สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
10 สิงหาคม 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการให้บำเหน็จความชอบ การกันเป็นพยานการลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยาน พ.ศ. .....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขออนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 สำหรับไตรมาสที่ 4 / 2553
  2. เรื่อง การทบทวนระยะเวลาการใช้สิทธิชดเชยส่วนต่างราคาข้าวโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2252/53 รอบที่ 2
  3. เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาก่อสร้างและจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรแปลงอพยพโครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง
  4. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่ประสบภัยจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปี 2552
  5. เรื่อง สถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง
  6. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ครั้งที่ 1/2553
  7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2553
  8. เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553
  9. เรื่อง การรายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ และผลการดำเนินงานตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
  10. เรื่อง การปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกเป็นร้อยละ 20 และกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก
  11. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

สังคม

  1. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทรายของประเทศ
  2. เรื่อง รายงานผลการปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก 2010
  3. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางเพื่อสนับสนุนงานการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์การชุมนุมก่อความไม่สงบทางการเมือง (คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน)
  4. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง คำขอของประเทศในภูมิภาคยุโรปในการขอรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa-On-Arrival)
  2. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 6
  3. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา
  4. เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Single Visa - ASV) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา
  5. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน - จีน
  6. เรื่อง รายงานผลการเดินทางไปราชการเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาการปิดด่านชายแดนของสหภาพพม่า ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  7. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 43 และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล

  1. เรื่อง สถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2553 และแนวโน้มเดือนสิงหาคม 2553
  2. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 25
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2553)

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่
    2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    3. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
    5. การแต่งตั้งเลขาธิการ ก.พ. (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    6. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)
    8. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย
    9. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    10. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
    11. ขอปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการให้บำเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยาน พ.ศ. .....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการให้บำเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยาน พ.ศ. ..... ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ

ข้อเท็จจริง

สำนักงาน ก.พ.เสนอว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 98 วรรคสี่ บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการการให้บำเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ." และในคราวประชุม ก.พ.เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการการให้บำเหน็จความชอบ การกันเป็นพยาน การลดโทษ และการให้ความคุ้มครองพยาน พ.ศ. .... ทั้งนี้ ร่างกฎ ก.พ.ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจาก อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการด้วยแล้ว

สาระสำคัญของร่างกฎ ก.พ.

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "วินัย" และคำว่า "พยาน" (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยานอันเป็นประโยชน์และเป็นผลดียิ่งต่อทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ราชการซึ่งได้รับความคุ้มครองพยานและอาจได้รับบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ (ร่างข้อ 3)
  3. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ที่อาจจะถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดวินัยกับ ข้าราชการอื่น ถ้าได้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำต่อบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนหรือ ตรวจสอบ และข้อมูลหรือถ้อยคำนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ อาจได้รับการกันเป็นพยาน การลดโทษ หรือการให้ความคุ้มครองพยาน (ร่างข้อ 4)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการให้ความคุ้มครองพยาน โดยกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ชั้นและผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นผู้มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองพยาน ในกรณีที่พยานผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นไม่ได้ให้การคุ้มครองหรือการให้การคุ้มครองดังกล่าวไม่เพียงพอ อาจยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเพื่อพิจารณาดำเนินการ และในกรณีพยานผู้ใดเห็นว่าผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งยังไม่ได้ให้การคุ้มครองหรือการให้การคุ้มครองดังกล่าวไม่เพียงพอ อาจยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อสำนักงาน ก.พ.ได้ ทั้งนี้ การให้ความคุ้มครองพยาน ให้พิจารณาดำเนินการในโอกาสแรกที่สามารถกระทำได้ และให้เริ่มตั้งแต่มีการให้ข้อมูลหรือถ้อยคำจนกว่าจะมีการสั่ง ยุติเรื่องหรือดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายนี้แก่ผู้เป็นต้นเหตุเสร็จสิ้น (ร่างข้อ 7-12)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกันเป็นพยาน โดยกำหนดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งอาจกัน ผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำตามร่างข้อ 4 เป็นพยานได้ หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ หากผู้ที่ถูกกันเป็นพยานไม่มาให้ถ้อยคำ หรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำ หรือให้ถ้อยคำแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ หรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือกลับคำให้การ ให้การกันผู้นั้นไว้เป็นพยานเป็นอันสิ้นสุดลง (ร่างข้อ 13-14)
  6. กำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาลดโทษกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำตาม ร่างข้อ 4 ได้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำที่สำคัญจนเป็นเหตุให้ลงโทษทางวินัยแก่ผู้เป็นต้นเหตุแห่งการกระทำผิดได้ และ ต้องถูกลงโทษวินัยเพราะเหตุที่ได้ร่วมกระทำผิดวินัยนั้นด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดให้ผู้มีอำนาจบรรจุและแต่งตั้งพิจารณาลดโทษให้ผู้นั้นต่ำกว่าโทษที่ควรได้รับจริงได้ (ร่างข้อ 16)
  7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ผู้ให้ข้อมูลหรือถ้อยคำตามร่างข้อ 3 โดยกำหนดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นผู้พิจารณาตามระดับความมากน้อยของประโยชน์และผลดียิ่งต่อทาง ราชการที่ได้รับจากการให้ข้อมูลหรือถ้อยคำนั้น (ร่างข้อ 17-18)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า

  1. สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (22 พฤษภาคม 2550, 25 ธันวาคม 2550) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะองค์อุปถัมภ์วงการดนตรีคลาสสิกแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เจริญพระชนมายุ 7 รอบ
  2. สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะ ด้านดนตรีคลาสสิกสำหรับผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษและบุคคลทั่วไปทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ต่อเนื่องจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับปริญญา ตลอดจนทำหน้าที่เผยแพร่ดนตรีคลาสสิกแก่สาธารณชนในลักษณะการแสดงดนตรี การฝึกอบรม และกิจกรรมเสริมทักษะอื่น ๆ เพื่อการบริการทางวิชาการแก่สังคมและการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และทำหน้าที่ในการพัฒนามาตรฐาน และกำหนดเกณฑ์การประเมินมาตรฐานความรู้ความสามารถและทักษะด้านดนตรีคลาสสิกของนักดนตรีในประเทศ เพื่อเทียบเคียงมาตรฐานสากล
  3. ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาเปิดสอนดนตรีคลาสสิกทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แต่ก็ยังไม่มีสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางที่เปิดการเรียนการสอนด้านดนตรีคลาสสิก จึงสมควรจัดตั้งสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาให้เป็นสถาบันอุดมศึกษา เฉพาะทางที่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความเป็นเลิศด้านดนตรีคลาสสิก
  4. สภามหาวิทยาลัยศิลปากรในคราวประชุม ครั้งที่ 10/2552 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ได้มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. .... และให้เสนอกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาในกำกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น และมีวัตถุประสงค์ อำนาจ หน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 4 ร่างมาตรา 6 และ ร่างมาตรา 12)
  2. กำหนดการแบ่งส่วนงานของสถาบัน การจัดตั้ง การรวมและการยุบเลิกสำนักงาน (ร่างมาตรา 7 และ ร่างมาตรา 8)
  3. กำหนดให้สถาบันมีอำนาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบได้ หรือจัดการศึกษาและ การวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่น ๆ ทั้งในหรือต่างประเทศ (ร่างมาตรา 9 และร่างมาตรา 10)
  4. กำหนดแหล่งที่มาของรายได้ของสถาบันส่วนหนึ่งประกอบด้วยเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็น รายปี และเงินกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น และให้รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ (ร่างมาตรา 13)
  5. กำหนดให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย นายกสภาสถาบันซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการที่มาจากการเลือกตั้ง และให้สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 17 และร่างมาตรา 19)
  6. กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารสถาบัน ประกอบด้วย อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ กรรมการ โดยตำแหน่ง และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 20 และร่างมาตรา 21)
  7. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการสถาบัน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ และกรรมการตามที่กำหนด โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 23)
  8. กำหนดให้มีการประกันคุณภาพและการประเมินของสถาบันและกำหนดให้สถาบันมีระบบบัญชีและ การตรวจสอบ (ร่างมาตรา 34 ถึงร่างมาตรา 38)
  9. กำหนดตำแหน่งทางวิชาการคณาจารย์ประจำของสถาบันและกำหนดปริญญาและเครื่องหมาย วิทยฐานะของสถาบัน (ร่างมาตรา 46 ถึงร่างมาตรา 58)
  10. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน และรายได้ของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ในกำกับของมหาวิทยาลัยศิลปากร รวมทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ นายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดเกี่ยวกับการนำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2530 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 61 ถึงร่างมาตรา 65)

3. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และ ให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ยกเลิกระดับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนและต่อมา สำนักงาน ก.พ. ได้เทียบการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เท่ากับการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1006/ว12 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เท่ากับ การดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ทำให้มีการจัดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนขึ้นใหม่ และ ยกเลิกระบบซีเดิม
  2. โดยที่กฎหมายตามข้อ 1 มีผลกระทบต่อระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547 กระทรวงการคลังจึงได้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว โดยการออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 โดยกำหนดให้คงสิทธิข้าราชการระดับ 8 หรือ 8 ว เดิมให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท โดยให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ และผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโสเฉพาะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับทักษะพิเศษ และตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูงที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ 9 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการนั้นเห็นสมควรให้ตำแหน่งดังกล่าว มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท โดยเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วได้รับเงิน ค่าตอบแทนพิเศษเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท
  3. ระเบียบตามข้อ 2 มิได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 เดิม แต่ได้ถูกกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ให้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส รวมอยู่กับผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว เดิม และผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ ที่ได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภท ทั่วไป ระดับชำนาญงาน ที่ได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งระดับอาวุโสซึ่งมิใช่ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนรายเดือนอัตราเดือนละ 3,500 บาท
  4. กรมบัญชีกลางจึงได้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงาน ก.พ. ซึ่งมีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการที่ได้รับการเลื่อนเป็นระดับชำนาญการพิเศษที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง เห็นควรกำหนดให้ได้รับ ค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส เห็นควรให้คงหลักการเดิม คือ กำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท เฉพาะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ระดับ 8 หรือ 8 ว ซึ่งเดิมเคยได้รับค่าตอบแทน ก่อนมีการปรับเข้าสู่ประเภทตำแหน่งใหม่เท่านั้น

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับ เว้นแต่ข้าราชการที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ
  2. กำหนดให้ข้าราชการซึ่งได้เงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือน เท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับเว้นแต่ข้าราชการซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่ง ระดับ 7 หรือ ตำแหน่งที่เทียบเท่า
  3. กำหนดให้ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาซึ่งได้รับเงินวิทยฐานะตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนในอัตรา เท่ากับเงินวิทยฐานะที่ได้รับ เว้นแต่ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาซึ่งได้รับเงินวิทยฐานะชำนาญการ
  4. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีสิทธิได้รับทั้งเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหาร และเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราเท่ากับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารหรือเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการที่สูงกว่าเพียงทางเดียว
  5. กำหนดให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษ มีสิทธิได้รับเงิน ค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท
  6. กำหนดให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับทักษะพิเศษ หรือประเภทวิชาการระดับ เชี่ยวชาญ ระดับทรงคุณวุฒิ หรือประเภทอำนวยการระดับสูง หรือประเภทบริหาร ระดับต้น ระดับสูงซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งแต่ปฏิบัติงานในตำแหน่งซึ่งมีลักษณะเป็นงานสนับสนุนประเภทประสานงาน กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา และงานมอบหมายพิเศษ ถ้าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการประเภทนั้นเห็นสมควรให้ตำแหน่งดังกล่าวมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

4. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอ คณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. โดยที่การกำหนดให้ข้าราชการหรือผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับบำเหน็จ ตกทอดต้องทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดฉบับใหม่แทนฉบับเดิม โดยให้บันทึกการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกเลิกหนังสือแสดงเจตนาในหนังสือแสดงเจตนาฉบับเดิมนั้น ก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยากในการบันทึกการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในทางปฏิบัติข้าราชการและผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงในหนังสือแสดงเจตนาฉบับใหม่ โดย มิได้บันทึกการเปลี่ยนแปลงในหนังสือแสดงเจตนาฉบับเดิม ทำให้การแสดงเจตนาดังกล่าวไม่เป็นไปตามประกาศของกระทรวงการคลังและส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด อีกทั้งยังเกิดความสับสนในทางปฏิบัติและก่อให้เกิดปัญหาแก่ส่วนราชการต่าง ๆ จำนวนมาก รวมทั้งปัญหาในการฟ้องร้องคดีอยู่เสมอ
  2. นอกจากนี้ การกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดให้ระบุได้ไม่เกิน 3 คน เป็นการจำกัด สิทธิของผู้แสดงเจตนาและทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ สำหรับกรณีที่ข้าราชการหรือผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญประสงค์ จะแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดมากกว่า 3 คน
  3. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด เกี่ยวกับแบบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และวิธีการในการแสดงเจตนาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้าราชการ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ

สาระสำคัญของร่างประกาศ

  1. กำหนดหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด (แบบ 1) ขึ้นใหม่ โดยยกเลิกแบบหนังสือแสดงเจตนาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำหนดหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด (แบบ 2) สำหรับกรณีข้าราชการหรือ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญประสงค์จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับบำเหน็จตทอดเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับบำเหน็จ ตกทอดในภายหลัง (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 5)
  2. กำหนดจำนวนผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดได้ไม่จำกัดจำนวนจากเดิมที่ให้กำหนดผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดได้ไม่เกิน 3 คน (ร่างข้อ 4)
  3. กำหนดให้บุคคลอื่นสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด แบบ 1 หรือแบบ 2 ได้ ตามแบบใบมอบฉันทะจากเดิมที่กำหนดให้บุคคลอื่นสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตนาได้เพียงฉบับใหม่เท่านั้น ไม่สามารถ ยื่นหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดในฉบับแรกได้ (ร่างข้อ 6)
  4. กำหนดให้หนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดที่ได้ทำไว้ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และได้ทำถูกต้องตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไป (ร่างข้อ 8)

5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอดังนี้

  1. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
  2. ให้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับกลับคืนไปยังกระทรวงการคลังก่อน และเมื่อรัฐสภาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1. แล้ว ให้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยแก้ไขให้สอดคล้องกันต่อไป

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการายงานว่า

  1. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสร็จแล้ว โดย สำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงบประมาณ) กระทรวงกลาโหม (สำนักงานปลัดกระทรวง) กระทรวงการคลัง (สำนักงานปลัดกระทรวง และกรมบัญชีกลาง) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับนี้แล้ว
  2. สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เห็นควรให้ส่งกลับคืนไปยังกระทรวงการคลังก่อน เนื่องจากเห็นว่า กระบวนการในการตราพระราชบัญญัติจะมีระยะเวลาดำเนินการนานกว่ากระบวนการตราพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น เพื่อมิให้มีความผิดพลาดในการ ดำเนินการซึ่งอาจเกิดกรณีที่มีการประกาศใช้ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิรับ ช.ค.บ. เสียสิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในหลักการของพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ จึงเห็นว่า ในชั้นนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าว และเมื่อรัฐสภาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแล้วจึงจะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกันต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

2. ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติ หลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ


7. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและ ร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. โดยที่มีระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. 2546 เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของกลาง เนื่องจากลักษณะงานการตรวจพิสูจน์ของกลางยาเสพติดต้องใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ โดยผลของการตรวจพิสูจน์ มีความสำคัญในทางคดีเป็นประโยชน์ในการพิพากษาคดีของศาล รวมทั้งเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจให้ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปรับโครงสร้างหน่วยงานภายในของสำนักงานฯ ใหม่ โดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2552 มีผลให้สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดถูกปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ โดยแบ่งส่วนราชการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเป็นกองพิสูจน์หลักฐานกลางและศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 - 10 ขึ้นทำหน้าที่แทนกองพิสูจน์หลักฐานและกองวิทยาการภาค ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานกลางมีผู้บังคับการเป็นหัวหน้าหน่วยงานและศูนย์พิสูจน์หลักฐานมี ผู้บังคับการหรือรองผู้บังคับการเป็นหัวหน้าหน่วยงานแล้วแต่กรณี ทำให้มีปัญหาไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับ ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ตามระเบียบข้อ 1.
  3. กระทรวงการคลังจึงเห็นควรแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. 2546 เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปรับโครงสร้างหน่วยงานภายในของสำนักงานฯ ใหม่ มีชื่อเรียกเปลี่ยนไป ไม่ตรงกับชื่อหน่วยงานที่กำหนดไว้ในข้อ 6 ของระเบียบฯ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับผู้ตรวจพิสูจน์ได้ ดังนั้น เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างถูกต้องจึงต้องแก้ไขระเบียบฯ รวมทั้งแก้ไขความที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายในเรื่องวิธีการเบิกเงินให้สอดคล้องกับการเบิกจ่ายเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) การกำหนดอำนาจ การพิจารณาอนุมัตินอกเหนือระเบียบฯ

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. ยกเลิกความในข้อ 6 ของระเบียบฯ และกำหนดเป็น "การขอรับเงินค่าตอบแทนตามข้อ 5 ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดของสำนักงาน ป.ป.ส. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นแบบขอรับเงินค่าตอบแทนตามแบบท้ายระเบียบพร้อมทั้งแนบหนังสือการนำส่งของกลางมาตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานนำส่งตรวจพิสูจน์และสำเนารายงานผลการตรวจคุณภาพวิเคราะห์และหรือปริมาณวิเคราะห์แล้วแต่กรณี โดยให้ยื่นต่อหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าของงบประมาณหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับแบบขอรับเงินค่าตอบแทนและอนุมัติการเบิกจ่าย" (ร่างข้อ 3)
  2. ยกเลิกความในข้อ 7 ของระเบียบฯ และกำหนดเป็น "ให้ส่วนราชการผู้เบิกส่งคำขอเบิกเงินซึ่งตรวจสอบถูกต้องแล้ว โดยบันทึกรหัสงบประมาณแหล่งของเงินและกิจกรรมหลักมายังกรมบัญชีกลาง สำนักงานคลังจังหวัดสำหรับแบบขอรับเงินค่าตอบแทนให้เก็บไว้ที่ส่วนราชการเพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ" (ร่างข้อ 4)
  3. เพิ่มความในข้อ 11 ของระเบียบฯ เป็น "ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนี้ และกรณีที่ ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบ ให้ขอตกลงกระทรวงการคลังก่อน" (ร่างข้อ 5)

เศรษฐกิจ


8. เรื่อง ขออนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ ฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 สำหรับไตรมาสที่ 4 / 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินสำหรับไตรมาสที่ 4/2553 ด้วยวิธีการทำสัญญากู้เงิน (Term loan) วงเงิน 60,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับขั้นตอนการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นเพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการเร่งดำเนินการจัดสรรเงินกู้คงเหลือประมาณ 37,000 ล้านบาท และให้มีการผูกพันในสัญญาโดยเร็วไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

1. ผลการดำเนินการกู้เงินและการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใต้แผนการบริหารและจัดการเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 สำหรับไตรมาสที่ 3/2553 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 วงเงิน 80,000 ล้านบาท ด้วยการทำสัญญาเงินกู้ (Term loan) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และ กค. ได้ ดำเนินการกู้เงินแล้ว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

ผู้ให้กู้ งวดที่ 1 วงเงิน 40,000 ล้านบาท
ธ.กรุงไทย วงเงิน 40,000 ล้านบาท
งวดที่ 2 วงเงิน 40,000 ล้านบาท
ธ.กรุงไทยฯ วงเงิน 20,000 ล้านบาท
ธ.ออมสินวงเงิน 20,000 ล้านบาท
อัตราดอกเบี้ย เฉลี่ยร้อยละ 1.32 ต่อปี เฉลี่ยร้อยละ 1.49 ต่อปี
ระยะเวลาเงินกู้ 4 ปี 4 ปี
ระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกู้ 6 เดือน (3 มิ.ย.-3 ธ.ค.2553) 6 เดือน (29 มิ.ย.-29 ธ.ค.2553)
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ไม่มี ไม่มี

สำหรับผลการเบิกจ่ายเงินกู้ กค. ได้ดำเนินการลงนามในสัญญากู้เงินเมื่อ

  • วันที่ 21 กันยายน 2552 วงเงิน 30,000 ล้านบาท
  • วันที่ 15 ธันวาคม 2552 วงเงิน 30,000 ล้านบาท
  • วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 วงเงิน 45,000 ล้านบาท
  • วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วงเงิน 45,000 ล้านบาท
  • วันที่ 3 มิถุนายน 2553 วงเงิน 40,000 ล้านบาท
  • วันที่ 29 มิถุนายน 2553 วงเงิน 40,000 ล้านบาท

โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 230,000 ล้านบาท สำหรับผลการเบิกจ่ายเงินกู้สรุปได้ ดังนี้

หน่วย : บาท

เดือน การเบิกจ่ายเงินกู้ การเบิกจ่าย
จากบัญชีไทยเข้มแข็ง
ก.ย. 2552 15,000,000,000.00 14,871,643,552.04
ต.ค. - ธ.ค.2552 20,000,000,000.00 19,752,238,512.90
ม.ค. - มี.ค.2553 70,000,000,000.00 69,295,777,073.68
เม.ย.- มิ.ย. - 2553 78,000,000,000.00 67,627,120,434.75
ก.ค. 2553 17,000,000,000.00 21,913,960,626.80
รวม 200,000,000,000.00 193,460,740,200.25

หมายเหตุ
1. ข้อมูลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 21 ก.ค.2553
2. แผนการกู้เงินสำหรับไตรมาสที่ 4 / 2553 (ก.ค. - ก.ย. 2553)

กค. รายงานว่า สถานะการดำเนินโครงการในปัจจุบัน (21 กรกฎาคม 2553) สำนักงบประมาณได้อนุมัติคำขอจัดสรรแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ 310,587.72 ล้านบาท และหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างไปแล้ววงเงินประมาณ 256,383.51 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามแผนการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้ลงนามผูกพันในสัญญา คาดว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2553 จะมีการเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 98,856 ล้านบาท ประกอบกับขณะนี้ยังคงมีวงเงินกู้คงเหลือประมาณ 37,000 ล้านบาท จึงเห็นควรกำหนดแผนการกู้เงินสำหรับไตรมาสที่ 4/2553 ด้วยวิธีการทำสัญญากู้เงิน (Term loan) วงเงิน 60,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขการ กู้เงิน ดังนี้

ผู้กู้ กค. ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
วัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สำหรับแผนงานหรือโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ระยะเวลาเงินกู้ ไม่เกิน 4 ปี
แหล่งเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทย/หรือสถาบันการเงินภาครัฐ
อัตราดอกเบี้ย อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) เฉลี่ย (ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ และธนาคารกสิกรไทยฯ) หรืออัตราดอกเบี้ย BIBOR ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และ/หรือ บวกส่วนเพิ่มหรือลบส่วนลดตามที่ กค. เห็นสมควร โดยปรับอัตราดอกเบี้ยทุกงวด 6 เดือน หากมีการเปลี่ยนแปลงและการคิดดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการเบิกจ่ายเงินกู้
ระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ ภายใน 5 เดือน
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย เป็นไปตามข้อเสนอของแหล่งเงินกู้ ซึ่งจะได้มีการเจรจาต่อรองต่อไปตามที่ กค. เห็นสมควร
การชำระคืนต้นเงิน ชำระคืนต้นเงินกู้ทั้งจำนวนเมื่อครบกำหนด
การชำระคืนต้นเงินก่อนกำหนด สามารถชำระคืนต้นเงินก่อนกำหนดได้ทั้งจำนวนหรือบางส่วน

ทั้งนี้ กค. จะพิจารณากำหนดแผนการเบิกจ่ายเงินกู้ จำนวนเงิน และระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขที่เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในครั้งนี้ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินและแผนความต้องการใช้เงินในแต่ละ โครงการต่อไป


9. เรื่อง การทบทวนระยะเวลาการใช้สิทธิชดเชยส่วนต่างราคาข้าวโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2252/53 รอบที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ในพื้นที่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 15 เมษายน 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2553 และในพื้นที่ภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคม 2553
  2. เห็นชอบให้ผ่อนผันการขยายระยะเวลาการขึ้นทะเบียนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ในพื้นที่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ จากภายในวันที่ 15 เมษายน 2553 เป็นภายในวันที่ 30 เมษายน 2553 พร้อมทั้งขยายเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 - 30 เมษายน 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2553
  3. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการทำสัญญาของ ธ.ก.ส. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 จากสิ้นสุดวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ภาคใต้จากสิ้นสุดวันที่ 30 สิงหาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2553

ข้อเท็จจริง

  1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 โดยระยะเวลาการขึ้นทะเบียนเกษตรกรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 เมษายน 2553 ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 31 กรกฎาคม 2553 การประชุมประชาคม ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม - 15 พฤษภาคม 2553 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน - 15 สิงหาคม 2553 การออกหนังสือรับรองให้เกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม - 20 พฤษภาคม 2553 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 15เมษายน - 20 สิงหาคม 2553 การทำสัญญา ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม - 30 พฤษภาคม 2553 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 30 สิงหาคม 2553 และระยะเวลาการใช้สิทธิ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม - 31 กรกฎาคม 2553 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน - 31 ตุลาคม 2553
  2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 รับทราบและเห็นชอบตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานกรรมการ ประสานการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกรเสนอ ที่ให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งรัดดำเนินการจัดทำประชาคม และออกหนังสือรับรองเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและกลางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 มีนาคม 2553 สำหรับภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2553
  3. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ขยายระยะเวลาการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ปลูกข้าว รอบที่ 2 ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่างจากสิ้นสุดวันที่ 20 มีนาคม 2553 ให้ขยายเวลาถึงวันที่ 15 เมษายน 2553

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้มีการประชุมครั้งที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 เพื่อพิจารณา เรื่อง การทบทวนระยะเวลาการใช้สิทธิชดเชยส่วนต่างราคาข้าวโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติดังกล่าว


10. เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาก่อสร้างและจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรแปลงอพยพโครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

  1. อนุมัติขยายระยะเวลาก่อสร้างโครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง จากเดิมระยะเวลา 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 - 2553) เป็นระยะเวลา 11 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 - 2558) โดยไม่เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณของ โครงการ โดยในส่วนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนงานก่อสร้างที่ขยายเวลาออกไป เห็นควรให้กรมชลประทานเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้างภายในวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างเดิม ตามความเห็นชองสำนักงบประมาณ
  2. อนุมัติในหลักการให้จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรแปลงอพยพให้แก่ราษฎรที่ถูกเขตชลประทานบริเวณหัวงานและอ่างเก็บน้ำ โครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง โดยให้กรมชลประทานใช้งบประมาณค่าที่ดินของ โครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง เพื่อการนี้ และให้กรมชลประทานติดตามประเมินผลการเปลี่ยนแปลงหลักการตอบแทนผู้ได้รับผลกระทยจากการใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการจากการจัดหาที่ดินแปลงอพยพให้เป็นการจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 241 ราย มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเรื่องอาชีพ รายได้ และความเป็นอยู่ เพื่อที่จะได้กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบด้านอื่น ๆ รวมทั้งควรจะมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้มีการบุกรุกที่ดินแปลงอพยพร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบตามข้อสังเกตจากสำนักงบประมาณ รวมทั้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) รับความเห็นของกระทรวงการคลังที่ใช้จ่ายค่าชดเชยพิเศษเฉพาะราษฎรที่ถูกเขตชลประทานที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเขตชลประทานก่อนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 และเมื่อราษฎรรับค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรแปลงอพยพตามความประสงค์ไปแล้ว ให้กรมชลประทานจัดทะเบียนรายชื่อราษฎรผู้ที่ได้รับค่าชดเชยพิเศษ เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้ราษฎรดังกล่าวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินที่จะนำมาจัดสรรเป็นแปลงอพยพ รวมทั้งถ้าราษฎรดังกล่าวคนใดต้องการหาที่ดินทำกิน ก็ควรซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เพื่อมาทำประโยชน์แทนที่ดินเดิมโดยไม่เข้าไปบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกไปดำเนินการด้วย
  3. อนุมัติการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรแปลงอพยพ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) นายอำเภอแจ้ห่ม ผู้อำนวยการกองกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักงาน ก่อสร้าง 14 (โครงการกิ่วคอหมา) กรมชลประทาน โดยมี หัวหน้าฝ่ายจัดหาที่ดิน 2 กองกฎหมายและที่ดินกรมชลประทาน เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ เห็นควรเพิ่มผู้แทนของหน่วยงานและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อให้การพิจารณาชดเชยพิเศษข้างต้นมีความโปร่งใส เป็นธรรมสำหรับราษฎรที่ถูกเขตชลประทาน และเมื่อดำเนินการจ่ายค่าชดเชยพิเศษเสร็จสิ้นแล้วให้รายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป ตามความ เห็นของกระทรวงการคลัง

11. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่ประสบภัยจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปี 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการตามมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ประสบภัยจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปี 2552 ตามที่ ธ.ก.ส.เสนอ ดังนี้
    • 1.1 หนี้เงินกู้เดิมที่มีอยู่ก่อนประสบภัย
      • 1.1.1 ขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้เป็นเวลา 2 ปี
      • 1.1.2 สนับสนุนชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี (MRR-1.75%) โดยเป็นอัตราต้นทุนรวมของ ธ.ก.ส.ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติแล้วในการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ประสบอุทกภัยปี 2549 รวมวงเงินชดเชยดอกเบี้ยระยะ 2 ปี สำหรับหนี้เงินกู้เก่าและเงินกู้ใหม่ของเกษตรกรให้แก่ ธ.ก.ส. 1,314.5 ล้านบาท ทั้งนี้ให้ ธ.ก.ส.ประมวลความเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริงพร้อมวงเงินที่จะขอชดเชยจากรัฐบาล และเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป
    • 1.2 การให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพ
      • 1.2.1 ให้เงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท
      • 1.2.2 ลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราปกติที่ธนาคารเรียกเก็บจากเกษตรกรลูกค้าร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี โดย ธ.ก.ส.จะขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี โดย ธ.ก.ส.จะขอชดเชชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
      • 1.2.3 กำหนดชำระหนี้เงินกู้ตามความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า โดย ธ.ก.ส. จะลดหย่อนหลักประกันการกู้เงินจากหลักเกณฑ์ปกติ ดังนี้
        • (1) กรณีกู้เงินโดยจำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน ให้ขยายวงเงินกู้จากที่ กู้ ได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของวงเงินจดทะเบียนจำนองเป็นผู้ให้กู้ได้ไม่เกินวงเงินจดทะเบียนจำนอง
        • (2) กรณีกู้เงินโดยใช้กลุ่มลูกค้ารับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ให้ขยายวงเงินในการค้ำประกันจากรายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาท
  2. อนุมัติเงินงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ของเกษตรกรให้แก่ ธ.ก.ส.ในการดำเนินการตาม มาตรการดังกล่าว วงเงินประมาณ 1,458.60 ล้านบาท โดยให้มีการชดเชยแก่ ธ.ก.ส.เป็นปี ๆ ไป ตามข้อเท็จจริงภายใน 2 ปี และเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้ว ธ.ก.ส. จะได้ประสานกับสำนักงบประมาณเพื่อขอจัดสรรงบประมาณชดเชย ให้ ธ.ก.ส.ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
  3. ในปีบัญชี 2552 หากปรากฏว่าเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ประสบภัยจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นทั้งในเขตพื้นที่เดิมและในพื้นที่อื่น ๆ อีก ให้ ธ.ก.ส.ใช้มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าดังกล่าว เช่นเดียวกัน

12. เรื่อง สถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบสถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหล ที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ (สช.) เสนอและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้ สช. รับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการด้วย โดยในส่วนของคณะทำงานที่จะจัดตั้งขึ้นให้มีผู้แทนของกรมโรงงาน อุตสาหกรรมร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานว่า

  1. ในการประชุม คสช. ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 คสช. ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอข้อเสนอ เชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ : กรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่จังหวัดระยองต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้แต่งตั้ง คณะกรรมการศึกษา สนับสนุน และติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอของ คสช. ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ต่อสุขภาพ : กรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ซึ่งได้มีการนำเสนอรายงานความ คืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ ให้สศช. ได้ทราบอย่างต่อเนื่อง
  2. ในการประชุม คสช. ครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 คสช. รับทราบความก้าวหน้า ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ โดยเฉพาะรายงานการศึกษาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเหตุการณ์อุบัติภัยสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์รั่วไหลออกจากถังกักเก็บของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้งอยู่ภายในนิคมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตสารเคมีหลายชนิด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ดังมีสถานการณ์และข้อเสนอโดยสรุป ดังนี้

2.1 สาเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในบริเวณโดยรอบ

เหตุการณ์เกิดจากถังสารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ล้มกระแทกกับกำแพงซีเมนต์แล้ว ตกกระแทกกับท่อกรดไฮโดรคลอริก (HCI) ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเป็นก๊ษซคลอรีนมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวและทำลายระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมาบตาพุด จำนวน 1,434 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

2.2 ข้อบกพร่องของระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหล

จากการวิเคราะห์มาตรการตามรายงานอีไอเอ คณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ ได้พบ ข้อบกพร่อง ดังต่อไปนี้

2.3 ประเด็นปัญหา

จากการวิเคราะห์ภาพรวมของระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง พบประเด็นปัญหา ดังนี้

2.4 ข้อเสนอต่อการปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ ใกล้เคียง

คณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ มีข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนี้

2.5 มติ คสช. ครั้งที่ 3/2553 วันที่ 18 มิถุนายน 2553

คสช. มีมติรับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ กรณีการ แก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง และให้นำสถานการณ์และ ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป


13. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2553
  2. รับทราบสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าการแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด และมอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงแผนปฏิบัติการเตรียมพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และนำเสนอ ต่อคณะกรรมการ กพอ. เพื่อพิจารณาในการประชุมต่อไป
  3. รับทราบความก้าวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง และมอบหมายให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดเสนอเรื่องตามขั้นตอนให้กระทรวงมหาดไทยขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีใน การขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการขนถ่ายขยะมูลฝอยออกจากบ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเมืองมาบตาพุดภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ศ. 2555 จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เรื่องมาตรการเร่งรัดการดำเนินงานสำหรับหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  4. เห็นชอบการจัดอัตรากำลังเพิ่มเติมให้ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) พิจารณาต่อไป สำหรับการจัดตั้งสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม เห็นควรให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาในหลักการของนโยบาย ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  5. เห็นชอบแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้น 31.0 ล้านบาท โดยให้ขอรับการสนับสนุนงบกลางปี 2553
  6. เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมนิเวศมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยให้เสนอ คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (คอช.) เพื่อพิจารณารับข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ มาบตาพุด จังหวัดระยอง รวมทั้งความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติทั้งใน ภาพรวมและระดับพื้นที่ต่อไป
  7. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กพอ. เรื่อง รายงานการศึกษาเบื้องต้นเรื่องประชากรแฝง ในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยมอบหมายหน่วยงานดำเนินการ ดังนี้
    • 7.1 กระทรวงการคลัง พิจารณาดำเนินการปรับปรุงแนวทางการจัดสรรรายได้ให้กับท้องถิ่น/จังหวัดให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่ที่เป็นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ
    • 7.2 คณะกรรมการพัฒนาจังหวัดระยอง พิจารณาดำเนินการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรในอนาคต
    • 7.3 สำนักงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุบงบประมาณเพื่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐานให้พอเพียง
    • 7.4 จังหวัดระยองประสานภาคเอกชนดำเนินการรณรงค์ให้พนักงานประชาชนที่เข้ามาทำงาน/ ค้าขายในจังหวัดระยอง ย้ายสำเนาทะเบียนบ้านและทะเบียนพาหนะตามสถานที่อาศัยอยู่จริง รวมทั้งพิจารณามาตรการ จูงใจให้ผู้ประกอบการเสียภาษี ณ ที่ตั้งสถานประกอบการ
    • 7.5 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เร่งรัดจัดเก็บข้อมูลประชากรแฝงจังหวัดระยอง

14. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ การทบทวน บทบาท ภารกิจ และความจำเป็นในการมีอยู่ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ ตามผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2553 และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทยดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจต่อไป ตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เสนอ

ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2553 มีสาระสำคัญดังนี้

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

2. การทบทวนบทบาท ภารกิจ และความจำเป็นในการมีอยู่ของรัฐวิสาหกิจ

3. การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ

4. โครงการให้เอกชนเข้าร่วมงานในกิจการท่าเรือแหลมฉบัง


15. เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (25 พฤษภาคม 2553) ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ดำเนินการติดตังสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศรอบเขตประกอบการพร้อมอุปกรณ์ตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยและป้ายแสดงผล โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาการ จัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการสาธารณสุขชุมชนโดยรอบเขตประกอบการอุตสาหกรรม โดยมีความคืบหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพระบบเฝ้าระวังในสถานีตรวจวัด สรุปได้ดังนี้

2. ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะได้กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานต่อไป


16. เรื่อง การรายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ และผลการดำเนินงานตามแผนการบริหาร หนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ณ วันที่ 30 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ และผลการดำเนินงานตามแผนการบริหาร หนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ และผลการดำเนินงานตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ดังนี้

1. สถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ วันที่ 30 กันยายน 2552

หนี้สาธารณะคงค้างของประเทศ ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,001,942.00 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 45.55 ของ GDP (ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2552 ประมาณการ GDP ปี 2552 เท่ากับ 8,786.29 พันล้านบาท) ประกอบด้วย

2. ภาพรวมของผลการดำเนินงานตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2552 กค. สามารถดำเนินงานตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะได้ทั้งสิ้น 681,167.40 ล้านบาท ประกอบด้วยการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและเมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ 225,530.52 ล้านบาท การบริหารหนี้ทั้งในและต่างประเทศของรัฐบาล 266,621.69 ล้านบาท ซึ่งเป็นการ Roll-over ตั๋วเงินคงคลัง รวมทั้งการบริหารหนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDF การกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 80,000.00 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการบริหารหนี้และการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจจำนวน 109,015.19 ล้านบาท ซึ่งผลการ ดำเนินงานดังกล่าวสามารถลดยอดหนี้คงค้างลงจำนวน 40,101.43 ล้านบาท และสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,206.68 ล้านบาท

นอกจากผลการดำเนินงานตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการกู้เงินและบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะอีกจำนวน 59,750 ล้านบาท โดยเป็นการกู้เงินและบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่มีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 48,700 ล้านบาท การกู้เงินระยะสั้นเพื่อ เสริมสภาพคล่องในรูป Credit Line จำนวน 11,050 ล้านบาท

3. รายละเอียดของผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2552


17. เรื่อง การปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกเป็นร้อยละ 20 และกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก

คณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกเป็นร้อยละ 20 และกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

ความเป็นมา

1. เมื่อต้นปี 2553 กระทรวงพาณิชย์ได้แต่งตั้งผู้ดูแลสินค้าหลัก (Chiefs of Products) 10 รายการแรกที่ประเทศไทยส่งออก ได้แก่ (1) เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (2) เครื่องใช้ไฟฟ้า (3) ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (4) อาหาร (5) อัญมณี และเครื่องประดับ (6) วัสดุก่อสร้าง (7) เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก (8) สิ่งทอ (9) ข้าว (10) ผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งกลุ่มสินค้าเอกลักษณ์ไทย และกลุ่ม SMEsโดยดำเนินการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มสินค้า/บริการเหล่านี้กับตลาดที่ ส่งออก เพื่อติดตามสถานการณ์ทางการค้า บริหารและขับเคลื่อนการดำเนินการส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุปสรรค และการแข่งขันในการส่งออก โดยกรมส่งเสริมการส่งออก (ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานอื่นในภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

การส่งออกไทยพลิกฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2552

2. การส่งออกของไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 และมีการขยายตัวต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ตามสถิติล่าสุด การส่งออกในช่วงครึ่งแรก (มค.-มิย.) ของปี 2553 ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 36.6 เฉพาะเดือนมิถุนายน 2553 การส่งออกขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 46.3 คิดเป็นมูลค่า 18,038.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขยายตัวสูงร้อยละ 33.3 และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวถึงร้อยละ 52.6 ในส่วนตลาดที่ รองรับการส่งออกของไทยนั้นมีการขยายตัวเกือบทุกตลาด (ยกเว้นแอฟริกา ซึ่งการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้หดตัวลงร้อยละ 3) แบ่งกลุ่มตามระดับการพัฒนาและศักยภาพทางเศรษฐกิจ ได้ดังนี้

ทั้งนี้ กลุ่มตลาดที่ (2) รองรับการส่งออกของไทยเป็นสัดส่วนสูงสุดและมีการขยายตัวสูงสุด

3. ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออก ได้แก่

4. ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในระยะต่อไป ได้แก่

การปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปี 2553

5. กระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปี 2553 จากเดิมที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 14 มูลค่าประมาณ 173,766 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 20 มูลค่าประมาณ 182,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีแนวทาง ดังนี้


18. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีรับทราบ เห็นชอบ และอนุมัติ การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

  1. รับทราบวงเงินเหลือจ่ายจากการจัดสรรเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตามนัยข้อ 1.2
  2. เห็นชอบแนวทางการพิจารณาโครงการที่จะใช้วงเงินเหลือจ่ายจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตามนัยข้อ 1.3
  3. อนุมัติการจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายจากการจัดสรรเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ให้แก่โครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ สาขาเศรษฐกิจ และกรอบวงเงินตามกรอบการใช้จ่ายเงินกู้เสนอต่อรัฐสภาตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 4,907.49 ล้านบาท ตามนัยข้อ 1.4
  4. เห็นชอบแนวทางการดำเนินการสำหรับการขอยกเลิกโครงการที่ได้รับอนุมัติการจัดสรรเงินกู้ตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้นำวงเงินโครงการที่ยกเลิกดังกล่าวมารวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายและ ให้หน่วยงานดังกล่าวเสนอโครงการใหม่ตามขั้นตอนการพิจารณาวงเงินเหลือจ่าย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ตามนัยข้อ 1.5
  5. เห็นชอบการกำหนดกรอบระยะเวลาการเสนอโครงการเพิ่มเติม เพื่อขอใช้วงเงินเหลือจ่ายตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเสนอโครงการพร้อมวงเงิน ต่อคณะกรรมการฯ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 และสำหรับหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้จากคณะรัฐมนตรีหรือได้รับการจัดสรรวงเงินกู้จากสำนักงบประมาณแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินโครงการได้หรือมีความประสงค์จะขอยกเลิกโครงการ เห็นควรกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าวดำเนินการแจ้งคณะกรรมการฯ เพื่อขอยกเลิก โครงการและคืนวงเงินรวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ด้วย ตามนัยข้อ 1.6
  6. อนุมัติการขยายเวลาขอรับการจัดสรรเงินกู้ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังไม่อาจขอรับการจัดสรรเงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จากสำนักงบประมาณวงเงิน 1,543,324,500 ล้านบาท เป็นภายใน 30 กันยายน 2553 และเนื่องจากเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์จึงเห็นควรเร่งรัดการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2554 หากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไม่สามารถขอรับจัดสรรได้ ภายใน 30 กันยายน 2553 เห็นควรให้ยกเลิกวงเงินที่จัดสรรให้โครงการและนำมารวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายต่อไป ตามนัยข้อ 2.1
  7. อนุมัติการขยายเวลาการลงนามในสัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โครงการในสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณ 705 ล้านบาท เป็นภายในวันที่ 30 กันยายน 2553 และขยายเวลาดำเนินโครงการเป็นภายใน 1 ปี นับจากวันลงนามในสัญญาหากหน่วยงานไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ภายใน 30 กันยายน 2553 เห็นควรให้ยกเลิกวงเงินที่จัดสรรให้โครงการและนำมารวมเป็นวงเงินสำรองจ่ายต่อไป ตามนัยข้อ 2.2
  8. อนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยให้หน่วยงานจะต้องส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงิน ซึ่งรวมถึงแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ และสำนักงบประมาณจะดำเนินการอนุมัติภายใน 15 วันทำการ โดยหลังจากได้รับอนุมัติแล้ว หน่วยงานจะต้องลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ ตามนัยข้อ 3
  9. อนุมัติในหลักการให้กระทรวงสาธารณสุขใช้เงินบำรุงสมทบสำหรับรายการจัดซื้อจัดจ้างที่สูงกว่าวงเงินที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับอนุมัติ โดยให้กระทรวงสาธารณสุขส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียดและ ความเหมาะสมของวงเงินประกอบการขอรับจัดสรรเงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ต่อไป ตามนัยข้อ 4

สาระสำคัญ

กระทรวงการคลังรายงานว่า คณะกรรมการฯ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ดังนี้

1. การจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 สำหรับโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เห็นชอบร่างแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้สามารถนำเงินเหลือจ่ายมาจัดสรรใหม่โดยไม่ต้องส่งคืนคลัง และให้สามารถจัดสรรเงินคงเหลือและเงินเหลือจ่ายให้แก่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่เจ้าของโครงการเดิมได้

คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ได้ตรวจพิจารณาและแก้ไขร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามหลักการที่คณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องการใช้วงเงินเหลือจ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับการจัดสรร วงเงินเหลือจ่ายภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ดังนี้

1.1 ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553

เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะแจ้ง ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป"

1.2 วงเงินเหลือจ่ายจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ข้อ 27 และข้อ 27/1 กำหนดให้คณะกรรมการฯ รายงานวงเงินเหลือให้ คณะรัฐมนตรีทราบ โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วมีวงเงินเหลือจ่ายประกอบด้วย

1.3 แนวทางการพิจารณาโครงการที่จะใช้วงเงินเหลือจ่ายจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาโครงการตามแนวทางการพิจารณาโครงการที่จะใช้วงเงินจาก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ดังนี้

1.4 การจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 สำหรับโครงการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่25 พฤษภาคม 2553

ในการดำเนินการเพื่อให้การกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 เกิดประโยชน์สูงสุดในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาโครงการที่มีความพร้อมและมีคำขอครบถ้วนสอดคล้องกับวงเงินเหลือจ่ายของแต่ละสาขา และสอดคล้องกับแนวทางการพิจารณาโครงการที่จะใช้วงเงินเหลือจ่ายจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จึงเห็นควรเสนอให้คณะรัฐมนตรียืนยันการอนุมัติ โครงการที่จะจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายภายใต้ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 4,907.49 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ตามหนังสือที่อ้างถึง 7 โดยให้จัดสรรจากวงเงินเหลือจ่ายตามข้อ 27 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ซึ่งมีกรอบวงเงินชัดเจนแล้ว ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

โครงการ หน่วยงาน / กระทรวง วงเงินเหลือจ่าย
(ข้อ 27)
(1)
วงเงินเหลือจ่ายที่จัดสรร
(2)
วงเงินเหลือจ่ายคงเหลือ
(1)-(2)=(3)
1 สาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร 3,218.30 2,630.54 587.76
1.1 ประตูระบายน้ำบางยาง กรมชลประทาน
ก. เกษตรและสหกรณ์

100.00
1.2 โครงการน้ำภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ 2,520.44
1.3 ก่อสร้างอาคารปฏิบัติการพร้อมอุปกรณ์ที่ ทันสมัย ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมประมง 10.10
2 สาขาขนส่ง   480.50 472.00 8.50
2.1 ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4169 ตอนทางรอบเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมทางหลวง
ก. คมนาคม
450.00
2.2 ขยายไหล่ทางพร้อมปรับปรุงถนนเชิงลาดคอสะพาน ถนนสาย สค 4011 แยกทางหลวงหมายเลข 3097 - บ้านกระทุ่มแบน อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร 22.00
3 สาขาพลังงาน 174.30 - 174.30
4 สาขาการสื่อสาร - - -
5 สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว 238.20 - 238.20
6 สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุข พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 160.00 - 160.00
7 สาขาสวัสดิภาพของประชาชน 922.20 920.95 1.25
7.1 ซ่อมแซมเรือนแถวชั้นประทวน กองทัพบก / ก. กลาโหม 900.00
7.2 รถควบคุมและสั่งการ และรถนำขบวน สำนักงานปลัด ก. กลาโหม 8.80
7.4 โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรกระบี่ กรมศุลกากร
ก. การคลัง
12.15
8 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.10 4.00 0.10
8.1 ผลิตรถบรรทุกเอนกประสงค์เพื่อการเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ ก. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.00
9 สาขาสิ่งแวดล้อม - - -
10 สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว 41.50 40.00 1.50
10.1 โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่โครงการหลวง สำนักงานปลัด ก. เกษตรและสหกรณ์ 40.00
11 สาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 11.80 - 11.80
12 สาขาการศึกษา 669.80 - 669.80
13 สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุข พัฒนาบุคลากร 25.90 - 25.90
14 สาขาการลงทุนในระดับชุมชน 5,037.10 840.00 4,197.10
14.1 โครงการจัดการน้ำอำเภอเกาะสมุยแบบบูรณาการและยั่งยืน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก.มหาดไทย 840.00
รวม 10,983.70 4,907.49 6,076.21

1.5 การขอยกเลิกการดำเนินโครงการที่ได้รับการจัดสรรเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

คณะกรรมการฯ ขอเรียนว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สำนักงานปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา) และกระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) ขอยกเลิกการดำเนินโครงการ ที่ได้รับอนุมัติ การจัดสรรเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 แล้วแต่ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ โดยขอนำวงเงินจากโครงการที่ขอยกเลิกไปดำเนินโครงการใหม่ ดังนี้

โครงการเดิมที่ขอยกเลิก โครงการที่เสนอใหม่
สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว

โครงการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน (จัดทำป้ายบอกทางแหล่งท่องเที่ยวจำนวน 3,015 ป้าย) วงเงิน: 262,123,000 บาท

สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว

โครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การท่องเที่ยวในกลุ่มนักเรียน เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ ผู้ด้อยโอกาส วงเงิน: 262,123,000 บาท

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
สาขาการศึกษา

1. โครงการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย (Modernized Vocational) วงเงิน 681.384 ล้านบาท

2. โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา (แผนงานการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงบริการองค์ความรู้ทั้งระบบและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอาชีพที่ทันสมัย) วงเงิน 660.180 ล้านบาท

โครงการพัฒนาการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้วิชาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร วงเงิน 1,331.902 ล้านบาท

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงศึกษาธิการขอยกเลิกเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติการจัดสรรเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงถือเป็นวงเงินเหลือจ่ายตามข้อ 27/1 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 โดยเห็นควรนำโครงการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงศึกษาธิการเสนอใหม่มาพิจารณาตามขั้นตอนการพิจารณาวงเงินเหลือจ่ายของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ต่อไป

1.6 กรอบระยะเวลาในการเสนอโครงการเพิ่มเติมเพื่อขอใช้วงเงินเหลือจ่ายตามระเบียบ สำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้การพิจารณาจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ และมีกรอบระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน จึงเห็นควรกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะเสนอโครงการเพิ่มเติม เสนอโครงการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหาร โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553

นอกจากนี้สำหรับหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้จากคณะรัฐมนตรีหรือได้รับการจัดสรรเงินกู้จากสำนักงบประมาณแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินโครงการได้หรือมีความประสงค์จะขอยกเลิกโครงการ คณะกรรมการฯ เห็นควรกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าวดำเนินการแจ้งคณะกรรมการฯ เพื่อขอยกเลิกโครงการและคืนวงเงินรวมเป็นวงเงินเหลือจ่าย ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ด้วย

2. การขอขยายเวลาการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง 2555

2.1 การขอขยายเวลาการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เห็นชอบให้ขยายเวลาในการดำเนินการจัดทำคุณลักษณะครุภัณฑ์เฉพาะการจัดซื้อและการขอรับการจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในส่วนของรายการที่มีความพร้อมในการขอรับการจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และในส่วนของรายการที่ยังไม่อาจขอรับการจัดสรรเงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จากสำนักงบประมาณได้ให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) นำเอกสารขอรับการจัดสรรเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นกรณีเร่งด่วน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นควรขยายเวลาขอรับการจัดสรรเงินกู้ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาที่ยังไม่อาจขอรับการจัดสรรเงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จากสำนักงบประมาณได้วงเงิน 1,543,324,500 ล้านบาท เป็นภายใน 30 กันยายน 2553 และเนื่องจากเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์จึงเห็นควรเร่งรัดการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2554 หากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไม่สามารถขอรับจัดสรรได้ ภายใน 30 กันยายน 2553 เห็นควรให้ยกเลิกวงเงินที่จัดสรรให้โครงการและนำมารวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายต่อไป

2.2 การขอขยายเวลาการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 อนุมัติจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ในส่วนของเงินสำรองจ่ายให้โครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ วงเงิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 745 ล้านบาท โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับการจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณ 705 ล้านบาท เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งว่า ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ทันภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ตามที่กำหนดในกรณีที่ 2 ของมาตรการเร่งรัดการดำเนินงานสำหรับหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่อ้างถึง 10 เนื่องจากต้องปรับเอกสารการประกวดราคาให้สอดคล้องกับวงเงินที่ได้รับจัดสรร ประกอบกับคณะกรรมการที่หน่วยงานได้แต่งตั้งกำลังสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีมีโครงการที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดจ้างด้วยวิธี E-Auction จึงขอให้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาขยายเวลาการลงนามในสัญญาเป็นภายในวันที่ 30 กันยายน 2553 และขยายเวลาดำเนินโครงการเป็นภายใน 1 ปี นับจากวันลงนามในสัญญา

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติการขยายเวลาดังกล่าว หากหน่วยงานไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ภายใน 30 กันยายน 2553 ให้ยกเลิกวงเงินที่จัดสรรให้โครงการและนำมารวมเป็นวงเงินสำรองจ่ายต่อไป

3. การขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

3.1 ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553

- หมวด 4 ข้อ 19 "...หากหน่วยงานเจ้าของโครงการประสงค์จะขอโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอคำขอดังกล่าวพร้อมเหตุผลความจำเป็นต่อสำนักงบประมาณเพื่อนำเสนอ ต่อคณะกรรมการพิจารณา และเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี

การโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการข้ามกระทรวงหรือข้ามหน่วยงานเจ้าของโครงการจะกระทำ มิได้ เว้นแต่เป็นกรณีการจัดสรรเงินเหลือจ่ายตามข้อ 27 และข้อ 27/1"

3.2 การขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 และวันที่ 20 ตุลาคม 2552 อนุมัติการจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 349,960.4382 ล้านบาท คณะกรรมการฯ รายงานว่า มีหน่วยงานดำเนินโครงการแจ้งขออนุมัติเปลี่ยนแปลง รายละเอียดโครงการ สรุปสาระสำคัญของคำขอได้ ดังนี้

1) จังหวัดและกลุ่มจังหวัด : จังหวัดราชบุรี จังหวัดชุมพร จังหวัดจันทบุรี จังหวัดลำพูน จังหวัดพังงา จังหวัดระยอง จังหวัดแพร่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 และจังหวัดเพชรบุรี

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดข้างต้นเป็นการแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้องตามความเป็นจริงให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการใช้งาน เพื่อความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพต่อการดำเนินงาน โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ ขออนุมัติได้

2) กระทรวงมหาดไทย : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

4) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ : กรมชลประทาน

5) กระทรวงสาธารณสุข : สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการข้างต้น เป็นการแก้ไข ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือปรับกิจกรรมงบประมาณแผนการดำเนินงานโครงการให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการใช้งาน เพื่อความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพต่อการดำเนินงาน โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

4. การเปลี่ยนแปลงวงเงินเพิ่มเติมจากกรอบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติของกระทรวงสาธารณสุข

4.1 ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553

- ข้อ 4 "บรรดาระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

การปฏิบัตินอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตีความตามระเบียบนี้ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา"

4.2 การพิจารณาวงเงินเพิ่มเติมโครงการลงทุนของกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เงินบำรุงสมทบ

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 อนุมัติและเห็นชอบผลการทบทวนโครงการ รายละเอียด และความเหมาะสมของโครงลงทุนของกระทรวงสาธารณสุข เป็นวงเงิน 11,508.6678 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่ (1) เห็นชอบผลการทบทวนโครงการลงทุนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง วงเงิน 178.6200 ล้านบาท (2) อนุมัติการ ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ วงเงิน 9,845.9073 ล้านบาท และ (3) อนุมัติเปลี่ยนแปลงโครงการที่จะใช้วงเงินเหลือจากการทบทวน วงเงิน 1,484.1405 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลาการจัดส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณาเพื่อขอรับจัดสรรเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2553

กระทรวงสาธารณสุขได้ขออนุมัติวงเงินเพิ่มเติมโครงการลงทุนของกระทรวงสาธารณสุขที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบผลการทบทวนโครงการลงทุนของกระทรวงสาธารณสุขและเป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรเงิน กู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 โดยใช้เงินบำรุงสมทบ วงเงิน 116.60 ล้านบาท (1,237.71 ล้านบาท -1,121.11 ล้านบาท) โดยเป็นวงเงินรายการจัดซื้อจัดจ้างที่สูงกว่าวงเงินที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับอนุมัติ กระทรวงสาธารณสุขจะขอใช้จากเงินบำรุงสมทบตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข การจ่ายเงินบำรุงเพื่อการปฏิบัติราชการของหน่วยบริการอื่น พ.ศ. 2544 และระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเงินบำรุงของ หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2536 ซึ่งตามข้อ 4 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 " ... การปฏิบัตินอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตีความตามระเบียบนี้ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอ คณะกรรมการเพื่อพิจารณา"

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า รายการก่อสร้างจำนวน 60 รายการที่มีวงเงินจัดซื้อจัดจ้างสูงกว่าวงเงินที่ได้รับจัดสรรไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้เนื่องจากวงเงินที่ได้รับจัดสรรต่ำกว่าราคากลางในท้องถิ่นที่เป็นไปตามราคาพาณิชย์จังหวัด จึงจะใช้เงินบำรุงสมทบชดเชยในส่วนที่ขาด ดังนั้น จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการให้กระทรวงสาธารณสุขใช้เงินบำรุงสมทบสำหรับรายการจัดซื้อจัดจ้างที่สูงกว่าวงเงินที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับอนุมัติ โดยให้กระทรวงสาธารณสุขส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมของวงเงินประกอบการขอรับจัดสรรเงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ต่อไป


สังคม


19. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทรายของประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อคราวประชุมครั้งที่ 3 / 2552 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทรายในการปรับปรุง การบริหารจัดการภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ โดยให้กรมที่ดินในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย (ทรายในแม่น้ำ) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ทรายในที่ดินกรรมสิทธิ์ของ เอกชน) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงระบบระเบียบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
  2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามข้อ 1. โดย
    • 2.1 ให้ ทส. รับไปประมวลการปรับปรุงกฎหมายที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายปัจจุบันเพื่อให้ทรัพยากรทรายเป็นแร่ โดยไม่ให้กระทบต่อหลักการของกฎหมายที่ใช้อ้างอิงหรืออาจพิจารณาดำเนินการให้มีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อเตรียมการสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรทรายในอนาคต
    • 2.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลผลการศึกษาจากโครงการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรทราย ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาไว้แล้ว ไปใช้พิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป
    • 2.3 ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณเป็นกรณีพิเศษในการดำเนินงานตามแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทรายฯ และให้หน่วยงานหลักเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากมี มติคณะรัฐมนตรี

20. เรื่อง รายงานผลการปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก 2010

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก 2010 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) รายงานว่า ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (8 มิถุนายน 2553, 6 กรกฎาคม 2553) โดยได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซึ่งรับผิดชอบในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศดำเนินการตามมาตรการ ดังกล่าวข้างต้นอย่างเคร่งครัดแล้ว ผลปรากฏว่าในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 3,789 ราย โดยแยกผู้กระทำความผิดในข้อหาเจ้ามือ 501 คน ผู้เล่น 3,197 คน และคนเดินโพย 169 คน

รายงานผลการจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010

สรุปผลการปฏิบัติของวันที่ 11 มิ.ย. - 11 ก.ค.2553 ในภาพรวม ตร.

หน่วย ผู้ต้องหา
(ราย)
ข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ของกลางในคดี
เจ้ามือ
(คน)
ผู้เล่น
(คน)
คนเดินโพย
(คน)
เงินสด
(บาท)
มูลค่าในโพย
(บาท)
เงินในสมุดเงินฝาก
(บาท)
บช.น. 1,746 29 1,675 43 172,796.00 3,240,880.00 52,000,000.00
ภ.1 230 15 202 13 31,290.00 1,817,294.00 0.00
ภ.2 83 5 54 24 55,960.00 1,494,438.00 0.00
ภ.3 248 58 186 4 131,820.00 1,348,133.00 0.00
ภ.4 322 125 193 4 295,312.00 1,632,923.00 0.00
ภ.5 173 15 126 32 101,370.00 213,681.00 0.00
ภ.6 158 4 149 5 34,080.00 1,594,970.00 0.00
ภ.7 207 19 175 13 124,082.00 4,186,000.00 0.00
ภ.8 184 33 149 2 83,840.00 382,576.00 0.00
ภ.9 95 33 71 1 720,670.00 4,957,520.00 45,600,000.00
ศชต. 49 25 28 3 107,360.00 56,550.00 0.00
บช.ก. 294 140 189 25 530,282.00 5,911,043.00 8,196,821.50
รวม 3,789 501 3,197 169 2,388,862.00 26,836,008.00 105,796,821.50

หมายเหตุ : รวมมูลค่าของกลางในคดี จำนวนทั้งสิ้น 135,021,691.50 บาท

รายงานสรุปผลการจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 (เฉพาะทางอินเตอร์เน็ต)

ผลการปฏิบัติในช่วงตั้งแต่วันที่ 11 - 30 มิ.ย.53 ของ ตร.

บช./ภ. ผู้ต้องหา
(ราย)
ข้อหา ของกลางในคดี
เจ้ามือ
(คน)
ผู้เล่น
(คน)
เงินสด
(บาท)
มูลค่าในโพย
(บาท)
เงินในสมุดเงินฝาก
(บาท)
อื่น ๆ
น. 3 3 3,985.00 562,885.00 12,000,000.00
ภ.4 16 12 4 7,580.00 364,730.00
ภ.9 6 1 5 1,727,174.00 45,600,000.00
ก. 13 4 9 3,260.00 12,900.00 5,106,821.50
รวม 38 20 18 14,825.00 2,667,689.00 62,706,821.50

ผลการปฏิบัติในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 - 11 ก.ค.53 ของ ตร.

บช./ภ. ผู้ต้องหา
(ราย)
ข้อหา ของกลางในคดี
เจ้ามือ
(คน)
ผู้เล่น
(คน)
เงินสด
(บาท)
มูลค่าในโพย
(บาท)
เงินในสมุดเงินฝาก
(บาท)
อื่น ๆ
น. 2 2 40,000,000.00
ภ.4 7 4 3 200.00 22,600.00
ภ.7 1 1 คอมพิวเตอร์ Notebook
ภ.8 1 1 โพยและคอมพิวเตอร์ Notebook
ภ.9 4 4 100.00 3,000.00
ก. 3 2 1 22,000.00 2,500.00
รวม 18 10 8 22,300.00 28,100.00 40,000,000.00

รายงานสรุปผลการจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010
(เฉพาะทางอินเตอร์เน็ต)

ผลการปฏิบัติในช่วงตั้งแต่วันที่ 11 - 11 ก.ค.53 ของ ตร.

บช./ภ. ผู้ต้องหา
(ราย)
ข้อหา ของกลางในคดี
เจ้ามือ
(คน)
ผู้เล่น
(คน)
เงินสด
(บาท)
มูลค่าในโพย
(บาท)
เงินในสมุดเงินฝาก
(บาท)
อื่น ๆ
น. 5 5 3,985.00 562,885.00 52,000,000.00
ภ.4 23 16 7 7,780.00 387,330.00
ภ.7 1 1 คอมพิวเตอร์ Notebook
ภ.8 1 1 โพยและคอมพิวเตอร์ Notebook
ภ.9 10 1 9 100.00 1,730,174.00 45,600,000.00
ก. 16 6 10 25,260.00 15,400.00 5,106,821.50
รวม 56 30 26 37,125.00 2,695,789.00 102,706,821.50

 


21. เรื่อง ขออนุมัติงบกลางเพื่อสนับสนุนงานการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์การชุมนุมก่อความไม่สงบทางการเมือง (คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 22,960,000 บาท เพื่อสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายงานการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์การชุมนุมก่อความไม่สงบเป็นค่าตอบแทนบุคลากร ค่าใช้จ่ายสำหรับรถปฏิบัติการกู้ชีพ และค่าอุปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้พิจารณาและขอรับการจัดสรรงบประมาณต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


22. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประมวลผลสถิติการร้องทุกข์ และผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. การแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนจำแนกตามช่องทางการร้องทุกข์ 4 ช่องทางใน ไตรมาสที่ 2 ประชาชนได้ใช้บริการการร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น 31,703 ครั้ง โดยเรียงตามลำดับจากช่องทางที่มีอัตราส่วนมากที่สุด ดังนี้

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 พบว่า ถึงแม้ในไตรมาสที่ 2 มีจำนวนการใช้บริการการร้องทุกข์ลดลง จำนวน 4,782 ครั้ง แต่ประชาชนจะใช้ช่องทางการร้องทุกข์ทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สุดเหมือนกัน โดยมีค่าเฉลี่ยวันละมากกว่า 280 ครั้ง สำหรับการร้องทุกข์ในช่องทางอื่น ซึ่งเป็นการร้องทุกข์ที่มีความสลับซับซ้อนหรือมีรายละเอียดข้อเท็จจริง มีค่าเฉลี่ยมากกว่าวันละ 70 เรื่อง

2. เรื่องร้องทุกข์จำแนกตามประเภทเรื่องเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1

ในไตรมาสที่ 2 ประชาชนร้องเรียนในประเภทเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 22,455 เรื่อง โดยร้องทุกข์ประเภทเรื่องหลักด้านการเมือง - การปกครอง มากที่สุด ร้อยละ 46.64 ด้านสังคมและสวัสดิการ ร้อยละ 39.84 ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 7.64

สำหรับ ประเภทเรื่องรองที่ประชาชนร้องทุกข์มากที่สุด ได้แก่ กล่าวโทษหรือร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 16.53 รองลงมาคือ สาธารณูปโภค ร้อยละ 15.54 และการเมืองและปัญหาความมั่นคง มีจำนวนเรื่องเท่ากัน ร้อยละ 9.94 ตามลำดับ

3. หน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชน

ในไตรมาสที่ 2 หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับการประสานงานเรื่องราวร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น 5,642 เรื่อง โดยหน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชนเรียงตามลำดับจากมากที่สุดได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้อยละ 22.30 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ กล่าวโทษหรือร้องเรียนข้าราชการตำรวจ ยาเสพติด และบ่อนการพนัน) รองลงมา คือ กระทรวงการคลัง ร้อยละ 16.91 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ หนี้สินนอกระบบ ผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ และหนี้สินในระบบ) และกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 10.32 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา และปัญหาความสงบ เรียบร้อยภายในประเทศ)

ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชนเรียงตามลำดับจากมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารออมสิน (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ หนี้สินนอกระบบ การอนุมัติสินเชื่อ และผลกระทบจากโครงการและนโยบายของรัฐบาล) รองลงมาคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ผลกระทบจากโครงการและนโยบายรัฐบาล พืชผล และหนี้สินในระบบ) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ การบริการขนส่งทางบก การบริการสาธารณะ และกล่าวโทษหรือร้องเรียนพนักงานรัฐวิสาหกิจ)

4. เรื่องร้องทุกข์จำแนกตามรายภาคโดยเรียงลำดับจากมากที่สุดในไตรมาสที่ 2

ในไตรมาสที่ 2 ภาคที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชนเรียงตามลำดับจากมากที่สุดได้แก่ ภาคตะวันออก ร้อยละ 32.68 รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 23.97 กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 16.87 ภาคเหนือ ร้อยละ 14.79 และภาคใต้ ร้อยละ 11.69 ตามลำดับ

5. จังหวัดที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชน

ในไตรมาสที่ 2 จังหวัดต่าง ๆ ได้รับการประสานงานเรื่องร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น 5,003 เรื่อง โดยจังหวัดที่ได้รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ประชาชนเรียงตามลำดับจากมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 16.87 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ เหตุเดือดร้อนรำคาญ ถนน กล่าวโทษหรือร้องเรียนข้าราชการพลเรือน) รองลงมา คือ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยละ 5.40 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ผลกระทบจากโครงการและนโยบายของรัฐบาล ถนน และเหตุเดือดร้อนรำคาญ) และจังหวัดนนทบุรี ร้อยละ 3.62 (ประเด็นการร้องทุกข์ 3 ลำดับแรก ได้แก่ เหตุเดือดร้อนรำคาญ ยาเสพติด และบ่อนการพนัน)

6. จากข้อมูลเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ประชาชนได้แจ้งเรื่องราวร้องทุกข์โดยรวมมีสถิติใกล้เคียงกับในไตรมาสที่ 1 ในปีงบประมาณดังกล่าว โดยในไตรมาสที่ 1 ประชาชนแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ในประเภทเรื่องหลักด้านสังคมและสวัสดิการมากที่สุด และประเภทเรื่องหลักด้านการเมือง - การปกครอง เป็นลำดับที่ 2 ส่วนในไตรมาสที่ 2 ประชาชนแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ในประเภทเรื่องหลักด้านการเมือง - การปกครองมากที่สุด และประเภทเรื่องหลักด้านสังคมและสวัสดิการ เป็นลำดับที่ 2 ซึ่งสาเหตุมาจากประเภทเรื่องรองด้านปัญหาความมั่นคงและด้านการเมืองรวมกันมีอัตราส่วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในไตรมาสที่ 1 จากจำนวน 563 เรื่อง เพิ่มขึ้นเป็น 4,462 เรื่อง โดยเนื้อหาของเรื่องราวร้องทุกข์เป็นเรื่องที่ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่จากกรณีปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง จึงทำให้สถิติสูงขึ้น และมีข้อสังเกตว่าประเด็นปัญหาหนี้สิน ประชาชนได้แจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ลดลงอย่างมาก โดยในไตรมาสที่ 1 มีจำนวน 1,312 เรื่อง แต่ในไตรมาสที่ 2 มีจำนวนเรื่อง 495 เรื่อง ลดลงอัตราร้อยละ 62.27


ต่างประเทศ


23. เรื่อง คำขอของประเทศในภูมิภาคยุโรปในการขอรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa-On-Arrival)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้บุคคลสัญชาติโรมาเนีย บัลแกเรีย มอลตา อันดอร์รา และซานมาริโน รวม 5 ประเทศ สามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa-On-Arrival : VOA) และมอบหมายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเสนอร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามเพื่อประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานว่า

  1. การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพ ยุโรป (EU) ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 นาย Ivan Hotek เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเช็กประจำประเทศไทย ในฐานะที่สาธารณรัฐเช็กดำรงตำแหน่งประธาน EU ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 ได้ขอให้ฝ่ายไทยพิจารณายกเว้นการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยหรือให้สามารถขอรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองแก่บุคคลสัญชาติประเทศสมาชิก EU จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ โรมาเนีย บัลแกเรีย และมอลตา เพื่อเท่าเทียมกับประเทศสมาชิก EU อีก 24 ประเทศ
  2. เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 กต. ได้จัดการประชุมพิจารณาคำขอของประเทศในภูมิภาคยุโรปเกี่ยวกับการขอรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองแก่บุคคลสัญชาติโรมาเนีย บัลแกเรีย มอลตา อันดอร์รา และซานมาริโน และเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ที่ประชุม คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 17/2552 ขอให้ กต. เวียนมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 เพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องยืนยันมติที่ประชุม ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป
  3. ประเทศสมาชิก EU
    • 3.1 โรมาเนีย ไทยประสงค์จะให้โรมาเนียเป็นประตูสู่ประเทศภูมิภาคทะเลดำ โรมาเนียมี ศักยภาพเป็นตลาดใหม่สำหรับการขยายการค้า การลงทุนและการส่งออก ประกอบกับประชากรโรมาเนียโดยทั่วไปไม่อยู่ในข่ายที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโดยรวมของไทย นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่าง อาเซียนกับ EU ดังนั้น การให้การตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองแก่โรมาเนีย จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ต่อไป
    • 3.2 บัลแกเรีย ไทยยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศบัลแกเรีย ในขณะที่บัลแกเรีย มีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย โดยในปัจจุบันไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย มีเขตอาณาครอบคลุมบัลแกเรีย ดังนั้น ชาวบัลแกเรียที่จะขอการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทยจึงไม่ได้รับความสะดวก ทั้งนี้ บัลแกเรีย มีศักยภาพเป็นตลาดใหม่สำหรับการขยายการค้า การลงทุน และการส่งออกของไทย ประกอบกับประชากรบัลแกเรียโดย ทั่วไปไม่อยู่ในข่ายที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโดยรวมของไทย นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับ EU ดังนั้น การให้การตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองแก่บัลแกเรียจึงน่าจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ระหว่างกันต่อไป
    • 3.3 มอลตา ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวมอลตามาไทยไม่มาก แต่นักท่องเที่ยวมอลตาเป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเมื่อคำนึงถึงการแสดงเจตนารมณ์ที่จะกระชับความสัมพันธ์กับ EU จึงเห็นควรให้มอลตาสามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ด้วยเช่นกัน
  4. ประเทศในภูมิภาคยุโรปที่มิได้เป็นสมาชิก EU
    • 4.1 อันดอร์รา ประสงค์จะขอรับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 90 วัน สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของอันดอร์รา แต่อันดอร์ราไม่สามารถให้การยกเว้นการตรวจลงตราเข้าอันดอร์ราเพื่อการท่องเที่ยว 90 วัน สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยเป็นการตอบแทนได้ เนื่องจากผู้ถือหนังสือเดินทางไทยสามารถเดินทางเข้าอันดอร์ราได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว หากได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศข้างเคียง ซึ่งได้แก่ สเปนและฝรั่งเศส แต่เมื่อคำนึงถึงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันและเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ที่ประชุมจึงเห็นควรให้อันดอร์ราสามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง
    • 4.2 ซานมาริโน แจ้งว่า ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้าไทยประกอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรมเห็นว่า การเพิ่มซานมาริโนในรายชื่อประเทศที่ได้รับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองจะเอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจาก นักท่องเที่ยวชาวซานมาริโนมีคุณภาพและมีอำนาจในการใช้จ่ายสูง ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ซานมาริโนสามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองได้เช่นเดียวกัน
  5. การให้บุคคลสัญชาติโรมาเนีย บัลแกเรีย มอลตา อันดอร์รา และซานมาริโนสามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นกลไกสำคัญ ในการมีส่วนช่วยส่งเสริมความใกล้ชิดและคุ้นเคยระหว่างประชาชนของไทยกับประชาชนโรมาเนีย บัลแกเรีย มอลตา อันดอร์รา และซานมาริโน ซึ่งสามารถเดินทางเยือนระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวมทั้งช่วยสนับสนุนปฏิสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม เป็นต้น
  6. กต. ได้สอบถามความเห็นเรื่องดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น ซึ่งเห็นชอบในการให้บุคคลสัญชาติโรมาเนีย บัลแกเรีย มอลตา อันดอร์รา และซานมาริโน สามารถรับการตรวจลงตราเข้าราชอาณาจักรไทยเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง และเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้กฎหมายและ ข้อบังคับภายในของประเทศไทย ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเป็นการจัดทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย

24. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 6

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบรายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 6 ตามที่กระทวงกลาโหมเสนอ และให้ส่งรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงกลาโหมได้เสนอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 6 เพื่อขอความเห็นชอบรัฐสภา ตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเสนอว่า

  1. การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ซึ่งกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ณ โรงแรม อังกอร์ เซ็นจูรี่ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่าง 28-29 เมษายน 2552 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเป็นประธานร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของความร่วมมือบริเวณชายแดน และพิจารณาเห็นชอบร่วมกันในเรื่องต่าง ๆ 3 ด้าน 17 ประเด็น
  2. ผลการประชุมดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามกรอบการเจรจาที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ในประเด็นการอ้างสิทธิ์บริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งเดิมกำหนดให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการเทคนิคร่วมและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องในเดือนเมษายน 2552 แก้ไขเป็น ให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการเทคนิคร่วมและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ด้านเขตแดน

2. ด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

3. ความร่วมมือด้านอื่น ๆ


25. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. ผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา

2. เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุมฯ ทั้ง 3 ฉบับแล้วให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งยืนยันบันทึกการประชุมฯ ทั้ง 3 ฉบับ ให้ฝ่ายกัมพูชาทราบเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

ในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่ผ่านมาทั้ง 3 ครั้ง ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับร่างข้อตกลงชั่วคราวเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร และสามารถตกลงกันได้เป็นส่วนใหญ่ เหลือเพียงประเด็นเดียวคือการเรียกชื่อปราสาทพระวิหารซึ่งจะต้องเจรจากันต่อไป ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แนบร่างข้อตกลงชั่วคราวฯ ล่าสุดไว้ในบันทึกประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ 6-7 เมษายน 2552


26. เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Single Visa - ASV) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาสำหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง ที่ได้ลงนามแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาสำหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง มีสาระสำคัญดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ คู่ภาคีที่จะรับเอานโยบายร่วมกันเกี่ยวกับการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง คู่ภาคีตกลงที่จะอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง ภายใต้ข้อกำหนด และเงื่อนไขที่ระบุไว้ในความตกลงและข้อตกลงปฏิบัติการ
  2. ขอบเขต ให้ใช้ในการตรวจลงตรานี้กับประเภทการท่องเที่ยวเท่านั้น
  3. เงื่อนไขในการตรวจลงตรา
    • 3.1 การตรวจลงตราจะออกให้แก่นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางเข้าและออก ดินแดนของคู่ภาคี
    • 3.2 การตรวจลงตราจะออกให้แก่นักท่องเที่ยวผู้ซึ่ง 3.2.1 เป็นพลเมืองของทุกรัฐ 3.2.2 ไม่เคย ถูกรายงานว่าเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางเข้าประเทศ 3.2.3 ไม่เคยต้องโทษในคดีอาญา 3.2.4 ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง ที่เหลืออายุการใช้งานอย่างน้อย 6 เดือน และออกให้โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ 3.2.5 ยื่นเอกสารเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของแผนการเยือน และมีเงินเพียงพอ
  4. ผลบังคับใช้ ความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับในวันที่ภาคีที่เป็นฝ่ายแจ้งภายหลังได้แจ้งว่าได้ ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายภายในที่จำเป็นของตนสำหรับการมีผลใช้บังคับของความตกลงนี้เสร็จสิ้นแล้ว และหลังจากนั้นความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าคู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งคู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 3 เดือน ถึงเจตนาของตนในการบอกเลิกความตกลง

27. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน - จีน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน ที่ได้ลงนามแล้วไป ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน - จีน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จที่ให้บริการข้อมูล คำแนะนำ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การศึกษา และวัฒนธรรม จีนและอาเซียน โดยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นใน การดำเนินการของศูนย์ในอัตราส่วน 9 : 1 ( จีน 9 ส่วน อาเซียน 1 ส่วน) ซึ่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้


28. เรื่อง รายงานผลการเดินทางไปราชการเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาการปิดด่านชายแดนของสหภาพพม่า ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการเดินทางไปราชการเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาการปิดด่านชายแดนของสหภาพพม่า ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) และคณะข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2553 โดยสรุปผลการเดินทาง ดังนี้

  1. การก่อสร้างเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำเมยที่ท่าอาด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างตามคำขอขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าสายลวด เพื่อป้องกันพื้นที่ริมตลิ่งบนแม่น้ำที่เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและสหภาพพม่า ซึ่งมีความยาว 600 เมตร โดยได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วรวม 400 เมตร รวมทั้งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กรมโยธาธิการและผังเมืองมีโครงการก่อสร้างที่จะก่อสร้างเขื่อนในลักษณะ ดังกล่าวอีกรวม 4 แห่ง
  2. นับตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างเขื่อนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 สหภาพม่าได้ทำหนังสือประท้วงแจ้งให้ ฝ่ายไทยทราบรวม 9 ครั้ง ซึ่งจังหวัดได้แจ้งให้กรมโยธาธิการและผังเมืองทราบแต่ยังไม่มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว จนกระทั่งสหภาพพม่าได้มีการปิดด่านอย่างถาวร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553 กรมโยธาธิการจึงได้มีหนังสือถึงบริษัทคู่สัญญาที่ได้รับการว่าจ้างให้ยุติการก่อสร้างเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553
  3. กลไกในการดำเนินการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดนไทยกับสหภาพพม่ามีคณะกรรมการชายแดนร่วม (Town Border Committee: TBC) : ซึ่งประกอบไปด้วย หน่วยทหารและความมั่นคงในพื้นที่เป็นกรรมการ แต่เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว กรมโยธาธิการและผังเมืองไม่ได้มีการประสานแจ้งข้อมูลรายละเอียดให้ TBC ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่าได้รับทราบและไม่ได้มีการประสานงานระหว่าง TBC ของทั้งสองฝ่ายจึงทำให้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว ลุกลามไปจนถึงการปิดด่านชายแดน และส่งผลกระทบต่อความสูญเสียรายได้จากการค้าชายแดนสูงถึงวันละ 88 ล้านบาท
  4. ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากกรมโยธาธิการและผังเมืองได้สั่งให้ยุติการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนในลักษณะดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 อีกรวม 4 แห่ง ซึ่งได้มีการทำสัญญาว่าจ้างผู้ดำเนินการแล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดรวมทั้งการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างประเทศจะต้องดำเนินการแจ้งให้กับประเทศเพื่อนบ้านทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวด้วย
  5. เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในพื้นที่และได้พิจารณาให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวในพื้นที่ป่าของทางราชการจำนวน 5,603 ไร่ ที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยจะกำหนดรูปแบบให้มีองค์กรบริหารพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษโดยเฉพาะ โดยจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนเพื่อดำเนินการทั้งด้านธุรกิจโดยตรงและให้เอกชนเข้าไปทำโครงการต่างๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ศูนย์กระจายสินค้า เขตพาณิชยกรรม ซึ่งผู้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะได้รับการส่งเสริมการ ลงทุนมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิทธิพิเศษที่ให้การส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ 3 ตามกฎหมายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเป็นต้นแบบของเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
  6. การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - พม่า แห่งที่สอง จุดก่อสร้างสะพานที่เหมาะสมอยู่บริเวณบ้านวังตะเคียน ฝั่งไทย และบ้านเยปูฝั่งพม่า ระยะทาง 22 กิโลเมตร อยู่ในฝั่งไทย 16 กิโลเมตร และอยู่ในฝั่งพม่า 6 กิโลเมตร ความยาวสะพานที้ข้ามแม่น้ำเมย ประมาณ 400 เมตร โดยกรมทางหลวงได้มีการสำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดตำแหน่งสะพานพร้อมแนวทางหลวงเรียบร้อยแล้ว และได้ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างสะพานและถนน ประมาณ 600 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายหลังหารือในรายละเอียดของโครงการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายพม่า (กรมทางหลวง) เมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายน 2553 ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ฝ่ายไทยได้เสนอให้สร้าง ณ จุด c2 หรือ c3 ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเมย แต่ฝ่ายพม่ายังไม่ ตัดสินใจและขอหารือหน่วยงานกลางอีกครั้ง

29. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 43 และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 43 และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. ได้เสนอผลการประชุมดังกล่าวตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

2. การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

3. การประชุม ASEAN Regional Forum (ARF)

4. การหารือทวิภาคี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ รวม 7 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีเหนือ นิวซีแลนด์ แคนาดา อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป รวมทั้งได้พบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนามในระหว่างการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาไทย-เวียดนาม

5. ข้อสังเกตและข้อมูลเพิ่มเติม


เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็นข้อมูล


30. เรื่อง สถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2553 และแนวโน้มเดือนสิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2553 และแนวโน้มเดือนสิงหาคม 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

  1. ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเดือนกรกฎาคม ได้แก่ ลำไย ในเดือนสิงหาคม ผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดมาก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และยางพารา โดยคาดว่าจะออกสู่ตลาด คิดเป็นร้อยละ 16.32 20.48 21.49 และ 10.07 ของผลผลิตทั้งหมด ตามลำดับ ราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เดือนกรกฎาคม 2553 สินค้าเกษตรที่สำคัญส่วนใหญ่ราคาปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ในเดือนสิงหาคม คาดว่าสินค้าส่วนใหญ่ราคาจะปรับตัวในระดับใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคง มีสินค้าที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ผลไม้ภาคใต้ ที่ราคาอาจปรับตัวลดลง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น
  2. ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรของเดือนกรกฎาคม 2553 เปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นร้อยละ 32.86 โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ลำไย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 2.25 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน เงาะ มังคุด ลองกอง สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ลำไย ทุเรียน ยางพารา และไก่เนื้อ ในเดือนสิงหาคม คาดว่าดัชนีราคาจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย และภาพรวมด้านการผลิตสินค้าเกษตร เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาดัชนีผลผลิตลดลง คิดเป็นร้อยละ 2.44 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง ทุเรียน และลำไย ส่วนสินค้าที่ผลผลิตสูงขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน สับปะรด ยางพารา สุกร และไก่เนื้อ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.79 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน ลำไย สุกร และไก่เนื้อ ส่วนสินค้าที่ ผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด ในเดือนสิงหาคม คาดว่าดัชนีผลผลิตจะสูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพราะมีผลผลิตสินค้าสำคัญหลายชนิดจากฤดูกาลใหม่เริ่มออกสู่ตลาด

31. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 25

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 25 ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์น้ำ และการดำเนินการตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

สถานการณ์อุทกภัย จำนวน 1 จังหวัด

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. 1-9 ส.ค. รวม
ภูมิพล 52.09 1.74 4.95 0.00 15.60 34.06 146.20 135.35 389.99
สิริกิติ์ 136.62 97.73 85.93 69.12 114.18 150.64 622.74 447.49 1,724.45
ภูมิพล+สิริกิติ์ 188.71 99.47 90.88 69.12 129.78 184.70 768.94 582.84 2,114.44
แควน้อยฯ 42.49 25.69 31.19 14.35 19.65 33.36 75.36 34.53 276.62
ป่าสักชลสิทธิ์ 41.06 5.51 19.00 10.18 17.44 27.91 5.72 25.92 152.74
รวม 4 อ่างฯ 272.26 130.67 141.07 93.65 166.87 245.97 850.02 643.29 2,543.80

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่าง
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ภูมิพล 6,142 46 4,104 30 304 2 20.99 20.92 3.10 3.00 9,358
สิริกิติ์ 5,073 53 3,954 42 1,104 12 93.35 98.15 6.69 7.00 5,556
ภูมิพล+สิริกิติ์ 11,215 49 8,058 35 1,408 6 114.34 119.07 9.79 10.00 14,914
แควน้อยฯ 167 22 209 27 173 22 5.74 5.24 0.43 0.43 560
ป่าสักชลสิทธิ์ 289 30 91 9 88 9 5.48 4.19 0.28 0.28 869

2. สภาพน้ำท่า

3. คุณภาพน้ำ

กรมชลประทาน ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ดังนี้

แม่น้ำ จุดเฝ้าระวัง ข้อมูล
วันที่
ค่า Sal (g/l) เกณฑ์
ค่าสูงสุด เวลา
เจ้าพระยา ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี 9 ส.ค. 53 0.22 09.43 น. ปกติ
ปากเกร็ด* จังหวัดนนทบุรี 9 ส.ค. 53 0.21 06.40 น. ปกติ
ปากคลองสำแล * จังหวัดปทุมธานี 9 ส.ค. 53 0.12 01.00 น. ปกติ
ท่าจีน ที่ว่าการอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 9 ส.ค. 53 0.14 08.50 น. ปกติ
แม่กลอง ปากคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 8 ส.ค. 53 0.10 23.00 น. ปกติ

หมายเหตุ ค่ามาตรฐานความเค็มที่ปากคลองสำแลไม่เกิน 0.20 กรัม/ลิตร

การดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง ตามแผนเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

ผลกระทบด้านการเกษตร ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2553

อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 5 มิถุนายน.-19 กรกฎาคม.2553

ฝนทิ้งช่วง ช่วงภัยวันที่ 17 พฤษภาคม - 13 กรกฎาคม 2553

ภัยแล้ง ช่วงภัยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 พฤษภาคม 2553


32. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2553) ของกระทรวงมหาดไ ทย ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และการให้ความช่วยเหลือ

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ปี 2553
(ข้อมูล ณ วันที่ 3-9 สิงหาคม 2553)

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 12 56 385 3,112 กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี 503,427 154,055
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 11 64 523 6,063 กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี 2,088,607 505,587
3 กลาง 4 7 65 524 ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี 178,709 55,442
รวมทั้งประเทศ 27 127 973 9,699   2,770,743 715,084

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้าน
ทั้งหมด
13-19 ก.ค. 2553 20-23 ก.ค. 2553 24 ก.ค.-2 ส.ค. 2553 3-9 ส.ค. 2553
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
1 เหนือ 16,590 3,475 -120 3,408 -67 3,175 -233 3,112 -63
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 33,099 7,782 -62 7,165 -617 7,159 -6 6,063 -1,096
3 กลาง 11,736 797 -112 612 -185 525 -87 524 -1
รวม 61,425 12,054 -294 11,185 -869 10,859 -326 9,699 -1,160

หมายเหตุ สถานการณ์ภัยแล้งปี 2553 ช่วงระยะเวลาที่มีสถานการณ์ภัยแล้งสูงสุดอยู่ในห้วงระหว่างวันที่ 12-19 เมษายน 2553 มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 60 จังหวัด 463 อำเภอ 3,005 ตำบล 24,248 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 7,421,017 คน 1,982,861 ครัวเรือน

2. สถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 3-9 สิงหาคม 2553)

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 9 - 14 สิงหาคม 2553


แต่งตั้ง


33. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำ (นักกฎหมายกฤษฎีกาเชี่ยวชาญ) กลุ่มร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการร่างกฎหมายประจำ (นักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ) กลุ่มร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้รักษาราชการในตำแหน่งดังกล่าวและไม่ก่อนวันที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับคำขอประเมินพร้อมเอกสารประกอบการประเมินครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ดังนี้

4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชุดเดิมพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ชุดใหม่ จำนวน 12 คน ดังนี้ 1. นายปราโมทย์ วิทยาสุข 2. นายอมร กิจเชวงกุล 3. นายธนการ ดำรงรัตน์ 4. นายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย 5. นายสมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย 6. นายสมมาต ขุนเศษฐ 7. นางเพ็ญนภา ธนสารศิลป์ ผู้แทนองค์การเอกชน 8. นายเจริญ วังอนานนท์ ผู้แทนองค์การเอกชน 9. นายไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ผู้แทนองค์การเอกชน 10. นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งประกอบการในภูมิภาค 11. นางสาวลักษมี ศรีสมเพชร ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งประกอบการในภูมิภาค 12. นายกฤษณ์ ปทุมราช ผู้แทน องค์การเอกชนซึ่งประกอบการในภูมิภาคทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งเลขาธิการ ก.พ. (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอแต่งตั้ง นายนนทิกร กาญจนะจิตรา รองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อ ทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันซึ่งดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 ปี และได้รับอนุมัติให้ต่อระยะเวลา การดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปีแล้ว และจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวง ศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  3. นายอนันต์ ระงับทุกข์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (นักวิชาการศึกษา ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายปราโมทย์ แก้วสุข ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (นักวิชาการศึกษา ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
  5. นายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ
  6. นางศิริพร กิจเกื้อกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

9. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แทนกรรมการที่ลาออก ตามมาตรา 18 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 ดังนี้ 1. พลโท ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ 2. นายครรชิต ทรรศนะวิเทศ 3. นายสุพร ธรรมมารักษ์ 4. นายอำนวย ปะติเส (จากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ)

10. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย แทนกรรมการที่ครบวาระ ดังนี้

  1. คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม เป็นประธานกรรมการต่ออีกวาระหนึ่ง
  2. นางธาริษา วัฒนเกส เป็นกรรมการต่ออีกวาระหนึ่ง
  3. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นกรรมการต่ออีกวาระหนึ่ง
  4. นายบรรยง วิเศษมงคลชัย เป็นกรรมการแทนนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
  5. นายชาติศิริ โสภณพนิช เป็นกรรมการผู้แทนสมาคมธนาคารไทยแทน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์
  6. นายชัยวัธ มะระพฤกษ์วรรณ เป็นกรรมการผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต่ออีกวาระหนึ่งตามที่สมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอ

11. ขอปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เหมาะสมโดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบของคณะกรรมการ ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธานกรรมการ รองศาสตราจารย์ อุดม รัฐอมฤต เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รองศาสตราจารย์เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ รองศาสตราจารย์วินัย ล้ำเลิศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรีรัตน์ ประจนปัจนึก ศาสตราจารย์เสาวนีย์ อัศวโรจน์ นายเอกศักดิ์ ตรีกรุณาสวัสดิ์ นายจรวย หนูคง นายสราวุธ เบญจกุล นายดล บุนนาค นายจิตรนรา นวรัตน์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมี ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและเลขานุการ นิติกร สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (จำนวนไม่เกิน 2 คน) เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

  1. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะปัญหาข้อกฎหมายตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการขอหารือ
  2. พิจารณาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการตามภารกิจที่กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการ รวมทั้งการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การพัฒนากฎหมายและการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  3. การประชุมคณะกรรมการ ประธานกรรมการอาจเชิญกรรมการทั้งคณะหรือกรรมการบางคน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะต้องพิจารณามาประชุมร่วมกันก็ได้ ทั้งนี้ จะต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการที่ได้รับเชิญหรือกรรมการทั้งหมดแล้วแต่กรณี จึงจะครบองค์ประชุมและอาจเชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วยก็ได้
  4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการใด ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี