สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 สิงหาคม 2553

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดสัตว์น้ำ ปี 2553

สังคม

  1. เรื่อง การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญ
  2. เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่มีข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นการเฉพาะ
  3. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง
  4. เรื่อง รายงานผลมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการย่านราชประสงค์และพื้นที่เกี่ยวเนื่องเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งยูเครนและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. เรื่อง แถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และเอกสาร จำนวน 6 ฉบับ ที่จะได้รับการอนุมัติในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16
  3. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในร่างข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานต่างประเทศ
  4. เรื่อง ร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  5. เรื่อง รายงานผลการประชุมหารือกับผู้แทนประเทศสาธารณรัฐอินเดียเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย
  6. เรื่อง การลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar)
  7. เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2
  8. เรื่อง ขออนุมัติชำระเงินค่าบำรุงประจำปีองค์การที่ปรึกษากฎหมายแห่งเอเชียและแอฟริกาและเงินค่าบำรุงศาลประจำอนุญาโตตุลาการ
  9. เรื่อง การประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง สรุปรายงานสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2553
  2. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2553)
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 26

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง)
    2. การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
    3. การคัดเลือกเพื่อเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ประเภทบริหารระดับสูง)
    4. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    6. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)
    7. แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงาน รัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป


2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... ที่สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดเกี่ยวกับการใช้ชื่อทางธุรกิจ ชื่อ คำแสดงชื่อ หรือคำอื่นใดในธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตจัดหางาน การโฆษณาการจัดหางาน และการแต่งตั้งพนักงานอัยการหรือเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานเพื่อให้มีอำนาจฟ้องคดีให้แก่ คนหางานหรือทายาทโดยธรรม (ร่างมาตรา 6-ร่างมาตรา 9)
  2. กำหนดเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานทะเบียนจัดหางานกลาง สำนักงานทะเบียนจัดหางานจังหวัด และสำนักจัดหางาน (ร่างมาตรา 10-ร่างมาตรา 11)
  3. กำหนดให้การจัดหางานต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ทั้งนี้ ใบอนุญาตจัดหางานมี 3 ประเภท คือ ใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ ใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ และ ใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ โดยผู้ขออนุญาตต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามตามที่กำหนดและต้องวางหลักประกันอันสมควรเพื่อประกันความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินการของ ผู้ขออนุญาต จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาทหรือไม่น้อยกว่าห้าล้านบาทแล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 12-ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 21)
  4. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศเรียกหรือรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายจากคนหางานได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างรับคนหางานเข้าทำงานแล้ว ในกรณีที่คนหางานไม่ได้งานตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน ผู้รับใบอนุญาตไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวและต้องจัดการให้คนหางานเดินทางกลับ หากผู้รับใบอนุญาต ไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นายทะเบียนจัดการให้คนหางานเดินทางกลับโดยใช้จ่ายเงินจากหลักประกันที่ ผู้รับใบอนุญาตได้วางไว้ แต่ในกรณีที่คนหางานไม่ประสงค์จะเดินทางกลับ ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องรับผิดชอบในการจัดการให้คนหางานเดินทางกลับ (ร่างมาตรา 30-ร่างมาตรา 31)
  5. กำหนดห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศประกอบธุรกิจตามที่กำหนด และจะรับสมัครหรือประกาศรับสมัครคนหางานเป็นการล่วงหน้าได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน (ร่างมาตรา 33-ร่างมาตรา 34)
  6. กำหนดแนวทางปฏิบัติและการดำเนินการให้แก่ผู้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศในเรื่องการจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ การจัดให้นายจ้างในต่างประเทศส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อ ช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ และการเรียกหรือรับค่าบริการจากคนหางาน (ร่างมาตรา 35-ร่างมาตรา 36)
  7. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องให้ความช่วยเหลือคนหางานในกรณีที่คนหางานไม่ได้ทำงานตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน และกำหนดสิทธิเรียกร้องของคนหางานในกรณีที่คนหางานได้ทำงานแล้วแต่ได้ค่าจ้างต่ำกว่าหรือได้ตำแหน่งงานหรือสิทธิประโยชน์อื่นไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน (ร่างมาตรา 40)
  8. กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้รับใบอนุญาตในกรณีที่คนหางานได้ค่าจ้าง ตำแหน่งงาน และ สิทธิประโยชน์อื่นตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน แต่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา หรือคนหางานได้ทำงานจนสัญญาจัดหางานสิ้นสุดลงแล้ว แต่คนหางานไม่ยอมเดินทางกลับภายในระยะเวลาที่กำหนด และกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องคืน ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เรียกเก็บจากคนหางาน ตามอัตราส่วนหรือความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาตที่มีต่อคนหางาน (ร่างมาตรา 45)
  9. กำหนดแนวทางปฏิบัติและการดำเนินการให้แก่ผู้รับใบอนุญาตจัดหาคนหางานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศในเรื่องการประกอบธุรกิจอื่น การแจ้งและชำระค่าธรรมเนียมการจ้างคนต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว รวมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบในการจัดส่งคนหางานต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวอาจตกแก่นายจ้าง ผู้รับใบอนุญาต หรือนายทะเบียน แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 47-ร่างมาตรา 50)
  10. กำหนดให้การดำเนินการทดสอบฝีมือคนหางานต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกำหนดแนวทางปฏิบัติหรือการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตดำเนินการทดสอบฝีมือคนหางานในเรื่องการแสดง ใบอนุญาตดำเนินการทดสอบฝีมือคนหางาน การทดสอบฝีมือคนหางาน ผู้ควบคุมการทดสอบ ค่าทดสอบฝีมือ การจัดให้ มีสมุดทะเบียนบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับกิจการของตน รวมทั้งกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตฯ มีสิทธิในการอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางานกรณีที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่ต่อใบอนุญาต ดังกล่าวได้ (ร่างมาตรา 52-ร่างมาตรา 57)
  11. กำหนดแนวทางปฏิบัติหรือการดำเนินการของผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศด้วย ตนเองโดยมิได้ทำสัญญาจัดหางานกับผู้รับใบอนุญาต การพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศของนายจ้าง การส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศของนายจ้าง และการรับสมัครเพื่อหาลูกจ้างในประเทศเพื่อไปทำงานในต่างประเทศของนายจ้างในต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้คนหางานมีหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้สำนักงานแรงงานไทยในประเทศที่คนหางานไปทำงาน สถานทูตไทย สถานกงสุลไทยที่รับผิดชอบในการดูแลคนไทยในประเทศนั้น หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลคนหางาน แล้วแต่กรณีทราบภายในระยะเวลาที่กำหนดนับแต่วันที่คนหางานเดินทางไปถึง (ร่างมาตรา 59-ร่างมาตรา 63)
  12. กำหนดให้มี "กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ" ในกรมการจัดหางาน เพื่อใช้จ่ายในกิจการที่กำหนด กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฯ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง องค์ประชุมและอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 64-ร่างมาตรา 70)
  13. กำหนดให้มี "คณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน" กำหนดอำนาจหน้าที่ และให้อำนาจคณะกรรมการในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (ร่างมาตรา 75-ร่างมาตรา 77)
  14. กำหนดอำนาจของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งกำหนดให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุมหรือกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เช่น การยึดหรืออายัดเอกสารหรือหลักฐานที่ เกี่ยวข้องกับการจัดหางาน (ร่างมาตรา 79-ร่างมาตรา 80)
  15. กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 88-ร่างมาตรา 111)
  16. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนและคณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้ใบอนุญาตและใบอนุญาตดำเนินการทดสอบฝีมือคนหางานมีผลใช้ต่อไป รวมทั้งกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับบรรดาคำขอและคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นคำขอหรือคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 112-ร่างมาตรา 116)

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือ ที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. .... เสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

บันทึกหลักการและเหตุผล

ได้แก้ไขบันทึกเหตุผลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยตัดความที่เป็นเงื่อนไขในการตราพระราชกำหนดออก เนื่องจากได้จัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติตามมติคณะรัฐมนตรี

ชื่อร่าง

ได้แก้ไขชื่อร่างกฎหมายเป็นร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. .... ทั้งนี้ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้จัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติ

ขอบเขตการยกเว้นความรับผิด

ได้แก้ไขขอบเขตการยกเว้นความรับผิด โดยตัดหลักการยกเว้นความรับผิดทางแพ่งออก และคงไว้เฉพาะหลักการยกเว้นความรับผิดทางอาญา โดยพิจารณาถึงแรงจูงใจให้ประชาชนนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตมามอบให้แก่ทางราชการ โดยรัฐจะไม่ดำเนินคดีทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมยุทธภัณฑ์ หากนำสิ่งดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

การดำเนินการภายหลังจากมีผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์มามอบให้แก่นายทะเบียน

ได้แก้ไขเพิ่มเติมวิธีการดำเนินการภายหลังจากมีผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์มามอบให้แก่นายทะเบียนเสียใหม่ โดยบัญญัติให้การส่งมอบแก่นายทะเบียนท้องที่ การรับมอบ การตรวจสภาพการคัดแยก การส่งมอบให้หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของ การนำไปใช้ประโยชน์ การเก็บรักษา การเคลื่อนย้ายและการทำลายอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด หรือยุทธภัณฑ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในประกาศกระทรวง ทั้งนี้ มิให้ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุมหรือตกเป็นผู้ต้องหาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด

การรักษาการ

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการร่วมกัน และ ให้มีอำนาจออกประกาศกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตน


4. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ที่มา

  1. นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ให้จัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 สำหรับการปรับปรุงค่าตอบแทนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดและรักษาคนเก่งคนดีไว้ในราชการและ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของข้าราชการ
  2. ก.พ.ในการประชุมครั้งที่ 7/2553 วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2553 มีมติเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ และปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญเข้าสู่อัตราในบัญชีที่ปรับใหม่ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554
  3. การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลข้างต้น จะต้องแก้ไขกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2552 ในส่วนการให้ได้รับเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส และตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ข้าราชการดังกล่าวได้รับเงินเดือนสอดคล้องกับการปรับเงินเดือนตามข้อ 2

การดำเนินการ

ก.พ.ในการประชุมครั้งที่ 7/2553 วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2553 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขกฎ ก.พ.ว่าด้วย การให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2551 ในส่วนการให้ได้รับเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส และตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ

สาระสำคัญของร่างกฎ ก.พ.

ให้ยกเลิกความในข้อ 3 แห่ง กฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2551 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ 3 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ และตำแหน่งประเภท สายงาน และระดับอื่นที่ ก.พ.กำหนด ให้ได้รับเงินเดือนดังนี้


5. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

ด้วยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2551 มาตรา 108 บัญญัติให้ ก.พ.ออกกฎ ก.พ. และ ก.พ.ได้ออกกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ. 2552 แต่เนื่องจากกฎ ก.พ.ดังกล่าว ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนราชการสามารถดำเนินการให้ข้าราชการที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องอื่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อีกไม่เกินสิบปี ในกรณีที่ ก.พ.ยังไม่ได้กำหนดตำแหน่งของข้าราชการดังกล่าวให้เป็นตำแหน่งที่จะให้ข้าราชการรับราชการได้ต่อไปไว้ก่อน จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ.ฉบับนี้

ข้อเท็จจริง

ก.พ.ได้พิจารณาเห็นชอบร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการได้พิจารณาตรวจ ร่างแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2553 และให้นำร่างกฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญ

ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญได้แก่ การกำหนดกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจดำเนินการได้ เพราะเหตุที่ตำแหน่งที่ประสงค์จะให้ข้าราชการพลเรือนสามัญรับราชการต่อไป ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่ ก.พ.กำหนดให้ไว้ก่อน ให้ส่วนราชการนั้นระบุตำแหน่งและตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลเสนอ อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง แล้วแต่กรณี และ ก.พ. เพื่อพิจารณาตามลำดับ โดยต้องเสนอให้ ก.พ.พิจารณาภายในเดือนมิถุนายนของปีงบประมาณนั้น ทั้งนี้ให้ ก.พ. พิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ.และเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.แล้ว ให้ส่วนราชการ ดำเนินการตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ได้ต่อไป


เศรษฐกิจ


6. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดสัตว์น้ำ ปี 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้ใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดสัตว์น้ำ (หอยแมลงภู่ตายจากการแพร่ขยายของปรสิตหนอนตัวแบน Turbellarian) ของจังหวัดกระบี่ และเพชรบุรี โดยจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินรวมทั้งสิ้น 23,157,573 บาท เพื่อตั้งจ่ายที่กรมประมง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบและ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

เรื่องเดิม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอขอรับสนับสนุนเงินงบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดสัตว์น้ำ (หอยแมลงภู่ตายจากการแพร่ขยายของปรสิตหนอนตัวแบน Turbellarian) ปี 2553 จำนวน 2 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ และเพชรบุรี ช่วงประสบภัยระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 ทำให้พื้นที่การเกษตรด้านประมง ได้รับความเสียหายจำนวน 2,426 ไร่ 4,225 ตารางเมตร เกษตรกรได้รับความเสียหายจำนวน 730 ราย วงเงินขอรับความช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 23,157,573 บาท ไปยังสำนักงบประมาณ ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้เสนอเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

  1. คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด มีมติให้ขอรับการสนับสนุนเงินงบกลาง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย เนื่องจากป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการจ่ายเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เกษตรกรแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 เดือน
  2. สำนักงบประมาณ ได้พิจารณาแล้วขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดสัตว์น้ำ (หอยแมลงภู่ตายจากการแพร่ขยายของปรสิตหนอนตัวแบน Turbellarian) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญ

การตรวจสอบความเสียหายได้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2552 โดยอนุโลม


สังคม


7. เรื่อง การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ใช้งบประมาณในส่วนงบกลางเพื่อการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ และดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. สภาพปัญหา ขีดความสามารถในการดึงดูดและรักษาคนเก่งคนดีในราชการลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการต่ำกว่าภาคเอกชน การขาดความยืดหยุ่น และความหลากหลายของอัตราเงินเดือนแรกบรรจุประกอบกับการเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและขีดความสามารถในการสรรหาของสถานประกอบการขนาดใหญ่

2. ข้อเท็จจริง

3. ข้อเสนอ


8. เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่มีข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นการเฉพาะ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 มติ 6 โรคติดต่ออุบัติใหม่ ตามมติของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ตามที่สำนักงาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. มอบหมายให้ "คณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันควบคุม และแก้ไขสถานการณ์ โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ และโรคระบาดร้ายแรงในมนุษย์" ซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 111/2553 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2553 เป็นกลไกดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 โดยขอให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 โรคติดต่ออุบัติใหม่ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ ทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ บทบาทการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการโรคติดต่อ อุบัติใหม่แบบบูรณาการภายในระยะเวลา 1 ปี และการจัดทำข้อเสนอจัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อจัดการแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วมต่อไป ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่เสนอ
  2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม (คค.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักนายก รัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ คณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันควบคุมและแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดระบาดใหญ่ และโรคระบาดร้ายแรงในมนุษย์ โดยให้รับความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานว่าจากการประชุม คสช.ครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ได้พิจารณามติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-18 ธันวาคม 2552 ตามบทบัญญัติมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในมติ เรื่อง "โรคติดต่ออุบัติใหม่" ซึ่งภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้พิจารณาเอกสารรายงานและร่างมติในระเบียบวาระดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจสช.) เสนอ ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานเฉพาะประเด็นที่ คจสช.โดยอนุกรรมการวิชาการแต่งตั้ง ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรหลายภาคส่วน ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. สถานการณ์และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

โรคติดต่ออุบัติใหม่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญและอาจกลายเป็นสาธารณภัยที่คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรง เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพ ชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N12009 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจทั่วโลก และหากประเทศไทยไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่จะส่งผลต่อความมั่นคงด้านสุขภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามของโรคติดต่ออุบัติใหม่ หรือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (Emerging Infectious Diseases) ว่าหมายถึง โรคติดต่อเชื้อชนิดใหม่ ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือโรคที่เพิ่งจะแพร่ระบาดเข้าไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง และยังรวมถึงโรคติดเชื้อที่เคยควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่เกิดการดื้อยา โดยจัดกลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่ไว้ 5 กลุ่มด้วยกันคือ

ทั้งนี้ การรับมือกับโรคติดต่ออุบัติใหม่เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและปัญหาอุปสรรคมากกว่าโรคติดต่อทั่วไป เนื่องจากมีความจำเพาะหลายประการ เช่น ธรรมชาติของโรคติดต่ออุบัติใหม่ ที่มักไม่สามารถคาดการณ์ขนาดปัญหาและช่วงเวลาเกิดโรคได้ส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมและประสิทธิภาพในการรับมือ นอกจากนี้ ความรู้และข้อมูลข่าวสารของปัญหามักจะยังไม่ชัดเจนในระยะต้น จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและบุคลากรที่ เกี่ยวข้องได้ง่าย อย่างไรก็ตามการจัดการปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีประสิทธิภาพต้องยึดหลักการความโปร่งใสของข้อมูลและให้ความสำคัญต่อสุขภาพประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ในประเทศไทยการบริหารจัดการปัญหายังขาดการบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ และยังขาดศูนย์ระดับชาติเพื่อจัดการโรคติดต่ออุบัติใหม่และการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการโรคติดต่ออุบัติใหม่แบบบูรณาการ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมรักษา และรับมือกับปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารสาธารณะในเรื่องโรคติดต่ออุบัติใหม่ยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์ในระดับชาติที่ชัดเจน ที่ผ่านมามีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เกี่ยวข้องได้แก่

แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีลักษณะการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ เป็นสำคัญ ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นภาคีสำคัญในการร่วมจัดการปัญหา เช่น การเตรียมความพร้อมโดยร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการร่วมเฝ้าระวังการป่วยด้วยโรคที่เกิดขึ้นผิดปกติในพื้นที่ เผยแพร่ความรู้เรื่องโรค การป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ประกอบการและภาคธุรกิจอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสื่อสารสาธารณะ ที่จำเป็นต้องมีการกำหนดแผนงานและผู้รับผิดชอบ ข้อมูลข่าวสารและกลวิธีในการส่งสารไปยังสาธารณะไว้ล่วงหน้า และดำเนินได้ในทันทีที่มีโรคติดต่ออุบัติใหม่เกิดขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างจิตสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม สร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้กับประชาชน

2. มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2

ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ได้พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ดังต่อไปนี้

3. การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสำคัญภายหลังมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552

จากการประชุมร่วมของคณะผู้บริหารกรมควบคุมโรค และ สช. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2553 ได้ข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องว่า

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 เรื่อง โรคติดต่ออุบัติใหม่ พบว่ามีความซ้อนทันกันในเชิงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการระดับชาติ ขณะเดียวกันโครงสร้างของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันควบคุม และแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ และโรคระบาดร้ายแรงในมนุษย์ พบว่า แม้จะมีกรรมการจำนวนมากแต่โดยส่วนใหญ่เป็นผู้แทนหน่วยงาน ภาครัฐขาดองค์ประกอบทั้งของผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนของการเสนอตั้งโครงสร้างกรรมการระดับชาติ แต่สามารถดำเนินการให้บรรลุข้อเสนอตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จึงเห็นควรเสนอให้ "คณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันควบคุม และแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ และโรคระบาดร้ายแรงในมนุษย์" เป็นกลไกดำเนินงาน โดยเสนอให้พิจารณาแนวทางตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 เพื่อสร้างกลไกและแผนยุทธศาสตร์ที่มีความยั่งยืนในการปฏิบัติงาน โดยเสนอแนะให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวนำมติจากสมัชชา สุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป


9. เรื่อง รายงานผลความก้าวหน้าในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความก้าวหน้าในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความ เสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมืองเสนอ ดังนี้

1. เรื่องเดิม

คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 มีมติรับทราบผลการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง กรณีร้านค้าหรือทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้ ถูกโจรกรรม ถูกทำลาย เป็นต้น ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความ เสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง (คชส.) เสนอ ซึ่งได้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปแล้วจำนวน 6 ครั้ง ผู้ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น 2,970 ราย เป็นเงิน 148,500,000 บาท (หนึ่งร้อยสี่สิบแปดล้านห้าแสนบาทถ้วน)

2. การดำเนินงานจ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ฯ

คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง (คชส.) ได้เห็นชอบให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายฯ ขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ไปแล้ว 6 ครั้ง และได้กำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป และจะเร่งรัดให้ผู้ที่มีรายชื่อมารับเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ณ กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมจ่ายเงินช่วยเหลือทั้งสิ้นจำนวน 3,061 ราย เป็นเงิน 153,050,000 บาท (หนึ่งร้อยห้าสิบสามล้านห้าหมื่นบาทถ้วน) ดังนี้

การจ่ายเงิน วันที่ จำนวน (ราย) เป็นเงิน (บาท)
ครั้งที่ 1 2 มิ.ย.53 769 38,450,000
ครั้งที่ 2 7 มิ.ย.53 189 9,450,000
ครั้งที่ 3 9 มิ.ย.53 176 8,800,000
ครั้งที่ 4 11 มิ.ย.53 102 5,100,000
ครั้งที่ 5 20 มิ.ย.53 773 38,650,000
ครั้งที่ 6 20 ก.ค.53 961 48,050,000
ครั้งที่ 7 กำหนดจ่ายตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.53 เป็นต้นไป 91 4,550,000
รวมทั้งสิ้น 3,061 153,050,000

จากการรายงานของผู้แทนกรุงเทพมหานครในที่ประชุม คชส. ครั้งที่ 8 / 2553 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 ทราบว่า ยังมีผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหายที่มีคุณสมบัติเข้าตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเพิ่มเติม เนื่องจากหลังเกิดเหตุทางราชการไม่อนุญาตเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินในอาคาร เกรงว่าจะได้รับอันตราย ดังนั้น เพื่อให้การช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ที่ประชุมจึงมีมติ ดังนี้


10. เรื่อง รายงานผลมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการย่านราชประสงค์และพื้นที่เกี่ยวเนื่องเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการย่านราชประสงค์และพื้นที่เกี่ยวเนื่องเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (4 พฤษภาคม 2553) ทก.ได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พิจารณาผ่อนผันค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งกรณีการชำระค่าบริการและชะลอการงดให้บริการโทรศัพท์กรณีมีการค้างชำระค่าบริการ โดยของดเว้นดอกเบี้ยในระหว่างผ่อนผันด้วย ซึ่งได้รับ รายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าได้กำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรง ประกอบด้วย กรณีลูกค้าประสงค์ใช้บริการของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ต่อไป โดยใช้มาตรการระงับใช้ชั่วคราว
    • 1.1 กรณีไม่มีหนี้ค้างค่าใช้บริการรายเดือน จะได้รับการยกเว้นค่าบำรุงรักษารายเดือน ค่าบริการ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Loop : ADSL) และค่าบริการรายเดือนอื่น ๆ หากมีหนี้ค้างค่าใช้บริการรายเดือน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จะได้รับการงดดอกเบี้ยในระหว่างผ่อนผัน
    • 1.2 กรณีขอย้ายไปติดตั้งใช้งานในพื้นที่บริการอื่น ๆ ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะได้รับ การยกเว้นค่าย้ายโทรศัพท์
    • 1.3 กรณียกเลิกบริการก่อนครบกำหนด จะได้รับการยกเว้นค่าขอใช้บริการ ADSL และการเรียกเก็บค่าติดตั้งโทรศัพท์ตามเงื่อนไขโปรโมชั่น
  2. ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ให้เป็นไปตามดุลยพินิจและอำนาจอนุมัติของส่วนงานที่รับผิดชอบ
  3. ลูกค้าที่เช่าพื้นที่ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ใช้มาตรการให้ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่ตามสัดส่วนของระยะเวลาที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้

ต่างประเทศ


11. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งยูเครนและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งยูเครนและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ โดยให้สำนักงานอัยการสูงสุดปรับแก้ ถ้อยคำในร่างความตกลงฯ ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) รายงานว่า

  1. อส. แห่งราชอาณาจักรไทยและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งยูเครนได้เจรจาและพิจารณาร่วมกันจัดทำร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งยูเครนและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่ง อส. ได้ส่งร่างความตกลงฯ ดังกล่าว ให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พิจารณาให้ความเห็นชอบตามนัย มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 (เรื่อง การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวกับความตกลงเมือง พี่เมืองน้อง และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับต่างประเทศ) ที่กำหนดให้ความตกลงในรูปแบบใดที่กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมจะจัดทำกับหน่วยงานของต่างประเทศ ซึ่งเป็นการจัดทำความสัมพันธ์ในระดับหน่วยงาน กันเอง ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องส่งเรื่องให้ กต. พิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย
  2. กต. แจ้งว่า
    • 2.1 ได้แก้ไขร่างความตกลงฯ ฉบับภาษาไทยในด้านถ้อยคำแล้ว
    • 2.2 โดยที่สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ นี้เป็นเรื่องความร่วมมือและความช่วยเหลือในภารกิจงานอัยการ จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ควรเสนอร่างความตกลงฯ ที่ทั้งฝ่ายไทยและยูเครนเห็นชอบร่วมกันแล้ว (final agreed text) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา หากคณะรัฐมนตรีมีมติว่าร่างความตกลงฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ขอให้ส่งไปยังรัฐสภาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
    • 2.3 ในส่วนของ กต. มีความเห็นว่าโดยที่สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ เป็นเรื่องความร่วมมือและความช่วยเหลือในภารกิจงานอัยการ จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างความตกลงฯ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
    • 2.4 ในร่างความตกลงฯ ภาษาอังกฤษที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแล้ว กต. เห็นว่ามีบางส่วนที่อาจปรับให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ ดังนี้
      • 2.4.1 วรรค 3 ของอารัมภบทควรย้ายคำว่า "each" จากหลังคำว่า "for" ไปอยู่ระหว่าง คำว่า "of" และ "state"
      • 2.4.2 ข้อ 7 ควรเพิ่ม "s" ต่อท้ายคำว่า "month"
  3. อส. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างความตกลงฯ ดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่เป็นกรณีความร่วมมือและความช่วยเหลือในภารกิจงานเกี่ยวกับด้านคดีต่าง ๆ ระหว่างกันของอัยการทั้งสองประเทศ ไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความตกลงฯ ดังกล่าวนี้จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของ รัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา สอดคล้องกับความเห็นของ กต.

12. เรื่อง แถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และเอกสาร จำนวน 6 ฉบับ ที่จะได้รับการอนุมัติในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และเอกสารจำนวน 6 ฉบับ ดังกล่าว เพื่อให้รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS ของไทย (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ได้อนุมัติในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 ในวันที่ 20 สิงหาคม 2553
  2. เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีฯ ได้ในกรณีที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในการหารือในการประชุมคณะทำงานเพื่อปรับปรุงร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี ในวันที่ 18 สิงหาคม 2553 และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ในวันที่ 19 สิงหาคม 2553

สาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และเอกสาร จำนวน 6 ฉบับ ที่จะได้รับการอนุมัติในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16

1. การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงาน GMS ตามแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ (2551-2555) นั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยสาขาที่มีความก้าวหน้า ได้แก่

2. การมุ่งสู่กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาวใหม่ของแผนงาน GMS

3. บทสรุป ที่ผ่านมา GMS มีผลงานที่ชัดเจนในการเชื่อมต่อทางกายภาพอย่างโดดเด่นในลำดับต้น นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา GMS ยังมีความก้าวหน้าในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมการค้าและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในทศวรรษใหม่ที่จะมาถึง GMS จะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการตอบสนองต่อประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงความพยายามต่อเนื่องในการพัฒนาด้านซอฟท์แวร์ โดย GMS มีความมั่นใจจากความร่วมมือ และกรอบกลยุทธ์แนวทางการดำเนินงานความร่วมมือ ที่จะเอาชนะประเด็นท้าทายต่างๆ ได้ สุดท้ายขอขอบคุณรัฐบาลเวียดนามและ ADB ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม

เอกสารจำนวน 6 ฉบับ ที่จะได้รับการอนุมัติในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเอกสารทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานสาขาที่เกี่ยวข้อง และที่ประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโส 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว โดยเอกสาร 6 ฉบับดังกล่าวมี ดังนี้


13. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในร่างข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จัดทำและลงนามในร่างข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลด้านมาตรฐานบังคับแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และกรมประมงแห่งราชอาณาจักรไทย ด้านการตรวจสอบและรับรองสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และหากก่อนลงนามมีความจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไขร่างข้อตกลงฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
  2. อนุมัติให้อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ลงนามในร่างข้อตกลงฯ
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่กรมประมงในการลงนามร่างข้อตกลงฯ

ข้อเท็จจริง

เนื่องด้วยข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง และ South African Bureau of Standards (SABS) สาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ ฉบับปัจจุบันมีอายุ 5 ปี และได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 กรมประมงและหน่วยงาน SABS เห็นพ้องต้องกันว่า ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและการค้าสินค้าสัตว์น้ำของทั้งสองประเทศ จึงมีการต่ออายุข้อตกลงฯ จำนวน 2 ครั้ง ๆ ละ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งข้อตกลงฯ จะหมดอายุลงอีกครั้งในเดือนกันยายน 2553 กรมประมงจึงเห็นควรจัดทำร่างข้อตกลงฯ ฉบับใหม่ ที่มีระยะเวลาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ประกอบกับหน่วยงาน SABS มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานและเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น The National Regulator for Compulsory Specifications of South Africa (NRCS) แต่ยังคงทำหน้าที่ด้านตรวจสอบการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำเช่นเดิม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการพัฒนาระบบตรวจสอบให้ได้มาตรฐานเท่าเทียมกันแล้ว จึงเห็นควรปรับเนื้อหาสาระของร่างข้อตกลงฯ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยร่างข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับใหม่ที่จะจัดทำขึ้นระหว่างกรมประมงและ NRCS มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับข้อตกลงฯ ฉบับปัจจุบัน และมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างกันในด้านการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

สาระสำคัญ

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหนังสือถึงกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เรื่อง ขอหารือเกี่ยวกับการลงนามในร่างข้อตกลงทางวิชาการกับหน่วยงานต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ มีหนังสือแจ้งตอบมายังกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความเห็นต่อร่างข้อตกลงฯ ฉบับนี้ว่า ร่างข้อ ตกลงฯ มีสาระสำคัญเป็นความร่วมมือทางวิชาการในด้านประมงเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์น้ำ โดยการแลกเปลี่ยนข้อสนเทศทางวิชาการและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การร่วมพิจารณาปัญหาที่อาจจะกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคและการร่วมกันฝึกอบรมบุคลากร จึงไม่น่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงฯ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา


14. เรื่อง ร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อสาระสำคัญในร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะให้การรับรองร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการลงนาม ในการประชุมนานาชาติด้านการ ขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม 2553 ณ กรุงเทพมหานคร
  2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการลงนามและให้สามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำได้ตามความเหมาะสม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะนำเรียนรายงานสรุปผลการประชุมและการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสนอคณะรัฐมนตรีทราบในโอกาสต่อไป

ข้อเท็จจริง

  1. UNCRD ได้ประสานส่งร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย พิจารณาล่วงหน้าโดยจะมีการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการประชุมนานาชาติด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพมหานครโดยไม่มีการลงนาม
  2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษได้ประสานขอความอนุเคราะห์ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมว่าเข้าข่ายต้องดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่รวมทั้งประเด็นทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือแจ้งความเห็นต่อร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสรุป คือ 1) ในด้านสารัตถะไม่มีข้อขัดข้อง 2) หากไม่มีการลงนามปฏิญญาฉบับนี้ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และ 3) สาระของปฏิญญาดังกล่าวอาจมีนัยผูกพันรัฐบาลไทยทางการเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปลดปล่อยจากภาคการขนส่ง ดังนั้น จึงควรเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้การรับรองปฏิญญา ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4(7)

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. สาระสำคัญของร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการแสดงเจตนารมณ์จากผู้เข้าร่วมประชุมนานาชาติด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ที่จะมีความร่วมมือกันในการจัดการระบบ ขนส่งที่ปลอดภัย สนองตอบความต้องการและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
  2. วัตถุประสงค์หลักของปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและการขนส่งในภูมิภาคเอเชียที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการขนส่ง

15. เรื่อง รายงานผลการประชุมหารือกับผู้แทนประเทศสาธารณรัฐอินเดียเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมหารือกับผู้แทนประเทศสาธารณรัฐอินเดียเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการจัดทำกรอบการเจรจาการค้า เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาต่อไป

ข้อเท็จจริง

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยวิธีการขอเพิ่มเติมข้อบทที่ว่าด้วยการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม หรือที่เรียกว่า "Third Party Invoicing" ลงในความตกลง FTA ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Early Harvest Scheme) ในแนวทางเดียวกันกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) นั้น

กระทรวงการคลังขอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีว่า ภายหลังจากที่ฝ่ายอินเดียได้ตอบรับการทาบทามจากฝ่ายไทยในการขอพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และคณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย นายกฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี จึงได้เข้าพบ Mr.Jyotiraditya Scindia Minister of State (Commerce and Industry) ของประเทศอินเดียและคณะ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ผลการหารือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะให้สินค้าภายใต้กรอบความตกลง FTA ไทย-อินเดีย ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Early Harvest Scheme) สามารถซื้อขายผ่านประเทศที่สามได้ (Third Party Invoicing) โดยจะได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทดังกล่าวไว้ในความตกลงฯ ฉบับปัจจุบันและจะไม่มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด

โอกาสเดียวกันนี้ ทางฝ่ายอินเดียได้หยิบยกประเด็นปัญหาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่สินค้าประเภทตู้เย็นภายใต้ความตกลงฉบับดังกล่าวว่า ตู้เย็นชนิดที่ใช้ตามบ้านเรือน ซึ่งประตูนอกเป็นแบบบานเดียว ไม่แยกจากกัน จะได้รับสิทธิประโยชน์ ในขณะที่ตู้เย็นชนิดเดียวกัน แต่มีประตูนอกแยกจากกัน กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์แต่อย่างใด จึงขอให้พิจารณาทบทวนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทที่ว่าด้วยการให้สิทธิประโยชน์แก่สินค้าประเภทตู้เย็นในคราวเดียวกันนี้ด้วย ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้ขอรับมาพิจารณาก่อน โดยจะได้นำไปหารือในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต่อไป ทั้งสองฝ่ายจึงได้มีข้อยุติในการหารือโดยขอให้แต่ละฝ่ายเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนตุลาคม 2553 เพื่อให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทดังกล่าวในทั้งสองประเด็นให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ โดยได้จัดทำบทสรุปจากการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น (Summary of Discussion) ตามที่ส่งมาด้วยพร้อมนี้

อนึ่ง นอกเหนือจากประเด็นข้อหารือข้างต้น เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ได้ขอให้ฝ่ายอินเดียให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยการเชื่อมโยงช่องทางคมนาคม ทั้งทางบก และทางอากาศ ผ่านทางประเทศพม่า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างประชาชนในกลุ่มภูมิภาคเอเชียใต้กับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป ซึ่งฝ่ายอินเดียแจ้งว่า รัฐบาลอินเดียมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Connectivity) เช่นกัน พร้อมทั้งยินดีที่จะให้การสนับสนุนหากฝ่ายไทยโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี จะเข้าไปดำเนินกิจกรรมใดๆ ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อินเดีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป


16. เรื่อง การลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar)
  2. อนุมัติการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar)
  3. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในพิธีสารดังกล่าว ขอให้ผู้ลงนามใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว

ข้อเท็จจริง

ด้วยอาเซียนได้จัดทำความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2553 และผลสืบเนื่องจากการมีผลบังคับใช้ของความตกลง ATIGA นั้นจะทำให้ความตกลงเศรษฐกิจด้านอื่นของอาเซียนถูกแทนที่ (supersede) ด้วย ความตกลง ATIGA ซึ่งรวมถึงความตกลง CEPT (Agreement on the Common Effective preferential Tariff Scheme for the ASEAN Free Trade Area 1992) และพิธีสารแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับความตกลง CEPT หากความตกลง CEPT ถูกแทนที่ไป ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (Senior Economic Officials Meeting : SEOM) ได้เห็นชอบให้แก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar) เนื่องจากเนื้อหาในพิธีสารดังกล่าวมีการอ้างถึงความตกลง CEPT โดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (The Meeting of the Legal Experts on the ATIGA : MLE) ได้จัดทำร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (Senior Economic Officials Meeting : SEOM) ครั้งที่ 3/41 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2553 ณ ประเทศบรูไน ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาลเพื่อเสนอให้คณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AFTA Council) ให้ความเห็นชอบและลงนามต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers Meeting : AEM) ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2553 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีกำหนดการที่จะมีการลงนามร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar) ซึ่งประเทศอาเซียนอื่นได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามแล้ว


17. เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ซึ่งได้มีการรับรองปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยไม่มี การลงนาม และใช้เป็นกรอบการดำเนินงานความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประเทศสมาชิกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่าได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (13 กรกฎาคม 2553) แล้ว ซึ่งผลการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนระดับสูงของกระทรวงด้านสิ่งแวดล้อมและกระทรวงด้านสาธารณสุขของ 14 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศมองโกเลีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ยกเว้นเนการาบรูไนดารุสซาลามไม่มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมฯ โดยสาระของรายงานผลการประชุมฯ ประกอบด้วย

2. ที่ประชุมให้ความเห็นชอบต่อแผนงานของคณะทำงานวิชาการระดับภูมิภาคในปี ค.ศ. 2010- 2013 ของคณะทำงาน 6 สาขา และเห็นชอบให้มีการเพิ่มคณะทำงานใหม่ในสาขาที่ 7 การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA) โดยมีสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธาน และเห็นชอบแผนงานในปี ค.ศ. 2010 - 2013 ของ คณะทำงานสาขาที่ 7

3. รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมและรัฐมนตรีด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศกล่าวแถลงการณ์การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวแถลงการณ์การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขของประเทศไทย ประกอบด้วย ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาภาวะโลกร้อน การจัดการทรัพยากรน้ำ การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลของโรงพยาบาล และห้องน้ำสาธารณะของประเทศไทย

4. ที่ประชุมรับรองปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยได้มีการปรับแก้ไข เพิ่มเติม จาก ร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามความเห็นของที่ประชุมฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

5. ประเทศมาเลเซียเสนอที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย ในปี ค.ศ. 2013


18. เรื่อง ขออนุมัติชำระเงินค่าบำรุงประจำปีองค์การที่ปรึกษากฎหมายแห่งเอเชียและแอฟริกาและเงินค่าบำรุงศาลประจำอนุญาโตตุลาการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศเบิกจ่ายค่าบำรุงประจำปีองค์การที่ปรึกษากฎหมายแห่งเอเชียและแอฟริกา (Asian-African Legal Consultative Organization - AALCO) ในอัตรา 10,970 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับค่าบำรุงประจำปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ.2010) และอนุมัติในหลักการที่จะจ่ายค่าบำรุงประจำปี AALCO ในปีต่อ ๆ ไป ตามอัตราที่เรียกเก็บ โดยสำนักเลขาธิการ AALCO
  2. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศเบิกจ่ายค่าบำรุงศาลประจำอนุญาโตตุลาการประจำปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ.2010) ในอัตรา 3,237 ยูโร และอนุมัติในหลักการที่จะจ่ายค่าบำรุงประจำปีในปีต่อ ๆ ไป ตามอัตราที่เรียกเก็บโดยสำนักเลขาธิการศาลประจำอนุญาโตตุลาการ

ส่วนรายละเอียดของการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 10,970 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 3,237 ยูโร ให้กระทรวงการต่างประเทศใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่ได้รับการจัดสรรไว้แล้ว


19. เรื่อง การประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3

คณะรัฐมนตรีรับทราบการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง ครั้งที่ 3 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานว่า กต.จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง (Asia-Middle East Dialogue - AMED) ครั้งที่ 3หรือ AMED III ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. ภูมิหลัง

กรอบความร่วมมือเอเชีย-ตะวันออกกลาง หรือ AMED ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ด้วยความริเริ่มของนายโก๊ะ จ๊ก ตง (ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์) ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มมากขึ้น ในสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงประสงค์ที่จะเห็นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลางมากขึ้น โดยความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ผ่านกรอบการหารือที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองภูมิภาคได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 49 ประเทศ และปาเลสไตน์ ทั้งจากภูมิภาคเอเชีย (เอเชียตะวันออก เอเชียใต้และเอเชียกลาง) ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

การหารือในกรอบ AMED แบ่งออกเป็น 3 สาขา ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน โดยมีกลไกขับเคลื่อน 3 กลไกหลัก คือ (1) คณะกรรมการกำหนดนโยบาย (Steering Committee) (2) การประชุมระดับรัฐมนตรี และ (3) คณะทำงาน (Working Group) ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม

2. การประชุมระดับรัฐมนตรี

3. การประชุม AMED III

4. การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ

5. ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุม AMED III


เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


20. เรื่อง สรุปรายงานสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปสถิติอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2553 ของกระทรวงคมนาคม โดยเปรียบเทียบกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2552 สถิติอุบัติเหตุเฉพาะการขนส่งทางถนนเปรียบเทียบระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 กับเดือนกรกฎาคม 2553 ความก้าวหน้าในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน โดยใช้ข้อมูลจากศูนย์ปลอดภัยคมนาคม และระบบ TRAMS จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เวลา 09.00 น. ดังนี้

1. สถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2553 โดยเปรียบเทียบกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาคการขนส่งประจำเดือนกรกฎาคม 2552

สาขาการขนส่ง อุบัติเหตุที่รับรายงาน (ครั้ง) ผู้บาดเจ็บ (ราย) ผู้เสียชีวิต (ราย)
ก.ค.52 ก.ค.53 เปรียบเทียบ ก.ค.52 ก.ค.53 เปรียบเทียบ ก.ค.52 ก.ค.53 เปรียบเทียบ
ถนน 715 419 -41.4% 502 443 -11.8% 78 55 -29.5%
จุดตัดรถไฟกับถนน 13 7 -46.2% 7 3 -57.1% 7 4 -42.9%
ทางน้ำ 5 2 -60.0% 5 0 -100% 0 1 +100%
ทางอากาศ 0 0 - 0 0 - 0 0 -
รวม 733 428 -41.6% 514 446 -13.2% 85 60 -29.4%

หมายเหตุ ตัวเลข -100% หมายถึง ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน

จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากภาคการขนส่งในความรับผิดชอบ เปรียบเทียบในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2552 กับปี 2553 พบว่าในภาพรวมของทุกสาขาการขนส่งมีจำนวนครั้งของสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงเฉลี่ยร้อยละ 41.6 จำนวนผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 13.2 และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 29.4 และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2552 พบว่า การเกิดอุบัติเหตุทางถนนยังคงสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง ซึ่งจากสถิติข้างต้น อุบัติเหตุทางถนน เดือนกรกฎาคม 2553 พบว่า เกิดขึ้นสูงถึงร้อยละ 97.9 เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่น มีผู้บาดเจ็บร้อยละ 99.3 และมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 91.7 โดยการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเดือนกรกฎาคม 2553 มีจำนวนครั้ง จำนวนผู้บาดเจ็บ และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลง เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2552 โดยเส้นทางตรงยังคงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจรและไม่ปลอดภัย ได้แก่ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด และการตัดหน้ากระชั้นชิด ยังคงเป็นมูลเหตุสันนิษฐานสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด มีสถิติที่ลดลงร้อยละ 42.1 และการตัดหน้ากระชั้นชิด มีสถิติลดลงร้อยละ 51.6 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2552 นอกจากนี้ประเภทรถที่เกี่ยวข้องกับ การเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์

2. สถิติอุบัติเหตุเฉพาะการขนส่งทางถนนเปรียบเทียบระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 กับเดือนกรกฎาคม 2553

ข้อมูลอุบัติเหตุ มิ.ย.53 ก.ค.53 รวม (ม.ค.-ก.ค.53)
อุบัติเหตุ (ครั้ง) 803 419 (-47.8%) 7,054
ผู้เสียชีวิต (ราย) 86 55 (-36.0%) 1,025
ผู้บาดเจ็บ (ราย) 635 443 (-30.2%) 6,729

สถิติอุบัติเหตุการขนส่งทางถนนระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2553 เกิดอุบัติเหตุรวม 7,054 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 1,025 ราย และผู้บาดเจ็บ 6,729 ราย โดยในเดือนกรกฎาคม 2553 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2553

3. ความก้าวหน้าในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน

กระทรวงคมนาคมขอรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการ ดังนี้

4. การดำเนินงานเพื่อสนับสนุนมาตรการด้านความปลอดภัยในระบบขนส่ง

คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในระบบขนส่ง จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

5. ข้อเสนอเพื่อการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการขนส่งทางถนน

จากผลการวิเคราะห์ข้างต้น กระทรวงคมนาคมจะได้ดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในภาคการขนส่งทางถนน ดังนี้


21. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2553) ของกระทรวงมหาดไ ทย ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และการให้ความช่วยเหลือ

1.1 พื้นที่ประสบภัย 27 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 10-11 สิงหาคม 2553) ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี และจังหวัดลพบุรี รวม 120 อำเภอ 898 ตำบล 9,163 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ปี 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 10-11 สิงหาคม 2553)

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 12 51 330 2,750 กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี 496,163 143,273
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 11 63 511 5,941 กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี 2,052,567 494,177
3 กลาง 4 6 57 472 ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี 151,950 52,888
รวมทั้งประเทศ 27 120 898 9,163   2,700,680 690,338

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้าน
ทั้งหมด
20-23 ก.ค. 2553 24 ก.ค.-2 ส.ค. 2553 3-9 ส.ค. 2553 10-11 ส.ค. 2553
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่
บ้าน
+เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
1 เหนือ 16,590 3,408 -67 3,175 -233 3,112 -63 2,750 -362
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 33,099 7,165 -617 7,159 -6 6,063 -1,096 5,941 -122
3 กลาง 11,736 612 -185 525 -87 524 -1 472 -52
  รวม 61,425 11,185 -869 10,859 -326 9,699 -1,160 9,163 -536

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ภัยแล้ง ระหว่างวันที่ 3-9 สิงหาคม 2553 ซึ่งมีพื้นที่ประสบภัยแล้ง รวม 27 จังหวัด 127 อำเภอ 973 ตำบล 9,699 หมู่บ้าน แต่เนื่องจาก มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้มีฝนตกทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้จำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ต่างๆ ลดลง จำนวน 536 หมู่บ้าน

หมายเหตุ สถานการณ์ภัยแล้งปี 2553 ช่วงระยะเวลาที่มีสถานการณ์ภัยแล้งสูงสุดอยู่ในห้วงระหว่างวันที่ 12-19 เมษายน 2553 มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 60 จังหวัด 463 อำเภอ 3,005 ตำบล 24,248 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 7,421,017 คน 1,982,861 ครัวเรือน

1.2 ความเสียหาย

พื้นที่การเกษตรเสียหาย รวม 1,528,614 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 1,269,002 ไร่ นาข้าว 96,498 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 163,114 ไร่ ในพื้นที่ 45 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด เลยสกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กระบี่ นครศรีธรรมราช ระนอง พัทลุง สตูล สุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง

1.3 การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด

1.4 การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานอื่นๆ

2. สถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2553)

สถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2553 อันเนื่องมาจากอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่าน ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่การเกษตรและชุมชน

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 16- 21 สิงหาคม 2553

อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับรายงานข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม 2553) จากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าได้เกิดแผ่นดินไหว ที่มีความรุนแรงมากกว่า 5 R ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 เวลา 05.21 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณหมู่เกาะอันดามัน ขนาด 5.4 R


22. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 26

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 26 ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

สถานการณ์อุทกภัย

อิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ประกอบกับช่วงปลายสัปดาห์มีคลื่นกระแสลมตะวันออกได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่นเกือบตลอดช่วง ส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 11 - 14 สิงหาคม 2553 ได้รับรายงานพื้นที่ ประสบภัยทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ และสุโขทัย ดังนี้

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (15 สิงหาคม 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 35,803 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน(34,494 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 1,309 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 11,962 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (47,327 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 64) จำนวน 11,524 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 37,752 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (15 สิงหาคม 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 33,908 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (32,738 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 1,170 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้การได้ 10,385 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (45,048 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 65) จำนวน 11,140 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 35,687 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ

หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. 1-11 ส.ค. รวม
ภูมิพล 52.09 1.74 4.95 0.00 15.60 34.06 146.20 285.88 540.52
สิริกิติ์ 136.62 97.73 85.93 69.12 114.18 150.64 622.74 862.11 2,139.07
ภูมิพล+สิริกิติ์ 188.71 99.47 90.88 69.12 129.78 184.70 768.94 1147.99 2,679.59
แควน้อยฯ 42.49 25.69 31.19 14.35 19.65 33.36 75.36 62.72 304.81
ป่าสักชลสิทธิ์ 41.06 5.51 19.00 10.18 17.44 27.91 5.72 72.82 199.64
รวม 4 อ่างฯ 272.26 130.67 141.07 93.65 166.87 245.97 850.02 1,662.51 3,563.02

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์

หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่าง
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ภูมิพล 6,173 46 4,233 31 433 3 36.66 26.29 3.00 3.00 9,229
สิริกิติ์ 5,132 54 4,330 46 1,480 16 52.14 68.66 5.43 5.41 5,180
ภูมิพล+สิริกิติ์ 11,305 50 8,563 37 1,913 8 88.80 94.95 8.43 8.41 14,409
แควน้อยฯ 155 20 237 31 201 26 6.39 3.98 0.43 0.43 532
ป่าสักชลสิทธิ์ 293 31 137 14 134 14 9.19 7.91 0.00 0.00 823

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ภาคตะวันออก

2. สภาพน้ำท่า

3. คุณภาพน้ำ

จากการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เนื่องจากปริมาณน้ำในลำน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าความเค็มต่ำกว่ามาตรฐาน จึงขอยุติการรายงาน

การดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง ตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

  1. แจ้งเตือนผ่านศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด
    • 1.1 ให้เกษตรกรเตรียมการรับสถานการณ์ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงในช่วงวันที่ 11-14 สิงหาคม 2553 บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา หรือที่ลุ่มใกล้ทางน้ำไหลของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ ส่วนชาวเรือควรระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะดังกล่าวด้วย
    • 1.2 ให้เกษตรกรเฝ้าระวังพร้อมคำแนะนำวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว แมลงบั่ว โรคเมล็ดด่าง โรคไหม้ หอยเชอรี่ และหนู
  2. การปฏิบัติการฝนหลวง สำนักฝนหลวงและการบินเกษตรได้ปรับแผนปฏิบัติการการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ปัจจุบันมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 5 ศูนย์ ประกอบด้วย หน่วยปฏิบัติการ จำนวน 11 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก แพร่ พิษณุโลก ลพบุรี กาญจนบุรี ขอนแก่น อุบลราชธานี สระแก้ว ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี และฐานเติมสารฝนหลวง จำนวน 6 ฐาน ได้แก่ นครสวรรค์ บุรีรัมย์ นครพนม นครราชสีมา ระยอง นครศรีธรรมราช
  3. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 422 เครื่อง ในพื้นที่ 47 จังหวัด ดังนี้
    • ภาคเหนือ 12 จังหวัด จำนวน 135 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (35 เครื่อง) นครสวรรค์ (1 เครื่อง) เพชรบูรณ์(3 เครื่อง) ลำปาง (31 เครื่อง) น่าน (11 เครื่อง) พิษณุโลก(1 เครื่อง) แพร่ (8 เครื่อง) ตาก (6 เครื่อง) ลำพูน (13 เครื่อง) พะเยา (5 เครื่อง) แม่ฮ่องสอน (18 เครื่อง) เชียงราย (3 เครื่อง)
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด จำนวน 124 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา (5 เครื่อง) ขอนแก่น(3 เครื่อง) มหาสารคาม (3 เครื่อง) ร้อยเอ็ด (11 เครื่อง) กาฬสินธุ์ (49 เครื่อง) อุบลราชธานี (6 เครื่อง) นครพนม(8 เครื่อง) มุกดาหาร (5 เครื่อง) อำนาจเจริญ (14 เครื่อง) สุรินทร์ (7 เครื่อง) ศรีสะเกษ (11 เครื่อง)และอุดรธานี (2 เครื่อง)
    • ภาคกลาง 11 จังหวัด จำนวน 46 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท (11 เครื่อง) ลพบุรี (2 เครื่อง) สิงห์บุรี (1 เครื่อง) สระบุรี (1 เครื่อง) อยุธยา (2 เครื่อง) นนทบุรี (5 เครื่อง) ปทุมธานี (8 เครื่อง) สุพรรณบุรี (9 เครื่อง) สมุทรสาคร(2 เครื่อง) ราชบุรี (1 เครื่อง) และอุทัยธานี (1 เครื่อง)
    • ภาคตะวันออก 3 จังหวัด จำนวน 36 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครนายก (11 เครื่อง) ปราจีนบุรี (11 เครื่อง) และฉะเชิงเทรา (14 เครื่อง)
    • ภาคใต้ 8 จังหวัด จำนวน 58 เครื่อง ได้แก่ จังหวัด เพชรบุรี (2 เครื่อง) นครศรีธรรมราช (19 เครื่อง) พังงา(1 เครื่อง) สงขลา (17 เครื่อง) ยะลา (6 เครื่อง) พัทลุง (5 เครื่อง) ตรัง (1 เครื่อง) และปัตตานี (7 เครื่อง)

ผลกระทบด้านการเกษตร

ภัยแล้ง ช่วงภัยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มิถุนายน 2553


แต่งตั้ง


23. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อทดแทน นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ ซึ่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งความประสงค์ขอรับโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายก รัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. การคัดเลือกเพื่อเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ประเภทบริหารระดับสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้งนางสาว เยาวลักษณ์ สุขวิวัฒนพร รองเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ และเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนัก นายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายฐากูร ดิษฐอำนาจ ที่ปรึกษาด้านข่าวกรองความมั่นคงและสถาบันหลัก (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
  2. นายวัตตะ วุตติสันต์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบงานการข่าว (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายเฉลิมพร พิรุณสาร เลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้ง นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆ ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รวม 40 คน เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมจะครบวาระในวันที่ 16 สิงหาคม 2553 ดังนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี