สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
21 กันยายน 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 21 กันยายน 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และการปรับระบบบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
  3. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่า เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การนำร่องและอัตราค่าจ้างนำร่องในเขตท่าเรือศรีราชา เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา และเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน
  2. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
  3. เรื่อง กรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554
  4. เรื่อง การตรวจสอบข้อมูลเงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  5. เรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรือการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติของหน่วยงานต่าง ๆ
  6. เรื่อง การจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card)

สังคม

  1. เรื่อง การประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของภาครัฐ
  2. เรื่อง การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2520, 3 กุมภาพันธ์ 2524 และ 1 พฤษภาคม 2527 รวม 3 ฉบับ)
  3. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดาราศาสตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษา 84 พรรษา
  4. เรื่อง โครงการปรับปรุงอาคารที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  5. เรื่อง การประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
  6. เรื่อง แนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่
  7. เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวกรณีพิเศษ
  8. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคม พ.ศ. 2553
  9. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111)

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย
  2. เรื่อง เอกสารสำคัญของการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 2
  3. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านบริการเดินอากาศของอาเซียนและความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
  4. เรื่อง การขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลกาตาร์และรัฐบาลไทย (Agreement Between the Government of the State of Qatar and the Government of the Kingdom of Thailand on Defence Cooperation)
  5. เรื่อง การรับรองเอกสารคำประกาศแห่งเมืองนารา ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 6
  6. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Catalyzing Sustainability of Thailand's Protected Areas System : CATSPA)
  7. เรื่อง ผลการประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมความร่วมมือแห่งมหาสมุทรอินเดีย ครั้งที่ 10
  8. เรื่อง ขอความเห็นชอบจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง FAO กับรัฐบาลไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FAO COFI Sub-Committee on Aquaculture ครั้งที่ 5
  9. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในด้านการคุ้มครอง การอนุรักษ์ การติดตามคืน และการส่งคืนซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โบราณคดี ศิลปะและประวัติศาสตร์ ที่ถูกปล้น โจรกรรม ส่งออก หรือถ่ายโอนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
  10. เรื่อง ผลการประชุม Symposium on Energy Saving and Biofuel Utilization ภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย
  11. เรื่อง รายงานผลการลงนามในสัญญาเงินกู้โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) และโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  12. เรื่อง การถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 7

การศึกษา

  1. เรื่อง ขออนุมัติจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนการสอน โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  2. เรื่อง แนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้จัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ และประเมินผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2553
  2. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ "มินดอลเล" (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม-15 กันยายน 2553) และร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 31

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
    2. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
    4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
    5. การรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    6. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
    7. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)
    8. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ ตามที่ประธานรัฐสภาเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

ประธานรัฐสภาเสนอว่า

  1. ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2551 และส่วนราชการรัฐสภาชะลอการนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับกับข้าราชการรัฐสภาสามัญ เนื่องจากอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะการบริหารราชการฝ่ายรัฐสภายังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติไว้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ทำให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ดังนั้น เพื่อให้การบริหารทรัพยากรบุคคลของราชการฝ่ายรัฐสภาสอดคล้องกับการบริหารราชการที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
  2. โดยที่บทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 และที่แก้ไข เพิ่มเติม ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานานแล้ว และมีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับการบริหารราชการที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เพื่อให้การบริหารราชการของราชการฝ่ายรัฐสภาสอดคล้องกับการบริหารราชการที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ....

2. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ....

3. ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

4. ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

แก้ไขเพิ่มเติมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญหรือระดับทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโสหรือระดับทักษะพิเศษ ซึ่งจะต้องพ้นจาก ราชการตามมาตรา 19 อาจรับราชการต่อไปได้ตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 19 สัตต (เดิม))


2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และการปรับระบบบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการพิจารณาในภาพรวมเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และการปรับระบบบริหารงานบุคคล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ โดย

  1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ และความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
  2. ระงับการดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติมีมติ ให้คงเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาไว้ก่อน
  3. อนุมัติหลักการร่างกฎ ก.พ.อ.ว่าด้วยการกำหนดบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
  4. อนุมัติหลักการร่างกฎ ก.พ.อ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับเงินเดือน พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
  5. เห็นชอบให้นำหลักการระบบการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญมาปรับใช้กับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
  6. เห็นชอบการคงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายให้แก่ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งแตกต่างจากโครงสร้างตำแหน่งที่ ก.พ.อ.กำหนดจนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามโครงสร้างตำแหน่งที่ ก.พ.อ.กำหนด ซึ่งได้รับ สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม
  7. สำหรับงบประมาณเพื่อรองรับระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้กระทรวงศึกษาธิการทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม
  8. ให้กระทรวงศึกษาธิการรับผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข้อเท็จจริง

คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติเสนอว่า ได้พิจารณาแล้วมีมติให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาการกำหนดค่าตอบแทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาใน ภาพรวม ดังนี้

1. ระยะสั้น เห็นควรให้ปรับบัญชีอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาโดยเทียบเคียงกับค่าตอบแทนของข้าราชการ พลเรือนสามัญ ดังนี้

2. ระยะปานกลาง ให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งการดำเนินการ ดังนี้

3. ระยะยาว ให้มีการศึกษาค่าตอบแทนของข้าราชการทุกประเภททั้งระบบ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณาภาพรวมของข้าราชการในกลุ่มสายผู้สอนให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับระบบการศึกษาและยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศเทียบเคียงกับระบบสากลได้ รวมทั้งคำนึงถึงผลิตภาพและผลสัมฤทธิ์ของระบบการเรียนการสอนของประเทศ โครงสร้างและขนาดของหน่วยงาน (ขนาดของโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษา) ลักษณะงานของตำแหน่งและขอบข่ายของงาน อุปสงค์และอุปทาน่ของผู้ดำรงตำแหน่งเทียบกับตำแหน่งงานตลอดจนมิติหรือปัจจัยอื่น นอกเหนือจากมิติของ วิทยฐานะแต่เพียงอย่างเดียว

สาระสำคัญของเรื่อง

1.ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

2. การปรับระบบบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา


3. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
  2. เห็นชอบให้คณะกรรมการบริหารกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เร่งดำเนินการจัดทำระเบียบการใช้จ่ายเงินกองทุน ภายหลังจากงบประมาณกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะต้องกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินและการเก็บรักษาเงินของกองทุนฯ เพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายหลังจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ประกาศใช้แล้ว

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอว่า

  1. ในคราวประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้มีมติให้จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประสงค์จะดำเนินกิจการเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  2. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 (เพิ่มเติม) เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม รายการเงินกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วงเงิน 300 ล้านบาท ภายใต้แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ และนำเสนอสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553
  3. คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ได้มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 2,070,000 ล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ซึ่งรวมถึงเงินกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จำนวน 300 ล้านบาทด้วย พร้อมทั้งให้สำนักงบประมาณไปจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
  4. ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มาตรา 12 บัญญัติให้การจ่ายเงินเป็นทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อการใด ๆ ให้กระทำได้แต่โดยกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะการจัดตั้งกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนแยกตามกฎหมายจัดตั้งสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีคือ การจัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน และจัดตั้งตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ดำเนินการ ตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แล้ว

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่า เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่า เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. บทนิยาม
    • กำหนดความหมายของนิยามคำว่า "คำขออนุญาต" "บัญชีแสดงรายการ" "โครงการ" "หนังสืออนุญาต" "ข้อตกลง" และ "หน่วยงานของรัฐ" (ร่างข้อ 1)
  2. หมวด 1 การขออนุญาต
    • กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาต โดยให้ผู้ขออนุญาตยื่นคำขออนุญาตพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมวิชาการเกษตร ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือโดยวิธีการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดก็ได้ในการยื่นคำขออนุญาตให้ผู้ขออนุญาตกรอกข้อความพร้อมทั้งลงลายมือชื่อผู้ขออนุญาตหรือผู้รับมอบอำนาจโดยแนบหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ กรณีเอกสารหลักฐานที่ยื่นเป็นภาษาต่างประเทศจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยพร้อมทั้งรับรองความ ถูกต้อง (ร่างข้อ 2 ถึงร่างข้อ 6)
  3. หมวด 2 การอนุญาต
    • กำหนดการจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ไว้ในขั้นตอนการพิจารณาอนุญาต โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขออนุญาตและเอกสารต่าง ๆ หากเห็นว่าถูกต้องก็เสนอต่อคณะทำงานซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแต่งตั้งเพื่อพิจารณาและต่อรองกับผู้ขออนุญาตเกี่ยวกับบัญชีแสดงรายการพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่า (แบบ ค.พ. 10) เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วให้คณะทำงานเสนอความเห็นต่อไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตเพื่อพิจารณาต่อไป หากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นด้วยก็ให้แจ้งผู้ขออนุญาตเพื่อให้มาทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์พร้อมทั้งรับหนังสืออนุญาตภายในระยะเวลาที่กำหนด กรณีที่ไม่สามารถทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตไม่เห็นชอบกับความเห็นที่คณะทำงานเสนอมา ก็ให้มีคำสั่งไม่อนุญาตพร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ขออนุญาตทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด (ร่างข้อ 7 และร่างข้อ 8)
  4. หมวด 3 การทำข้อตกลง
    • กำหนดวิธีการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ว่า หลังจากที่ผู้ขออนุญาตได้ทราบคำสั่งอนุญาตแล้ว ให้ผู้ขออนุญาตมาทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตด้วยตนเอง หากไม่สามารถมาทำด้วยตนเองได้ก็อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนได้ แบบข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนด อย่างน้อยต้องมีรายการตามที่กำหนดในมาตรา 52 วรรคสอง (1) ถึง (8) และยังต้องมีรายการอื่นที่กำหนดอีกสองรายการ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน การรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และผลการดำเนินการเมื่อข้อตกลงสิ้นสุดลง นอกจากนั้นได้กำหนดกรณีการสิ้นสุดของข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ไว้ด้วย (ร่างข้อ 9 ถึงร่างข้อ 11)

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การนำร่องและอัตราค่าจ้างนำร่องในเขตท่าเรือศรีราชา เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา และเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การนำร่องและอัตราค่าจ้างนำร่องในเขตท่าเรือศรีราชา เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา และเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2517)ฯ , ฉบับที่ 52 (พ.ศ. 2531)ฯ ,ฉบับที่ 59 (พ.ศ. 2535) และฉบับที่ 72 (พ.ศ. 2545) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2) (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้เขตท่าเรือศรีราชา เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา และเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเขตที่ต้องเดินเรือโดยมีผู้นำร่อง (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้เรือที่เคลื่อนเดินหรือเข้าออกในเขตท่าเรือ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ต้องใช้ผู้นำร่องของรัฐบาล เว้นแต่เรือบางประเภท เช่น เรือของรัฐบาลไทย เรือของรัฐบาลต่างประเทศ เรือที่มีขนาดความยาวตลอดลำต่ำว่า 165 ฟุต (50.29 เมตร) เรือที่ชักธงไทยประเภทบรรทุกสินค้าล้อเลื่อนที่มีนายเรือสัญชาติไทยเป็นผู้ควบคุมเรือเดินเป็นการประจำระหว่างท่าเรือภายในราชอาณาจักร และเรือที่ชักธงไทยที่มีนายเรือสัญชาติไทยและมีขนาดความยาวตลอดลำไม่เกิน 450 ฟุต (137.20 เมตร) เป็นต้น (ร่างข้อ 3)
  4. กำหนดจำนวนผู้นำร่องที่จะอนุญาตให้ทำการนำร่องและผู้ฝึกสอนการนำร่องของรัฐบาล ดังนี้ เขตท่าเรือศรีราชา ให้มีผู้นำร่องที่จะอนุญาตให้ทำการนำร่องได้ไม่เกินสามสิบคน และมีผู้ฝึกการนำร่องของรัฐบาลได้ไม่เกินสิบคน เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา ให้มีผู้นำร่องที่จะอนุญาตให้ทำการนำร่องได้ไม่เกินสิบคน และมีผู้ฝึกการนำร่องของรัฐบาล ได้ไม่เกินสามคน เขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ให้มีผู้นำร่องที่จะอนุญาตให้ทำการนำร่องได้ไม่เกินสิบสองคน และมีผู้ฝึกการนำร่องของรัฐบาลได้ไม่เกินหกคน (ร่างข้อ 4)
  5. กำหนดอัตราค่าจ้างนำร่องเมื่อใช้ผู้นำร่องทั้งขาเข้าและขาออกแม้ว่าจะใช้ผู้นำร่องเพียงขาเดียว ในเขตท่าเรือจังหวัดสงขลาหรือเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดตามขนาดของเรือและอัตราที่กำหนด (ร่างข้อ 5)
  6. กำหนดให้เรือที่เข้ามาจอดเทียบท่าเรือหรือเข้ามาผูกทุ่นในเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ต้องเสียค่าจ้างนำร่องเข้าจอดเทียบท่าเรือหรือเข้าผูกทุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละสิบของอัตราค่าจ้างนำร่อง (ร่างข้อ 6)
  7. กำหนดให้การเลื่อนที่จอดเรือภายในเขตท่าเรือศรีราชาต้องเสียค่าจ้างนำร่องตามขนาดของเรือและในอัตราที่กำหนด สำหรับเขตท่าเรือจังหวัดสงขลา และเขตท่าเรืออุตสาหกรมมาบตาพุด ต้องเสียค่าจ้างนำร่องในอัตรา ร้อยละสามสิบของอัตราค่าจ้างนำร่องที่กำหนดไว้ในข้อ 5 และเฉพาะเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดให้การเลื่อนเรือเข้าจอดเทียบท่าเรือหรือเข้าผูกทุ่น ต้องเสียค่าจ้างนำร่องในอัตราร้อยละสี่สิบ (ร่างข้อ 7)
  8. กำหนดให้เรือที่ใช้ผู้นำร่องทำการนำร่องเรือเข้าหรือออกหรือเลื่อนที่จอดเรือนอกเวลาราชการหรือในวันหยุดราชการ ต้องเสียค่าจ้างนำร่องล่วงเวลาเพิ่มขึ้น ดังนี้ ในเขตท่าเรือศรีราชาให้เสียค่าจ้างในอัตราหนึ่งเท่าของอัตรา ค่าจ้างนำร่อง ในเขตท่าเรือจังหวัดสงขลาให้เสียค่าจ้างในอัตรากึ่งหนึ่งของอัตราค่าจ้างนำร่อง (ร่างข้อ 8)
  9. งินค่าจ้างนำร่องที่เก็บได้ทั้งหมดตามกฎกระทรวงนี้ ให้แบ่งจ่ายให้แก่ผู้นำร่อง โดยให้ผู้นำร่องได้รับเงินค่าจ้างนำร่องล่วงเวลาทั้งหมด และให้รวมกับอีกร้อยละสิบสองของค่าจ้างนำร่องตามพิกัดค่าจ้างนำร่องทั้งหมด ทั้งนี้ ต้องไม่เกินปีละสี่ล้านแปดแสนบาทในแต่ละเขตท่าเรือ ส่วนที่เหลือให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ (ร่างข้อ 9)

6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงสาธารณสุขเสนอว่า

  1. โดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2552 ได้กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับบุคคลที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนไว้อย่างชัดแจ้งในมาตรา 12 โดยกำหนดให้บุคคลที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความรู้แบบแพทย์แผนจีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2543) เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีนและหนังสืออนุญาตนั้นไม่สิ้นอายุก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคล ดังกล่าวมีความรู้ในวิชาชีพตามมาตรา 11 และให้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนได้ แม้ว่าต่อมาจะมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พ.ศ. 2552 ใช้บังคับโดยได้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553) ฯ ก็ตาม แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีนตามประกาศกระทรวง สาธารณสุข ปี 2552 นี้ มิได้เป็นบุคคลที่มาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขา การประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2552 บัญญัติรองรับ ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
  2. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) พิจารณาแล้วเห็นว่า หากกระทรวงสาธารณสุขประสงค์จะให้บทเฉพาะกาลดังกล่าวตามร่างมาตรา 12 ของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้ ต่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2552 ก็ควรดำเนินการแก้ไขร่างมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ เพื่อให้ผู้รับหนังสืออนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2552 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามร่างมาตรา 11 แห่งร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ ดังกล่าวด้วย มิใช่ไปดำเนินการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2552 ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2543)
  3. จึงเห็นควรให้ดำเนินการแก้ไขพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2552
  4.  คณะกรรมการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ได้พิจารณาและมีมติให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ ดังกล่าวแล้ว ในการประชุมครั้งที่ 4/2553 วันที่ 8 มิถุนายน 2553

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การขออนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พ.ศ. 2552 และหนังสืออนุญาตยังไม่สิ้นอายุในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ ให้ถือว่ามีความรู้ในวิชาชีพตามมาตรา 11 และมีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนจีนได้ (ร่างมาตรา 3)


7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่า โดยที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดง ที่ อม. 6/2553 ลงวันที่ 16 กันยายน 2553 วินิจฉัยให้นายชุมพล กาญจนะ พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 นับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงได้มีมติให้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้วันที่ 30 ตุลาคม 2553 เป็นวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ คาดว่าจะกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 4 - 8 ตุลาคม 2553

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันที่ 30 ตุลาคม 2553


เศรษฐกิจ


8. เรื่อง การปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การไฟฟ้านครหลวงปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จากอัตราร้อยละหกสิบของเงินเดือน ไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เป็นอัตราร้อยละ หกสิบของเงินเดือน โดยไม่กำหนดอัตราขั้นสูง และให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2553 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงานว่า

1. การจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานของการไฟฟ้า นครหลวง (กฟน.) ได้กำหนดไว้สอดคล้องตามที่ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ โดยมีหลักเกณฑ์ให้ได้รับค่าทดแทน ดังนี้

ในกรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ค่าทดแทนดังกล่าว ต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละสองพันบาท และไม่เกินเดือนละเก้าพันบาท

2. กฟน.ได้ขอปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน หลักเกณฑ์ที่กำหนด จากอัตราร้อยละหกสิบของเงินเดือนแต่ไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เป็นอัตราร้อยละหกสิบของเงินเดือน โดยไม่กำหนดอัตราขั้นสูง เช่นเดียวกันกับอัตราการจ่ายทดแทนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะการปฏิบัติงานเหมือนกัน ดังนั้น การจ่ายควรเป็นไปในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์อื่น ๆ ให้ได้รับค่าทดแทนเหมือนเดิม

3. คณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวงให้ความเห็นชอบตามที่ กฟน.เสนอและได้เสนอคณะกรรมการ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พิจารณา ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2553 โดยมีมติเห็นชอบให้ กฟน. ปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนกรณีพนักงานประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จากอัตราร้อยละหกสิบของเงินเดือนแต่ไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เป็นอัตราร้อยละหกสิบของเงินเดือน โดยไม่กำหนดอัตราขั้นสูง และให้มีผลตั้งแต่ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ มติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีข้อสังเกตว่าค่าทดแทนดังกล่าวควรเป็นอัตราเดียวกันกับภาคเอกชน การไม่มีการกำหนดอัตราขั้นสูงของเงินทดแทนดังกล่าวไว้จะมีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในรัฐวิสาหกิจด้วยกัน และปัจจุบันได้มีการเสนอแก้ไขร่างประกาศ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทนดังกล่าว โดยปรับอัตราค่าทดแทนจากไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เป็นไม่เกินเดือนละ 12,000 บาท จึงมีความเห็นว่าควรให้ กฟน. คงใช้หลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทน ดังกล่าวตามประกาศฯ เดิมไปก่อน

กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า กฟน.เป็นกิจการสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกับ กฟน.และ กฟภ. ซึ่งมีลักษณะการปฏิบัติงานเหมือนกัน ตามหลักการกิจการลักษณะเดียวกัน จึงควรกำหนดอัตราการ จ่ายค่าทดแทนหลักเกณฑ์เช่นเดียวกัน ซึ่งการปรับอัตราการจ่ายค่าทดแทนดังกล่าว ทำให้ กฟน.มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ปีละ 2.17 ล้านบาท ไม่มีผลกระทบต่อสถานะการเงิน


9. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ประธานกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ ภาครัฐ เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 และมีมติกำหนดมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เพื่อเร่งรัด การดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงิน โดยยึดผลสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายเพื่อให้สามารถนำนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่ดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

การกำหนดมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ นอกเหนือจากเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยผลักดัน การดำเนินงานตามแผนงานโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปในทิศทางและนโยบายที่รัฐบาลกำหนด ดังนี้

1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

ไตรมาสที่ เป้าหมายการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน
สะสม ณ สิ้นไตรมาส (%)
เป้าหมายการเบิกจ่ายรายจ่ายภาพรวม
สะสม ณ สิ้นไตรมาส (%)
1 10.00 20.00
2 35.00 44.00
3 61.00 68.00
4 72.00 93.00

2. แนวทางการดำเนินงานของส่วนราชการ จังหวัด และรัฐวิสาหกิจ

3. แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานกลาง


10. เรื่อง กรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบงบประมาณทำการประจำปีงบประมาณ 2554 ในเบื้องต้นที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ ประมาณ 72,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 5 โดยสามารถจัดหาเงินสดเพื่อใช้ลงทุนได้ประมาณ 223,391 ล้านบาท และรับทราบแนวโน้มการดำเนินงานช่วงปี 2555 - 2557 ของรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นที่คาดว่าผลประกอบการจะมีกำไรสุทธิรวม 274,782 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 91,594 ล้านบาท และการเบิกจ่ายลงทุนรวม 928,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 309,403 ล้านบาท

2. เห็นชอบ กรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินดำเนินการ จำนวน 554,994 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 322,612 ล้านบาท ประกอบด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 พิจารณากรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554 ซึ่งกระทรวงเจ้าสังกัดได้เห็นชอบและจัดส่งให้ สศช. โดยคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบและให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีรายละเอียดดังนี้

1. ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2553 จากการประมวลผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2553 ของรัฐวิสาหกิจในภาพรวม คาดว่าจะมีผลประกอบการและการลงทุนในภาพรวมดังนี้

2. ข้อเสนองบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554 รัฐวิสาหกิจ จำนวน 54 แห่ง ภายใต้สังกัด 16 กระทรวง ได้ส่งงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2554 ให้สำนักงานฯ พิจารณา ทั้งนี้ ในส่วนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดส่งข้อมูลมาเพื่อทราบ โดยเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบด้วย

3. ผลการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการพิจารณา กลั่นกรองข้อเสนอกรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2554 คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณางบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และเชิญผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดเข้า ร่วมพิจารณา โดยคณะกรรมการฯ ได้มีมติ ดังนี้


11. เรื่อง การตรวจสอบข้อมูลเงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระรวงการคลังเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบวงเงินเหลือจ่ายเบื้องต้นของหน่วยงาน จำนวน 84 หน่วยงาน จำนวนเงิน 2,331.66 ล้านบาท
  2. เห็นชอบให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลเงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และรายงานเงินเหลือจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2553 ดังนี้
    • 2.1 หน่วยงานที่รายงานเงินเหลือจ่ายแล้ว จำนวน 84 หน่วยงาน ให้ตรวจสอบข้อมูลแต่ละโครงการจากเว็บไซต์ www.gfmis.go.th หรือ http//:gfmisreport.mygfmis.com หรือ http//:mygfmis และยืนยันข้อมูลเงินเหลือจ่ายแยกตามโครงการ พร้อมทั้งแยกเงินเพื่อชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) (ถ้ามี)
    • 2.2 หน่วยงานที่ยังไมได้รายงานเงินเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้าง ให้รายงานเงินเหลือจ่ายของโครงการฯ ที่ดำเนินการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ได้จำนวนเงินตามสัญญาน้อยกว่าจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ โดยให้แยกข้อมูลเป็นรายโครงการ พร้อมทั้งแยกเงินเพื่อชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับ ราคาได้ (ค่า K ) (ถ้ามี)
    • 2.3 สำหรับกรณีอื่น ๆ ให้รายงานเงินเหลือจ่ายด้วย ได้แก่ หน่วยงานที่ได้ดำเนินโครงการแล้วเสร็จตามเป้าหมายของโครงการแล้ว แต่มีเงินเหลือจ่าย รวมทั้งหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรเงินแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินโครงการ ต่อไปได้ ขอยุติโครงการหรือยกเลิกโครงการ

12. เรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรือการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติของหน่วยงานต่าง ๆ

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางการดำเนินการการในการเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี งบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรือการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติของหน่วยงาน ต่าง ๆ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอว่า กรณีที่หน่วยงานต่าง ๆ ประสงค์จะเสนอเรื่องเกี่ยวกับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรือการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ส่งเรื่องดังกล่าว ไปเพื่อให้สำนักงบประมาณพิจารณาโดยตรงภายในวันที่ 22 กันยายน 2553 แล้วให้สำนักงบประมาณ รวบรวมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


13. เรื่อง การจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานผลการดำเนินการจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีคำสั่ง ที่ 188/2553 ลงวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) โดยมี นายสมบัติ คุรุพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ นางดนุชา ยินดีพิธ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการ และนางสาวเมธาวี ตันวัฒนะพงษ์ กรรมการและรักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

2. การดำเนินการของคณะกรรมการจำหน่ายกิจการโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) ซึ่งได้มีการประชุมหารือไปแล้ว จำนวน 5 ครั้ง ดังนี้

3. การดำเนินการของ ททท.

4. การดำเนินงานของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด


สังคม


14. เรื่อง การประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการรับไปพิจารณาในรายละเอียดร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำตัวชี้วัดการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของภาครัฐและใช้เป็นตัว ชี้วัดในคำรับรองการปฏิบัติราชการของแต่ละหน่วยงาน โดยให้ยกเลิกตัวชี้วัดเดิมที่ไม่จำเป็น และให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แล้วแจ้งผลให้สำนักงบประมาณทราบเพื่อดำเนินการให้หน่วยงานต่าง ๆ ถือปฏิบัติและใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ต่อไป ทั้งนี้ ให้นำความเห็นของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบในขั้นตอนการดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า

1. สศช. ได้ดำเนินการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจเฉพาะในส่วนของ สศช. ในปีงบประมาณ 2549 เพื่อเป็นตัวอย่างและนำเสนอต่อ ค.ต.ป. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 ซึ่ง ค.ต.ป. ได้มีมติเห็นชอบรายงานการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของ สศช. และเห็นควรให้ขยายผลในหน่วยงานนำร่อง ในปีงบประมาณ 2550 ต่อไป

2. ในช่วงปีงบประมาณ 2550 - 2553 สศช. ได้มีการขยายผลการประเมินความคุ้มค่าฯ ในหน่วยงาน ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2550 - 2551 ขยายผลในกระทรวงนำร่อง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านบริหารความมั่นคงและการต่างประเทศ ตามการแบ่งกลุ่มของสำนักงาน ก.พ.ร. จากนั้นในช่วงปี 2552 - 2553 ได้ขยายการประเมิน ให้ครบถ้วนทั้ง 20 กระทรวง

3. สาระสำคัญของคู่มือการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจภาครัฐ


15. เรื่อง การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2520, 3 กุมภาพันธ์ 2524 และ 1 พฤษภาคม 2527 รวม 3 ฉบับ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีรวม 3 ฉบับ ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2520, 3 กุมภาพันธ์ 2524 และ 1 พฤษภาคม 2527
  2. เห็นชอบการใช้มาตรการทางการบริหารกำหนดใช้เป็นการทั่วไปให้ส่วนราชการพิจารณากำหนดกฎ/ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถือปฏิบัติอย่างเหมาะสม หากประสงค์จะสมรสหรืออยู่กินกับ ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งอาจพิจารณาโยกย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และผลประโยชน์ของประเทศได้ตามที่เห็นสมควร

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานว่า

  1. ในช่วงปี 2520 ประเทศไทยประสบกับปัญหาชาวญวนอพยพซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องและได้รับการผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ระหว่างนั้น ปรากฏมีข้าราชการฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และอื่น ๆ ได้สมรสกับชาวญวนดังกล่าว ซึ่ง สมช.พิจารณาเห็นว่า น่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง เนื่องจากญวนอพยพมีพฤติการณ์สนับสนุนทางการเมืองต่อประเทศมาตุภูมิ รวมทั้งพยายามให้ได้มาซึ่งการเป็นคนไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีข้าราชการ ร่วมมือ จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบห้ามข้าราชการสมรสหรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยากับผู้อพยพและ ผู้ลี้ภัย ทั้งนี้ โดยเหตุผลเพื่อป้องกันผลกระทบต่อตัวข้าราชการและการถูกคู่สมรสแสวงประโยชน์
  2. จากการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ผ่านมา มท.ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติกรณี การจดทะเบียนระหว่างข้าราชการหรือพนักงานองค์การของรัฐกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย และการจดทะเบียนระหว่างบุคคล ต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายกับบุคคลสัญชาติไทยหรือกับบุคคลต่างด้าวด้วยกัน หลักการสำคัญคือ การตรวจสอบหลักฐานคุณสมบัติตามเงื่อนไขการสมรสแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2519 หากครบถ้วนให้รับ จดทะเบียนและรายงาน มท.ทราบโดยด่วน เพื่อแจ้งต้นสังกัดทราบและดำเนินการต่อไป
    • มท.มีความเห็นว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเปลี่ยนแปลงไป และปัญหาคนญวนอพยพในประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายหลักตามมติคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่ได้รับสัญชาติยังคงเหลืออยู่ไม่มากนัก เนื่องจากได้มีการ แก้ไขกฎหมายสัญชาติ และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติที่ 337 มีผลให้ผู้ที่เกิดในประเทศไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ ดังกล่าวและตามพระราชบัญญัติสัญชาติได้รับสัญชาติไทย นอกจากนี้ มท.ได้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบภายในหลายอย่างให้สอดคล้องแล้ว โดยเฉพาะแนวทางการปฏิบัติกรณีการสมรสระหว่างบุคคลสัญชาติไทยกับบุคคลต่างด้าวหรือระหว่างบุคคลต่างด้าวด้วยกันเองในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ทุกสำนักทะเบียนถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันโดยมิได้อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด มท.จึงไม่ขัดข้องในการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย
    • สืบเนื่องจากสำนักงานสิทธิมนุษยชน สภาทนายความมีหนังสือร้องเรียนว่า มติคณะรัฐมนตรีห้ามข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ยังคงบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นการปิดกั้นสิทธิเบื้องต้นในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิ มนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องพร้อมกับเรียกร้องขอให้มีการพิจารณาทบทวน ซึ่ง มท.เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเสนอโดย สมช. จึงเสนอให้ สมช.พิจารณาการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแล้วในปัจจุบัน
  3. โดยที่กฎหมายและประมวลจริยธรรมดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ให้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถือปฏิบัติอย่างเหมาะสมได้โดยไม่ห้ามการสมรส ทั้งนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและ ผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น หากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประสงค์จะสมรสกับคนต่างด้าวที่มีสถานะเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่สิทธิต่าง ๆ ที่ตามมาจากการสมรส รวมทั้งความผิดฐานหลบหนีเข้าเมือง ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
  4. ในการประชุมคณะกรรมการร้อยกรองงานของ สมช.ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 ได้พิจารณาเห็นว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเปลี่ยนแปลงไป มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอาจะเป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชนเรื่องสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวและสิทธิในการสมรสได้ อย่างไรก็ดีโดยที่ประเทศยังคงประสบปัญหา ผู้หลบหนี เข้าเมืองจำนวนมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัย ดังนั้น จึงอาจจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคงไว้ด้วย เพื่อป้องกันข้าราชการถูกแสวงหาประโยชน์จากผู้หลบหนีเข้าเมือง โดยคณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาใช้มาตรการทางการบริหารกำหนดเป็นการทั่วไป ให้ส่วนราชการกำหนด กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ภายในให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ อาจนำระเบียบข้อบังคับของกระทรวงการต่างประเทศกรณีข้าราชการสมรสกับบุคคลต่างด้าว ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2540 มาพิจารณาปรับใช้ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวม 3 ฉบับ ที่ห้าม ข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐสมรสกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย รวมทั้งเห็นควรมีมาตรการป้องกันผลกระทบ ด้านความมั่นคงรองรับการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีอย่างเหมาะสมด้วย

16. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดาราศาสตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษา 84 พรรษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติหลักการโครงการศูนย์ดาราศาสตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  2. สำหรับงบประมาณดำเนินการตามโครงการฯ ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแผนปฏิบัติงานและ แผนการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งแบบรูปรายการและสถานที่ก่อสร้างให้มีความพร้อมเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า ได้กำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษารอบสองที่มีเป้าหมายคือ "การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ" โดยจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนทั่วทุกแห่งให้สามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว สามารถเข้าศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ในการนี้ ศธ.เห็นควรผลักดันให้เกิดโครงการศูนย์ ดาราศาสตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ : 1.1 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระชนมายุ 84 พรรษา 1.2 เพื่อสร้างศูนย์ดาราศาสตร์เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ 1.3 เพื่อเป็น การกระจายความรู้ในเรื่องดังกล่าวไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในกรุงเทพมหานคร 1.4 กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนของประเทศได้หันมาให้ความสนใจและให้ความสำคัญของการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์และอวกาศเพิ่มมากขึ้น
  2. เป้าหมาย
    • 2.1 เชิงปริมาณ : 2.1.1 สร้างศูนย์ดาราศาสตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 1 แห่ง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ ประกอบด้วย (1) อาคารศูนย์ดาราศาสตร์ จำนวน 1 แห่ง (2) นิทรรศการดาราศาสตร์ภายในอาคารและบริเวณโดยรอบอาคาร (3) ท้องฟ้าจำลองพร้อมอุปกรณ์ (4) หอดูดาวพร้อมอุปกรณ์
    • 2.2 เชิงคุณภาพ : (1) กลุ่มเป้าหมายมีแหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ที่มีคุณภาพ (2) กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง (3) ครูและบุคลากรทางการศึกษามีแหล่งการศึกษาค้นคว้าวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ในการพัฒนา เชิงวิชาการเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
  3. กลุ่มเป้าหมายผู้รับประโยชน์ ประกอบด้วย 3.1 เด็ก นักเรียน/นักศึกษาทั้งในและนอกระบบ 3.2 ครูและบุคลากรทางการศึกษา 3.3 ผู้สูงอายุ คนพิการ 3.4 ประชาชนทั่วไป
  4. ประโยชน์ที่จะได้รับ : 4.1 ประชาชนคนไทยมีแหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์ที่มี คุณภาพ และสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดชีวิต 4.2 เป็นแหล่งค้นคว้าและให้บริการการเรียนรู้ทางด้านดาราศาสตร์ทั้งเชิงวิชาการ การวิจัย และการจัดกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 4.3 เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง 4.4 เป็นการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชนคนไทยตามแนวทางการปฏิบัติการเรียนรู้

17. เรื่อง โครงการปรับปรุงอาคารที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการปรับปรุงอาคารที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ส่วนงบประมาณในการดำเนินโครงการ ฯ ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณดังนี้

  1. เพิ่มวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารที่ทำการ สศช. จาก 130,866,000 บาท เป็น 138,218,000 บาท (หนึ่งร้อยสามสิบแปดล้านสองแสนหนึ่งหมื่นแปดพันบาทถ้วน) ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปี งบประมาณ พ.ศ. 2553-2555 รวมระยะเวลา 3 ปี ตามเหตุผลและความจำเป็นที่ สศช. เสนอ โดยให้ใช้จ่ายจากเงินกันไว้เบิกเหลื่อมของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 9,056,000 บาท สมทบกับงบประมาณที่ได้รับอนุมัติให้กันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จำนวน 8,000,000 บาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 13,500,000 บาท โดยผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 26,173,400 บาท และ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 อีกจำนวน 81,488,600 บาท
  2. ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคาร 2 สศช. พร้อมรั้ว ประตูรั้วและป้ายชื่อสำนักงานฯ ในลักษณะ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2555 รวมระยะเวลา 2 ปี ในวงเงินไม่เกิน 51,000,000 บาท (ห้าสิบเอ็ด ล้านบาทถ้วน) โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เหลือจ่าย จำนวน 26,000,000 บาท และผูกพัน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เหลือจ่าย จำนวน 26,000,000 บาท และผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 จำนวน 25,000,000 บาท ตามเหตุผลและความจำเป็นที่ สศช. เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. สศช. ได้จ้างที่ปรึกษาออกแบบการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ โดยคณะกรรมการได้กำหนดราคากลาง วงเงิน 139.922 ล้านบาท ซึ่งเกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ 130.866 ล้านบาท สศช.จึงมีความ จำเป็นต้องขออนุมัติค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 9.056 ล้านบาท และปรับระยะเวลาในการดำเนินการให้สอดคล้องกับงวดงาน
  2. ขณะนี้ สสช.และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ยังไม่อาจย้ายสถานที่ปฏิบัติงานไปศูนย์ราชการได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจาก สสช. มีความจำเป็นต้องใช้อาคาร 5 และ 6 เป็นศูนย์กลาง ในการประสานงาน โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 โดยจะขอใช้พื้นที่ปฏิบัติงานจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 สศช. จึงไม่สามารถลงนามผูกพันในสัญญาว่าจ้างได้ภายในปีงบประมาณ 2553
  3. นอกจากนี้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ได้แจ้งยกเลิกการขอเข้าใช้พื้นที่ อาคาร 2 สสช.ให้กลับมาเป็นสิทธิของ สศช. เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (10 มิถุนายน 2551) อย่างไรก็ตาม การออกแบบปรับปรุงอาคารที่ทำการ สศช. ยังไม่รวมการปรับปรุงอาคาร 2 ของ สสช. ดังนั้น สศช.จึงมีความจำเป็นต้องขอผูกพันงบประมาณ เพื่อปรับปรุงอาคารดังกล่าวสำหรับเป็นห้องประชุม ห้องสมุด ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร ที่ทำการมูลนิธิพัฒนาไท และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการเสริมสร้างระบบรักษาความปลอดภัยของสถานที่และข้อมูลที่สำคัญของ สศช. ซึ่งจากการประมาณการในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณทั้งสิ้น 51 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2553 สศช. มีเงินงบประมาณเหลือจ่ายที่สามารถนำไปโอนเปลี่ยนแปลงเป็นค่าก่อสร้างดังกล่าว ได้ จำนวน 26 ล้านบาท

อนึ่ง สศช. ไม่สามารถใช้เงินงบประมาณในส่วนที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ได้ทันก่อน สิ้นปีงบประมาณ เนื่องจากต้องรอให้ สศช.และ สพร. ย้ายสถานที่ปฏิบัติงานไปที่ศูนย์ราชการก่อน จึงมีความจำเป็นต้อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาเบิกจ่ายและกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี


18. เรื่อง การประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่คณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบ
    • 1.1 รายงานผลการตรวจติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 รอบที่ 2 (ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2553) ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
    • 1.2 รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา อุทกภัยและภัยแล้ง ณ วันที่ 16 กันยายน 2553
    • 1.3 การกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยให้กรมบัญชีกลางปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบด้านการเกษตร โดยให้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย
  2. อนุมัติงบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอขอรับการสนับสนุนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง จำนวน 1,439.4835 ล้านบาท จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และ ให้สำนักงบประมาณขอทำความตกลงกันเงินกับกรมบัญชีกลางไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีตามจำนวนดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงาน ต่าง ๆ สามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งได้ต่อไป

ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ

คณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ได้มีการประชุมครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553 โดยมีผลการประชุมสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ที่ประชุมรับทราบ

2. การพิจารณาคำของบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการในการช่วยเหลือและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีงบประมณ พ.ศ. 2553 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการและงบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและภัยแล้ง ได้มีการประชุมพิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการ ที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอขอรับการสนับสนุน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 และครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 โดยมีหน่วยงานเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2553 จำนวนทั้งสิ้น 5,949.8215 ล้านบาท ผ่านการพิจารณาจำนวนทั้งสิ้น 1,439.4835 ล้านบาท

3. หลักเกณฑ์การเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 คณะกรรมการฯ เห็นควรยึดหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เดิม โดยเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลาดำเนินการโครงการ/กิจกรรม ว่าควรดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หลังจากได้รับจัดสรรงบประมาณ เพื่อความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และเป็นการเร่งรัดการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อนึ่ง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 มีมติเห็นชอบให้มีการปรับระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะความเสียหายด้านการเกษตร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งกำหนดให้การดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและอุทกภัย ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน (3 เดือน) นับแต่วันที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากความเสียหายในบางพื้นที่ บางกรณีจะปรากฏชัดต้องใช้ระยะเวลาเกิน 90 วัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นชอบให้กรมบัญชีกลางปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบด้านการเกษตร โดยให้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย


19. เรื่อง แนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. ให้ความเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่ และให้กระทรวงศึกษาธิการและสถาบันอุดมศึกษาใช้เป็นแนวทางหลักร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
  2. ให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมตามแนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศน่าอยู่ตามความเหมาะสม
  3. ให้กระทรวง ทบวง กรม และองค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรับทราบและให้ความร่วมมือ สนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษาตามภารกิจดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ศึกษาวิเคราะห์ผลจากการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่องประเทศไทยน่าอยู่ เมื่อวันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2553 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสกอ. โดยมีผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชนร่วมกันให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ โดยสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 และกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2565) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบหลักการแล้ว เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 และได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมอุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. เป้าประสงค์

ส่งเสริมบทบาทสถาบันอุดมศึกษาให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมเป็นแกนหลักของแต่ละพื้นที่ในกระบวนการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการพัฒนาให้มีสายงานวิชาการรับใช้สังคม (social impact) พัฒนาระบบการผลิตกำลังคนของประเทศที่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมและมีความเป็นพลเมือง และมีการให้บริการวิชาการที่มาจากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและสอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่

2. พันธกิจ

3. ยุทธศาสตร์ 3.1 พัฒนาวิชาการสายรับใช้สังคม 3.2 หนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด 3.3 จัดตั้งศูนย์จัดการความรู้เพื่อพัฒนาจังหวัดในทุกสถาบันอุดมศึกษา 3.4 การสร้างความเป็นพลเมืองของนิสิตนักศึกษา 3.5 การสร้างบรรยากาศเพื่อการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา

4. ผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินการ ดังนี้


20. เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจ้างนายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ เพื่อปฏิบัติภารกิจในการที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จเข้าร่วมการประชุมเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การรับรองรายงาน Creating Choices ของรัฐบาลแคนาดา ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2553 และจะเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ต่อเนื่องไปยังมณฑลควิเบกและมณฑลอัลเบอร์ตา ในระหว่างวันที่ 25 กันยายน - 5 ตุลาคม 2553 ก่อนเสด็จต่อไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 ระหว่างวันที่ 5-9 ตุลาคม 2553 เป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 1 - 31 ตุลาคม 2553 และให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมทั้งสิทธิ์ประโยชน์อื่น ๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


21. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคม พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคม พ.ศ. 2553 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (29 มิถุนายน 2553) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ (สถานบริการสีขาว) ซึ่งเน้นหนักและเร่งรัดการปฏิบัติในห้วงระยะเวลา 90 วัน (1 มีนาคม - 31 พฤษภาคม 2553) และให้จังหวัดรายงานผลการปฏิบัติงานตามแบบรายงานการจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการ (จสบ. 02) เป็นรายเดือนและให้ขยายผลการจัดตั้งสถานบริการสีขาว ทั่วประเทศ รวมถึงสถานประกอบการที่ให้บริการในลักษณะสถานบริการ เพื่อป้องกันการมั่วสุมของเด็กและเยาวชน และเป็นสถานบริการที่ปลอดยาเสพติดให้มีการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยสถานบริการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งสถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายและสถานประกอบการที่ให้บริการในลักษณะคล้ายสถานบริการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 50 ลงวันที่ 15 มกราคม 2502 กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานของสถานบริการสีขาว และมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและธงสัญลักษณ์ของสถานบริการสีขาว เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานบริการอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้คณะกรรมการตรวจติดตามประเมินผลสถานบริการให้เป็นสถานบริการสีขาวทั่วประเทศอย่างยั่งยืนตลอดไป โดยกวดขันให้สถานบริการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และนโยบายการจัดระเบียบสังคมโดยเคร่งครัด ซึ่งหากปรากฏว่ามีการฝ่าฝืนให้จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย และให้พิจารณาใช้มาตรการทางปกครองตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสั่งต่ออายุใบอนุญาต พักใช้ใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตและกำหนดระยะเวลา ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ลงวันที่ 4 เมษายน 2548


22. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้

1. สถิติการใช้บริการ

รูปที่ ๑ แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบจำนวนการใช้บริการ

2. บริการสอบถามข้อมูลทั่วไปแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถามดังนี้

3. บริการรับเรื่องร้องเรียน (Complaint)

4. การดำเนินงานอื่น ๆ ของโครงการ GCC 1111 ประจำปีงบประมาณ 2553

5. บทวิเคราะห์

ตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ข้อมูลที่ประชาชนโทรสอบถาม เช่น สถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตรวจสอบสถานะของการขอรับเงินอุดหนุนหลังการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกันตน ประจำปี 2553 โครงการปลดหนี้นอกระบบ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ปีการผลิต 2552-2553 สถานที่จำหน่ายสินค้าเพื่อช่วยเหลือผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การเปิดรับสมัครนักเรียน - นักศึกษาใหม่ของสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าศูนย์บริการข้อมูล ภาครัฐเพื่อประชาชน GCC 1111 เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายและโครงการต่างๆ ของภาครัฐสู่ประชาชน รวมทั้งตอบสนองความต้องการของประชาชนที่สนใจข้อมูล และโครงการพิเศษต่างๆ ของภาครัฐ จึงนับได้ว่าโครงการ GCC 1111 เป็นเครื่องมือหนึ่งของภาครัฐ สำหรับติดต่อและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน


ต่างประเทศ


23. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 และการประชุมระดับ มุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 7 ของแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) และมอบหมายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม ผลการประชุมดังกล่าว โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประสานส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) หัวหน้าคณะผู้แทนไทยรายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย สรุปได้ดังนี้

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ฯ) ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับรัฐมนตรีและปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 17 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2553 โดยรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายปรเมธี วิมลศิริ) ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 ในวันที่ 3-4 สิงหาคม 2553 และรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ (นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ) ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับมุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดและปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมระดับมุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 7 ในวันที่ 4 สิงหาคม 2553

2. ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 17 มีดังนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้

3. ผลการประชุมระดับมุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 7

4. ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 17 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2553 ได้มีการหารือเป็นกรณีพิเศษระหว่างรัฐมนตรี IMT-GT ทั้งสามประเทศกับ ERIA เพื่อรับทราบแนวทางความร่วมมือที่มีศักยภาพระหว่าง IMT-GT และ ERIA ในฐานะพันธมิตรการพัฒนา โดยเริ่มด้วยการสนับสนุนด้านวิชาการโดยการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม Symposium on Energy Saving and Biofuel Utilization ระหว่าง ERIA ศูนย์ประสานงานความร่วมมืออนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันที่ 1-2 กันยายน 2553 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เนื่องจาก ERIA เห็นศักยภาพอย่างสูงของสามประเทศ IMT-GT ด้านปาล์มน้ำมัน


24. เรื่อง เอกสารสำคัญของการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ (Declaration on the ASEAN-United States Strategic Partnership) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขปฏิญญาฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

ร่างปฏิญญาการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ (Declaration on the ASEAN-United States Strategic Partnership) จะเป็นเอกสารสำคัญของการประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 2 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดทิศทางความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างกว้างขวาง โดยยึดความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน

กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ รวมทั้งไม่มีการลงนาม จึงไม่น่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550


25. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านบริการเดินอากาศของอาเซียนและความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและมอบหมายตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านบริการเดินอากาศของอาเซียน และความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และพิธีสาร 1 แนบท้ายความตกลง และนำเสนอหนังสือสัญญาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้หนังสือสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ต่อไป
  2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมาย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียนร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ และความตกลงฯและพิธีสารแนบท้ายฯ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขหนังสือสัญญาฯ ที่มิใช่สาระสำคัญ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมาย เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้นๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายลงนามในหนังสือสัญญาดังกล่าว
  4. เมื่อรัฐสภาเห็นชอบตามข้อ 1 แล้ว มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งภาคีคู่สัญญาทราบเพื่อให้หนังสือสัญญามีผลบังคับใช้ต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า ด้วยที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งของอาเซียน (ASEAN Senior Transport Officials Meeting : STOM) ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 2553 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ได้ให้การรับรองร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านการบริการเดินอากาศของอาเซียน และร่างความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และพิธีสาร 1 ว่าด้วยสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 3 และ 4 อย่างไม่จำกัดระหว่างจุดใดๆ ในภาคีผู้ทำความตกลงต่างๆ และขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการตามขั้นตอนภายในเพื่อให้สามารถลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ความตกลงฯ และพิธีสารฯ ดังกล่าวได้ในการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2553 ณ กรุงบันดาร์เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านการบริการเดินอากาศของอาเซียน (Memorandum of Understanding on the Association of Southeast Asian Nations' Air Services Engagement with Dialogue Partners)

2. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกอาเซียน และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Air Transport Agreement between the Governments of the Member States of the Association of Southeast Asian Nations and the Government of the People's Republic of China)

สาระสำคัญของเรื่อง

1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านบริการเดินอากาศของอาเซียน มีสาระสำคัญ ดังนี้

2. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกอาเซียนและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสาระสำคัญ คือ


26. เรื่อง การขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลกาตาร์และรัฐบาลไทย ( Agreement Between the Government of the State of Qatar and the Government of the Kingdom of Thailand on Defence Cooperation)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลกาตาร์และรัฐบาลไทย และให้ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลกาตาร์และรัฐบาลไทย ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงกลาโหมมีความประสงค์ที่จะจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลกาตาร์และรัฐบาลไทย เพื่อเป็นการสถาปนาความร่วมมือด้านการทหาร ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศในอนาคต


27. เรื่อง การรับรองเอกสารคำประกาศแห่งเมืองนารา ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 6

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างเอกสารคำประกาศแห่งเมืองนารา ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 6 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ และหากจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการรับรอง ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

ข้อเท็จจริง

เอกสารร่างคำประกาศแห่งเมืองนารา (Nara Declaration) เป็นเอกสารที่รัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปคจะให้การรับรอง มีสาระแสดงเจตนารมณ์ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค การแสวงหาแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค การพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตของเอเปค การสร้างความเข้าใจอันดี ความเป็นมิตรและความสามัคคี การสร้างความเข้มแข็งของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสมดุล การส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาระบบบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภายในประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และไมซ์ และการส่งเสริมความร่วมมือในเรื่องการเตรียมความพร้อมในภาวะวิกฤตการณ์ เป็นต้น


28. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Catalyzing Sustainability of Thailand's Protected Areas System : CATSPA)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Catalyzing Sustainability of Thailand's Protected Areas System: CATSPA)
  2. เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามเข้าร่วมโครงการร่วมกับผู้แทน UNDP (United Nations Development Programme) ประจำประเทศไทยโดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ได้ร่วมกันจัดทำและส่งข้อเสนอโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Catalyzing Sustainability of Thailand's Protected Areas System : CATSPA)ไปยังกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility : GEF) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานโครงการฯ ทั้งนี้การส่งข้อเสนอดังกล่าว ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานเชิงปฏิบัติของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF Operational Focal Point) ในประเทศไทย ได้รับรองโครงการฯ แล้ว ซึ่งต่อมา GEF ได้พิจารณาให้การสนับสนุนข้อเสนอโครงการ CATSPA เป็นระยะเวลา 4 ปี ในรูปเงินสด (In cash) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนับสนุนงบประมาณที่ไม่อยู่ในรูปของเงินสด (In kind) เป็นจำนวนเงิน 14.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ โครงการมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

2. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ มีความเห็นว่า

3. ทส. โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้พิจารณาข้อสังเกตของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย แล้วเห็นว่าโครงการ CATSPA เป็นโครงการที่มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง ผ่านแผนงานกลไกด้านการเงินรูปแบบใหม่และระบบการติดตามตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และไม่ขัดแย้งกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลในข้อ 5 ด้านนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 5.2 คุ้มครองและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญเชิงระบบนิเวศเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อ 5.5 พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และข้อ 5.6 ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและจัดให้มีการใช้ระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นกลไกกำกับให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

4. การดำเนินโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Catalyzing Sustainability of Thailand's Protected Areas System: CATSPA) มีความเร่งด่วน เนื่องจากงบประมาณได้รับอนุมัติจากกองทุน สิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 การดำเนินโครงการไม่สามารถกระทำได้หากยังไม่มีการลงนามโครงการร่วมกันระหว่าง UNDP กับผู้ปฏิบัติฝ่ายไทย (implementing partner) คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นศึกษารูปแบบของการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อให้ได้มาซึ่งการบริหารจัดการที่ดี การเพิ่มศักยภาพขององค์กรและบุคลากร กลไกการสร้างรายได้และระบบการจัดการรายได้ รวมทั้งแบบจำลองต่างๆ รูปแบบใหม่ของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เมื่อผลการศึกษาแล้วเสร็จก็จะได้นำผลการศึกษานั้นมาประยุกต์ใช้ต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยเท่าที่จะเป็นได้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190


29. เรื่อง ผลการประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมความร่วมมือแห่งมหาสมุทรอินเดีย ครั้งที่ 10

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมความร่วมมือแห่งมหาสมุทรอินเดีย ครั้งที่ 10 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย แต่งตั้งผู้ประสานงาน (focal point) ในคณะทำงานด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) คณะทำงานด้านวิชาการ (กระทรวงศึกษาธิการ) 2) เวทีภาคธุรกิจ (คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน) และ 3) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินความร่วมมือในกรอบ IOR-ARC มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎบัตรสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Co-operation หรือ IOR-ARC) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนอนุมัติร่างเอกสารดังกล่าว นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรี (Council of Ministers) สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ครั้งที่ 10 และ การประชุมที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2553 ณ กรุงซานา ประเทศเยเมน ในการนี้ สรุปสาระสำคัญของการประชุมดังกล่าว ดังนี้

1. พิธีเปิดการประชุม

นายกรัฐมนตรีเยเมน ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยขอให้ประเทศสมาชิก ร่วมกันพัฒนาและยกระดับความร่วมมือในกรอบ IOR-ARC ให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ เช่น การสร้างความแข็งแกร่งให้รัฐบาลโซมาเลียในการจัดการปัญหาโจรสลัดในอ่าวเอเดน ทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย

2. ถ้อยแถลงของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้เน้นย้ำเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของ IOR-ARC โดยยึดหลักฉันทามติ การรวมกลุ่มแบบ open regionalism ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ ความร่วมมือต่าง ๆ ควรมุ่งเน้นสาขาที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก และสามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมกันนี้ได้เสนอให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับความร่วมมือในสาขาการคมนาคมและความมั่นคงทางทะเล การป้องกันและปราบปรามโจรสลัด ความร่วมมือด้านการประมง และการอนุรักษ์ระบบนิเวศวิทยาในทะเลและตามแนวชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3. กฎบัตรฉบับแก้ไขของ IOR-ARC และเอกสารภาคผนวก

ที่ประชุมสภารัฐมนตรี IOR-ARC ได้รับรอง (adopt) กฎบัตรฉบับแก้ไขของ IOR-ARC (Charter of IOR-ARC) และเอกสารภาคผนวก 3 ฉบับ ได้แก่ 1) กฎว่าด้วยขั้นตอนการดำเนินงาน (Rules of Procedure) 2) ระเบียบปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการ (Staff Regulations for the Secretariat) และ 3) ระเบียบปฏิบัติด้านการเงินของ IOR-ARC (Financial Regulations for IOR-ARC) เอกสารดังกล่าวมีสาระเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร หลักการและวัตถุประสงค์ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารองค์กร เพื่อปฎิรูปการดำเนินงานให้มีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยประเทศสมาชิกเห็นชอบให้คงสถานะของคณะทำงานที่มีอยู่ทั้ง 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะทำงานด้านวิชาการ (IOR Academic Group หรือ IORAG) 2) เวทีภาคธุรกิจ (IOR Business Forum หรือ IORBF) และ 3) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment หรือ WGTI) เป็นกลไกภายใต้ IOR-ARC ต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของไทยที่ให้ตัดข้อบทเรื่อง Rights and Obligations ออกจากกฎบัตรฉบับแก้ไข เนื่องจากเป็นข้อบทที่มักปรากฏในสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และมีการปรับถ้อยคำเพื่อไม่ให้ร่างกฎบัตรมีลักษณะเป็นเอกสารความตกลง ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ของไทยที่ต้องการให้กฎบัตรฉบับแก้ไขเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง โดยไม่สร้างเงื่อนไขผูกพันทางกฎหมาย

4. การทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการของ Flagship Projects 3 โครงการ

5. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของ IOR-ARC

ผู้อำนวยการบริหารได้รายงานสรุปเกี่ยวกับอุปสรรคสำคัญในการดำเนินโครงการความร่วมมือของ IOR-ARC ได้แก่ 1) การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดโดยประเทศสมาชิกอยู่ในระดับต่ำและไม่เพียงพอที่จะจัดกิจกรรมได้ 2) การติดต่อประสานงานจากสำนักเลขาธิการไปยังประเทศสมาชิกไม่ได้รับการตอบสนองจากประเทศสมาชิกเท่าที่ควร 3) กิจการที่เกี่ยวกับ IOR-ARC นอกเหนือจากการประชุมสภารัฐมนตรี ไม่ได้รับความสนใจจากประเทศสมาชิก

อย่างเพียงพอ 4) ขาดผู้ประสานงานในสาขาความร่วมมือต่างๆ ในประเทศสมาชิก 5) การเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ของประเทศสมาชิกอยู่ในระดับต่ำและไม่ได้เป็นผู้แทนที่เหมาะสมกับการประชุม 6) ขาดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสาขาความร่วมมือต่างๆ ภายใต้ IOR-ARC

ในการนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Committee of Senior Officials) เพิ่มเป็น 2 ครั้งต่อปี และในกรณีที่จำเป็นอาจเสนอให้จัดการประชุมสภารัฐมนตรีในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก เพิ่มเติมจากการประชุมสภารัฐมนตรีตามปกติที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินโครงการความร่วมมือได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. การพิจารณาข้อเสนอของออสเตรเลีย ที่ประสงค์จะรับตำแหน่งรองประธาน (Vice-Chair) ของ IOR-ARC ในปี 2554

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรับข้อเสนอของออสเตรเลียให้ดำรงตำแหน่งรองประธานในปี 2554 ซึ่งอินเดียจะรับตำแหน่งประธานต่อจากเยเมน ทั้งนี้ ออสเตรเลียจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานในปี 2556 เมื่ออินเดียสิ้นสุดวาระการเป็นประธาน

7. การสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์ของ IOR-ARC ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติและคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ

ที่ประชุมเสนอให้สำนักเลขาธิการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ฯ ผลกระทบด้านงบประมาณและผลประโยชน์ที่จะได้รับเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ IOR-ARC ก่อนพิจารณาดำเนินการสมัครเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ต่อไป

8. แถลงการณ์ซานา ( Sana'a Communiqué)

ที่ประชุมสภารัฐมนตรี เห็นชอบต่อแถลงการณ์ซานา (Sana'a Communiqué) ซึ่งมีลักษณะเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Statement) เช่นเดียวกับเอกสารผลการประชุมครั้งที่ผ่านมา


30. เรื่อง ขอความเห็นชอบจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง FAO กับรัฐบาลไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FAO COFI Sub-Committee on Aquaculture ครั้งที่ 5

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของฝ่ายไทยประกอบกับหนังสือแลกเปลี่ยนและบันทึกความรับผิดชอบของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมัยที่ 5 ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Memorandum of Responsibilities to be Assumed by the Government of the Kingdom of the Thailand and by the Food and Agriculture Organization of the United Nations for the Fifth Session of the Sub - Committee on Aquacalture of the Committee on Fisheries) ก่อนการลงนามโดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา
  2. มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ของฝ่ายไทยดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า

  1. การประชุม FAO COFI Sub - Committee on Aquacalture เป็นการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อพิจารณาประเด็นด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญเสนอต่อคณะกรรมการด้านการประมง (Committee on Fisheries หรือ COFI) ของ FAO ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิก FAO ได้ส่งผู้แทนจากกรมประมงเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยกรมประมงมีบทบาทสำคัญในการแสดงความคิดเห็นและท่าทีเพื่อ ให้เกิดประโยชน์ต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยมาโดยตลอด
  2. กษ. โดยกรมประมงเสนอขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมัยที่ 5 ต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ สมัยที่ 3 ณ สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อเดือนกันยายน 2549 และยืนยันการขอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ สมัยที่ 4 ณ สาธารณรัฐชิลี เมื่อเดือนตุลาคม 2551 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะอนุกรรมการฯ สมัยที่ 5 โดยกำหนดการประชุมระหว่างวันที่ 14 - 18 มิถุนายน 2553 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอันเนื่องมาจากการชุมนุมในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น กรมประมงและ FAO จึงเห็นสมควรเลื่อนการจัดประชุมดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 27 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2553 โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิก FAO องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนไทยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน ซึ่ง กษ. ได้รับอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 9,012,000 บาท จากสำนักงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ดังกล่าวแล้ว
  3. ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวจะต้องมีการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง FAO กับรัฐบาลไทย ซึ่ง FAO ได้มีหนังสือถึง กษ. จัดส่งร่างบันทึกความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยและ FAO สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมัยที่ 5 โดยมีสาระสำคัญคือ หน้าที่ความรับผิดชอบด้านการดำเนินงานจัดประชุมของ FAO และรัฐบาลเจ้าภาพ ซึ่ง FAO ขอให้ประเทศไทยยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบดังกล่าว ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนฯ ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย ซึ่งต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (7) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
  4. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พิจารณาข้อกฎหมายในการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฯ แล้ว มีความเห็นดังนี้
    • 4.1 หนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ของทั้งสองฝ่ายจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนลงนาม
    • 4.2 กต. มีความเห็นว่า หนังสือแลกเปลี่ยนฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
    • 4.3 กต. ไม่มีข้อขัดข้องในประเด็นด้านถ้อยคำและสารัตถะของบันทึกความรับผิดชอบฯ ทั้งนี้ กษ. โดยกรมประมงพิจารณาแล้วเห็นว่า สามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน อีกทั้งในส่วนที่ระบุเกี่ยวกับเอกสิทธิและความคุ้มกันของผู้แทนองค์กรฯ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. 2504 รองรับอยู่แล้ว ็ฯ็

31. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในด้านการคุ้มครอง การอนุรักษ์ การติดตามคืน และการส่งคืนซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โบราณคดี ศิลปะและประวัติศาสตร์ ที่ถูกปล้น โจรกรรม ส่งออก หรือถ่ายโอนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบว่าบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐเปรู และกรมศิลปากร แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในด้านการคุ้มครอง การอนุรักษ์ การติดตามคืน และการส่งคืนซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โบราณคดี ศิลปะและประวัติศาสตร์ ที่ถูกปล้น โจรกรรม ส่งออก หรือถ่ายโอนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. อนุมัติการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติ แห่งสาธารณรัฐเปรู และกรมศิลปากร แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในด้านการคุ้มครอง การอนุรักษ์ การติดตามคืน และการส่งคืนซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โบราณคดี ศิลปะและประวัติศาสตร์ ที่ถูกปล้น โจรกรรม ส่งออก หรือถ่ายโอนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้มีอำนาจลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว
  3. อนุมัติให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ฝ่ายไทย และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่อธิบดีกรมศิลปากรสำหรับการลงนามดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีความเห็นว่าร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่มีลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สรุปได้ดังนี้

  1. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นเรื่องความร่วมมือในด้านการคุ้มครอง การอนุรักษ์ การติดตามคืน และการส่งคืนซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โบราณคดี ศิลปะ และประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกปล้น โจรกรรม ส่งออก หรือถ่ายโอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากประเทศไทยและประเทศเปรู ดังนั้น จึงไม่มีลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. กรมศิลปากรสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขพันธกรณีของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ได้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา เนื่องจากการดำเนินการตามพันธกรณีในร่างบันทึกความเข้าใจฯ เป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมศิลปากรอยู่แล้ว
  3. ในการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครอง และการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม กรมศิลปากร มีกฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภารกิจ ได้แก่ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำโบราณวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2547

32. เรื่อง ผลการประชุม Symposium on Energy Saving and Biofuel Utilization ภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการประชุม Symposium on Energy Saving and Biofuel Utilization ภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ สรุปสาระสำคัญของการประชุม Symposium ดังนี้

1. ความเป็นมา

ระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 แผนงาน IMT-GT เมื่อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2553 ณ จังหวัดกระบี่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 17 ร่วมกับรัฐมนตรี IMT-GT ได้ร่วมประชุมนัดพิเศษกับ Economic Research Institue for ASEAN and East Asia (ERIA)ซึ่งเป็นพันธมิตรการพัฒนาของ IMT-GT โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านศักยภาพของพื้นที่ IMT-GT ในการเป็นฐานการผลิตด้านไบโอดีเซลของภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง ERIA เสนอที่จะเป็นเจ้าภาพร่วมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันที่ 1 - 2 กันยายน 2553 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีเลขาธิการอาเซียน (นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ) เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งทุกฝ่ายเห็นชอบ และต่อมาได้มีการประชุมตามกำหนดการเรียบร้อยแล้ว

2. วัตถุประสงค์ในการจัดประชุม

3. ข้อสรุปสำคัญจากการประชุม

ทั้งนี้ จะได้นำเสนอความก้าวหน้าต่อที่ประชุมสุดยอด ครั้งที่ 5 แผนงาน IMT-GT ในวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามต่อไป


33. เรื่อง รายงานผลการลงนามในสัญญาเงินกู้โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) และโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการลงนามในสัญญาเงินกู้โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) และโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (9 มีนาคม 2553) ดังนี้

  1. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 ผู้อำนวยการ สพพ. ได้ลงนามในสัญญากู้เงินกับ ธสน. วงเงิน 200 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) และลงนามในสัญญากู้เงินกับธนาคารออมสิน วงเงิน 455 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) จำนวน 205 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ จำนวน 250 ล้านบาท
  2. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 ผู้อำนวยการ สพพ. ได้ลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับ สปป. ลาว วงเงินรวม 655 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินโครงการ (ตามข้อ 1.) ทั้ง 2 โครงการ ดังนี้
    • 2.1 โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) วงเงินให้ความช่วยเหลือ 405 ล้านบาท โดย สปป. ลาว ได้ขอให้แยกสัญญาฯ ดังกล่าวออกเป็น 2 สัญญา คือ 1) สัญญาฯ สำหรับการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) วงเงิน 205 ล้านบาท และ 2) สัญญาฯ สำหรับค่าปรับราคาวัสดุก่อสร้าง (Price Adjustment) วงเงิน 200 ล้านบาท เนื่องจากเงื่อนไขทางการเงินของทั้ง 2 สัญญา มีอายุสัญญาและระยะเวลาปลอดหนี้ที่แตกต่างกัน
    • 2.2 โครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ วงเงินให้ความช่วยเหลือ 250 ล้านบาท โดย สพพ. ได้กำหนดขอบเขตของงานก่อสร้างจำนวน 5 รายการ ดังนี้ 1) ปรับปรุงผิวถนน T2 ช่วงที่ 1 ก่อสร้างทางเท้าและท่อระบายน้ำระยะทาง 3.2 กิโลเมตร 2) ปรับปรุงผิวถนน T2 ช่วงที่ 2 ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร 3) ก่อสร้างถนน T2 ช่วงที่ 3 ระยะทาง 300 เมตร โดยเป็นถนน 4 ช่องจราจรพร้อมทางเท้าและท่อระบายน้ำ 4) ปรับปรุงร่องระบายน้ำคลองทุ่งสร้างนาง 5) ปรับปรุงบึงหนองด้วงและร่องระบายน้ำคลองหนองด้วง
  3. ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3) (ข้อ 2.1) จะเป็นการซ่อมแซมถนนหมายเลข 3 (R3) ที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สำหรับโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ (ข้อ 2.2) จะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองหลวงชั้นในเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและปัญหาน้ำท่วมในเขตศูนย์กลางของนครหลวงเวียงจันทน์ โดย สปป. ลาว ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานเฉลิมฉลองนครหลวงเวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปี ทั้งนี้ สพพ. ได้กำหนดให้งานก่อสร้าง 2 รายการ คือ 1) งานปรับปรุงถนน T2 ช่วงที่ 1 และ 2) งานปรับปรุงบึงหนองด้วงจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนรัฐบาลไทยได้ไปประกอบพิธีเปิดการใช้งานในระหว่างการเฉลิมฉลองฯ ระหว่างวันที่ 15 - 30 พฤศจิกายน 2553

34. เรื่อง การถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 7

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการถอนข้อสงวนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 7 และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 7 ต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานว่า

2. พม.ได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อตอบสนองให้เกิดสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกำหนดถอนข้อสงวนข้อ 7 เป็นลำดับต้น ดังนี้


ศึกษา


35. เรื่อง ขออนุมัติจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนการสอน โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐ จำนวน 4 สถาบัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ดำเนินการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนการสอน ตามโครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา แผนงานยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัยภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยวิธีกรณีพิเศษ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า

  1. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ศธ.ได้รับอนุมัติจัดสรรเงินตามมติคณะรัฐมนตรี (18 สิงหาคม 2552) และคณะรัฐมนตรีได้มีมติขยายระยะเวลาการลงนามในสัญญาและระยะเวลาการดำเนินโครงการของ สพฐ. ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2553 นั้น สพฐ.พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีคุณภาพ ครอบคลุมและตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมีกระบวนการขั้นตอน และวิธีดำเนินการตามหลักการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้อง จึงควรจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีความชำนาญเป็นพิเศษให้เป็นผู้พัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนการสอน โดย สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาคัดเลือกมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐ และให้มหาวิทยาลัยมานำเสนอโครงร่างขอบข่ายของงาน (Proposal) โดยให้นำเสนอแนวคิด วิธีการดำเนินงาน การเสนอราคาที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ สพฐ. กำหนด
  2. การจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนการสอนนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์หลายประการ ดังนี้
    • 2.1 เป็นการใช้เงินของรัฐจัดจ้างหน่วยงานของรัฐ ทำให้เงินหมุนเวียนในภาครัฐ
    • 2.2 มหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐได้ใช้ความรู้ด้านวิชาการ ทฤษฎี และผลการวิจัยต่าง ๆ ของสถาบันมาพัฒนางานด้าน ICT ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
    • 2.3 มหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทการจัดการเรียนการสอนของไทยเป็นอย่างดี รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และผลงานการผลิตสื่อฯ ทำให้สามารถผลิตสื่อฯ ที่มีเนื้อหาสาระตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่จะตอบสนองและตรงตามความต้องการของครูผู้สอนในการนำสื่อฯ ไปใช้จัดการเรียนการสอนได้โดยง่าย นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นได้สูงว่าจะได้สื่อฯ การเรียนการสอนที่มีคุณภาพดีไม่มีขายในท้องตลาด และยังสามารถแก้ไข พัฒนาปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
  3. สพฐ. ศธ. ได้คัดเลือกมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐให้ดำเนินการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ สพฐ.จำนวน 4 สถาบัน ดังนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  4. การดำเนินการจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐดำเนินการจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และดำเนินการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ทันตามกำหนดตามรายละเอียดข้างต้นนั้นมีค่าใช้จ่ายโดยใช้เงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจัดสรรไว้แล้วตามโครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา แผนงานยกระดับคุณภาพการศึกษา และการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัยภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 300 ล้านบาท จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ สพฐ. ศธ. จัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐจำนวน 4 สถาบัน โดยวิธีกรณีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 26 (2)

36. เรื่อง แนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และ สถาบันอุดมศึกษา ที่ได้จัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ และประเมินผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประเมินการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้องและมีความสมบูรณ์แล้ว และกรอบการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
  2. เห็นชอบให้นำเงินเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้จัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการและประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพื่อใช้สำหรับการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนด โดยให้ส่วนราชการ จังหวัดและสถาบันอุดมศึกษา ที่มีเงินงบประมาณเหลือจ่าย ได้มีการดำเนินการกันเงินงบประมาณเหลือจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพันเพื่อนำมาจัดสรรเป็นเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และสามารถโอนเปลี่ยนแปลงรายการเงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ไปตั้งจ่ายในรายการเงินรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติของหน่วยงานเพื่อใช้สำหรับการจัดสรรเป็นเงินรางวัล โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ เป็นการผ่อนผันวิธีปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สาระสำคัญของเรื่อง

1. การประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ รอบ 12 เดือน ประจำปี

งบประมาณ พ.ศ. 2552 ดังนี้

สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการติดตามและตรวจสอบผลการประเมินการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ซึ่งผลคะแนนเป็นที่สิ้นสุด แล้ว รวม 142 ส่วนราชการ จังหวัด 75 จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา 67 สถาบันอุดมศึกษา โดยมีผลการประเมินดังนี้

ผลการประเมิน ส่วนราชการ จังหวัด สถาบันอุดมศึกษา
ผลคะแนนสูงสุด 4.8520 4.4608 4.5216
ผลคะแนนต่ำสุด 2.5519 3.1460 2.2854
ผลคะแนนเฉลี่ย 4.1888 3.9644 3.5899
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.4192 0.2663 0.4856

2. กรอบการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

ก.พ.ร. ได้พิจารณากรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการ จังหวัดและสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยยังคงเป็น 4 มิติ และนำตัวชี้วัดเดิมตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ จังหวัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นหลักในการกำหนดกรอบและตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ดังนี้

1) ส่วนราชการ กระทรวงนำร่อง และจังหวัด มีการยกเลิกตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด ได้แก่

2) สถาบันอุดมศึกษา

สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำร่างกรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยได้คงตัวชี้วัดส่วนใหญ่ตามกรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และได้ปรับปรุงตัวชี้วัดตามแนวทางการประเมินของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ดังนี้

3. แนวทางการจัดสรรเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้จัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ และประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2553


เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


37. เรื่อง รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2553 ของกระทรวงพาณิชย์ดังนี้

ดัชนีราคาผู้บริโภคแสดงถึงภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมั่นคงและแข็งแรง

กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2553 เท่ากับ 108.57 เป็นการรายงานโดยใช้ตัวเลขหลังจุดทศนิยม 2 ตำแหน่งเป็นเดือนที่ 8 ตั้งแต่จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคมานานกว่า 60 ปี โดยเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.3 เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (ซึ่งสูงขึ้นร้อยละ 3.4) ถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับที่เหมาะสมกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปี 2553 นี้ เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 3.5 ซึ่งอยู่ในช่วงที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี (โดยคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นระหว่าง ร้อยละ 3.0 - 3.5)

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2553 โดยสรุปเป็นดังนี้

จากการสำรวจราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศจำนวน 417 รายการครอบคลุมหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่มและรองเท่า เคหสถาน การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล พาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร การบันเทิง การอ่าน การศึกษาและการศาสนา ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพื่อนำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ได้ผลดังนี้

1. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2553

ในปี 2550 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ เท่ากับ 100 และเดือนสิงหาคม 2553 เท่ากับ 108.57 (เดือนกรกฎาคม 2553 คือ 108.32)

2. การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2553 เมื่อเทียบกับ

3. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2553 เทียบกับ เดือนกรกฎาคม 2553 สูงขึ้นร้อยละ 0.23 (เดือนกรกฎาคม 2553 สูงขึ้นร้อยละ 0.16) เป็นภาวะที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าอาหารสดและสินค้าอุปโภคบางประเภทมีราคาสูงขึ้น สำหรับปัจจัยสำคัญที่ยังส่งผลให้ภาวะราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ได้แก่ ผลไม้สด ข้าวสารเหนียว ปลาและสัตว์น้ำ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำมันเชื้อเพลิง สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาดและแบตเตอรี่รถยนต์ ในขณะที่สินค้าราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ผักสด เนื้อสุกร ไก่สด ข้าวสารเจ้า ไข่และผลิตภัณฑ์นม ผ้าและเสื้อผ้า วัสดุก่อสร้างและของใช้ส่วนบุคคลบางชนิด

4. ถ้าพิจารณาดัชนีเทียบกับเดือนสิงหาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 3.3 เป็นการสูงขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 สาเหตุสำคัญมาจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น ร้อยละ 7.5 ได้รับผลกระทบมาจาก ดัชนีหมวด ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งร้อยละ 12.2 เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ ร้อยละ 4.2 ไข่และผลิตภัณฑ์นม ร้อยละ 3.0 ผักและผลไม้ร้อยละ 40.0 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 3.2 เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 1.1 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 1.0 รวมทั้งผลกระทบจากดัชนีหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร ร้อยละ 0.5 (ยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง) หมวดเคหสถาน ร้อยละ 2.0 (ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำประปา) หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล ร้อยละ 0.8 (ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าของใช้ส่วนบุคคล) หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษาและการศาสนา ร้อยละ 0.2 (การบันเทิง การอ่านและการศึกษา) และหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 0.1 (ผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์)

5. ถ้าพิจารณาดัชนีเฉลี่ยเทียบกับช่วงระยะ 8 เดือน (มกราคม - สิงหาคม) ปี 2552 สูงขึ้นร้อยละ 3.5 สาเหตุสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 20.0 ค่าน้ำประปาร้อยละ 46.1 ค่ากระแสไฟฟ้า ร้อยละ 1.6 ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ร้อยละ 11.1 เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 4.6 และค่าเช่าบ้าน ร้อยละ 0.3 และจากดัชนีหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้นร้อยละ 2.5 ในขณะที่ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้นร้อยละ 5.2 เป็นผลจาการสูงขึ้นของข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ร้อยละ 9.9 เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ ร้อยละ 3.3 ไข่และผลิตภัณฑ์นม ร้อยละ 3.2 ผักและผลไม้ ร้อยละ 23.9 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 2.3 เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 1.3 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 0.9 เป็นสำคัญ

6. ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 300 รายการ) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงานจำนวน 117 รายการ คิดเป็นประมาณร้อยละ 24 ของสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2553 เท่ากับ 103.68 เมื่อเทียบกับ

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนสิงหาคม 2553 เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2553 สูงขึ้น ร้อยละ 0.01 (เดือนกรกฎาคม 2553 สูงขึ้นร้อยละ 0.04) โดยมีผลกระทบมาจากราคาสินค้าหลายชนิดปรับตัวทั้งสูงขึ้นและลดลง สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด และแบตเตอรี่รถยนต์ ขณะที่ สินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ผ้า เสื้อผ้าและของใช้ส่วนบุคคลบางชนิด


38. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเป็นประจำทุกเดือน โดยสอบถามประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีครัวเรือนตกเป็นตัวอย่าง 26,520 ครัวเรือนต่อเดือน สำหรับในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 ในภาพรวมสถานการณ์แรงงาน จำนวนผู้ว่างงานลดลง 1.31 แสนคน (จาก 4.76 แสนคน เป็น 3.45 แสนคน) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 หากเปรียบเทียบกับช่วงเดือนที่ผ่านมา (มิถุนายน พ.ศ. 2553) จำนวนผู้ว่างงานลดลง 1.14 แสนคน (จาก 4.59 แสนคน เป็น 3.45 แสนคน) สำหรับสาระสำคัญการสำรวจสรุปได้ ดังนี้

1. ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน

ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.86 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 38.41 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.45 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 1.0 แสนคน ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานมีจำนวนลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 จำนวน 4.3 แสนคน (จาก 39.29 ล้านคน เป็น 38.86 ล้านคน)

2. ผู้มีงานทำ

ผู้มีงานทำ 38.41 ล้านคน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 จำนวน 3.8 แสนคน (จาก 38.79 ล้านคน เป็น 38.41 ล้านคน) หรือลดลงร้อยละ 1.0 ซึ่งมีผู้ทำงานเพิ่มขึ้นและลดลงในสาขาต่างๆ ดังนี้

3. ผู้ว่างงาน


39. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ "มินดอลเล" (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม-15 กันยายน 2553) และร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ "มินดอลเล" (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม-15 กันยายน 2553) และร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย ของกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ "มินดอลเล" และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม -15 กันยายน 2553)

พื้นที่ประสบภัยโดยภาพรวมทั้งประเทศ 39 จังหวัด 258 อำเภอ 1,589 ตำบล 11,362 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดลำพูน พะเยา ลำปาง น่าน อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู ชัยภูมิ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มุกดาหาร อำนาจเจริญ หนองคาย เลย ยโสธร ตราด สระแก้ว ระยอง และจังหวัดนครนายก เสียชีวิต 5 ราย (พะเยา 1 ราย อุดรธานี 2 ราย มุกดาหาร 1 ราย ลพบุรี 1 ราย) ราษฎรได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด 868,907ครัวเรือน 3,137,118 คน อพยพประชาชน 119 ครัวเรือน 712 คน ดังนี้

ลำดับที่ ประเภทความเสียหาย จำนวนความเสียหาย
1 พื้นที่ประสบอุทกภัย 39 จังหวัด 258 อำเภอ 1,589 ตำบล 11,362 หมู่บ้าน
2 ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3,137,118 คน 868,907ครัวเรือน
3 ผู้เสียชีวิต 5 ราย (พะเยา 1 ราย อุดรธานี 2 ราย มุกดาหาร
    1 ราย และลพบุรี 1 ราย)
4 บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 3 หลัง
5 บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 3,847 หลัง
6 ถนนเสียหาย 5,881 สาย
7 สะพาน/คอสะพาน 186 แห่ง
8 บ่อปลา/กุ้ง 12,899 บ่อ
9 ปศุสัตว์ 67,655 ตัว
10 สัตว์ปีก 84,591 ตัว
11 พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมเบื้องต้นประมาณ 943,523 ไร่
12 มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 555,927,843 บาท

2. สรุปสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10-19 กันยายน 2553)

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 20 - 26 กันยายน 2553


40. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 31

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 31 ณ วันที่ 20 กันยายน 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

สถานการณ์อุทกภัย

ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก น่าน พิจิตร นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท นครราชสีมา

  1. จังหวัดสุโขทัย สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ในพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ ตำบลกง ระดับน้ำประมาณ 0.30-0.80 เมตร สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง 6 ตำบล แนวโน้มระดับน้ำทรงตัว
  2. จังหวัดพิษณุโลก สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอบางระกำ เนื่องจากยังมีน้ำไหลจากจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดแพร่อย่างต่อเนื่อง แนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น
  3. จังหวัดน่าน สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอภูเพียง 4 ตำบล แนวโน้มระดับน้ำลดลง
  4. จังหวัดพิจิตร สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่อำเภอสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนางราง โพทะเล แนวโน้มระดับน้ำทรงตัว
  5. จังหวัดนครสวรรค์ สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอชุมแสง ตำบลบางเคียน โคกหม้อ แนวโน้มระดับน้ำทรงตัว
  6. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา(4ตำบล) บางไทร(23 ตำบล) มหาราช(12 ตำบล) ผักไห่(7 ตำบล) บางบาล(8 ตำบล) แนวโน้มระดับน้ำทรงตัว
  7. จังหวัดชัยนาท สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอเมือง(3 ตำบล) เนินขาม(3 ตำบล) หันคา (2 ตำบล) สรรคบุรี(1 ตำบล)
  8. จังหวัดนครราชสีมา สถานการณ์น้ำท่วมขัง ในพื้นที่อำเภอเมือง ตำบลหนองบัว คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 วัน

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (20 กันยายน 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 46,716 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(44,290 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 2,426 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 22,875 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (50,923 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 69) จำนวน 4,207 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 27,249 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (20 กันยายน 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 43,853 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(41,620 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 2,233 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 20,330 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 29 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (48,335 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 69) จำนวน 4,482 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 25,742 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ 1 ม.ค.-30 เม.ย. 1 พ.ค.- 31 ส.ค. 1-20 ก.ย. รวม เฉลี่ย
1 ม.ค.-20 ก.ย.
ผลต่างปี 53
กับค่าเฉลี่ย
1.ภูมิพล 58.78 1,270.65 1,074.79 2,311.77 3,113.97 -802.20
2.สิริกิติ์ 389.40 3,071.75 2,184.19 4,951.12 4,250.37 700.75
ภูมิพล+สิริกิติ์ 448.18 4,342.40 3,258.98 7,262.89 7,364.34 -101.45
3.แควน้อย 113.72 344.00 215.63 766.64 1,134.93 -368.29
4.ป่าสัก 75.75 438.77 387.70 1,231.47 1,020.91 210.57
รวม 4 อ่าง 637.65 5,125.17 3,862.31 9,261.00 9,520.18 -259.17

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่าง
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ภูมิพล 6,817 51 5,923 44 2,123 16 104.59 103.58 2.00 2.00 7,539
สิริกิติ์ 5,592 59 7,051 74 4,201 44 74.63 87.59 0.00 0.00 2,459
ภูมิพล+สิริกิติ์ 12,409 55 12,974 56 6,324 28 179.22 191.17 2.00 2.00 9,998
แควน้อยฯ 256 33 634 82 598 78 25.71 17.17 6.05 6.05 135
ป่าสักชลสิทธิ์ 572 60 690 72 687 72 47.98 47.64 26.87 26.53 270
รวม 4 อ่างฯ 13,237 53 14,298 57 7,609 42 252.91 255.98 34.92 34.58 10,403

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 1 อ่าง ได้แก่ ปราณบุรี (26)

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 8 อ่าง คือ

  1. แม่งัดฯ ปริมาณน้ำ 239 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 สามารถรับน้ำได้อีก 26 ล้านลูกบาศก์เมตร
  2. กิ่วคอหมา ปริมาณน้ำ 155 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 91 สามารถรับน้ำได้อีก 15 ล้านลูกบาศก์เมตร
  3. แควน้อยฯ ปริมาณน้ำ 634 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 82 สามารถรับน้ำได้อีก 135 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. ห้วยหลวง ปริมาณน้ำ 111 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 94 สามารถรับน้ำได้อีก 7 ล้านลูกบาศก์เมตร
  5. ลำปาว ปริมาณน้ำ 1,356 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 95 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 74 ล้านลูกบาศก์เมตร
  6. กระเสียว ปริมาณน้ำ 230 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 96 สามารถรับน้ำได้อีก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
  7. หนองปลาไหล ปริมาณน้ำ 154 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 94 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
  8. ประแสร์ ปริมาณน้ำ 216 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 87 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 32 ล้านลูกบาศก์เมตร

2. สภาพน้ำท่า

ปริมาณน้ำในลำน้ำต่างๆ ตามสถานีสำรวจปริมาณน้ำท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก 17 สถานี และน้ำท่วม 4 สถานี ดังนี้

แม่น้ำ จังหวัด สถานีสำรวจปริมาณน้ำท่า ระดับตลิ่ง
(เมตร)
ระดับน้ำ
(เมตร)
เปอร์เซ็นต์
ความจุลำน้ำ
(%)
เกณฑ์ แนวโน้ม
แม่กวง ลำพูน บ้านโป่ง(P.81) อ.สันกำแพง 5.80 5.42 87.2 มาก เพิ่มขึ้น
ยม สุโขทัย บ้านวังไม้ขอน(Y.3A) อ.สวรรคโลก 10.15 8.32 74.2 มาก เพิ่มขึ้น
ยม สุโขทัย บ้านคลองตาลบ(Y.33) อ.ศรีสำโรง 9.56 10.32 117.3 ท่วม เพิ่มขึ้น
ยม สุโขทัย สะพานตลาดธานี(Y.4) อ.เมือง 6.48 6.43 99.2 มาก เพิ่มขึ้น
ยม พิษณุโลก บ้านบางระกำ ( Y.16 ) อ.บางระกำ 7.15 8.78 154.3 ท่วม เพิ่มขึ้น
ยม พิจิตร บ้านสามง่าม ( Y.17 ) อ.สามง่าม 6.71 5.53 99.0 มาก เพิ่มขึ้น
น่าน น่าน หน้าสำนักงานป่าไม้(N.1) อ.เมือง 7.00 5.93 74.5 มาก ลดลง
น่าน พิจิตร บ้านบางมูลนาก(N.8A) อ.บางมูลนาก 10.87 9.50 74.8 มาก เพิ่มขึ้น
น่าน นครสวรรค์ สะพานบ้านเกยไชย ( N.67 ) อ.ชุมแสง 27.45 26.38 83.6 มาก เพิ่มขึ้น
ป่าสัก เพชรบูรณ์ บ้านบ่อวัง ( S.42 ) อ.วิเชียรบุรี 10.20 11.14 159.3 ท่วม ลดลง
ชี ชัยภูมิ บ้านค่าย ( E.23 ) อ.เมือง 8.50 8.41 79.6 มาก ทรงตัว
ชี ขอนแก่น บ้านโจด ( E.9 ) อ.มัญจาคีรี 10.50 10.53 87.4 มาก เพิ่มขึ้น
ชี มหาสารคาม E'91 อ.โกสุมพิสัย 11.70 10.06 76.4 มาก เพิ่มขึ้น
ชี ยโสธร แนวสะพาน ( E.20A ) อ.มหาชนะชัย 9.50 10.12 121.0 ท่วม ลดลง
ลำน้ำพอง ขอนแก่น ท้ายเขื่อนอุบลรีตน์(E.22B) อ.น้ำพอง 9.90 8.35 70.1 มาก ลดลง
น้ำเลย เลย บ้านฟากเลย(Kh.58A) อ.เมือง 8.00 6.73 73.9 มาก เพิ่มขึ้น
โขง หนองคาย วัดลำดวน(Kh.1) อ.เมือง 13.00 10.75 NA มาก เพิ่มขึ้น
โขง นครพนม บ้านท่าควาย(Kh.16B) อ.เมือง 13.00 9.70 NA มาก เพิ่มขึ้น
มูล บุรีรัมย์ บ้านสตึก ( M.6A ) อ.สตึก 5.40 5.03 83.4 มาก ลดลง
มูล อุบลราชธานี สะพานเสรีประชาธิปไตย ( M.7 ) อ.เมือง 7.00 6.53 86.35 มาก เพิ่มขึ้น
ตะกั่วป่า พังงา บ้านรมณีย์ (X.188 ) อ.กะปง 24.88 22.30 NA มาก ลดลง

การดำเนินการตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. แจ้งเตือนผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด

ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 14-18 กันยายน 2553 เนื่องจากร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกแจ้งเตือนให้เกษตรกรเตรียมการรับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา หรือที่ลุ่มใกล้ทางน้ำไหลของ อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้

2. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ได้เตรียมการไว้ จำนวน 1,200 เครื่อง สนับสนุนแล้วจำนวน 822 เครื่อง (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 240 เครื่อง) ในพื้นที่ 61 จังหวัด(เพิ่มขึ้น 9 จังหวัด) ดังนี้

3. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 76,340 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 49,340 กิโลกรัม) แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 160 ชุด (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 136 ชุด) และดูแลสุขภาพสัตว์ 39,437 ตัว(เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 33,546 ตัว) ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด น่าน เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมด้านเสบียงสัตว์ไว้ล่วงหน้า โดยการผลิตทั้งหญ้าแห้ง หญ้าสด และหญ้าหมักไว้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ /สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จำนวน 29 ศูนย์/สถานีสามารถบริการช่วยเหลือราษฎรได้ทันที จำนวน 8,835 ตัน และในพื้นที่ที่มีการเกิดภัยแล้ง/อุทกภัยซ้ำซากก็สนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตร ให้เกษตรกรผลิตเสบียงสัตว์สำรองไว้ใช้เองในยามขาดแคลน มีเป้าหมายสนับสนุนเกษตรกร 3,140 ราย ผลิตเสบียงสัตว์ทั้งสิ้น 6,280 ตัน นอกจากนี้ยังส่งเสริม กลุ่มเกษตรกร(กลุ่มนาหญ้า) จำนวน 170 กลุ่ม ผลิตเสบียงสัตว์ไว้จำหน่ายให้เพียงพอ ต่อความต้องการของเกษตรกรอีกด้วย

ผลกระทบด้านการเกษตร

อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 1 สิงหาคม - 15 กันยายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ย. 2553) ประสบภัยด้านการเกษตร 50 จังหวัด ได้แก่

ภาค ด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์
เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร สัตว์ได้รับผลกระทบ แปลงหญ้า
ราย ไร่ ราย ไร่ ตรม. ราย ตัว ไร่
เหนือ 83,216 765,666 8,666 7,697 668 23,533 979,356 30.75
ต.อ.เฉียงเหนือ 115,070 831,153 11,009 10,541 1,639 1,439 80,676 -
กลาง 18,268 293,714 124 148 3,225 1,111 31,292 38.00
ตะวันออก 2,915 42,548 143 361 - - - -
ใต้ 15 17 - - - - - -
รวม 219,484 1,933,098 19,942 18,747 5,532 26,083 1,088,903 68.75

การดำเนินการ

อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


แต่งตั้ง


41. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเสนอแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม ในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตามมาตรา 17 (5) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 แทนนายอาศิส พิทักษ์คุมพล ที่ลาออก ตามที่คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้สรรหาและเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายสุธี เธียรกัลยา รองอธิบดีกรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพกรมที่ดิน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 7 ราย ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดวาระแล้ว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ดังนี้ 1.นายสวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 2. นายสมชาติ โสภณรณฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 3. นายกฤษณพงศ์ กีรติกร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 4. หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 5. นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 6. นางสาวพวงเพชร สารคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 7. นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์

4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายนนทิวรรธน์ นนทภักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

5. การรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 3 ตุลาคม 2553 ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

6. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคุณสมบัติของบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 1 ราย คือ นายสรวิศ ขุนจันทร์ ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย

7. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

  1. นายสถาพร วงษ์เจริญ รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหารระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  2. นายอภิชัย มงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมสุขภาพจิต
  3. นายสมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
  4. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
  5. นายพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้ง นางสาวเสาวณี มุสิแดง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี