สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
29 กันยายน 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับห้างหุ้นส่วนและบริษัทในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารราชการต่างประเทศ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้ อ.ต.ก.ใช้ชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ และขยายระยะเวลาการค้ำประกันตามโครงการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547
  2. เรื่อง ขอให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี
  3. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง
  4. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเพิ่มทุนจากงบประมาณนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
  5. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
  6. เรื่อง การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ
  7. เรื่อง โครงการศึกษาแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP)
  8. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข
  9. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนสิงหาคม 2552
  10. เรื่อง ขออนุมัติยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ ที่จะใช้ในศูนย์ฝึกอบรมของกรมวิชาการเกษตรตามโครงการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ในประเทศไทย

สังคม

  1. เรื่อง แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555
  2. เรื่อง ขออนุมัติใช้อัตราว่างจากผลการเกษียณอายุมาจัดสรรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  3. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 12

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ขออนุมัติบริจาคเงินสนับสนุนกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับการระดมทุน ครั้งที่ 8
  2. เรื่อง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการรับรองร่างผลการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2
  4. เรื่อง การเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณานำเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจาและการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง
  5. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน
  6. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 41 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การศึกษา

  1. เรื่อง (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555)

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
    3. การแต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
    4. การแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย
    5. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (นายอุทัย มิ่งขวัญ)
    6. การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)
    7. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
    8. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
    9. ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่
    10. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)
    11. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง)
    12. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
    13. แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
    14. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์)
    15. เลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10
    16. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    17. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทลบริหาร ระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบระบบการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ และอนุมัติร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
  2. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 เมษายน 2544 และวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบ การเลื่อนเงินเดือนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป

ข้อเท็จจริง

สำนักงาน ก.พ. เสนอว่า

  1. ได้นำหลักการของระบบการเลื่อนเงินเดือนซึ่งจัดทำเป็นร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. .... และหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการซึ่งได้จัดทำเป็นหนังสือเวียนเสนอ ก.พ.พิจารณา
    • 1.1 ก.พ.ได้มีมติเห็นชอบหลักการของหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญ โดย
    • (1) สำนักงาน ก.พ. จะได้แจ้งเวียนการประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนตามร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. .... ไปยังส่วนราชการ
    • (2) ให้นำหลักการเลื่อนเงินเดือนซึ่งจัดทำเป็นร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. .... เสนอ อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการพิจารณา
    • 1.2 อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการ พิจารณาร่างกฎ ก.พ.ดังกล่าวแล้ว มีมติให้ปรับปรุงร่างกฎ ก.พ. ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงตามมติดังกล่าวแล้ว
  2. ข้อเสนอระบบการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญและการออกกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. .... จะต้องยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ ดังนี้
    • 2.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 เรื่อง การปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานราชการ และร่างกฎ ก.พ.ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการพลเรือนสามัญ
    • 2.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 เรื่อง ระบบเปิดในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ข้าราชการ

สาระสำคัญของร่างกฎ ก.พ.

  1. กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 และนิยามศัพท์ที่ใช้ในกฎ ก.พ.นี้ (ร่างข้อ 1-2)
  2. กำหนดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 57 เป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน และกำหนดให้การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด และให้นำผลการประเมินผลการปฏิบัติ ราชการที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.กำหนด มาประกอบการพิจารณา (ร่างข้อ 3-4)
  3. กำหนดให้การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญให้เลื่อนปีละ 2 ครั้ง และกำหนดให้ ก.พ. กำหนดค่ากลาง ฐานในการคำนวณ และช่วงเงินเดือน โดยสำนักงาน ก.พ.ต้องแจ้งให้ส่วนราชการทราบล่วงหน้า (ร่างข้อ 5-6)
  4. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนจัดให้มีการแจ้งผลการเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้งให้ ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นทราบเป็นข้อมูลเฉพาะแต่ละบุคคล โดยผลการเลื่อนเงินเดือนต้องมีรายละเอียดตามที่กำหนด และกรณีมีผู้ไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือนให้แจ้งเหตุผลให้ผู้นั้นทราบด้วย (ร่างข้อ 7)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์ของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน โดยในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้นำข้อมูลการลา พฤติกรรมการมาทำงาน การรักษาวินัย การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ และข้อควรพิจารณาอื่น ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย (ร่างข้อ 8-9)
  6. กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการเลื่อนเงินเดือน กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญโอน เลื่อนตำแหน่ง ย้าย สับเปลี่ยนหน้าที่ ไปช่วยราชการในต่างกระทรวง ทบวง กรม ได้รับมอบหมายหรือได้รับอนุญาตให้ไปปฏิบัติงานนอกเหนือหน้าที่หรืองานพิเศษ และในกรณีข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับอนุญาตให้ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ หรือถูกสั่งให้ไปทำการใด ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนสั่งให้มีการคำนวณเพื่อหาอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นจะได้รับเมื่อกลับมาปฏิบัติราชการ (ร่างข้อ 10-11)
  7. กำหนดห้ามมิให้นำเหตุในการถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญามาเป็นเหตุในการไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือน และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนเงินเดือน กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญถูกสั่งลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ และถูกศาลพิพากษาในคดีอาญาให้ลงโทษตามความผิดที่กำหนด (ร่างข้อ 12-13)
  8. กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในกรณีข้าราชการพลเรือนสามัญที่ผลการพิจารณาโทษทางวินัยหรือโทษทางอาญาถึงที่สุดแล้ว หรือกรณีต้องพ้นจากราชการไปเพราะเหตุเกษียณอายุ หรือกรณีถึงแก่ความตาย (ร่างข้อ 14-16)
  9. กำหนดหลักเกณฑ์การสั่งเลื่อนเงินเดือน กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นเป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือนถึงระดับเงินเดือนสูงสุดสำหรับตำแหน่งที่ดำรงอยู่แล้ว และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นและได้รับเงินเดือนต่ำกว่าเงินเดือนสูงสุดสำหรับตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนเงินเดือนเพราะเหตุเกี่ยวกับระยะเวลาการปฏิบัติงาน การลา หรือการมาทำงานสาย และกรณีข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้เลื่อนเงินเดือนแต่ต้องรอการเลื่อนไว้เพราะเหตุมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือถูกฟ้องคดีอาญา (ร่างข้อ 17-19)
  10. กำหนดให้การเลื่อนเงินเดือนในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 สำหรับครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้บังคับอยู่ก่อนกฎ ก.พ.นี้ใช้บังคับ และกำหนดหลักเกณฑ์การเลื่อนเงินเดือนสำหรับ ผู้ได้รับการยกเว้นเป็นการเฉพาะรายให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูง (ร่างข้อ 21-22)

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับห้างหุ้นส่วนและบริษัทในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับห้างหุ้นส่วนและบริษัทในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

  1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 มิถุนายน 2552) เห็นชอบตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 โดยให้กระทรวงพาณิชย์ขยายระยะเวลาการลดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจลงกึ่งหนึ่ง
  2. เพื่อเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในข้อ1 ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า การลดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในเขตพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งการกำหนดสัดส่วนการลดหย่อนไว้ที่กึ่งหนึ่งเช่นเดิมตามกฎกระทรวงลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับห้างหุ้นส่วนและบิษัทในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และการกำหนดระยะเวลาที่ขยายไว้ที่ 3 ปี ก็เป็นการเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรการด้านอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกัน จึงเห็นควรขยายเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป โดยแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

ขยายระยะเวลาการลดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจลงกึ่งหนึ่ง ต่อไปอีก 3 ปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555


3. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารราชการต่างประเทศ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารราชการต่างประเทศ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว โดยให้แก้ไขตามข้อสังเกตของสำนักงาน ก.พ.ร. และให้ดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า ได้ตรวจพิจารณาร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารราชการต่างประเทศ พ.ศ. .... แล้ว ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว โดยสำนักงาน ก.พ.ร. มีข้อสังเกตว่าเนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการต่างประเทศจึงมีความจำเป็นต้องทราบเรื่องการสั่งยุบเลิกหน่วยงานในต่างประเทศด้วย ดังนั้น จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมความในข้อ 6 วรรคสอง ของร่างระเบียบดังกล่าว จากเดิม "การสั่งยุบเลิกหน่วยงานในต่างประเทศ ให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการทราบ" เป็น "การสั่งยุบเลิกหน่วยงานในต่างประเทศ ให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและกระทรวงการต่างประเทศทราบ"

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติราชการของข้าราชการประจำการในต่างประเทศ พ.ศ. 2540 และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติราชการของข้าราชการประจำการในต่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 (ร่างข้อ 3)
  2. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามระเบียบนี้ (ร่างข้อ 4)
  3. กำหนดนิยามคำว่า "ข้าราชการประจำการในต่างประเทศ" หมายความว่า ข้าราชการฝ่ายทหารและข้าราชการฝ่ายพลเรือน ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำการในต่างประเทศ ฯลฯ และ "สถานทำการ" หมายความว่า สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล สถานรองกงสุล และส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นและปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ รวมตลอดทั้งสำนักงานของคณะผู้แทนถาวรหรือคณะผู้แทนไทย (ร่างข้อ 5)
  4. กำหนดกรณีการจัดตั้งหรือรวมหรือยุบเลิกหน่วยงานในต่างประเทศ (ร่างข้อ 6)
  5. กำหนดแต่งตั้งและการแต่งตั้งข้าราชการประจำการในต่างประเทศ (ร่างข้อ 7 - 10)
  6. กำหนดลำดับอาวุโส และการบริหารราชการในต่างประเทศ (ร่างข้อ 11 - ร่างข้อ 24)
  7. กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินการของส่วนราชการที่ประจำการในต่างประเทศ (ร่างข้อ 25)

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วให้ส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. เปลี่ยนชื่อ "คณะทูตถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ" เป็น "คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ" และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน
  2. จัดตั้งคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน เป็นส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎบัตรสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เศรษฐกิจ


5. เรื่อง ขอให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้ อ.ต.ก.ใช้ชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ และขยายระยะเวลาการค้ำประกันตามโครงการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้ จำนวน 4,417.927 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ออกไปอีกจนกว่า อ.ต.ก. จะชำระคืนต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ครบตามจำนวน โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้จำนวนดังกล่าวและเห็นชอบให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสมในแต่ละปีต่อไปได้ ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547 ตามมติคณะรัฐมนตรี (22 มิถุนายน 2547, 3 สิงหาคม 2547, 18 มกราคม 2548) โดยให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ จำนวน 4,631.59 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้ง ปี 2547 โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
  2. อ.ต.ก.ได้กู้เงินจากธนาคารกรุงไทยฯ เป็นเงินกู้ TERM LOAN จำนวน 4,631.59 ล้านบาท ตามรายละเอียด ดังนี้
    ครั้งที่ 1 จำนวน 3,945.000 ล้านบาท
    ครั้งที่ 2 จำนวน 686.590 ล้านบาท
      รวมเป็นยอดเงินกู้ 4,631.590 ล้านบาท
    ต่อมามีการชำระหนี้บางส่วน จำนวน 213.663 ล้านบาท
    คงเหลือเงินกู้ ณ 30 เม.ย.52 จำนวน 4,417,927 ล้านบาท

    โดยเงินจำนวนดังกล่าว ครบกำหนดชำระเดือนธันวาคม 2552

  3. ในปีงบประมาณ 2552 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอตั้งงบประมาณของหน่วยงานในสังกัด โดยในส่วนของ อ.ต.ก. ตั้งงบประมาณใช้ชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยตามโครงการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547 จำนวน 4,891.57 ล้านบาท (เงินต้น 4,503.002 ล้านบาท ดอกเบี้ย 388.568 ล้านบาท) แก่ธนาคารกรุงไทยฯ แต่ อ.ต.ก.ได้รับงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยตามโครงการดังกล่าว จำนวน 300 ล้านบาท
  4. ในปีงบประมาณ 2553 อ.ต.ก.ขอตั้งงบประมาณใช้ชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยตามโครงการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547 จำนวน 4,661.0020 ล้านบาท (เงินต้น 4,417.927 ล้านบาท ดอกเบี้ย 243.075 ล้านบาท) แก่ธนาคารกรุงไทยฯ แต่ อ.ต.ก.ได้รับงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยตามโครงการดังกล่าว จำนวน 120.52 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สภาผู้แทนราษฎรแล้ว
  5. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรับรองงบการเงินโครงการรับซื้อลำไยสดเพื่อแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้งปี 2547 ของ อ.ต.ก.ประจำปี 2551 และ 2550 เรียบร้อยแล้ว
  6. การรับซื้อลำไยสด
    เกรด จำนวน (ก.ก.) ราคา/ก.ก. (บาท) จำนวนเงิน (บาท)
    AA 122,725,836.50 15 1,840,887,547.50
    A 129,056,115.50 10 1,290,561,155.00
    B 60,591,744.50 5 302,958,722.50
    รวม 312,373,696.50 3,434,407,425.00
    • อ.ต.ก.ได้รับมอบลำไยอบแห้ง จำนวน 44,613.29 ตัน จำหน่ายไปแล้วบางส่วนและนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปชำระต้นเงินกู้บางส่วนแล้ว คงเหลือลำไยอบแห้ง จำนวน 35,897.77 ตัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ 9 มิถุนายน 2552 อนุมัติให้นำไปทำลายด้วยการบดแตกหรืออัดแท่ง และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงหรือฝังกลบตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
    • ส่วนลำไยอบแห้งที่มิได้รับมอบอีกจำนวน 50,045.41 ตัน อ.ต.ก.ได้ฟ้องดำเนินคดีอาญากับบริษัท ปอเฮงอินเตอร์เทรด จำกัด ในข้อหายักยอกทรัพย์และฟ้องคดีแพ่งให้ชดใช้ค่าลำไยอบแห้งทุนทรัพย์ 2,264 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศาลนัดสืบพยานต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2553
  7. เนื่องจากในปีงบประมาณ 2552 สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้ อ.ต.ก.เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย จำนวน 300 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2553 ได้รับจัดสรรงบประมาณให้เพียง 120.52 ล้านบาท ซึ่งสามารถชำระคืนต้นเงินกู้ได้จำนวนน้อยมากและต้นเงินกู้ จำนวน 4,417.927 ล้านบาท ครบกำหนดชำระคืนตามสัญญาแล้ว ตั้งแต่ธันวาคม 2548 ซึ่งการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจจะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทยฯ ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลประกอบการของธนาคารจะต้องสามารถเปิดเผยต่อสังคมได้ การผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวทำให้เกิดผลเสียหาย เนื่องจากธนาคารจะต้องแบกภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวนมากถึง 4,417.927 ล้านบาท และเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน หากสำนักงบประมาณไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ได้โดยเร็ว อ.ต.ก.จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นการเพิ่มภาระต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยผลขาดทุนในอนาคต

6. เรื่อง ขอให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขอยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ดังนี้

  1. ยกเว้นให้สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจำนวน 46 แห่ง ดำเนินการจัดหาอาหารให้แก่เด็กและเยาวชนในความรับผิดชอบตามวิธีการเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเด็กและเยาวชนในความรับผิดชอบเพียงพอที่สมควรจะดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 เรื่องการจัดซื้อและการชำระราคา ค่าอาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหารให้แก่นักโทษ ผู้ต้องขัง รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมติดตามประเมินผลและกำหนดการดำเนินการและการจัดการเรื่องการจัดหานมสดจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั้ง 46 แห่งดังกล่าว และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแห่งอื่นตามเหตุผลและความจำเป็นตามสภาพปัญหาในพื้นที่ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแต่ละแห่ง
  2. ยกเว้นให้กรมราชทัณฑ์ ดำเนินการจัดหาอาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหารให้แก่ นักโทษและผู้ต้องขังในเรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขังต่าง ๆ (ยกเว้นข้าวสาร 5% และข้าวสารเหนียว) ตามวิธีการเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกันทดลองดำเนินการให้เรือนจำทัณฑสถาน และสถานกักขังต่าง ๆ จัดซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ของแต่ละแห่งโดยตรง เป็นโครงการนำร่องใน 4 ภาค ๆ ละ 2 จังหวัด และจังหวัดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 1 จังหวัด โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์และกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกันพิจารณากำหนดจังหวัดในโครงการนำร่องของภาคต่าง ๆ และของจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งกำหนดรูปแบบ และวิธีการดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 อนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการและจัดวางระบการจัดซื้อและการชำระราคาค่าอาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหารให้แก่นักโทษ ผู้ต้องขัง รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

กระทรวงยุติธรรมขอรายงานการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวที่ดำเนินการร่วมกับหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1. ผลการดำเนินการ

2. ผลที่จะได้รับจากการดำเนินการ

3. ปัญหาและอุปสรรค


7. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติตามความเห็นของสำนักงบประมาณดังนี้

  1. อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้เงินตามจำนวนที่จะต้องใช้จ่ายจริง เพื่อการเบิกจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ของโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่ง ผู้โดยสารอากาศยานในเมือง โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันและรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการกู้เงินและดอกเบี้ยเงินกู้ตามหลักการที่มาของค่าก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
  2. อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้เงินวงเงิน 98 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างทางเดินยกระดับเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าของกรุงเทพมหานครที่สถานีพญาไทและเพชรบุรีของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

1. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองโดยมีความก้าวหน้าของงานถึงเดือนพฤษภาคม 2552 ของงาน ส่วนที่ 1 งานโยธาและโครงสร้าง ประมาณร้อยละ 99.43 และงานส่วนที่ 2 งานระบบไฟฟ้า-เครื่องกล ประมาณร้อยละ 96.05 คิดเป็นความก้าวหน้าของงานทั้งโครงการแล้วเสร็จประมาณร้อยละ 97.65 โดยผู้รับจ้างพร้อมส่งมอบให้ รฟท. ภายในระยะเวลาไม่เกินวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งตามผลงานก่อสร้างที่จะต้องเบิกจ่ายจนสิ้นสุดโครงการรวมกับค่าธรรมเนียมการเงินและดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้ว (ไม่รวมเงินชดเชยค่างานก่อสร้างฯ (ค่า K))รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 28,830.720 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (16 ตุลาคม 2550 ,18 ธันวาคม 2550) ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินกู้เพื่อดำเนินการไว้ 28,927.605 ล้านบาท จึงคงเหลือวงเงินกู้ประมาณ 96.885 ล้านบาท และเนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวเป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ ผู้รับจ้างจึงได้ขอเบิกเงินชดเชยค่างานก่อสร้างฯ (ค่า K) งวดงานที่ 1-26 จำนวน 38,946,040.54 บาท ซึ่ง รฟท. ได้เสนอสำนักงบประมาณพิจารณาตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบให้ รฟท.จ่ายเงินชดเชยดังกล่าวให้กับผู้รับจ้าง โดยให้เบิกจ่ายตามแหล่งที่มาของ ค่าก่อสร้างจากเงินกู้ แต่ รฟท.มิได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้

รฟท.พิจารณาแล้วเห็นว่า กรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กู้เพื่อดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาไม่ครอบคลุมการจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้างฯ (ค่า K) และวงเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการฯ ที่คงเหลือประมาณ 96.885 ล้านบาท รฟท.ต้องเผื่อไว้สำหรับค่างานที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามปริมาณงานที่ทำเสร็จจริงและการสั่งงานเพิ่มที่มีความจำเป็น จึงไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้างฯ (ค่า K) ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในโครงการ ซึ่งได้มีการประมาณการไว้จำนวนไม่เกิน 721.043 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

2. ตามมติคณะรัฐมนตรี (10 มีนาคม 2552) รฟท.ได้หารือร่วมกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (BTSC) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานในโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTS) ได้ข้อตกลงว่า รฟท.จะรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างและรับภาระค่าใช้จ่ายค่าก่อสร้างในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมทางเดินยกระดับเชื่อมระหว่างสถานี ส่วน BTSC จะรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคารสถานีพญาไท เพื่อให้สอดรับกับการก่อสร้างทางเดินเชื่อมของ รฟท. ส่วน รฟม.แจ้งว่า บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานของ รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถลงทุนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานโครงสร้างงานโยธาตามสัญญาสัมปทาน โดยบริษัทจะรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านการปรับปรุงอุปกรณ์งานระบบและ รฟม. รับผิดชอบดำเนินการลงทุนและก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางโยธา ดังนั้น การก่อสร้างทางเดินยกระดับดังกล่าว รฟท.จึงต้องดำเนินการเอง และโดยที่ รฟท. ไม่ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณรองรับไว้ แต่ รฟท.มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันกับการเปิดให้บริการเดินรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง


8. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเพิ่มทุนจากงบประมาณนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพื่อการเพิ่มทุนแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจากงบประมาณ ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล เป็นเงิน 19,559.20 ล้านบาท ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ประธานกรรมการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเสนอ และให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติรับความเห็นของกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในกรณีที่จะขอใช้เงินงบประมาณตามนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล เห็นควรให้พิจารณาดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 โดยนำเสนอโครงการผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการฯ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) รายงานว่า

1. ปัจจุบันมีจำนวนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรวมทั้งสิ้น 79,255 กองทุน ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล กองทุนละ 1 ล้านบาท และการเพิ่มทุนแก่กองทุนที่มีการบริหารจัดการดี จำนวน 81,580.6 ล้านบาท ปัจจุบันสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง มีจำนวนทั้งสิ้น 10,409,031 คน ในการใช้บริการด้านเงินกู้ของสมาชิกปี 2551 จำนวน 6,516,053 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.60 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด 10,409,031 คน จากสถานการณ์ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดังกล่าวข้างต้น ทำให้หมู่บ้านและชุมชนมีเงินกองทุนไม่เพียงพอและทั่วถึงต่อจำนวนสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีกำหนดระยะการชำระคืนเงินกู้ภายใน 1 ปี ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินของประชาชน

2. เพื่อการแก้ไขปัญหาด้านเงินทุนของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้เพียงพอต่อความต้องการอย่างทั่วถึงและป้องกันการใช้สินเชื่อนอกระบบและสร้างโอกาสทางอาชีพของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง จึงเห็นควรเพิ่มทุนให้แก่หมู่บ้านและชุมชนผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวมถึงขยายโอกาสด้านอาชีพด้านการขยายวงเงินกู้และระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ของกองทุนให้เป็นไปตามความต้องการของหมู่บ้านและชุมชนเมือง ดังนี้


9. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นควรให้เข้มงวดกับส่วนราชการในการจัดฝึกอบรม ประชุมสัมมนา ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และให้กระจายการจัดประชุมและฝึกอบรมไปยังต่างจังหวัดเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มากขึ้น ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 มีดังนี้

1. มาตรการเร่งรัดติดตาม

ไตรมาสที่ 1 เป้าหมายอัตราการเบิกจ่าย
รายจ่ายลงทุนสะสม ณ สิ้นไตรมาส (%)
เป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายรายจ่าย
ภาพรวมสะสม ณ สิ้นไตรมาส (%)
1 12.00 20.00
2 33.00 43.00
3 56.00 68.00
4 75.00 94.00

สำหรับงบประมาณในส่วนของการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมได้รับจัดสรรงบประมาณในงบรายจ่ายอื่น โดยจัดเป็นประเภทรายจ่ายประจำ แต่การเบิกจ่ายเป็นลักษณะรายจ่ายลงทุนซึ่งประสบปัญหาต่างๆ เช่น การจัดซื้อในลักษณะรัฐต่อรัฐต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ประกอบกับรายการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศมีขั้นตอนและหลักเกณฑ์ในการดำเนินการมากกว่าในประเทศจึงต้องใช้ระยะเวลาดำเนินงาน

2. แนวทางการดำเนินงานของส่วนราชการ จังหวัด และรัฐวิสาหกิจ

3. แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานกลาง


10. เรื่อง การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอของสำนักงบประมาณ ที่ได้พิจารณา เรื่อง การช่วยเหลือค่าครองชีพ ประชาชนและบุคลากรภาครัฐ ตามที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณรับไป ดำเนินการสำรวจตรวจสอบข้อมูลบุคลากรของส่วนราชการและหน่วยงานอื่น ซึ่งยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ และกลุ่มเป้าหมายของหน่วยงานภาครัฐจำนวน 10 หน่วยงาน ในภาพรวมให้ครบถ้วน ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. จากการสำรวจบุคลากรประเภทลูกจ้างชั่วคราว ที่ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นจ้างมาปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีลักษณะการจ้างเป็นสัญญาจ้างรายเดือนและรายวัน โดยใช้แหล่งเงินทั้งจากเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ รวมทั้งหน่วยงานได้ดำเนินการจัดจ้างลูกจ้างดังกล่าวตามภาระงานโดยไม่ต้องขออนุมัติกรอบอัตรากำลัง และมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากรัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพฯ ให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของทุกส่วนราชการและหน่วยงานอื่น คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก หากจะอนุมัติให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น อาจจะมีผลกับงบประมาณที่ต้องเตรียมการไว้เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาด้านอุบัติภัยและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน จึงเห็นควรระงับการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนและบุคลากรภาครัฐตามโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐดังกล่าว
  2. สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพฯ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 ซึ่งมีรายชื่อตกหล่น ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพฯ 2,000 บาท เพื่อให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ ประชาชนและบุคลากรภาครัฐ เมื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อตกหล่นดังกล่าว ได้รับจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว ให้สามารถดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากร ภาครัฐได้โดยตรงต่อไป

เรื่องเดิม

ตามที่สำนักงบประมาณได้รวบรวมข้อเสนอของหน่วยงานภาครัฐจำนวน 10 หน่วยงานที่ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐให้กับบุคลากรในสังกัดจำนวนทั้งสิ้น 17,056 คน ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในคราวประชุม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 และคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณากลุ่มเป้าหมายดังกล่าวควรพิจารณาในภาพรวมให้ครบถ้วน และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในคราวเดียวกัน โดยให้สำนักงบประมาณรับไปดำเนินการสำรวจตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งต่อไป นั้น

สำนักงบประมาณได้สำรวจตรวจสอบข้อมูลบุคลากรของส่วนราชการและหน่วยงานอื่นซึ่งยังไม่ได้รับเงิน ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายแล้ว ในเบื้องต้นได้รับรายงานข้อมูลจากหน่วยงานที่คาดว่าจะมีการจ้างลูกจ้างจำนวนมาก 6 หน่วยงาน ซึ่งส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐจ้างโดยใช้ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้าง มีจำนวนประมาณ 66,670 คน ซึ่งจะต้องใช้จ่ายงบประมาณรวม 133,340,000 บาท เมื่อรวมกับกลุ่มเป้าหมายของ 10 หน่วยงาน ที่สำนักงบประมาณได้รวบรวมเสนอให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาในคราวประชุม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 อีกจำนวนประมาณ 17,056 คน งบประมาณ 34,112,000 บาท จะรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 83,726 คน ใช้งบประมาณ 167,452,000 บาท


11. เรื่อง โครงการศึกษาแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอดังนี้

  1. รับทราบการดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่องของประเทศ
  2. เห็นชอบให้ สศช. กันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 วงเงิน 10 ล้านบาทไว้เบิกเหลื่อมปีสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการศึกษาแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ความก้าวหน้าการดำเนินการของ สศช.

2. กรอบการศึกษาแนวทางในการจัดทำแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (BCP) ภาคธุรกิจเอกชน

3. วิธีดำเนินการ


12. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในวงเงิน 165,430,000 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ทั้งนี้ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า

1. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับจัดสรรงบประมาณตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 งบดำเนินการ ผลผลิต พัฒนานโยบายยุทธศาสตร์ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ และผลผลิตประชาชนได้รับการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐาน จำนวน 2,498,585,000 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุข ซึ่งได้โอนจัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว

2. งบประมาณที่ได้รับจัดสรรดังกล่าว ไม่เพียงพอกับความต้องการเพราะความไม่คงที่ของจำนวนกำลังคนที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ปัญหาการลาออกและการโอนไปส่วนราชการอื่นที่มีความไม่แน่นอน ทำให้การคาดประมาณจำนวนคนและความต้องการใช้งบประมาณเพื่อการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ประกอบกับได้มีจำนวนกำลังคนที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น จากเหตุผลต่าง ๆ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการคืนให้ในปี 2551 เพื่อบรรจุนักเรียนทุนที่จ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งการปรับตำแหน่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งพยาบาลเทคนิค ซึ่งได้ลาศึกษาต่อและมีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามคุณสมบัติให้ดำรงตำแหน่งเป็นพยาบาลวิชาชีพได้ และสายงานระดับต่ำกว่าปริญญาที่ได้ลาศึกษาและมีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามคุณสมบัติให้ดำรงตำแหน่งในระดับนักวิชาการทางเทคนิค ซึ่งจะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น เช่น ตำแหน่งนักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ เป็นต้น ตลอดจนแนวโน้มการลาออกในช่วงต้นปี 2552 ของแพทย์ ทันตแพทย์มีจำนวนลดลง ส่งผลทำให้มีความต้องการงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น จากที่ได้รับจัดสรรแล้ว จำนวน 180,220,000 บาท

3. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเกลี่ยงบประมาณภายใน โดยได้แจ้งให้แต่ละหน่วยงานพิจารณางบประมาณที่เหลือจ่ายจากการดำเนินงานที่บรรลุวัตถุประสงค์แล้วและไม่มีกิจกรรมหรือภารกิจจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 2552 โดยให้นำเงินเหลือดังกล่าวจ่ายเป็นค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุขได้ และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการปรับเกลี่ยงบประมาณแล้ว แต่ยังคงมีความต้องการใช้งบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามสิทธิของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 165,430,000 บาท


13. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนสิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ รายงานความเคลื่อนไหวดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2552 โดยสรุปดังนี้

จากการสำรวจราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศจำนวน 417 รายการ ครอบคลุมหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เคหสถาน การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล พาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร การบันเทิง การอ่าน การศึกษาและการศาสนา ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพื่อนำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ได้ผลดังนี้

1. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2552

ในปี 2550 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ เท่ากับ 100 และเดือนสิงหาคม 2552 เท่ากับ 105.1 (เดือนกรกฎาคม 2552 คือ 104.7)

2. การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2552 เมื่อเทียบกับ

2.1 เดือนกรกฎาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.4

2.2 เดือนสิงหาคม 2551 ลดลงร้อยละ 1.0

2.3 เฉลี่ยช่วงระยะเดียวกัน (มกราคม - สิงหาคม) ปี 2551 ลดลงร้อยละ 1.9

3. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนสิงหาคม 2552 เทียบกับ เดือนกรกฎาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.4 (เดือนกรกฎาคม 2552 ดัชนีโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ) เป็นภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เริ่มทะยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยในประเทศมีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้เป็นผลกระทบจากราคาอาหารและสินค้าบางชนิดที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าว ไข่ ผักแปรรูปและอื่นๆ วัสดุก่อสร้าง ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในขณะที่สินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ เนื้อสุกร ผักสด ผลไม้สด ปลาและสัตว์น้ำ เครื่องประกอบอาหาร เครื่องถวายพระ เครื่องดื่ม มีแอลกอฮอล์และอุปกรณ์ยานพาหนะ เป็นต้น

3.1 ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ลดลงร้อยละ 0.1 (เดือนกรกฎาคม 2552 ลดลงร้อยละ 0.3 ) สาเหตุสำคัญเป็นผลจากราคาอาหารหลายชนิดได้มีการปรับตัวลดลงตั้งแต่เดือนก่อนหน้า ได้แก่ เนื้อสุกร ร้อยละ 1.8 ผักสดและผลไม้สด ร้อยละ 1.1, 0.2 ตามลำดับ ได้แก่ ผักคะน้า ผักกาดขาว เห็ด กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักชี เงาะ แตงโม ลำไย และลองกอง เป็นผลจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและประกอบกับเป็นช่วงปลายฤดูกาลของผลไม้หลายชนิด เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 0.2 ( น้ำมันพืช มะพร้าวผลแห้ง/ขูด น้ำปลาและซีอิ๊ว ) นมและผลิตภัณฑ์นม ร้อยละ 0.1 (นมเปรี้ยวและครีมเทียม) สำหรับสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ ข้าว ร้อยละ 0.6 (ข้าวสารเจ้าและข้าวสารเหนียว) เป็นผลจากปริมาณผลผลิตข้าวในท้องตลาดลดลง ไข่ ร้อยละ 2.6 (ไข่ไก่ ไข่เป็ดและไข่เค็ม) และผักแปรรูปและอื่นๆ ร้อยละ 5.7 ( หัวหอมแดง กระเทียม และพริกแห้ง ) สำหรับผลไม้บางชนิดที่ราคาทรงตัวสูง คือ ส้มเขียวหวาน มะม่วง และทุเรียน เป็นต้น

3.2 ดัชนีหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้นร้อยละ 0.5 เป็นอัตราที่สูงขึ้นค่อนข้างมาก (เดือนกรกฎาคม สูงขึ้นร้อยละ 0.1) ปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยในประเทศ ร้อยละ 5.8 ตามภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ร้อยละ 0.2 (บุหรี่) วัสดุก่อสร้าง ร้อยละ 1.0 (ปูนซีเมนต์ และอิฐ) ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ร้อยละ 0.1 (สบู่ถูตัว ยาสีฟัน แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิวและกระดาษชำระ) ค่ายาและเวชภัณฑ์ ร้อยละ 0.1 ( ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดลดไข้ และยาแก้ไข้หวัด) สำหรับสินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ เครื่องถวายพระร้อยละ 0.4 เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 0.2 (เบียร์ และสุรา) และอุปกรณ์ยานพาหนะ ร้อยละ 0.3 ( แบตเตอรี่รถยนต์ ) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับทำความสะอาดและของใช้ส่วนบุคคลบางชนิด (น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น น้ำหอมและครีมนวด)

4. ถ้าพิจารณาดัชนีเทียบกับเดือนสิงหาคม 2551 ลดลงร้อยละ 1.0 เป็นอัตราที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของดัชนีราคาหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร ร้อยละ 10.0 (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะและอุปกรณ์ยานพาหนะ) หมวดการบันเทิงการอ่าน การศึกษาและการศาสนา ร้อยละ 10.2 (ค่าเล่าเรียน, ค่าธรรมเนียมการศึกษา, หนังสือและอุปกรณ์การศึกษา ) และหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ร้อยละ 3.4 ( เครื่องแบบนักเรียนอนุบาลและมัธยมชาย,หญิง ) สำหรับดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น ร้อยละ 1.4 ( เนื้อสุกร ปลาและสัตว์น้ำ ไข่และผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูป ) สำหรับดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มที่สูงขึ้น คือ หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 13.6 ( ผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์) หมวดเคหสถาน ร้อยละ 4.4 (ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำประปาและค่าเช่าบ้าน) และหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล ร้อยละ 1.3 ( ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่ารักษาพยาบาลและค่าของใช้ส่วนบุคคล )

5. ถ้าพิจารณาดัชนีเฉลี่ยเทียบกับช่วงระยะเดียวกัน (มกราคม - สิงหาคม ) ปี 2551 ลดลงร้อยละ 1.9 สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 23.6 ค่ากระแสไฟฟ้า ร้อยละ 21.2 และค่าน้ำประปา ร้อยละ 29.6 และหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ร้อยละ 1.6 (เครื่องแบบนักเรียนอนุบาลและมัธยมชาย,หญิง ) เป็นสำคัญ สำหรับดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้นร้อยละ 6.1 และดัชนีหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลงร้อยละ 7.4

6. ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 300 รายการ) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงานจำนวน 117 รายการ คิดเป็นประมาณร้อยละ 24 ของสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนสิงหาคม 2552 เท่ากับ 102.5 เมื่อเทียบกับ

6.1 เดือนกรกฎาคม 2552 โดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง

6.2 เดือนสิงหาคม 2551 ลดลงร้อยละ 0.2

6.3 เฉลี่ยช่วงระยะเดียวกัน ( มกราคม- สิงหาคม ) ปี 2551 สูงขึ้นร้อยละ 0.4

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนสิงหาคม 2552 เมื่อเทียบกับเดือน กรกฎาคม 2552 โดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง (เป็นอัตราที่คงที่ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2) เป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าที่มีทั้งที่สูงขึ้นและลดลง โดยสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ขณะที่สินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ อุปกรณ์ยานพาหนะ เครื่องถวายพระและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เป็นต้น


14. เรื่อง ขออนุมัติยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ ที่จะใช้ในศูนย์ฝึกอบรมของกรมวิชาการเกษตรตามโครงการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 (เรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ ที่จะใช้ในศูนย์ฝึกอบรมของกรมวิชาการเกษตรตามโครงการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ในประเทศไทย) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังกับธนาคารโลกได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของโครงการดังกล่าว (OTF-21926-TH) ซึ่งการแก้ไขสัญญาความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลไทยสามารถนำเงินช่วยเหลือที่ได้รับมาใช้ค่าภาษีอากรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมภายใต้สัญญาความช่วยเหลือฉบับนี้ได้ ทั้งนี้ การแก้ไขดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป
  2. การแก้ไขสัญญาความช่วยเหลือแบบให้เปล่าซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วนั้น ทำให้ประเทศไทยสามารถนำเงินช่วยเหลือได้รับมาใช้เป็นค่าภาษีอากรต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่จะใช้ในศูนย์ฝึกอบรมของ กรมวิชาการเกษตรตามโครงการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ในประเทศไทย ด้วย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ดังกล่าวอีกต่อไป

สังคม


15. เรื่อง แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. ร่างแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 โดยกำหนดให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ
  2. มอบหมายหน่วยงานหลักและหน่วยงานร่วมรับผิดชอบรับไปดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของแผนแม่บทฯ ต่อไป
  3. ให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนแม่บทฯ และพิจารณาปรับแผนปฏิบัติราชการของหน่วยงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า

  1. นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนายกรัฐมนตรี ที่ 327/2551 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2551 จัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนและแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน
  2. ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 และได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เป็นหน่วยงานจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มอบหมายให้สถาบันบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นที่ปรึกษาดำเนินการจัดทำร่างแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 ซึ่งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทฯ พิจารณาประกอบการจัดทำแผนแม่บทฯ ในส่วนที่ไม่กระทบต่อหลักการสำคัญของแผนแม่บทฯ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  3. ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้สอบถามความคิดเห็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนแม่บทฯ แล้วซึ่งหน่วยงานให้ความเห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทญ และให้ความเห็นเพิ่มเติมตามข้อ 3
  4. แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2552-2555 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    • 4.1 แนวทางของแผนแม่บทฯ ได้กำหนดแนวทางสำคัญไว้ 3 ประการ คือ
      • 4.1.1 กำหนดแนวทางในการจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนเชิงระบบ ซึ่งเน้นในเรื่องของระบบที่เอื้อต่อความปลอดภัย (Safe System) และวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) เป็นผลลัพธ์สูงสุดของแผน (Utimate Outcome)
      • 4.1.2 การเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการแบบคณะกรรมการจาก Top Down Process ภายใต้โครงสร้างของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเดินเป็นแบบ Multiple Level คือระดับชาติ ระดับจังหวัด ขณะเดียวกันเน้นการบริหารจัดการในเชิงพื้นที่ (Area) โดยเน้นการมีส่วนร่วม (Empowerment) ระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และท้องถิ่น
      • 4.1.3 เพื่อให้แนวทางในข้อ (4.1.1) และ (4.1.2) สามารถนำไปปฏิบัติจำเป็นต้องได้รับการผลักดันจากรัฐบาลให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ
    • 4.2 ยุทธศาสตร์ของแผนแม่บทฯ แบ่งออกเป็น 6 ยุทธศาสตร์ โดยกำหนดหน่วยงานหลักและหน่วยงาน ร่วมรับผิดชอบตามยุทธศาสตร์ ดังนี้
      • ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์การปรับนโยบายให้เป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยุทธศาสตร์การสร้างเสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมี สศช. สลน. สลค. สงป. สำนักงาน ก.พ.ร. และ สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยุทธศาสตร์การทำแผนนิติบัญญัติโดยมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานรับปิดชอบหลัก และมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงคมนาคา (คค.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เป็นหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนในส่วนกลาง โดยมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สลน. กระทรวงมหาดไทย (มท.) คค. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สธ. ยธ. และตช. เป็นหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ
      • ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบในส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นหน่วยงานรับปิดชอบหลัก และมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน มท. ตช. และสำนักงาน ก.พ.ร. (ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ) เป็นหน่วยงานร่วมรับปิดชอบ สำหรับหน่วยงานร่วมรับผิดชอบในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ตช. จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      • ยุทธศาสตร์ที่ 6 ยุทธศาสตร์วิจัย พัฒนา และติดตามประเมินผลด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมีสำนักงาน ก.พ.ร. สงป. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ

16. เรื่อง ขออนุมัติใช้อัตราว่างจากผลการเกษียณอายุมาจัดสรรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ใช้อัตราข้าราชการตำรวจที่ว่างจากผลการเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ในส่วนที่ต้องยุบเลิกร้อยละ 50 (จำนวน 810 อัตรา) ตามมติคณะรัฐมนตรี (27 มิถุนายน 2549) มาจัดสรรคืนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทั้งหมดตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ตามที่ คปร.เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

คปร.รายงานว่า

  1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.)มีอัตราข้าราชการตำรวจว่างจากผลการเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จำนวน 1,621 อัตรา ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2549 จะต้องยุบเลิกร้อยละ 50 และจัดสรรคืนร้อยละ 50
  2. ตช. ขอรับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 คืนทั้งหมด รวม 1,621 อัตรา ดังนี้
    • 1) ตำแหน่งผู้บริหาร จำนวน 185 อัตรา
    • 2) ตำแหน่งในภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงและสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 289 อัตรา
    • 3) ตำแหน่งในภารกิจสถานีตำรวจในพื้นที่อำเภอในถิ่นทุรกันดารที่มิใช่ตัวจังหวัดและห่างไกลความเจริญ จำนวน 289 อัตรา
    • 4) ตำแหน่งในภารกิจถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัยในบริเวณที่ประทับ จำนวน 289 อัตรา
    • 5) ตำแหน่งในภารกิจด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม จำนวน 423 อัตรา
    • 6) ตำแหน่งในภารกิจด้านปราบปรามยาเสพติด จำนวน 146 อัตรา
  3. คปร.ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ได้พิจารณาเรื่อง การจัดสรรอัตราข้าราชการตำรวจที่ว่างจากผลเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 และมีมติให้จัดสรรอัตราข้าราชการตำรวจที่ว่างจากผลการเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 รวม 1,621 อัตรา คืนให้ ตช. ทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาการกระจายอัตรากำลังให้เหมาะสมกับความขาดแคลนในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะในระดับสถานีตำรวจ

17. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้การช่วยเหลือผู้ประสบความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องรวม 5 ราย เป็นเงิน 160,000 บาท โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือจากวงเงินที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว (จำนวน 56,000,000 บาท)
  2. เห็นชอบในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่ยังตกค้างที่ยังไม่มาติดต่อขอความช่วยเหลือและมีความเดือดร้อนต้องการรับความช่วยเหลือจากทางราชการหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยให้ พม. ใช้ระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานที่มีอยู่ในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

พม. รายงานว่า ผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จำนวน 5 ราย ได้ร้องขอความช่วยเหลือเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 160,000 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. ผู้ได้รับความเสียหายฯ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือ จำนวน 4 ราย ได้แก่
    • 1.1 นางสาวณัฐชา เพชรมั่นคงเจริญ บาดเจ็บเล็กน้อย พิจารณาตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ เป็นเงิน 20,000 บาท
    • 1.2 นายอนุรักษ์ มะลิกัน บาดเจ็บเล็กน้อย พิจารณาตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ เป็นเงิน 20,000 บาท
    • 1.3 นางสาวอุรชา นิวาทพันธ์ บาดเจ็บเล็กน้อย พิจารณาตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ เป็นเงิน 20,000 บาท
    • 1.4 นางเพ็ญจันทร์ ค้ำจูน บาดเจ็บเล็กน้อย พิจารณาตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ เป็นเงิน 20,000 บาท
  2. นายคูณศักดิ์ วัฒยุ เป็นผู้ได้รับความเสียหายที่เคยได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว เป็นเงิน 20,000 บาท แต่ขณะนี้ยังมีความเดือดร้อนเนื่องจากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องรวมระยะเวลาการเข้ารักษาตัวเกิน 20 วัน ซึ่งตามหลักเกณฑ์ (วงเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท) จะต้องให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 80,000 บาท

สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่ยังตกค้างที่ยังไม่มาติดต่อขอความช่วยเหลือ และต้องการความช่วยเหลือจากทางราชการหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ พม. ใช้ระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานที่มีอยู่ในการให้ความช่วยเหลือต่อไป


18. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 12

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 12 ณ วันที่ 28 กันยายน 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย ผลกระทบด้านการเกษตร การให้ความช่วยเหลือ และสถานการณ์น้ำ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. อุทกภัย

ผลกระทบด้านการเกษตร

1. อุทกภัย (ช่วงวันที่ 1-21 กันยายน 2552 ณ วันที่ 25 กันยายน 2552)

การช่วยเหลือเบื้องต้น

  1. สนับสนุนเครื่องสูบและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อช่วยเหลือไปแล้ว ดังนี้
    • เครื่องสูบน้ำ 13 จังหวัด จำนวน 93 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ (1) มหาสารคาม(1) อุดรธานี (1) นครราชสีมา (1) ร้อยเอ็ด (1) ศรีสะเกษ (2) นนทบุรี (4) พระนครศรีอยุธยา (10) สมุทรสาคร (5) สุพรรณบุรี (47) ลพบุรี (10) อ่างทอง(7) และระนอง(3)
    • เครื่องผลักดันน้ำ 3 จังหวัด จำนวน 37 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา (19) กรุงเทพมหานคร (3) สุพรรณบุรี (15)
  2. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 1,423 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 100 ชุด และดูแลสุขภาพสัตว์ 1,255 ตัว

2. ฝนทิ้งช่วง (ช่วงวันที่ 1 - 31 สิงหาคม2552)

พื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตร 9 จังหวัด 23 อำเภอ 68 ตำบล ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำปาง จันทบุรี และสุพรรณบุรี

เกษตรกรได้รับผลกระทบ 42,909 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 716,083 ไร่ แยกเป็น ข้าว 498,657 ไร่ พืชไร่ 213,973 ไร่ และพืชสวน 3,453 ไร่ (ข้อมูล ณ 11 กันยายน 2552)

การช่วยเหลือ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 ศูนย์ (8 หน่วยปฏิบัติการ และ 6 ฐานเติมสาร) ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา สระแก้ว อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี และฐานเติมสารฝนหลวง ได้แก่ จังหวัดตาก กาญจนบุรี นครสวรรค์ อุบลราชธานี ระยอง และนครศรีธรรมราชขึ้นปฏิบัติการในรอบสัปดาห์ (ช่วงวันที่ 18 - 24 กันยายน 2552) จำนวน 252 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 0.1 -73.3 มม. มีฝนตกในพื้นที่ 53 จังหวัด

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ (28 กันยายน 2552) มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 49,591 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ ทั้งหมด น้อยกว่าปี 2551 (52,956 ล้าน ลบ.ม.) จำนวน 3,365 ล้านลบ.ม. ปริมาตรน้ำใช้การได้ 26,235 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 19,837 ล้านลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 2 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
แม่กวง 46 17 32 12 1.17 1.18 0.35 0.31 217
ทับเสลา 47 29 39 24 1.08 1.94 0.05 0.05 113

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 6 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ลำปาว 1,274 89 1,189 83 35.38 38.29 14.68 12.99 156
ศรีนครินทร์ 15,251 86 4,989 28 28.61 23.31 12.41 10.93 2,494
วชิราลงกรณ์ 7,716 87 4,704 53 27.21 30.25 15.54 15.00 1,144
หนองปลาไหล 132 81 118 72 0.74 2.44 0.41 0.12 32
ประแสร์ 230 93 210 85 4.53 6.32 0.00 0.00 18
รัชชประภา 5,008 89 3,656 65 33.06 37.95 2.09 3.73 631

2. สภาพน้ำท่า


ต่างประเทศ


19. เรื่อง ขออนุมัติบริจาคเงินสนับสนุนกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับการระดมทุน ครั้งที่ 8

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ประเทศไทยบริจาคเงินให้แก่กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับการระดมทุน ครั้งที่ 8 เป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม หรือ IFAD (International Fund for Agricultural Development) มีสถานะเป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติทางด้านการเงินเพื่อเกษตรกรรมโดยเฉพาะ จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมสมัชชาอาหารโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกสำหรับพัฒนาการเกษตรและการขจัดความยากจนและหิวโหย โดยความ ช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและความช่วยเหลือแบบให้เปล่าทางด้านต่าง ๆ เงินกองทุนฯ มาจากการบริจาคของประเทศสมาชิก โดยความสมัครใจ ไม่มีการกำหนดวงเงินบริจาคของแต่ละประเทศ และไม่มีข้อผูกมันใด ๆ การหาเงินเข้ากองทุนฯ ใช้รูปแบบของการระดมทุน (Replenishment) เป็นครั้ง ๆ ตามความจำเป็นมิได้กระทำทุกปี ซึ่งแตกต่างจากองค์การอื่น ๆ นับตั้งแต่ได้จัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาในปี 2520 จนถึงปัจจุบัน มีการระดมทุนแล้ว 7 ครั้ง ประเทศไทยบริจาคไปแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 900,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในการระดมทุน ครั้งที่ 4 (2540) ประเทศไทยมิได้บริจาคเนื่องจากเกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงินในประเทศ
  2. ในการประชุมคณะมนตรีประศาสน์การ (Governing Council) ครั้งที่ 32 ของกองทุนฯ เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2552 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมเห็นชอบในการตั้งเป้าหมายที่จะระดมทุนให้ได้ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากการระดมทุน ครั้งที่ 7 ซึ่งตั้งเป้าหมายในวงเงิน 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยวางแนวทางที่จะสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประเทศอ่อนแอให้มากขึ้นเน้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตทางการเกษตร การป้องกันและแก้ไขปัญหาความ เสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเพิ่มการลงทุนในภาคเกษตรและการพัฒนาชนบท เป็นต้น กองทุนฯ จึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกให้เพิ่มจำนวนเงินบริจาคมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และจากการระดมทุน 7 ครั้ง ที่ผ่านมาประเทศไทยได้บริจาคครั้งละ 100,000 - 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการบริจาคของประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกองทุนฯ ภายใต้โครงการกว่า 1,500 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น ประเทศไทยสมควรเพิ่มการบริจาคสำหรับการระดมทุนครั้งที่ 8 คือ บริจาคเป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  3. หากประเทศไทยพิจารณาการบริจาคในครั้งนี้ อาจส่งผลให้กองทุนฯ พิจารณาความช่วยเหลือด้านวิชาการ แก่ประเทศไทยมากขึ้น ดังที่กองทุนฯ ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทยว่ามีความสามารถในการถ่ายทอดองค์กความรู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี จึงได้จัดอบรมให้แก่บุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อฝึกให้เป็นวิทยากรด้านการติดตามและประเมินผลแก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรไทยได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางวิชาการ ทำให้เกิดการพัฒนาประสบการณ์และการมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น อีกทั้งอาจเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าทำงานในองค์การระหว่างประเทศในโอกาสต่อไป

20. เรื่อง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และบริษัทผู้ประกอบการคือ PC JDA Limited และ PTTEP International Limited ในฐานะกลุ่มผู้ขายก๊าซ กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ซื้อก๊าซ
  2. ให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังกล่าวกับผู้ซื้อได้ เมื่อร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว

ทั้งนี้ ร่างสัญญาฯ ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซียด้วยแล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพลังงาน (พน.) รายงานว่า

  1. ตามมติคณะรัฐมนตรี (3 พฤษภาคม 2548) กลุ่มผู้ขายและผู้ซื้อได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 สัญญาดังกล่าวได้กำหนดให้มีการผลิตและส่งก๊าซให้กับผู้ซื้อภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ในอัตราการผลิต (Daily Contract Quantity : DCQ) 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลา 10 ปี (เริ่มต้นที่ 135 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันใน 6 เดือนแรก แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) จากนั้นอัตราการผลิต (DCQ) จะลดลงเหลือ 250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จนถึงสิ้นปีที่ 16 แต่เนื่องจากการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ใช้เวลาดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนเดิม กลุ่มผู้ขายและผู้ซื้อจึงได้ตกลงจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งนี้ ก๊าซที่ผลิตจากแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 เหล่านี้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าตลาดในประเทศไทย (ซึ่งสอดคล้องกับแผนการจัดหาก๊าซของ ปตท.) ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ที่องค์กรร่วมนำเสนอ มีสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม สรุปได้ดังนี้
    • 1.1 เปลี่ยนกำหนดวันเริ่มส่งมอบก๊าซเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2552 (จากสัญญาเดิมวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551)
    • 1.2 กลุ่มผู้ขายตกลงผลิตและผู้ซื้อตกลงรับซื้อก๊าซเพิ่มขึ้น (จากเดิม 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) เป็น 335 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (เพิ่มขึ้น 65 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) เป็นเวลา 10 ปี
    • 1.3 กำหนดให้ใช้ราคา Combined Price ในช่วงที่มีการซื้อขายก๊าซส่วนเพิ่มตามข้อ 1.2 ซึ่งเป็นการเฉลี่ยราคาระหว่างราคาตามสัญญาเดิม (Contract Price) และราคาของก๊าซส่วนเพิ่ม (New Price) ตามสัดส่วนปริมาณก๊าซ
    • อนึ่ง พน.โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ส่งร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาด้วยแล้ว
  2. ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่ JDA นี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัทของทั้งฝ่ายกลุ่มผู้ขายทุกรายและผู้ซื้อแล้ว และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA Board) ในการประชุมองค์กรร่วม ครั้งที่ 85 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ด้วยแล้ว รวมถึงได้มีการลงนามกำกับย่อ (initial) โดยคู่สัญญาทุกรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

21. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการรับรองร่างผลการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว
  2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงต่างประเทศรายงานว่า

  1. กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขง (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า) กับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต (ไทย ลาว กัมพูชา) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
  2. ระหว่างการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นผลการประชุมทั้งสอง ดังนี้
    • 2.1 ร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ซึ่งมีหัวข้อหลัก คือ "ประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น : หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา" โดยเน้น 3 ประเด็น คือ ความเป็นหุ้นส่วน การพัฒนา และประเด็นที่เป็นกังวลระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
      • 2.1.1 สนับสนุนให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างประชาคมอาเซียนโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดระดับความยากจน
      • 2.1.2 ให้กลไกกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคที่มีอยู่แล้วมีการทำงานที่ส่งเสริมกัน
    • 2.2 ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2 มีสาระสำคัญคือ ยืนยันความมุ่งมั่นของสมาชิกในการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต โดยขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมสาขาอื่น ๆ นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมการค้า รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา
  3. โดยที่ร่างเอกสารดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ เป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการกระชับความร่วมมือระหว่างกัน และโดยที่ร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ จะได้รับการรับรองในการประชุมฯ โดยไม่มีการลงนาม จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6-7/2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งระบุว่า "ปกติคำแถลงการณ์ร่วมที่ไม่ประสงค์จะให้มีผลทางกฎหมายนั้นไม่จำเป็นต้องลงนาม"

22. เรื่อง การเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณานำเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจาและการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบกรอบการเจรจาและการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจฯ ตามข้อ 1 แล้วให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้
  3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามตามข้อ 2

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า

  1. ด้วยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นสมาชิกในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพอาเซียน (ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality-ACCSQ) ในนามของประเทศไทย และได้เข้าร่วมในกิจกรรมของ ACCSQ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบและรับรอง
  2. ACCSQ ได้รับข้อเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง (Memorandum of Understanding between the Association of Southeast Asian Nations and the People's Republic of China on Strengthening Cooperation in the Field of Standards, Technical Regulations and Conformity Assessment) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศคู่เจรจา ซึ่งหลังจากการพิจารณาร่วมกันในการประชุมหลายครั้งแล้วได้มีมติให้ประเทศสมาชิกดำเนินการตามขั้นตอนภายในประเทศของตนเพื่อลงนามในการประชุม ASEAN Summit ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2552 ที่ประเทศไทย
  3. กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าและส่งออกระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการส่งเสริมการค้าระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม
  4. เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) มีความเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ตามข้อ 2 เข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องดำเนินการจัดทำกรอบการเจรจาและขอความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นทาง website ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้คัดค้าน

23. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
  2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนในเดือนตุลาคม 2552 แล้วจึงดำเนินการนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการต่างประเทศเสนอว่า

  1. สืบเนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายภายในและกฎระเบียบข้อบังคับฉบับใหม่ของจีน จีนได้ขอแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่ากระทบสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ
  2. เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตลอดจนเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสามารถลงนามในหนังสือสัญญาได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ในเดือนตุลาคม 2552 เห็นควรนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้
    • 2.1 อนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีนและให้ความเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนในเดือนตุลาคม 2552 แล้วจึงดำเนินการนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะยังไม่ส่งผลให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนกว่าเลขาธิการอาเซียนจะได้รับการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากภาคีทั้งหมดแห่งบันทึกความเข้าใจฯ ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วกระทรวงการต่างประเทศจะมีหนังสือแจ้งเลขาธิการอาเซียนในโอกาสแรกเพื่อให้บันทึกความเข้าใจมีผลใช้บังคับต่อไป
    • 2.2 หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จที่ให้บริการข้อมูล คำแนะนำ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม จีนและอาเซียน โดยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการของศูนย์ในอัตราส่วน 9 : 1 (จีน 9 ส่วน อาเซียน 1 ส่วน) ซึ่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้ โดยจะมีการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 12 ในเดือนตุลาคมนี้


24. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 41 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 41 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และประธานการประชุม ดังนี้

1. ทิศทางการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนภายหลังจากปี 2558 (ค.ศ. 2015)

2. นโยบายร่วมของอาเซียนและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสไปหารือในรายละเอียดของทั้ง 2 โครงการต่อไป

3. กลไกประเมินผลการดำเนินงานไปสู่ AEC (AEC Scorecard) ที่ประชุมให้ความเห็นชอบรูปแบบรายงาน AEC Scorecard ที่จะนำเสนอโดยประธาน AEC Council ให้ผู้นำอาเซียนรับทราบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้ ซึ่งจากการวัดผลในช่วงปี 2551-กรกฎาคม 2552 อาเซียนสามารถดำเนินการได้เพียงร้อยละ 63.5 จากแผนงานทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานในส่วนที่ยังไม่เป็นไปตามแผน อาทิ การพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window) และการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ เป็นต้น

4. การขยายขอบเขต FTA ของอาเซียน (Regional Architecture)

5. การดำเนินงานภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน

6. อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

7. การประชุม Public-Private Sector Policy Dialogue เป็นการประชุมที่จัดควบคู่ไปกับงาน ASEAN Fashion Plus Trade Fair เพื่อส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน และเน้นการพัฒนารายอุตสาหกรรม ซึ่งในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ เรื่องการพัฒนาระบบ ASEAN Single Window และ Green Lane ให้เห็นผลโดยเร็ว นอกจากนี้ สหพันธ์สิ่งทออาเซียนยังได้จัดทำข้อเสนอโครงการเรื่อง Virtual Vertical Integration เพื่อให้มีการเชื่อมโยงในด้านห่วงโซ่อุปทาน และสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ โดยขอให้ภาครัฐให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวด้วย ซึ่งรัฐมนตรีอาเซียนต่างแสดงความชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจของภาคเอกชน นอกจากนี้ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์แจ้งว่า ยินดีให้ความสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากร (HRD) เช่น จัดการฝึกอบรมด้านต่างๆ

8. การหารือทวิภาคีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ข้อคิดเห็น

  1. การประชุมครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จไปด้วยดี ไทยสามารถผลักดันประเด็นนโยบายสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถร่วมมือกัน ได้แก่ ASEAN Grows Green และ Creative ASEAN อย่างไรก็ดี การที่อาเซียนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการรวมกลุ่มที่ลึกซึ้งมากขึ้นได้ จำเป็นต้องส่งเสริมกลไกด้านสถาบัน (Institutional Mechanism) ให้แข็งแกร่ง และให้ความจริงจังกับการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ รวมถึงการมีเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน
  2. ในเรื่องการขยายขอบเขต FTA ของอาเซียนออกไปในระดับภูมิภาคที่กว้างขวางขึ้นไม่ว่าจะในกรอบอาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกันทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่สิ่งที่ อาเซียนจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ คือ การส่งเสริมการรวมกลุ่มภายในให้เข็มแข็ง และการมีท่าทีร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการรวมกลุ่มในกรอบกว้างมากขึ้น และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

การศึกษา


25. เรื่อง (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555)
  2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ นำ (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555) ไปสู่การปฏิบัติ
  3. ให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาประสานการนำแผนสู่การปฏิบัติ ติดตาม ประเมินผล และรายงานต่อคณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ.2552-2555) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง จัดทำร่างแผนพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2552-2555) และได้นำเสนอในการประชุมสัมมนา ณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 หลังจากปรับปรุงแล้วได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 10 และ 24 มิถุนายน 2552 จากนั้นได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจากที่ประชุมและเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณา
  2. (ร่าง) แผนพัฒนาการศึกษาฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
    • 2.1 วิสัยทัศน์ มุ่งจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาชาติ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและพัฒนาพื้นที่โดยยึดแนวทางพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ตลอดจนหลักคุณธรรมนำความรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชน และองค์กรศาสนา เพื่อสร้างสันติสุขและเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิตและเชื่อมโยงสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกภายในปี 2555
    • 2.2 วัตถุประสงค์
      • 2.2.1 เพื่อให้เด็ก เยาวชน ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง
      • 2.2.2 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วยรูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความต้องการ สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่หลากหลาย
      • 2.2.3 เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา สถาบันการศึกษา แหล่งการเรียนรู้กับองค์กรชุมชนและองค์กรศาสนา นำไปสู่สังคมสันติสุขและประเทศชาติมั่นคง
      • 2.2.4 เพื่อให้การประสานนโยบายการจัดการศึกษาลงสู่การปฏิบัติได้อย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ
      • 2.2.5 เพื่อให้กระบวนการจัดการศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง ส่งเสริมความเป็นไทยและความเป็นชนชาติเดียวกัน
    • 2.3 ยุทธศาสตร์และมาตรการการพัฒนาการศึกษา แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
      • 2.3.1 ส่วนแรก ยุทธศาสตร์และมาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย (1) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาของรัฐ (2) สนับสนุนกิจกรรมอิสลามศึกษาทุกระดับอย่างจริงจัง (3) สนับสนุนโรงเรียนเอกชนอย่างจริงจัง (4) ส่งเสริมการศึกษาเพื่อเสริมสร้างอาชีพ (5) ปรับระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
      • 2.3.2 ส่วนที่สอง ยุทธศาสตร์และมาตรการระยะต่อไป ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ (1) ยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย 34 มาตรการใน 6 กลยุทธ์ (2) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมศาสนศึกษา ประกอบด้วย 19 มาตรการใน 2 กลยุทธ์ (3) ยุทธศาสตร์เสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 21 มาตรการใน 3 กลยุทธ์ (4) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการศึกษาเพื่ออาชีพและการมีงานทำ ประกอบด้วย 17 มาตรการใน 4 กลยุทธ์ (5) ยุทธศาสตร์พัฒนาการบริหารจัดการการศึกษา ประกอบด้วย 22 มาตรการใน 3 กลยุทธ์ (6) ยุทธศาสตร์จัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ประกอบด้วย 29 มาตรการใน 6 กลยุทธ์

แต่งตั้ง


26. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางวราภรณ์ แสงทวีสิน นายแพทย์ 9 วช. ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชุดใหม่ รวม 10 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบ 3 ปีตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อดังนี้ นายวัฒนา รัตนวิจิตร ประธานกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ ประกอบด้วย นายกมลชัย รัตนสกาววงศ์ นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายสมยศ เชื้อไทย นายอภิรัตน์ เพ็ชรศิริ นายอัชพร จารุจินดา และ นายเอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายนภดล มัณฑะจิตร ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย แทนนายศิววงศ์ จังคศิริ ซึ่งขอลาออกจากการเป็นประธานร่วมฝ่ายไทยดังกล่าว โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับจากวันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533

5. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (นายอุทัย มิ่งขวัญ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายอุทัย มิ่งขวัญ เป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แทนนายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535

6. การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งศาสตราจารย์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2522 จำนวน 7 คน ดังนี้ 1. นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงทางด้านการเงิน การคลัง การธนาคาร และด้านเศรษฐศาสตร์ 2. พลโท เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยี 3. นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการเงิน การคลัง และด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม 4. นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 5. นายวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 6. นายสุชาติ เตชจักรเสมา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์และการบริหารงานบุคคล 7. นางสุมลมาลย์ กัลยาศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

8. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ แทนนายเดช บุลสุข ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2545 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

9. ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่ ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ของหน่วยงานมาดำเนินการโดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้รายงานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ทราบด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. เร่งรัดดำเนินการกำหนดระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผน แนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งการรายงานผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐใช้เป็นกรอบและทิศทางการดำเนินงานต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่ มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 2 ราย ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ท. จำนวน 2 ราย ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย เป็นผู้ช่วยเลขานุการและกรรมการอื่นอีก 18 คน

อำนาจหน้าที่ กำกับดูแลให้องค์กรในภาครัฐจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และมีอำนาจหน้าที่อื่นอีก 4 ประการ

10. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 14 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทน ผู้เกษียณอายุราชการ ดังนี้

  1. นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายนิวัตร นาคะเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  3. นายสุนันท์ เทพศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
  4. นายประดิษฐ์ ระสิตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
  5. นายอกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. นายนพพร สุวรรณรุจิ รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  7. นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  8. นายสรรค์ วรอินทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  9. นางศิริพร กิจเกื้อกูล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
  10. นายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  11. นางแน่งน้อย พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  12. นางสุทธศรี วงษ์สมาน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  13. นายกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  14. นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

11. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายสุวัฒน์ วาณีสุบุตร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ทรงคุณวุฒิ) และนายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมจะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

12. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้ง นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

13. แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งนายวิทย์ ประทักษ์ใจ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยให้ได้รับเงินเดือน 108,810 บาท แทนนายสายัณห์ เกี่ยวข้อง ซึ่งพ้นจากการเป็นผู้อำนวยการฯ เนื่องจากปฏิบัติงานครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

14. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอย้ายและเลื่อนแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 2 รายดังนี้

  1. ย้าย นายสิงห์ทอง ชินวรรังสี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. เลื่อนและแต่งตั้ง นายจิรากร โกศัยเสวี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับต้น ตำแหน่งรองอธิบดี กรมวิชาการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

15. เลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (กรุงเทพมหานคร) เสนอเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญระดับ 10 รวมจำนวน 15 ราย ดังนี้

  1. แต่งตั้ง นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร และให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  2. แต่งตั้ง นายชาตินัย เนาวภูต พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการโยธา และให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  3. แต่งตั้ง นายพีระพงษ์ สายเชื้อ พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการแพทย์ และให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  4. แต่งตั้ง นายจุมพล สำเภาพล พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการจราจรและขนส่ง และให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการโยธา
  5. แต่งตั้ง นายชาญชัย วิทูรปัญญากิจ พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการระบายน้ำ และให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  6. แต่งตั้ง นายจำเริญ ศิริพงศ์ติกานนท์ พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการศึกษา และให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  7. แต่งตั้ง นายนิคม บุญพิทักษ์ พ้นจากตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  8. เลื่อนและแต่งตั้ง นายสัญญา ชีนิมิตร นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก (ปฏิบัติงานด้านปฏิบัติการ) สำนักการระบายน้ำ ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการระบายน้ำ
  9. เลื่อนและแต่งตั้ง นายวินัย ลิ่มสกุล นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก (ปฏิบัติงานด้านวิชาการ) สำนักการโยธา ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการจราจรและขนส่ง
  10. เลื่อนและแต่งตั้ง นายอรรถพร สุวัธนเดชา นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก (ปฏิบัติงานด้านบริหาร) สำนักการโยธา ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการศึกษา
  11. เลื่อนและแต่งตั้ง นางประพิม บริสุทธิ์ นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก สำนักการคลัง ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร
  12. เลื่อนและแต่งตั้ง นายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก (ปฏิบัติงานด้านวิชาการและปฏิบัติการ) สำนักการจราจรและขนส่ง ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  13. เลื่อนและแต่งตั้ง นายสราวุฒิ สนธิแก้ว นักบริหาร 9 รองผู้อำนวยการสำนัก สำนักการแพทย์ ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อำนวยการสำนัก สำนักการแพทย์
  14. เลื่อนและแต่งตั้ง นายสุชาติ จำปาขาว นักบริหาร 9 ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร
  15. เลื่อนและแต่งตั้ง ศาสตราจารย์พิเศษมานิต ศรีประโมทย์ ผู้ตรวจราชการ 9 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

16. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายวิชญะ ตาปสนันทน์ ที่ปรึกษาด้านข่าวกรองความมั่นคงและสถาบันหลัก (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
  2. นายประเสริฐ กุลรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

17. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทลบริหาร ระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหาร ระดับสูง ให้ดำรงตำแหน่งที่ว่างและแทนกันจำนวน 8 ราย ดังนี้

  1. ย้าย นางชูจิรา กองแก้ว รองปลัดกระทรวง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี
  2. ย้าย นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ
  3. ย้าย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง
  4. ย้าย นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
  5. ย้าย นายชาตรี โชไชย ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
  6. โอน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
  7. โอน นายภิญโญ ทองชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
  8. โอน นายชาติชาย สุทธิกลม ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี