สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
23 มีนาคม 2553

วันนี้ (วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2553) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฏหมาย

  1. เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคำร้องขอ การส่งมอบตัวบุคคล และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
  2. เรื่อง การปรับปรุงวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด
  3. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2552
  4. เรื่อง โครงการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ (Trunked Radio) 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  5. เรื่อง มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์
  6. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 1/2553
  7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2553
  8. เรื่อง การดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตามมติคณะรัฐมนตรี
  9. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 (ครั้งที่ 130)
  10. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ
  11. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2553
  12. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
  13. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิก (เพิ่มเติม)

สังคม

  1. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบกลางสำหรับโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก
  2. เรื่อง โครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน (เพิ่มเติม)
  3. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการการดำเนินงานต่อเนื่องของศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2554-2558
  4. เรื่อง การให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ
  5. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 6
  6. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553)
  7. เรื่อง รายงานสรุปการดำเนินการของศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม กระทรวงคมนาคม
  8. เรื่อง การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553
  9. เรื่อง มาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ปี 2553

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การชำระค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)
  2. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2554 (42nd International Physics Olympiad 2011)
  3. เรื่อง การดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น
  4. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนตอบตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในการจัดทำข้อตกลงโครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น
  5. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับบรูไนว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข

ศึกษา

  1. เรื่อง ขออนุมัติจัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)
    2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    3. แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย)
    4. การแต่งตั้งสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก
    5. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    6. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ
    7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    8. การแต่งตั้งข้าราชการเพื่อเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง ระดับ 10 (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    9. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร (นักบริหารระดับสูง)
    10. แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมืองกระทรวงคมนาคม

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

คณะรัฐมนตรี

1. เห็นชอบ

1.1 ร่างประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอบางพลี อำเภอบางเสาธง อำเภอ บางบ่อ อำเภอพระประแดง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553 โดยมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รับผิดชอบในการดำเนินการตามมาตรา 15

1.2 ร่างประกาศ เรื่อง การให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็นพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำนวน 18 ฉบับ ตามมาตรา 16 วรรคสี่

1.3 ร่างข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จำนวน 5 ข้อ

รวม 3 ฉบับ ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

2. เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลงแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงานผลส่งให้ กอ.รมน. เพื่อรวบรวมเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบโดยเร็ว ตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551


2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1.กำหนดคำนิยาม ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 1)

2. กำหนดลักษณะการแสดงภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 2)

3. กำหนดลักษณะภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 3)

4. กำหนดหลักเกณฑ์การแสดงภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้สื่อทางกิจการโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นใด โดยต้องมีการแสดงข้อความ คำเตือนทุกครั้งและตลอดเวลาที่มีการแสดงภาพ (ร่างข้อ 4)


3. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีสมัครไปปฏิบัติงาน ใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ

ข้อเท็จจริง

สำนักงาน ก.พ.เสนอว่า

1. มาตรา 110 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งบรรจุบุคคลเข้ารับราชการพลเรือนสามัญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 57 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ โดยการสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

2. ในคราวประชุม ก.พ. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ได้มีมติเห็นชอบกับร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ พ.ศ. .... ทั้งนี้ ร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจาก อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการด้วยแล้ว

สาระสำคัญของร่างกฎ ก.พ.

1. กำหนดหน่วยงานที่จะสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการต้องเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งใหม่เป็นเวลาไม่เกินห้าปี และเป็นการไปปฏิบัติงานในหน่วยงานลักษณะใดลักษณะ หนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) รัฐวิสาหกิจ (2) องค์การมหาชน (3) หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (4) หน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ (5) หน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (6) หน่วยงานอื่นตามที่ ก.พ.กำหนด (ร่างข้อ 2)

2. กำหนดกรณีการไปปฏิบัติงานตามความประสงค์ของทางราชการตามกฎ ก.พ.นี้ หมายถึง การไปปฏิบัติงานตามความประสงค์ร่วมกันของหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานตามข้อ 1 และต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ทางราชการ โดยอาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานตามข้อ 1 หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ทางราชการโดยรวมก็ได้ (ร่างข้อ 3)

3. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งถูกสั่งให้ออกไปปฏิบัติงานใด ๆ จะต้องแสดงความสมัครใจเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ คือ มีอายุน้อยกว่าห้าสิบปี มีอายุราชการไม่น้อยกว่าห้าปี และไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรืออยู่ระหว่างชดใช้ทุน และหากในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ก.พ.จะพิจารณายกเว้นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้เป็นการเฉพาะรายก็ได้ (ร่างข้อ 4)


4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงวัฒนธรรมเสนอว่า

1. ผลการสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของเด็กพบว่าโดยเฉลี่ยเด็กและเยาวชนไทยบริโภคสื่อ วันละ 12.9 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนการรับชมโทรทัศน์สูงสุดอยู่ที่ 5.7 ชั่วโมงต่อวัน และใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 3.1 ชั่วโมง ต่อวัน ในขณะเดียวกัน ผลการสำรวจสัดส่วนรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ประเภท ป (อายุ 3-5 ปี) และประเภท ด (อายุ 6-12 ปี) ในเดือนกรกฎาคม 2551 โดยโครงการ Child Media Watch พบว่า เฉลี่ยทุกสถานีในระบบฟรีทีวี มีสัดส่วนรายการเด็กเพียงร้อยละ 5.48 ของเวลาออกอากาศทั้งหมด สอดคล้องกับผลการติดตามการจัดระดับความเหมาะสมของประเภทรายการโทรทัศน์ของเครือข่ายสถาบันวิชาการนิเทศศาสตร์ 12 สถาบัน และเครือข่ายครอบครัวอาสาเฝ้าระวังสื่อ ที่พบว่า รายการประเภท ป และ ด ในช่วงเวลา 16.00-22.00 น. ของทุกสถานี มีเพียงร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าที่ระเบียบของกรมประชาสัมพันธ์ ได้กำหนดไว้ว่าต้องมีรายการสำหรับเด็กและเยาวชน ร้อยละ 25 ในผังรายการของช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนสื่อวิทยุนั้นพบว่ามีสัดส่วนของรายการสำหรับเด็กไม่ถึงร้อยละ 1 ของจำนวนเวลาและสถานีทั่วประเทศ

2. การวิเคราะห์ของภาควิชาการต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีจำนวนน้อยเนื่องมาจาก 1) นโยบายของสถานีที่มุ่งผลิตรายการเพื่อเป้าหมายทางการตลาด 2) ข้อจำกัดด้านเงินทุน เพราะรายการเด็กที่มีคุณภาพสูงต้องใช้ทุนผลิตสูงกว่า 300,000 บาทต่อชั่วโมง ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยและอิสระไม่สามารถอยู่ได้ 3) ข้อจำกัดเรื่องผู้สนับสนุนรายการ เนื่องจากรายการเด็กมักอยู่ในช่วงเวลาไม่ดี ได้รับความนิยมไม่มาก จึงมีผู้สนับสนุนรายการน้อย 4) ผู้ผลิตสื่อเด็กที่มีคุณภาพและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้พัฒนาการของเด็ก และสาระทางวัฒนธรรม ยังมีจำนวนน้อย ทำให้เกิดข้อจำกัดเรื่องคุณภาพเนื้อหา ในขณะที่ช่องทางของการเผยแพร่มีมากขึ้น โดยเฉพาะทีวีในระบบอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต จึงทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มเนื้อหาที่สร้างสรรค์

3. ในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดสื่อสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมถึงเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ของผู้ผลิตสื่ออาชีพเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กระจายสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์อย่างทั่วถึงทุกระดับ รวมทั้งเพื่อสร้างกลไกใน การรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ โดยมีคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหาร ให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงาน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านต่าง ๆ และระดมการจัดหาทุนจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการระดมความร่วมมือจากเอกชนให้เข้ามามี ส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลและกำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุน (ร่างมาตรา 5)

2. กำหนดให้กองทุนส่วนหนึ่งประกอบด้วยทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนของรัฐบาล หรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเงินรายได้ที่ กสทช.จัดสรรให้ (ร่างข้อ 6)

3. กำหนดให้กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วย เงินทดแทน (ร่างข้อ 7)

4. กำหนดให้กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน (ร่างข้อ 10)

5. กำหนดให้ กสทช. จัดสรรเงินรายได้ให้แก่กองทุนเป็นประจำทุกปี (ร่างมาตรา 11)

6. กำหนดให้กองทุนมีอำนาจจ่ายเงินจากกองทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 13)

7. กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่และองค์ประชุมคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 19)

8. กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่มอบหมายได้ และให้ได้รับเบี้ยประชุมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างมาตรา 20 และร่างมาตรา 21)

9. กำหนดให้มีผู้จัดการกองทุน คุณสมบัติของผู้จัดการ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 22 ถึงร่างมาตรา 25)

10. กำหนดให้กองทุนจัดทำงบการเงินและทำรายงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (ร่างมาตรา 32 และร่างมาตรา 33)

11. กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 34 และร่างมาตรา 35)

12. ในวาระเริ่มแรกกำหนดให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างมาตรา 37)


5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 9 เมษายน 2553 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 เมษายน 2553) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

1. เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปี 2553 มีวันหยุดราชการต่อเนื่องหลายวันและคาดหมายได้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 การยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้การจราจรมีความคล่องตัว รวมทั้งเป็นการลดการใช้พลังงานของประเทศ

2. การกำหนดช่วงระยะเวลาให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตามกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่เป็นประจำทุกปี พ.ศ. 2550 ยังไม่เหมาะสมกับช่วงระยะเวลาการเดินทางของประชาชน สมควรกำหนดระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษดังกล่าว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปี 2553 เสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนี้

"กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 36 สายกรุงเทพมหานคร - ระยอง ตอนกรุงเทพมหานคร - เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 34 (บางวัว) และทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง) และบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางปะอิน - บางพลี) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 ตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 9 เมษายน 2553 ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 19 เมษายน 2553"


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคำร้องขอ การส่งมอบตัวบุคคล และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดคำร้องขอ การส่งมอบตัวบุคคล และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศผู้ร้องขอที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย ให้จัดส่งไปยังผู้ประสานงานกลางหรือตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา ในกรณีที่ประเทศผู้ร้องขอไม่ได้มีสนธิสัญญาฯ กับประเทศไทยให้จัดส่งคำร้องขอโดยผ่านวิธีทางการทูต (ร่างข้อ 1)

2. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องแนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับรายละเอียดของบุคคลที่ขอให้ส่งข้ามแดนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี กฎหมายที่บัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิด และ หากเป็นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อไปดำเนินคดีอาญา หรือเป็นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวกับบุคคลที่ ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดแล้วจะต้องแนบเอกสารเพิ่มเติมตามที่กำหนด (ร่างข้อ 2-ร่างข้อ 4)

3. เอกสารหลักฐานที่นำส่งโดยประเทศผู้ร้องขอจะต้องได้รับการรับรองโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พร้อม คำแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องด้วย (ร่างข้อ 5)

4. กำหนดให้กรณีที่ประเทศผู้ร้องขอมิได้มีสนธิสัญญาฯ กับประเทศไทย จะต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่าจะ ส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่ประเทศไทยในทำนองเดียวกันเมื่อร้องขอ (ร่างข้อ 6)

5. กำหนดวิธีการดำเนินการส่งมอบตัวบุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดน (ร่างข้อ 7- ร่างข้อ 9)

6. กำหนดวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างข้อ10)


7. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและ ร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงแรงงานเสนอว่า คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ได้มีประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 6/2552 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2552 มีมติเห็นชอบให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เนื่องจากในการจัดระบบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2547 กรมการปกครองได้รับมอบหมายให้จัดทำทะเบียนประวัติ จัดทำบัตรประจำตัวและบัตรอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว ปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนประวัติ เช่น การแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ เป็นต้น รวมทั้งการประมวลสถิติข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเสมอ ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว แต่อธิบดีกรมการปกครองไม่ได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ทำให้ไม่สามารถเสนอความเห็นในการกำหนดนโยบาย แผนงานและมาตรการในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

กำหนดให้เพิ่มอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนี เข้าเมือง


เศรษฐกิจ


8. เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1. อนุมัติในหลักการให้มีการตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาบางกลุ่มหรือรายการเป็นไปตามบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือตามเงื่อนไขและข้อบ่งชี้ที่องค์กรวิชาชีพกำหนด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อทำหน้าที่ให้ข้อมูลและความคิดเห็น รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาและดำเนินการเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ และสอดคล้องกับฐานอำนาจตามกฎหมาย

2. มอบหมายให้กรมบัญชีกลางร่วมกับหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ระบบ Medisave สำหรับข้าราชการบรรจุใหม่และแนวทางการอภิบาลระบบเพื่อปฏิรูปองค์กรบริหารจัดการระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

3. มอบหมายให้กรมบัญชีกลางร่วมกับหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้องศึกษาการกำหนดอัตราจ่ายล่วงหน้ารายกลุ่มโรคสำหรับการรักษาประเภทผู้ป่วยภายนอก โดยกรมบัญชีกลางตกลงราคาเหมาจ่ายรายโรคให้กับสถานพยาบาล

สำหรับงบประมาณในการดำเนินการให้ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

1. นายกรัฐมนตรีได้เชิญรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ในขณะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจรายชื่อยาที่มีรายงานการเบิกจ่ายสูงในสถานพยาบาลของทางราชการที่มีการให้บริการผู้ป่วยภายนอกเป็นจำนวนมาก จำนวน 34 แห่ง และจัดทำข้อเสนอเพื่อลดการใช้ยาเกินความจำเป็น โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมทั้งเร่งรัดศึกษารูปแบบ แนวทางการออมเพื่อสุขภาพ (Medical saving/Medisave) โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามความก้าวหน้าของการศึกษาอย่างใกล้ชิด นั้น

2. กค. ได้ดำเนินการตามผลการประชุม (ข้อ 1) แล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1 ระบบการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในปัจจุบัน ประกอบด้วย

2.1.1 กรณีผู้ป่วยภายในเป็นการเบิกจ่ายโดยตรงระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถานพยาบาลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เกณฑ์การจัดสรรตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group:DRG)

2.1.2 กรณีผู้ป่วยภายนอกสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งการนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดของผู้มีสิทธิ และการเบิกจ่ายในระบบเบิกจ่ายตรง (เป็นการเบิกจ่ายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับกรณีผู้ป่วยภายใน) โดยจ่ายตามรายการที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ (Fee for service) ซึ่งเป็นระบบการจ่ายแบบปลายเปิด ยกเว้นบางรายการที่ได้มีการกำหนดอัตราเพดานการเบิกจ่าย

2.2 จากการพิจารณาข้อมูลรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลพบว่า ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายใน มีการเพิ่มขึ้นตามสมควร แต่ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกเพิ่มในอัตราที่ค่อนข้างสูงและมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ เทียบกับค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยสัดส่วนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกต่อค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 46 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2545 เป็นร้อยละ 74 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2552 โดยค่ายาเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนการเบิกจ่ายสูงสุดคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกทั้งหมด ซึ่งสาเหตุหลักเป็นเพราะหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาที่กำหนดให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ไม่สามารถควบคุมการใช้ยาและค่าใช้จ่ายด้านยาให้เป็นไป อย่างเหมาะสมได้ ทั้งนี้ กค. โดยกรมบัญชีกลางไม่สามารถดำเนินการบริหารจัดการและกำกับดูแลในเรื่องการเบิกจ่าย ค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการการใช้ยาได้เท่าที่ควร เนื่องจากพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นฐานอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินสวัสดิการ วิธีการจ่าย อัตราการจ่าย ของผู้มีสิทธิได้รับเงินเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดอำนาจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ กรมบัญชีกลางจึงมีอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ไม่มีฐานอำนาจในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ดีได้มีการดำเนินการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการยืนยันร่างกฎหมายที่ได้ตรวจพิจารณาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป

2.3 กค. โดยกรมบัญชีกลางได้ขอข้อมูลการสั่งจ่ายยาย้อนหลัง 10 เดือน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ของสถานพยาบาลของทางราชการ 34 แห่ง และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของสถานพยาบาล จำนวน 31 แห่ง จาก 34 แห่ง พบว่าสถานพยาบาลมีการสั่งยารวม 16.6 ล้านใบ มูลค่ารวม 15,247.96 ล้านบาท ซึ่งเป็นใบสั่งยาที่มีรายการ นอกบัญชียาหลักแห่งชาติร้อยละ 40 คิดเป็นมูลค่า 10,040.48 ล้านบาทหรือร้อยละ 66 ของมูลค่ายารวมทั้งหมด โดยกลุ่มรายการยาที่มีมูลค่าการสั่งใช้ยาค่อนข้างสูงและเป็นรายการยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมทั้งรายการยาที่มีราคาแพงและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการสั่งใช้ยาไม่เหมาะสมไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม

(1) กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร (Anti-ulcerant/Variceal bleeding)

(2) กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs/Anti-osteoarthritis)

(3) กลุ่มยาลดไขมันในเลือด (Antilipidemia)

(4) กลุ่มยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง (Angiotensin converting enzyme (ACE) inhibitors)

(5) กลุ่มยาลดความดันโลหิต (Angiotensin-II receptor blockers : ARBs)

(6) กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด (Antiplatelets)

(7) ยาลดอาการข้อเข่าเสื่อม (Glucosamine)

(8) ยาป้องกันโรคกระดูกพรุน (Drug affecting bone metabolism)

(9) กลุ่มยารักษามะเร็ง (Anticancers)

2.4 จากการพิจารณาข้อดี ข้อด้อย ผลกระทบต่อผู้ป่วยและสถานพยาบาล รวมทั้งการประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะกำหนดมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายยากลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่มดังกล่าว เห็นควรกำหนดมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา โดยให้มีระบบตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาบางกลุ่มหรือบางรายการให้เป็นไปตามบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือตามเงื่อนไขและข้อบ่งชี้ที่องค์กรวิชาชีพกำหนด

2.5 กรณีการนำระบบการออมเพื่อสุขภาพ (Medisave) มาใช้กับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จากการศึกษาในเบื้องต้นพบว่า ระบบดังกล่าวเป็นบัญชีเงินออม (Saving account) โดยหักจากเงินเดือนผ่านระบบการจ้างงาน ซึ่งรัฐบาลบังคับให้ประชากรมีการออมเพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพ โดยเงินและภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นของผู้ออม ดังนั้น การนำระบบ Medisave มาใช้กับข้าราชการบำนาญหรือข้าราชการปัจจุบัน (โดยเฉพาะที่มีอายุมากหรือมีบิดามารดาที่มีอายุมาก) จึงมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการบริหารจัดการให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมทำได้ยาก และที่ผ่านมาไม่ได้มีการออมไว้ นอกจากนี้ข้าราชการเหล่านี้ได้ทำงานมานานและได้ช่วยเหลืองบประมาณของประเทศทางอ้อม โดยการยอมรับเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าภาคเอกชนหากสิทธิประโยชน์ถูกลดไป หรือบังคับให้หักเงินเดือนเพื่อเป็นเงินออมด้านสุขภาพจะไม่เป็นธรรมและเป็นการลิดรอนสิทธิ ทั้งนี้ การนำระบบ Medisave มาใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่อาจมีความเป็นไปได้ แต่มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาและศึกษาเพิ่มเติม เช่น สิทธิประโยชน์ โครงสร้างอายุของผู้ใช้สิทธิ โครงสร้างองค์กรที่กำกับดูแล ตลอดจน กฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น จึงเห็นควรให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งประเด็นความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ระบบ Medisave สำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ และแนวทางการอภิบาลระบบเพื่อปฏิรูปองค์กรบริหารจัดการระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ


9. เรื่อง การปรับปรุงวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ปรับปรุงวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงาน ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

1. ธพส. ได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ ทำหน้าที่ก่อสร้างและบริหารโครงการ ศูนย์ราชการตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุบริเวณถนน แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบริหารจัดการทรัพย์สินอื่นของรัฐตามนโยบายรัฐบาล โดยให้ ธพส. จัดให้มีระเบียบที่เกี่ยวกับการพัสดุ การงบประมาณ การเงินและบัญชี การบริหารงานบุคคล รวมถึงเงินเดือน ค่าจ้าง และสวัสดิการของพนักงานเป็นของตนเอง

2. กรรมการฝ่ายลูกจ้างได้เสนอต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ธพส. โดยขอให้ปรับปรุงเพิ่มจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงาน และที่ประชุมคณะกรรมการ ธพส. ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2551 มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่เสนอ ดังนี้

2.1 พนักงานที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 8 วันทำงาน

2.2 พนักงานที่มีอายุงานเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนได้ปีละ 10 วันทำงาน

2.3 พนักงานที่มีอายุงานเกิน 5 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 15 วันทำงาน

ทั้งนี้สะสมได้ไม่เกิน 2 ปีติดต่อกัน

3. ธพส. ได้หารือไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การปรับปรุงวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ตอบข้อหารือดังกล่าวสรุปได้ว่า เมื่อ ธพส. จะปรับปรุงแก้ไขระเบียบบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2548 ในหมวด 3 วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด ข้อ 6 (3)

จากเดิม กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่เกินปีละ 6 วันทำงาน ขอปรับปรุงแก้ไขเป็นมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 8 วันทำงาน

อายุงาน 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 8 วันทำงาน ขอปรับปรุงแก้ไขเป็น อายุงาน 3 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 10 วันทำงาน

อายุงาน 6 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 10 วันทำงาน ขอปรับปรุงแก้ไขเป็นอายุงาน 5 ปี ขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 15 วันทำงาน และให้มีการสะสมหรือเลื่อนไปหยุดในปีถัดไปได้

โดยมีตารางเปรียบเทียบ ดังนี้

สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ของพนักงาน ธพส.
อายุงาน (ปี)
1-3 3-5 3-6 5 ปีขึ้นไป 6 ปีขึ้นไป สะสมวันหยุด
ปัจจุบัน 6 วัน - 8 วัน - 10 วัน 2 ปีติดต่อกัน
ข้อเสนอใหม่ 8 วัน 10 วัน - 15 วัน - 2 ปีติดต่อกัน

เป็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปี และให้ใช้สิทธิสะสมหรือเลื่อนไปหยุดในปีถัดไปได้ ถือเป็น การปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินการได้ตามมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

4. ธพส. ได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ โดยขอปรับปรุงแก้ไขระเบียบเพิ่มจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากที่กำหนดไว้เดิมและให้มีการสะสมหรือเลื่อนไปหยุดในปีถัดไปได้ ตามข้อ 3

5. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้แจ้งมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งประชุม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ ธพส. ปรับปรุงวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานตามที่เสนอและให้ดำเนินการเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป เมื่อกระทรวงเจ้าสังกัดได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ขอให้แจ้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบด้วย

6. ธพส. ได้ศึกษาข้อมูลรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่สังกัด กค. เกี่ยวกับสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานสรุปได้ว่า รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ที่สังกัด กค. เช่นเดียวกับ ธพส. มีการกำหนดจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีสูงสุดเท่ากับที่ ธพส. ขอมา ประกอบกับ ธพส. มีความสามารถทางการเงินโดยการดำเนินงานมีผลกำไร

7. ปัจจุบัน ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ธพส. มีพนักงานที่อายุงานสูงสุด 3 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 23 คน นอกนั้นมีอายุงานต่ำกว่า 3 ปีทั้งหมด

8. การใช้สิทธิพักผ่อนของพนักงาน ธพส. ที่ผ่านมานั้น พนักงาน ธพส. ส่วนมากใช้สิทธิพักผ่อนครบจำนวนตามสิทธิที่ได้รับส่วนพนักงานที่ใช้สิทธิไม่ครบนั้น ธพส. ยังไม่มีระเบียบในการจ่ายคืนเงินการไม่ใช้สิทธิพักผ่อนให้กับพนักงาน


10. เรื่อง ขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งได้รับอนุมัติให้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีจากกรมบัญชีกลางแล้ว ตามใบกันเงินเลขที่ 10042627 จำนวน 58,618,146 บาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดมหาสารคาม รวม 2 จังหวัด โดยจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยให้เบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป ทั้งนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอผ่อนผันระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ ประกอบกับความล่าช้าในแต่ละขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นควรซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางและวิธีปฏิบัติตามนัยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน


11. เรื่อง โครงการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ (Trunked Radio) 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี พ.ศ.2551 ตามที่ได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 มาเป็นดำเนินการในพื้นที่จังหวัดยะลา และศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 8 (จังหวัดสงขลา) เท่านั้น เนื่องจากมีงบประมาณในการดำเนินงานอยู่แล้ว จำนวน 180 ล้านบาท ประกอบกับกระทรวงการคลัง (กค.) ได้รับอนุมัติให้กันเงินและขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินไว้แล้วโดยไม่ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

1. โครงการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ (Trunked Radio) เป็นระบบ Digital จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่จังหวัดยะลา และศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 8 (จังหวัดสงขลา) ของกรมการปกครอง (พ.ศ.2552-2553) โดยดำเนินการตามแนวทางและขั้นตอน ดังนี้

1.1 จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ศูนย์ควบคุมสถานีแม่ข่าย (Base Station Switching Center : BSSC) ของระบบสื่อสารวิทยุสื่อสารเฉพาะกิจ แบบดิจิตอล (Digital Trunked Radio System) ติดตั้ง ณ ศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 8 (จังหวัดสงขลา) จำนวน 1 ศูนย์

1.2 จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ระบบบริหารจัดการเครือข่าย (Network Management Terminal : NMT) ของระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ แบบดิจิตอล (Digital Trunked Radio System) จำนวน 2 ชุด ณ จุดติดตั้งที่กำหนด ดังนี้

1.2.1 ศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 8 (จังหวัดสงขลา) จำนวน 1 ชุด 1.2.2 ศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 12 (จังหวัดยะลา) จำนวน 1 ชุด

1.3 จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์สถานีแม่ข่าย (Base Station) ของระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ แบบดิจิตอล (Digital Trunked Radio System) จำนวน 15 สถานี ณ จุดติดตั้งที่กำหนด ดังนี้ 1.3.1 ที่ว่าการอำเภอในพื้นที่จังหวัดยะลา อำเภอละ 1 สถานี จำนวน 8 สถานี 1.3.2 สถานีแม่ข่ายเสริม จำนวน 7 แห่ง แห่งละ 1 สถานี จำนวน 7 สถานี

1.4 จัดหาและแจกจ่าย หรือติดตั้งอุปกรณ์ลูกข่ายเครื่องรับ-ส่งระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ แบบดิจิตอล (Digital Trunked Radio System) ดังต่อไปนี้ 1.4.1 ชนิดมือถือ จำนวน 56 ชุด 1.4.2 ชนิดติดตั้งรถยนต์ จำนวน 11 ชุด 1.4.3 ชนิดติดตั้งประจำที่ จำนวน 11 ชุด

2. ในการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2551 ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 มาดำเนินการในพื้นที่จังหวัดยะลา และศูนย์สื่อสารกรมการปกครอง เขต 8 (จังหวัดสงขลา) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมีงบประมาณในการดำเนินงานอยู่แล้ว จำนวน 180 ล้านบาท ประกอบกับกระทรวงการคลัง ได้อนุมัติให้กันเงินและขยายเวลาการเบิกจ่ายไว้แล้ว โดยไม่ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ ส่วนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และปัตตานีจะดำเนินการในโอกาสต่อไป


12. เรื่อง มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อขยายระยะเวลาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินและตามกฎหมายอาคารชุดเหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จากเดิม ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2553 เป็น จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 โดยเห็นชอบให้กรมที่ดินเปิดดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2553 และวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม


13. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบ อนุมัติ และเห็นชอบ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) เสนอ ทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

1. บทราบผลการประชุมคณะกรรมการ รชต. ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553

2. มอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งรัดการจัดทำแผนไทยเข้มแข็ง 5 ดาว ให้ชัดเจน โดยรับความเห็นของ ที่ประชุมไปประกอบการดำเนินการเพื่อนำเสนอคณะกรรมการ รชต. พิจารณาต่อไปภายใน 2 เดือน และมอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามการดำเนินงานมาตรการพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประชาชน และสิทธิประโยชน์จูงใจ นักลงทุนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประสานติดตามการดำเนินงานในระดับนโยบาย และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานประสานติดตามการดำเนินงานในระดับพื้นที่ต่อไปภายใน 1 เดือน

3. อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2553 ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และไม่เกิดความซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ประกอบด้วย (1) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 โครงการ (2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 2 โครงการ และ (3) กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 1 โครงการ

4. อนุมัติงบประมาณแผนงานโครงการประจำปีงบประมาณ 2553 ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มเติม ดังนี้

4.1 อนุมัติการโอนเปลี่ยนแปลงโครงการต้นกล้าอาชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดสรรสำหรับโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 4 โครงการ วงเงินรวม 72.2800 ล้านบาท

4.2 อนุมัติงบกลางประจำปี 2553 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจัดสรรสำหรับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 8 โครงการ วงเงินรวม 248.6141 ล้านบาท

4.3 เห็นชอบการเพิ่มเติมโครงการไว้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 10 โครงการ วงเงินรวม 838.9977 ล้านบาท และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเสนอรายละเอียดโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อพิจารณาตามขั้นตอน

4.4 เห็นชอบการเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2554 เพิ่มเติม สำหรับโครงการที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 417.3160 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ สศช. ร่วมพิจารณาแหล่งงบประมาณสนับสนุนต่อไป

5. เห็นชอบการปรับแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปีงบประมาณ 2554 ดังนี้

5.1 เห็นชอบการปรับแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามผลการประชาคมหมู่บ้าน โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณในปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 22,174.40 ล้านบาท และกรอบวงเงินรวมในปี 2552-2555 เพิ่มขึ้นเป็น 68,690.96 ล้านบาท โดยปรับแผนงานโครงการเพิ่มเติม ประกอบด้วย (1) โครงการตามผลการประชาคมหมู่บ้าน รอบที่ 1 จำนวน696 หมู่บ้าน รวม 17 โครงการ วงเงิน 742.19 ล้านบาท (2) โครงการตามผลการประชาคมหมู่บ้าน รอบที่ 2 จำนวน 1,377 หมู่บ้าน รวม 19 โครงการ วงเงิน 2,335.94 ล้านบาท

5.2 มอบหมายให้สำนักงบประมาณขยายเวลาเปิดรับคำของบประมาณปี 2554 สำหรับ (1) แผนงานโครงการตามผลการประชาคมหมู่บ้าน และ (2) แผนงานโครงการตามแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2554 รวมทั้งให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณในปี 2554 โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ครัวเรือนยากจน การพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชนเป็นลำดับแรก

5.3 มอบหมายให้กระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำคำของบประมาณปี 2554 สำหรับแผนงานโครงการที่ยังไม่ได้เสนอคำของบประมาณ ได้แก่ (1) แผนงานโครงการตามผลการประชาคมหมู่บ้าน (2) แผนงานโครงการตามกรอบแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2554 ส่งให้สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 19 มีนาคม 2553

5.4 มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน ร่วมกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ศอ.บต. ตรวจสอบข้อมูลความต้องการตามผลประชาคม เพื่อพัฒนาอาชีพให้สอดคล้องกับศักยภาพของครัวเรือนให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท/ปี และนำเสนออนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (อชต.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอขอจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

5.5 มอบหมายให้กระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายชื่อโครงการที่เสนอคำของบประมาณปี 2554 ให้ตรงกับชื่อโครงการเดิมภายใต้แผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อการอนุมัติจัดสรรงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว

5.6 มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณพิจารณาแหล่งงบประมาณ และวงเงินเพิ่มเติมสำหรับแผนงานโครงการในปีงบประมาณ 2554 ต่อไป


14. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ รศก. ครั้งที่ 3/2553

2. มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับข้อสังเกตของคณะกรรมการ รศก.ไปประกอบการศึกษาความเป็นไปได้การจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น ระยะที่ 1 โดยพิจารณานำผลการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เช่น การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในภาคใต้เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ และการศึกษาเรื่องการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ (Eco-Industrial Town) ไปประกอบการศึกษาดังกล่าวด้วย

3. มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) จัดทำยุทธศาสตร์ในภาพรวมของประเทศในด้านการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการกำหนดทิศทางของประเทศไทยด้าน FTA กลุ่มประเทศเป้าหมาย กลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ ดุลการค้าของประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่ฐานการค้าและการลงทุนที่มากขึ้น และการกำหนดนโยบายการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น

4. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เร่งทบทวนปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และกองทุนจัดทำโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ รศก. อย่างต่อเนื่อง

5. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมและมาตรการด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตร เช่น มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosonitary : SPS) เป็นต้น เพื่อให้สินค้านำเข้ามีคุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศต่อไป

6. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงรูปแบบรายงานประเมินผล FTA ให้ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ของประเทศทั้งในกรณีก่อนและหลังการทำข้อตกลง FTA และการเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงจากการทำข้อตกลง FTA กับผลการศึกษาที่ได้ศึกษาไว้ก่อนดำเนินการด้วย เพื่อให้สามารถประเมินผลดีและผลเสียจากการทำ FTA ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

7. เห็นชอบการแต่งตั้งนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เป็นกรรมการในคณะกรรมการ รศก. เพิ่มเติม


15. เรื่อง การดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตามมติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. การดำเนินการ

1.1 บูรณาการแก้ไขปัญหา เชิญกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ สมาคม ผู้เลี้ยงไก่ไข่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว และชลบุรี รวมทั้งห้างค้าปลีกและตลาดสด ประชุมเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาไก่ไข่ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 โดยทุกภาคส่วนพร้อมสนับสนุนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งการรับซื้อไข่ไก่ จากสมาคมและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ การประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ข้าราชการในสังกัดบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นและการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ภายในส่วนราชการให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่นำไข่ไก่ไปจำหน่าย

1.2 ขยายตลาดรองรับผลผลิตไข่ไก่ ประสานเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่ นำไข่ไก่มาวางจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ

1.3 จัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างค้าปลีกและตลาดสด

2. ผลการดำเนินการ

2.1 ด้านปริมาณ สามารถช่วยขยายตลาดให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ระบายผลผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้นจากช่องทางปกติ รวมจำนวน 7,094,300 ฟอง (22 ม.ค. - 12 ก.พ.53) ช่วยให้ปัญหาผลผลิตส่วนเกินคลี่คลายลงและปรับเข้า สู่ภาวะปกติ โดยมีการดำเนินการผ่านช่องทาง ดังนี้

2.1.1 ส่วนกลาง : จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคและจำหน่ายไข่ไก่ โดยส่วนราชการและห้างค้าปลีก รวมจำนวน 4,947,400 ฟอง

2.1.2 ส่วนภูมิภาค : จัดจุดจำหน่ายบริเวณหน้าสถานที่ราชการและแหล่งชุมชน ใน 75 จังหวัด รวมประมาณ 2,146,900 ฟอง

2.2 ด้านราคา หลังดำเนินมาตรการขยายตลาดรองรับผลผลิตไข่ไก่ ราคาไข่ไก่คละที่เกษตรกรขายได้ ณ แหล่งผลิต ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจ โดยไข่ไก่คละจากฟองละ 2.00 บาท ช่วงต้นเดือนมกราคม 2553 เป็นฟองละ 2.50 บาท ในขณะที่ราคาขายส่งและขายปลีกไข่ไก่ในตลาดสดทั่วไปก็ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามกลไกอุปสงค์อุปทาน โดยราคาขายปลีกไข่ไก่ เบอร์ 3 (ตลาด กทม.) ช่วงต้นเดือนมกราคม 2553 ฟองละ 2.50 - 2.60 บาท ปรับเป็นฟองละ 2.80 - 2.90 บาท ในปัจจุบัน


16. เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 (ครั้งที่ 130)

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 (ครั้งที่ 130) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ จำนวน 4 เรื่อง ดังนี้

1. การกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าด้วยสายเคเบิล ใต้น้ำไปยังเกาะศรีบอยา เกาะปู และเกาะพีพีดอน

1.1 เห็นชอบนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบนเกาะตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ดังนี้

(1) เห็นควรกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษจากหลักเกณฑ์ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) โดยพิจารณาจากเงินลงทุนของโครงการที่เกิดขึ้นจริงเฉพาะในส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายเขตไฟฟ้าปกติ

(2) เห็นควรให้มีการเรียกเก็บอัตราค่าบริการพิเศษกับผู้ใช้ไฟฟ้าในอัตราเดียวกันเท่ากัน ทุกเกาะจนกว่าจะครอบคลุมต้นทุนส่วนเพิ่มของโครงการ เป็นระยะเวลา 10-15 ปี ทั้งนี้ ให้ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบนเกาะที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 หน่วย/เดือน

(3) มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณากำหนดอัตราค่าบริการพิเศษที่เหมาะสมตามหลักการในข้อ 1.1 (1) และ 1.1 (2) โดยคำนึงถึงผลกระทบของผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป

1.2 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พิจารณาการกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบนเกาะอื่น ๆ ในการศึกษาการกำหนดโครงสร้างอัตราไฟฟ้าใหม่ต่อไป

2. การกำหนดเงินชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าสำหรับปี 2553

2.1 เห็นชอบการกำหนดเงินชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าในปี 2553 จำนวน 12,580 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำส่งเงินชดเชยรายได้ให้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 9,320 ล้านบาท และ 3,260 ล้านบาท ตามลำดับเป็นการชั่วคราว ในระหว่างการศึกษาปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ และให้ กฟน.และ กฟผ. นำส่งเงินชดเชยรายได้ให้แก่ กฟภ. เฉลี่ยเป็น รายเดือน

2.2 มอบหมายให้ สกพ. นำเสนอการปรับปรุงการกำหนดเงินชดเชยรายได้ที่เหมาะสมระหว่าง การไฟฟ้าในปี 2552 และ 2553 ในการศึกษาปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ต่อไป

3. ร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการไชยะบุรี

3.1 เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการไชยะบุรี และมอบหมายให้ กฟผ. นำร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการไชยะบุรีที่ได้รับความเห็นชอบแล้วไปลงนามร่วมกับผู้ลงทุนต่อไป

3.2 เห็นชอบในหลักการให้ กฟผ.สามารถปรับปรุงเงื่อนไขใน Tariff MOU โครงการไชยะบุรี ในขั้นการจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ เนื่องจากเป็นโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าชนิด Run-Off River เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า

4. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010)

4.1 เห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010)

4.2 เห็นควรให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดทำแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010) และนำเสนอต่อ กพช.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

4.3 เห็นควรให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานไปศึกษาทบทวนอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นและนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป


17. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการกำหนดระดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องติดตามดูแล 202 รายการ และบริการ 20 รายการ เป็นประจำทุกเดือนตามสถานการณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามดูแลราคาสินค้าและเป็นสัญญาณเตือนภัยในระดับปฏิบัติการ สำหรับในเดือนมีนาคม 2553 ได้ประเมินและคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ด้านราคาและปริมาณของสินค้าและบริการ โดยได้ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม เป็นดังนี้

1. กลุ่ม Sensitive List (SL) สินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ รวม 10 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ ราคาวัตถุดิบหลักคือ เนื้อสัตว์และพืชผักทุกชนิด โดยภาพรวมมีราคาสูงขึ้น (2) น้ำตาลทราย ราคาน้ำตาล ตลาดโลกสูงขึ้นมากกว่าในประเทศส่งผลให้มีการลักลอบส่งออกกอปรกับผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกหันมาใช้โควตา ก แทน เพราะราคาถูกกว่าทำให้ปริมาณน้ำตาลในประเทศตึงตัวและมีปัญหาด้านราคา (3) น้ำมันเบนซิน (4) น้ำมันดีเซล ราคา ปรับตัวลดลงจากเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะ และการขาดดุลงบประมาณของประเทศกรีซ โปรตุเกส และสเปน (5) เหล็กเส้น (6) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (7) เหล็กแผ่นรีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่าราคาวัตถุดิบจะเคลื่อนไหวขึ้น-ลงในช่วงแคบ ๆ หลังวันหยุดยาวของประเทศจีนและผู้ผลิตในหลายประเทศเริ่มสั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง (8) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (9) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมี่ยมราคาวัตถุดิบยังคงทรงตัวในระดับสูงและมีแนวโน้มว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้น (10) ปูนซีเมนต์ แหล่งผลิตถ่านหินบางแห่งชะลอการผลิตทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงส่งผลให้ราคาถ่านหินปรับราคาสูงขึ้นและบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า

2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL) รวม 6 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน ราคานมผงขาด มันเนยลดลงและจากผู้ค้ารอดูสถานการณ์ของตลาดนมในฤดูกาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ (3) สายไฟฟ้า ราคาทองแดงปรับตัวลดลงแต่มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีก (4) ก๊าซ LPG หุงต้ม ราคาปิโตรเคมีผันผวนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความต้องการใช้ในภูมิภาคเอเชียและนอกภูมิภาคสูงขึ้น แต่ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ลดลง ประกอบกับกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่อาจปรับราคาสูงขึ้น (5) ปุ๋ยเคมี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของโลกเพิ่มสูงขึ้น และ (6) แบตเตอรี่ ราคาตะกั่วปรับตัวลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับสูง และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถซึ่งมักมีปัญหาและได้รับ การร้องเรียนอยู่เสมอ

3. กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 186 รายการ และ บริการ 18 รายการ


18. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2553 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2553 วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2553 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้สรุปผลการประชุมและมติคณะกรรมการ กพข. ที่สำคัญ ดังนี้

1. ร่างกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

1.1 ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอกรอบการศึกษาการจัดทำยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ดังนี้

1.1.1 วัตถุประสงค์การจัดทำ (1) ทบทวนและกำหนดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศไทยใหม่ให้สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ (2) ให้ได้ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคการผลิตและบริการให้สู่ระดับสากล และ (3) ใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไปในอนาคต

1.1.2 ข้อเสนอแนะกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ) แบ่งออกเป็น การพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ประสิทธิภาพภาคเอกชน เทคโนโลยีและนวัตกรรม สุขภาพและสิ่งแวดล้อม คุณภาพมนุษย์ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ

1.2 ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้

1.2.1 ควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของประเทศโดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งควรเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการภายในองค์การ (Internal Improvement) ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถปรับตัวและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากการเปิดเสรีการค้าและการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ของไทยที่เคยชินกับการค้าภายในประเทศเท่านั้น จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นอย่างมาก

1.2.2 การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควรคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละพื้นที่ของประเทศ โดยควรนำแนวคิดการพัฒนาคลัสเตอร์พื้นที่ในลักษณะของกลุ่มจังหวัด และเชื่อมโยงธุรกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่า ดังเช่นตัวอย่างของการแบ่งกลุ่มคลัสเตอร์ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงในประเทศที่มี 8 กลุ่ม

1.2.3 กรอบเวลาการดำเนินงานควรมีความชัดเจน โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๆ เช่น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเปิดเสรีในกรอบความตกลงต่าง ๆ และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

1.2.4 การติดตามการพัฒนาประเทศควรกำกับดูแลใน 3 ดัชนีหลัก ประกอบด้วย (1) ดัชนีวัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของประเทศ (National Progress Index) ซึ่ง สศช. ดำเนินการร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (2) ดัชนีอยู่ดีมีสุข และ (3) ดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

1.2.5 ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ดังนี้ (1) การสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ (Value Creation) โดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ (2) การรวมกลุ่มวิสาหกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ (3) การดำเนินการเชิงรุกในเวทีโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (4) การพัฒนาและสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เช่น กฎ ระเบียบ เป็นต้น และ (5) การพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการ

1.3 มอบหมายให้ สศช. ติดตามข้อมูลและผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้คณะกรรมการ กพข. ทราบ

1.4 ให้นำความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการ กพข. ภายใน 3 เดือน

2. ลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ปี 2552

ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการศึกษาสถานภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ปี 2552 ดังนี้

2.1 WEF ได้ประกาศผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันปี 2552 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 และจัดอันดับของประเทศไทยลดลง 2 อันดับ จากอันดับที่ 34 ในปี 2551 ลงมาเป็นอันดับที่ 36 ในปี 2552

2.2 IMD ได้ประกาศตัวเลขอันดับความสามารถของการแข่งขันปี 2552 เมื่อ 20 พฤษภาคม 2552 โดยได้จัดอันดับให้ไทยดีขึ้น 1 อันดับ จากอันดับ 27 ในปี 2551 ขึ้นมาเป็นอันดับ 26 ในปี 2552

2.3 ผลการวิเคราะห์อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลของ WEF และ IMD พบว่า จุดแข็ง ประกอบด้วย การดูแลและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในด้านระดับราคาและการจ้างงาน ส่งผลให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ค่าแรงงาน ตลอดจนค่าครองชีพของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ต่ำและสามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ในขณะที่จุดอ่อน ประกอบด้วย ผลิตภาพการผลิตรวมทักษะ ความพร้อมทางเทคโนโลยี การลงทุนในการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการหารายได้ การออม และการลงทุนของประชาชน และภาคธุรกิจอยู่ในระดับต่ำ

2.4 ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ผลการสำรวจของ IMD และ WEF จะประกาศเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับผลการสำรวจดังกล่าว ประกอบด้วย (1) แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยจะดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (ประปา ถนน และอื่นๆ) รวมทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และ (2) คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในการดำเนินงานควรมีการตั้งเป้าหมายพร้อมกรอบเวลาให้ชัดเจน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรม

3. ดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย

ที่ประชุมรับทราบรายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย ดังนี้

3.1 ในปี 2553 ธนาคารโลกจัดอันดับดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของธนาคารโลก โดยให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 155 ประเทศทั่วโลก ซึ่งลดลงจากอันดับที่ 31 ในปี 2550 โดยเกณฑ์ ชี้วัดจำนวน 4 ตัว ระบุว่าประเทศไทยมีคะแนนลดลงหรือเท่าเดิม ได้แก่ ความตรงต่อเวลาของบริการ สมรรถนะผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ภายในประเทศ พิธีการศุลกากร และระบบโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับ

3.2 สศช. พบว่าในปี 2551 ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 18.6 ของจีดีพี แม้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยจะลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา แต่สัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี ยังเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างร้อยละ 17.0 - 19.0 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี ของประเทศที่พัฒนาแล้วที่อยู่ในช่วงร้อยละ 8.0 - 10.0 เช่น ญี่ปุ่น ร้อยละ 8.3 ต่อจีดีพี (ปี 2545) และ สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 9.4 ต่อจีดีพี (ปี 2551)

3.3 ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้

3.3 1 ประเทศไทยสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ได้อีกมากและดำเนินการได้ทันที อาทิ ปรับปรุงกฎ ระเบียบ และการปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายในขององค์กร โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยศึกษาจากตัวอย่างที่ดี (เช่น การบริหารสินค้าคงคลังเป็นต้น) ซึ่งภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้ทันที

3.3.2 ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของประเทศ โดยเฉพาะด้านการขนส่งทางราง โดยขณะนี้การก่อสร้างรถไฟทางคู่ในเส้นทางจากฉะเชิงเทรา - ศรีราชา - แหลมฉบัง จะแล้วเสร็จในปี 2554 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลดการใช้พลังงานและลดค่าใช้จ่ายขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการจาก ICD ลาดกระบัง - ท่าเรือแหลมฉบังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.3.3 ควรมีการจัดอันดับความสำคัญของแผนงาน / โครงการที่ควรเร่งรัด มีการกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจน รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการ กพข.ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการเป็นระยะๆ เพื่อให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมทั้งกำหนดนโยบาย และแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

3.3.4 ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะปริมาณประชากรโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในการนี้การขนส่งโดยระบบรางจะเป็นวิธีขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และจะเป็นประโยชน์ต่อสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งหากจะพัฒนาระบบรางให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องเริ่มจากการปรับปรุงระบบบริหารจัดการองค์กรของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ชัดเจน รวมทั้งเร่งพัฒนาระบบการตรวจสอบสินค้าข้ามแดน ณ จุดเดียวร่วมกัน(Single Stop Inspection) และศูนย์การให้บริการ ณ จุดเดียว (National Single Window System) โดยเฉพาะการบูรณาการระบบงานรับรองและออกใบอนุญาตนำเข้าส่งออกของสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น พืชผล ไม้ ปศุสัตว์ เป็นต้น

3.3.5 ในการพิจารณาต้นทุนโลจิสติกส์โดยใช้สัดส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ต่อจีดีพี เปรียบเทียบกับต่างประเทศ ควรจะต้องพิจารณาลักษณะ และประเภทของสินค้าที่มีมูลค่าแตกต่างกันซึ่งหากสินค้ามีมูลค่าสูงหรือหากฐานจีดีพี มีค่าสูง ก็จะทำให้สัดส่วนดังกล่าวลดลง และอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนโลจิสติกส์ที่แท้จริง ดังนั้น จึงควรระมัดระวังการใช้ตัวเลขดังกล่าว และควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งที่สามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ของสินค้าแต่ละประเภท


19. เรื่อง การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. อนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

2. รับทราบการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานดำเนินโครงการโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือเกาะสีชัง 2 แห่ง พร้อมเรือขนถ่ายนักท่องเที่ยว ของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม

สาระสำคัญ

กระทรวงการคลังรายงานว่า คณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (คณะกรรมการฯ) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ดังนี้

1. การขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

1.1 ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552

- หมวด 4 ข้อ 19 "...หากหน่วยงานเจ้าของโครงการประสงค์จะโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอคำขอดังกล่าวพร้อมเหตุผลความจำเป็นต่อสำนักงบประมาณ..."

1.2 การขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 และวันที่ 20 ตุลาคม 2552 อนุมัติการจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 349,960.4382 ล้านบาท คณะกรรมการฯ รายงานว่า มีหน่วยงานดำเนินโครงการแจ้งขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ สรุปสาระสำคัญของคำขอได้ ดังนี้

1) จังหวัดและกลุ่มจังหวัด :

(1) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดตาก จังหวัดน่าน จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดลพบุรี

- ขอปรับกิจกรรมและงบประมาณของโครงการเพื่อความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพต่อการดำเนินงาน

- ขอแก้ไขรายการซ้ำซ้อนกับรายการที่หน่วยงานอื่นได้รับจัดสรรแล้ว โดยโครงการจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดซึ่งมีรายการซ้ำซ้อน คณะกรรมการฯ เห็นชอบให้นำโครงการลำดับที่ 2 ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและของกลุ่มจังหวัดปี 2553 มาดำเนินการแทน

- ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการบันทึกข้อมูลให้ถูกต้อง รวมทั้งการปรับปรุงรายละเอียด งบประมาณรายจ่ายให้ถูกต้องตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย

- ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรายการให้สอดคล้องกับการดำเนินการจริง

- ขอเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในวงเงินเดิม

- ขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดำเนินการให้ตรงกับข้อเท็จจริงตามทะเบียนภูมิศาสตร์

(2) จังหวัดนนทบุรี

- ขอปรับลดเป้าหมายการดำเนินการจากการขุดลอกคลอง อำเภอเมือง 15 สาย เป็น 10 สายเนื่องจากใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการแล้ว 5 สาย โดยจะเพิ่มปริมาณดินที่จะขุดลอกแต่ละสายและปรับลดวงเงินลงจาก 2,000,000 บาท เป็น 1,963,758 บาท

- ขอเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในการขุดคลองอำเภอบางกรวยจาก 3 สาย เป็น 45 สาย ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในวงเงินเดิม

(3) จังหวัดตราด (รายการจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล)

- ขอเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการภายใต้วงเงินเดิม

- ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย

(4) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (รายการส่งเสริมพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยว OVC เมืองคนดี)

- ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า โครงการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดซึ่งมีรายการซ้ำซ้อน คณะกรรมการฯ เห็นชอบให้นำโครงการลำดับที่ 2 ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและของกลุ่มจังหวัดปี 2553 มาดำเนินการแทน สำหรับการปรับกิจกรรมและงบประมาณของโครงการเพื่อความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพต่อการดำเนินงาน และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการข้างต้นเป็นการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

2) กระทรวงกลาโหม

- กองทัพบกขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการครุภัณฑ์เพื่อให้ตรงกับคุณลักษณะเฉพาะที่กองทัพบกกำหนด และให้ตรงกับความต้องการของหน่วยที่จะใช้งาน

- กองทัพเรือขอเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการข้างต้นเป็นเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการครุภัณฑ์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของหน่วยที่จะใช้งาน และสอดคล้องกับการใช้งานจริง โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

3) กระทรวงคมนาคม

กรมทางหลวงชนบท ขอเปลี่ยนแปลงพื้นที่การดำเนินการ เนื่องจากรายการเดิมเป็นการก่อสร้างที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า เนื่องจากรายการเดิมเป็นการก่อสร้างที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยโอนเปลี่ยนแปลงไปดำเนินการในระยะทางส่วนที่เหลือตามแผนงานโครงการจัดทำผังแม่บทการใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุเละเชื่อมต่อถนนโครงข่ายทางหลวงชนบท โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

4) กระทรวงมหาดไทย

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการให้เป็นไปตามสภาพปัญหาในพื้นที่ ความมั่นคงปลอดภัยทางวิศวกรรมและความต้องการของท้องถิ่น

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การขอเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปตามเหตุผลความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ โดยมีเหตุผลในเรื่องของความมั่นคงของฐานรากอาคารและให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

5) กระทรวงศึกษาธิการ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอแก้ไขจำนวนอัตราที่จัดสรรให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง

คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการข้างต้นเป็นการแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยไม่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แก้ไขตามที่ขออนุมัติได้

2. การขอเบิกจ่ายหรือดำเนินงานแทนกัน

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 อนุมัติการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานดำเนินโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) และให้คณะกรรมการฯ ถือเป็นหลักการว่าหากมีโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ในลักษณะดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการต่อไปได้เช่นเดียวกัน และให้นำผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือเกาะสีชัง 2 แห่ง พร้อมเรือขนถ่ายนักท่องเที่ยว วงเงิน 56 ล้านบาท โดยสำนักงานปลัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความประสงค์มอบหมายให้กรมเจ้าท่าเป็นเป็นผู้ดำเนินการและเบิกจ่ายเงินแทน เนื่องจากการก่อสร้างท่าเทียบเรือจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้านโครงสร้างทางวิศวกรรมโยธาเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างการประกอบตัวเรือจะต้องตามแบบมาตรฐานเรือของกรมเจ้าท่าที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมเทคนิคการต่อเรือเป็นผู้ควบคุม ซึ่งกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไม่สามารถดำเนินการเองได้ และกรมเจ้าท่ามีศักยภาพและความพร้อมที่จะดำเนินการแทน

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงานและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ จึงเห็นควรให้เปลี่ยนแปลงหน่วยงานดำเนินโครงการโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือเกาะสีชัง 2 แห่ง พร้อมเรือขนถ่ายนักท่องเที่ยว ของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552


20. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิก (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

1. รับทราบสถานการณ์การระบาดและการดำเนินการตามแนวทางการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. อนุมัติในหลักการปรับวิธีการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 กรณีที่เกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการให้ใช้วิธีการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผล กระทบจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิก ในพื้นที่ที่มีการตรวจพบว่ามีการระบาด ภายในวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว จำนวน 1,240 ล้านบาท

ข้อเท็จจริง

1. สถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน

สถานการณ์การระบาดเริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา โดยพบการระบาดใน 7 จังหวัด ภาคกลางและเหนือตอนล่าง สาเหตุสำคัญเนื่องจากเกษตรกรทำนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดิน การปลูกข้าวหนาแน่นเนื่องจากเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในปริมาณที่สูง (ประมาณ 30 - 35 กิโลกรัม/ไร่) รวมทั้งการใช้สารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ซึ่งเป็นการทำลายศัตรูธรรมชาติและการทำนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีอาหารดูดกินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 1.958 ล้านไร่ และมีการระบาดมากที่สุดในรอบปี (ช่วงต้นเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนธันวาคม 2552) เป็น 2.386 ล้านไร่

จากการดำเนินการตามมาตรการพบว่า มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลดลง ใน 11 จังหวัด คงเหลือพื้นที่ 6.74 แสนไร่ (ลดลง 1.59 แสนไร่) และลดลงเหลือ 3.99 แสนไร่ ใน 8 จังหวัดภาคเหนือและภาคกลาง และจากการรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า พื้นที่การระบาดเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.99 แสนไร่ เพิ่มเป็น 5.94 แสนไร่ เนื่องจากมีการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ต่อเนื่อง ประกอบกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ มีการเก็บเกี่ยวไปยังพื้นที่ที่ปลูกใหม่ จึงทำให้พื้นที่การระบาดเพิ่มขึ้น เป็น 6.38 แสนไร่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก 2.45 แสนไร่ สุพรรณบุรี 1.41 แสนไร่ กำแพงเพชร 1.06 แสนไร่ นนทบุรี 0.56 แสนไร่ สิงห์บุรี 0.50 แสนไร่ อุทัยธานี 0.18 แสนไร่ ปทุมธานี 0.16 แสนไร่ อ่างทอง 0.039 แสนไร่ และพิจิตร 0.023 แสนไร่ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553)

2. การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2.1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมการไถกลบต้นข้าว มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียน 3,763 ราย พื้นที่ 68,717.25 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม 2553)

2.2 ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จำนวน 100.335 ล้านบาท (จากที่ขออนุมัติ 501 ล้านบาท) แยกเป็นกรมการข้าว จำนวน 80.130 ล้านบาท กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 8.285 ล้านบาท กรมพัฒนาที่ดิน 11.620 ล้านบาท และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จำนวน 0.3 ล้านบาท ในส่วนของเงินยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 739 ล้านบาท อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมบัญชีกลาง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้เร่งรัดการดำเนินงานต่อไป

2.3 สาเหตุสำคัญของการไม่เข้าร่วมกิจกรรมการไถกลบต้นข้าวของเกษตรกร มีดังนี้

1) ข้าวที่จะไถกลบเลยระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการไถกลบ ทำให้เกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากต้นข้าวเติบโตใกล้ระยะเก็บเกี่ยว

2) ในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก่อนที่ทางโครงการจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เกษตรกรบางจังหวัด เช่น พิจิตร กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี ได้รับสารฆ่าแมลงจากการสนับสนุนจากจังหวัด อบต. และอบจ.ทำให้เกษตรกรไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ โดยคาดว่าจะได้รับผลผลิตอยู่ โดยไม่ต้องไถกลบ และหากผลผลิตข้าวเสียหายโดยสิ้นเชิง เกษตรกรก็จะได้รับการชดเชยตามระเบียบของกระทรวงการคลัง (ไร่ละ 606 บาท)

3) เกษตรกรบางส่วนมีความเชื่อว่า การทำลายต้นข้าวที่ออกรวงในแปลงนาแล้ว เป็นการทำลายหรือลบหลู่แม่โพสพ ซึ่งจะทำให้การประกอบอาชีพไม่เจริญรุ่งเรือง

4) เนื่องจากข้าวราคาดี ทำให้เกษตรกรตัดสินใจปลูกข้าวต่อเนื่องและไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยพร้อมที่จะเสี่ยงและเกษตรกรบางส่วนได้มีการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวในพื้นที่และดำเนินการควบคุมตามคำแนะนำทางวิชาการของกรมการข้าว

5) พื้นที่ระบาดบางส่วนปลูกหลังวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความช่วยเหลือ (เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553)

6) มาตรการที่กำหนดเป็นการชักชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการโดยความสมัครใจ และไม่มีกฎหมายบังคับ

3. ผลกระทบของการระบาด

3.1 ด้านการควบคุมการระบาดของโรค

1) จากผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อตัดวงจรการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก หากไม่เร่งรัดตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยการพักการทำนาในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างน้อย 1 เดือน จะส่งผลกระทบจากผลผลิตข้าวของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในฤดูนาปี 2553 ที่กำลังจะปลูกข้าว

2) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังคงอยู่และมีการเคลื่อนย้ายไปยังแปลงนาที่ปลูกใหม่ ซึ่งจะเคลื่อนย้ายไปตามกระแสลมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นไปยังพื้นที่ปลูกข้าวภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

3) ฤดูนาปีที่จะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2553 เป็นการเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคที่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะ ซึ่งการระบาดมีแนวโน้มเพิ่มมากกว่า 14 จังหวัดที่เคยมีการระบาด โดยอาจจะขยายเป็นวงกว้างไปในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้

3.2 ด้านเศรษฐกิจ

1) ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิก คาดว่าผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หากไม่เร่งตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จะขยายพื้นที่การระบาดเพิ่มขึ้นเป็น 5 - 10 เท่า

2) ข้าวเปลือกจากพื้นที่ที่มีการระบาดมีคุณภาพต่ำ เมล็ดลีบเป็นส่วนใหญ่


สังคม


21. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบกลางสำหรับโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้กระทรวงสาธารณสุขรับข้อเสนอแนะของกระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณาดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินไม่เกิน 94,508,472 บาท โดยในรายละเอียดให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป ส่วนงบประมาณค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2555 ให้กรมอนามัยและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความเหมาะสมกับความจำเป็นต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 เมษายน 2552, 3 มิถุนายน 2552 และ 9 มิถุนายน 2552) กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และมอบให้กรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลัก จัดทำข้อเสนอ การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก พ.ศ. 2553 - 2555 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็ก และขอเสนอโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน ด้านสุขภาพอนามัยและการพัฒนาการของเด็ก ซึ่งประกอบด้วย 4 แผนงาน เพื่อสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1. แผนงานที่ 1 หนังสือเล่มแรก กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปีละ 800,000 คน โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย ผลิตสื่อให้ความรู้พ่อแม่ที่สถานบริการสาธารณสุข และจัดหาหนังสือนิทานให้พ่อแม่เล่าให้ลูกฟัง มอบที่สถานบริการสาธารณสุข 3 กลุ่มอายุ คือ เด็กแรกเกิด เด็กอายุ 6 เดือน และเด็กอายุ 12 เดือน

2. แผนงานที่ 2 การพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก กลุ่มเป้าหมาย คือ ศูนย์เด็กเล็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ระดับพื้นฐาน พัฒนาเป็นระดับดี และดีมาก โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย การประเมินรับรอง ศูนย์เด็กเล็ก ตามเกณฑ์มาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก แลกเปลี่ยนเรียนรู้เชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ ภายในจังหวัด พร้อมทั้งจัดหาสิ่งสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการด้านโภชนาการพัฒนาการ

3. แผนงานที่ 3 อสม. และชุมชน กลุ่มเป้าหมาย คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 987,019 คน โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ในการส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็ก สนับสนุนบทบาท อสม. ให้มีส่วนร่วมพัฒนาเด็กในชุมชนและศูนย์เด็กเล็ก โดยเน้นการเยี่ยมบ้านครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิด - 5 ปี การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและโภชนาการ และสนับสนุนบทบาท อสม. ให้มีส่วนร่วมในการให้ความรู้กับครอบครัว และมีส่วนร่วมในการจัดอาหารที่มีสารไอโอดีนในศูนย์เด็กเล็ก

4. แผนงานที่ 4 การบริหารจัดการ โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย

4.1 มีคณะกรรมการเครือข่ายระดับชาติ ระดับจังหวัด ในการพัฒนาเด็กทั้งในการใช้หนังสือ เล่มแรกของพ่อแม่ และส่งเสริมศูนย์เด็กเล็ก

4.2 กำหนดบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาล สถานีอนามัย ร่วมนิเทศติดตามประเมินผลการดำเนินงานพัฒนาเด็กในศูนย์เด็กเล็ก และสนับสนุนการเยี่ยมบ้านเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กของ อสม.

4.3 เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้างกระแสสังคมแก่ประชาชนทั่วไป

4.4 นิเทศติดตาม ประเมินผลการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กระดับจังหวัด ระดับชาติ

5. ระยะเวลาดำเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2555

6. หน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร


22. เรื่อง โครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการโครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิ แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยในส่วนภาระงบประมาณปีละประมาณ 32,400,000 บาท ขอให้กรมการปกครองเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้ความสำคัญกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ.และสำนักงบประมาณไปดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า

1. สำนักงบประมาณอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตามโครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในวงเงิน 161,867,600 บาท โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร้อยละ 20 และ รัฐให้การสนับสนุนจากเงินงบประมาณร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายจำนวน 129,494,100 บาท โดยให้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของกรมการปกครอง งบเงินอุดหนุน จำนวน 39,800,000 บาท และเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552-2554 จำนวน 89,694,100 บาท (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร้อยละ 20 หรือภาคการศึกษาละ 1,350 บาท/คน รัฐให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 80 หรือภาคการศึกษาละ 5,400 บาท/คน)

2. กระทรวงมหาดไทยและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ร่วมกันจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 โดยให้การบริหารการเรียนการสอนเป็นของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร และให้มีสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการฯ ณ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง

3. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจัดให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต แขนงวิชาบริหารรัฐกิจ วิชาเอกการบริหารการปกครองท้องที่ตามโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมัครเข้าศึกษาจำนวน 3,000 คน แบ่งเป็นหลักสูตร 4 ปี จำนวน 2,869 คน หลักสูตร 2 ปี จำนวน 131 คน และแยกเป็นผู้ดำรงตำแหน่งกำนัน จำนวน 617 คน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 2,383 คน

4. ขณะนี้การเรียนการสอนตามหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตตามโครงการฯ อยู่ระหว่างการศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2/2552 และกำหนดให้มีการสอนเสริมแบบเข้มพิเศษ ณ ศูนย์บริการการศึกษาตามจังหวัดต่าง ๆ โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการมีความสนใจศึกษาหาความรู้เป็นอย่างดียิ่ง อย่างไรก็ตาม คงมีเพียงบางส่วนที่ไม่มาเข้าสอบหรือไม่ประสงค์จะลงทะเบียนเรียนต่อ เนื่องจากเหตุผลบางประการ เช่น ครบวาระการดำรงตำแหน่ง มีภารกิจส่วนตัวมาก ฯลฯ กรมการปกครอง จึงแจ้งให้จังหวัด/อำเภอ ติดตามผลการศึกษาอย่างใกล้ชิดและพิจารณาส่งเสริมสนับสนุนตลอดจนส่งเสริมขวัญกำลังใจเพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาจนครบหลักสูตร

5. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ และเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลระดับพื้นฐาน ทั้งต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอและทำหน้าที่หัวหน้าราษฎรในตำบล หมู่บ้าน แต่ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับที่ไม่สูงมากนัก จึงมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มพูนคุณวุฒิหรือระดับการศึกษาโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลและขวัญกำลังใจของกลุ่มบุคคลดังกล่าว (ปัจจุบันมีกรอบอัตรากำลังของกำนัน 7,077 อัตรา ผู้ใหญ่บ้าน 68,875 อัตรา แพทย์ประจำตำบล 7,077 อัตรา สารวัตรกำนัน 14,154 อัตรา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง 151,724 อัตรา และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ 43,981 อัตรา รวมทั้งสิ้น 292,798 อัตรา)

6. กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการตามโครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยการเรียนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต แขนงวิชาบริหารรัฐกิจ วิชาเอกการบริหารการปกครองท้องที่ ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ประกอบกับสมควรเพิ่มศักยภาพของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ให้มีความรู้ในระดับที่สูงขึ้นโดยต่อเนื่องเพื่อเป็นกลไกที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลระดับตำบล หมู่บ้าน จึงควรปรับเปลี่ยนการดำเนินตามโครงการดังกล่าวในลักษณะนำร่องเป็นการดำเนินการโดยต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงผู้ดำรงตำแหน่งแพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ คือ ผู้เข้าร่วมโครงการทุกชั้นปี จำนวน 3,000 คน รัฐสนับสนุนงบประมาณภาคการศึกษาละ 5,400 บาท ปีละ 2 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงินทั้งสิ้นปีละ 32,400,000 บาท โดยขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นเงินอุดหนุนให้แก่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชหรือสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ในวงเงิน ไม่เกินปีละ 32,400,000 บาท


23. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการการดำเนินงานต่อเนื่องของศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2554-2558

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง โดยให้ดำเนินการในช่วงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2556 (ระยะเวลา 3 ปี) สำหรับงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของศูนย์ฯ ค่าจัดจ้างพนักงานราชการ 74 อัตรา และค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน และเงินค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษสำหรับพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) นั้น สำนักงบประมาณได้เสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 รองรับไว้แล้ว และในปีต่อ ๆ ไป เห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิตขอรับการจัดสรรงบประมาณปกติตามความเหมาะสมและความจำเป็นเป็นรายปี ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ข้อเท็จจริง

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 อนุมัติในหลักการโครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้และบรรจุพนักงานราชการตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตครอบคลุมพื้นที่ทั้งในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนใน 3 จังหวัด และ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย จังหวัดยะลา 7 แห่ง จังหวัดปัตตานี 13 แห่ง จังหวัดนราธิวาส 12 แห่ง และจังหวัดสงขลา 5 แห่ง ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 -2553 งบประมาณดำเนินการ 34,222,720 บาท โดยกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกจากบุคลากรที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาจิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาแนะแนว/ปรึกษา รวมจำนวน 74 อัตรา โดยมีการดำเนินงานและพัฒนาระบบงานด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เพื่อสามารถให้บริการแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบและประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่มีจำนวนมากขึ้นในทุกระดับอายุ และมีปัญหาสุขภาพจิตที่ยุ่งยากซับซ้อนตามมามากขึ้นเช่นเดียวกัน จากการรายงานสถานการณ์การเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Violence-related Injury Surveillance - VIS)

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 - มิถุนายน 2552 (ข้อมูลอ้างอิงจาก www.deepsouthvis.org) จำนวนเหตุการณ์เกิดขึ้น 2,178 ครั้ง บาดเจ็บ 4,730 ราย เสียชีวิต 1,195 ราย จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ในครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต 3,694 ราย นักจิตวิทยาและทีมเยียวยาประจำศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตได้ทำการเยี่ยมครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบฯ (VMS - Violence-ralated Mental Health Surveilance) ปี 2550 จำนวน 1,769 ครอบครัว 2,175 ราย มีผู้ที่มีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง จำนวน 366 ราย ปี 2551 เยี่ยมครอบครัว จำนวน 1,306 ราย ปี 2552 เยี่ยมครอบครัว จำนวน 572 ราย และเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนักจิตวิทยาประจำศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติงานแบบบูรณาการร่วมกับทีมบุคลากรสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกหน่วยงาน


24. เรื่อง การให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. อนุมัติให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขซึ่งครอบคลุม การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ และการควบคุมป้องกันโรค กับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป โดยมอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการ

2. อนุมัติให้จัดตั้ง "กองทุนให้บริการด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ" โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดหางบประมาณสำรองจ่ายในการดำเนินงานให้กับหน่วยบริการต่าง ๆ ในปีงบประมาณ 2553 สำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิจำนวนทั้งสิ้น 457,409 คน เป็นเงิน 472,823,683.30 บาท และขอตั้งงบประมาณชดเชย รวมทั้งงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวปรับตามโครงสร้างอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นไป


25. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 6

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 6 ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2552/2553 และการให้ความช่วยเหลือ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. ภัยแล้ง ช่วงภัย วันที่ 15 ธ.ค. 52 ถึง 5 มี.ค. 53 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มี.ค. 53) พื้นที่ประสบภัย 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ หนองคาย กาญจนบุรี สตูล และตรัง แยกเป็น

ด้านพืช พื้นที่ประสบภัย 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ สุโขทัย ลำปาง อุตรดิตถ์ หนองคาย กาญจนบุรี สตูล และตรัง พื้นที่การเกษตรประสบภัย 147,482 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ไม่เสียหาย 87,160 ไร่ อยู่ระหว่างเฝ้าระวัง 36,745 ไร่ และพื้นที่เสียหายแล้ว 23,577 ไร่ โดยช่วยเหลือด้วยเงินทดรองราชการอำเภอแล้ว 0.46 ล้านบาท จะขอเงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก 19.31 ล้านบาท

ด้านปศุสัตว์ พื้นที่ประสบภัย 3 จังหวัด คือ จังหวัดลำปาง สุโขทัย และตรัง สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ คือ โค /กระบือ จำนวน 3,783 ตัว กรมปศุสัตว์ได้สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 81.8 ตัน เพื่อช่วยเหลือแล้ว

2. ศัตรูพืช โรคพืช ระบาด

2.1 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 อนุมัติงบประมาณ วงเงิน 1,240 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาโดยการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก เกษตรกร 20,681 ราย พื้นที่ 398,577 ไร่

การดำเนินการ ขณะนี้ได้สิ้นสุดการรับสมัครเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 3,763 ราย พื้นที่ 68,718 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างประชาคม โดยผ่านการประชาคมแล้ว จำนวน 966 ราย พื้นที่ 13,942 ไร่ และผ่านการประชุม ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.จ.แล้ว 1 จังหวัด คือ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่ผ่านประชาคมแล้ว อยู่ระหว่างกรมพัฒนาที่ดินไถกลบพื้นที่

สาเหตุที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการน้อยกว่า เนื่องจาก อายุข้าวอยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ชาวนาจึงยอมเสี่ยง เนื่องจากราคาข้าวยังดีอยู่ และการทำลายต้นข้าวนี้ถือว่าเป็นการลบหลู่แม่โพสพ จะทำให้ไม่มีความเจริญรุ่งเรือง และยังมีน้ำอยู่

2.2 เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 อนุมัติงบประมาณ วงเงิน 65.66 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง พื้นที่ดำเนินในโครงการ จำนวน 600,000 ไร่

การดำเนินการ จากการดำเนินการป้องกันและกำจัด โดยการให้ความรู้เกษตรกร 41,750 ราย อบรมเจ้าหน้าที่ 2,549 ราย แช่ท่อนพันธุ์ 151,639 ไร่ ฉีดพ่นสารเคมี 72,273 ไร่ ตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน 567 ศูนย์ ผลิตแมลงช้างปีกใสในพื้นที่ระบาด และการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน มีพื้นที่ระบาดคงเหลือ จำนวน 226,204 ไร่ และพื้นที่นอกโครงการ พบการระบาด จำนวน 899,604 ไร่ เป็นมันสำปะหลังอายุ 1-4 เดือน 536,483 ไร่ อายุ 4-8 เดือน 462,979 ไร่ มากกว่า 8 เดือน 126,346 ไร่ ขณะนี้ได้แนะนำให้เกษตรกรที่จะปลูกมันสำปะหลังใหม่แช่ท่อนพันธุ์เพื่อฆ่าเพลี้ยแป้งและใช้แมลงช้างปีกใสปล่อยเพิ่มในพื้นที่ปลูกมันเพื่อเป็นการทำลายโดยชีววิธีแทนการใช้สารเคมีซึ่งเป็นการทำลายแมลงตามธรรมชาติด้วย ทำให้ต้องใช้เวลาในการควบคุมต่อจากนี้ไปอีก 2-3 เดือน ส่วนมันที่อายุ 1-4 เดือน จะแนะนำถอนต้นมันสำปะหลังและไถตากดินประมาณ 15-30 วัน

สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี52
ปริมาตรน้ำ
ในอ่างปี 53
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาณน้ำ
ไหลลงอ่างฯ
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % ปริมาตรน้ำ % วันนี้ เมื่อวาน สะสม
1 พ.ย. 52
วันนี้ เมื่อวาน สะสม
1 พ.ย. 52
ภูมิพล 6,773 50 5,740 43 1,940 14 0.00 0.00 546 27.50 31.50 3,838
สิริกิติ์ 5,835 61 4,040 42 1,190 13 2.20 3.18 660 14.48 17.13 2,541
ภูมิพล+สิริกิติ์ 12,608 55 9,780 43 3,130 14 2.20 3.18 1,206 41.98 48.63 6,379
ป่าสักชลสิทธิ์ 459 48 375 39 372 39 0.00 0.00 223 4.67 4.70 670

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (22 มีนาคม 2553) มีปริมาณน้ำทั้งหมด 43,705 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 19,860 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2552 (47,561 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 65) จำนวน 3,856 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 5 ของความจุอ่างฯ

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สะสมในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.52 ถึง 22 มี.ค. 53 จำนวน 5,223 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณระบายสะสมในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.52 ถึง 22 มี.ค. 53 จำนวน 17,053 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 1 อ่าง คือ ศรีนครินทร์(84)

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 3 อ่าง ได้แก่ แม่กวง (19) น้ำอูน (28) และทับเสลา (18)

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออก

จังหวัดชลบุรี มีอ่างเก็บน้ำ 7 อ่าง รวมปริมาณน้ำ 84.3 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำใช้การได้ 69 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ

จังหวัดระยอง มีอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง รวมปริมาณน้ำ 386.6 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำใช้การได้ 358 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯ

2. สภาพน้ำท่า

ภาคเหนือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่น้ำมูล ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย

ภาคกลาง แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย

ภาคใต้ แม่น้ำท่าตะเภา แม่น้ำตาปี แม่น้ำโก-ลก ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย

3. คุณภาพน้ำ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มี.ค. 53)

กรมชลประทาน ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำ แม่กลอง ดังนี้

แม่น้ำ จุดเฝ้าระวัง ค่าDO(mg/l) ค่า Sal (g/l) เกณฑ์
เจ้าพระยา ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี 1.63 0.19 ค่า DO ต่ำกว่าเกณฑ์
ท่าจีน ที่ว่าการอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2.12 0.12 ปกติ
แม่กลอง ปากคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 3.85 0.10 ปกติ

หมายเหตุ ค่า Do หมายถึง ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ ไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัม/ลิตร
ค่า Sal หมายถึง ค่าความเค็มของน้ำ สำหรับการเกษตรไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร

การจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2552/2553

แผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2552/2553 (วันที่ 1 พ.ย.52-30 เม.ย. 53) จำนวน 20,720 ล้าน ลบ.ม. (เพื่อการอุปโภคบริโภค 1,836 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 5,539 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 13,176 ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรม 169 ล้าน ลบ.ม.) โดยจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา 8,000 ล้าน ลบ.ม. (เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 6,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 400 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักฯ 600 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำแม่กลอง 1,000 ล้าน ลบ.ม.)

ผลการจัดสรรน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 52 ถึง 22 มี.ค.53 จัดสรรน้ำไปแล้ว 17,306 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 84 ของแผนการจัดสรรน้ำ ยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้ได้ตามแผน 3,414 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 16 ทั้งนี้ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันน้ำที่ใช้ตามแผนจัดสรรน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้หมดลงแล้ว ทั้งที่ฤดูแล้งยังเหลือเวลาอีกกว่า 1 เดือนเศษๆ จึงจำเป็นต้องดึงน้ำสำรองที่จะเก็บไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนมาใช้ โดย ณ วันที่ 22 มี.ค.53 มีการใช้น้ำไปแล้ว 8,364 ล้าน ลบ.ม. (เกินแผนที่กำหนดไว้ 364 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 105 ของแผนการจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา) หากในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ มีฝนตกในเกณฑ์น้อย จึงมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้ ดังนั้น การงดทำนาปรังครั้งที่ 2 และการร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะลดความรุนแรงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

คาดการณ์พื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ ปี 2552/2553 จำนวน 12.28 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรัง 9.50 ล้านไร่ (ในเขตพื้นที่ชลประทาน 7.50 ล้านไร่ และนอกเขตพื้นที่ชลประทาน 2.00 ล้านไร่) พืชไร่ พืชผัก 2.78 ล้านไร่ (ในเขตพื้นที่ชลประทาน 0.78 ล้านไร่ และนอกเขตพื้นที่ชลประทาน 2.00 ล้านไร่) และมีแผนการจัดสรรน้ำให้พืชอื่นๆ เช่น ไม้ยืนต้น อ้อย บ่อปลา บ่อกุ้ง จำนวน 3.64 ล้านไร่ (ในเขตพื้นที่ชลประทาน)

ผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ณ วันที่ 19 มี.ค. 53 พื้นที่ปลูกแล้วทั้งสิ้น จำนวน 16.35 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 133 ของพื้นที่คาดการณ์ แยกเป็น ข้าวนาปรัง 13.43 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 141 ของพื้นที่คาดการณ์ (ในเขตพื้นที่ชลประทาน 8.46 ล้านไร่ และนอกเขตพื้นที่ชลประทาน 4.97 ล้านไร่) พืชไร่ พืชผัก 2.92 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 105 ของพื้นที่คาดการณ์ (ในเขตพื้นที่ชลประทาน 0.60 ล้านไร่ และนอกเขตพื้นที่ชลประทาน 2.32 ล้านไร่)

พืชอื่นๆ จำนวน 3.84 ล้านไร่

การให้ความช่วยเหลือ

1. สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 689 เครื่อง ในพื้นที่ 39 จังหวัด ดังนี้

ภาคเหนือ 15 จังหวัด จำนวน 239 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (37 เครื่อง) ลำพูน (10 เครื่อง) แม่ฮ่องสอน (18 เครื่อง) ลำปาง (28 เครื่อง) น่าน (10 เครื่อง) พะเยา (5 เครื่อง) เชียงราย (7 เครื่อง) พิษณุโลก (11 เครื่อง) พิจิตร (16 เครื่อง) นครสวรรค์ (18 เครื่อง) อุตรดิตถ์ (4 เครื่อง)ตาก (16 เครื่อง) สุโขทัย (16 เครื่อง) แพร่ (33 เครื่อง) และกำแพงเพชร (10 เครื่อง)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด จำนวน 246 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี (8 เครื่อง) หนองคาย (17 เครื่อง) หนองบัวลำภู (7 เครื่อง) เลย (6 เครื่อง) สกลนคร (14 เครื่อง) ขอนแก่น (15 เครื่อง) มหาสารคาม (26 เครื่อง) ร้อยเอ็ด (85 เครื่อง) กาฬสินธุ์ (58 เครื่อง) และชัยภูมิ (10 เครื่อง)

ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก 12 จังหวัด จำนวน 171 เครื่อง ได้แก่ จังหวัด นครนายก (12 เครื่อง) ปราจีนบุรี (29 เครื่อง) ฉะเชิงเทรา (22 เครื่อง) จันทบุรี (6 เครื่อง) ตราด (1 เครื่อง) เพชรบูรณ์ (6 เครื่อง) ชัยนาท (41 เครื่อง) ลพบุรี (25 เครื่อง) สิงห์บุรี (10 เครื่อง) สระบุรี (3 เครื่อง) พระนครศรีอยุธยา(9 เครื่อง) และอ่างทอง (7 เครื่อง)

ภาคใต้ 3 จังหวัด จำนวน 33 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช (30 เครื่อง) กระบี่ (1 เครื่อง) พังงา (2 เครื่อง)

2. สนับสนุนรถบรรทุกน้ำ จำนวน 8 คัน ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา (1 คัน) จันทบุรี (7 คัน)

3. การปฏิบัติการฝนหลวง สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 5 ศูนย์ 7 หน่วย ได้แก่ ภาคเหนือ (เชียงใหม่ พิษณุโลก) ภาคกลาง (นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ขอนแก่น นครราชสีมา) ภาคตะวันออก(ระยอง) และภาคใต้(อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์) โดยเริ่มตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2553 เป็นต้นมา เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว จำนวน 5 ศูนย์ (8 หน่วยปฏิบัติการ) ได้แก่

1) ศูนย์ฯ ภาคเหนือ (หน่วยฯ จังหวัดเชียงใหม่)

2) ศูนย์ฯ ภาคกลาง (หน่วยฯ จังหวัดนครสวรรค์)

3) ศูนย์ฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุบลราชธานี)

4) ศูนย์ฯ ภาคตะวันออก (หน่วยฯจังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี)

5) ศูนย์ฯ ภาคใต้ (หน่วยฯหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำสัปดาห์ ช่วงวันที่ 5 - 11 มีนาคม 2553 ขึ้นปฏิบัติการ จำนวน 4 วัน 47 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตกในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ระยอง จันทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี วัดปริมาณน้ำฝนได้ 0.2 - 29.1 มิลลิเมตร

ผลการปฏิบัติการฝนหลวงสะสม ช่วงวันที่ 25 มกราคม - 11 มีนาคม 2553 ขึ้นปฏิบัติการ จำนวน 15 วัน 107 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตกในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ระยอง จันทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี วัดปริมาณน้ำฝนได้ 0.2 - 30.3 มิลลิเมตร


26. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายสภาวะอากาศในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2553 ว่าจะมีอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป และอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่บริเวณประเทศไทยตอนบน ส่วนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยตลอดช่วงจะสูงกว่าค่าปกติ และสูงกว่าปีที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกน้อย โดยปริมาณฝนในช่วงฤดูร้อนนี้จะต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย รวมทั้งผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศไทย ต้องประสบกับความแห้งแล้ง เป็นเหตุให้ราษฎรขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณนอกเขตชลประทาน ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานได้ระดมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยกระทรวงมหาดไทย ได้สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว นั้น

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ ภัยแล้งที่เกิดขึ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553) จึงขอสรุปสถานการณ์ดังกล่าว รวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 - 22 มีนาคม 2553)

1.1 พื้นที่ประสบภัย 52 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี นครพนม นครราชสีมา ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูลสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ รวม 382 อำเภอ 2,499 ตำบล 19,704 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553)

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 15 135 843 6,764 กำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน 1,680,925 532,056
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 15 148 1,112 9,739 ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยภูมิ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด หนองคาย นครพนม นครราชสีมา ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ 3,648,451 950,925
3 กลาง 8 28 171 1,180 กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐมประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี 353,516 107,000
4 ตะวันออก 7 36 191 1,083 จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง 582,478 109,914
5 ใต้ 7 35 182 938 ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี กระบี่ 217,234 55,205
รวมทั้งประเทศ 52 382 2,499 19,704 6,482,604 1,755,100

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้าน
ทั้งหมด
26 ก.พ. 2553 8 มี.ค. 2553 15 มี.ค. 2553 22 มี.ค. 2553
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
หมู่บ้าน +เพิ่ม
-ลด
1 เหนือ 16,590 4,388 +603 5,310 +922 5,926 +616 6,764 +838
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 33,099 4,827 +2,459 6,525 +1,698 8,720 +2,195 9,739 +1,019
3 กลาง 11,736 680 +36 902 +222 998 +96 1,180 +182
4 ตะวันออก 4,859 742 +341 792 +50 1,034 +242 1,083 +49
5 ใต้ 8,660 363 +67 446 +83 687 +241 938 +251
รวม 74,944 11,000 +3,506 13,975 +2,975 17,365 +3,390 19,704 +2,339

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ ข้อมูลปี 2553
(ณ วันที่ 22 มีนาคม 2553)
ข้อมูลปี 2552
(ณ วันที่ 22 มีนาคม 2552)
เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้ง
ปี 2553 กับปี 2552
หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้านทั้งประเทศ) หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้านทั้งประเทศ) จำนวนหมู่บ้าน
+เพิ่ม/-ลด
คิดเป็นร้อยละของหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552
1 เหนือ 16,590 6,764 40.77 5,433 32.75 +1,331 +24.50
2 ตะวันออก เฉียงเหนือ 33,099 9,739 29.42 9,721 29.37 +18 +0.19
3 กลาง 11,736 1,180 10.06 1,073 9.14 +107 +9.97
4 ตะวันออก 4,859 1,083 22.29 861 17.72 +222 +25.78
5 ใต้ 8,660 938 10.83 438 5.06 +500 +114.16
รวม 74,944 19,704 26.29 17,526 23.39 +2,178 +12.43

ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 52 จังหวัด 382 อำเภอ 2,499 ตำบล 19,704 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 37.78 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 52,860 หมู่บ้าน และร้อยละ 26.29 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ74,944 หมู่บ้าน)

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 49 จังหวัด 462 อำเภอ 2,291 ตำบล 17,526 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 30.65 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 49 จังหวัด ที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็นร้อยละ 23.39 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน)

ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 2,178 หมู่บ้าน หรือ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.43

1.2 ความเสียหาย

- ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 6,482,604 คน 1,755,100 ครัวเรือน

- พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 147,482 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 118,310 ไร่ นาข้าว 14,940 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 14,232 ไร่

1.3 การให้ความช่วยเหลือ

1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 562 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 78,326,990 ลิตร

2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 3,645 แห่ง

3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 3,985 แห่ง

4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 318,739,492 บาท แยกเป็น

- งบทดรองราชการของจังหวัด (งบ 50 ล้านบาท) 232,388,810 บาท

- งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 83,149,353 บาท (ข้อมูลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)

- งบอื่น ๆ 3,201,329 บาท

5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 689 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 40 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 239 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 246 เครื่อง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 171 เครื่อง ภาคใต้ 33 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 8 คัน

2. พายุฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2553 ได้เกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ในหลายพื้นที่ ทำให้ได้รับความเสียหายใน 4 จังหวัด 6 อำเภอ 9 ตำบล 38 หมู่บ้านราษฎรได้รับความเดือดร้อน 246 ครัวเรือน ดังนี้

2.1 จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 เวลาประมาณ 15.50 น. เกิดพายุฤดูร้อน สภาวะอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอฟากท่า 1 ตำบล (ตำบลฟากท่า หมู่ที่ 2,3,4,7,10,11) และอำเภอน้ำปาด 2 ตำบล (ตำบลน้ำไผ่ หมู่ที่ 1-6,8 และตำบลห้วยมุ่น หมู่ที่ 5,6)รวม 2 อำเภอ 3 ตำบล 15 หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน 82 หลัง กุฏิวัด 1 หลัง และสิ่งสาธารณประโยชน์อื่นๆ

2.2 จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดพายุฤดูร้อน สภาวะอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขาค้อ 1 ตำบล (ตำบลเขาค้อ หมู่ที่ 8) อำเภอวิเชียรบุรี 2 ตำบล (ตำบลบึงกระจับ หมู่ที่ 1-5,10 และตำบลซับน้อย หมู่ที่ 10) รวม 2 อำเภอ 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน 58 หลัง และสิ่งสาธารณประโยชน์อื่นๆ

2.3 จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 เวลาประมาณ 17.30 น. เกิดพายุฤดูร้อน สภาวะอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ที่อำเภอเมือง 2 ตำบล (ตำบลโคกตูม หมู่ที่ 4,6-10,12-16 และตำบลนิคมสร้างตนเอง หมู่ที่ 10) รวม 1 อำเภอ 2 ตำบล 12 หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน 92 หลัง

2.4 จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553 เวลาประมาณ 16.30 น. เกิดพายุฤดูร้อน สภาวะอากาศแปรปรวนฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ที่อำเภอเมือง 1 ตำบล (ตำบลบ้านแห หมู่ที่ 4-6) รวม 1 อำเภอ 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน 14 หลัง

การให้ความช่วยเหลือ จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น และเร่งสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นค่าวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหาย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ ต่อไป

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 22 - 27 มีนาคม 2553

3.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในช่วงวันที่ 22-23 มีนาคม 2553 ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนขึ้นกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน จากนั้นในช่วงวันที่ 24-27 มีนาคม 2553 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณประเทศไทยมีพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ ส่วนภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

3.2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันต่อเหตุการณ์เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้น


27. เรื่อง รายงานสรุปการดำเนินการของศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม กระทรวงคมนาคม

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปการดำเนินการของศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม กระทรวงคมนาคม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่ได้มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ และกระจายเป็นวงกว้างในพื้นที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นั้น

กระทรวงคมนาคมได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ชุมนุมดังกล่าวมาโดยลำดับ ตั้งแต่ก่อนการชุมนุม ดังนี้

1. การจัดตั้ง "ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม"

กระทรวงคมนาคม ได้จัดตั้ง "ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม" ของกระทรวงคมนาคม ขึ้นที่กรมการขนส่งทางบก โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

- เป็นศูนย์กลางการประสานงานกับหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานอื่นๆ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

- เป็นศูนย์กลางในการบริหาร สั่งการในการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหน่วยงานอื่นๆ ในเรื่องของอุปกรณ์ ยานพาหนะ ฯลฯ ตามที่ได้รับการร้องขอ

- เป็นศูนย์กลางในการติดตามข้อมูล ข่าวสารระหว่าง การชุมนุม และประสานการจัดการ ด้านให้บริการการเดินทางทุกระบบ

- เป็นศูนย์กลางในการแจ้งข้อมูล ข่าวสารในการเดินทางให้กับประชาชน โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ หัวหน้าหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการประจำศูนย์ และมีโครงข่ายการประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมทั้งสรุปผลการดำเนินการระหว่างวันที่ 12 - 22 มีนาคม 2553 ดังนี้

1.1 โครงข่ายการประสานงาน "ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม"

"ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม" กระทรวงคมนาคม ได้ใช้โครงข่ายการสื่อสารติดต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) โดยมีศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุมประจำจังหวัด ของกระทรวงคมนาคม ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการเดินรถและรักษาความปลอดภัย ขสมก. และศูนย์ข้อมูลการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ (ITS) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานข้อมูล และรายงานตรงต่อ "ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม" และศูนย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

1.2 รายงานสรุปผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 12-22 มีนาคม 2553

1) การดำเนินการของศูนย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุม (1584)

ศูนย์ติดตามสถานการณ์ชุมนุม ได้จัดทำรายงานสรุปสถานการณ์วันละ 2 ช่วงเวลา ทุกวัน ในช่วงเช้าเวลา 06.00 น. และช่วงเย็นเวลา 18.00 น. เพื่อประมวลสถานการณ์เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับเป็นข้อมูลในการนำเสนอ ศอ.รส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.1) สถานการณ์การชุมนุมในกรุงเทพฯ 1.2) การเคลื่อนขบวนการของประชาชนในจังหวัดต่างๆ มุ่งสู่กรุงเทพฯ 1.3) จุดที่ตั้งของการชุมนุม 1.4) สถานการณ์การชุมนุมในพื้นที่จังหวัดต่างๆ 1.5) ปริมาณของประชาชนเดินทางจากจังหวัดต่างๆ 1.6) สถานการณ์การนัดหมายของแกนนำผู้ชุมนุม 1.7) ผลการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง และให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ 1.8) การรายงานสถานการณ์การให้บริการรถโดยสาร ขสมก. ในเส้นทางผ่านจุดชุมนุม และเส้นทางเลี่ยง 1.9) การรายงานสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางโดยเรือโดยสาร และเรือประเภทอื่นๆ 1.10) การรายงานสถานการณ์การเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม / สภาพการจราจร / และการเสร็จสิ้นภารกิจของการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุม 1.11) ศอ.รส. ได้ประสานขอความสนับสนุนเครื่องมือ / อุปกรณ์ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม 1.12) การรายงานสถานการณ์ / สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นใน แต่ละช่วงเวลา

2) การดำเนินงานของศูนย์ปลอดภัยคมนาคม (โทร 1356)

2.1) ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมได้ให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางโทรศัพท์สายด่วน 1356 ได้แก่ สภาพการจราจรในเส้นทางต่างๆ การปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถโดยสาร ขสมก. ข้อมูลการอนุญาตนำรถยนต์ / รถกระบะ / รถโดยสาร เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ และการแนะนำการเดินทาง รวมทั้งการรายงานสถานการณ์ ที่เป็นปัจจุบันรวม 5,484 ครั้ง ดังนี้

วันที่ จำนวนครั้ง
12 มีนาคม 2553 612
13 มีนาคม 2553 666
14 มีนาคม 2553 462
15 มีนาคม 2553 537
16 มีนาคม 2553 570
17 มีนาคม 2553 722
18 มีนาคม 2553 327
19 มีนาคม 2553 135
20 มีนาคม 2553 1,218
21 มีนาคม 2553 235
รวม 5,484

2.2) ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานการติดต่อเพื่อเดินทางกลับของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยในวันที่ 20 - 21 มีนาคม ที่ผ่านมา มีประชาชนประมาณ 10 ราย โทรศัพท์เข้ามาสอบถามรายละเอียดการจัดรถบริการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับภูมิลำเนา ทั้งนี้ ประชาชนที่โทรศัพท์เข้ามาไม่มีการแจ้งชื่อ-สกุล และไม่ระบุปลายทางที่ต้องการกลับ มีเพียงขอสอบถามข้อมูลเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับสายได้ให้ข้อมูลว่า "ให้ประชาชนรวมกลุ่มกันให้ได้ประมาณ 30 - 40 คน โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนา / ปลายทาง อยู่ในเส้นทางเดียวกัน / ใกล้เคียงกัน และให้นัดหมายวันเวลาและสถานที่ และให้หัวหน้ากลุ่มโทรแจ้งให้ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมทราบเพื่อจะได้ประสานข้อมูลไปยัง บริษัท ขนส่ง จำกัด นำไปพิจารณาติดต่อนัดหมายกับหัวหน้ากลุ่มอีกครั้ง" นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนที่โทรมาแจ้งว่ายังไม่ประสงค์จะเดินทางกลับ พร้อมทั้งขอให้ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมยุติการประชาสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าว

2.3) ศูนย์ปลอดภัยคมนาคมได้ประสานงาน และขอรับการสนับสนุน อุปกรณ์/รถ จำนวน 7 ครั้ง ดังนี้

วันที่ ลำดับ รายการ / จำนวน ผู้ขอรับ
การสนับสนุน
หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
12 มี.ค. 53 1. รถโดยสาร จำนวน 47 คัน พ.อ.สถาพร สหวัฒน์ บริษัท ขนส่ง จำกัด
2. รถโดยสาร จำนวน 53 คัน องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
หมายเหตุ : รายการที่ 1 และ 2 เป็นการจัดรถโดยสารให้บริการกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่เดินทางเข้า กทม. เพื่อหลีกเลี่ยง การนำรถส่วนบุคคลเข้ามา
14 มี.ค. 53 3. BARRIER คอนกรีต จำนวน 20 แท่ง พ.อ.สถาพร สหวัฒน์ กรมทางหลวง
16 มี.ค. 53 4. BARRIER คอนกรีต จำนวน 15 แท่ง พ.อ.สถาพร สหวัฒน์ กรมทางหลวง
5. BARRIER แบบเติมน้ำ จำนวน 15 แท่ง
19 มี.ค. 53 6. รถบดถนน จำนวน 2 คัน พ.อ.สถาพร สหวัฒน์ กรมทางหลวง
7. รถแทรกเตอร์ จำนวน 3 คัน กรมทางหลวงชนบท

3) การดำเนินงานศูนย์ข้อมูลการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ (ITS)

ศูนย์ข้อมูลการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ (ITS) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ให้บริการข้อมูลสภาพการจราจรระบบ Real Time และให้ความร่วมมือกับ ศอ.รส. ดังนี้

3.1) ให้บริการข้อมูลสภาพการจราจร โดยผ่าน เว็บไซต์ www.trafinfo.net และผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (m.trafinfo.net) ซึ่งประชาชนส่วนมากเข้าดูสภาพการจราจร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหลีกเลี่ยงการจราจร โดยการรายงานสภาพการจราจรจะรายงานผ่านกล้องวงจรปิด ประมาณ 200 กล้อง โดยแยกเป็นเส้นสี ดังนี้ เส้นสีแดง - ติดขัดมาก เส้นสีเหลือง - ติดขัดปานกลาง เส้นสีเขียว - คล่องตัว แยกเป็นผู้เข้าชมโดยผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 5,106 ราย และเข้าชมผ่านระบบเว็บไซต์ จำนวน 2,116 ราย ระหว่างวันที่ 11 - 21 มีนาคม 2553

3.2) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สนข. ได้สนับสนุนข้อมูลแก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการจราจร และเพิ่มข้อมูลในเรื่องของการปิดเส้นทางการจราจรจากการประสานงานกับ บก.02โดย สนข. ได้รายงานให้ประชาชนทราบถนนในแผนที่ เป็นเส้นสีดำ แทนเส้นทางการปิดการจราจร เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงและสามารถวางแผนการเดินทางในเส้นทางอื่น ซึ่งในเว็บไซต์ของ สนข. ประชาชนสามารถเห็นเส้นทางต่าง ๆ ที่จะหลีกเลี่ยงได้อย่างชัดเจน และมีข้อความตัวอักษรวิ่งที่บอกถึงเหตุการณ์ปัจจุบันสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการจราจร (การปิดถนน การก่อสร้าง อุบัติเหตุที่เป็นเวลา ณ ปัจจุบัน) ซึ่งสามารถเข้าดูได้ทุกสถานที่ที่มีระบบเนตเวิร์ค หรือทางระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะกำลังขับรถก็สามารถ ใช้ดูเพื่อดูเส้นทาง ทั้งทางราบ ทางด่วน และบนทางยกระดับเพื่อใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเหตุการณ์

3.3) ให้ความร่วมมือ ศอ.รส. ในการเชื่อมต่อระบบข้อมูล ITS ไปยัง ศอ.รส. เพื่อติดตามสถานการณ์ชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป

4) ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการเดินรถและรักษาความปลอดภัย ขสมก. (โทร 184)

ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการเดินรถและรักษาความปลอดภัย ขสมก. เป็นศูนย์กลาง การบริหารการตัดสินใจการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ และแจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อหน่วยของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น บก.จร. และ ศอ.รส. เป็นต้น สื่อมวลชนทุกแขนง และให้บริการสอบถามข้อมูล แนะนำบริการแก่ประชาชนในการใช้เส้นทางระหว่างวันที่ 12 - 21 มีนาคม 2553 รวม 93,468 ครั้ง โดยแยกเป็นรายวัน ดังนี้

วัน/เดือน/ปี กิจกรรมผู้ชุมนุม จำนวนครั้ง
การให้บริการ
12 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมทยอยมาตามจุดนัดหมาย ได้แก่ หลักสี่ บางนา วงเวียนใหญ่ สวนลุมพินี และสนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง 9,222
13 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมได้รวมตัวที่สะพานผ่านฟ้า ตั้งแต่เวลา 07.30 น. 7,833
14 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมได้รวมตัวที่สะพานผ่านฟ้าเพิ่มขึ้น 8,845
15 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปยังกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เวลา 09.00 น. 14,271
16 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปทำเนียบรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ 10,421
17 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปบ้านนายกรัฐมนตรี ซอยสุขุมวิท 31 8,244
18 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า ไม่มีการเคลื่อนที่ 8,234
19 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า ไม่มีการเคลื่อนที่ 8,500
20 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ เวลา 10.00 น. จากผ่านฟ้า ผ่านหลานหลวง ถนนเพชรบุรี ถนนอโศก ถนนรัชดาภิเษก ถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง ถนนสุขุมวิท ถนนพระรามที่ 4 แยกเป็น 2 ขบวน
- ไปถนนสีลม ถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช ถนนมหาชัย สิ้นสุดที่สะพานผ่านฟ้า เวลา 18.00 น.
- ไปคลองเตย ถนนพระรามที่ 3 ข้ามสะพานกรุงเทพฯ รัชดา - ท่าพระ ถนนเพชรเกษม วงเวียนใหญ่ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนธนบุรี ข้ามสะพานสาทร ถนนสีลม ถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช ถนนมหาชัย สิ้นสุดสะพานผ่านฟ้า เวลา 18.00 น.
11,142
21 มีนาคม 2553 - ผู้ชุมนุมอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าไม่มีการเคลื่อนที่ 6,756

2. การรักษาความปลอดภัยในเอกสารและทรัพย์สินของทางราชการ

กระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัด กำหนดมาตรการอย่างเข้มงวด ในการดูแลสถานที่ราชการ รวมทั้งทรัพย์สินและเอกสารสำคัญ โดยการจัดเวรยามอย่างต่อเนื่อง เพิ่มกำลังคน รวมทั้งการเตรียมพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้สามารถระงับเหตุได้ทันที ซึ่งทุกหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการตามมาตรการของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่การให้บริการสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ สถานี บขส. และสนามบินทุกแห่ง ให้เพิ่มระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเตรียมพร้อมตามมาตรการฉุกเฉินตลอดเวลา


28. เรื่อง การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ได้จัดทำแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ขึ้น เพื่อใช้เป็นแผนหลักในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 และสามารถลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเล่นน้ำสงกรานต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. กำหนดช่วงเวลาในการดำเนินการรณรงค์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ในระหว่างวันที่ 12 - 18 เมษายน 2553 รวม 7 วัน

2. กำหนดเป้าหมายการดำเนินการ เพื่อให้สามารถลดจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ (admit) ระหว่างวันที่ 12 - 18 เมษายน 2553ให้ลดลง ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2552 (วันที่ 10 - 16 เมษายน 2552) ดังนี้

ประเด็นเป้าหมาย สงกรานต์ 2552 ลดลง
(ร้อยละ 5)
เป้าหมายสงกรานต์ 2553
จำนวนครั้งอุบัติเหตุ (ครั้ง) 3,977 199 3,778
ผู้เสียชีวิต (ราย) 373 19 354
ผู้บาดเจ็บ (คน) 4,332 217 4,115

3. มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน(เน้นหนัก) ให้หน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการเน้นหนัก 8 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการด้านการบริหารจัดการ 2) มาตรการด้านการป้องปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย 3) มาตรการด้านสังคมและชุมชน 4) มาตรการด้านการตรวจสอบความปลอดภัยของถนนและรถยนต์ 5) มาตรการด้านการช่วยเหลือ กู้ชีพ กู้ภัย 6) มาตรการด้านการจราจรและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง 7) มาตรการด้านการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนัก 8) มาตรการด้านการรายงานผลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายในการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน

4. ช่วงเวลาในการดำเนินงาน กำหนดเป็น 2 ช่วง ดังนี้

ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 1 - 11 เมษายน 2553 ให้จังหวัดเตรียมความพร้อมและดำเนินงานในภารกิจต่างๆ โดยจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด วางแนวทางการดำเนินงาน จัดทำแผนการดำเนินงานในภาพรวมของจังหวัดเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านการปฏิบัติและงบประมาณ วางแผนการตั้งจุดตรวจและจุดบริการให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่ ทั้งจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและช่วงเวลา เพื่อการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ตามมาตรการเน้นหนัก กำหนดตัวบุคคล หน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และการตั้งจุดสกัดประจำชุมชน หมู่บ้าน ตลอดจนซักซ้อมความพร้อมของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ระยะที่ 2 ช่วงปฏิบัติการเข้มข้น ระหว่างวันที่ 12 - 18 เมษายน 2553 ให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ในระดับจังหวัด อำเภอ สำหรับในกรุงเทพมหานคร ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 กรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินการตามมาตรการเน้นหนัก การตั้งจุดตรวจร่วมเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร โดยให้มีการเข้มงวดจับกุมดำเนินคดีขั้นสูงสุดในคดีความผิด 3ม. 2ข. 1ร. (ไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับหรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จักรยานยนต์อุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วน เมาแล้วขับ ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเร็วเกินกำหนด) รวมทั้งการแซงในที่คับขัน การขับรถย้อนศร การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดง และการโทรศัพท์ขณะขับรถ การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลความปลอดภัยของประชาชนในเขตเล่นน้ำสงกรานต์ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การตั้งจุดสกัดประจำชุมชน/หมู่บ้าน โดยการสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อตักเตือนคนในชุมชนให้ขับขี่อย่างมีวินัย

5. แผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 4 แผนงาน ดังนี้

1) การจัดตั้งศูนย์อำนวยการ/ศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553 ในส่วนกลาง ระดับจังหวัด อำเภอ เพื่อกำหนดนโยบาย อำนวยการ ควบคุม กำกับดูแล ประสาน การปฏิบัติงานตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

2) การตั้งจุดตรวจร่วม/ด่านตรวจร่วม บนถนนสายหลัก สายรอง และถนนในเขตชุมชน/หมู่บ้าน โดยให้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติการ โดยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง และให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจ/ด่านตรวจร่วม รวมทั้งให้มีการปรับเปลี่ยนจุดตรวจ ให้เหมาะสมตามช่วงเวลาการเดินทาง

3) การตั้งจุดสกัดประจำชุมชน หมู่บ้าน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับชุมชน/หมู่บ้าน ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเน้นหนักในการควบคุมผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

4) การจัดตั้งหน่วยสนับสนุนและบริการประชาชน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหน่วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงานของจังหวัด เช่น การจัดตั้งจุดบริการประชาชน การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการตามภารกิจหลักของหน่วยงาน เพื่อเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานป้องกันและ ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2553


29. เรื่อง มาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ปี 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ปี 2553 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาแล้วเห็นว่าปัญหาสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เป็นปัญหาที่มีความสำคัญระดับชาติ ที่มีความจำเป็นต้องบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อให้การควบคุมและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นเพื่อให้การควบคุม ไฟป่า การเผาในที่โล่ง และการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควัน เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเสนอมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งและมลพิษหมอกควันในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ดังนี้

1. มาตรการเร่งด่วน

การดำเนินมาตรการภายในประเทศ

1.1 เห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าปี 2553 ดำเนินงานการตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

1.2 สืบเนื่องจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การเกิดไฟป่ามีแนวโน้มความรุนแรงและมีช่วงระยะเวลาของการเกิดไฟป่าทอดยาวออกไป ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาไฟป่าโดยเฉพาะการจ้างประชาชนปฏิบัติงานดับไฟป่า ตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โครงการประชาป้องภัยดับไฟป่า เป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสถานการณ์การเกิดไฟป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาการจ้างประชาชนปฏิบัติงานดับไฟป่า จากเดิมที่กำหนดไว้ให้สิ้นสุดการจ้างในเดือนเมษายน 2553 ไปเป็นสิ้นสุดการจ้างในเดือนมิถุนายน 2553 ภายใต้วงเงินงบประมาณเท่าเดิมตามที่ได้รับการจัดสรร

1.3 มอบหมายให้ กระทรวงหมาดไทย กำชับให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าระวัง กำกับ ดูแล และควบคุมการเผาในที่โล่งอย่างเคร่งครัดในช่วงหน้าแล้ง การดับไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ขอความร่วมมือจากประชาชนงดเผาเศษกิ่งไม้ใบไม้ งดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่เกษตร และงดเผามูลฝอยชุมชน โดยให้มีการรวบรวมรายงานผลการปฏิบัติงานในแต่ละวันให้กับจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลสำเร็จในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินมาตรการระหว่างประเทศ

1.4 ให้ความเห็นชอบให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสนับสนุนการดำเนิน "โครงการความร่วมมือในการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในอนุภูมิภาคแม่โขง" จัดส่งหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่เข้าไปตรวจวัดคุณภาพอากาศในสหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งได้มีการจัดส่งหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่ จำนวน 1 คัน ไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศแรกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 และมีกำหนดจัดส่งเข้าไปในสหภาพพม่าในวันที่ 29 มีนาคม 2553

1.5 มอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรจุวาระเรื่องสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาการเผาในที่โล่งและมลพิษหมอกควันในอนุภูมิภาคแม่โขง เข้าสู่การพิจารณาของการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (The First Mekong River Commission Summit) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2 - 5 เมษายน 2553 ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

2. มาตรการระยะยาว

การดำเนินมาตรการภายในประเทศ

2.1ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดการไฟป่าและหมอกควันระดับภูมิภาคภาคเหนือตอนบน ภายใต้คณะกรรมการจัดการไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน อนุกรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อรับผิดชอบบูรณาการการดำเนินงานแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับภูมิภาค

2.2มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

2.3มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันและส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผา การทำเกษตรที่สูงปลอดการเผา ให้มีการใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย เช่น การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรปลอดการเผา สร้างทางเลือกการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร การทำเกษตรขั้นบันได และการทำเกษตรผสมผสานเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ โดยการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานในแต่ละปีให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

2.4 มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง

การดำเนินมาตรการระหว่างประเทศ

2.5 มอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

- ผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีด้านหมอกควันข้ามแดนในอนุภูมิภาคแม่โขง (Ministerial Steering Committee on Transboundary Haze Pollution Control in the Mekong Sub-region: MSC-Mekong) เพื่อยกระดับความร่วมมือให้ได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายจากรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิก อนุภูมิภาคแม่โขง ควบคู่กับการดำเนินงานของคณะทำงานด้านหมอกควันข้ามแดนในอนุภูมิภาคแม่โขง (TWG-Mekong)

- ประสานสหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อยกร่างข้อเสนอ "โครงการความร่วมมือในการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในสหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ภายใต้กลไกความร่วมมือประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคแม่โขงร่วมกับประเทศคู่เจรจา

- พิจารณาให้การสนับสนุนด้านบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ และงบประมาณที่จำเป็นในการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในรูปแบบทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคแม่โขง


ต่างประเทศ


30. เรื่อง การชำระค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบรูปแบบและวงเงินการชำระค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

1. ได้มีหนังสือ Instrument of Subscription, Representation and Undertaking แจ้ง ADB เพื่อยืนยันการซื้อหุ้นเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 ร้อยละ 200 ของ ADB เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 และต่อมา ADB ได้มีหนังสือตอบรับ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ว่า ประเทศไทยได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวน 96,348 หุ้น เรียบร้อยแล้ว

2. ตามมติการเพิ่มทุน Resolution No.336 ของ ADB ได้ระบุขั้นตอนการชำระค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 (GCIV) สรุปได้ดังนี้

2.1 หลังจาก 90 วัน ที่ประเทศสมาชิกได้รับการยืนยันตอบรับการเพิ่มทุนฯ จาก ADB จะต้องเริ่มการชำระค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนฯ ซึ่งมติการเพิ่มทุนฯ ได้ระบุวันที่สามารถชำระค่าหุ้นฯ ได้แก่ วันที่ 1 เมษายน 2553 หรือวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 หรือวันที่ 1 ตุลาคม 2553 หรือวันที่ 1 มกราคม 2554 หรือวันที่ 1 เมษายน 2554

2.2 กำหนดการชำระค่าหุ้นฯ เป็น 2 รูปแบบ โดยแบ่งระยะเวลาการชำระออกเป็น 5 ปี ในจำนวนเงินที่เท่า ๆ กัน ดังนี้

(1) เงินสกุลที่แลกเปลี่ยนได้ (Freely Convertible Currency) รูปแบบเงินสด ในอัตราส่วนร้อยละ 40 ของการชำระส่วน Paid-in ที่ร้อยละ 4 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด

(2) เงินสกุลท้องถิ่นของประเทศสมาชิก (Currency of the Subscribing Member) โดยสามารถเลือกจ่ายได้ในรูปแบบเงินสด หรือตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ย ในอัตราส่วนร้อยละ 60 ของการชำระส่วน Paid-in ที่ร้อยละ 4 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด สำหรับการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ADB จะใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่แจ้งการเรียกเก็บชำระเงิน (Billing Date) กล่าวคือประมาณ 1 เดือนล่วงหน้าก่อนครบกำหนดชำระเงินค่าหุ้นฯ

2.3 ในช่วงระหว่าง 90 วัน ก่อนการชำระค่าหุ้นฯ หากประเทศสมาชิกมีความประสงค์จะชำระ ค่าหุ้นฯ ในรูปแบบของตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเมื่อทวงถามประเทศสมาชิกจะต้องทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดการชำระค่าหุ้นฯ (Notification of Substitution of Notes for Capital Payments) ให้ ADB ทราบด้วย

3. ขั้นตอนการดำเนินการชำระค่าหุ้นฯ ของประเทศไทย

3.1 กำหนดการชำระค่าหุ้นฯ ครั้งที่ 1 ของประเทศไทย คือ วันที่ 1 เมษายน 2553 โดยมูลค่าหุ้นที่ประเทศไทยต้องชำระ คือ 3,584 หุ้น x 12,063.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น เท่ากับมูลค่าประมาณ 46.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งชำระเป็น 2 รูปแบบ ในระยะเวลาเบิกจ่ายแบ่งออกเป็น 5 ปี สรุปได้ดังนี้

(1) เงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ รูปแบบของเงินสดในอัตราร้อยละ 40 ของส่วน Paid-in จะเท่ากับมูลค่าประมาณ 18.60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (มูลค่า 46.5 ล้านเหรียญสหรัฐ x ร้อยละ 40 ของส่วน Paid-in) โดยแบ่งการชำระออกเป็น 5 ปี เท่ากับมูลค่าประมาณ 3.72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 123.88 ล้านบาทต่อปี (อัตราแลกเปลี่ยน 33.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 29 มกราคม 2553)

(2) เงินบาทในรูปแบบของตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ยร้อยละ 60 ของส่วน Paid-in จะเท่ากับมูลค่าประมาณ 27.90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ((มูลค่า 46.5 ล้านเหรียญสหรัฐ x ร้อยละ 60 ของส่วน Paid-in) โดยแบ่งตั๋วสัญญาฯ ออกเป็น 5 ฉบับในระยะเวลา 5 ปี เท่ากับมูลค่าประมาณ 5.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 185.81 ล้านบาทต่อปี (อัตราแลกเปลี่ยน 33.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 29 มกราคม 2553)

3.2 วันที่ 1 เมษายน 2553 ประเทศไทยจะมีภาระผูกพันที่ต้องชำระเงินค่าหุ้นสำหรับการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป ครั้งที่ 5 ของ ADB ในปีแรกมูลค่าประมาณ 9.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 309.69 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 29 มกราคม 2553) โดยขอรับจัดสรรจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

4. หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรูปแบบและวงเงินการชำระค่าหุ้นฯ ตามข้อ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะได้ลงนามในร่างหนังสือ Notification of Substitution of Notes for Capital Payments ให้ ADB ทราบว่าในส่วนร้อยละ 60 ของส่วน Paid-in ประเทศไทยมีความประสงค์จะชำระในรูปแบบตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ย


31. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2554 (42nd International Physics Olympiad 2011)

คณะรัฐมนตรีรับทราบเรื่องการเป็นเจ้าภาพหลักการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2554 (42nd International Physics Olympiad 2011) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยในประเด็นงบประมาณค่าใช้จ่ายของโครงการในส่วนของเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) ร่วมกับ ศธ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สมาคมฟิสิกส์ไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2554 (42nd International Physics Olympiad 2011) โดยมีสาระสำคัญของโครงการฯ สรุปได้ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์โครงการ

1.1 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา

1.2 เพื่อกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศด้านวิชาการ ส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ให้เป็นที่สนใจของเยาวชนและนักวิชาการทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร ระบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของชาติ และการวิจัยที่พัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการของประเทศ

1.3 เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านปัญญาและพัฒนาศักยภาพของตนให้สูงขึ้น

1.4 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน อาจารย์ผู้สอน นักฟิสิกส์ได้มีประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกับผู้แทนเยาวชน อาจารย์ผู้สอนฟิสิกส์นานาประเทศ

1.5 เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชน อาจารย์ผู้สอนฟิสิกส์ และ นักฟิสิกส์ของไทยกับนานาชาติ รวมทั้งการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

2. ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี แต่เดือนมกราคม 2553 - สิงหาคม 2554

3. สถานที่ดำเนินการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


32. เรื่อง การดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น ตามที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศเสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบต่อไป

ข้อเท็จจริง

1. กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ กรณีควรให้มีหน่วยงานรับผิดชอบกำกับดูแลการเยียวยา (อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ) ในภาพรวม รวมทั้งให้มีการบูรณาการ การบริหารจัดการกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อน มาเพื่อดำเนินการ

2. กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี (23 มิถุนายน 2552) กรณีให้มีคณะทำงานระดับรัฐบาลศึกษาแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการค้า มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของเรื่อง

1) ผลการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ในข้อ 1 สรุปได้ดังนี้

1.1 การจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงเขตการค้าเสรี มีหลายหน่วยงานดำเนินการอยู่ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกองทุนของแต่ละหน่วยงาน มีข้อแตกต่างกันทั้งวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และที่มาของงบประมาณในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

1.2 กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าได้จัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1.1 แล้วมีความเห็นร่วมกันดังนี้

1.2.1 การบูรณาการกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ จะเป็นประโยชน์ โดยเป็นการรวมศูนย์ที่องค์กรเดียว ทำให้สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและยื่นขอโครงการฯ การบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม กองทุนต่างๆ มีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบของแต่ละกองทุน จึงสนับสนุนและรองรับภารกิจหลักของหน่วยงาน ต้นสังกัดเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการวางแผนจัดการ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรและบุคลากรในหน่วยงานกลาง ตลอดจนมีข้อจำกัดในการดำเนินงานและติดตามประเมินผล เนื่องจากไม่ใช่สายการบังคับบัญชา

1.2.2 ในขณะที่ยังไม่สามารถบูรณาการกองทุนของทั้ง 3 หน่วยงานได้ จึงเห็นชอบให้แต่ละกองทุนดำเนินงานให้ความช่วยเหลือฯ โดยแยกความรับผิดชอบดูแลสินค้าให้ชัดเจนตามภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน

1.2.3 กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดจ้างศึกษาวิจัย เพื่อบูรณาการกองทุนให้ความช่วยเหลือเป็นภาพรวมของประเทศ โดยให้มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึงเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2553

2) ผลการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ในข้อ 2. สรุปได้ดังนี้

2.1 ภายหลังที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อสังเกตแล้ว อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับจีนและสาธารณรัฐเกาหลีด้วย เช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้การหารือเกี่ยวกับแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการค้าครอบคลุมทั้งในส่วนของจีนและสาธารณรัฐเกาหลีด้วย จึงควรศึกษาภาพรวมของการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง 3 ประเทศ เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศดังกล่าว รวมถึงแนวทางแก้ไขได้อย่างครอบคลุม

2.2 ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานไทยเกี่ยวกับท่าทีของไทยและประเด็นที่ไทยประสงค์จะผลักดันในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้น จึงเห็นควรใช้กลไกดังกล่าวหารือเกี่ยวกับแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้ประเด็นดังกล่าวเป็นวาระประจำในการประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการจัดตั้งคณะทำงานฯ ขึ้นใหม่และ มีขอบเขตการศึกษาจำกัดเฉพาะกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน- ญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมทำให้ เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน และเป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


33. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนตอบตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในการจัดทำข้อตกลงโครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนตอบรัฐบาลญี่ปุ่น และให้ สพร. และหน่วยงานผู้ดำเนินโครงการลงนามในเอกสารย่อยสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการที่ระบุในหนังสือแลกเปลี่ยนได้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ฝ่ายไทยออกหนังสือแลกเปลี่ยนตอบตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในการจัดทำข้อตกลงโครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเป็นข้อตกลงในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ประจำปีงบประมาณญี่ปุ่น 2009 (1 เมษายน 2552 ถึง 31 มีนาคม 2553)

2. รัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น มานานกว่า 40 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกันดำเนินงานด้านการพัฒนาในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งร่วมกันเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาให้ความร่วมมือแก่ประเทศกำลังพัฒนาโดยดำเนินงานภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2524

3. กิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ที่รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนในปีงบประมาณญี่ปุ่น 2009 ประกอบด้วย

3.1 โครงการความร่วมมือทางวิชาการ(Technical Cooperation Projects) จำนวน 28 โครงการ

3.2 ผู้เชี่ยวชาญนอกโครงการ (Individual Expert) จำนวน 4 สาขา 4 คน

3.3 ทุนฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น (Training Programme in Japan) จำนวน 103 ทุน

3.4 ทุนฝึกอบรมในประเทศไทย ประเภท Third Country Training จำนวน 12 หลักสูตร

3.5 ทุนสำหรับฝึกผู้นำเยาวชน (Young Leaders) ภายใต้โครงการมิตรภาพเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น (Youth Invitation) จำนวน 5 หลักสูตร

3.6 โครงการ Technical Cooperation for Development Planning จำนวน 1 โครงการ


34. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับบรูไนว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับบรูไนว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. บันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านสาธารณสุขและแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างไทยกับบรูไน โดยกระทรวงสาธารณสุขไทยและกระทรวงสาธารณสุขบรูไนได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ผ่านช่องทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ และท้ายที่สุด กระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ

2. เนื่องจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน (ลงนาม)

3. ส่วนประเด็นที่ว่าบันทึกความเข้าใจฯ นี้เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองหรือไม่นั้น เนื่องจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ฉะนั้น บันทึกความเข้าใจฯ จึงไม่น่าจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา


ศึกษา


35. เรื่อง ขออนุมัติจัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดำเนินการทดสอบ ประเมินสมรรถนะ และดำเนินการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาตามโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งโดยวิธีกรณีพิเศษ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจ้งว่า

1. ตามมติคณะรัฐมนตรี (18 สิงหาคม 2552) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับจัดสรรเงินของโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อดำเนินการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.

2. สพฐ. จึงได้กำหนดกรอบแนวทางในการดำเนินการพัฒนาครูฯ ให้สอดคล้องกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบ ดังนี้

2.1 เป้าหมายในการพัฒนาครู : ผู้บริหารสถานศึกษา 39,898 คน ครูปฐมวัย ประถมศึกษา 265,183 คน ครูมัธยมศึกษา 108,688 คน ครูศึกษาพิเศษ ศึกษาสงเคราะห์ 4,120 คน รวม 417,889 คน

2.2 กรอบวิธีการพัฒนาครู

2.2.1 ประเมินศักยภาพครูและผู้บริหารเป็นรายบุคคลทุกคนและจัดกลุ่มเพื่อกำหนดการพัฒนาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มระดับสูง กลุ่มระดับกลาง และกลุ่มระดับต้น สพฐ.ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวมทั้งสิ้น 417,889 คน

2.2.2 ดำเนินการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาร่วมกับกลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 25 สถาบัน โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักและ สสวท. เพื่อให้ได้องค์ความรู้ในสาระวิชาและเทคนิคการสอนใหม่เพิ่มเติมให้ครูกลุ่มระดับสูงเป็นแกนหลักในการสร้างเครือข่ายพัฒนาครูในสาระวิชาเดียวกันในจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้

กลุ่มครู/ผู้บริหาร หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ในการประเมิน
หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ในการพัฒนา
1. ผู้บริหารสถานศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
2. ครูกลุ่มปฐมวัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
3. ครูภาษาไทยประถมศึกษา
และบูรณาการ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
4. ครูคณิตศาสตร์ ป.1-6
ครูวิทยาศาสตร์ ป.4-6
สสวท. สสวท.ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
5. ครูคณิตศาสตร์ ม.ต้น
ครูวิทยาศาสตร์ ม.ต้น
สสวท. สสวท.ร่วมกับกลุ่มเครือข่าย
สถาบันอุดมศึกษา
6. ครูภาษาไทย ม.ต้นและ ม.ปลาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
7.ครูสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ดำเนินการแล้วในปี 2552
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
8. ครูภาษาอังกฤษ สพฐ.ดำเนินการไว้แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
9. ครูคณิตศาสตร์ ม.ปลาย
ครูวิทยาศาสตร์ ม.ปลาย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
10. ครูพลศึกษา สุขศึกษา ม.ต้น ม.ปลาย
ครูศิลปะ นาฏศิลป์ ดนตรี ม.ต้น ม.ปลาย
ครูการงานอาชีพ เทคโนโลยี
ม.ต้น ม.ปลาย
สพฐ. สพฐ.
11. ครูการศึกษาพิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
12. ครูศึกษาสงเคราะห์ จัดแยกเป็น
ปฐมวัย ประถมศึกษา ม.ต้น
และ ม.ปลาย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
13. ครูบรรณารักษ์
ครูแนะแนว
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ
กลุ่มเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา
14. สมรรถนะหลักและสมรรถนะประจำสายงาน สพฐ. สพฐ.โดยวิธี e-Training

3. ศธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ มีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในการให้การศึกษา ฝึกอบรมทางวิชาชีพครู มีความรู้ความสามารถในการปรับบทบาทครูผู้สอนจากวิธีการสอนแบบเดิมที่สอน โดยยึดเนื้อหาให้เป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ มีแผนพัฒนาครูและรูปแบบวิธีการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ มีความเป็นเอกภาพโดยมีเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษากระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศสามารถดำเนินการพัฒนาครูในเขตพื้นที่การศึกษาได้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน


แต่งตั้ง


36. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือรออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายอิมรอน มะลูลีมเป็นอะมีรุ้ลฮัจย์ หรือ รออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์ (หัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ)

2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งนายคำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนัก (นายแพทย์ 9) สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาระบาดวิทยา) สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายสิทธิรัตน์ ถ้ำสุวรรณ นักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักพัฒนาสังคม ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

2. นางอารุณี รัศมิทัต ผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่ง นักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักพัฒนาสังคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งนายอรุณ ภาณุพงศ์ และนายสุจินดา

ยงสุนทร เป็นสมาชิกฝ่ายไทยในศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งนายพนัส พฤกษ์สุนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ (นายแพทย์ 9) ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี กรมอนามัย ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านส่งเสริมสุขภาพ) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ จำนวน 7 ราย ดังนี้

1. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจิตติชัย แสงทอง) อยู่ในบังคับบัญชารองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

2. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอภิชัย เตชะอุบล) อยู่ในบังคับบัญชารองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

3. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล) อยู่ในบังคับบัญชารองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์)

4. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม (นายประกิจ พลเดช) อยู่ในบังคับบัญชารัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม

5. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเอกศักดิ์ แดงเดช) อยู่ในบังคับบัญชารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล)

6. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์) อยู่ในบังคับบัญชารองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี)

7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายอากาศ พัฒนเรืองไล นายแพทย์ 9 วช. ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา กลุ่มงานพยาธิวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา กลุ่มงานพยาธิวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. การแต่งตั้งข้าราชการเพื่อเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง ระดับ 10 (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายสมเกียรติ บุญชู ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

9. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นักบริหารระดับสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

10. แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมืองกระทรวงคมนาคม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 75/2553 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ที่ปรึกษารัฐมนตรี) และคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 76/2553 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีฯ ) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

คำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 75/2553 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ที่ปรึกษารัฐมนตรี)

ตามที่ได้มีคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 112/2552 สั่ง ณ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 แต่งตั้ง นางสาว ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ) นั้น

เนื่องจาก นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2553 และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตามประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ให้แก้ไขข้อความในวรรคสาม ของคำสั่งกระทรวงคมนาคมที่ 112/2552 สั่ง ณ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 จากข้อความเดิมเป็นใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

"อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงแต่งตั้ง นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร)" บรรดาข้อความอื่นที่มิได้แก้ไขให้คงเป็นไปตามเดิม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

คำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 76/2553 เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีฯ )

ตามที่ได้มีคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 9/2552 สั่ง ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552 แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ แต้เจริญวิริยะกุล ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติราชการในหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ) นั้น

เนื่องจาก นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2553 และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตามประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ให้แก้ไขข้อความในข้อ 2 ของคำสั่งกระทรวงคมนาคมที่ 9/2552 สั่ง ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552 จากข้อความเดิมเป็นใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

นายสมศักดิ์ แต้เจริญวิริยะกุล ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติราชการในหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร)"

บรรดาข้อความอื่นที่มิได้แก้ไขให้คงเป็นไปตามเดิม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี