สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
7 กันยายน 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 7 กันยายน 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารศุกูกและรองรับการออกตราสาร ศุกูกในรูปแบบใบทรัสต์)

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางสำหรับชดเชยค่าปฏิบัติการฉุกเฉินที่สูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับจัดสรร ปี 2552 - 2553
  2. เรื่อง แผนแม่บทการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  3. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประจำปี พ.ศ. 2551
  4. เรื่อง การลักลอบตัดไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก
  5. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับงบประมาณ และขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับดำเนินโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  6. เรื่อง โครงการสินเชื่อสำหรับการจัดซื้อรถตัดอ้อยเพื่อแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้และการขาดแคลนแรงงาน
  7. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2529 เกี่ยวกับเงินผลกำไรที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับอันเนื่องมาจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา
  8. เรื่อง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเรียกร้องขอปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบ
  9. เรื่อง ขออนุมัติผ่อนผันการก่อหนี้ผูกพันการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 8 ก่อนได้รับอนุมัติเงินประจำงวด
  10. เรื่อง รายงานผลตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของประเทศไทย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2552

สังคม

  1. เรื่อง โครงการจัดหาอุปกรณ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และอาคารปฏิบัติงานที่ถูกทำลายจากภาวะวิกฤตเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง(ทดแทน)
  2. เรื่อง การขยายระยะเวลาของมาตรการระงับการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553
  3. เรื่อง โครงการฟอนต์มาตรฐานราชการไทย
  4. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2553
  5. เรื่อง การรักษาระบบคุณธรรม
  6. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ร่างกรอบการเจรจาเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - พม่า ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้
  2. เรื่อง รายงานผลการประชุมเขตแดนร่วมไทย - พม่า อย่างไม่เป็นทางการ ณ เมืองเมียวดี ประเทศสหภาพพม่า
  3. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย
  4. เรื่อง สรุปการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีจีน-อาเซียน ด้านการศึกษา ครั้งที่ 1
  5. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
  6. เรื่อง ร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
  7. เรื่อง การขออนุมัติเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำและต่ออายุพิธีสารความตกลงโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา (วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล) และผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฝ่ายไทย
  8. เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับรองประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือระหว่างประเทศไทยกับประเทศยูเครน
  9. เรื่อง การจัดทำความร่วมมือกับ Canadian Nuclear Safety Commission แห่งประเทศแคนาดา
  10. เรื่อง การต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักพลังงานปรมาณู กระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อความร่วมมือด้านพลังงานปรมาณู

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ และดัชนีภาวะธุรกิจส่งออกเดือนกรกฎาคม 2553
  2. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2553)
  3. เรื่อง สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสอง ปี 2553
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 29
  5. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 204 รายการ และบริการ 20 รายการ ประจำเดือนกันยายน 2553
  6. เรื่อง สรุปรายงานสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนสิงหาคม 2553

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    2. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางประกันภัยพืชผลอันเนื่องมากจากภัยธรรมชาติ
    3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    4. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)
    5. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง
    6. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)
    7. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป และเมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติดำเนินการตามความเห็นสำนักงาน ก.พ.ต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอตามรายงานของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติว่า มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ผู้ซึ่งได้รับใบรับรองเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ (พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ) จากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานภายใน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเพื่อขอรับใบอนุญาตจากสำนักงาน เมื่อได้แจ้งแล้วให้ถือว่านั้นเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าสำนักงานจะมีคำสั่งไม่อนุญาต หรือใบรับรองนั้นสิ้นอายุ แต่โดยที่ใบอนุญาตของผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานมีอายุ 3 ปี ซึ่งหากใบรับรองสิ้นอายุประมาณปลายปี 2554 ตามบทเฉพาะกาลแล้วผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 27 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานตามมาตรา 34 (1) และ (2) ที่กำหนดให้ต้องเป็นบริษัทโดยมีทุนจดทะเบียนซึ่ง ชำระแล้ว ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และต้องให้มีห้องปฏิบัติการที่มีขีดความสามารถและคุณสมบัติตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดนั้น ทำให้หน่วยงานที่ให้บริการด้านการตรวจสอบรับรองที่เป็นมิติบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะมาขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานได้จึงทำให้มีผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานไม่เพียงพอที่จะ ให้บริการแก่ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้า จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า "บริษัท" ตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ร่างมาตรา 3 ยกเลิกมาตรา 3 )
  2. กำหนดให้แก้ไขบทนิยามคำว่า "ผู้อำนวยการ" เป็น "เลขาธิการ" ในพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ทุกแห่ง (ร่างมาตรา 4 และร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3)
  3. กำหนดให้เพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 2 คน คือ อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร และอธิบดีกรมหม่อนไหม (ร่างมาตรา 6 วรรคแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 วรรคแรก)
  4. กำหนดให้กรรมการวิชาการอาจแต่งตั้งจากผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือผู้แทนหน่วยงานของเอกชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรฐานตามประเภท หรือกลุ่มของสินค้าเกษตรที่ได้รับแต่งตั้ง (ร่างมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 17 วรรคสามและวรรคสี่)
  5. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย และตัดความใน (2) ที่กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีห้องปฏิบัติการที่มีขีดความสามารถออก เนื่องจากผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานบางประเภทไม่จำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการ (ร่างมาตรา 8 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34 (1) และยกเลิกมาตรา 34 (2) )

2. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. .... ตามที่ประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอว่า

  1. โดยที่สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุทางถนน มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงและก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จำเป็นต้องมีการดำเนินการเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ครอบคลุมทุกพื้นที่และ มีความต่อเนื่อง
  2. ประกอบกับการดำเนินการของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรี นั้น อาจขาดความต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลมีผลให้ต้องมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนและแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนขึ้นใหม่ คณะกรรมการฯ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนดังกล่าว เพื่อกำหนดโครงสร้างในการบริหารจัดการการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ให้ความเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. .... แล้ว และเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป
  3. ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนมีเสถียรภาพอย่างเป็นรูปธรรม จึงเห็นควรวางระเบียบเพื่อกำหนดหน้าที่และองค์กรรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการ รวมทั้งการปฏิบัติการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลครอบคลุม ทุกพื้นที่ เพื่อลดความสูญเสียชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนน

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า "ก. นปถ." ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ โดยมีรองประธานกรรมการ 5 คน กรรมการจากส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 14 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 2 คน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ (ร่างข้อ 4)
  2. กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก. นปถ. วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์ประชุมของ ก.นปถ. โดยให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 5 - ร่างข้อ 8)
  3. กำหนดให้มีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เรียกโดยย่อว่า "ศปถ." มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และให้มีคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความ ปลอดภัยทางถนน เรียกโดยย่อว่า "ก.ศปถ." ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ โดยมีรองประธานกรรมการ 5 คน กรรมการจากส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 27 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 5 คน โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ศปถ. ให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 9 - ร่างข้อ 10)
  4. ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และให้สำนักบูรณาการสาธารณภัย อุบัติภัย และความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รับผิดชอบในการปฏิบัติงานของสำนักงานเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเลขานุการฯ ให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 11 - ร่างข้อ 12)
  5. ให้จังหวัดหนึ่งมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด เรียกโดยบย่อว่า "ศปถ.จ." มี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด และให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นสำนักงานเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด เรียกโดยย่อว่า "ก.ศปถ.จ." ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ มีรองประธานกรรมการ 3 คน และให้มีผู้แทนของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัด ผู้แทนภาคประชาสังคมหรือภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยมีหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจงหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ศปถ.จ. ให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 13 - ร่างข้อ 14)
  6. ให้อำเภอหนึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ เรียกโดยย่อว่า "ศปถ.อ." มีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ และให้มีคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ เรียกโดยย่อว่า "ก.ศปถ.อ." ประกอบด้วย นายอำเภอ เป็นประธานกรรมการ โดยมีหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรในเขตพื้นที่ เป็นรองประธานกรรมการ และให้มีรองผู้กำกับการหรือสารวัตรหรือรองสารวัตรที่รับผิดชอบงานจราจร เป็นกรรมการ ผู้แทนของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอ ผู้แทน ภาคประชาสังคมหรือภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาในอำเภอ 1 คน เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ ก.ศปถ.อ. ให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 15 - ร่างข้อ 16)
  7. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกโดยย่อว่า "ศปถ.อปท." มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้มีคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เรียกโดยย่อว่า "ก.ศปถ.อปท." ประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หัวหน้าส่วนราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ผู้แทนภาคประชาสังคมและหรือภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยมีปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ศปถ.อปท. ให้เป็น ไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 17 - ร่างข้อ 18)
  8. ให้กรุงเทพมหานครมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร เรียกโดยย่อว่า "ศปถ.กทม." มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร และให้แต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร เรียกโดยย่อว่า "ก.ศปถ.กทม." ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกรรมการ โดยมีรองประธานกรรมการ 2 คน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ผู้แทนของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในเขตกรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยมีผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ศปถ.กทม. ให้เป็นไปตามที่กำหนด (ร่างข้อ 19 - ร่างข้อ 20)
  9. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรง คุณวุฒิ และการประชุมของ ก.ศปถ. ก.ศปถ.จ. ก.ศปถ.อ. ก.ศปถ.อปท. ก.ศปถ.กทม. และคณะอนุกรรมการ และให้มี การประชุม ก.ศปถ. อย่างน้อยปีละสี่ครั้ง (ร่างข้อ 21)
  10. กำหนดให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด และกรุงเทพมหานครปฏิบัติให้เป็นไปตามแผน เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนแล้ว (ร่างข้อ 22)
  11. กำหนดให้กรรมการและอนุกรรมการใน ก.นปถ. และ ก.ศปถ. เบิกค่าใช้จ่ายได้ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมของกรรมการและอนุกรรมการใน ก.ศปถ.จ. ก.ศปถ.อ. ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการและระเบียบที่เกี่ยวข้องของหน่วยงาน (ร่างข้อ 23)
  12. ให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มี ศปถ.อปท. และ ศปถ.กทม. ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมของกรรมการและอนุกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการและระเบียบที่เกี่ยวข้องของหน่วยงาน (ร่างข้อ 24)

3. เรื่อง ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับ ข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองการกำหนดเครื่องแบบพิเศษของส่วนราชการ ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และเห็นชอบตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่เห็นว่าหากเป็นกรณีที่ส่วนราชการที่กำหนดรูปดาวเป็นเครื่องหมายแสดงระดับไว้แล้วเห็นควรให้คงตามเดิม ส่วนกรณีที่ส่วนราชการจะกำหนดเครื่องหมายดาวขึ้นใหม่เห็นควรให้ใช้เครื่องหมายอื่นแทน โดยไม่สมควรที่จะกำหนดรูปดาวเป็นเครื่องหมายแสดงระดับของข้าราชการฝ่ายพลเรือน และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้แจ้งเวียนให้ ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบและถือปฏิบัติตามข้อสังเกตดังกล่าวต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงยุติธรรมเสนอว่า

  1. ได้มีกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 เพื่อให้ข้าราชการสำนักงาน ปปง. ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแต่งในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและแนวทางในการปรับปรุงเครื่องแบบพิเศษ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และ ให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ
  2. เพื่อให้เครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงาน ปปง. สอดคล้องตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง และการจัดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเข้าประเภทตำแหน่ง สายงาน และระดับตำแหน่งตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง

จึงได้เสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี

แก้ไขเพิ่มเติมกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 ข้อ 14 เกี่ยวกับเครื่องหมายแสดงระดับและส่วนประกอบบนอินทรธนูของเครื่องแบบพิเศษข้าราชการสำนักงาน ปปง. ดังนี้

  1. กำหนดให้ข้าราชการตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ และประเภททั่วไป ระดับอาวุโส อยู่ในกลุ่มประเภทตำแหน่งในการแบ่งชั้นเดียวกัน (ร่างข้อ 2 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 14 (3) เดิม))
  2. กำหนดให้ข้าราชการตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ ประเภทบริหาร ระดับต้น ประเภทอำนวยการ ระดับสูง ประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ประเภททั่วไป ระดับทักษะพิเศษ ประเภทอำนวยการ ระดับต้น ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ประเภททั่วไป ระดับอาวุโส และประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ ประดับเครื่องหมายมีแถบดิ้นทองตรึงตามยาวด้านบนอินทรธนู บนแผ่นอินทรธนูประดับด้วยรูปเครื่องหมายหยดน้ำอยู่บนปีนนก เบื้องบนเปล่งรัศมีทำด้วยโลหะสีทอง เหนือช่อชัยพฤกษ์ขึ้นไปมีรูปดาว 8 แฉก (ร่างข้อ 2 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 14 (1) - (4) (เดิม))

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการ ต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า

  1. ปัจจุบันมีการผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วย ประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหามลพิษในอากาศจากเครื่องยนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชน กิจการอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นว่า มาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องเข้มงวดเทียบเท่าหรือ ใกล้เคียงกับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วในอดีตและสอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งอย่างยั่งยืนและเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานสากลที่มีการบังคับใช้ใน ต่างประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันและลดปัญหามลพิษในอากาศจากเครื่องยนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนได้ ตลอดจนเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าในตลาดโลก
  2. คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้พิจารณาเห็นสมควรกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง เฉพาะด้านความปลอดภัย : สารพิษจากเครื่องยนต์ ระดับที่ 1 มาตรฐานเลขที่ มอก. 2320 - 2552
  3. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนของกลุ่ม ผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2548 ปรากฏว่าไม่มีผู้แสดงความคิดเห็นภายในกำหนดเวลา

จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. กำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยเจ็ดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เลขที่ มอก. 2320 - 2552 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4092 (พ.ศ. 2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง ยกเลิกและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง เฉพาะด้านความปลอดภัย : สารมลพิษจากเครื่องยนต์ ระดับที่ 1 ลงวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (ร่างมาตรา 3)

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารศุกูกและรองรับการออกตราสารศุกูกในรูปแบบใบทรัสต์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารศุกูกและรองรับการออกตราสารศุกูกในรูปแบบใบทรัสต์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. ปัจจุบันตราสารสำหรับการลงทุนตามหลักศาสนาอิสลามมีอัตราการขยายตัวมากขึ้น การพัฒนา ตราสารศุกูกในประเทศจะช่วยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ระดมทุน และช่วยขยายฐานผู้ลงทุนไปยังกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่กองทุนรวมอิสลามซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน และยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทยที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ได้มีมติให้ความเห็นชอบ ซึ่งได้มีการบรรจุการพัฒนาตราสารศุกูก (Sukuk) เพื่อรองรับการระดมทุนที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
  2. เนื่องจากกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ รวมถึงการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารศุกูก และรองรับการออกตราสารศุกูกในรูปแบบใบทรัสต์ การแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว จึงเป็นการขยายขอบเขตของใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องตราสารแห่งหนี้ให้รวมถึงตราสารศุกูก และขยายขอบเขตใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ที่ เกี่ยวกับการเป็นนายหน้า ค้า และจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนให้รวมถึงใบทรัสต์ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาตราสารศุกูกให้เป็น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทใหม่ในประเทศไทย และเป็นการสนับสนุนให้มีการซื้อขายทรัสต์ ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการ เข้าถึงผู้ลงทุนได้มากขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. แก้ไขเพิ่มเติมในข้อ 2 ของกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับบทนิยามของคำว่า "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ แบบ ข" "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ แบบ ค" "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ แบบ ง" เพื่อขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ของใบอนุญาตประเภท ที่กล่าวให้รวมถึงตราสารศุกูกและใบทรัสต์ (ร่างข้อ 1)
  2. เพิ่มเติมข้อกำหนดเพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการค้าหลักทรัพย์ และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2536) หรือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ หรือการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน สามารถประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารศุกูก หรือใบทรัสต์ได้ และผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ แบบ ข แบบ ค และแบบ ง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ พ.ศ. 2551 ที่ได้รับอยู่ก่อน วันที่ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ สามารถประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารศุกูก หรือ ใบทรัสต์ได้ (ร่างข้อ 2)

เศรษฐกิจ


6. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางสำหรับชดเชยค่าปฏิบัติการฉุกเฉินที่สูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับจัดสรร ปี 2552 - 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับ ชดเชยการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินตามผลการปฏิบัติงานที่ดำเนินการได้สูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และ 2553 ตามเหตุผลความจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่เนื่องจากในชั้นนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบ ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องและเหมาะสมตามจริงได้ จึงเห็นควรให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจัดทำรายละเอียดการใช้จ่ายตามเกณฑ์ แล้วขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามความ เห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน รายงานว่า

1. สถิติสาธารณสุขของประเทศไทยในปี 2551

สถิติสาธารณสุขของไทยในปี 2551 พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ การได้รับพิษ ถูกทำร้าย คิดเป็นอัตราร้อยละ 66.1 ต่อประชากรแสนคน และการเสียชีวิตจากโรคระบบไหลเวียนเลือดคิดเป็นอัตราร้อยละ 56.0 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในลำดับ 2 และลำดับ 4 ของอัตราการเสียชีวิต ทั้งหมด และข้อมูลการใช้บริการห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤตและเร่งด่วนที่ จำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิต อวัยวะ หรือการทำงานของระบบอวัยวะสำคัญที่จำเป็นต่อสุขภาพและ การดำรงชีวิต จำนวนประมาณปีละ 4 ล้านครั้ง ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยฉุกเฉินเสียชีวิตนอกโรงพยาบาล จำนวนประมาณ 60,000 คน ทั้งนี้ หากมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินดังกล่าวได้ถึงประมาณร้อยละ 15 - 20 หรือจำนวนประมาณปีละ 9,000 - 12,000 คน โดยมีสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินในประเทศไทยยังมีอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินสูงเพราะว่าไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องและทันเวลา เนื่องจากระบบการแพทย์ฉุกเฉินยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้ครอบคลุมทุกพื้นที่

2. แนวโน้มการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ในปี 2553

สถิติการออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี 2546 - 2551 มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่าง ก้าวกระโดด คือ ในปี 2546 มีการปฏิบัติการฉุกเฉิน จำนวน 7,736 ครั้ง ปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 64,996 ครั้ง คิดเป็น 8.4 เท่าของปี 2546 ในระหว่างปี 2548 - 2551 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และปี 2552 มีการปฏิบัติการฉุกเฉิน จำนวน 1,063,062 ครั้ง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 25 - 30 ต่อปี ดังนั้น ในปี 2553 จึงประมาณการปฏิบัติการฉุกเฉินได้ จำนวน 1,331,585 ครั้ง

3. งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ

ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 - 2551 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ได้รับ จำนวน 450.00 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 - 2549 ลดลงเหลือ จำนวน 276.00 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มแรกจึงมีการปฏิบัติการฉุกเฉินจำนวนน้อย แต่หลังจากนั้นก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ได้รับ จำนวน 460.00 ล้านบาท และ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ได้รับ 557.72 ล้านบาท

ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้มีการจัดตั้งสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป.สช.) ได้เสนออัตราเหมาจ่ายรายหัว สำหรับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีบริการการแพทย์ฉุกเฉินรวมอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ด้วย ในเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยสำนักงบประมาณ (สงป.) ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีว่า ในองค์ประกอบของอัตราเหมาจ่ายรายหัวสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ได้กำหนดให้มีค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนอกหน่วยบริการ จำนวน 15.00 บาทต่อประชากร รวมอยู่ด้วย โดยการบริหารจัดการต้องอยู่ในความรับผิดชอบของ สพฉ. ตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ดังนั้น งบประมาณสำหรับบริการการแพทย์ฉุกเฉินในอัตรา 15.00 บาท ต่อประชากร สำหรับประชากรในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำนวน 47.026 ล้านคน วงเงิน 705.39 ล้านบาท จึงควรโอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของ สพฉ. เพื่อบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อจาก สป.สช. แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 สพฉ. ได้รับ งบประมาณ จำนวน 502.50 ล้านบาท จำแนกเป็น 2 รายการ คือ

ซึ่งงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรนี้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานของ สพฉ.

สพฉ. จึงขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติม ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเพิ่มเป้าหมายการจัดบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน จาก จำนวน 700,000 ครั้ง เป็น จำนวน 900,000 ครั้ง วงเงิน 82.25 ล้านบาท และ จากการรายงาน ผลการปฏิบัติงานปรากฏว่า มีการปฏิบัติการฉุกเฉินถึง จำนวน 1,063,062 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณ จำนวน 163,062 ครั้ง

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สพฉ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 444.97 ล้านบาท จำแนกเป็น 2 รายการ คือ

สพฉ. จึงได้เสนอของบกลางเพิ่มเติม จำนวน 133.13 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 44,824,800 บาท เพื่อเป็น ค่าตอบแทนบุคลากรในการปฏิบัติงานรับแจ้งเหตุและสั่งการในชุดปฏิบัติการออกช่วยเหลือในอัตราตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนผู้ปฏิบัติงานนอกเวลา พ.ศ. 2550 ตามความเห็นของ สงป. โดยให้สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใช้เงินบำรุงของกระทรวงสาธารณสุขเป็นค่าตอบแทนในส่วนที่ยังขาดอยู่

จากรายงานผลการปฏิบัติการฉุกเฉิน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ปรากฏว่า มีการปฏิบัติการฉุกเฉิน จำนวน 593,684 ครั้ง และเมื่อปรับข้อมูลการประมาณการการปฏิบัติการฉุกเฉินของปีนี้แล้ว คิดเป็นจำนวน 1,331,585 ครั้ง สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 631,585 ครั้ง (เป้าหมาย จำนวน 700,000 ครั้ง) ดังนั้น การปฏิบัติการฉุกเฉินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 - 2553 จะสูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ รวมจำนวน ทั้งสิ้น 794,647 ครั้ง

4. สถานการณ์การเงินของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน

สถานการณ์การเงินของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน ณ เดือนเมษายน 2553 มีงบประมาณที่จะ จ่ายค่าชดเชยค่าปฏิบัติการฉุกเฉินคงเหลือ จำนวน 114 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอในการโอนจัดสรรให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินในงวดที่ 3 (เดือนเมษายน - มิถุนายน 2553) ที่จะต้องใช้จ่าย จำนวน 135 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของหน่วยปฏิบัติการในการออกช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน สพฉ. จึงจำเป็นต้องปรับแผนการจัดสรรให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยแบ่งงวดและโอนจัดสรรเงินสำหรับปฏิบัติการฉุกเฉินไปพลางก่อน 2 เดือน (เดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553) จำนวน 90 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้กองทุนการแพทย์ฉุกเฉินมีเงินคงเหลือเพียง จำนวน 24 ล้านบาท

ดังนั้น สพฉ. จึงมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบกลางของประเทศเพิ่มเติม เพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายในการชดเชยค่าปฏิบัติการฉุกเฉินที่สูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. 2552 - 2553 ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณในการโอนจัดสรรให้หน่วยปฏิบัติการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2553

5. ในการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 มีมติเห็นชอบและมอบให้ สพฉ. ขอรับการสนับสนุนงบกลางสำหรับชดเชยค่าปฏิบัติการฉุกเฉินที่สูงกว่าเป้าหมายที่ได้รับจัดสรรในปี งบประมาณ พ.ศ. 2552 - 2553 จำนวน 794,647 ครั้ง วงเงินทั้งสิ้น 417,189,675 บาท จำแนกเป็น


7. เรื่อง แผนแม่บทการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามแนวทางแผนแม่บทการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

  1. แนวทางการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยึดหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลักการจัดการอุทยานแห่งชาติ และหลักการดำเนินงานทางสถาปัตยกรรม โดยสอดคล้องกับการคุ้มครอง ป้องกัน ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมความงามทางธรรมชาติ และสนับสนุนการจัดการอุทยานแห่งชาติ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาค้นคว้าวิจัยทางธรรมชาติและการท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ โดยสร้างในพื้นที่เดิมอย่างเป็นหมวดหมู่ สอดคล้อง สัมพันธ์ เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์และกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติง่ายต่อการถูกทำลายทั้งจากสิ่งก่อสร้างหรือจากการใช้ประโยชน์ มีการจัดระบบถนนให้สอดคล้องและลดการใช้รถยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบ ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ รวม ลานจอดรถ ร้านค้า บ้านพักแรม ถนน ทางเดิน การคมนาคม การจัดสาธารณูปโภค การกำจัดขยะ การผลิตสื่อและซ่อมบำรุง
  2. แนวทางการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทอาคารต้องให้เหมาะสมสอดคล้องซึ่งกันและกัน และสอดคล้องกับเขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  3. แนวทางการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคมนาคม ประกอบด้วยการจัดเส้นทางคมนาคมและการจัดการด้านยานพาหนะ โดยยึดหลักให้มีการใช้ยานพาหนะน้อยที่สุด ถนนกว้างไม่เกิน 6 เมตร ไหล่ทางกว้างไม่เกินข้างละ 1 เมตร ร่องระบายน้ำกว้างไม่เกิน 80 เซนติเมตร ยานพาหนะจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความสูง ไม่เกิน 3.50 เมตร จัดรถสาธารณะและสถานที่จอดรถไว้บริการนักท่องเที่ยว บริเวณทางเข้าทั้ง 2 ด่าน และใช้มาตรการ ทางการเงินในการควบคุมปริมาณรถเข้าไปในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  4. แนวทางการจัดการด้านสาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และระบบไฟฟ้าให้ แสงสว่าง ดำเนินการให้ได้มาตรฐานและง่ายต่อการจัดการและการดูแลรักษา มีระบบป้องกันการเกิดไฟฟ้าช็อตสัตว์ พัฒนาทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เช่น จากพลังน้ำ พลังแสงอาทิตย์ เป็นต้น
  5. แนวทางการจัดการด้านการกำจัดขยะจัดการให้ได้มาตรฐานทั้งระบบ มีการป้องกัน การรื้อค้นขยะจากสัตว์ป่า นำขยะที่เกิดออกนอกพื้นที่ทั้งหมดและนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluters pay principle) และการระวังไว้ก่อน (Precautionary principle) มาใช้
  6. แนวทางการจัดการด้านการผลิตสื่อและซ่อมบำรุงจัดสถานที่ผลิตสื่อและหน่วยซ่อมบำรุงหลักไว้ที่เชิงเขาบริเวณหัวฝายใกล้ด่านศาลเจ้าพ่ออำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุพืช โดยกรมป่าไม้ในขณะนั้นได้คัดเลือกอาคารที่สมควรเก็บรักษาไว้เพื่อให้ผู้ซึ่งมีความสนใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อาศัยพักแรมระหว่างไปศึกษา ค้นคว้าหรือวิจัย ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมป่าไม้ และใช้ค่ายเยาวชนและบ้านพักวิทยากรเพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาการและการศึกษาในการ พักค้างแรมบนเขาใหญ่
  2. ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการตั้งอยู่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมสวัสดิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา และ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกองทัพอากาศและกองบัญชาการกองทัพไทยอยู่ในพื้นที่ที่เพิกถอนจากอุทยานแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 มีกลุ่มอาคารส่วนที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 16 กลุ่มอาคาร รวม 182 หลัง
  3. อาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่บนเขาใหญ่เป็นอาคารและสิ่งก่อสร้างที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อปี 2534 และ 2535 ให้กรมป่าไม้คัดเลือกไว้ให้ผู้สนใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้พักแรมระหว่างไปศึกษา ค้นคว้าหรือวิจัย รวมทั้งใช้ประโยชน์ทางด้านวิชาการและการศึกษา ซึ่งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีผังบริเวณไม่เหมาะสมต่อการจัดการอุทยานแห่งชาติ ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 และวันที่ 12 กันยายน 2535 ให้เป็นอาคารที่สมควรเก็บรักษาไว้และจะทำการสร้างทดแทนที่เดิม ประกอบกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves) และเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ามรดกโลก ดงพญาเย็น - เขาใหญ่ โดยที่แผนแม่บทการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีการปรับเปลี่ยนผังการใช้ประโยชน์ใหม่ ดังนั้น เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงจำเป็นต้องทำแผนแม่บทการพัฒนาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ขึ้น

8. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประจำปี พ.ศ. 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบให้นำรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ประจำปี พ.ศ. 2551 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา และให้สำนักงาน ปปง. รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. รายงานผลการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ปปง.

2. ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน


9. เรื่อง การลักลอบตัดไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบความก้าวหน้าของผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันการบุกรุกทำลายป่า ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

  1. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) พิจารณาดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนร่วม หรือรู้เห็น หรือเป็นตัวการในการกระทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยให้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีออกนอกพื้นที่ และกำชับ เจ้าหน้าที่ในสังกัดมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดเกี่ยวกับการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าอย่างเด็ดขาด
  2. ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดกำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมิให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เข้มงวดกวดขันและเร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
  3. ให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรกำชับเจ้าหน้าที่ให้สนับสนุน ส่งเสริมเฉพาะพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ สิทธิครอบครองและพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (9 มีนาคม 2553 และ 13 กรกฎาคม 2553) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดตามและ ขยายผลการตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทุกป่าในท้องที่อำเภอชาติตระการ อำเภอนครไทย และอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ทส.จึงขอรายงานผลความก้าวหน้าของ การดำเนินการดังกล่าว ดังนี้

2. เนื่องจากการกระทำผิดที่ตรวจพบดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่มีนายทุนผู้มีอิทธิพล และบางคดีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนรู้เห็น สนับสนุนหรือเป็นตัวการเสียเอง ส่วนใหญ่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวน สอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดี ซึ่งอาจทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นหรืออาจมีการช่วยเหลือผู้กระทำผิดมิให้ต้องรับโทษตามกฎหมาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานระหว่าง เจ้าหน้าที่ในอนาคต ทส.ได้พิจารณาแล้วเพื่อให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทส. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว


10. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับงบประมาณ และขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับดำเนินโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพื่อดำเนินโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากร ในส่วนของการผลิตแพทย์ ตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  2. สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับดำเนินโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากร ในส่วนของการผลิตแพทย์ ตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เฉพาะในส่วนของการดำเนินการผลิตแพทย์ ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 482 คน เป็นงบอุดหนุนเพื่อการผลิตแพทย์เป็นเงินจำนวน 48,200,000 บาท

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่า

  1. ได้ดำเนินการรับนักศึกษาแพทย์เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2553 จำนวน 482 คน ตามโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรตามแผนการผลิตแพทย์ โครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามแผนการผลิตแพทย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ซึ่งได้ดำเนินการตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัยและไม่สามารถชะลอการรับนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในปีการศึกษา 2553 ได้ ประกอบกับระยะเวลาที่ต้องเปิดภาคการศึกษาและโอกาสทางการศึกษา จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นงบอุดหนุนเพื่อการผลิตแพทย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นเงินจำนวน 48,200,000 บาท
  2. ได้ส่งเรื่องการดำเนินโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการผลิตแพทย์ จำนวน 482 คน ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับนักศึกษแพทย์ จำนวน 482 คน เข้ารับการศึกษาตามโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 แล้ว เป็นการ ก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วจึงขอทำความตกลงกับ สงป. อีกครั้งหนึ่ง
  3. เนื่องจากขณะนี้ มหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือในการผลิตแพทย์ได้เปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2553 แล้ว และเพื่อให้สามารถดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นงบอุดหนุนเพื่อการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน 2553 สธ.จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว

11. เรื่อง โครงการสินเชื่อสำหรับการจัดซื้อรถตัดอ้อยเพื่อแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้และการขาดแคลนแรงงาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามโครงการสินเชื่อสำหรับการจัดซื้อรถตัดอ้อยเพื่อแก้ไขปัญหาอ้อย ไฟไหม้และการขาดแคลนแรงงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และอนุมัติเงินงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยส่วนต่างให้ ธ.ก.ส. ในการดำเนินการตามโครงการฯ วงเงินประมาณ 288.75 ล้านบาท โดยให้มีการชดเชยแก่ ธ.ก.ส. เป็นปี ๆ ไป ตามข้อเท็จจริง

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (20 ตุลาคม 2552) ให้ กค. รับไปประสาน ธ.ก.ส. เพื่อพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่จะมาขอกู้ และดำเนินการให้ ถูกต้องตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรต่อไป ซึ่ง กค. ได้ประสาน ธ.ก.ส. แล้ว และ ในการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ครั้งที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อตามโครงการฯ ดังนี้

  1. ให้การสนับสนุนสินเชื่อโครงการฯ ปีละ 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท
  2. ให้เงินกู้ตามโครงการฯ แก่ชาวไร่อ้อย กลุ่มชาวไร่อ้อย สหกรณ์ชาวไร่อ้อยหรือโรงงานน้ำตาล และ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) เพื่อจัดซื้อรถตัดอ้อยต่อรายหรือต่อกลุ่ม ภายในวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี นับแต่วันกู้
  3. กำหนดอัตราดอกเบี้ยโครงการฯ เท่ากับโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ระยะที่ 2 คือ MRR-2.00 ต่อปี โดยเรียกเก็บจากผู้กู้ในอัตราร้อยละ 2.00 ต่อปี รัฐบาลเป็นผู้รับภาระชดเชยดอกเบี้ยส่วนต่างร้อยละ 2.75 ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยตามโครงการที่ MRR-2.00 ต่อปี ซึ่งปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.75 ต่อปี หักด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากผู้กู้ร้อยละ 2.00 ต่อปี เท่ากับ 2.75 ต่อปี) รวมเป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยส่วนต่างตลอดระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการฯ ทั้งสิ้นประมาณ 288.75 ล้านบาท
  4. ผ่อนผันหลักเกณฑ์การดำเนินงานสินเชื่อตามโครงการฯ โดยแยกวงเงินกู้ตามโครงการฯ ออกจากวงเงินกู้ปกติของผู้กู้แต่ละราย
  5. ให้โรงงานน้ำตาลเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามโครงการฯ ของผู้กู้ทุกราย กรณีที่โรงงานน้ำตาลเป็นผู้กู้เงินตามโครงการฯ ต้องจัดให้มีกรรมการของโรงงานน้ำตาลและหรือบุคคลที่ ธ.ก.ส. พิจารณาเห็นสมควรเป็นผู้ค้ำประกัน อย่างน้อย 2 คน

12. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2529 เกี่ยวกับเงินผลกำไรที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับอันเนื่องมาจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลังนำส่งเงินผลกำไรที่ได้จากธนาคารพาณิชย์เนื่องจากการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

  1. จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเงินผลกำไรที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับอันเนื่องมาจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โอนเงินให้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 จำนวน391,842,000 บาท ต่อมามีเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 971,486,333.78 บาท และตั้งแต่ปี 2539-2538 โดยมีการ จ่ายเงินให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 62,506,000 บาท และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 843,473,671.82 บาท และมียอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2538 จำนวน 65,506,661.98 บาท และตั้งแต่นั้นมาบัญชีเงินดังกล่าวไม่มีการเคลื่อนไหว
  2. ณ วันที่ 15 กันยายน 2552 บัญชีเงินผลกำไรฯ มีจำนวนทั้งสิ้น 102,085,542.56 บาท
  3. กค.พิจารณาเงินผลกำไรฯ แล้วเห็นสมควรนำส่งเงินผลกำไรฯ จำนวน 102,085,542.56 บาท พร้อม ดอกเบี้ย (ถ้ามี) เข้าเป็นรายได้แผ่นดิน โดยมีเหตุผล ดังนี้
    • 3.1 การลดค่าเงินบาทภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2527 โดยเปลี่ยนจากการผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินสกุลอื่นเป็นผูกค่าเงินบาทไว้กับตะกร้าเงิน มีผลให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรจากการปรับระบบการเปลี่ยนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ระบบอัตราแลกเปลี่ยนได้เปลี่ยนจากแบบคงที่ซึ่งผูกค่าเงินบาทไว้กับตะกร้าเงินบาทเป็นแบบลอยตัว ภายใต้การจัดการ (Managed Float) ซึ่งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Managed Float จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่มีเงินผลกำไรจากการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่จะนำเข้าบัญชีเงินผลกำไรดังกล่าวอีกต่อไป
    • 3.2 โดยที่เงินผลกำไรฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ใช้ในกิจกรรมที่จะส่งเสริมการหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้แก่ประเทศ ได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการส่งออก ประกอบกับในขณะนี้ทางการได้มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเองบางส่วน และทางการให้การสนับสนุนอีกบางส่วน ทั้งในรูปของการชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินผลกำไรดังกล่าวสำหรับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการส่งออกเพื่อส่งเสริมการหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

13. เรื่อง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเรียกร้องขอปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบ ตามมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ในการประชุม ครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 โดยปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.50 บาท (จากเดิมราคา 16.50 บาท / กิโลกรัม เพิ่มเป็น 17.00 บาท / กิโลกรัม)

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 มีเกษตรกรจำนวนประมาณ 2,000 คน ได้รวมตัวกันชุมนุม ณ หน้าสำนักงาน อ.ส.ค. มวกเหล็ก ยื่นข้อเรียกร้องให้ อ.ส.ค. ปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ ฯ จากราคา 16.50 บาท / กิโลกรัม เป็น 18.00 บาท / กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป และให้ อ.ค.ส. ใช้มาตรการผ่อนปรนในการกำหนด ค่า Freezing Point ตามที่ได้ผ่อนปรนเป็นเวลา 3 เดือน ไปก่อน จนกว่าคณะกรรมการโคมนมและผลิตภัณฑ์นมจะมีมติกำหนดมาตรฐานการรับซื้อน้ำนมดิบออกมาบังคับใช้ใหม่

2. การดำเนินงาน


14. เรื่อง ขออนุมัติผ่อนผันการก่อหนี้ผูกพันการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 8 ก่อนได้รับอนุมัติเงินประจำงวด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติผ่อนผันการก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับอนุมัติเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ (สงป.) แก่สถานศึกษา จำนวน 35 แห่ง ที่ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมแก่ประชาชนตามโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน เป็นเงินจำนวน 43,916,691 บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า

1. สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นสถาบันฝึกอบรมภายใต้ โครงการต้นกล้าอาชีพในรอบเดือนเมษายน - ตุลาคม 2552 ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนให้ดำเนินการสำหรับการฝึกอบรมในรุ่นที่ 8 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 โดยคณะกรรมการบริหารโครงการฯ เห็นชอบในหลักการให้สถาบันฝึกอบรมที่มีเงินงบประมาณเหลือจ่ายจากการดำเนินการฝึกอบรมในรอบเดือนเมษายน - ตุลาคม 2552 และได้ขอกันเงินงบประมาณที่เหลือดังกล่าวทั้งจำนวนไว้เบิกเหลื่อมปีแล้วสามารถนำเงินงบประมาณจำนวนดังกล่าวไปดำเนินการฝึกอบรมตามที่แจ้งไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2552 (รุ่นที่ 8) อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสำนักงานโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนได้แจ้งว่ามติคณะรัฐมนตรี (13 ตุลาคม 2552) ให้หน่วยงานที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ต้องได้รับอนุมัติเงินประจำงวดจาก สงป. ก่อนจึงจะสามารถดำเนินการจัดฝึกอบรมได้

2. สอศ. ได้เสนอ สงป. ขออนุมัติใช้เงินเหลือจ่ายโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานฯ และขอเปลี่ยนแปลง รายการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี จำนวนทั้งสิ้น 190,910,800 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ รุ่นที่ 8 ของสถานศึกษา จำนวน 105 แห่ง

3. สงป. พิจารณาแล้วอนุมัติให้ สอศ. เปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณที่กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีและใช้เงินเหลือจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพ ผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน โดยแยกตามงบรายจ่ายต่าง ๆ ดังนี้

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรของโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมใน ชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) ต่อเนื่อง ของสถานศึกษาจำนวน 105 แห่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 190,910,800 บาท ตามหลักการกรอบวงเงินการจัดสรรงบประมาณ ตามมติคณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2552 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ตามที่ขอทำความตกลงไปได้ ทั้งนี้ สอศ. ต้องดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรและไม่เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน และสอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารจัดการงบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับกรณีของสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมไปก่อนได้รับจัดสรรเงินประจำงวด หรือได้ใช้จ่ายเกินกว่าวงเงินที่สถานศึกษานั้นมีเงินเหลือจ่าย สอศ. จะต้องขออนุมัติผ่อนผันการก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับอนุมัติเงินประจำงวดจาก สงป. ต่อคณะรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 23 วรรคสี่)

4. สอศ. ได้ตรวจสอบพบว่ามีสถานศึกษาที่เข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากสำนักงานโครงการเพิ่มศักยภาพ ผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) อนุมัติหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพให้สถานศึกษาเปิดสอนได้ในรุ่นที่ 8 ผ่านทางเว็บไซต์แล้ว และมีประชาชนที่ได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการอบรมวิชาชีพในหลักสูตรต่าง ๆ ที่สถานศึกษาจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าวสถานศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพรุ่นที่ 8 ไปก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจัดสรรเงินประจำงวดจาก สงป. มีจำนวน 35 แห่ง ทำให้มีภาระผูกพันเป็นค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการจัดฝึกอบรมต้องใช้เงินงบประมาณ จำนวน 44,115,611 บาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าใช้จ่ายตามโครงการแก่ประชาชนที่เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย

ต่อมา ศธ. ได้แจ้งว่า มีความคลาดเคลื่อนในค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการฝึกอบรมตาม โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานฯ ในรุ่นที่ 8 ไปก่อนที่จะได้รับอนุมัติจัดสรรเงินประจำงวดจาก สงป. จำนวน 35 แห่ง (ข้อ 4.) โดยในส่วนของงบเงินอุดหนุน ของวิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก จากเดิมจำนวน 1,158,920 บาท ได้ปรับลดลงเป็นจำนวน 960,000 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดฝึกอบรมปรับลดลงเป็นจำนวน 43,916,691 บาท ประกอบด้วย


15. เรื่อง รายงานผลตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของประเทศไทย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของประเทศไทย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2552 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและเผยแพร่รายงานผลตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDGs) ซึ่งประเทศไทยได้จัดทำรายงานผลการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษฉบับแรกของประเทศในปี พ.ศ.2547 ทั้งนี้ ในปี 2552 ประเทศไทยต้องรายงานความก้าวหน้าฉบับที่ 2 และได้ดำเนินการจัดทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรระหว่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาหลายด้าน ประกอบด้วย การขจัดความยากจนและความหิวโหย การให้เด็กทุกคนสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ การต่อสู้โรคเอดส์ การลดสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและส้วมที่ถูก สุขลักษณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรในชุมชนแออัด รวมทั้งการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อีกทั้ง การบรรลุเป้าหมายท้าทายที่ประเทศไทยกำหนดขึ้นในเรื่องการลดอัตราการตายของเด็กและพัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์ ในพื้นที่ห่างไกลและชายขอบ ซึ่งต้องมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษดังกล่าว สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. ผลการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในระดับประเทศ ในภาพรวมพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2547 ประเทศไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานใหม่ ๆ ที่สำคัญ ดังนี้

แม้ว่าจะยังไม่สามารถผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย แต่หน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ และได้นำไปกำหนดเป็นเป้าหมายของแผนพัฒนาระดับชาติและระดับสาขาในระยะเวลาต่อไป

2. ผลการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในระดับจังหวัด เป็นความริเริ่มที่จะนำเป้าหมาย MDGs ไปปรับใช้ในระดับจังหวัดโดยดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน นครพนม และตรัง โดยทดลองนำเป้าหมาย MDGs ไปใช้ในการวางแผนและขับเคลื่อนการพัฒนาระดับจังหวัด จุดเด่นของการดำเนินงานในระดับจังหวัดคือสามารถเปิดการมีส่วนร่วมได้กว้างขวางกว่าในระดับประเทศ กระบวนการ MDGs จึงเน้นการบูรณาการเป้าหมายและตัวชี้วัด MDGs เข้ากับกระบวนการวางแผนและบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ทั้งนี้ได้มีการปรับ MDGs และ MDG+ และกำหนดตัวชี้วัด MDG* ของจังหวัดเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาของแต่ละจังหวัดด้วย จากการ ติดตามผลการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษระดับจังหวัด เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ตามตัวชี้วัดพบว่า สถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน นครพนม และ ตรัง สามารถบรรลุเป้าหมาย MDGs หลายด้าน ในเรื่องการขจัดความไม่เท่าเทียมทางเพศในทุกระดับการศึกษา การลดอัตราการตายของทารก การป้องกันและลดการ เกิดโรคมาลาเรีย และการลดสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ


สังคม


16. เรื่อง โครงการจัดหาอุปกรณ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และอาคารปฏิบัติงานที่ถูกทำลายจากภาวะวิกฤตเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง (ทดแทน)

คณะรัฐมนตรีอนุมุติในหลักการให้กรมประชาสัมพันธ์เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินจำนวน 200,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ก่อสร้างและปรับปรุงอาคารปฏิบัติงาน อาคารสำนักงาน ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ทางเทคนิค ทดแทนของเดิมที่ได้รับความเสียหาย เนื่องมาจากภาวะวิกฤตการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ โดยตรงต่อไป สำหรับการจัดหาอุปกรณ์ผลิตรายการโทรทัศน์นอกสถานที่ พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบระบบ Digital High Definition วงเงิน 150,000,000 บาท นั้น ให้ใช้เงินจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปี 2554

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานว่า

  1. กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์โครงการ นโยบายต่าง ๆ ตลอดจนผลการดำเนินงานของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐไปสู่ภาคประชาชนเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ โดยผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์
  2. จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหยทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ส่งผลให้เกิดความไม่สงบในหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 19-21 พฤษภาคม 2553 โดยมีการเผา-ทำลายทรัพย์สินของทางราชการหลายแห่ง ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์มีหน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในส่วนภูมิภาคที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ดังกล่าวในหลายพื้นที่ ได้แก่ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 ขอนแก่น สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 อุบลราชธานี สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร
  3. จากเหตุการณ์ข้อ 2. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ มีความจำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานในสภาวะเหตุการณ์วิกฤตโดยการจัดหารถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (OB) ระบบ Digital รองรับการผลิตรายการโทรทัศน์แบบมาตรฐาน และแบบความละเอียดภาพสูง ระบบ Digital High Definition พร้อมอุปกรณ์ ประกอบด้วย รถยนต์ กล้องถ่ายโทรทัศน์ จำนวน 9 กล้อง ชุดควบคุมสัญญาณภาพ - เสียง มอนิเตอร์ ระบบไฟฟ้า ชุดปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าสำรอง รวมทั้งระบบเชื่อมโยงสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม จำนวน 1 คัน เพื่อรองรับภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์
  4. กรมประชาสัมพันธ์ได้จำแนกรายละเอียดของความเสียหายเป็น 2 ส่วน วงเงินทั้งสิ้น 350,000,000 บาท ดังนี้
    • 4.1 ส่วนที่ 1 อาคาร วัสดุ อุปกรณ์ที่ถูกเผาทำลายจนเสียหาย ประกอบด้วย ด้านอาคารสถานที่ถูกเผาทำลาย และด้านเทคนิคอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย
    • 4.2 ส่วนที่ 2 การจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานในสภาวะเหตุการณ์วิกฤต

17. เรื่อง การขยายระยะเวลาของมาตรการระงับการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงานตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาของมาตรการระงับการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงาน รวมทั้งการขอจัดตั้งองค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นของรัฐในสังกัดฝ่ายบริหาร (ไม่รวมรัฐวิสาหกิจ) เพิ่มใหม่ออกไปอีกระยะหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2554 ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้

  1. การจัดตั้งหน่วยงานตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ
  2. การจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงาน เพื่อรับผิดชอบงานตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการ
  3. การยกฐานะส่วนราชการภายในกรม ซึ่งมีการปรับปรุงงานให้มีคุณภาพสูงขึ้น โดยไม่มีผลทำให้ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  4. การยุบ รวม โอน หน่วยงานภายในส่วนราชการ/จังหวัดเดียวกัน หรือส่วนราชการในกระทรวงเดียวกันหรือต่างกระทรวง หรือระหว่างจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยไม่มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  5. กรณีการถ่ายโอนภารกิจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงหน่วยงานใหม่
  6. การเปลี่ยนรูปแบบของส่วนราชการ หรือการเปลี่ยนแปลงภารกิจบางส่วนของส่วนราชการไปจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน
  7. การแปลงสภาพหน่วยงานเดิมเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ

ทั้งนี้ ในการขอจัดตั้งหน่วยใหม่ หรือขยายหน่วย หรือปรับปรุงหน่วยงานใหม่ตามข้อ 1-7 ส่วนราชการ จะต้องดำเนินการตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ในแต่ละเรื่องด้วย


18. เรื่อง โครงการฟอนต์มาตรฐานราชการไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยดำเนินการติดตั้งฟอนต์สารบรรณและฟอนต์อื่น ๆ ทั้งหมด จำนวน 13 ฟอนต์ ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สอซช.) หรือ "Software Industry Promotion Agency" เรียกโดยย่อว่า "SIPA" และกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มเข้าไปในระบบ ปฏิบัติการ Thai OS (Thai Operating System) และใช้ฟอนต์ดังกล่าวแทนฟอนต์เดิม ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า

  1. ปัจจุบันส่วนราชการจำนวนมากมีการใช้ฟอนต์ที่หลากหลายไม่มีมาตรฐานในเอกสารทางราชการ อีกทั้งยังมีหน่วยงานราชการหลายแห่งใช้มาตรฐานฟอนต์ของบริษัทเอกชนที่ผูกขาดลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติงานทำให้จำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ ที่จะมีมาตรฐานเอกสารเป็นเสรี ไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการใด ๆ เช่น Angsana อาจมีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้
  2. ทก. โดย สอซช. จึงได้มีการพัฒนาและมีการประกวดแข่งขันฟอนต์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ Open Source Software ที่เป็นซอฟต์แวร์เสรีให้ส่วนราชการไทยประกาศมาตรฐานเอกสารดิจิทัลและรูปแบบของฟอนต์ ที่ ๆ ไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการและลิขสิทธิ์ของบริษัทใด ๆ เพื่อความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ซึ่งในขณะนี้มีฟอนต์ที่ส่วนราชการไทยสามารถเป็นเจ้าของและพร้อมแจกจ่ายให้กับผู้ประสงค์จะใช้งานรวม 13 ฟอนต์ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ สอซช. และกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อแจกจ่ายให้ใช้อย่างเสรีปราศจากปัญหาด้านลิขสิทธิ์
  3. เพื่อให้เอกสารต่างๆ ของภาครัฐ เป็นไปอย่างมีมาตรฐานปราศจากปัญหาลิขสิทธิ์และไม่ได้ขึ้นกับระบบปฏิบัติการระบบใดระบบหนึ่งและเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ทก. จึงเห็นควรให้หน่วยงานราชการปฏิบัติดังนี้
    • 3.1 ดำเนินการติดตั้งฟอนต์สารบรรณและฟอนต์อื่น ๆ ทั้งหมดจำนวน 13 ฟอนต์ ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Thai OS และใช้ฟอนต์ดังกล่าวแทนฟอนต์เดิม และให้ถือเป็นมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย
    • 3.2 ให้ติดตั้งและใช้งานให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2553 และให้รายงาน ทก. เมื่อได้ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยมีชื่อที่สงวนไว้สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฟอนต์นี้
      • 3.2.1 TH Sarabun PSK, TH Sarabun PSK Italic, TH Sarabun PSK Bold, TH Sarabun PSK Bold Italic
      • 3.2.2 TH Chamornman, TH Chamornman Italic, TH Chamornman Bold, TH Chamornman Bold Italic
      • 3.2.3 TH Krub, TH Krub Italic, TH Krub Bold, TH Krub Bold Italic
      • 3.2.4 TH Srisakdi, TH Srisakdi Italic, TH Srisakdi Bold, TH Srisakdi Italic Bold Italic
      • 3.2.5 TH Niramit AS , TH Niramit AS Italic , TH Niramit AS Bold , TH Niramit AS Bold Italic
      • 3.2.6 TH Charm of AU , TH Charm of AU Italic, TH Charm of AU Bold, TH Charm of AU Bold Italic
      • 3.2.7 TH Kodchasal, TH Kodchasal Italic, TH Kodchasal Bold, TH Kodchasal Bold Italic
      • 3.2.8 TH K2D July8, TH K2D July8 Italic, TH K2D July8 Bold, TH K2D July8 Bold Italic
      • 3.2.9 TH Mali Grade 6, TH Mali Grade 6 Italic, TH Mali Grade 6 Bold, TH Mali Grade 6 Bold Italic
      • 3.2.10 TH Chakra Petch, TH Chakra Petch Italic, TH Chakra Petch Bold, TH Chakra Petch Bold Italic
      • 3.2.11 TH Baijam, TH Baijam Italic, TH Baijam Bold, TH Baijam Bold Italic
      • 3.2.12 TH KoHo, TH KoHo Italic, TH KoHo Bold, TH KoHo Bold Italic
      • 3.2.13 TH Fah Kwang, TH Fah Kwang Italic, TH Fah Kwang Bold, TH Fah Kwang Bold Italic

19. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2553 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอดังนี้

เรื่องเพื่อพิจารณา 3 เรื่อง คือ

1. เรื่องการทบทวนบทบาทภารกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างกรมทรัพยากรน้ำกับกรมชลประทาน

มติที่ประชุม

2. เรื่องการจัดประชุม -Asia - Pacific Water Forum

มติที่ประชุม

3. เรื่องโครงการจัดการน้ำชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ในภาคอีสานและภาคเหนือ พื้นที่นอกเขตชลประทานโดยชุมชน อย่างยั่งยืน

มติที่ประชุม

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ขอนำเรื่องกลับไปพิจารณาทบทวนใหม่ โดยนำข้อสังเกตและความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ

เรื่องเพื่อทราบ 5 เรื่องคือ

1. รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงาน

มติที่ประชุม

รับทราบผลการดำเนินงานของอนุกรรมการฯ 3 คณะ และคณะทำงาน 1 คณะ คือ

2. เรื่องมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553

มติที่ประชุม

รับทราบมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤตน้ำ 19 พื้นที่ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ และกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ไปหารือและตกลงร่วมกันเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ อีก 11 โครงการ รวมทั้งไปพิจารณาถึงขอบเขต บทบาท ภารกิจของหน่วยงานทั้งสองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านนโยบาย การบริหาร การก่อสร้าง และอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดภารกิจและการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน

3. เรื่องการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนา แม่น้ำ คู คลอง แห่งชาติ ปี 2553

มติที่ประชุม

รับทราบกำหนดการจัดงานโครงการเหลืองฟ้ามหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ "ภูมิรักษ์ พิทักษ์น้ำ" เนื่องในวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำ คู คลองแห่งชาติ ประจำปี 2553 ในวันที่ 24 กันยายน 2553 ณ ศูนย์การค้าประตูน้ำขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

4. เรื่องการเข้าร่วมงาน -Singapore International Water Week (SIWW) 2010 - Water Leaders Summit (WLS) ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

มติที่ประชุม

รับทราบการเข้าร่วมประชุม Singapore International Water Week (SIWW) 2010 - Water Leaders Summit ระหว่างวันที่ 28 - 30 มิถุนายน 2553 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

5. เรื่องการประชุม 2010 -Stockholm World Water Week in Stockholm

มติที่ประชุม

รับทราบกำหนดการเข้าร่วมการประชุมในงานสัปดาห์น้ำโลก ครั้งที่ 20 หรือ 2010 Stockholm World Water Week ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม


20. เรื่อง การรักษาระบบคุณธรรม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ ที่ปรึกษาสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ขอให้ดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงานต่าง ๆ ในขอบเขตอำนาจรัฐมนตรีให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบราชการอย่างแท้จริง ดังนี้

สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ถือเป็นนโยบายสำคัญมาโดยตลอดที่จะให้ระบบคุณธรรมดำรงไว้ในระบบราชการให้ได้ ทั้งนี้เพราะตระหนักว่าข้าราชการเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้ บังเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อนำความเจริญก้าวหน้า ความสงบเรียบร้อยและความร่มเย็นมาสู่ประชาชนและบ้านเมือง ด้วย

เหตุนี้ขวัญและกำลังใจในการทำงานของข้าราชการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเสริมสร้างและดำรงรักษาไว้ จากการตรวจสอบของสมาคมฯ ในหน่วยราชการต่าง ๆ และจากการร้องเรียนของข้าราชการ ปรากฏว่ายังคงมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการของฝ่ายการเมือง

ตามระบบคุณธรรมนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกระดับ จะต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ผลงาน ประโยชน์ของทางราชการและความอาวุโส แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในบางกระทรวง ที่ไม่เป็นธรรมตามระบบคุณธรรม โดยฝ่ายการเมืองมักจะอ้าง ความเหมาะสมมาเป็นเหตุผลหลักในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่อาจรับฟังได้

การดำเนินการที่ไม่ยึดหลักความถูกต้องชอบธรรม มีการเบี่ยงเบนไปใช้ระบบอุปถัมภ์และความรู้สึก ส่วนตัว เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งเป็นการทุจริตเชิงนโยบายในลักษณะหนึ่ง ทำให้ข้าราชการที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตนให้กับงานในหน้าที่เกิดความรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น กับระบบราชการ และสร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สมาคมฯ ใคร่ขอความกรุณานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และประธาน ก.พ. ได้โปรดดูแลให้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในขอบเขตอำนาจรัฐมนตรีเป็นไปตามหลักคุณธรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบราชการอย่างแท้จริง


21. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว และให้มีคณะกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา โดยให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวง กรม และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการประสานและจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่นักเรียนนักศึกษามีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน บางกรณีมีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพและถึงแก่ชีวิต นักเรียน นักศึกษาบางรายเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงหรืออยู่ในเหตุการณ์ ก่อให้เกิดการเสียขวัญและเป็นที่วิตกกังวลของผู้ปกครองและสังคมทั่วไป นั้น กระทรวงศึกษาธิกาตระหนักในปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ประกอบด้วย

มาตรการเชิงรุก

  1. ให้สถานศึกษาจัดทำข้อมูลประวัติของนักเรียนนักศึกษาทุกคนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษากลุ่มเสี่ยงที่จะกระทำความผิดต้องมีข้อมูลเชิงลึกพร้อมภาพถ่ายและประวัติผู้ปกครอง จัดส่งให้สถานีตำรวจในพื้นที่ ศูนย์เสมารักษ์ กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ปกครองได้รับทราบและร่วมกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งเป็นการป้องปราม โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
  2. จัดให้มีการติดตามเฝ้าระวังจุดเสี่ยงหรือพื้นที่เสี่ยง ที่นักเรียนนักศึกษาจะกระทำความผิด ทั้งนี้ให้ตำรวจท้องที่ เจ้าหน้าที่ศูนย์เสมารักษ์ กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่เทศกิจพิทักษ์ นักเรียนของกรุงเทพมหานครประสานงานร่วมกันในการสุ่มตรวจตรวจจุดเสี่ยงหรือพื้นที่เสี่ยง หากปรากฏพบว่ามีนักเรียนนักศึกษาที่กระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
  3. ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้รับใบอนุญาต ครู อาจารย์ จะต้องกำกับดูแลความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา ตามมาตรการกระทรวงศึกษาธิการกำหนด หากสถานศึกษาใดปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทและเกิดปัญหาบ่อยครั้งให้ผู้บริหารต้นสังกัดของสถานศึกษาพิจารณาแก้ไขปัญหาให้สามารถยุติการก่อเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าวโดยเร็ว สำหรับสถานศึกษาเอกชนให้ผู้อนุญาตดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเพื่อพิจารณาถอนใบอนุญาตต่อไป
  4. ให้สถานศึกษาจัดตั้งภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมและช่วยเหลือในการพัฒนานักเรียนนักศึกษา ประกอบด้วย
    • 4.1 ภาคีเครือข่ายระดับนักเรียน เช่น เพื่อนช่วยเพื่อน สภานักเรียน สภาเยาวชน เพื่อให้มีการแนะนำและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการแก้ไขปัญหาและทำกิจรรมในเชิงสร้างสรรค์ร่วมกัน
    • 4.2 ภาคีเครือข่ายระดับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมของสถานศึกษา โดยเฉพาะนอกเวลาเรียน เช่น การจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียน (After School Program) กิจกรรม ยุวตำรวจ
    • 4.3 ภาคีเครือข่ายระดับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และเกิดความสมานฉันท์ระหว่างสถานศึกษา เช่น เครือข่ายจตุรมิตร เครือข่ายกลุ่มสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐ และเอกชน เครือข่ายกลุ่มโรงเรียนมัธยม
    • 4.4 ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและชุมชน เช่น กลุ่มอาสาสมัครชุมชน อาสาสมัครครูตำรวจ อปพร. กลุ่มจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มสื่อสารวิทยุชุมชน กลุ่มชุมชนในพื้นที่ ขสมก. สมาชิกสภาเขต สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร วัด มัสยิด ประธานชุมชน ประธานหมู่บ้าน ผู้บริหารสถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า กลุ่มประชาชนทั่วไป
    • 4.5 ภาคีเครือข่ายระดับกระทรวง เพื่อบูรณาการความร่วมมือของกระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของเยาวชน
  5. จัดให้มีช่องทางการสื่อสารระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ได้ทันต่อสถานการณ์ เช่น สายด่วน 1579 ข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) และเว็บไซต์ แจ้งข่าว กรณีนักเรียนนักศึกษาขาดเรียน กิจกรรมของสถานศึกษา เป็นต้น
  6. แต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ อย่างทั่วถึง รวมทั้งการสอบสวนสถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้นักเรียนนักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาท พร้อมรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประจำทุกวัน

มาตรการต่อเนื่อง

  1. กระทรวงศึกษาธิการและต้นสังกัดจัดทำคู่มือระบบบริหารจัดการเชิงคุณภาพเพื่อเป็นคู่มือสำหรับการบริหารจัดการในสถานศึกษา เช่น ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบการจัดกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา ที่เหมาะสมกับวัย รวมทั้ง สร้างมาตรการตรวจสอบ การดำเนินการและระบบตรวจติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียน นักศึกษา
  2. สถานศึกษาจัดอบรม แนะแนวเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาแก่ผู้ปกครอง สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดต้องจัดให้มีระบบการดูแล คัดกรองความประพฤติ ติดตามและประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด
  3. ให้สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จัดให้มีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาท และให้ต้นสังกัดสนับสนุนงบประมาณ อัตรากำลังคน เครื่องมือและอุปกรณ์ ให้สถานศึกษาอย่างเหมาะสมเพียงพอ
  4. ให้สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น กิจกรรมกีฬา กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดและผู้บำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรมนักศึกษาวิชาทหาร กิจกรรมอาสาพัฒนาสังคมในชนบทและพื้นที่ทุรกันดาร กิจกรรมเยี่ยมชมทัณฑสถาน สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
  5. ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างแกนนำนักเรียนนักศึกษา และครูฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา เป็นประจำทุกเดือนโดยหมุนเวียนไปในสถานศึกษาของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งร่วมปรึกษาและทำกิจกรรมร่วมกันในเชิงสร้างสรรค์
  6. ในกรณีที่เกิดเหตุหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ให้สถานศึกษารายงานต่อต้นสังกัดทันที ทั้งนี้เพื่อจะได้ดำเนินการแก้ไข ป้องกัน และระงับเหตุได้อย่างทันการณ์
  7. ให้มีการบูรณาการและพัฒนาหลักสูตรทุกระดับการศึกษา เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดี มีความภาคภูมิใจในตนเอง เคารพในสิทธิของตนเองและผู้อื่น มีความอดทนและมีวินัย มีความรับผิดชอบ มีจิตอาสา มีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงบวกและรู้จักการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี รวมทั้งมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
  8. ส่งเสริมให้มีการจัดทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ และศึกษาองค์ความรู้จากผลการวิจัยของต่างประเทศและในประเทศ ในการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีความยั่งยืน

มาตรการทางสังคม

  1. รัฐต้องส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักและเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาโดยผนึกกำลังให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังในการสร้างความเข้าใจ สร้างเจตคติ และค่านิยมที่ถูกต้องเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  2. ผู้ปกครอง บุคคลในสังคมทุกสาขาอาชีพ หน่วยงานของรัฐและเอกชน และสถาบันครอบครัว ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนนักศึกษา และเยาวชน
  3. สื่อมวลชนทุกแขนงต้องส่งเสริมข่าวสารข้อมูลนักเรียนนักศึกษาที่ทำความดี ให้มากและต่อเนื่อง ลดการเสนอข่าวสารข้อมูลที่ยั่วยุและส่งเสริมค่านิยมในความรุนแรงเนื่องจากปัจจุบันค่านิยมของวัยรุ่นชอบเลียนแบบค่านิยมที่ไม่เหมาะสม

มาตรการทางกฎหมาย

  1. ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับความประพฤติและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนนักศึกษา และเยาวชนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง
  2. กรณีบทบัญญัติในกฎหมายใดไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ดังกล่าว ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมายเสนอปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป

ต่างประเทศ


22. เรื่อง ร่างกรอบการเจรจาเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - พม่า ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - พม่า ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และให้ส่งรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป และให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อไป จนกว่าการเจรจาด้านเขตแดนกับประเทศพม่าจะเสร็จสิ้น

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า (ฝ่ายไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเป็นประธาน และมีผู้แทนจากส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กองบัญชาการทหารสูงสุด กรมแผนที่ทหาร กรมอุทกศาสตร์ กรมการปกครอง กรมเอเชียตะวันออก กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นกรรมการ และมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าจนถึงปัจจุบัน ได้มีการประชุมคณะกรรมการฯ แล้ว 6 ครั้งเมื่อปี 2536, 2538, 2540, 2542, 2545 และ 2548 ทั้งนี้ ฝ่ายพม่า ได้เคยแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบว่าพร้อมที่จะจัดการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 7 โดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาด้านเขตแดนไทย - พม่า
  2. การเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า จะนำไปสู่กระบวนการทำหนังสือสัญญาฉบับใหม่ในเรื่องเขตแดนในท้ายที่สุด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวน่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา (โดยคำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551) ดังนั้น ก่อนการเจรจาต่อไปคณะรัฐมนตรีจึงต้องดำเนินการตามวรรคสามของมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ กล่าวคือ ให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น และต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย ซึ่งในการนี้ได้ดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 190 วรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

สาระสำคัญของร่างกรอบเจรจา

ให้คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า (ฝ่ายไทย) เจรจากับฝ่ายพม่าเพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหภาพพม่าให้เป็นไปตามเอกสาร ดังนี้

  1. อนุสัญญาระหว่างกษัตริย์สยามกับข้าหลวงใหญ่แห่งอินเดียว่าด้วยเรื่องกำหนดเขตแดนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ระหว่างราชอาณาจักรสยามและมณฑลของอังกฤษ คือเทนเนสเซอริม ลงนาม ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1868
  2. บัญชีรายชื่อหลักเขตต์แดนระหว่างสยามกับอังกฤษแนบท้ายอนุสัญญาระหว่างกษัตริย์สยามกับข้าหลวงใหญ่แห่งอินเดียว่าด้วยเรื่องกำหนดเขตแดนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ระหว่างราชอาณาจักรสยามและมณฑลของอังกฤษคือเทนเนสเซอริมลงนาม ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1868
  3. หนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงอังกฤษว่าด้วยเมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง เมืองลำพูน ฉบับลงนามวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1883
  4. โปรโตโคล (ปฏิญญา) ฉบับลงนามวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1894 และแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม - อังกฤษ จำนวน 3 ระวางแนบท้าย
  5. หนังสือแลกเปลี่ยน ฉบับลงนามวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1931 14 มีนาคม ค.ศ. 1932
  6. หนังสือแลกเปลี่ยน ฉบับลงนามวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1940
  7. หนังสือแลกเปลี่ยน ฉบับลงนามวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1940
  8. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลของพระบาทสมเด็จในสหราชอาณาจักรและรัฐบาลอินเดีย กับรัฐบาลของประเทศสยาม ว่าด้วยเขตแดนพม่า (ตะนาวศรี) กับประเทศสยาม ฉบับลงนามวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1934
  9. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ Sir John Lawrence ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 1868
  10. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าเกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย - แม่น้ำรวก ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1991
  11. แผนที่และเอกสารที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามความตกลงทุกฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น

23. เรื่อง รายงานผลการประชุมเขตแดนร่วมไทย - พม่า อย่างไม่เป็นทางการ ณ เมืองเมียวดี ประเทศสหภาพพม่า

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมเขตแดนร่วมไทย - พม่า อย่างไม่เป็นทางการ ณ เมือง เมียวดี ประเทศสหภาพพม่า ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ด้วยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า (ฝ่ายไทย) และเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม ไทย - พม่า (Joint Boundary Committee - JBC) ณ เมืองเมียวดี สหภาพพม่า ตามคำเชิญของประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย - พม่า (ฝ่ายพม่า) เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหา เขตแดนกับฝ่ายพม่าอย่างไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะปัญหาการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของไทยบริเวณแม่น้ำเมย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่พม่าใช้อ้างในการปิดด่านบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนสรุปผลการประชุมอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว ดังนี้

1. นายหม่อง มิ้น ประธาน JBC ฝ่ายพม่า กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พบกับคณะ JBC ฝ่ายไทย และยินดีที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการเชิญประชุมอย่างกระชั้นชิด ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ที่ได้มีการประชุม JBC ครั้งที่ 6 ที่กรุงเทพฯ ก็ยังมิได้มีการจัดการประชุม JBC ครั้งที่ 7 จึงมีปัญหาตามแนวชายแดนเกี่ยวกับเขตแดนอยู่หลายกรณี ประธาน JBC ฝ่ายพม่าเห็นว่า JBC เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาชายแดน และการประชุม JBC อย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ก็ถือว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการหาข้อมูล เพื่อนำไปสู่การประชุม JBC ครั้งที่ 7 อย่างเป็น ทางการ

นอกจากนี้ ไทยและพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดี มาโดยตลอด เนื่องจากมีเขตแดนติดกันยาวมาก ประชาชนของทั้งสองประเทศก็มีความใกล้ชิดกัน มีศาสนาและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้ง ผู้นำของทั้งสองประเทศก็มีความพยายาม สร้างเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และอีกไม่นานนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยก็จะเดินทางไปเยือนพม่า ซึ่งจะถือเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของประเทศทั้งสอง

ประธาน JBC ฝ่ายพม่ากล่าวด้วยว่า เนื่องจากประเทศทั้งสอง มีชายแดนติดกันเป็นระยะทางยาว การเกิดปัญหาตามแนวชายแดนย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ตนเชื่อว่า หากใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ และความร่วมมือร่วมใจ ไทยและพม่า ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ท่ามกลางความเข้าใจอันดี เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

2. นายวศิน ธีรเวชญาณ ประธาน JBC ฝ่ายไทย กล่าวว่า เรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจทำให้กระทบไปถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่แล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแยกประเด็นเขตแดนออกจากประเด็นอื่น ดังนั้น บทบาทของ JBC ในการแก้ไขปัญหาเขตแดนจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และหาก JBC สามารถพบปะหารือกันได้อย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนได้เป็นอย่างดี ฝ่ายไทยเห็นความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ JBC จะต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างและปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างดีที่สุด ดังนั้น การพบปะหารือของทั้งสองฝ่ายควรจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ

3. ประธาน JBC ฝ่ายไทยแจ้งด้วยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ได้กำหนดขั้นตอนเกี่ยวกับการเจรจาด้านเขตแดน กล่าวคือ ต้องมีการเสนอกรอบการเจรจาให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการเจรจา และเมื่อเจรจาแล้ว ต้องเสนอผลการเจรจาแต่ละครั้งให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบด้วย จึงสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดความล่าช้าจากกระบวนการดังกล่าว จึงขอให้ฝ่ายพม่าได้เข้าใจตามนี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของ JBC ฝ่ายไทยขอยืนยันว่า จะผลักดันให้การดำเนินการภายใต้กรอบ JBC มีความคืบหน้าโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากประเด็นเรื่องเขตแดนเป็นความสำคัญสูงสุด ในความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

4. ฝ่ายพม่าได้เสนอให้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการโดยมอบหมายให้อธิบดีกรมการกงสุลและกฎหมาย (Consular and Legal Affairs Department) เป็นผู้หารือกับฝ่ายไทย ดังนั้น ฝ่ายไทยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเป็นประธานในการหารือฝ่ายไทย โดยประธาน JBC ทั้งสองฝ่าย ได้หารือกันแบบ four-eye

5. ผลการหารือระหว่างอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกับอธิบดีกรมการกงสุลและกฎหมายของพม่า

6. ในการหารือแบบ four eye ระหว่างประธาน JBC ทั้งสองฝ่าย ทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้จัดตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วมตามข้อ 5.6 โดยแต่ละฝ่ายจะเสนอร่างองค์ประกอบของคณะกรรมการเทคนิคร่วมให้อีกฝ่ายทราบภายใน 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้น ฝ่ายไทยจะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะจัดให้มีการประชุมทันที

ประธาน JBC ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในหลักการว่า คณะกรรมการเทคนิคร่วมของแต่ละฝ่ายจะมีกรรมการไม่เกินฝ่ายละ 10 คน และได้ตกลงกันด้วยว่า ควรจะมีการตรวจสอบ (monitor) ทางเดินและการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำซึ่งเป็นเขตแดน ทั้งโดยบุคลากรในพื้นที่และโดยแผนที่ภาพถ่ายทางดาวเทียมเพื่อตรวจสอบปัญหาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที

7. ข้อสังเกต

8. ตามนัยผลการประชุมหารือดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศได้ยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วมไทย - พม่า (ฝ่ายไทย) เพื่อพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับแม่น้ำที่เป็นเขตแดนระหว่างไทย - พม่าตลอดแนวแล้ว โดยมีองค์ประกอบและหากฝ่ายพม่าพิจารณาแล้ว ไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ก็จะเสนอให้ประธาน JBC (ฝ่ายไทย) ลงนามในร่างคำสั่งฉบับนี้ต่อไป


24. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2553 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

1. การประชุม ฯ แบ่งเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ (1) ความคืบหน้าและแนวทางในอนาคตของความร่วมมือ ลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น และ (2) ประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยมี นายฝ่าม ซา เคียม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม และนายคัทสึยะ โอคาดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเป็นประธานร่วม และมีนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา นายญาณ วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า และนายอาลุนแก้ว กิตติคุน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว เข้าร่วมด้วย

2. ที่ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามเอกสารผลการประชุมผู้นำฯ ครั้งที่ 1 และแนวทางความร่วมมือในอนาคต โดยญี่ปุ่นยืนยันการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างต่อเนื่อง และได้มีข้อเสนอเรื่อง "หนึ่งทศวรรษสู่แม่โขงเขียวขจี" (A Decade toward the Green Mekong) ซึ่งเป็นผลจากการประชุมผู้นำฯ ครั้งที่ 1 โดยเน้นประเด็นด้านการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำโขง อาทิ ความเสื่อมโทรมของป่าไม้ ความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ความถดถอยของความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษทางน้ำและอากาศในพื้นที่เมือง และการลดลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งมีผลกระทบด้านลบต่อความมั่นคงของมนุษย์ โดยเสนอให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือ กับปัญหาต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งญี่ปุ่นพร้อมจะให้ความช่วยเหลือต่อประเทศ ลุ่มน้ำโขงทางด้านวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านงบประมาณของรัฐบาลญี่ปุ่นความช่วยเหลือในการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) และ ความช่วยเหลือทางการเงินจากภาคเอกชนญี่ปุ่น เป็นวงเงินจำนวน 500,000 ล้านเยน (ประมาณ 17,000 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2553 - 2555

3. ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ให้ในภูมิภาคและเป็น co-donor กับญี่ปุ่นภายใต้ความร่วมมือนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงสถานะล่าสุดในการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทย อาทิ การสร้างถนนจากจังหวัดกาญจนบุรีถึงชายแดนพม่าเพื่อเชื่อมต่อไปท่าเรือทวาย การซ่อมแซมและยกระดับถนนจากอำเภอแม่สอด (จังหวัดตาก) ถึงกอกะแร็ก การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 3 และ 4 และการสร้างเส้นทางรถไฟต่อจากท่านาแล้ง ถึงเวียงจันทน์ ซึ่งสะท้อนฐานะประเทศผู้ให้ของไทยในภูมิภาค และได้เชิญชวนญี่ปุ่นพิจารณาสร้างเส้นทางรถไฟต่อจากเวียงจันทน์ถึงเวียดนาม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งที่ประชุมด้วยว่า ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นได้ร่วมกับคณะจากหน่วยราชการไทยสำรวจพื้นที่ EWEC ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 และท่าเรือทวาย ในเดือนกันยายน 2553 และไทยกับญี่ปุ่นจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ Mekong-Japan International Conference on the East-West Economic Corridor (EWEC) and the Southern Economic Corridor (SEC) ที่กรุงเทพฯ ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเชิญญี่ปุ่น มาเป็นผู้ให้ร่วมทางวิชาการแบบไตรภาคี (Trilateral Cooperation) กับไทย และใช้ประโยชน์จากสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เช่น หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า (FORRU) สถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำโขง (MI) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) และเสนอให้เพิ่มสาขาความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการควบคุมหมอกควันข้ามแดน การจัดการของเสีย การอนุรักษ์ป่าไม้ นิเวศวิทยาในเมือง และความหลากหลายทางชีวภาพ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ย้ำให้คำนึงถึงกรอบความร่วมมือในภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ยุทธศาสตร์ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขง และกรอบความร่วมมือข้อริเริ่มสหรัฐฯ-ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (US-Lower Mekong Initiative: US-LMI) เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของโครงการให้ความช่วยเหลือต่างๆ และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่ออนุภูมิภาค

4. ประเทศลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ (สปป.ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา) แสดงความยินดีกับความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 63 ข้อ (เอกสารผลการประชุมผู้นำฯ ครั้งที่ 1) โดยขอบคุณที่ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือในการพัฒนา โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะเสริมกับการเชื่อมโยงทางคมนาคมในอาเซียน (ASEAN Connectivity) และด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และหวังว่า ญี่ปุ่นจะแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices) และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศลุ่มน้ำโขง

5. ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นข้อห่วงกังวลในภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยมีหัวข้อสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในพม่า และการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงการยืนยันการสนับสนุนของประเทศลุ่มน้ำโขงต่อการเป็นสมาชิกถาวรของญี่ปุ่นในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย

6. ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ของประธานเป็นเอกสารผลการประชุม ซึ่งสะท้อนถึงผลการประชุมที่ได้หารือถึงความคืบหน้าและแนวทางในอนาคตของความร่วมมือ Mekong-Japan เพื่อสันติสุข การพัฒนา และความเจริญ รุ่งเรืองในลุ่มน้ำโขงและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยรวม

อนึ่ง ในการหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ยืนยันว่า ไทยจะร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ และยินดีที่ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ รวมทั้งยินดีที่สหรัฐฯ ก็สนใจที่จะมีบทบาทด้วยเช่นกัน ซึ่งนับเป็นการสร้างดุลยภาพเพื่อคานกับจีนที่มีอิทธิพลสูงมากในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง อีกทั้งได้เสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณาส่งเสริมให้ธุรกิจ SME ร่วมมือกับภาคเอกชนไทย ในการสำรวจและตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในบริเวณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ลาว และกัมพูชา


25. เรื่อง สรุปการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีจีน-อาเซียน ด้านการศึกษา ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีจีน-อาเซียน ด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ สรุปได้ดังนี้

  1. การประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีจีน-อาเซียนด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการจัด เทศกาลสัปดาห์การศึกษาจีน-อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ และจังหวัดกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ประสงค์จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างอาเซียน และจีน ด้านการศึกษา
  2. พิธีเปิดการประชุม จัดขึ้นในวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เวลา 09.00 น. ประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์จากผู้บริหารของสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก และปาฐกถาพิเศษโดยมาดาม Liu Yandong สมาชิกสภาแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความสำคัญต่อการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอาเซียนเพื่อสร้างสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือภายใต้การเปิดเสรีการค้าระหว่างจีนและอาเซียน ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553
  3. การเจรจาหารือทวิภาคี นาย Yuan Guiren รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน ดังมีรายละเอียด ดังนี้
    • 3.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศไทย ซึ่งดำเนินครบรอบ 35 ปี นอกจากนี้ ประชาชนของทั้งสองประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีและติดต่อสื่อสารกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งยังได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ปัจจุบัน มีสถาบันศึกษาขงจื้อ 12 แห่ง ศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีน 4 แห่ง ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ ได้ขอให้ประเทศไทยส่งเสริมการเรียนทยในจีนด้วย
    • 3.2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย ได้กล่าวถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงสร้างคุณูปการแก่สายสัมพันธ์ไทย-จีน รวมถึง พระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้ทรงสอนปฏิบัติการเครื่องดนตรีจีน "กู่เจิง" แก่นิสิตภาควิชาดนตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วย การเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย และคณะนับเป็นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการศึกษา และวัฒนธรรมระหว่างกัน นอกจากนี้ได้กล่าวถึงความร่วมมือ ในการแลกเปลี่ยนนักเรียน และครูระหว่างจีนและไทยให้มากขึ้นด้วย ทั้งยังได้กล่าวเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีนมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการด้วย
  4. รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการของไทย ได้เข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีอาเซียน-จีน ด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของจีน และอาเซียน พร้อมทั้งได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ"การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการ ศึกษาจีน-อาเซียน การแลกเปลี่ยน นักเรียน และการสอนภาษา" โดยกระทรวงศึกษาธิการของไทยขอส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีนภายใต้กรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกเพื่อยกระดับการแข่งขันของภูมิภาค การร่วมแบ่งปันทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างกัน นำไปสู่การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับการปรับตัว และการเคลื่อนย้ายประชาชนในภูมิภาค รวมทั้ง การสนับสนุนการดำเนินการของ อาเซียน ซีมีโอ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน เพื่อร่วมมือกันดำเนินโครงการในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการไหลเวียนขององค์ความรู้อย่างเสรี สร้างเสริมทักษะของแรงงาน และการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในภูมิภาค
  5. ภายหลังจากการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียน-จีนแล้ว ได้มีการออกแถลงการณ์กุ้ย หยาง (the Guiyang Declaration) ร่วมกัน สาระสำคัญมีดังนี้
    • 5.1 การส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างกลไกเพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนกับประชาชน และการหารือกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสาธารณสุข และกีฬา
    • 5.2 การส่งเสริมการเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาจากทั้งสองฝ่าย โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเริ่มต้นโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนจีนอาเซียน จำนวนหนึ่งแสนคน ภายในปี 2563
    • 5.3 การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยการเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของแต่ละประเทศ เพื่อที่จะสามารถรับมือกับสิ่งท้าทายที่เกิดจากความก้าวหน้าทางสังคมเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจะมีการพัฒนาโครงการร่วมปริญญาโทและเอกในสาขาด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    • 5.4 การดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่การยอมรับคุณวุฒิการศึกษาระหว่างกันในระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการรับรองและถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างมหาวิทยาลัย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอาเซียน
    • 5.5 การสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนจีน-อาเซียน 100,000 คน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยน การเรียนรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม การกีฬาภายในปี 2563

26. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2552 และเห็นชอบแนวทางและนโยบายการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องการขอใช้สินเชื่อ เพื่อการส่งออกจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนกระทรวงคมนาคมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

1.กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างไทย-จีน เพื่อเสนอแนะการกำหนดแนวทางในการขยายความร่วมมือ และติดตามความคืบหน้าด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน และได้นำผลการหารือทวิภาคีกับจีนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ที่ประชุมได้พิจารณาว่า ปัจจุบันสภาพหัวรถจักรที่ใช้งานมีอายุการใช้งานเกินกว่า 25 ปี จำนวนถึง 151 หัวรถจักร และ รฟท. มีโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าใหม่เพื่อทดแทนรถจักร GE เดิม (อายุประมาณ 45 ปี) จำนวน 50 คัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการเดินรถ จึงควรพิจารณากำหนดโครงการดังกล่าว เพื่อขอรับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นลำดับแรก และเร่งดำเนินการปรับปรุงทางสายประธานในเส้นทางสายเหนือ ช่วงพิษณุโลก - เชียงใหม่ และสายใต้ ช่วงทุ่งสง - หาดใหญ่ ทั้งนี้ โดยเห็นควรกำหนดโครงการเพื่อใช้เงินจำนวน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 3 โครงการ รวมประมาณ 13,671 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอรายงานผลการพิจารณาการกำหนดโครงการด้านการพัฒนาระบบขนส่งทางรางดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการสนับสนุนสินเชื่อจากจีนสำหรับการจัดหารถจักร และการปรับปรุงระบบรางสายประธานดังกล่าวดังนี้

2. การประชุมคณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 1

กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้คณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างไทย-จีน เข้าร่วมประชุมคณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการรถไฟ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายจีน สรุปผลการประชุมได้ คือ

3. ความคืบหน้าการเจรจาสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Preferential Export Buyer's Credits)

กระทรวงคมนาคมได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องการเจรจาสินเชื่อเพื่อการส่งออก โดยคณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างไทย-จีน ได้จัดให้มีการประชุม ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการต่างประเทศ และ รฟท. ร่วมประชุมหารือในเรื่องความคืบหน้าการเจรจาสินเชื่อเพื่อการส่งออก ซึ่งผู้แทน สบน. ได้ชี้แจงที่ประชุมทราบความเป็นมา สถานะการเจรจาในปัจจุบัน ข้อสังเกต และผลการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยกับแหล่งเงินกู้อื่น ดังนี้

แหล่งเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (ร้อยละ)
(ภายหลัง SWAP เป็นเงินบาท)
1. ธนาคารโลก (World Bank) 5.05
2. ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) 3.74
3. องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) 3.61
4. พันธบัตรไทย อายุ 10 ปี 4.08
5. พันธบัตรไทย อายุ 15 ปี 4.31
6. Preferential Export Buyer's Credits 5.08

ที่ประชุมคณะทำงานฯ ได้พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แหล่งเงินกู้อื่น และเงื่อนไขข้อผูกมัดที่ยังไม่สามารถเจรจาได้ จะทำให้โครงการมีความล่าช้า จึงเห็นควรเสนอเรื่อง ต่อคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาต่อไป


27. เรื่อง ร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมและสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
  2. เห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และให้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
  3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนตามมาตรา 190 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

1. เพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายจีนได้สอบถามความคืบหน้าประเด็นเรื่องการให้สินเชื่อเพื่อการส่งออก (Preferential Export Buyer's Credits) จำนวน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้รายงานผลความคืบหน้าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553

2. Mr.Zheng Mingli หัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงรถไฟจีน พร้อมคณะ ได้เยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2553 โดยได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงรถไฟจีนได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำรวจเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดหนองคาย และได้มีประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553 ณ จังหวัดหนองคาย สรุปประเด็นสำคัญ ได้ดังนี้

3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เดินทางไปประชุมหารือเรื่องความร่วมมือการพัฒนารถไฟไทย-จีน ร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงรถไฟจีน ณ กระทรวงรถไฟ กรุงปักกิ่ง โดยได้มีการประชุมหารือร่วมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 สรุปผลการหารือ ดังนี้

4. สาระสำคัญของเรื่อง


28. เรื่อง การขออนุมัติเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำและต่ออายุพิธีสารความตกลงโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา (วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล) และผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฝ่ายไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำความตกลงระหว่างกรมราชองครักษ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และการกีฬาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จากหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ไขและต่ออายุความตกลงโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา (วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล) เพื่อขยายระยะเวลาโครงการฯ เป็นพิธีสารแก้ไขความตกลงโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา (วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล) และอนุมัติให้พลเอก วาภิรมย์ มนัสรังษี รองสมุหราชองครักษ์ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในพิธีสารฯ ดังกล่าวต่อไป ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


29. เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับรองประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือระหว่างประเทศไทยกับประเทศยูเครน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับรองประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือระหว่างประเทศไทยกับประเทศยูเครน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงข้อตกลงดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนาม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยให้กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้โดยประสานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ
  2. อนุมัติให้อธิบดีกรมเจ้าท่าหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ และให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่อธิบดีกรมเจ้าท่าหรือผู้ได้รับมอบหมายสำหรับการลงนาม ดังกล่าวต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคม (คค.) รายงานว่า

  1. กรมเจ้าท่าจะดำเนินการจัดทำบันทึกความเข้าใจ ฯ เพื่อให้เป็นไปตามข้อ 1/10 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการฝึกอบรม การออกประกาศนียบัตรและการเข้ายามของคนประจำเรือ ค.ศ. 1978 (แก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ. 1995) (International Convention on Standard of Training, Certification and Watchkeeping for Seafarers 1978 as amended 1995 : STCW 78/95) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา STCW ดังกล่าว
  2. บันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้
    • 2.1 บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาระดับทวิภาคีมีอายุ 5 ปี ประเทศคู่สัญญามี สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตลอดเวลา โดยมีเงื่อนไขเฉพาะการแจ้งให้อีกฝ่ายทราบก่อนวันสิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขระยะเวลาที่กำหนดไว้ในความตกลงสำหรับประเทศยูเครน 6 เดือน
    • 2.2 สาระสำคัญเป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญา STCW มิได้มีเงื่อนไขผูกพันเกี่ยวกับการดำเนินการจ้าง ประเทศคู่ภาคีมีสิทธิที่จะควบคุมการจ้างตามมาตรการภายในได้โดยอิสระ ซึ่งการควบคุมการรับรองประกาศนียบัตรการจ้างคนต่างชาติลงทำการในเรือไทย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 279 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2453 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2525 และข้อ 51 ถึงข้อ 56 แห่งข้อบังคับกรมเจ้าท่าว่าด้วยการฝึกอบรม การสอบความรู้ และการออกประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือ พ.ศ. 2541 กำหนดเกี่ยวกับการออกประกาศนียบัตรรับรองไว้ โดยให้อำนาจอธิบดีกรมเจ้าท่าในการทำข้อตกลงและสาระสำคัญมีขอบเขตเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรฐานความรู้ความสามารถของคนประจำเรือสำหรับการออกประกาศนียบัตรรับรอง
    • 2.3 การรับรองประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือที่ถือประกาศนียบัตรของประเทศคู่ภาคี จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมเจ้าท่า โดยต้องมีหลักฐานรับรองจากเจ้าของเรือว่าจะจ้างลงทำการในเรือลำใด ในตำแหน่งใด และต้องตรวจสอบคุณสมบัติของประกาศนียบัตรที่ออกโดยรัฐภาคีคู่สัญญาว่ามีความเหมาะสมในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นหรือไม่และจะต้องพิจารณาว่าในตำแหน่งที่จะจ้างนั้นมีคนประจำเรือไทยได้มีการขึ้นบัญชีคนพร้อมไว้หรือไม่ หากมีจะต้องให้โอกาสในการคัดเลือกคนประจำเรือไทยก่อน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481 ได้กำหนดให้การจ้างงานคนประจำเรือต่างชาติลงทำการในเรือไทยต้องควบคุมสัดส่วนคนต่างชาติกับคนประจำเรือไทยที่จะลงทำการในเรือไทยที่จดทะเบียนใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะต้องมีคนประจำเรือไทยไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ ซึ่งเป็นการอนุญาตคนต่างชาติลงทำการได้เฉพาะเรือที่มิได้ทำการค้าในน่านน้ำไทย
  3. กระทรวงคมนาคมได้ส่งเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วได้รับแจ้งว่า หากสามารถเจรจากับประเทศยูเครนให้ลดระดับสถานะของภาคีของบันทึกความเข้าใจฯ ให้เป็นหน่วยงานที่มีสถานะเป็นกรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ก็จะเป็นเพียงความตกลงระดับหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 แต่ประเทศยูเครนได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าระเบียบการของยูเครนกำหนดให้ผู้มีอำนาจลงนามต้องเป็นระดับรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น กรณีนี้จึงเข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศเนื่องจากเป็นความตกลงระดับรัฐบาลจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการลงนามความตกลง
  4. เพื่อให้บันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้ตามข้อ I/10 ของอนุสัญญา STCW ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องขออนุมัติมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้อธิบดีกรมเจ้าท่าหรือผู้ได้รับมอบหมายลงนามบันทึกความเข้าใจฯ กับรัฐบาลประเทศยูเครน
  5. กระทรวงคมนาคมมีความเห็นว่า สาระสำคัญของการทำหนังสือสัญญาดังกล่าวอยู่ในขอบเขตข้อกำหนดของกฎหมายและสามารถมีมาตรการควบคุมได้ตามเหตุผลข้างต้น (ข้อ 2.2-2.3) จึงไม่น่าจะอยู่ในข่ายของมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

30. เรื่อง การจัดทำความร่วมมือกับ Canadian Nuclear Safety Commission แห่งประเทศแคนาดา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างการเตรียมการด้านการบริหารจัดการระหว่างคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดา และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่มีผลกระทบต่อเนื้อหาสาระของร่างการเตรียมการฉบับนี้ ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้นๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. อนุมัติให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นผู้ลงนามในหนังสือการเตรียมการฯ ดังกล่าวได้
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นผู้ลงนามในร่างการเตรียมการฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) รายงานว่า

  1. คณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดา (Canadian Nuclear Safety Commission: CNSC) ได้เดินทางมาร่วมหารือกับผู้แทนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2552 เพื่อเสนอความร่วมมือกับสำนักงานฯ ในหัวข้อการเตรียมการด้านการบริหารจัดการระหว่างคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดาและสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติด้านการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสี ซึ่ง ที่ผ่านมาประเทศไทยโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ไม่เคยมีความตกลงอย่างเป็นทางการในด้านนิวเคลียร์กับประเทศแคนาดา หากแต่มีการประสานงานกันอย่างไม่เป็นทางการในฐานะประเทศสมาชิกทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และประเทศไทยมีการนำเข้าส่งออกต้นกำเนิดรังสี ซึ่งแคนาดาเป็นประเทศที่สำคัญในการนำเข้าส่งออกต้นกำเนิดรังสี ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการนำเข้าส่งออกต้นกำเนิดรังสีของทั้งสองฝ่าย คณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดา จึงได้จัดทำร่างการเตรียมการฯ ดังกล่าวขึ้นมา และได้เตรียมพิธีการลงนามในเอกสารความร่วมมือในการประชุมใหญ่สมัยสามัญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ สมัยที่ 54 ที่จะจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ 20 - 24 กันยายน 2553
  2. การเตรียมการด้านการบริหารจัดการระหว่างคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดา และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แห่งประเทศไทย เพื่อการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสี มีเจตนารมณ์ เป็นการจัดหาแนวทางเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสีระหว่างประเทศไทยและแคนาดา เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องทางด้านการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสีทำได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดทางรังสีของหน่วยงานกำกับอยู่ในทิศทาง และมีความสอดคล้องถูกต้องตรงกัน
  3. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่าง Administration Arrangement ระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งประเทศแคนาดาดังกล่าวเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่มีผลต่อการสูญเสียดินแดนหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการจัดทำหนังสือสัญญาในลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนยังสือ จึงเห็นควรให้ปฏิบัติตามแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 คือต้องนำหนังสือสัญญาดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการ ส่วนสาระสำคัญของร่างการเตรียมการดังกล่าว ไม่เข้าด้วยมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อประกันว่าการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสีระหว่างไทยกับแคนนาดาตามร่างการเตรียมการฯ ดังกล่าว เป็นไปตามข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ปฏิบัติอยู่แล้ว นอกจานี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2406 และฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2508 สามารถรองรับพันธกรณีภายใต้ความตกลงฉบับนี้ ดังนั้น จึงไม่ต้องมีการออกกฎหมายฉบับใหม่ หรือแก้ไขฉบับเก่า เพื่อให้เป็นไปตามความตกลง
  4. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาเห็นว่า ร่างการเตรียมการฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อประกันว่าการนำเข้าและส่งออกต้นกำเนิดรังสีระหว่างไทยกับแคนาดา จะเป็นไปตามข้อกำหนดของ IAEA จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างการเตรียมการฯ ฉบับนี้ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

31. เรื่อง การต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักพลังงานปรมาณู กระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อความร่วมมือด้านพลังงานปรมาณู

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักพลังงานปรมาณู กระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อความร่วมมือด้านพลังงานปรมาณู ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่มีผลกระทบต่อเนื้อหาสาระของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ ให้ วท. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นผู้แทนฝ่ายไทยลงนามการต่ออายุบันทึกความเข้าใจฯ
  3. มอบหมายให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) รายงานว่า

  1. บันทึกความเข้าใจฯ (ตามมติคณะรัฐมนตรี 16 ธันวาคม 2546) มีระยะเวลา 5 ปี และได้สิ้นสุดลงเมื่อ 25 มีนาคม 2552 ซึ่งในขณะนั้นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ปรับโครงสร้างโดยแยกภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนาออกไปเป็นสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติทำหน้าที่เป็นหน่วยงานด้านการกำกับดูแลการใช้พลังงานปรมาณูของประเทศไทย
  2. บันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นความตกลงที่ก่อให้เกิดความร่วมมือทางด้านนิวเคลียร์ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยในด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยในการใช้พลังงานปรมาณู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้บุคลากรของไทยมีความพร้อมในการเตรียมการรองรับโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต
  3. วท. เห็นควรต่ออายุความร่วมมือดังกล่าว โดยปรับปรุงเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจฯ ให้ตรงกับภารกิจของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งสำนักพลังงานปรมาณู กระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้เห็นด้วยต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับปรับปรุงดังกล่าวแล้ว
  4. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่โดยที่ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา และใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อความมุ่งประสงค์ในทางสันติ บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค การแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน นอกจากนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติสามารถปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฯ ได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่ คือ พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2508 โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดทำหนังสือสัญญาในลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือ จึงเห็นควรให้ปฏิบัติตามแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 คือต้องนำหนังสือสัญญาดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการ
  5. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. ได้ให้ความเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้มีสาระสำคัญเพื่อแสดงเจตนาของภาคีที่จะร่วมมือกันพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์ และให้ความช่วยเหลือตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์แก่กันและกัน จึงไม่น่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สามารถปฏิบัติได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับโดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างบันทึกความเข้าใจฯ นี้ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


32. เรื่อง ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ และดัชนีภาวะธุรกิจส่งออกเดือนกรกฎาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ และดัชนีภาวะธุรกิจส่งออกเดือนกรกฎาคม 2553 ของกระทรวงพาณิชย์ ดังนี้

กระทรวงพาณิชย์ มีการปรับปรุงการจัดทำดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนน้ำหนักจากปี 2551 เป็นปี 2552 ใช้มูลค่าการส่งออก-นำเข้า จากกรมศุลกากรเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก และได้มีการปรับปรุงรายการสินค้าที่ใช้คำนวณในปี 2553 คือ ดัชนีราคาส่งออก จำนวน 1,138 รายการ และดัชนีราคานำเข้า จำนวน 909 รายการ เพื่อให้สะท้อนภาวะการค้าของประเทศที่เป็นปัจจุบันแต่ยังคงปีฐาน 2550 = 100

กระทรวงพาณิชย์ รายงานความเคลื่อนไหวดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ดัชนีราคาส่งออก เดือนกรกฎาคม 2553 เทียบกับเดือนที่ผ่านมา ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับดัชนีราคานำเข้า สูงขึ้นร้อยละ 0.3 จากการสูงขึ้นของหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค และหมวดสินค้าทุน

1. ดัชนีราคาส่งออก

2. ดัชนีราคานำเข้า


33. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2553) ของกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม -6 กันยายน 2553)

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 5 - 11 กันยายน 2553

อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับรายงานข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-6 กันยายน 2553) จากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าได้เกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 เวลา 23.58 น. แผ่นดินไหวบนบกบริเวณประเทศพม่า ขนาด 3.1 ริกเตอร์ ศูนย์กลางห่างจากอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก 92 กิโลเมตร วันที่ 2 กันยายน 2553 เวลา 07.16 น. แผ่นดินไหวในทะเลขนาด 5.2 ริกเตอร์ บริเวณหมู่เกาะอันดามัน วันที่ 3 กันยายน 2553 เวลา 23.35 น. แผ่นดินไหวในทะเลขนาด 7.4 ริกเตอร์ บริเวณตอนใต้ของหมู่เกาะนิวซีแลนด์ และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2553 เวลา 10.09 น. แผ่นดินไหวในทะเลขนาด 5.0 ริกเตอร์ บริเวณ หมู่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์


34. เรื่อง สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสอง ปี 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสอง ปี 2553 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดังนี้

ภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2553

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้โอกาสการมีงานทำและการสร้างรายได้ดีขึ้น อัตราการว่างงานเฉลี่ยลดลง สู่ระดับปกติ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นและช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลาดแรงงานโดยรวมของประเทศยังมีโครงสร้างที่ไม่สมดุล แรงงานที่มีอยู่คุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับต่าง ๆ ยังต่ำกว่าเกณฑ์ จึงเป็นข้อจำกัดในการศึกษาต่อและการต่อยอดเพื่อพัฒนากำลังแรงงานที่มีคุณภาพ คนไทย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเป็นโรคมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง การระบาดของโรคไข้เลือดออกในปี 2553 สูงสุดรอบ 5 ปี รวมทั้งต้องมีการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยจากแรงกดดันสภาพทางสังคมและปัญหาความมั่นคงในอาชีพและรายได้โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ขณะที่ระบบสุขภาพยังต้องยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสุขภาพภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อสร้าง มาตรฐานคุณภาพบริการให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น รวมทั้งเร่งดำเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรและบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ซึ่งการผลักดันให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำสัมฤทธิ์ผลนั้น ภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นพลังร่วมที่สำคัญยิ่งโดยการดำเนินการภายใต้ช่องทางการรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (Social Enterprises)

ภาพรวมประเทศไทยปัญหาการว่างงานได้หมดไป ในไตรมาส 2/2553 มีผู้ว่างงาน 498.7 พันคน อัตราการว่างงานร้อยละ 1.3 ลดลงจากร้อยละ 1.8 ในไตรมาส 2/2552 จำนวนผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานลดลงจาก 181,266 คน เป็น 143,265 คน เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน และอาหารแช่เย็นแช่แข็งที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวและบริการอื่น ๆ ที่เริ่มฟื้นตัวส่งผลให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น ทำให้การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 แต่การจ้างงานในภาคเกษตรลดลงร้อยละ 6.6 เนื่องจากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ต้องเลื่อนการเพาะปลูกออกไป

ประเด็นเฝ้าระวังที่สำคัญในระยะต่อไปคือปัญหาตลาดแรงงานตึงตัว สะท้อนทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ได้แก่ (1) การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมหลักที่มีการขยายตัวมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแช่เย็นแช่แข็ง ซึ่งมีความต้องการแรงงานรวมประมาณ 1 แสนคนและ ยังมีความต้องแรงงานสำหรับกลุ่มผู้รับจ้างผลิตอีกด้วย (sub-contractor) (2) การตึงตัวของแรงงานระดับอาชีวศึกษา (ปวช. ปวส. และอนุปริญญา) เนื่องจากการขาดแคลนผู้ที่จบการศึกษาสายอาชีพ โดยในปีการศึกษา 2553 สัดส่วนของผู้ที่สำเร็จการศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพจะมีเพียงประมาณร้อยละ 23.5 และประมาณ ร้อยละ 46.4 สำหรับกลุ่มประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในขณะที่แรงงานกลุ่มมีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าโดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์มีผู้ว่างงานประมาณ 10 เท่าของตำแหน่งงานว่างอยู่ เช่นเดียวกับแรงงานระดับการศึกษาต่ำและมัธยมศึกษามีผู้ว่างงานมากกว่าตำแหน่งงานว่างเฉพาะที่ผ่านกรมการจัดหางานอยู่ประมาณ 1.5 เท่า แต่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งเลือกใช้แรงงานต่างด้าวแทน และ (3) ประชากรในวัยแรงงาน (15-59 ปี) กำลังชะลอตัวและอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานเริ่มมีแนวโน้มลดลงโดยในไตรมาสสองนี้เท่ากับร้อยละ 71.75 ต่ำกว่าร้อยละ 73.01 ในไตรมาสสองปีที่แล้ว โดยที่ผู้ที่ทำงานบ้านและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำงานได้นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้น

การพัฒนาด้าน IQ ของเด็กไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ (ที่ 90-110) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาการขาดสารไอโอดีนและธาตุเหล็กในหญิงมีครรภ์และเด็กทุกช่วงวัยโดยเฉพาะเด็กวัย 0-6 ปี ที่เป็น ช่วงการพัฒนาสมองเต็มที่ที่สุด รวมทั้งเป็นปัญหาต่อเนื่องจากการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการสอบ O-net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในกลุ่มวิชาพื้นฐานสำคัญ ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าเกณฑ์มาก สถานศึกษาที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ และมีความแตกต่างด้านคุณภาพในระหว่างพื้นที่มาก

ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำ การศึกษาต่ำ และผู้สูงอายุ และ ยังสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามทรัพยากรด้านสาธารณสุขยังไม่เพียงพอและยังมีความเหลื่อมล้ำที่ทำให้มาตรฐานการบริการสุขภาพมีความแตกต่างกันมากในระหว่างพื้นที่ จึงต้องเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสุขภาพภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายทรัพยากรสาธารณสุข และสร้างมาตรฐาน คุณภาพการให้บริการให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น รวมทั้งปรับระบบสุขภาพให้มีความสมดุลและนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในระดับครอบครัว ชุมชน

คดีอาชญากรรมโดยรวมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคดียาเสพติดมีสัดส่วนมากที่สุด จำนวน 59,087 คดี เพิ่มขึ้นจาก ไตรมาสแรกปี 2553 และไตรมาสสองของปี 2552 ร้อยละ 3.7 และ 3.3 ตามลำดับ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ รับแจ้ง 13,887 คดี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีเดียวกันและไตรมาสสองของปี 2552 ร้อยละ 5.1 และ 1.1 ตามลำดับ สำหรับคดีชีวิต ร่างกายและเพศมีจำนวน 7,380 คดี ลดลงจากไตรมาสก่อนของปี 2553 และไตรมาสสองของปี 2552 ร้อยละ 7.1 และ 9.9 ตามลำดับ ส่วนหนึ่งที่ทำให้คดีอาญาโดยเฉพาะคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เพิ่มขึ้น

ประชาชนมีปัญหาหนี้สินมากขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ความไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้นั้นมีทั้ง ในกลุ่มลูกหนี้นอกระบบและกลุ่มลูกหนี้ในระบบทั้งที่เกี่ยวกับสัญญาเงินกู้/สัญญาจำนอง การขายสินทรัพย์ในราคาต่ำ การคิดดอกเบี้ยจากการผิดพลาดการชำระตามกำหนดเวลาในอัตราที่สูงกว่าสัญญา เป็นต้น การร้องเรียนผู้บริโภคเรื่องสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีการศึกษาและผู้ที่อยู่ในเมืองที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าและ ผลการสำรวจแสดงว่าการร้องเรียนมีเพียงร้อยละ 10.8 ของปัญหาที่เกิดขึ้น และผู้ร้องเรียนที่มีความพึงพอใจน้อย/น้อยที่สุด และไม่พึงพอใจมีรวมประมาณร้อยละ 47

พฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีและวัยรุ่นมีความน่าเป็นห่วงมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีสัดส่วนการใช้จ่ายซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ต่อรายจ่ายรวมสูงกว่ากว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง (ร้อยละ 0.82 สำหรับกลุ่ม quintile ที่ 1 และร้อยละ 0.45 สำหรับ quintile ที่ 5 สำหรับกลุ่มที่อยู่ใน เขตเทศบาล) และอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสตรี

เรื่องเด่นประจำฉบับ "วิสาหกิจเพื่อสังคมและความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม: ภาคีร่วมการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม"

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะผลกระทบต่อความสมานฉันท์ ต้นทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้สัมฤทธิ์ผลนั้นภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นพลังร่วมที่สำคัญเนื่องจากมีทั้งศักยภาพ ทรัพยากร และช่องทาง การดำเนินการที่ยืดหยุ่น แต่ผลการสำรวจบริษัทต่างๆ ทั่วประเทศพบว่าการดำเนินกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของถึงร้อยละ 98.5 จึงไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนและช่วยสร้างโอกาสทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน การดำเนินกิจกรรมของภาคธุรกิจเอกชนที่ตั้งเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน สร้างความเป็นธรรมและโอกาสแก่คนระดับล่างมีเพียงร้อยละ 58.8 ของกลุ่มตัวอย่าง สำหรับกิจการเพื่อสังคมที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ดีนั้น ผลกระทบยังไม่มากนัก เนื่องจากมีขนาดเล็กและมีข้อจำกัด ด้านเงินทุนและการบริหารจัดการ

ภาคเอกชนจึงควรพิจารณาเพิ่มบทบาทในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมหรือต่อยอดในกิจกรรมที่ภาครัฐและภาคีการพัฒนาอื่นๆ ขาดความเชี่ยวชาญและศักยภาพ หรือมีความ ยืดหยุ่นน้อยกว่า ขณะที่ภาครัฐต้องเน้นบทบาทการหนุนเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนตระหนักที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเป็นธรรมและสร้างโอกาสอย่างยั่งยืน โดยการณรงค์ผ่านสื่อถึงความรู้และความจำเป็นของ CSR และกิจการเพื่อสังคม การใช้มาตรการภาษีที่จูงใจ การกำหนดให้บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้เผยแพร่กิจกรรมของบริษัทมหาชนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการจัดตั้งกองทุนร่วมทุนโดยภาครัฐ หรือกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อ CSR และกิจการเพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของ CSR และกิจการเพื่อสังคมให้มีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น


35. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 29

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 29 ณ วันที่ 6 กันยายน 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

สถานการณ์อุทกภัย

อิทธิพลของพายุโซนร้อน"มินดอนเล" บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ที่เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 24 สิงหาคม 2553 และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาวแล้วอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศลาวและภาคเหนือตอนบนในวันต่อมา และร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นไปพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยตลอดสัปดาห์ ลักษณะดังกล่าวทำให้มีฝนตกหนาแน่นและมีรายงานน้ำท่วมฉับพลันและ น้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทยตอนบน

ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครราชสีมา มุกดาหาร ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม สระบุรี และ นครนกยก รายละเอียดดังนี้

1 ลพบุรี

เมื่อวันที่ 2-3 กันยายน 2553 เกิดฝนตกหนักในเขตอำเภอสำโรง เมือง โคกสำโรง.และหนองม่วง ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกสำโรง เมือง และบ้านหมี่ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4-5 วัน

2. พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม.2553 ระดับน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือน (เป็นพื้นที่น้ำท่วมประจำ) ในเขต อ.บางระกำ เนื่องจากยังมีน้ำไหลจากจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดแพร่อย่าง ต่อเนื่อง ปัจจุบันระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอีก

3. สุโขทัย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ(เป็นพื้นที่น้ำท่วมประจำ)8 อำเภอ ได้แก่ ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก ศรีสำโรง เมือง กงไกรลาศ คีรีมาศ ทุ่งเสลี่ยม และ ลานหอย ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน อ.เมือง และ อ.กงไกรลาศ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 1-2 วัน

4. เพชรบูรณ์

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ วิเชียรบุรี หล่มเก่า หนองไผ่ และวังโป่ง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันนี้

5. ร้อยเอ็ด

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ในเขตลำน้ำยังตอนล่าง อ.เสลภูมิ ระดับน้ำในลำยังเริ่มลดลงแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 วัน

6. กาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง 10 อำเภอ ได้แก่ กมลาไสย ร่องคำ นาคู ฆ้องชัย ดอนจาน เมือง เขาวง ยางตลาด สหัสขันธ์ และกุฉินารายณ์ ปัจจุบันระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

7. นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมขังระบายไม่ทันในพื้นที่ อำเภอเมือง 2 ตำบล(หนองบัวศาลา หัวทะเล หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มคาดว่า สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 วัน

8. มุกดาหาร

เมื่อวันที่ 26-29 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ เมือง นิคมคำสร้อย ดอนตาล ดงหลวง คำชะอี ว่านใหญ่ และหนองสูง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในวันที่ 7 กันยายน 2553

9. ชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม.2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่ หนองบัวระเหว และภักดีชุมพล คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 1-2 วัน

10. อุดรธานี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่ น้ำโสม และนายูง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันนี้

11. สกลนคร

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร 7 อำเภอ ได้แก่ เมือง โคกศรีสุพรรณ โพนนาแก้ว อากาศอำนวย บ้านม่วง สว่างแดนดิน และวานรนิวาส ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลง

12. ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร2 อำเภอ ได้แก่ แวงใหญ่ และชนบท ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลง

13. อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร4 อำเภอ ได้แก่ เหล่าเสือโกก โพธิ์ไทร ม่วงสามสิบ และ ดอนมดแดง ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

14. มหาสารคาม

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่ เชียงยืน และโกสุมพิสัย ปัจจุบันระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

15. สระบุรี

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำเขตเทศบาลตำบลหนองแค อ.หนองแค คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันนี้

16. นครนายก

เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ลุ่มต่ำ การเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่ ปากพลี และบ้านนา คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันนี้

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (6 กันยายน 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 43,103 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (40,451 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 2,652 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 19,262 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (48,676 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 66) จำนวน 5,573 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 30,452 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (6 กันยายน 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 40,523 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(38,204 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 2,319 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 17,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 24 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (46,298 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 67) จำนวน 5,775 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 20,072 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างภูมิพล สิริกิติ์ -แควน้อย และป่าสักฯ
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. 1-6 ก.ย. รวม เฉลี่ย
1 ม.ค. -6 ก.ย.
1.ภูมิพล 52.09 1.74 4.95 0.00 15.60 34.06 146.20 1,074.79 335.15 1,664.58 2,400.90
2.สิริกิติ์ 136.62 97.73 85.93 69.12 114.18 150.64 622.74 2,184.19 591.01 4,052.16 3,598.25
1+2 188.71 99.47 90.88 69.12 129.78 184.70 768.94 3,258.98 926.16 5,716.74 5,999.15
3.แควน้อย 42.49 25.69 31.19 14.35 19.65 33.36 75.36 215.63 93.71 551.43 874.46
4.ป่าสัก 41.06 5.51 19.00 10.18 17.44 27.91 5.72 387.70 195.19 709.71 772.09
รวม 4 อ่าง 272.26 130.67 141.07 93.65 166.87 245.97 850.02 3,862.31 1,215.06 6,977.88 7,645.70

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย -: ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่าง
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณ
น้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ภูมิพล 6,486 48 5,307 39 1,507 11 40.19 54.71 1.50 1.50 8,155
สิริกิติ์ 5,412 57 6,186 65 3,336 35 52.66 58.64 1.48 1.40 3,324
ภูมิพล+สิริกิติ์ 11,898 52 11,493 50 4,843 21 92.85 113.35 2.98 2.90 11,479
แควน้อยฯ 175 23 497 65 461 60 26.01 8.38 1.30 1.30 272
ป่าสักชลสิทธิ์ 371 39 472 49 469 49 39.71 43.66 35.18 34.98 488

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ภาคตะวันออก

2. สภาพน้ำท่า

ปริมาณน้ำในลำน้ำต่าง ตามสถานีสำรวจปริมาณน้ำท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก 10 สถานี และน้ำท่วม 5 สถานี ดังนี้

แม่น้ำ จังหวัด สถานีสำรวจปริมาณน้ำท่า ระดับตลิ่ง
(เมตร)
ระดับน้ำ
(เมตร)
เกณฑ์ แนวโน้ม
ยม พิษณุโลก บ้านบางระกำ ( Y.16 ) อ.บางระกำ 7.15 8.13 ท่วม เพิ่มขึ้น
ยม พิจิตร บ้านสามง่าม ( Y.17 ) อ.สามง่าม 6.71 5.18 มาก เพิ่มขึ้น
น่าน พิจิตร บ้านบางมูลนาก ( N.8A ) อ.บางมูลนาก 10.87 10.17 มาก ลดลง
ป่าสัก เพชรบูรณ์ บ้านบ่อวัง ( S.42 ) อ.วิเชียรบุรี 10.20 11.42 ท่วม เพิ่มขึ้น
ชี ชัยภูมิ บ้านค่าย ( E.23 ) อ.เมือง 8.50 8.92 ท่วม เพิ่มขึ้น
ชี ขอนแก่น บ้านโจด ( E.9 ) อ.มัญจาคีรี 10.50 10.21 มาก เพิ่มขึ้น
ชี มหาสารคาม ( E.91 ) อ.โกสุมพิสัย 11.70 9.53 มาก ลดลง
ชี ยโสธร แนวสะพาน ( E.20A ) อ.มหาชนะชัย 9.50 9.99 ท่วม เพิ่มขึ้น
โขง หนองคาย วัดลำดวน( Kh.1 ) อ.เมือง 13.00 9.62 มาก ลดลง
โขง นครพนม บ้านท่าควาย( Kh.16B ) อ.เมือง 13.00 10.29 มาก ลดลง
มูล บุรีรัมย์ บ้านสตึก ( M.6A ) อ.สตึก 5.40 5.60 ท่วม เพิ่มขึ้น
มูล อุบลราชธานี สะพานเสรีประชาธิปไตย ( M.7 ) อ.เมือง 7.00 6.48 มาก เพิ่มขึ้น
แม่กลอง กาญจนบุรี หน้าวัดไชยชุมพล(วัดใต้) (K.3) อ.เมือง 7.50 7.19 มาก ลดลง
ปราจีนบุรี ปราจีนบุรี บ้านกบินทร์ ( Kgt.3 ) อ.กบินทร์บุรี 9.68 8.60 มาก เพิ่มขึ้น
ปราจีนบุรี ปราจีนบุรี บ้านในเมือง ( Kgt.1 ) อ.เมือง 4.13 3.66 มาก เพิ่มขึ้น

การดำเนินการตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. แจ้งเตือนผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด เรื่อง ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 1-3 กันยายน 2553 ให้จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแจ้งเตือนให้เกษตรกรเตรียมการรับสถานการณ์ ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา หรือที่ลุ่มใกล้ทางน้ำไหลของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้

2. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 595 เครื่อง ในพื้นที่ 52 จังหวัด ดังนี้

3. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 22,200 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 10,000 กิโลกรัม) แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 160 ชุด และดูแลสุขภาพสัตว์ 5,358 ตัว(เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 2,160 ตัว) ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์

ผลกระทบด้านการเกษตร

ภาค ด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์
เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร คาดว่าจะเสียหาย เกษตรกร สัตว์ได้รับผลกระทบ แปลงหญ้า
ราย ไร่ ราย ไร่ ตรม. ราย ตัว ไร่
เหนือ 70,773 517,736 4,130 3,585 128 8,792 293,158 10
ต.อ.เฉียงเหนือ 41,531 279,053 3,739 2,651 4,375 279 30,916 -
กลาง 2,015 30,729 23 55 5,783 - - -
ตะวันออก 19 3,446 - - - - - -
รวม 114,338 830,964 7,892 6,291 10,286 9,071 324,074 10

การดำเนินการ

อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


36. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 204 รายการ และบริการ 20 รายการ ประจำเดือนกันยายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 204 รายการ และบริการ 20 รายการ ประจำเดือนกันยายน 2553 ของกระทรวงพาณิชย์ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้

ตามที่กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการกำหนดระดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องติดตามดูแล 204 รายการ และบริการ 20 รายการ เป็นประจำทุกเดือนตามสถานการณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามดูแลราคาสินค้าและเป็นสัญญาณเตือนภัยในระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้รายงานการจัดระดับความสำคัญของสินค้า ให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นประจำทุกเดือนแล้ว นั้น

การดำเนินการ

สำหรับในเดือนกันยายน 2553 ได้ประเมินและคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ด้านราคาและปริมาณของสินค้าและบริการ โดยได้ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม เป็นดังนี้

  1. กลุ่ม -Sensitive List (SL) สินค้า 6 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ ราคาวัตถุดิบหลักคือเนื้อสัตว์และพืชผักทุกชนิดโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (2) น้ำตาลทราย แม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกจะจะปรับ ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2553 แต่ราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง (3) น้ำมันเบนซิน (4) น้ำมันดีเซล ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นฤดูเฮอร์ริเคนที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในบริเวณอ่าวเม็กซิโก (5) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก และ (6) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมี่ยม ราคาวัตถุดิบทรงตัวอยู่ในระดับสูง และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า
  2. กลุ่ม -Priority Watch List (PWL) สินค้า 10 รายการ ได้แก่ (1) นมผง ราคานมผงขาดมันเนยปรับตัวลดลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (2) น้ำดื่มบรรจุภาชนะผนึกราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตภาชนะบรรจุ สูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (3) น้ำมันพืช เนื่องจากปริมาณผลปาล์มออกสู่ตลาดลดลง เพราะฝนตกชุกส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้น และราคาเมล็ดถั่วเหลือง ปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น (4) ก๊าซ LPG หุงต้ม ราคาก๊าซ LPG ลดลงเนื่องจากอุปสงค์ในภูมิภาคลดลง สำหรับราคาจำหน่ายปลีกยังคงตรึงราคาไว้จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 (5) เหล็กเส้น (6) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ และ (7) เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ราคาวัตถุดิบยังทรงตัวในระดับสูง ภาวะการค้าซบเซาและความต้องการใช้ชะลอตัว (8) ปูนซีเมนต์ราคา ค่าพลังงานถ่านหินปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดโลกและความต้องการใช้ (9) สายไฟฟ้า ราคาทองแดงปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ของผู้ใช้มีอย่างต่อเนื่อง (10) ปุ๋ยเคมี เริ่มมีการซื้อขายปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้นในตลาดโลกจากประเทศ ปากีสถานและอินเดีย เพื่อเตรียมสินค้าไว้ใช้ในประเทศ และบริการ 1 รายได้ ได้แก่ บริการซ่อมรถ
  3. กลุ่ม -Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตาม ตามปกติ จำนวน 188 รายการ และบริการ 18 รายการ

37. เรื่อง สรุปรายงานสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนสิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปรายงานสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนสิงหาคม 2553 ของกระทรวงคมนาคม ดังนี้

1. สถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนสิงหาคม 2553 -โดยเปรียบเทียบกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนสิงหาคม 2552

สาขาการขนส่ง อุบัติเหตุที่รับรายงาน (ครั้ง) ผู้บาดเจ็บ (ราย) ผู้เสียชีวิต (ราย)
ส.ค.52 ส.ค.53 เปรียบเทียบ ส.ค.52 ส.ค.53 เปรียบเทียบ ส.ค.52 ส.ค.53 เปรียบเทียบ
ถนน 769 452 -41.2% 457 469 +2.6% 62 57 -8.1%
จุดตัดรถไฟกับถนน 9 4 -55.6% 2 3 +33.3% 2 - -100%
ทางน้ำ 2 2 - 0 3 +300% 0 1 +100%
ทางอากาศ 3 0 -100% 15 0 -100% 1 0 -100%
รวม 783 458 -41.5% 474 475 -0.2% 65 58 -10.8%

หมายเหตุ : ตัวเลข -100% หมายถึง ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน

จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากภาคการขนส่งในความรับผิดชอบ เปรียบเทียบในช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2552 กับปี 2553 พบว่า ในภาพรวมของทุกสาขาการขนส่งมีจำนวนครั้งของสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงเฉลี่ยร้อยละ 41.5 -จำนวนผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 0.2 และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.8 และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2552 พบว่า การเกิดอุบัติเหตุทางถนนยังคงสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง ซึ่งจากสถิติ ข้างต้น อุบัติเหตุทางถนน เดือนสิงหาคม 2553 พบว่า เกิดขึ้นสูงถึงร้อยละ 98.7 เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่น มีผู้บาดเจ็บร้อยละ 98.7 และมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 98.3 โดยการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเดือนสิงหาคม 2553 มีจำนวนครั้ง และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลง เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2552 โดยเส้นทางตรงยังคงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจรและไม่ปลอดภัย ได้แก่ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด และการตัดหน้ากระชั้นชิด ยังคงเป็นมูลเหตุสันนิษฐานสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด มีสถิติที่ลดลงร้อยละ 40.1 และการตัดหน้ากระชั้นชิด มีสถิติลดลงร้อยละ 43.8 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปี 2552 นอกจากนี้ ประเภทรถที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์

2. สถิติอุบัติเหตุเฉพาะการขนส่งทางถนนเปรียบเทียบระหว่างเดือนกรกฎาคม 2553 กับเดือนสิงหาคม 2553

ข้อมูลอุบัติเหตุ ก.ค. 53 ส.ค. 53 รวม (ม.ค. -- ส.ค. 53)
อุบัติเหตุ (ครั้ง) 744 452 (-39.2%) 8,057
ผู้เสียชีวิต (ราย) 70 57 (-18.6%) 1,116
ผู้บาดเจ็บ (ราย) 613 469 (-23.5%) 7,543

สถิติอุบัติเหตุการขนส่งทางถนนระหว่างเดือนมกราคม - สิงหาคม 2553 เกิดอุบัติเหตุรวม 8,057 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 1,116 ราย และผู้บาดเจ็บ 7,543 ราย โดยในเดือนสิงหาคม 2553 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน ผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2553

3. ความก้าวหน้าในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน

กระทรวงคมนาคมขอรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการ ดังนี้

4. ข้อเสนอเพื่อการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน

จากผลการวิเคราะห์ข้างต้น กระทรวงคมนาคมจะได้ดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ในภาคการขนส่งทางถนน ดังนี้


แต่งตั้ง


38. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายชาญวิทย์ วสยางกูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางประกันภัยพืชผลอันเนื่องมากจากภัยธรรมชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 212/2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ

รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในเรื่องการประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เพื่อประกันความเสียหายผลผลิตของเกษตรกรแทนวิธีการช่วยเหลือในรูปแบบเดิม และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) รับผลการศึกษาโครงการศึกษาเพื่อสร้างระบบประกันภัยความเสียหายผลผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสมโดยระบบสหกรณ์ และแนวทางการดำเนินการประกันภัยธรรมชาติสำหรับการผลิตข้าว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และเรื่องเกี่ยวกับระบบประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติไปร่วมพิจารณากับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม

เพื่อให้การกำหนดแนวทางการประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อให้การดำเนินการประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณากรอบแนวทางประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ " โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. องค์ประกอบคณะกรรมการ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์) ปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้แทน กรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (นางจินตนา ชัยยวรรณาการ) เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร และผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรกรมการค้าภายใน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
  2. อำนาจหน้าที่ มีดังนี้ 2.1 ศึกษาแนวทางการประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม รายงานผลการดำเนินการ และจัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี 2.2 เชิญหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล ชี้แจง แสดงความคิดเห็น หรือส่งเอกสาร ที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของคณะกรรมการ 2.3 ปฎิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และที่ได้รับมอบหมาย 2.4 ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการให้เบิกจ่ายตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 จากงบค่าบริหารของกรมการค้าภายใน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายธานินทร์ ผะเอม ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  2. นางสาวลดาวัลย์ คำภา ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อทดแทนตำแหน่งผู้เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่จะว่างในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ตามลำดับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายสมชาย เสียงหลาย เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอแต่งตั้ง นายสุพล ศรีพันธุ์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ ได้รับการยินยอม ให้โอนข้าราชการดังกล่าวจากผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เรียบร้อยแล้ว

6. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคุณสมบัติของบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 1 ราย ได้แก่ นายเกียรติฟ้า เลาหะพรสวรรค์ ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี