโภคในช่วงวิกฤติ ที่ประชุมยังเรียกร้องให้ FAO สนับสนุนประเทศสมาชิกในการพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทาน การสำรองอาหาร ระบบตลาด และเพิ่มความร่วมมือในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้สนับสนุนประเทศสมาชิกในการหามาตรการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของธนาคารอาหารภูมิภาคเพื่อรองรับกับวิกฤติอาหารที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งผู้แทนไทยได้กล่าวสนับสนุนการเพิ่มการลงทุนในภาคเกษตร รวมถึงการสร้างเสริมระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมทั้งในระดับประเทศ ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค

4. ผลการดำเนินงานของ FAO ประจำปี 2551 - 2552

ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของ FAO ประจำปี 2551 - 2552 ในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในภูมิภาค ผ่านทางโครงการความร่วมมือทางวิชาการการประชุมสัมมนา และการฝึกอบรมในเรื่องที่สำคัญๆ คือ นโยบายเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร อาหารปลอดภัย การปรับตัวและการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การตอบสนองต่อเรื่องโรคระบาดสัตว์และภัยพิบัติธรรมชาติ การประกันพืชผลและการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น โดยในปี 2552 ใช้งบประมาณสำหรับดำเนินงานโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการ จำนวน 346 โครงการ และความช่วยเหลือเร่งด่วนฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ จำนวน 248 โครงการ ในวงเงินประมาณ 141 ล้านเหรียญสหรัฐ

5. กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ FAO ในภูมิภาค

ที่ประชุมให้ความเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงานของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เป็นระยะเวลา 10 ปี (2553 - 2562) ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานขององค์การ FAO โดยรวม ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

6. แผนงานและงบประมาณประจำปี 2553 -2554 และแผนงานประจำปี 2555 - 2556

ที่ประชุมให้ความเห็นชอบแผนงานและงบประมาณปี 2553 - 2554 ซึ่งจัดสรรงบประมาณไว้ประมาณ 160 ล้านเหรียญสหรัฐ และเห็นชอบแผนงานปี 2555 -2556 ซึ่งเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงานของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใน 5 ประเด็น คือ 1) เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ 2) ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรและพัฒนาชนบท 3) สนับสนุนการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเหมาะสม 4) เสริมสร้างสมรรถนะให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามและความเร่งด่วนฉุกเฉินทางด้านอาหารและการเกษตร 5) สามารถเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมขอให้ FAO จัดสรรงบประมาณสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้มากขึ้น เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีประชากรที่อดอยากหิวโหยมากที่สุด แต่ได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ภูมิภาคแอฟริกาได้รับ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ขอให้ FAO ดำเนินงานใน 5 เรื่องต่อไปนี้ให้มากยิ่งขึ้นด้วย ได้แก่ 1) การปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตพืชอย่างยั่งยืน 2) การป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์และการตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ 3) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมทางพืชและสัตว์ 4) การปรับตัว และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 4) ความปลอดภัยของอาหารและโภชนาการ 5) ความหลากหลายทางการเกษตร โดยเน้นเรื่องการเพิ่มผลผลิตปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการจัดการด้านป่าไม้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สำหรับแผนงานปี 2555 - 2556 ที่ประชุมขอให้เน้นการดำเนินงาน ในประเด็นท้าทายในปัจจุบันอีก 4 ประเด็น คือ 1) ปัญหาความยากจนและความหิวโหย 2) การเพิ่ม ของประชากรโลกและการผลิตอาหารให้เพียงพอ 3) การลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 4) การเพิ่มการลงทุนภาคการเกษตร

7. แผนปฏิบัติการเร่งด่วนและการปฏิรูปองค์การ FAO

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการเร่งด่วนในการปฏิรูป FAO โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีผลกระทบต่อการกระจายอำนาจ รวมถึงโครงการความร่วมมือทางวิชาการระบบการรายงานการทำงานของเจ้าหน้าที่ การมอบอำนาจและความรับผิดชอบด้านการเงินของ FAO สำนักงานใหญ่ให้แก่สำนักงานภูมิภาคมากขึ้น โดยที่ประชุมได้แนะนำมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพของการกระจายอำนาจ คือ 1) การเสริมสร้างศักยภาพของสำนักงาน ภูมิภาคในการรับมือกับภัยพิบัติฉุกเฉิน 2) การหมุนเวียนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร 3) การสร้างความเชื่อมโยง ของสำนักงานภูมิภาคกับรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง องค์การสหประชาชาติอื่นๆ และคู่เจรจาต่างๆ ซึ่งที่ประชุมขอให้ FAO นำไปปฏิบัติด้วย

8. การยุบรวมศูนย์บริการร่วม

ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอเรื่องการยุบรวมศูนย์บริการร่วม (Shared Services Centre - SSC) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 ศูนย์ ที่บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี กรุงเทพฯ ประเทศไทย และซานดิเอโก ประเทศชิลี ให้เหลือเพียงศูนย์เดียวที่บูดาเปสต์ โดยคาดหวังว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณดำเนินการได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้แทนไทยได้กล่าวแสดงข้อกังวลทั้งในแง่ประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์ที่บูดาเปสต์เมื่อเทียบกับศูนย์ที่กรุงเทพฯ และในแง่ของการประหยัดงบประมาณในระยะยาวเนื่องจากประเทศฮังการีจะใช้เงินตราสกุลยูโรต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงได้เสนอท่าทีให้คงศูนย์บริการร่วมที่กรุงเทพฯ ไว้ต่อไป ซึ่งที่ประชุมได้ให้การสนับสนุนท่าทีของประเทศไทย นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำให้มีการพิจารณาในเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบโดยพิจารณาประเด็นเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องการประหยัดงบประมาณด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มุ่งในเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับการประหยัดงบประมาณในระยะยาว ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวจะมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งระหว่างการประชุมคณะกรรมการด้านการเงินที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2553 ต่อไป

4. ข้อคิดเห็น


40. เรื่อง รายงานสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 และการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 และการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายภิมุข สิมะโรจน์) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม อาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 10-16 ตุลาคม 2553 ณ เมือง Jerudong บรูไนดารุสซาลาม ซึ่งการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมระหว่างระหว่างรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจากประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อพบปะหารือ และทบทวนความร่วมมือต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการในด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียน ซึ่งได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASEAN Senior Official on Environment - ASOEN) ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำสิ่งแวดล้อมศึกษามลพิษหมอกควันข้ามแดนและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบความร่วมมือกับประเทศอาเซียน+3 และประเทศอาเซียน+6

ผลการประชุม

1. การประชุมประเทศภาคีข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 6 (The 6th Meeting of the Conference of the Parties to the ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution - COP6) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 สรุปผลการประชุมได้ ดังนี้

2. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 (12th IAMME) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 สรุปผลการประชุมได้ดังนี้

3. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 (The ASEAN Plus Three Environment Ministers Meeting - 9th EMM+3) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนพบปะหารือกับประเทศคู่เจรจา+3 คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ในเรื่อง การดำเนินงานของ China-ASEAN Environmental Cooperation Centre และการปฏิบัติตาม China-ASEAN Strategy on Environmental Protection Cooperation การสนับสนุนจากกองทุน Japan ASEAN Integrated Fund (JAIF) ในการดำเนินโครงการPromotion of Environmentally Sustainable Cities (ESC) in ASEAN Countries และ Taxonomic Capacity Building and Governance for Conservation and Sustainable Use of Biodiversity ซึ่งประเทศไทยขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนงบประมาณจัดการประชุม Workshop on Risks and Impacts from Extreme Events of Droughts ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2553 ณ ประเทศไทย

4. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 (The 2nd East Asia Summit Environment Ministers Meeting - 2nd EAS EMM) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553


เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


41. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 38

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 38 ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ลพบุรี สระบุรี สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี

  1. สงขลา เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 53 เกิดฝนตกหนักและต่อเนื่อง มีน้ำท่วมขัง 1 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางกล่ำ ระดับประมาณ 0.50-0.80 เมตร
  2. ตรัง เกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. 53 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง 5 ตำบล กันตัง 1 ตำบล วังวิเศษ 1 ตำบล
  3. ชุมพร มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอละแม 4 ตำบล พะโต๊ะ 4 ตำบล หลังสวน 8 ตำบล ทุ่งตะโก 3 ตำบล สวี 1 ตำบล
  4. นครศรีธรรมราช มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 21 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหัวไทร 11 ตำบล ลานสกา 5 ตำบล สิชล 9 ตำบล ชะอวด 9 ตำบล ขนอม 3 ตำบล พิปูน 5 ตำบล นบพิดำ 4 ตำบล จุฬาภรณ์ 5 ตำบล เมือง 13 ตำบล ปากพนัง 16 ตำบล พรหมคีรี 5 ตำบล ทุ่งสง 10 ตำบล ท่าศาลา 10 ตำบล ถ้ำพรรณรา 2 ตำบล ช้างกลาง 3 ตำบล ร่อนพิบูลย์ 5 ตำบล พระพรหม 4 ตำบล ฉวาง 10 ตำบล บางขัน 3 ตำบล นาบอน 3 ตำบล ทุ่งใหญ่ 7 ตำบล
  5. สุราษฎร์ธานี มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 14 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพนม 3 ตำบล เคียนซา 2 ตำบล เมือง 2 ตำบล พุนพิน 7 ตำบล เมืองวิภาวดี 2 ตำบล เวียงสระ 6 ตำบล พระแสง 4 ตำบล ท่าฉาง6 ตำบล กาญจนดิษฐ์ 7 ตำบล บ้านนาสาร 11 ตำบล ไชยา 9 ตำบล ดอนสัก 2 ตำบล บ้านตาขุน1 ตำบลบ้านนาดิบ 2 ตำบล
  6. ลพบุรี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลพบุรี โคกสำโรง ชัยบาดาล พัฒนานิคม ลำสนธิ ท่าหลวง หนองม่วง สระโบสถ์ โคกเจริญ บ้านหมี่ ท่าวุ้ง ปัจจุบันมีน้ำท่วม 1 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลพบุรี คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 วัน
  7. สระบุรี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 15 ต.ค.53 ในพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บ้านหมอ พระพุทธบาท มวกเหล็ก แก่งคอย วังม่วง เสาไห้ เฉลิมพระเกียรติ ดอนพุด หนองแซง หนองแค วิหารแดง หนองโดนปัจจุบันมีน้ำท่วม 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านหมอ และดอนพุด
  8. สุโขทัย สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 ในพื้นที่ 1 อำเภอ คือ อำเภอกงไกลาศ ตำบลกง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน
  9. พิษณุโลก สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 ในพื้นที่ 1 อำเภอ คือ อำเภอบางระกำ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน
  10. นครสวรรค์ สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง หนองบัว ตาคลี ท่าตะโก ลาดยาว บรรพตพิสัย โกรกพระ พยุหคีรี เก้าเลี้ยว ชุมแสง ปัจจุบันมีน้ำท่วม 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองนครสวรรค์ โกรกพระ และพยุหะคีรี คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 15 พฤศจิกายน 2553
  11. ชัยนาท สถานการณ์น้ำท่วมขัง เมื่อวันที่ 3-4 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเนินขาม หันคา เมืองชัยนาท วัดสิงห์ หนองมะโมง มโนรมย์ สรรพยา ปัจจุบันมีน้ำท่วม 4 อำเภอได้แก่ เมืองชัยนาท วัดสิงห์ มโนรมย์ และสรรพยา คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 15 พฤศจิกายน 2553
  12. สิงห์บุรี สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค 53 ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่อำเภออินทร์บุรี เมืองสิงห์บุรี พรหมบุรี บางระจัน ค่ายบางระจัน ท่าช้าง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 15 พฤศจิกายน 2553
  13. อ่างทอง สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ป่าโมก ไชโย วิเศษชัยชาญ โพธิ์ทอง สามโก้ และแสวงหา คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 15 พฤศจิกายน 2553
  14. พระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมขัง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา บางไทร มหาราช ผักไห่ บางบาล เสนา บางปะอิน อุทัย บางซ้าย ลาดบัวหลวง นครหลวง บางปะหัน บ้านแพรก สถานการณ์ปัจจุบันน้ำเริ่มลดลง
  15. นนทบุรี สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ ได้แก่ อำเภอปากเกร็ด 7 ตำบล เมืองนนทบุรี 4 ตำบล บางกรวย 4 ตำบล บางใหญ่ 6 ตำบล บางบัวทอง 8 ตำบลไทรน้อย 7 ตำบล
  16. ปทุมธานี สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี สามโคก ลาดหลุมแก้ว ธัญบุรี ลำลูกกา คลองหลวง และหนองเสือ
  17. สุพรรณบุรี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางปลาม้า สองพี่น้อง สามชุก หนองหญ้าไซ เดิมบางนางบวช อู่ทอง ปัจจุบันน้ำท่วม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางปลาม้า สองพี่น้อง และอู่ทอง
  18. นครราชสีมา สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 15-16 ต.ค.53 ในพื้นที่ 31 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง สูงเนิน ขามทะเลสอ โนนแดง คง เสิงสาง หนองบุญมาก จักรราช เทพารักษ์ ด่านขุนทด บ้านเหลื่อม โนนสูง โชคชัย พิมาย โนนไทย ห้วยแถลง ปากช่อง สีคิ้ว ปักธงชัย ขามสะแกแสง เฉลิมพระเกียรติ พระทองคำ บัวใหญ่ ครบุรี บัวลาย เมืองยาง ศรีดา ชุมพวง วังน้ำเขียว ลำทะเมน แก้งสนามนางปัจจุบันมีน้ำท่วม 1 อำเภอ ได้แก่ เมืองยาง
  19. ศรีสะเกษ สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอราศีไศล กันทรารมย์ ศิลาลาด บึงบูรพ์ เมืองศรีสะเกษ และยางชุมน้อย
  20. สุรินทร์ สถานการณ์น้ำท่วมขัง เมื่อวันที่ 19 ต.ค.53 ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง สังขะ บัวเชด ศรีขรภูมิ ศรีณรงค์ ชุมพลบุรี กาบเชิง ปัจจุบันมีน้ำท่วม 3 อำเภอ ได้แก่ ชุมพลบุรี ท่าตูม รัตนบุรี
  21. ขอนแก่น สถานการณ์น้ำท่วมขัง เมื่อวันที่ 20 ต.ค.53 ในพื้นที่ 14 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแวงใหญ่ แวงน้อย ชนบทบ้านแฮด มัญจาคีรี โคกโพธิ์ชัย โนนศิลา เปลือยน้อย หนองสองห้อง ภูเวียง น้ำพอง อุบลรัตน์ หนองนาคำ ปัจจุบันมีน้ำท่วม 6 อำเภอ ได้แก่ ชนบท เมือง มัญจาคีรี อุบลรัตน์ ภูเวียง และ หนองนาคำ
  22. กาฬสินธุ์ สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกมลาไสย ร่องคำ ฆ้องชัย
  23. มหาสารคาม สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง โกสุมพิสัย กุดรัง เชียงยืน กันทรวิชัย นาเชือก บรบือ ปัจจุบันมีน้ำท่วม 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง โกสุมพิสัย และกันทรวิชัย
  24. ร้อยเอ็ด สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่อำเภอจังหาร โพนทราย
  25. อุบลราชธานี สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง วารินชำราบ

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (8 พฤศจิกายน 2553) มีปริมาณน้ำ ทั้งหมด 56,059 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(55,692 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 367 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 32,218 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่าง) น้อยกว่าปี 2552 (58,744 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 80) จำนวน 2,685 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำไหลลงอ่างจำนวน 99.18 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำระบาย 84.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 17,496 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (8 พฤศจิกายน 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 52,467 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(52,170 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 297 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 28,944 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (55,515 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 80) จำนวน 3,048 ล้านลูกบาศก์เมตร วันนี้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จำนวน 94.41 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำระบาย 75.01 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 17,128 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างฯ
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่างฯ
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
1.ภูมิพล 8,659 64 4,859 36 21.90 15.28 0.00 1.85 4,803
2.สิริกิติ์ 7,805 82 4,955 52 7.08 7.11 3.91 3.94 1,705
ภูมิพล+สิริกิติ์ 16,464 72 9,814 43 28.98 22.39 3.91 5.79 6,508
3.แควน้อยฯ 776 101 740 96 2.13 3.14 1.30 1.30 0
4.ป่าสักชลสิทธิ์ 967 101 964 100 5.06 10.91 7.78 8.64 0
รวม 4 อ่างฯ 18,207 74 11,518 47 36.17 36.44 12.99 15.73 6,508

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 22 อ่าง ดังนี้
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
1.สิริกิต์ 7,805 82 4,955 52 7.08 7.11 3.91 3.94 1,705
2.แม่งัดฯ 280 106 258 97 0.97 0.98 1.08 1.09 0
3.กิ่วลม 98 88 94 84 1.84 2.51 2.15 2.51 14
4.กิ่วคอหมา 195 115 189 111 0.58 0.97 0.30 0.55 0
5.แควน้อยฯ 776 101 740 96 2.13 3.41 1.30 1.30 0
6.ห้วยหลวง 127 108 122 103 0.10 1.46 0.05 1.05 0
7.จุฬาภรณ์ 173 105 129 79 0.48 0.59 1.01 1.01 0
8.อุบลรัตน์ 2,793 115 2,212 91 16.86 17.98 30.31 31.63 0
9.ลำปาว 1,262 88 1,177 82 1.00 0.92 1.70 3.22 168
10. ลำตะคอง 351 112 324 103 1.09 1.96 1.70 1.82 0
11.ลำพระเพลิง 110 100 109 99 0.25 0.25 0.35 0.36 0
12.มูลบน 119 84 112 79 0.00 0.29 0.34 0.34 22
13.ลำแซะ 250 91 243 88 0.00 1.07 0.90 1.18 25
14.สิรินธร 1,590 81 759 39 0.83 3.37 0.00 0.00 376
15.ป่าสักฯ 976 101 964 100 5.06 10.91 7.78 8.64 0
16.ทับเสลา 162 101 154 96 0.66 0.75 0.83 0.00 0
17.กระเสียว 251 105 211 88 1.51 1.86 2.37 2.73 0
18.ศรีนครินทร์ 14,298 81 4,033 23 5.96 13.87 6.72 16.72 3,447
19.ขุนด่านฯ 219 98 214 96 0.16 0.22 0.26 0.27 5
20.คลองสียัด 423 101 393 94 0.00 0.40 0.61 0.40 0
21.หนองปลาไหล 164 100 150 92 0.52 0.29 0.41 0.42 0
22.ประแสร์ 250 100 230 93 0.67 0.00 0.43 0.49 0

2. สภาพน้ำท่า

ปริมาณน้ำในลำน้ำต่างๆ ตามสถานีสำรวจปริมาณน้ำท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริมาณน้ำอยู่ ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้น

การดำเนินการตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

  1. แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ ระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 11 ฉบับ แบ่งเป็น แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในจังหวัดทางภาคใต้ 8 ฉบับ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา 1 ฉบับ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำชีและมูล 1 ฉบับ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำมหาสารคามและกาฬสินธุ์ 1 ฉบับ
  2. แจ้งเตือนให้เตรียมการรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 5 ฉบับ
  3. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ได้เตรียมการไว้ จำนวน 1,200 เครื่อง สนับสนุนแล้ว จำนวน 612 เครื่อง ในพื้นที่ 36 จังหวัด ดังนี้
    • ภาคเหนือ 5 จังหวัด จำนวน 28 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดลำพูน(2) พิษณุโลก (2) นครสวรรค์(20) กำแพงเพชร(1)สุโขทัย(2)
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด จำนวน 62 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น(22) มหาสารคาม(7) ร้อยเอ็ด(8) กาฬสินธุ์(3) ศรีสะเกษ(3) นครราชสีมา(18) สุรินทร์(1)
    • ภาคกลาง 15 จังหวัด 432 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท(19) ลพบุรี(45) สิงห์บุรี(41) สระบุรี(17) พระนครศรีอยุธยา(44) อ่างทอง(31) อุทัยธานี(3) สุพรรณบุรี(59) นนทบุรี(56) ปทุมธานี(59) กรุงเทพฯ(3) ฉะเชิงเทรา(18) นครปฐม(31) กาญจนบุรี(2) สมุทรสาคร(4)
    • ภาคตะวันออก 2 จังหวัด จำนวน 6 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครนายก(5) ชลบุรี(1)
    • ภาคใต้ 7 จังหวัด จำนวน 84 เครื่อง ได้แก่ จังหวัด เพชรบุรี(1) สงขลา(44) นครศรีธรรมราช(22) พัทลุง (1) ปัตตานี (5) นราธิวาส(9) ยะลา(2)
  4. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 1,785,906 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 1,251,020 กิโลกรัม) แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 3,275 ชุด (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 950 ชุด) และดูแลสุขภาพสัตว์ 651,605 ตัว (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 83,501 ตัว) ในพื้นที่ 40 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สระบุรี อ่างทอง ปราจีนบุรี สระแก้ว ขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี น่าน กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี

ผลกระทบด้านการเกษตร

ด้านพืช แบ่งเป็น 3 ช่วงภัย

  1. ช่วงภัย วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัย จำนวน 54 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี กรุงเทพฯ ชัยนาท นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และระนอง
    • คาดว่าจะเสียหาย 2,757,236 ไร่ ได้ดำเนินการสำรวจแล้ว (ณ วันที่ 4 พ.ย.53)พบว่าเสียหายแล้ว 868,225 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 778,640 ไร่ พืชไร่ 77,385 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 12,539 ไร่ เกษตรกร 101,745 ราย คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 555.77 ล้านบาท แบ่งเป็น ช่วยเหลือแล้ว 87.48 ล้านบาท (เงินท้องถิ่น เงินทดรองราชการอำเภอและจังหวัด 80.81 ล้านบาท เงินทดรองราชการปลัดกระทรวงเกษตรฯ 6.67 ล้านบาท) อยู่ระหว่างขอรับการช่วยเหลือ 468.29 ล้านบาท
  2. ช่วงภัยวันที่ 1 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 พ.ย. 53 ยกเว้น ภาคใต้) ประสบภัย จำนวน 46 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก ลำพูน ลำปาง นครสวรรค์ น่าน พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุทัยธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ หนองคาย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี กรุงเทพฯ ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
    • คาดว่าจะเสียหาย 6,829,585 ไร่ แยกเป็น ข้าว 5,122,680 พืชไร่ 1,521,772 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 185,133 ไร่ เกษตรกร 543,326 ราย
  3. ช่วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึง ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 พ.ย. 53 เฉพาะภาคใต้) ประสบภัย จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่จังหวัด ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส พัทลุง ปัตตานี ยะลา สุราษฎร์ธานี สตูล สงขลา
    • คาดว่าจะเสียหาย 640,164 ไร่ แยกเป็น ข้าว 296,516 พืชไร่ 33,935 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 309,713 ไร่ เกษตรกร 263,216 ราย
    • รวม 3 ช่วงภัย
ช่วงภัย เกษตรกร (ราย) พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย (ไร่)
ข้าว พืชไร่ พืชสวน รวมทั้งสิ้น
1 ส.ค. - 30 ก.ย.53 293,947 2,441,369 283,617 32,250 2,757,236
1 ต.ค. - 4 พ.ย.53 543,326 5,122,680 1,521,772 185,133 6,829,585
1 พ.ย. - ปัจจุบัน 263,216 296,516 33,935 309,713 640,164
รวม 1,100,489 7,860,565 1,839,324 527,096 10,226,985

ด้านประมง แบ่งเป็นความเสียหายเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเรือประมง ดังนี้

ช่วงภัย จำนวน
จังหวัด
เกษตรกร
(ราย)
พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย
ไร่ ตรม.
1 ส.ค.- 5 พ.ย. 53 56 62,480 104,797 90,437
1 พ.ย. - ปัจจุบัน 7 7,665 8,562 47,086
รวม   70,145 113,359 137,523

ด้านปศุสัตว์ แบ่งเป็น 2 ช่วงภัย

  1. ช่วงภัย วันที่ 1 สิงหาคม 2553 - 5 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พ.ย. 53 ยกเว้นภาคใต้) ประสบภัยทั้งสิ้น 40 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน ขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี กรุงเทพฯ ชัยนาท ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร
    • คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร 131,355 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 17,014,030 ตัว แบ่งเป็น โค - กระบือ 387,686 ตัว สุกร 396,016 ตัว แพะ - แกะ 21,626 ตัว สัตว์ปีก 16,208,612 ตัว แปลงหญ้า 37,269 ไร่
  2. ช่วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึง ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พ.ย. 53 เฉพาะภาคใต้) ประสบภัย จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พังงา ตรัง พัทลุง สตูล ปัตตานี นราธิวาส สงขลา กระบี่ ยะลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี
    • คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร 96,744 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 4,646,473 ตัว แบ่งเป็น โค - กระบือ 210,875 ตัว สุกร 202,762 ตัว แพะ - แกะ 43,871 ตัว สัตว์ปีก 4,188,965 ตัว แปลงหญ้า 5,045 ไร่
    • รวม 2 ช่วงภัย
ช่วงภัย เกษตรกร
(ราย)
คาดว่าจะเสียหาย (ตัว)
โค-กระบือ สุกร แพะ-แกะ สัตว์ปีก รวม แปลงหญ้า (ไร่)
1 ส.ค. - 5 พ.ย.53 131,355 387,686 396,106 21,626 16,208,612 17,014,030 37,269
1 พ.ย. - ปัจจุบัน 96,744 210,875 202,762 43,871 4,188,965 4,646,473 5,045
รวม 228,099 598,561 598,868 65,497 20,397,577 21,660,503 42,314

 


42. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลการนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกระทรวงเสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (วันจันทร์ที่ 1 - วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553)

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันข้างหน้า (วันอังคารที่ 9 - วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2553)


43. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยหนาว อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553) ของกระทรวงมหาดไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

สรุปสถานการณ์ภัยหนาว และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 - 8 พฤศจิกายน 2553) ดังนี้

1. การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาวของกระทรวงมหาดไทย

2. สถานการณ์ภัยหนาว (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - ปัจจุบัน)

ในขณะนี้ได้รับรายงานจังหวัดที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) เนื่องจากมีสภาพอากาศหนาว (อุณหภูมิ 8.0 - 15.9 องศาเซลเซียส) ถึงหนาวจัด (อุณหภูมิต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส) จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน ลำพูน เชียงราย ขอนแก่น เลย สกลนคร และจังหวัดอุดรธานี

3. การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงาน

บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว จำนวน 200,000 ผืน เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครพนม สกลนคร หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เชียงราย น่าน ลำปาง เชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน

4. ข้อระเบียบ/กฎหมาย

สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้และพายุดีเปรสชัน (ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม - 8 พฤศจิกายน 2553)

1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่างวันที่ 8 - 14 พ.ย. 2553)

2. สถานการณ์อุทกภัยปัจจุบัน (วันที่ 10 ต.ค. - 8 พ.ย. 2553)

3. การให้ความช่วยเหลือของกระทรวงมหาดไทย

4. สิ่งของพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย


44. เรื่อง รายงานเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลรายงานเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน 2553 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ข้อเท็จจริง

จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2553 ส่งผลให้เกิดเหตุดินถล่ม จนก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ดำเนินการดังนี้

1. การดำเนินงานก่อนเกิดเหตุธรณีพิบัติภัยดินถล่ม

2. การดำเนินงานระหว่างเกิดเหตุธรณีพิบัติภัยดินถล่ม

3. การดำเนินงานหลังเกิดเหตุธรณีพิบัติภัยดินถล่ม


45. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ (วันที่ 2 - 8 พฤศจิกายน 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลรายงานสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ (วันที่ 2 - 8 พฤศจิกายน 2553) ของกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะอนุกรรมการติดตามและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และเตรียมความพร้อมรับอุทกภัยและภัยแล้ง รวบรวม วิเคราะห์ พยากรณ์ คาดการณ์ และติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำ เพื่อการเตือนภัยและกำหนดแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศ มีประเด็นสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1. สถานการณ์น้ำในภาพรวม

2. สถานการณ์อุทกภัยในรอบสัปดาห์ มีพื้นที่ที่เกิดเหตุน้ำท่วมใน 19 จังหวัด ประกอบด้วย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

3. การให้ความช่วยเหลือ

4. การเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2553


46. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลรายงานผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

1. แนวทางการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ

2. ผลการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) ได้เดินทางไปในท้องที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยตั้งรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ จำนวน 5 จุด ในพื้นที่ค่ายเสนาณรงค์ มณฑลทหารบกที่ 42 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และวัดโคกสมานคุณ และมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ ทส. ร่วมทำความสะอาดและเก็บขยะในพื้นที่ประสบอุทกภัย


แต่งตั้ง


47. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางอุไร ร่มโพธิหยก รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี (นักบัญชีทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย จำนวน 10 คน ดังนี้ 1. นายสุทธิเวช ต.แสงจันทร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิชาเคมี 2. นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ 3. นายปรีชา ออประเสริฐ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ 4. นางนวลศรี ทยาพัชร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ 5. นายสุริยะ อรุณรุ่ง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิชากฎหมาย 6. นางศุภวรรณ ตันตยานนท์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัย 7. นางสาวสุมล ปวิตรานนท์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 8. นายปกรณ์ สุจเร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน 9. นายสุมิดา บุรณศิริ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น 10. นางขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายกฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ 9 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มควบคุมและป้องกันโรคเรื้อน สถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มควบคุมและป้องกันโรคเรื้อน สถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอดังนี้

  1. เห็นชอบรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของส่วนราชการที่นายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการและส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และส่วนราชการที่อยู่ในการกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว
  2. รับทราบรายชื่อ ปคร. ของส่วนราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการ และส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี

บัญชีรายชื่อ ปคร.

1. ส่วนราชการที่นายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการและที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.
1. 1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายธีรภัทร สันติเมทนีดล
รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
1.2 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายภราดา เณรบำรุง
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร
1.3 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นางสาวสิบพัน วรวิสุทธิ์
รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
1.4 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายอดิศักดิ์ ตันยากุล
รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
1.5 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนิพนธ์ ฮะกีมี
กรรมการร่างกฎหมายประจำ
1.6 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นางบุษบา กรัยวิเชียร
รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
1.7 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นายอาวุธ วรรณวงศ์
รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระรบราชการ
1.8 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ
รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
1.9 สำนักราชเลขาธิการ นายอินจันทร์ บุราพันธ์
รองราชเลขาธิการ
1.10 สำนักพระราชวัง นายรัตนาวุธ วัชโรทัย
ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ
1.11 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายโกวิทย์ เพ่งวาณิชย์
รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
1.12 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ
เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
1.13 ราชบัณฑิตยสถาน นางสาวกนกวลี ชูชัยยะ
เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน

2. ส่วนราชการที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) กำกับการบริหารราชการซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว

ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.
2.1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายวัตตะ วุตติสันต์
รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2.2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท อุดม ชัยมงคลรัตน์
ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

3. ส่วนราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการ และส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี

ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.
3.1 รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ร้อยเอก เชษฐ์ รมยะนันทน์
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง
3.2 กระทรวงกลาโหม พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์
รองปลัดกระทรวงกลาโหม
3.3 กระทรวงการคลัง นายสมชาย พูลสวัสดิ์
รองปลัดกระทรวงการคลัง
3.4 กระทรวงการต่างประเทศ นายอิศร ปกมนตรี
เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง
3.5 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเสกสรร นาควงศ์
ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
3.6 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางศิริรัตน์ อายุวัฒน์
รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
3.7 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศุภชัย บานพับทอง
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3.8 กระทรวงคมนาคม นายศิลปะชัย จารุเกษมรัตนะ
รองปลัดกระทรวงคมนาคม ด้านอำนวยการ
3.9 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรพล ปัตตานี
รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3.10 กระทรวงพลังงาน นายเมตตา บันเทิงสุข
รองปลัดกระทรวงพลังงาน
3.11 กระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร
ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
3.12 กระทรวงมหาดไทย นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
3.13 กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม
ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงาน
3.14 กระทรวงวัฒนธรรม นายปรารพ เหล่าวานิช
รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
3.15 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางนันทวรรณ ชื่นศิริ
ผู้ตรวจราชการกระทรวง
3.16 กระทรวงศึกษาธิการ นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
3.17 กระทรวงสาธารณสุข นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
3.18 สำนักงบประมาณ นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย
รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
3.19 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
3.20 สำนักงานอัยการสูงสุด นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
อัยการอาวุโส
3.21 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายวัชรินทร์ จอมพลาพล
รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
3.22 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นางวรารัตน์ อติแพทย์
รองเลขาธิการวุฒิสภา

ส่วนราชการที่อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ

ส่วนราชการ สถานะ
3.23 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.24 กระทรวงยุติธรรม อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.25 กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.26 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.27 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.28 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ
3.29 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ

 


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี