สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
5 ตุลาคม 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การออกประกาศให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีอำนาจใช้ดุลพินิจในการประกาศกำหนดโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในเขตพื้นที่ที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง การแต่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และการแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน
  4. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การขออนุมัติกู้เงินเพื่อนำไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระในปีงบประมาณ 2554 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
  2. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2553
  3. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยศัตรูพืชระบาด (เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล) ปี 2553
  4. เรื่อง ขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ
  5. เรื่อง ขออนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล
  6. เรื่อง ขออนุมัติในหลักการโครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อย

สังคม

  1. เรื่อง การกำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็น วันรัฐพิธี
  2. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2
  3. เรื่อง ผลการสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. 2553
  4. เรื่อง สรุปผลการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16
  2. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 และการประชุมหารือร่วมรัฐมนตรีและภาคเอกชน ครั้งที่ 1 ภายใต้กรอบความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
  3. เรื่อง การจัดทำร่างความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสเปนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต
  4. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42
  5. เรื่อง การรับรอง Paracas Declaration

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ. 2553
  2. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 33
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 4 ตุลาคม 2553)

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
    2. การแต่งตั้งคณะกรรมการการดำเนินการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน มหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ
    3. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก พุทธศักราช 2555 (FIFA FUTSAL WORLD CUP 2012)
    4. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การออกประกาศให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีอำนาจใช้ดุลพินิจ ในการประกาศกำหนดโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในเขตพื้นที่ที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีรับทราบความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การออกประกาศให้คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีอำนาจใช้ดุลพินิจในการประกาศกำหนดโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในเขตพื้นที่ที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวต้องจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า

  1. ด้วยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นว่า "จะสามารถออกประกาศในเรื่องการให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการ ผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อุทยานแห่งชาติ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นเขตพื้นที่ที่โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะกระทำได้หรือไม่"
  2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ได้กำหนดประเด็นในการพิจารณาคือ การออกประกาศตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ พ.ศ. 2535 จะสามารถกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการประกาศกำหนดโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในเขตพื้นที่ที่มีความสำคัญ เช่น พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อุทยานแห่งชาติ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ และมีความเห็น ดังนี้
    • 2.1 บทบัญญัติตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจประกาศในราชกิจจา นุเบกษากำหนดประเภท และขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการแต่ละประเภทและขนาดตามที่กำหนดในประกาศดังกล่าว ประกอบกับมาตรา 13 (9) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจ หน้าที่ในการกำกับดูแลและเร่งรัดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ประกาศ ระเบียบ และคำสั่งที่จำเป็น เพื่อให้กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีความเป็นระบบโดยสมบูรณ์ และมาตรา 48 ประกอบกับมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการมีอำนาจหน้าที่ใน การพิจารณาให้ความเห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
    • 2.2 จากบทบัญญัติข้างต้นจะเห็นได้ว่า ไม่มีบทบัญญัติอื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่บัญญัติให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีอำนาจในการประกาศกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แต่ประการใด จึงเห็นว่า ในการประกาศกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหาร คือ รัฐมนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมายเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินการ โดยขั้นตอนและกระบวนการในการดำเนินการนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล เร่งรัด และให้ความเห็นชอบต่อการออกประกาศดังกล่าว
    • 2.3 ดังนั้น การออกประกาศตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จึงต้องกระทำโดยรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ สาระสำคัญของประกาศต้องเป็นการกำหนดประเภท และขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยไม่อาจกำหนดให้อำนาจ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะกรรมการผู้ชำนาญการใช้ดุลยพินิจในการออกประกาศกำหนดโครงการหรือ กิจการดังกล่าวได้ ไม่ว่าโครงหารหรือกิจการนั้นจะเป็นโครงการหรือกิจการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปหรือโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และ สุขภาพหรือไม่ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 46 ประกอบกับมาตรา 13 มาตรา 48 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคม (คค.) ได้เสนอตามรายงานกรมการขนส่งทางบกว่า กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขอรับและขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องยื่นหลักฐานในการดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายหรือสำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ รูปถ่าย เป็นต้น ในปัจจุบันการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถในบางกรณีสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 หรือไม่ ประกอบกับกรมการขนส่งทางบกได้ใช้ระบบการ เชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคลกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ทำให้สามารถตรวจสอบชื่อและที่อยู่ของผู้ขอรับและผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถได้ สมควรยกเลิกการใช้สำเนาทะเบียนบ้านเป็นเอกสารประกอบคำขอ ดังนั้น เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบว่าผู้ขับรถนั้นมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ และลดภาระให้กับประชาชนในการเตรียมหลักฐานมาดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถทุกกรณี จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดหลักเกณฑ์ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อ ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถชนิดอื่น ตามมาตรา 43 (9) ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดพร้อมด้วยหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมด้วยภาพถ่าย ใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่มีโรคประจำตัว อันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถและ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน เป็นต้น (ร่างข้อ 3)
  3. กำหนดหลักเกณฑ์ขอรับใบอนุญาตและการต่อใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดพร้อมด้วยหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมด้วยภาพถ่าย ใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถและไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน เป็นต้น (ร่างข้อ 4และข้อ 8)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ขอรับใบอนุญาตและการต่อใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะหรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดพร้อมด้วยหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยภาพถ่าย หลักฐานการรับรองซึ่งแสดงว่าผ่านการอบรมและจบหลักสูตรการอบรมจากกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น (ร่างข้อ 5 และข้อ 9)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์ขอรับใบอนุญาตขับรถบดถนนหรือใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ให้ยื่นคำขอตามแบบที่ กรมการขนส่งทางบกกำหนดพร้อมด้วยหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมด้วยภาพถ่าย ใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถและไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน เป็นต้น (ร่างข้อ 6)
  6. กำหนดหลักเกณฑ์ขอรับใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีให้ ยื่นคำขอตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดพร้อมด้วยหลักฐาน เช่น ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ฯลฯ เป็นต้น (ร่างข้อ 7)
  7. กำหนดให้การยื่นคำขอให้ยื่นต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด สำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างข้อ 10)
  8. กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ หรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องผ่านการอบรมและทดสอบ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด (ร่างข้อ 11)

3. เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง การแต่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน และการแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2553
  2. คำสั่งแต่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. และเพิ่มปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2553
  3. รับทราบคำสั่งแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติมครั้งที่สาม) โดยให้พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบ พนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2553

ข้อเท็จจริง

รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเสนอว่า

  1. นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอุดรธานี รวม 3 จังหวัดดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553
  2. โดยที่สถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ได้มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจตกเป็นเป้าการสร้างสถานการณ์ก่อเหตุรุนแรงได้ ส่วน 3 จังหวัดในเขตปริมณฑลเป็นฐานมวลชน นปช.มีการรวมตัวอย่างหนาแน่นเป็นกลุ่มก้อน และเป็นมวลชนส่วนใหญ่ที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ โดยมีข้อสังเกตว่าในพื้นที่เหล่านี้ถูกแสวงหาประโยชน์โดยกลุ่มบ่อนทำลายสถาบันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ศอฉ.ได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับกองทัพบก กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจ สันติบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีความจำเป็นในการคงสถานการณ์ฉุกเฉินในบางพื้นที่ไว้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อประโยชน์ในการควบคุมสถานการณ์ในภาพรวม
  3. มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ดังนี้
    • 3.1 คำสั่งแต่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. และเพิ่มปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการ
    • 3.2 คำสั่งแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติมครั้งที่สาม)

4. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการ ผลิตถั่วเหลือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอว่า

1. ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง พ.ศ. 2535 กำหนดให้มีความหมายของนิยามคำว่า "ภาคเอกชน" หมายความถึง สมาคมโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันรำข้าว-ถั่วเหลือง-เมล็ดฝ้ายด้วย ต่อมาได้มีประกาศสำนักงานกลางทะเบียนสมาคมการค้าที่ 24/2539 เรื่อง อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อสมาคมการค้าโดยอนุญาตให้ "สมาคมโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันรำข้าว-ถั่วเหลือง-เมล็ดฝ้าย" เป็น "สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว" ดังนั้น เพื่อให้ความหมายของนิยามคำว่า "ภาคเอกชน" สอดคล้องตามข้อเท็จจริงในประกาศสำนักงานกลางทะเบียนสมาคมการค้าฯ ดังกล่าว สมควรแก้ไขระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง พ.ศ. 2535 ในข้อ 2.1

2. ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2537 กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติแผนงาน งบประมาณรายจ่าย ควบคุม ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานบริหารงานกองทุน จัดสรรเงินกองทุน โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการประกอบด้วย

3. ต่อมาได้มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545 กำหนดให้มีหน่วยงานใหม่คือสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร มีอำนาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เศรษฐกิจการผลิต การตลาด ระบบการจัดการฟาร์มในเชิงเศรษฐกิจ แนวทางการแปรรูปสินค้าเกษตร และแรงงานภาคเกษตร

ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามโครงสร้างตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ ดังกล่าว ให้เหมาะสมกับสภาพของงาน และให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามภารกิจ สมควรแก้ไขระเบียบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2537 ในข้อ 2.2 โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิต ถั่วเหลือง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 เห็นชอบให้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยกองทุนฯ ดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความหมายของ คำนิยาม องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง และแก้ไขชื่อตำแหน่งกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อช่วยดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ดังนี้

ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง พ.ศ. 2535
และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2537
ร่างระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ว่าด้วยกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง
(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
ข้อ 3 ในระเบียบนี้

"ภาคเอกชน" หมายความว่า สถาบันเกษตรกรผู้ปลูก ถั่วเหลือง สมาคมโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันรำข้าว- ถั่วเหลือง-เมล็ดฝ้าย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์"

ข้อ 3 ในระเบียบนี้

"ภาคเอกชน" หมายความว่า สถาบันเกษตรกรผู้ปลูก ถั่วเหลือง สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย"

ข้อ 6 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง" ประกอบด้วย

- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ

- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ

- ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

- อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

- อธิบดีกรมการค้าภายใน

- อธิบดีกรมบัญชีกลาง

- อธิบดีกรมปศุสัตว์

- อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

- อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

- เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

- นายกสมาคมโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันรำข้าว-ถั่วเหลือง-เมล็ดฝ้าย

- นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และ

- ผู้แทนสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองสองคน เป็นกรรมการ

- ผู้อำนวยการกองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและเลขานุการ

- หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสินค้าเกษตรกรรมที่ 5 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อ 6 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง" ประกอบด้วย

- คงเดิม

- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- คงเดิม

- นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว

- นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และ

- คงเดิม

- ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและเลขานุการ

- ผู้แทนสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อ 13 ให้ผู้อำนวยการกองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการจัดทำบัญชีแสดงฐานะการเงิน และรายงานผลงานต่อประธานกรรมการเป็นประจำทุกเดือน ฯลฯ ข้อ 5 ให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำบัญชีแสดงฐานะการเงิน และรายงานต่อประธานกรรมการเป็นประจำทุกเดือน ฯลฯ

 


เศรษฐกิจ


5. เรื่อง การขออนุมัติกู้เงินเพื่อนำไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระในปีงบประมาณ 2554 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อนำไปชำระค่าดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดในปีงบประมาณ 2554 จำนวน 2,041.677 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการ เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้เงิน ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดยให้กระทรวงคมนาคม (ขสมก.) รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ [เกี่ยวกับการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของ ขสมก. และให้ ขสมก.เร่งดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร และลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน] และความเห็นของสำนักงบประมาณ [เกี่ยวกับการแก้ไขประเด็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการปรับปรุง การบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและลดภาระหนี้สินที่สะสมมาต่อเนื่องทุกปี] ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

คค.เสนอตามที่ได้รับรายงานจาก ขสมก. ว่า ในปีงบประมาณ 2554 ขสมก. ถึงกำหนดต้องชำระค่า ดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้จำนวน 2,338.400 ล้านบาท ซึ่ง ขสมก. จะนำรายได้ค่าโดยสารคงเหลือไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ย 296.723 ล้านบาท โดยยังขาดเงินเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว จำนวน 2,041.677 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาฐานะการเงินจากประมาณการเงินสดรับ-จ่ายในปีงบประมาณ 2554 ขสมก. มีเงินสดรับ จำนวน 8,394.306 ล้านบาท เงินสดจ่าย จำนวน 20,639.569 ล้านบาท และเงินสดขาดมือ จำนวน 12,245.263 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ ขสมก.สามารถดำเนินการบริหาร กิจการได้เพียงพอโดยมีเงินสดคงเหลือปลายงวด จำนวน 185.234 ล้านบาท ขสมก.จึงต้องกู้เงิน จำนวน 8,999.034 ล้านบาท เพื่อชำระหนี้ที่ถึงกำหนดซึ่งประกอบด้วย ต้นเงินกู้ จำนวน 6,957.357 ล้านบาท และดอกเบี้ยพันธบัตร จำนวน 2,041.677 ล้านบาท รวมทั้งค้างชำระค่าใช้จ่าย จำนวน 3,431.464 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าน้ำมัน จำนวน 2,252.316 ล้านบาท ค่าเหมาซ่อม จำนวน 920.148 ล้านบาท และกองทุนบำเหน็จพนักงาน จำนวน 259.000 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้มีมติเห็นชอบให้ ขสมก.กู้เงินเพื่อชำระหนี้ที่ถึงกำหนดดังกล่าวแล้วในการประชุม ครั้งที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553


6. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่รองเลขาธิการฯ (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 5/2553
  2. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ. เรื่อง มาตรการเร่งด่วนและมาตรการเสริมเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำและขับเคลื่อนแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนา อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (พ.ศ. 2551-2555) รับเป็นหน่วยงานเจ้าภาพและประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาความเหมาะสมของข้อเสนอ มาตรการเร่งด่วนและมาตรการเสริมเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทยของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และให้นำผลการพิจารณากลับมาเสนอคณะกรรมการ กรอ.ภายใน 2 เดือน
  3. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ. เรื่อง การส่งเสริมธุรกิจวิชาชีพทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมออกสู่ตลาดต่างประเทศ ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยสภาวิศวกรและสมาคมวิชาชีพทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม 4 สมาคม (สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์) เสนอ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยไปขยายงานในตลาดต่างประเทศ ที่มีประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นประธานกรรมการ รับไปพิจารณามาตรการส่งเสริมธุรกิจวิชาชีพทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมออกสู่ตลาดต่างประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว และให้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ กรอ.ต่อไป
  4. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ. เรื่อง มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างในต่างประเทศ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยไปขยายงานในตลาดต่างประเทศที่มีประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นประธานกรรมการ รับไปพิจารณามาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจ อุตสาหกรรมก่อสร้างในต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยคำนึงถึงกฎระเบียบขององค์การการค้าโลกที่อาจจะเป็นข้อจำกัดของการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการไทยด้วย ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ กรอ.ทราบต่อไป
  5. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ. เรื่อง การเร่งรัดออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 วรรคห้า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอ
  6. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ. เรื่อง การระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามที่สำนักงานผู้แทนการค้าไทยเสนอ โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อหาข้อสรุปทางนโยบาย และ นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน
  7. รับทราบผลการเดินทางเยือนนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาของผู้แทนการค้าไทย (นายวัชระ พรรณเชษฐ์) และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) และกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เร่งรัดการดำเนินมาตรการ Pre-clearance ตามข้อเสนอของประธานผู้แทนการค้าไทย
  8. รับทราบความคืบหน้าเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราของสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ตามที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เสนอ
  9. รับทราบความคืบหน้าเรื่องความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ตามที่กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) เสนอ
  10. รับทราบผลการสัมมนาเรื่อง "Thailand's Investment Environment : Looking Forward" ตามที่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ เสนอ

7. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยศัตรูพืชระบาด (เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล) ปี 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติม หากกรณีงบประมาณ (งบกลางปี 2553) ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบภัยศัตรูพืชระบาด (เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล) ของจังหวัดกาญจนบุรี นครสวรรค์ พิจิตร (อำเภอสามง่ามและอำเภอวังทรายพูน) พิษณุโลก ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ศรีสะเกษ และพระนครศรีอยุธยา รวมจำนวน 9 จังหวัด และมอบหมายให้สำนักงบประมาณรับไปตรวจสอบและประสานในรายละเอียดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป


8. เรื่อง ขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 เกี่ยวกับการดำเนินงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน จากเดิม "ให้ลดอัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันลงจากร้อยละ 2.00-2.75 ลงเหลือประมาณร้อยละ 1.75 ของวงเงินค้ำประกันในระยะแรก และจะมีการปรับปรุงค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมในระยะต่อไป โดยจะคำนึงถึงคุณภาพของลูกค้า และคุณภาพการคัดเลือกลูกค้าของสถาบันการเงินที่ใช้บริการ" เป็น "ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงคุณภาพของลูกค้า และคุณภาพการคัดเลือกลูกค้าของสถาบันการเงิน" ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันร้อยละ 2 ต่อปี ของวงเงินที่ค้ำประกัน นอกจากนี้ การแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะรองรับแนวทางการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยงของลูกค้าที่ บสย. อาจนำมาใช้ในอนาคต
  2. เกณฑ์การจ่ายค่าประกันชดเชย จากเดิม "ปรับปรุงเกณฑ์การชดเชยความเสียหายให้รวดเร็วขึ้นจากที่จะต้องจ่ายเมื่อคดีถึงที่สุด และมีการบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันครบถ้วนแล้ว เป็นจ่ายเมื่อมีการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างสถาบันการเงินกับผู้กู้" เป็น "จ่ายเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เฉพาะการค้ำประกันให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้การค้ำประกันสินเชื่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ โดยให้ ธ.ก.ส. และ บสย. ตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนของการจ่ายค่าประกันชดเชยต่อไป" ทั้งนี้ เนื่องจากได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 และวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ให้ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. ไว้ก่อน ธ.ก.ส.จึงไม่สามารถฟ้องร้องลูกหนี้ได้ จึงจำเป็นต้องแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 เพื่อให้ บสย.สามารถจ่ายค่าประกันชดเชยให้กับ ธ.ก.ส.ได้โดยที่ ธ.ก.ส.ยังไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้

9. เรื่อง ขออนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ในการประชุม ครั้งที่ 1/2553 (10) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติในหลักการการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล จำนวน 647 แปลง เนื้อที่ 2,335-0-63.61 ไร่ ในอัตราไร่ละ 32,000 บาท (กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์) เป็นเงิน 74,725,088.80 บาท โดยให้กรมชลประทานใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 74,725,088.80 บาท และให้กรมชลประทานจัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อประกอบการพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณของสำนักงบประมาณต่อไป
  2. เห็นชอบให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการจ่ายเงินทั้ง 3 จังหวัด (จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการจ่ายเงินและจำนวนเงินค่าชดเชยให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ และจำนวนเงินค่าชดเชยเพื่อให้เป็นไปตามบัญชีรายละเอียดผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด และให้เพิ่มผู้แทนจากฝ่ายของผู้ได้รับผลกระทบร่วมเป็นกรรมการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฝาย ราษีไศล รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 และวันที่ 19 มกราคม 2553 มอบหมายให้เป็นประธานกรรมการฯ นั้น คณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ ได้ประชุมครั้งที่ 1/2553 (10) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 มีมติ เห็นชอบผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด (จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด) และเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

  1. อนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศลในแปลงที่ดินที่คณะทำงานฯ พิจารณาคำร้องคัดค้านประกาศอำเภอ (คณะทำงานฯ อุทธรณ์) ได้รับรองการทำประโยชน์และผ่านความเห็นชอบการตรวจสอบจากคณะอนุกรรมการฯ จังหวัดทั้ง 3 จังหวัด และประกาศรับรองเนื้อที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคัดค้านครบกำหนด 30 วัน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ กำหนดไว้ แยกเป็น 1.1จังหวัด ศรีสะเกษ จำนวน 541แปลง เนื้อที่ 1,910-3-58.46 ไร่ เป็นเงิน 61,148,676.80 บาท 1.2 จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 94 แปลง เนื้อที่ 411-1-31.15 ไร่ เป็นเงิน 13,162,492 บาท 1.3 จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 12-3-74 ไร่ เป็นเงิน 413,920 บาท
    รวมจำนวน 647 แปลง เนื้อที่ 2,335-0-63.61 ไร่ ในอัตราไร่ละ 32,000 บาท (กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์) เป็นเงิน 74,725,088.80 บาท ตามบัญชีรายละเอียดผลการตรวจสอบร่องรอยการทำประโยชน์ที่ดินที่ได้รับ ผลกระทบฯ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด โดยขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กรมชลประทานนำมาใช้จ่ายเพื่อการนี้
  2. เพื่อให้การจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส และมิให้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากราษฎร เห็นควรให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการจ่ายเงินทั้ง 3 จังหวัด เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการจ่ายเงินและจำนวนเงินค่าชดเชยให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ และจำนวนเงินค่าชดเชยเพื่อให้เป็นไปตามบัญชีรายละเอียดผลการตรวจสอบฯ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย อัยการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด คลังจังหวัด นายอำเภอท้องที่ ผู้อำนวยการกองกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน และมีหัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง เป็นกรรมการและเลขานุการ ในการจ่ายเงินเห็นสมควรจ่ายด้วยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร (จ่ายตรง) ตามบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิ โดยถือ ความเห็นของคณะกรรมการชุดนี้เป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน ซึ่งเป็นไปเช่นเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 วันที่ 15 กันยายน 2552 และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552
  3. ในส่วนที่เหลืออีก จำนวน 2,345 แปลง (จากทั้งหมด 11,299 แปลง) อยู่ระหว่างการตรวจสอบพิสูจน์และพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด (ศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด) เมื่อดำเนินการ ครบทุกขั้นตอนแล้ว คณะกรรมการฯ จะพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

10. เรื่อง ขออนุมัติในหลักการโครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการดำเนินโครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อย ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ โดยให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ อาทิ รูปแบบ แผน การดำเนินการ โดยให้นำความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ไปประกอบการพิจารณาและให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า

  1. สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) จัดทำโครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยเพื่อดำเนินการปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจนในระดับรากหญ้าได้มีโอกาสกู้เงินไปลงทุนหรือบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต ซึ่งไปรษณีย์ไทยมีจุดแข็งในด้านเครือข่ายที่มีศักยภาพ ความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ ผ่านช่องทางของที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ โดยใช้แนวทางของธนาคารกรามีน (หรือธนาคารหมู่บ้าน) เป็นต้นแบบ
  2. กรามีน แบงค์ (Grameen Bank/GB) หรือธนาคารหมู่บ้าน เป็นสถาบันการเงินสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย และเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งสามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างทั่วถึง โดยการส่งเจ้าหน้าที่ไปให้บริการแก่ ลูกค้า ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 คน ณ ศูนย์สมาชิกประจำหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นรายสัปดาห์ มีอัตราชำระคืนสูงถึง ร้อยละ 97.86 อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้ผู้ฝากและผู้กู้ถือหุ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือกำหนดทิศทางการดำเนินงานของกรามีน แบงค์
  3. เนื่องจากภารกิจดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนหลักของรัฐบาลที่ต้องการลดปัญหาความยากจน และลดบทบาทความสำคัญของหนี้นอกระบบในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่นำมาซึ่งปัญหาสังคมอีกมากมาย โดยมีกำหนดที่จะ ดำเนินการโครงการในเดือนธันวาคม 2553 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
    • 3.1 เสริมและสร้างสภาพคล่องโดยเปิดโอกาสให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่บริการทางการเงินที่ไม่มีความซับซ้อนผ่าน ณ ที่ทำการไปรษณีย์และ/หรือ เครือข่ายไปรษณีย์ไทย
    • 3.2 แก้ปัญหาความยากจนให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อย
    • 3.3 เพิ่มทางเลือกทางการเงินให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อย
    • 3.4 แก้/บรรเทาปัญหาหนี้นอกระบบให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อย
    • 3.5 ป้องกันและ/หรือ บรรเทาการถูกคุกคามทางสังคมของผู้กู้ให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อย
    • 3.6 สร้างและส่งเสริมการออมทรัพย์ การประกันชีวิต และ/หรือ บริการทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งยังประโยชน์ให้เฉพาะแก่ผู้มีรายได้น้อย

สังคม


11. เรื่อง การกำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวันรัฐพิธี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช วันที่ 17 มกราคม ของทุกปี และวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐพิธี โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงได้รับการถวาย "มหาราช" ด้วยทรงมีคุณูปการในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองต่อชาติไทยนานัปการ เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งทั้งในด้านการปกครอง ด้านความมั่นคง ด้านการเจริญสัมพันธไมตรีและการค้าขายกับต่างประเทศ รวมทั้งด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม
  2. ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาข้อเสนอของนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย ที่ขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 โดยขอให้กำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช วันที่ 17 มกราคม ของทุกปี เป็นวันรัฐพิธี
  3. สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาเรื่องตามข้อ 2 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 แล้ว เห็นสมควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวันรัฐพิธี โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ
  4. รัฐพิธี หมายถึง งานที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กำหนดเป็นรัฐพิธี และได้นำความกราบบังคม ทูลพระกรุณาขอพระราชทานให้ทรงรับไว้เป็นงานรัฐพิธี มีหมายกำหนดการที่กำหนดไว้เป็นประจำเช่นเดียวกับงานพระราชพิธี ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี หรือจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ไปเป็นประธาน โดยข้าราชการผู้มีตำแหน่งเฝ้าฯ มีหน้าที่จะต้องไปเข้าเฝ้าฯ ในรัฐพิธีดังกล่าว
  5. พระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงได้รับการถวาย "มหาราช" มี 6 พระองค์ โดยได้มีการกำหนดให้วันสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ วันปิยมหาราช (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นวันรัฐพิธีแล้ว ส่วนวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังมิได้กำหนดเป็นวันรัฐพิธี เพื่อเป็นการเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของมหาราชทั้งสองพระองค์นี้ จึงสมควรกำหนดให้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็น วันรัฐพิธีเช่นเดียวกับมหาราชพระองค์อื่น

12. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดตามปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2 (พฤศจิกายน 2552-กันยายน 2553)
  2. รับทราบและเห็นชอบในหลักการของปฏิบัติการฯ ระยะที่ 3 ในขั้นต้น ซึ่งได้จากหน่วยต่าง ๆ และ คณะกรรมการ ป.ป.ส. เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยต่าง ๆ ไปจัดทำรายละเอียด และเริ่มดำเนินการในต้นพฤศจิกายน 2553
  3. สนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้หน่วยงานใช้ในการแก้ไขปัญหา ทั้งงบกลางที่ยังคงเหลือในปี 2553 และจะมีการขอรับการสนับสนุนงบกลางในปี 2554 เพิ่มเติม หากเมื่อจัดทำแผนบูรณาการแล้ว ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ
  4. สนับสนุนความดีความชอบพิเศษแก่ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ในปี 2554 ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ป.ป.ป. ดำเนินการกันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ไว้เบิกเหลื่อมปีเพื่อดำเนินการตามปฏิบัติการ "ประเทศไทยเข้มแข็งชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันระยะที่ 2" ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ประสานและเร่งรัดการจัดทำแผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตามปฏิบัติการฯ ระยะที่ 3 โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่ได้รับจัดสรรก่อนหากไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ประเมินสถานการณ์และผลการดำเนินงานเพื่อประกอบการขอรับการสนับสนุนงบกลางในปี 2554 เพิ่มเติมต่อไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (9 มีนาคม 2553) สรุปผลการดำเนินงานปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2 ได้ดังนี้

1. ผลการดำเนินงานที่สำคัญโครงการ 5 รั้ว ป้องกัน ระยะที่ 2 คือ

สรุปผลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผลการจับกุมปราบปราม มีการจับกุม ยาเสพติดได้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาบ้า ไอซ์ ยาแก้หวัด กระท่อม ฯลฯ มียอด ผู้เข้าบำบัดรักษาได้สูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิกฤตการเมืองในประเทศ ช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดหยุดชะงักช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ กทม. แต่จากการประเมินสถานการณ์ทางการข่าวและนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า ในปี 2553 และแนวโน้มปี 2554 การผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นมากหลายเท่า คิดเป็นยาบ้าหลายร้อยล้านเม็ด ทำให้ supply ยาเสพติดในประเทศไม่ขาดแคลน และมีแนวโน้มการแพร่ระบาดของไอซ์ ซึ่งจะทำให้มีผู้เสพเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การแพร่ระบาดของยาเสพติดในหมู่บ้าน/ ชุมชน สถานศึกษา โรงงาน และในกลุ่มเยาวชน มีแนวโน้มสูงขึ้น หากไม่มีมาตรการที่ดีเพียงพอ

2. แนวทางการดำเนินงานในปี 2554 เป็นการปฏิบัติการฯ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 3 จะมีสาระสำคัญ 7 ประการ ที่จะลดการขยายตัวของปัญหายาเสพติดในภาพรวมให้ได้ มิให้ปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบต่อประชาชน ประกอบด้วย การกำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหา การใช้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันต่อเนื่อง การกำหนด critical point ที่เป็นจุดวิกฤตในแต่ละรั้ว/โครงการ การแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ การปรับปรุงประสิทธิภาพของมาตรการหลักที่ใช้แก้ไขปัญหา การใช้นโยบายกระบวนการยุติธรรมทางอาญาใหม่เพื่อลดจำนวนผู้กระทำความผิด การให้ความสำคัญในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งในแต่ละประเด็นจะมีรายละเอียดที่สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยต่าง ๆ เร่งจัดทำและจะเริ่มดำเนินการในพฤศจิกายน 2553

3. เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองทำให้การดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับงบประมาณด้านยาเสพติดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไม่สมดุลกับขนาดของปัญหา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดบรรลุผลตามเป้าหมาย หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องยังมีความจำเป็นที่จะต้องขอกันเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี พ.ศ. 2553 ไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีโดยไม่มีหนี้ผูกพัน เพื่อใช้ในการดำเนินงานโดยไม่ต้องของบกลางในภารกิจส่วนนี้เพิ่มเติมอีก


13. เรื่อง ผลการสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. 2553 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้

ข้อเท็จจริง

เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อสนองความต้องการของ ผู้ใช้ข้อมูลหลักคือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ดังนั้นสำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงได้ดำเนินการสำรวจ ภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนทุก 2 ปี เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวข้าราชการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สิน โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการ (ในสังกัด ก.พ.) ทุกประเภทและระดับตำแหน่ง ที่ตกเป็นตัวอย่างทุกจังหวัดทั่วประเทศทั้งสิ้น 12,886 ราย และได้จัดทำสรุปผลเบื้องต้นการสำรวจภาวะ การครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. 2553 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. รายได้ของครอบครัวข้าราชการ

ครอบครัวข้าราชการทำประเภทและระดับตำแหน่งทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 43,650 บาท ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.1) เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นประจำ จากการทำงาน เช่น เงินเดือน/เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษ มีรายได้ที่ได้รับเป็นครั้งคราว เช่น ค่าเบี้ยประชุม/ค่าล่วงเวลา/โบนัส (ร้อยละ 2.8) นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัว(ร้อยละ 8.1) จากการให้เช่าทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.4) และรายได้อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินช่วยเหลือจากบุคคลอื่น/รัฐ เป็นต้น (ร้อยละ 3.6)

2. ค่าใช้จ่ายของครอบครัวข้าราชการ (ไม่รวมค่าใช้จ่าย เพื่อการสะสมทุน เช่น ค่าชำระบ้าน/ที่ดิน ฯลฯ)

ครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและระดับตำแหน่งทั่วประเทศ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 32,386 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ (ร้อยละ 24.9) เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะ การเดินทางและการสื่อสาร (ร้อยละ 19.6) ค่าซื้อยานพาหนะ เครื่องเรือน/เครื่องใช้ คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ (ร้อยละ 14.6) การศึกษา (ร้อยละ 9.6) ค่าที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 6.5) สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าของใช้และบริการส่วนบุคคล ค่าภาษี ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าใช้จ่ายด้านสังคม ฯลฯ มีร้อยละ 14.5

3. หนี้สินของครอบครัวข้าราชการ

ครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและระดับตำแหน่ง มีหนี้สินร้อยละ 84.1 มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 872,388 บาท ต่อครอบครัวที่มีหนี้ และพบว่าข้าราชการประเภททั่วไปมีสัดส่วนของครอบครัวที่เป็นหนี้สูงสุด (ร้อยละ 87.1) รองลงมาคือข้าราชการประเภทวิชาการและอำนวยการ (ร้อยละ 83.0 และ 65.4) ในขณะที่ข้าราชการประเภทบริหาร มีสัดส่วนที่เป็นหนี้ต่ำสุด (ร้อยละ 39.2) แต่จำนวนเงินที่เป็นหนี้กลับมีจำนวนสูงสุด (1,657,690 บาท) และข้าราชการประเภททั่วไปมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครอบครัวต่ำสุด (794,565 บาท) โดยจำนวนเงินที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ตามประเภทและระดับตำแหน่งที่สูงขึ้น

4. วัตถุประสงค์ของการมีหนี้ของครอบครัวข้าราชการ

ข้าราชการมีหนี้สินเพื่อที่อยู่อาศัยสูงที่สุดคือร้อยละ 56.4 รองลงมาเป็นหนี้สินเพื่อซื้อหรือซ่อมแซมยานพาหนะ (ร้อยละ 15.2) เพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 13.3) เป็นหนี้เพื่อการลงทุนในธุรกิจของครอบครัว (ร้อยละ 5.8) และเป็นหนี้สินเพื่อการศึกษาร้อยละ 3.9

5. การเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และหนี้สินต่อรายได้ ในปี 2549 - 2553

ในปี 2549 - 2553 ครอบครัวข้าราชการมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าใช้จ่ายซึ่งไม่รวมค่าใช้จ่ายเพื่อ การสะสมทุน โดยรายได้และค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กล่าวคือ รายได้เพิ่มจาก 36,276 บาทในปี 2549 เป็น 43,650 บาทในปี 2553 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 ต่อปี และค่าใช้จ่ายเพิ่มจาก 30,223 บาทในปี 2549 เป็น 32,386 บาทในปี 2553 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ต่อปี สำหรับครอบครัวข้าราชการที่มีหนี้ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.6 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 84.1 ในปี 2553 และมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยเพิ่มจาก 657,449 บาท เป็น 872,388 บาท นอกจากนี้พบว่าหนี้สินต่อรายได้ของครอบครัวข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 18.1 เท่าในปี 2549 เป็น 20.0 เท่าในปี 2553

6. ความคิดเห็นของข้าราชการ

สำหรับความคิดเห็นของข้าราชการเกี่ยวกับความต้องการให้รัฐปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการประเภทต่าง ๆ นั้น พบว่า ในลำดับแรกมีข้าราชการถึงร้อยละ 91.9 ต้องการให้รัฐเพิ่มเงินเดือน รองลงมาต้องการให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนได้ โดยสามารถเบิกได้ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก (ร้อยละ 47.8) เพิ่มค่า เบี้ยเลี้ยงสำหรับการเดินทางไปราชการ (ร้อยละ 44.4) และต้องการให้ยกเลิกค่าเช่าบ้านแต่ให้ข้าราชการทุกคนได้รับเงิน ช่วยเหลือเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 44.0)


14. เรื่อง สรุปผลการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง (คชส.) เสนอ

1. เรื่องเดิม

คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 มีมติรับทราบผลการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง กรณีร้านค้าหรือทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้ ถูกโจรกรรม ถูกทำลาย เป็นต้น ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง (คชส.) เสนอ ซึ่งได้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปแล้วจำนวน 7 ครั้ง ผู้ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น 3,061 รายๆ ละ 50,000 บาท เป็นเงิน 153,050,000 บาท (หนึ่งร้อยห้าสิบสามล้านห้าหมื่นบาทถ้วน)

2. การดำเนินงานจ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ฯ

คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจาก เหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง (คชส.) ได้เห็นชอบให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายฯ ขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ไปแล้ว 7 ครั้ง และได้กำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งที่ 8 จำนวน 35 ราย ในวันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2553 ณ กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายก รัฐมนตรี รวมจ่ายเงินช่วยเหลือทั้งสิ้นจำนวน 3,096 ราย เป็นเงิน 154,800,000 บาท(หนึ่งร้อยห้าสิบสี่ล้านแปดแสนบาทถ้วน) ดังนี้

การจ่ายเงิน กำหนดวันจ่ายเงิน จำนวน(ราย) จำนวนเงิน(บาท)
ครั้งที่ 1 2 มิ.ย. 53 769 38,450,000
ครั้งที่ 2 7 มิ.ย. 53 189 9,450,000
ครั้งที่ 3 9 มิ.ย. 53 176 8,800,000
ครั้งที่ 4 11 มิ.ย. 53 102 5,100,000
ครั้งที่ 5 20 มิ.ย. 53 773 38,650,000
ครั้งที่ 6 20 ก.ค. 53 961 48,050,000
ครั้งที่ 7 11 ส.ค. 53 91 4,550,000
ครั้งที่ 8 27 ก.ย. 53 35 1,750,000
รวมทั้งสิ้น 3,096 154,800,000

จากการประชุม คชส. ครั้งที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมืองเพิ่มเติม จำนวน 35 ราย และให้ดำเนินการดังนี้

  1. เร่งรัดจ่ายเช็คเงินสดให้ผู้มีสิทธิ จำนวน 3,096 ราย ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ไม่มารับ จำนวน 91 ราย สามารถให้รับได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2554 หากพ้นกำหนดให้ส่งเงินจำนวนนี้คืนคลังต่อไป
  2. งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพื่อการช่วยเหลือ จำนวน 250 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือจ่าย เป็นเงินสด จำนวน 95,200,000 บาท ให้ส่งคืนสำนักงบประมาณ
  3. จัดส่งข้อมูลของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือของ คชส. ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด คือ ทรัพย์สินเสียหายกรณีเพลิงไหม้ ถูกทำลาย และถูกโจรกรรม ให้แก่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่
  4. เนื่องจาก คชส. ได้ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ได้รับความเสียหายฯ มาเป็นเวลา 4 เดือนเศษ และได้ช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงแล้ว จึงยุติภารกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขอให้ส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนตามอำนาจหน้าที่ในระยะยาวต่อไป

ต่างประเทศ


15. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เสนอ

  1. รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 ของแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economie Cooperation Program : GMS) ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2553
  2. เห็นชอบข้อเสนอแผนการดำเนินงานระยะเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS และมอบหมาย หน่วยงานรับไปดำเนินการโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) รายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโสและภาคเอกชนจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และภาคีการพัฒนาจากภูมิภาคต่างๆ ซึ่งสาระสำคัญหลักของการประชุมระดับรัฐมนตรีในครั้งนี้ คือ แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในทศวรรษหน้า: แนวทางความร่วมมือใหม่ (GMS in the next decade: New Frontiers of Cooperation) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ผลการประชุมอย่างเป็นทางการของการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 ได้แก่
    • 1.1 รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ผ่านมาของแผนงาน GMS ใน 9 สาขา (คมนาคม โทรคมนาคม พลังงาน การอำนวยความสะดวกการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เกษตร และ สิ่งแวดล้อม)
    • 1.2 ให้ความเห็นชอบผลการศึกษาและแผนงาน จำนวน 6 เรื่อง
    • 1.3 รับทราบข้อเสนอจากสภาธุรกิจ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
    • 1.4 รับทราบความก้าวหน้าการจัดทำกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงใน ทศวรรษหน้า
  2. ผลการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการระดับรัฐมนตรี (Ministerial Retreat) โดยมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS และผู้ประสานงานของแผนงาน GMS ของ 6 ประเทศ รวมถึงรองประธานและผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย รวม 14 คน ซึ่งที่ประชุมได้หารือประเด็นภาพรวมความก้าวหน้าการพัฒนาแผนงาน GMS และเตรียมความพร้อมสำหรับความร่วมมือในทศวรรษหน้าท่ามกลางบริบทของโลกและภูมิภาคที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง โดยผลการหารือ สรุปได้ดังนี้
    • 2.1 ทุกประเทศเห็นพ้องกันว่า แผนงาน GMS จะต้องรักษาความเป็นเอกภาพร่วมกันของประเทศสมาชิก
    • 2.2 ความร่วมมือ GMS ในทศวรรษหน้า
    • 2.3 แผนงาน GMS ควรจะพิจารณาแนวทางความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อประเด็นเร่งด่วนหรือประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค
    • 2.4 การพัฒนาเส้นทางสายรอง (Feeder Road/Rural Road) เชื่อมโยงพื้นที่ชนบทกับแนวเส้นทางหลักตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ
    • 2.5 การเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
    • 2.6 การพัฒนาเมืองและการจัดการสิ่งแวดล้อมของเมือง
    • 2.7 บทบาทของ ADB
  3. ข้อเสนอของฝ่ายไทยในการประชุม ได้แก่
    • 3.1 ยืนยันการสนับสนุนของรัฐบาลไทยต่อการดำเนินงานแผนงาน GMS อย่างต่อเนื่อง
    • 3.2 สนับสนุนให้เร่งพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงอนุภูมิภาคให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
    • 3.3 เน้นถึงความสำคัญของการดำเนินการเพื่อให้มีการขยายแนวเส้นทางของ SEC ให้ถึง เมืองทวายของพม่า
    • 3.4 ยืนยันการดำเนินงานของไทยเพื่อเร่งรัดกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลง CBTA (Cross Border Transport Agreement) ให้เกิดผลโดยเร็ว
    • 3.5 เสนอให้ ADB ช่วยผลักดันการดำเนินงาน 24 ชั่วโมงของศุลกากร ณ ด่านพรมแดน
    • 3.6 เน้นถึงความสำคัญของความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของอาหาร และความมั่นคงทางพลังงาน
    • 3.7 แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการจากกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาของไทย ในการฝึกอบรมการท่องเที่ยวชุมชน (Community Based Tourism Training Program) แก่สหภาพพม่า และได้ผลักดันให้แผนงาน GMS มีการดำเนินงานเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ในขณะเดียวกัน ได้แสดงเจตจำนงในการร่วมมือกับประเทศสมาชิกพัฒนาพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด และ Bio-fuels รวมทั้งได้ขอให้ ADB พิจารณาแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวให้มีความยั่งยืนต่อไป
  4. ข้อเสนอแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS
    • 4.1 กระทรวงคมนาคม เร่งผลักดันกระบวนการออกกฎหมาย 5 ฉบับ และให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลง CBTA ที่เหลืออีก 6 ฉบับให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมข้อเสนอของฝ่ายไทยในการ ทบทวนเส้นทางที่กำหนดให้ดำเนินงานตามความตกลง CBTA ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน
    • 4.2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความช่วยเหลือแก่สหภาพพม่าในการฝึกอบรมโครงการท่องเที่ยวชุมชน และอาจพิจารณาขยายความร่วมมือให้แก่ประเทศ GMS อื่น ๆ ที่สนใจรับความช่วยเหลือต่อไป
    • 4.3 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือของประเทศ GMS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเกษตรและสาขาสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทา ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขง นำเสนอต่อที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสแผนงาน GMS และธนาคารพัฒนาเอเชีย
    • 4.4 สภาธุรกิจ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงของไทย ประสานธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อเร่งรัดการศึกษารูปแบบกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีความเป็นไปได้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป
    • 4.5 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดำเนินงาน ดังต่อไปนี้
      • 4.5.1 ประสานกรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการดำเนินงาน 24 ชั่วโมง ณ ด่านพรมแดน
      • 4.5.2 ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เผยแพร่ความก้าวหน้าของการประชุม และ เตรียมความพร้อมในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามแนวทางของแผนงาน GMS ต่อไป

16. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 และการประชุมหารือร่วมรัฐมนตรีและภาคเอกชน ครั้งที่ 1 ภายใต้กรอบความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีของกรอบความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2 และการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีและภาคเอกชน ครั้งที่ 1 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2553 และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวต่อไป ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) หัวหน้าคณะผู้แทนไทยรายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรีของกรอบความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง - ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2 และ การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีและภาคเอกชน ครั้งที่ 1 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2553 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงพาณิชย์ของราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของ สปป.ลาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผนของสหภาพพม่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ของไทย และรัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและการลงทุนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งผลการประชุมสรุปได้ดังนี้

1. ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 และการประชุมหารือร่วมรัฐมนตรีและภาคเอกชน ครั้งที่ 1 ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เห็นชอบแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างลุ่มแม่น้ำโขง - ญี่ปุ่น ประกอบด้วยการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่

โดยจะนำเสนอแผนปฏิบัติการ MJ-CI และที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มเติม ดังนี้

2. เห็นชอบข้อเสนอของภาคเอกชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น ซึ่งได้บรรจุข้อเสนอส่วนใหญ่ไว้ในแผนปฏิบัติการ MJ-CI แล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

3. ข้อเสนอของฝ่ายไทยในการประชุม


17. เรื่อง การจัดทำร่างความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสเปนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสเปนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต โดยให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในส่วนที่ ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามความตกลงฯ
  3. อนุมัติในหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งฝ่ายสเปนเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ต่อไปตามข้อ 10 วรรคสองของร่างความตกลงฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. ไทยเคยเป็นฝ่ายทาบทามสเปนให้พิจารณาเรื่องการจัดทำความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการตั้งแต่เมื่อปี 2536 ซึ่งทางการสเปนในขณะนั้น แจ้งตอบว่า ฝ่ายสเปนเสนอขอทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเฉพาะหนังสือเดินทางทูตเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า ในแต่ละปีไทยออกหนังสือเดินทางราชการเป็นจำนวนมากทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ หากทำความตกลงดังกล่าวก็จะเป็นการไม่ สมดุลกับฝ่ายสเปน
  2. กระทรวงการต่างประเทศไทยและสเปนเห็นพ้องที่จะจัดทำความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (Agreement between the Kingdom of Thailand and the Kindom of Spain on the Reciprocal Waiver of Visas for Diplomatic Passports) โดยฝ่ายสเปนได้เสนอร่างความตกลงฯ ให้ฝ่ายไทยพิจารณา และกระทรวงการต่างประเทศได้รวบรวมความเห็นชอบของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปรับถ้อยคำของร่างความตกลงฯ และได้มีการแลกเปลี่ยนร่างโต้ตอบระหว่างกันตามลำดับ จนทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันต่อร่างความตกลงฯ
  3. ฝ่ายไทยและสเปนเห็นพ้องที่จะให้มีการลงนามร่างความตกลงฯ ร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสการเยือนสเปนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม 2553

สาระสำคัญ


18. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 10-18 กรกฎาคม 2554 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเห็นชอบให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 ทางสื่อภายในและ ต่างประเทศตามความเหมาะสม ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2554 (42nd International Physics Olympiad 2011) ซึ่งจะจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างวันที่ 10-18 กรกฎาคม 2554 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

  1. ศธ. ได้มีคำสั่งที่ 417/2553 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553 แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมกันรับผิดชอบงานด้านต่าง ๆ จำนวน 14 คณะ ทั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงรับเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ และท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม รับเป็นรองประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
  2. คณะที่เดินทางไปรับมอบการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฯ ครั้งที่ 42 ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ เย็นใจ สมวิเชียร เหรัญญิกมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ นางดวงสมร คล่องสารา รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้าร่วมในพิธีปิดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 41 ที่ประเทศโครเอเชีย ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 17-25 กรกฎาคม 2553 โดยศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว เป็นผู้แทนในการรับมอบและกล่าวเชิญชวนให้ประเทศต่าง ๆ ส่งผู้แทนเข้าร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 42 ที่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้มีการจัดส่งคณาจารย์ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนประเทศที่ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 41 ที่ประเทศโครเอเชีย เพื่อศึกษา รูปแบบการจัดงาน ประกอบด้วยคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษา และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  3. คณะอนุกรรมการดำเนินงานได้รวบรวมรายชื่อประเทศที่เคยเข้าแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ผ่าน ๆ มา และรายชื่อประเทศที่จะขออนุมัติ IPhO advisory committee (International Physics Olympiad advisory committee) เพื่อเชิญเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักเรียนมาร่วมการแข่งขันจาก 90 ประเทศ จำนวนประมาณ 400 คน และมีอาจารย์ ผู้สังเกตการณ์ และผู้ติดตามประมาณ 300 คน
  4. การเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านวิชาการ สถานที่สำหรับการจัดการแข่งขัน การจัดทำโปสเตอร์และเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์การแข่งขัน การเตรียมนิสิต นักศึกษาพี่เลี้ยงดูแลผู้มาร่วมการแข่งขัน การจัดทัศนศึกษาให้แก่ผู้มาร่วมการแข่งขัน การเตรียมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารในการแข่งขันและการเตรียมการประชาสัมพันธ์การแข่งขัน
  5. ความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จำเป็นต้องขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
    • กรุงเทพมหานคร ในการเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมการแข่งขันในฐานะเจ้าเมือง และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร
    • ท่าอากาศยาน ในการอำนวยความสะดวกการรับ-ส่ง ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
    • การบินไทย ในการเป็นสายการบินหลักสำหรับการเดินทางของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน การ ประชาสัมพันธ์ และอนุเคราะห์ตั๋วโดยสารราคาพิเศษสำหรับประชาชน IPhO เลขานุการ IPhO และผู้แทนจากบางประเทศ
    • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเดินทางระหว่างการแข่งขัน การรักษาความปลอดภัย
    • สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการอำนวยความสะดวกตรวจตราวีซ่า
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับทัศนศึกษา
    • กระทรวงการต่างประเทศ ในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประเทศใหม่ ๆ เข้าร่วมการแข่งขันฯ และการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจตราวีซ่า
    • บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ด้านอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารระหว่างกรรมการใน การปฏิบัติงาน
    • การไฟฟ้านครหลวง ในการสำรองไฟฟ้าสำหรับการประชุมและการแข่งขัน

19. เรื่อง การรับรอง Paracas Declaration

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับรองปฏิญญา ปาราคัส (Paracas Declaration) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ความเป็นมา

1.2 ผลการดำเนินงาน

1.3 ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

การรับรอง Paracas Declaration เป็นการยืนยันเจตนารมณ์การดำเนินงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทร ตามแผนปฏิบัติการบาหลี และขยายระยะเวลาแผนปฏิบัติการดังกล่าวจนถึงปี 2558 และโดยมีการเสริมสร้างการ ดำเนินการตามแผนดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่อง 1) บทบาทของมหาสมุทรในด้านความมั่นคงทางอาหาร 2) การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล 3) การส่งเสริมการเปิดการค้าและการลงทุนอย่างเสรี และ 4) ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อมหาสมุทร ซึ่งจะส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยเน้นการจัดการเชิงระบบนิเวศ ช่วยให้ประเมินศักยภาพและการบริหารจัดการเป็นไปอย่างถูกต้อง เน้นการทำประมงระหว่างประเทศโดยชอบธรรม การทำการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาผู้นำเอเปค 2552 ตามยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตระยะยาว (Long Term Growth Strategy: balanced growth, inclusive growth, sustainable growth, innovative growth and secure growth)


เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


20. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็นชองประชาชนเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ. 2553 ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สรุปได้ดังนี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการชุมชนพอเพียง พ.ศ. 2553 โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ระหว่างวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2553 จากประชาชนตัวอย่าง ทั้งสิ้น 5,800 คน แบ่งเป็นประชาชนตัวอย่างในเขตเทศบาล 2,240 คน นอกเขตเทศบาล 3,560 ซึ่งมีสาระสำคัญ สรุปดังนี้

  1. การทราบถึงโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.7 ระบุว่าทราบ (โดยทราบจากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด ร้อยละ 56.6 รองลงมากำนัน / ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 31.9 และผู้นำชุมชน ร้อยละ 25.9) มีเพียง ร้อยละ 15.3 ระบุว่าไม่ทราบ
  2. การเข้าร่วมประชุมประชาคมคัดเลือกคณะกรรมการชุมชน พบว่า ประชาชนที่ทราบถึงโครงการชุมชน พอเพียง ระบุว่าหมู่บ้าน / ชุมชนได้มีการประชุมประชาคมคัดเลือกคณะกรรมการชุมชน ร้อยละ 78.6 (โดยได้เข้าร่วม ร้อยละ 73.1 และไม่ได้เข้าร่วม ร้อยละ 26.9) ส่วนอีกร้อยละ 21.4 ระบุว่าหมู่บ้าน / ชุมชนยังไม่มีการประชุมประชาคมคัดเลือก คณะกรรมการชุมชน
  3. การเข้าร่วมประชุมประชาคมคัดเลือกโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชน ได้มีการประชุมประชาคมคัดเลือกคณะกรรมการชุมชน ระบุว่าหมู่บ้าน / ชุมชนได้มีการประชุมประชาคมคัดเลือกโครงการชุมชนพอเพียง ร้อยละ 98.7 (โดยไม่เข้าร่วม ร้อยละ 75.1 และไม่ได้เข้าร่วม ร้อยละ 24.9) ส่วนอีกร้อยละ 1.3 ระบุว่าหมู่บ้าน / ชุมชนยังไม่มีการประชุมประชาคมคัดเลือกโครงการชุมชนพอเพียง
  4. โครงการชุมชนพอเพียงที่หมู่บ้าน / ชุมชนได้คัดเลือกเพื่อดำเนินการ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเกษตรมากที่สุดร้อยละ 33.4 รองลงมาสาธารณูปโภค ร้อยละ 27.4 การส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 23.6 สวัสดิการชุมชน ร้อยละ 20.7 ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานหรือพลังงานทดแทน ร้อยละ 6.6 ส่งเสริมการคุ้มครองรักษา ป่า น้ำ ดิน ร้อยละ 3.7 และส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ร้อยละ 2.0 ตามลำดับ
  5. โครงการชุมชนพอเพียงที่หมู่บ้าน / ชุมชนจัดทำขึ้นตรงตามความต้องการ พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชนมีการประชุมประชาคมส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.5 ระบุว่า ตรงตามความต้องการ มีร้อยละ 23.5 ระบุว่าไม่ตรงตามความต้องการ โดยได้ให้เหตุผลได้แก่ ความต้องการของคนในหมู่บ้าน / ชุมชนมีหลากหลาย และขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ เป็นต้น
  6. วิธีการดำเนินงานโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชนมีการประชุมประชาคม ส่วนใหญ่ ระบุว่าทำเองทั้งหมด ร้อยละ 37.6 ส่วนที่ระบุว่าทำได้แต่ต้องมีคนแนะนำ / ให้คำปรึกษา ร้อยละ 17.0 สำหรับที่ระบุว่าทำเองได้แต่ต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน ร้อยละ 14.9 และทำเองไม่ได้ต้องให้หน่วยงานอื่นทำ มีเพียงร้อยละ 1.9
  7. ปัญหา / อุปสรรคในการดำเนินงานโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชนมีการประชุมประชาคม ประมาณร้อยละ 57.5 ระบุว่าไม่มีปัญหา / อุปสรรคในการดำเนินโครงการ ส่วนผู้ที่ระบุว่ามีปัญหา มีเพียงร้อยละ 10.7 (ซึ่งปัญหา/อุปสรรค ได้แก่ อนุมัติงบล่าช้า และงบประมาณได้มาไม่เพียงพอ เป็นต้น) และไม่ทราบ / ไม่แน่ใจ ร้อยละ 31.8
  8. ประโยชน์ของโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชนมีการประชุมประชาคม ส่วนใหญ่ ระบุว่ามีประโยชน์ในเรื่องของคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของครัวเรือนดีขึ้น ร้อยละ 44.4 สร้างงาน / อาชีพ ร้อยละ 40.3 สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน / พึ่งพาตนเองได้ ร้อยละ 37.5 การสร้างรายได้ของครัวเรือน ร้อยละ 35.9 สร้างความเข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 27.9 และเสริมสร้างการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตย ร้อยละ 6.8 ตามลำดับ
  9. ความพึงพอใจต่อโครงการชุมชนพอเพียง พบว่า ประชาชนที่หมู่บ้าน / ชุมชนมีการประชุมประชาคม ระบุว่าพึงพอใจต่อโครงการชุมชนพอเพียงในระดับปานกลางถึงมาก ร้อยละ 83.7 (โดยพอใจปานกลาง ร้อยละ 61.1 และพอใจมาก ร้อยละ 22.6) มีร้อยละ 16.3 ที่ระบุว่าพึงพอใจน้อยถึงไม่พึงพอใจ

21. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 33

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 33 ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

สถานการณ์อุทกภัย ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย 10 จังหวัด ดังนี้

ช่วงวันที่ 30 กันยายน - 3 ตุลาคม 2553 ประสบภัย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชุบรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสาคร

  1. จังหวัดราชบุรี สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอเมือง 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลอ่างทอง เขาแร้ง หนองกลางนา ห้วยไผ่ หินกอง และเกาะพลับพลา อำเภอสวนผึ้ง 2 ตำบล คือ ตำบลสวนผึ้ง ตะนาวศรี อำเภอปากท่อ 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลทุ่งหลวง อ่างหิน ห้วยยางโทน หนองกระทุ่ม ปอกระดาน และป่าไก่ อำเภอจอมบึง 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลรางบัว ปากช่อง แก้มอ้น เบิกไพร จอมบึง และด่านทับตะโก
  2. จังหวัดเพชรบุรี สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอท่ายาง 1 ตำบล คือ ตำบลกลัดหลวง อำเภอเขาย้อย 1 ตำบล คือ ตำบลทับคาง อำเภอบ้านลาด 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลถ้ำรงค์ และไร่มะขาม อำเภอเมือง 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลไร่ส้ม บ้านหม้อ หัวสะพาน
  3. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอหัวหิน อำเภอกุยบุรี และอำเภอสามร้อยยอด
  4. จังหวัดสมุทรสาคร สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและน้ำทะเลหนุน ในพื้นที่อำเภอเมือง 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางน้ำจืด และนาดี อำเภอกระทุ่มแบน

ช่วงวันที่ 10 กันยายน - 3 ตุลาคม 2553 ยังมีสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา

  1. จังหวัดสุโขทัย สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ในพื้นที่ตำบลกง อำเภอกงไกลาศ ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 1.30 ถึง2.00 เมตร
  2. จังหวัดพิษณุโลก สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอบางระกำ น้ำล้นตลิ่ง 199 เมตร แนวโน้มระดับน้ำลดลง
  3. จังหวัดพิจิตร สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอสามง่าม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลสามง่าม กำแพงดิน รังนก เนินปอโพธิ์ประทับช้าง 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง วังจิก ไผ่ท่าโพ ไผ่รอบ บึงนางราง 1 ตำบล คือ ตำบลบางลาย โพทะเล 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลโพทะเล ท่าเสา ทะนง ท้ายน้ำ ท่าขมิ้น แนวโน้มระดับน้ำลดลง
  4. จังหวัดสิงห์บุรี สถานการณ์น้ำขัง ในพื้นที่อำเภออินทร์บุรี 6 ตำบล 1 เทศบาล ได้แก่ ตำบลท่างาม น้ำตาล ประศุก ทับยา อินทร์บุรี ชีน้ำราย เทศบาลตำบลอินทร์บุรี แนวโน้มระดับน้ำลดลง
  5. จังหวัดอ่างทอง สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอป่าโมก 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลโผงเผง บางเสด็จ แนวโน้มระดับน้ำลดลง
  6. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางไทร อำเภอมหาราช อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล แนวโน้มระดับน้ำลดลง

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (4 ตุลาคม 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,497 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(48,144 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 1,353 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 25,656 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (55,222 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็นร้อยละ 75) จำนวน 5,725 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 24,058 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (4 ตุลาคม 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 46,496 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(45,206 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 1,290 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 22,973 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (52,115 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 75) จำนวน 5,619 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 23,099 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ม.ค.- เม.ย. พ.ค.- ส.ค. ก.ย. 1- 4 ต.ค. รวม
1 ม.ค.- 4 ต.ค.
เฉลี่ย
1 ม.ค.- 4 ต.ค.
ผลต่างปี 53
กับค่าเฉลี่ย
1.ภูมิพล 58.78 1,270.65 1,509.77 178.67 3,017.87 3,841.62 -823.75
2.สิริกิติ์ 389.40 3,071.75 1,855.85 116.62 5,433.62 4,722.41 711.21
ภูมิพล+สิริกิติ์ 448.18 4,342.40 3,365.62 295.29 8,451.49 8,564.03 -112.54
3.แควน้อย 113.72 344.00 470.22 48.34 976.28 1,346.10 -369.82
4.ป่าสัก 75.75 438.77 1,038.51 116.49 1,669.52 1,456.11 213.41
รวม 4 อ่าง 637.65 5,125.17 4,874.35 460.12 11,097.29 11,366.24 -268.95

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่าง
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ภูมิพล 8,081 60 6,595 49 2,795 21 31.36 35.84 2.00 2.00 6,867
สิริกิติ์ 5,852 62 7,481 79 4,631 49 20.43 26.74 3.54 2.94 2,029
ภูมิพล+สิริกิติ์ 13,933 61 14,076 61 7,426 32 51.79 62.58 5.54 4.94 8,896
แควน้อยฯ 353 46 704 92 668 87 11.66 12.33 11.23 11.23 65
ป่าสักชลสิทธิ์ 881 92 885 92 882 92 34.69 29.47 18.63 13.25 75
รวม 4 อ่างฯ 15,167 65 15,665 76 8,976 76 98.14 104.38 35.40 29.42 9,036

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 1 อ่าง ได้แก่ ปราณบุรี(28)

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 12 อ่าง คือ

  1. แม่งัดฯ ปริมาณน้ำ 247 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 93 สามารถรับน้ำได้อีก 18 ล้านลูกบาศก์เมตร
  2. กิ่วคอหมา ปริมาณน้ำ 171 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 101
  3. แควน้อยฯ ปริมาณน้ำ 704 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 92 สามารถรับน้ำได้อีก 65 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. ห้วยหลวง ปริมาณน้ำ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 102
  5. จุฬาภรณ์ ปริมาณน้ำ 134 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 82 สามารถรับน้ำได้อีก 30 ล้านลูกบาศก์เมตร
  6. อุบลรัตน์ ปริมาณน้ำ 2,089 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 86 สามารถรับน้ำได้อีก 343 ล้านลูกบาศก์เมตร
  7. ลำปาว ปริมาณน้ำ 1,310 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 92 สามารถรับน้ำได้อีก 120 ล้านลูกบาศก์เมตร
  8. ลำพระเพลิง ปริมาณน้ำ 117 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 106
  9. ป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำ 885 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 92 สามารถรับน้ำได้อีก 75 ล้านลูกบาศก์เมตร
  10. กระเสียว ปริมาณน้ำ 271 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 113
  11. หนองปลาไหล ปริมาณน้ำ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 98 สามารถรับน้ำได้อีก 4 ล้านลูกบาศก์เมตร
  12. ประแสร์ ปริมาณน้ำ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 25 ล้านลูกบาศก์เมตร

2. สภาพน้ำท่า

การดำเนินการตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. แจ้งเตือนผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด

2. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ได้เตรียมการไว้ จำนวน 1,200 เครื่อง สนับสนุนแล้วจำนวน 870 เครื่อง (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 15 เครื่อง) ในพื้นที่ 59 จังหวัด(เท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา) ดังนี้

3. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 118,540 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 396 ชุด และดูแลสุขภาพสัตว์ 42,077 ตัว (เท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา) ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ น่าน เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา

ผลกระทบด้านการเกษตร

อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 1 สิงหาคม - 30 กันยายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 2553)

ภาค ด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์
เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร สัตว์ได้รับผลกระทบ แปลงหญ้า
ราย ไร่ ราย ไร่ ตรม. ราย ตัว ไร่
เหนือ 98,344 962,831 8,166 7,488 993 24,406 1,054,646 30.75
ต.อ.เฉียงเหนือ 126,424 906,075 18,229 17,919 1,639 4,715 114,935 -
กลาง 28,950 283,973 833 1,357 525 1,215 33,746 40.50
ตะวันตก 6,564 98,387 85 75 7,513 - - -
ตะวันออก 4,060 55,445 377 1,770 - - - -
ใต้ 15 17 - - - - - -
รวม 264,357 2,306,728 27,690 28,609 10,670 27,537 1,203,327 71.25

การดำเนินการ

การให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ด้านพืช ช่วยเหลือแล้วบางส่วนด้วยงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบทดรองราชการในอำนาจอำเภอและจังหวัด จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน ลำปาง เชียงราย ตราด และชลบุรี เกษตรกร 6,065 ราย พื้นที่เสียหาย 14,283 ไร่ เป็นเงิน 10,180,051 บาท


22. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 4 ตุลาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 4 ตุลาคม 2553) ของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 4 ตุลาคม 2553) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 กันยายน-4 ตุลาคม 2553)

2. สถานการณ์วาตภัย (ระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 2 ตุลาคม 2553)

ในช่วงระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 2 ตุลาคม 2553 ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ได้รับความเสียหายในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดสมุทรปราการ รวม 4 อำเภอ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (สมุทรปราการ) ได้แก่ นางจินดา สุขสิริ อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 6 ตำบลในคลองปลากด อำเภอ พระสมุทรเจดีย์ เนื่องจากถูกไฟฟ้าดูด บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 563 หลัง

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 4 - 9 ตุลาคม 2553

อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับรายงานข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-4 ตุลาคม 2553) จากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าได้เกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 เวลา 18.33 น. แผ่นดินไหวบริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ขนาด 5.0 ริกเตอร์ วันที่ 30 กันยายน 2553 เวลา 00.10 น. แผ่นดินไหวบริเวณ Irian Jaya ประเทศอินโดนีเซีย ขนาด 7.2 ริกเตอร์ เวลา 16.00 น. แผ่นดินไหวในทะเลบริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ขนาด 6.0 ริกเตอร์ และเวลา 16.54 น. แผ่นดินไหวบริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ขนาด 5.3 ริกเตอร์ วันที่ 3 ตุลาคม 2553 เวลา 09.58 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณ Andaman Islands , India Region ขนาด 5.0 ริกเตอร์ และวันที่ 4 ตุลาคม 2553 เวลา 06.22 น. แผ่นดินไหวบนบก ขนาด 4.0 ริกเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 152 กิโลเมตร จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเวลา 08.38 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณ Philippine Islands Region ขนาด 5.7 ริกเตอร์


แต่งตั้ง


23. เรื่อง แต่งตั้ง

1. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  2. นางแสงจันทร์ วรสุมันต์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งคณะกรรมการการดำเนินการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการการดำเนินการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

ที่ปรึกษา นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่ปรึกษา รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่ปรึกษา

องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมพลศึกษา อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายสงขลา วิชัยขัทคะ ผศ.ดร. วันชัย สุทธะนันทน์ นางพรศิริ มโนหาญ โดยมีผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. ศึกษา วางแผน ประสานงานหน่วยต่าง ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ อำนวยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎ ธรรมนูญของคณะกรรมการโอลิมปิคสากล คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งเอเชีย หรือสหพันธ์กีฬานั้น ๆ
  2. บริหาร จัดหา อนุมัติงบประมาณ และจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการด้านเอกสารเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการโอลิมปิคสากล คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งเอเชีย หรือสหพันธ์กีฬานั้น ๆ
  3. แต่งตั้งคณะทำงาน ในคณะกรรมการดำเนินการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ เพื่อมอบหมายความรับผิดชอบในแต่ละด้านหรือให้ตอบคำถามคณะกรรมการโอลิมปิคสากล คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งเอเชีย หรือสหพันธ์กีฬานั้น ๆ
  4. ควบคุม ดูแลการเตรียมการของคณะทำงาน หรือ บริษัท หรือองค์กรนิติบุคคลที่ได้แต่งตั้งหรือจัดตั้งขึ้น เพื่อมาช่วยดำเนินงานของคณะกรรมการฯ
  5. ประสานงาน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนในการเตรียมงานจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชน
  6. ดำเนินการจัดหาทุน เพื่อสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฯ ได้ตามความเหมาะสม
  7. รายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
  8. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี

ในกรณีที่จำเป็นให้คณะกรรมการดำเนินการเสนอขอรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ชิงแชมป์โลกและการจัดประชุมองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ สามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคณะกรรมการฯ ได้ตามความเหมาะสม

3. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก พุทธศักราช 2555 (FIFA FUTSAL WORLD CUP 2012)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก พุทธศักราช 2555 (FIFA FUTSAL WORLD CUP 2012) จำนวน 2 คณะ ดังนี้

1. คณะกรรมการอำนวยการการจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก พุทธศักราช 2555 (FIFA FUTSAL WORLD CUP 2012)

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ ผู้แทนอัยการสูงสุด ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นกรรมการและเลขานุการ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการกีฬา ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

2. คณะกรรมการบริหารการจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก พุทธศักราช 2555 (FIFA FUTSAL WORLD CUP 2012)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกรุงเทพมหานคร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อธิบดีกรมพลศึกษา อธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีสถาบันการพลศึกษา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว นายวราวุธ ศิลปอาชา นายธงชัย ศรีดามา นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ นางพรศิริ มโนหาญ ผศ.ดร. วันชัย สุทธะนันทน์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง โดยมี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

4. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางเบญจวรรณ สร่างนิทร และนายไพโรจน์ ศรศิลป์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและ มอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี