สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 กันยายน 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 22 กันยายน 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครสวรรค์ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่ เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนพ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินระยะยาวเพื่อใช้ในการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย
  2. เรื่อง ผลการศึกษาวิจัยและแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง (2552-2556)
  3. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี 2552 งบกลาง สำหรับจัดหาอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนให้กับ บช.น.,ภ.1-9,ศชต., บช.ก, และ บช.ตชด.
  4. เรื่อง ขอความเห็นชอบการปรับปรุงระเบียบการท่าเรือแห่งประเทศไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2547
  5. เรื่อง การดำเนินโครงการประกันราคาพืชผล
  6. เรื่อง แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553
  7. เรื่อง การเร่งรัดการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร
  8. เรื่อง รายงานการติดตามและประเมินผล FTA
  9. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ
  10. เรื่อง ขออนุมัติให้บริษัท ปตท. สผ. (ประเทศไทย) จำกัด โอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2549/70 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G9/48
  11. เรื่อง ผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดของข้าวเปลือกนาปี จำแนกตามพันธุ์ในพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทาน ปีเพาะปลูก 2552/53 และวิธีการปฏิบัติการขึ้นทะเบียนเกษตรกร
  12. เรื่อง การดำเนินโครงการการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53

สังคม

  1. เรื่อง ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554)
  2. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544
  3. เรื่อง แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552 - 2556)
  4. เรื่อง แนวทางการบูรณาการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศ
  5. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 มกราคม 2549 มอบหมายหน่วยงานดำเนินการโครงการออกแบบก่อสร้างลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
  6. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง
  7. เรื่อง การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
  8. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15-21 กันยายน 2552)
  9. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 11
  10. เรื่อง ของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง สนับสนุนโครงการจัดหาและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  11. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2552

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. เรื่อง การลงนามใน Host Country Agreement สำหรับการประชุม Bangkok Climate Chang Talks 2009

การศึกษา

  1. เรื่อง การสนับสนุนทุนการศึกษาของนักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

เป็นการให้อำนาจฝ่ายปกครองมีหน้าที่รับผิดชอบการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมจากเดิม อีก 10 ฉบับ รวมเป็น 20 ฉบับ เพื่อให้การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นไปอย่างเหมาะสมกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายตามภารกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ให้ยกเลิกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2520 (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมีหน้าที่สอบสวนคดีอาญาในความผิดตามกฎหมาย จำนวน 20 ฉบับ (ร่างข้อ 4)
  3. กำหนดให้นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในเขตท้องที่ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอ และให้ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอนั้นเป็นพนักงานสอบสวน สำหรับในเขตท้องที่จังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน และให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นในท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร (ร่างข้อ 6)
  4. กรณีมีการร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ฝ่ายปกครอง หรือกรณีมีการส่งคำร้องทุกข์ กล่าวโทษ ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำการสอบสวนดำเนินคดีในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (ร่างข้อ 7)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับสถานที่ทำการสอบสวน อำนาจการสั่งคำร้องปล่อยชั่วคราว การควบคุมผู้ต้องหา การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน การรวบรวมสำนวนการสอบสวนและทำความเห็น ระยะเวลาในการของดการสอบสวน และอำนาจการสอบสวน (ร่างข้อ 8- ร่างข้อ 14)

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครสวรรค์ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครสวรรค์ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยกำหนดให้วันที่ 11 ตุลาคม 2552 เป็นวันเลือกตั้ง อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2552 รวม 3 วัน


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดคำนิยามคำว่า "ผลิตผลเกษตรกรรม" หมายความว่าผลิตผลเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้ผลิตผลเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและไม่ได้ผลิตในโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามบทนิยามคำว่า "สินค้า" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 (ร่างข้อ 2)

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจพิจารณาจัดทำและปรับแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติแก่ผู้ต้องหา (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 13 (6))
  2. กำหนดให้ในระหว่างการตรวจพิสูจน์เมื่อได้รับคำร้องให้ปล่อยชั่วคราวให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟุสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดสั่งโดยไม่ชักช้า ในกรณีการปล่อยตัวชั่วคราวชักช้าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอาจมอบอำนาจไว้เป็นการล่วงหน้าให้ประธานคณะอนุกรรมการและเลขานุการเป็น ผู้มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวแทนก็ได้ ในกรณีที่ประธานคณะอนุกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติอาจมอบอำนาจให้อนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดสองคนร่วมกันกับเลขานุการมีอำนาจพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวแทนได้ และเมื่อดำเนินการแล้วให้รายงานให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติทราบโดยเร็ว (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 26)

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงกลาโหมเสนอว่าได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมคำขอใบอนุญาต คำขอหนังสืออนุญาต และหนังสืออนุญาตฯ แทนกฎกระทรวงซึ่งได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เนื่องจากพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ได้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปฯ ดังกล่าวไปแล้ว จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมคำขอใบอนุญาตและคำขอหนังสืออนุญาตใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำอาวุธ ประกอบอาวุธ ซ่อมแซมอาวุธ และเปลี่ยนลักษณะอาวุธ หนังสืออนุญาตต่าง ๆ ใบแทนใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาต


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดความเสียหายที่จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. ....
    • 1.1 ยกเลิกกฎกระทรวง กำหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นและการร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ. 2547 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
    • 1.2 ปรับเพิ่มจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้รวมถึงค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่น และกำหนดให้บริษัทประกันภัยสามารถจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลได้
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน พ.ศ. ....
    • 2.1 ยกเลิกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน พ.ศ. 2545 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
    • 2.2 กำหนดให้ผู้ประสบภัยสามารถนำหลักฐานสำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนมาแสดงประกอบการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนได้

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอว่า การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำเข้าหรือนำผ่านสิ่งต้องห้าม ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกเชื้อพันธุ์พืช ใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบแทนใบรับรองสุขอนามัยพืช และค่าป่วยการของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานในวันหยุดราชการหรือนอกเวลาราชการหรือนอกสถานที่ราชการตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับมาเป็นเวลานานสมควรปรับปรุงแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้มีการกำหนดประเภทของการขออนุญาตเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติกักพืช (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้
    • 1.1 ใบอนุญาตนำเข้าหรือนำผ่านสิ่งต้องห้าม ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกเชื้อพันธุ์พืช ใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งต่อ ฉบับละ 100 บาท
    • 1.2 ใบรับรองสุขอนามัย ใบแทนใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบแทนใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งต่อ ใบแทนใบรับรองสุขอนามัย ฉบับละ 50 บาท (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้มีค่าป่วยการของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานในวันหยุดราชการหรือนอกเวลาราชการหรือนอกสถานที่ราชการ ให้จ่ายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ดังต่อไปนี้
    • 2.1 ในสถานที่ราชการนอกเวลาราชการ ชั่วโมงแรกให้คิดคนละ 120 บาท ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 40 บาท
    • 2.2 นอกสถานที่ราชการในเวลาราชการ ชั่วโมงแรกรวมทั้งเวลาเดินทางให้คิดคนละ 120 บาท ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 40 บาท
    • 2.3 นอกสถานที่ราชการนอกเวลาราชการ ชั่วโมงแรกรวมทั้งเวลาเดินทางให้คิดคนละ 150 บาท ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 50 บาท (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 1. และข้อ 2. แก่พระมหากษัตริย์ กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และสภากาชาดไทย (ร่างข้อ 3)

เศรษฐกิจ


8. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินระยะยาวเพื่อใช้ในการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินระยะยาวเพื่อใช้ในการดำเนินงาน จำนวน 4,210 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ รฟท. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการบริหารรายรับ-รายจ่ายเพื่อเพิ่มรายได้และควบคุมค่าใช้จ่าย รวมทั้งการจัดทำแผนการจัดหาแหล่งเงินลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงการและการดำเนินกิจการในระยะยาว ไปดำเนินการด้วย


9. เรื่อง ผลการศึกษาวิจัยและแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง (2552-2556)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบผลการศึกษาวิจัยและแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ (Hemp) เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง (2552-2556) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ดังนี้

  1. รับทราบผลการศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปลูกเฮมฟ์เป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่สูง
  2. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2552-2556 และกลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ
  3. มอบหมายให้ สศช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวง สาธารณสุข (สธ.) มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
  4. จัดทำแผนปฏิบัติการการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง
  5. แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย

สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (1 มีนาคม 2548) โดยการสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ (กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงแก่มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ถึงปัจจุบัน ทำการศึกษาคัดเลือกพันธุ์เฮมพ์ที่มีสารเสพติดต่ำ มีการเจริญเติบโตดี รวมทั้งศึกษาแนวทางการเพิ่มผลผลิต แปรรูป เส้นใย ศึกษาด้านการตลาด รวมทั้งกำหนดร่างยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง โดยมีผลการศึกษาวิจัยและยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ สรุปดังนี้

1. ผลการศึกษาวิจัย

2. แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2552-2556 โดยมี ข้อเสนอยุทธศาสตร์ รวม 4 ด้านหลัก โดยมีแนวทาง / มาตรการที่สำคัญ ได้แก่

3. กลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ ควรมีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้


10. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี 2552 งบกลาง สำหรับจัดหาอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนให้กับ บช.น., ภ.1-9, ศชต., บช.ก, และ บช.ตชด.

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณประจำปี 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับจัดหาอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน จำนวน 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 81,058,250 บาท ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. ชุดป้องกันสะเก็ด ราคาชุดละ 3,000 บาท จำนวน 16,045 ชุด เป็นเงินทั้งสิ้น 48,135,000 บาท
  2. กระบองยาง ราคาอันละ 1,000 บาท จำนวน 18,445 อัน เป็นเงินทั้งสิ้น 18,445,000 บาท
  3. ถุงมือหนัง ราคาคู่ละ 500 บาท จำนวน 16,045 คู่ เป็นเงินทั้งสิ้น 8,022,500 บาท
  4. สายรัดข้อมือ ราคาเส้นละ 35 บาท จำนวน 184,450 เส้น เป็นเงินทั้งสิ้น 6,455,750 บาท

11. เรื่อง ขอความเห็นชอบการปรับปรุงระเบียบการท่าเรือแห่งประเทศไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยปรับอัตราค่าห้องและค่าอาหารประเภทคนไข้ในของโรงพยาบาล สำหรับพนักงานปัจจุบันและพนักงานบำนาญ จากตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินวันละ 800 บาท เป็นตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินวันละ 1,200 บาท และบุคคลในครอบครัวของพนักงานปัจจุบันและพนักงานบำนาญ จากตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินวันละ 600 บาท เป็นตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินวันละ 800 บาท ตามที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ


12. เรื่อง การดำเนินโครงการประกันราคาพืชผล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

  1. มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นตัวแทนรัฐบาลในการจ่ายเงิน ชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอ้างอิง ตามโครงการประกันราคาผลิตผลการเกษตรในกรณีราคาตลาดอ้างอิงต่ำกว่าราคาประกัน โดยให้จัดทำคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
  2. ให้ ธ.ก.ส. ดำเนินงานโครงการในลักษณะธุรกรรมตามนโยบายพิเศษของรัฐ (Public Service Obligation : PSO) โดยแยกบัญชีงบการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. คณะกรรมการ ธ.ก.ส. ในคราวประชุมครั้งที่ 10/2552 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 มีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการโครงการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2552/53 โครงการประกันราคามันสำปะหลัง ปี 2552/53 และโครงการประกันราคาข้าวเปลือกนาปี ปี 2552/53 และเห็นสมควรให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบดังนี้
    • 1.1 ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดทำคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวแทนรัฐบาลในการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอ้างอิงตามโครงการประกันราคาผลิตผลการเกษตร ในกรณีราคาตลาดอ้างอิงต่ำกว่าราคาประกัน เนื่องจากตามมาตรา 10(11) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 กำหนดให้ ธ.ก.ส. มีอำนาจกระทำกิจการภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 9 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงเป็นตัวแทนของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเพื่อจ่ายเรียกเก็บหรือรับชำระค่าที่ดิน ค่าชดเชยการลงทุน ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือเงินประเภทอื่น ตามที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส. จ่าย เรียกเก็บ หรือรับชำระจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด
    • 1.2 ให้ ธ.ก.ส. ดำเนินงานโครงการในลักษณะธุรกรรมตามนโยบายพิเศษของรัฐ (PSO) โดยแยกบัญชีงบการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส. เนื่องจากการดำเนินงานตามโครงการประกันราคาผลิตผลเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล
  2. ธ.ก.ส. ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้จัดทำคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวแทนรัฐบาลในการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอ้างอิงตามโครงการประกันราคาผลิตผลการเกษตร ในกรณีราคาตลาดอ้างอิงต่ำกว่าราคาประกัน และให้ ธ.ก.ส. ดำเนินงานโครงการในลักษณะธุรกรรมตามนโยบายพิเศษของรัฐ (PSO) โดยแยกบัญชีงบการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.

13. เรื่อง แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เสนอ ทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 โดยมีวงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น 1,637,896.68 ล้านบาท
  2. อนุมัติกรอบวงเงินเพื่อรองรับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 ในส่วนของการกู้เงินเพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น ๆ ภายใต้แผนการบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 50,000 ล้านบาท
  3. อนุมัติการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงินของแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553
  4. อนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 แต่หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เอง ก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
  5. อนุมัติให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะดำเนินธุรกรรมเพื่อการบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาล รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามผูกพันการกู้เงินและหรือการค้ำประกันเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะรายงานผลการดำเนินการตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2549

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้ สาธารณะรายงานว่า

1. คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้ประชุมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2553 โดยมีวงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น 1,637,896.68 ล้านบาท ประกอบด้วยแผนงานย่อย 6 แผนงาน ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

แผนงาน วงเงินกู้ใหม่ วงเงินบริหารหนี้ รวม
1. การบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐบาล 350,000.00 323,000.00 673,000.00
2. การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDH - 139,171.02 139,171.02
3. การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 320,000.00 - 320,000.00
4. การบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ 56,252.90 232,279.02 288,531.92
5. การก่อหนี้จากต่างประเทศ 118,662.30 - 118,662.30
6. การบริหารหนี้ต่างประเทศ - 98,531.44 98,531.44
รวม 844,915.20 792,981.48 1,637,896.68

โดยในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 มีกรอบการพิจารณา ดังนี้

2. รายการกู้เงินและบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้และบริหารหนี้ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

คณะกรรมการฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2549 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549 ได้มีมติให้แยกกิจกรรมดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ออกมา โดยไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ แต่ยังคงต้องดำเนินการตามขั้นตอนการกู้เงินอื่นและรายงานให้คณะกรรมการฯ และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ได้แก่


14. เรื่อง การเร่งรัดการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานกรรมการประสานการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบมติคณะกรรมการประสานการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2552 และเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
  2. เห็นชอบแนวทางการติดตามการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรที่เสนอโดยคณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และวงเงินงบประมาณ 15,000,000 บาท และมอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาให้การสนับสนุนต่อไป
  3. สำหรับงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรที่เข้าร่วมโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำคำขอพร้อมรายละเอียดเสนอขอใช้จ่ายจากเงินกู้ โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามขั้นตอนต่อไป

สาระสำคัญ

  1. ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ครั้งที่ 9/2552 และคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 10/2552 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 มีมติเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำประเด็นในกรณีที่เกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนการปลูกพืชและผ่านการประชาคมรับรองการผลิตแล้ว หรือ ขึ้นทะเบียนการปลูกพืชแล้วแต่ยังไม่ผ่านการประชาคมรับรองการผลิต ต่อมามีการขายผลผลิตไปก่อน จะขอรับสิทธิในการทำสัญญาประกันราคากับธ.ก.ส.เสนอต่อคณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ เพื่อพิจารณารายละเอียดและหาข้อยุติรวมทั้งแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยให้คำนึงถึงมติของคณะกรรมการนโยบายฯ เป็นหลัก แล้วนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  2. ที่ประชุมคณะกรรมการประสานการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2552 ได้พิจารณาเร่งรัดการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรแล้ว มีมติดังนี้
    • 2.1 ในประเด็นตามข้อ 1 ที่ประชุมคณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนด เนื่องจากในการทำสัญญาประกันราคาฯ เกษตรกรต้องมีตัวตนจริง มีพื้นที่จริง และทำการเพาะปลูกจริง ประกอบกับในแบบสัญญาประกันราคาของ ธ.ก.ส. ได้กำหนดให้เกษตรกรแจ้งระยะเวลาที่คาดว่าจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากการทำสัญญา จึงมีมติยืนยันมติเดิมของ คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ ครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 ได้มีมติเห็ยชอบแล้ว และให้แจ้งคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง และคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อทราบ
    • 2.2 ในการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรดำเนินการในแนวทางเดียวกับการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับข้าว ที่กำหนดให้คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) นำเสนอประธาน กขช. เพื่อให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เพื่อให้การประกาศราคาอ้างอิงของพืชทั้ง 3 กลุ่ม เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง และคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อพิจารณา
    • 2.3 ในการเร่งรัดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทาน คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติรับทราบการยืนยันจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 21 กันยายน 2552
    • 2.4 ในการสุ่มตรวจสอบพื้นที่ทางกายภาพระดับตำบลที่คาดว่าอาจมีการแจ้งพื้นที่ในทะเบียนฯ มากผิดปกติ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมและ/หรือภาพถ่ายสีทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการประสานการ ดำเนินงานฯ มีมติให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติในพื้นที่ตำบลใด ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานไปยังคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัดเพื่อสั่งการให้คณะทำงานระดับตำบลที่มีผู้แทน ธ.ก.ส.เป็นฝ่าย เลขานุการ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ทั้งนี้ เห็นควรให้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนดมาตรการลงโทษ ประชาคมที่แจ้งข้อมูลเท็จและมีเจตนาทุจริต โดยพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยให้ช้ากว่ากระบวนการปกติเนื่องจากต้องใช้เวลา ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
    • 2.5 คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติเห็นชอบแนวทางการติดตามการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ที่เสนอโดยคณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินงานโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ยกเว้นในส่วนของการใช้กลไกการตรวจสอบของผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์มีภารกิจในการตรวจสอบติดตามผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 และข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 รวมทั้งการสนับสนุนภารกิจของคณะอนุกรรมการกำหนดราคาตลาดอ้างอิง ภายใต้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตร ส่วนงบประมาณที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอขอเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ วงเงิน 23,300,000 บาท นั้น ให้ปรับลดเหลือ 15,000,000 บาท

15. เรื่อง รายงานการติดตามและประเมินผล FTA

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการติดตามและประเมินผล FTA ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.)

1.1 การส่งออกรวมและการส่งออกภายใต้ FTA ปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) ระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจา FTA 5 ประเทศ ส่งออกมูลค่า 17,975.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 21.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งออกภายใต้ FTA มูลค่า 6,022.1 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนต่อการส่งออกรวมร้อยละ 33.5

ประเทศ ส่งออกรวม
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
การส่งออกภายใต้ FTA
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
ปี 2551
(มค.-มิย.)
ปี 2552
(มค.-มิย.)
%
เปลี่ยนแปลง
ปี 2551
(มค.-มิย.)
ปี 2552
(มค.-มิย.)
% สัดส่วน
การใช้สิทธิ
ออสเตรเลีย 3,831.6 3,565.4 -6.9 2,360.4 1,833.0 51.4
นิวซีแลนด์ 391.0 227.7 -41.8 - - -
อินเดีย 229.1 197.2 -13.9 234.5 153.6 77.9
จีน 8,395.6 6,863.2 -18.3 995.3 1,602.0 23.3
ญี่ปุ่น 9,990.9 7,121.5 -28.7 2,332.4 2,433.5 34.2
รวม 5 ประเทศ 22,838.2 17,975.0 -21.3 5,922.6 6,022.1 33.5

หมายเหตุ :

1.2 การส่งออกภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมากหรือน้อยเนื่องจาก

ประเทศ รายการ
ออสเตรเลีย การส่งออกภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมาก เนื่องจากไทยใช้สิทธิในการส่งออก รถยนต์และส่วนประกอบโดยเฉพาะรถปิกอัพไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับก่อนทำ FTA
นิวซีแลนด์ ไม่มีสถิติการใช้ประโยชน์ เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ไม่ต้องออกหนังสือรับรอง
อินเดีย การส่งออกภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมาก เนื่องจากภาษีนำเข้าปกติของอินเดียอยู่ในระดับสูงระหว่างร้อยละ 5-10
จีน

การส่งออกภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิไม่มาก เนื่องจาก
1) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีนภาษีเป็น 0% อยู่แล้ว เช่น สินค้าเครื่องจักรกล/ไฟฟ้าและอุปกรณ์
2) มีสินค้าบางรายการส่งไปจีนโดยผ่านบริษัทในฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวันก่อน เช่น กล้องถ่ายรูป ชุดชั้นใน

ญี่ปุ่น การส่งออกภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่ภาษีนำเข้าปกติของญี่ปุ่นลดเป็น 0 แล้ว ประมาณร้อยละ 75 ของรายการสินค้าทั้งหมด

1.3 การนำเข้ารวมและการนำเข้าภายใต้ FTAในปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) ระหว่างไทยกับประเทศ คู่เจรจา FTA 5 ประเทศ นำเข้ามูลค่า 19,165.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 35.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และนำเข้าภายใต้ FTA มูลค่า 1,613.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนต่อการนำเข้ารวมร้อยละ 8.4

รายการ นำเข้ารวม
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
การนำเข้าภายใต้ FTA
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ปี 2552
(ม.ค.-มิ.ย.)
%
เปลี่ยนแปลง
ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ปี 2552
(ม.ค.-มิ.ย.)
% สัดส่วน
การใช้สิทธิ
ออสเตรเลีย 2,470.8 1,671.5 -32.3 271.9 193.4 11.6
นิวซีแลนด์ 423.5 144.3 -65.9 143.2 71.5 49.5
อินเดีย 96.8 49.2 -49.2 24.4 29.1 59.1
จีน 10,029.0 7,218.2 -28.0 74.2 606.6 8.4
ญี่ปุ่น 16,587.5 10,082.0 -39.2 735.7 713.2 7.1
รวม 5 ประเทศ 29,607.6 19,165.2 -35.3 1,249.4 1,613.8 8.4

หมายเหตุ : อินเดีย เฉพาะสินค้าเร่งลดภาษี จำนวน 82 รายการ

1.4 การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมากหรือน้อยเนื่องจาก

ประเทศ รายการ
ออสเตรเลีย การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิน้อย เนื่องจากมีการทยอยลดภาษีซึ่งจนถึงปัจจุบันยังลดภาษีไม่มาก และสินค้าที่นำเข้ามาจากออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบซึ่งภาษีนำเข้าปกติมีอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว
นิวซีแลนด์ การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมาก เนื่องจากส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 40 เป็นการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งไทยมีความต้องการนำมาใช้ในประเทศ
อินเดีย การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิมาก เนื่องจากภาษีนำเข้าปกติของสินค้าบางชนิดอยู่ในระดับสูง เช่น ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ องุ่นสด
จีน การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิน้อย เนื่องจากสินค้านำเข้าสำคัญของไทยลดภาษีเป็นศูนย์แล้ว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์
ญี่ปุ่น การนำเข้าภายใต้ FTA มีสัดส่วนการใช้สิทธิน้อย เนื่องจากญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตมายังไทยในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้มีการนำเข้าโดยตรงจากญี่ปุ่นไม่มากนัก

2. การลงทุนโดยตรงในไทยจากประเทศคู่เจรจา FTAในปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก 5 ประเทศ มูลค่ารวม 11,400 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองในไทย ต่างชาติจึงได้ชะลอการลงทุน ยกเว้นอินเดีย เพิ่มขึ้นมากเนื่องจากได้มีการยื่นขอโครงการขนาดใหญ่ในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม เงินลงทุน 2,390 ล้านบาท

ประเทศ ปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) % เปลี่ยนแปลง
โครงการ
(จำนวน)
มูลค่า
(ล้านบาท)
โครงการ
(จำนวน)
มูลค่า
(ล้านบาท)
โครงการ มูลค่า
ออสเตรเลีย 7 1,018 1 51 -85.7 -95.0
นิวซีแลนด์ 2 396 0 0 -100.0 -100.0
อินเดีย 5 212 4 2,509 -20.0 1,083.5
จีน 4 67 3 55 -25.0 -17.9
ญี่ปุ่น 90 13,594 56 8,785 -37.8 -35.4
รวม 5 ประเทศ 108 15,287 64 11,400 -40.7 -25.4

3. เรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ

ประเทศ เรื่องที่ต้องดำเนินการ
ไทย-ออสเตรเลีย 1) การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม
2) การเจรจาเรื่องนโยบายการแข่งขันและการจัดซื้อโดยรัฐ
3) การทบทวนสินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ
4) เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
ไทย-นิวซีแลนด์ 1) การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการ
2) การทบทวนสินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ
3) การเจรจาเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ
4) เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
ไทย-อินเดีย 1) เจรจาเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน
2) เจรจาเปิดตลาดรายการสินค้าส่วนที่เหลือ
อาเซียน-จีน 1) การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม
2) การทบทวนความตกลงการค้าสินค้า
ไทย-ญี่ปุ่น 1) การเจรจาเพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด
2) การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม
3) การเจรจาเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา

4. ปัญหา/อุปสรรค

ประเทศ ปัญหา/อุปสรรค
ไทย-อินเดีย 1) อินเดียเปลี่ยนแปลงท่าทีในการเจรจาหลายครั้ง ทำให้ต้องทบทวนท่าทีการเจรจาบ่อยครั้ง ส่งผลให้การเจรจายืดเยื้อ
2) อินเดียไม่ต้องการผูกพันการเปิดตลาดอย่างมาก ทำให้มีสินค้าที่ไม่นำมาลดภาษีซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ
อาเซียน-จีน การซื้อขายระหว่างไทยกับจีนจำนวนมากดำเนินการผ่านประเทศที่สาม ซึ่งขณะนี้อาเซียนและจีนกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อให้สินค้าที่ซื้อขายผ่านประเทศที่สาม สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ และสามารถเจรจาตกลงในเบื้องต้นได้แล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 2553

 


16. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้มีการกำหนดระดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องติดตามดูแล 202 รายการ และบริการ 20 รายการ เป็นประจำทุกเดือนตามสถานการณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เปลี่ยนแปลง และได้รายงานการจัดระดับความสำคัญของเดือนสิงหาคม 2552 ให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจทราบไปแล้ว โดยกำหนด สินค้ากลุ่ม Sensitive List (SL) ไว้ 6 รายการ บริการ 1 รายการ กลุ่ม Priority Watch List (PWL) ไว้ 11 รายการ บริการ 1 รายการ และกลุ่ม Watch List (WL) ไว้ 185 รายการ บริการ 18 รายการ นั้น

สำหรับในเดือนกันยายน 2552 ได้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ด้านราคาและปริมาณของสินค้าและบริการ โดยได้ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม เป็นดังนี้

  1. กลุ่ม Sensitive List (SL) กำหนดให้มีสินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ จากที่กำหนดไว้ในเดือนสิงหาคม 2552 เป็น 6 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบโดยภาพรวมปรับตัวสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือพืชผักต่าง ๆ รวมทั้ง น้ำ ไฟ ก๊าซหุงต้ม ตลอดจนค่าแรงงาน เป็นต้น (2) ปุ๋ยเคมี เนื่องจากราคาปุ๋ยปรับสูงขึ้น เป็นผลมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับสูงขึ้น (3) น้ำมันเบนซิน (4) น้ำมันดีเซล เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่ม ดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้น (5) หน้ากากอนามัย เนื่องจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นเล็กน้อย และ (6) เจลอนามัยล้างมือ เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ค่อนข้างสูง และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า
  2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL) ได้เพิ่มจำนวนสินค้าในกลุ่มนี้ 1 รายการจากที่กำหนดไว้ในเดือนสิงหาคม 2552 รวมเป็น 12 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน (3) ครีมเทียมข้นหวาน เนื่องจากราคานมผงขาดมันเนยลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับสูง (4) น้ำมันพืช เนื่องจากราคาวัตถุดิบเริ่มปรับสูงขึ้น ภาวะการค้าชะลอตัวตามภาวะการค้าตลาดโลก ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นแต่ราคาน้ำมันพืชยังมีความผันผวน (5) สายไฟฟ้า (6) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (7) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม (8) เหล็กเส้น (9) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (10) เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) เนื่องจากราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้หลายภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจหลายประเทศที่เริ่มฟื้นตัว (11) ก๊าซ LPG หุงต้ม เล็กน้อย เนื่องจากราคาวัตถุดิบเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และ (12) ปูนซีเมนต์ เนื่องจากความต้องการใช้ถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานสำคัญในการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น มีผลให้ราคาถ่านหินปรับสูงขึ้น และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถ ซึ่งมักมีปัญหาและได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ
  3. กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหา ทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 184 รายการ และบริการ 18 รายการ

17. เรื่อง ขออนุมัติให้บริษัท ปตท. สผ. (ประเทศไทย) จำกัด โอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2549/70 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G9/48

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้บริษัท ปตท. สผ. (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับสัมปทานและผู้ดำเนินงานตามสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2549/70 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G9/48 โอนสิทธิ ประโยชน์ และพันธะตามสัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าว ซึ่งบริษัทฯ มีอยู่ในอัตราร้อยละ 84 ของสัมปทานและมีบริษัท เชฟรอน ปัตตานี จำกัด เป็นผู้ร่วมสัมปทาน ถือสิทธิ ประโยชน์ ร้อยละ 16 ให้แก่บริษัท Mitsui Oil Exploration Co., Ltd. ในอัตราร้อยละ 4 ของสัมปทาน โดยอาศัยความตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 โดยให้กระทรวงพลังงานออกเป็นสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2549/70


18. เรื่อง ผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดของข้าวเปลือกนาปี จำแนกตามพันธุ์ในพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทาน ปีเพาะปลูก 2552/53 และวิธีการปฏิบัติการขึ้นทะเบียนเกษตรกร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบวิธีการปฏิบัติแนวทางการขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์การใช้ที่ดิน ให้ใช้เอกสาร ดังกล่าวเป็นหลักฐานการขึ้นทะเบียนการปลูกพืช และให้ใช้วิธีการทำประชาคมเพื่อรับรองชนิดและพื้นที่การปลูกพืชของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน สำหรับพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานกรรมการชุมชนเป็นผู้รับรองการปลูกพืชและให้ใช้วิธีการทำประชาคม เพื่อรับรองชนิดและพื้นที่การปลูกพืชของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน โดยเกษตรกรที่ผ่านมาทำการประชาคมต้องไม่อ้างกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองพื้นที่นั้น
  2. เห็นชอบให้ใช้ผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดของข้าวเปลือกนาปีจำแนกตามพันธุ์ในพื้นที่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ปีเพาะปลูก 2552/53 โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับกรมการข้าวประเมินผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดของข้าวเปลือกนาปีจำแนกตามพันธุ์ในพื้นที่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ปีเพาะปลูก 2552/53 เพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณปริมาณการผลิตที่เข้าร่วมโครงการประกันราคาข้าวเปลือกให้แก่เกษตร

ทั้งนี้ ในกรณีที่บางจังหวัดยังไม่ได้กำหนดจำนวนผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดไว้ให้ใช้จำนวนผลผลิตต่อไร่ระดับภาคมาเป็นเกณฑ์คำนวณผลผลิตของเกษตรกรแทนโดยอนุโลม


19. เรื่อง การดำเนินโครงการการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการประกันรายได้ (ประกันราคาข้าวเปลือก) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53 เพิ่มเติม และการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล โดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1. การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53

เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53 เพิ่มเติม (โดยให้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำจากการประกันราคาข้าวเปลือก เป็นการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อให้ตรงตามความมุ่งหมายของรัฐบาลที่จะประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกราย) ดังนี้

ชนิดข้าว ราคาประกันรายได้
(บาท/ตัน)
ครัวเรือนละไม่เกิน
(ตัน)
ข้าวเปลือกหอมมะลิ (รวม กข.15) 15,300 14
ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 14,300 16
ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 25
ข้าวเปลือกปทุมธานี 10,000 25
ข้าวเปลือกเหนียว 9,500 16

2. การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลโดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า


สังคม


20. เรื่อง ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ "ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554)" ตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสนอ และให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและใช้เป็นกรอบทิศทางในการจัดทำและประเมินข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐที่เสนอของบประมาณประจำปี 2554 ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. สรุปร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์การวิจัย โดยมีกลยุทธ์การวิจัย 27 กลยุทธ์ และมีแผนงานวิจัย 115 แผนงาน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่อการวิจัยตามยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติระหว่างปีงบประมาณ 2551 - 2554 รวม 96,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2553) ตามกรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้แล้ว และส่วนที่ 2 เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2554 ซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์เร่งด่วนของรัฐบาล ตลอดจนแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 - 2554 ที่มีนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2553) เป็นพื้นฐาน และนำผลจากการประชุมสัมมนาเพื่อระดมความคิดจากทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการปรับยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติเพื่อขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี มาปรับให้นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554) มีความครอบคลุมตรงประเด็นของความจำเป็นและศักยภาพของประเทศอย่างแท้จริงมากขึ้น และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยเพื่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ โดยกำหนดกรอบงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2554 รวม 27,000 ล้านบาท และสรุปยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554) ได้ ดังนี้

2. จาก 5 ยุทธศาสตร์การวิจัยดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาจัดความสำคัญเป็นกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วน โดยคำนึงถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ความต้องการผลงานวิจัยและความรู้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา และนำไปสู่การเสริมสร้างและพัฒนาประเทศโดยเร็ว และสามารถตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์เร่งด่วนของรัฐบาล ทำให้สามารถกำหนดเป็นกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วนรวม 12 กลุ่มเรื่อง (Priority - based Research Areas) รวมเป็นงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ปีละประมาณ 16,800 ล้านบาท ดังนี้

3. นอกจากนี้ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการวิจัยที่คาดหวัง เมื่อสิ้นปี 2554 ไว้ในเรื่องเกี่ยวกับ งบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้หน่วยงานภาครัฐ ทำวิจัย ค่าใช้จ่ายทางการวิจัยของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น สัดส่วนการลงทุนการวิจัยในภาคเอกชนต่อภาครัฐ จำนวนบุคลากรทางการวิจัยของประเทศ สิทธิบัตรที่นักวิจัยไทยถือครอง จำนวนผลงานวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในระดับสากล และผลงานวิจัยต่อยอดเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสาธารณะ รวมทั้งได้กำหนดเกี่ยวกับการบริหารยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554) โดยให้ วช. เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับการบริหารยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ การประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านงบประมาณสนับสนุนการวิจัย ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการวิจัยของประเทศ

4. วช. ได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554 เป็นเรื่อง เร่งด่วน เนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยจะต้องนำ "นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554" ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและใช้เป็นกรอบในการจัดทำข้อเสนอการวิจัยของ วช. ได้ทันตามปฏิทินของสำนักงบประมาณ ซึ่งกระบวนการพิจารณาข้อเสนอการวิจัยดังกล่าวประจำปีงบประมาณ 2554 ได้กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ส่งข้อเสนอการวิจัยให้ วช. พิจารณาภายในเดือนตุลาคม 2552 นี้ ในขณะเดียวกัน วช. ได้กันเงินงบประมาณประจำปี 2552 เพื่อใช้ในการเผยแพร่ "ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 - 2554)" ดังกล่าว เมื่อผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว หากไม่สามารถดำเนินการเผยแพร่ได้ภายในกันยายน 2552 นี้ จะไม่สามารถใช้เงินงบประมาณดังกล่าวได้


21. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

ข้อความเดิม "1.เห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) .....ฯลฯ ..... ทั้งนี้ ในการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ให้กระทรวงการคลังระบุเป็นเงื่อนไขบังคับหลังไว้ด้วยว่า ให้ สหกรณ์นิคมฯ นำที่ดินไปจัดสรรให้แก่สมาชิกเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง จะนำไปจำหน่ายจ่ายโอนให้ แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการโอนให้แก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิรับมรดกของสมาชิกเท่านั้น"

แก้ไขข้อความใหม่เป็น "1.เห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่2 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) .....ฯลฯ ..... ทั้งนี้ ในการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ให้กระทรวงการคลังระบุเป็นเงื่อนไขบังคับหลังไว้ด้วยว่า ให้สหกรณ์นิคมฯ นำที่ดินไปจัดสรรให้แก่สมาชิกเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง จะนำไปจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการโอนให้แก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิรับมรดกของสมาชิกเท่านั้น และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปกำหนดมาตรการเพื่อกำกับดูแลการจัดสรรที่ดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป"

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด เรียบร้อยแล้วแต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ ทำให้สมาชิกสหกรณ์มีฐานะเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินเท่านั้น และสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าวได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและทำกินในที่ดินมาโดยตลอดโดยไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงมีความประสงค์จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเป็นขวัญกำลังใจสืบต่อไป
  2. สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จึงได้ประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เรื่อง พิจารณาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้สมาชิกสหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด และที่ประชุมฯ เห็นว่า สหกรณ์นิคมฯ มีความประสงค์ขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่สมาชิกสหกรณ์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ จึงเสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จะห้ามสมาชิกโอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นให้ชัดเจนสามารถปฏิบัติได้
  3. กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขอให้กรมธนารักษ์เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว กรมธนารักษ์แจ้งว่าไม่ขัดข้องในกรณีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมการจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของสมาชิกสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

22. เรื่อง แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552 - 2556)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552 - 2556) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ตามแผนแม่บท ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า

2. คณะอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552 - 2556) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2549 และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีติเห็นชอบแผนแม่บทฯ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552

3. แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552 - 2556)


23. เรื่อง แนวทางการบูรณาการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการบูรณาการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. ให้กระทรวงคมนาคม (คค.) โดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ดำเนินการ ดังนี้

2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับจังหวัดชายฝั่งทะเล ทำการศึกษาจัดทำมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และปกป้องระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ให้มีความยั่งยืน และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนชายฝั่งทะเลและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

3. ให้ ทส. โดยกรมทรัพยากรธรณี พัฒนาระบบฐานข้อมูลทางกายภาพ และธรณีสัณฐานของชายฝั่งทะเลตลอดจนศึกษาผลกระทบในภาพรวมของการเคลื่อนตัวของมวลทราย และเลนตามแนวชายฝั่งทะเลของประเทศ

4. ให้ ทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินการ ดังนี้

5. ให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการ จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ทั้งนี้ ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะฝั่งทะเล และแผนปฏิบัติการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะฝั่งทะเลเชิงบูรณาการ โดยให้ประสานงานกับกรมทรัพยากรทางทะลและชายฝั่ง ทส.

6. ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สนับสนุนให้ทุนกับนักศึกษา และข้าราชการ ให้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล (Marine Science) สมุทรศาสตร์ (Oceanography) การจัดการชายฝั่งทะเล (Coastal Management) นิเวศวิทยาชายฝั่งทะเล (Coastal Ecology) และวิศวกรรมชายฝั่งทะเล (Coastal Engineering) มากขึ้น และให้มีความมั่นคงในสายงานวิชาชีพดังกล่าวด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

  1. การกัดเซาะชายฝั่งทะเล ทั้งทะเลโคลน หาดโคลน หาดเลนและหาดทราย มีอัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งจากการกระทำของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพคลื่นลมที่รุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินริมชายฝั่งทะเลที่ไม่เหมาะสมกับศักยภาพตามธรรมชาติทั้งทางกายภาพและชีวภาพ การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ในปัจจุบันยังไม่คำนึงถึงหลักวิชาการ และมีการใช้งบประมาณอย่างปราศจากผลในการหยุดยั้งการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อีกทั้งยังเป็นผลให้พื้นที่และความรุนแรงของปัญหาทวีขึ้นอย่างมาก ซึ่งหากต้องแก้ไขปัญหาในภายหลังจะต้องใช้งบประมาณในการรื้อถอนสูงกว่าการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการหลายเท่า การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานปฏิบัติที่กำกับดูแลการอนุญาต ควบคุม และใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเล ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณและหน่วยงานติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าการลงทุน
  2. พื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ซึ่งมีความยาวประมาณ 2,614 กิโลเมตร แบ่งเป็นชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยมีความยาว 1,660 กิโลเมตร และชายฝั่งทะเลด้านอันดามันมีความยาว 954 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลรวม 23 จังหวัด มีประชากรอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลมากกว่า 12 ล้านคน จากข้อมูลการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จนถึง ปี พ.ศ. 2550 พบว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ 155 แห่ง ระยะทาง 600 กิโลเมตร ของความยาวชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศ โดยอยู่ในฝั่งอ่าวไทย 112 แห่ง ระยะทาง 490 กิโลเมตร ซึ่งบริเวณที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรง (เฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปี) อยู่ใน 12 จังหวัด ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร และบริเวณที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลาง (เฉลี่ย 1 - 5 เมตรต่อปี) อยู่ใน 14 จังหวัด ระยะทางประมาณ 305 กิโลเมตร ทั้งนี้ พื้นที่วิกฤตอยู่ในชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน 5 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา และอยู่ในฝั่งอันดามัน 43 แห่ง ระยะทาง 110 กิโลเมตร มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงในพื้นที่ 5 จังหวัด ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร
  3. กระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเล นอกจากจะส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะแล้ว ยังทำให้ตะกอนที่เกิดการกัดเซาะเคลื่อนย้ายไปทับถมในพื้นที่ชายฝั่งใกล้เคียง โดยพบว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยเกิดการทับถมของตะกอน รวมเป็นระยะทาง 127 กิโลเมตร และพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดการทับถมของตะกอน รวมเป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร การทับถมของตะกอนดังกล่าวทำให้สภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลงอกออกไปและเกิดการตื้นเขิน เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมขนส่งทางน้ำ และการทำประมงชายฝั่งทะเล (ประมงพื้นบ้าน) ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการขุดลอกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
  4. การใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลและการดำเนินการต่างๆ ในทะเล ยังขาดการควบคุม กำกับ ดูแล อย่างเป็นระบบ โดยที่การดำเนินการต่างๆ กระทำไปโดยมิได้คำนึงถึงหลักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนารมณ์เพื่อการป้องกัน แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การถมหิน ดินลูกรัง ทราย การสร้างกำแพง การสร้างแนวปะการังเทียมโดยวัสดุประเภทต่าง ๆ ในลักษณะเป็นจุด หรือเป็นแนวภายในเขต 3,000 เมตรจากชายฝั่งทะเล ล้วนก่อให้เกิดการ เสียสมดุลของสภาพธรรมชาติทั้งสิ้น

24. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 มกราคม 2549 มอบหมายหน่วยงานดำเนินการโครงการออกแบบ ก่อสร้างลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ประธานกรรมการบริหารการพัฒนา พื้นที่พิเศษถนนราชดำเนินเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2549 เพื่อให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนา พื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน (กบพร.) ดำเนินโครงการออกแบบ ก่อสร้างลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช แทนกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
  2. เห็นชอบในหลักการโครงการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 16 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อดำเนินการจ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

โครงการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีสาระสำคัญของโครงการฯ ประกอบด้วย

  1. วัตถุประสงค์ เพื่อจัดประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ให้ได้แบบที่เหมาะสม กลมกลืนกับพื้นที่ถนนราชดำเนิน
  2. เป้าหมาย พื้นที่ดำเนินงานตั้งอยู่บริเวณมุมของถนนราชดำเนินกลางเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา บริเวณอาคารกรมประชาสัมพันธ์เดิม และอาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีเนื้อที่โครงการประมาณ 12 ไร่ 1 งาน 25 ตารางวา
  3. ระยะเวลา ดำเนินการประกวดแบบให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2553
  4. งบประมาณ จำนวน 16.00 ล้านบาท โดยของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อมาดำเนินการ ประกอบด้วย
    • ค่าจ้างที่ปรึกษา 3,696,000 บาท
    • ค่าดำเนินงานบริหารจัดการโครงการ ประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวม 3,329,000 บาท
    • ค่าตอบแทนคณะกรรมการทุกชุดที่สนับสนุนการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ 1,625,000 บาท
    • ค่ารางวัล 7,350,000 บาท (สศช.ดำเนินการ)
  5. วิธีดำเนินงาน จ้างที่ปรึกษามาดำเนินการ จำนวน 8.65 ล้านบาท และ สศช. ดำเนินการบางส่วน จำนวน 7.35 ล้านบาท ประกอบด้วย
    • จัดให้มีการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ โดยเชิญนักออกแบบที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมการประกวดแบบ เพื่อให้ทำการออกแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เหมาะสมและกลมกลืนกับพื้นที่ถนนราชดำเนิน รวมทั้งออกแบบให้เหมาะสมกับการจัดสร้างอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรมที่เชิดชูคุณงามความดีของวีรชนผู้เสียสละในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535
    • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้รับรู้ รับทราบ และร่วมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติ
    • ใช้กลไกคณะอนุกรรมการอำนวยการประกวดแบบลานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นกลไกหลักอำนวยการประกวดแบบให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามคำสั่ง กบพร. ที่ 1/2552 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2552

25. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 11,200,000 บาท ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ลต.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้ ลต. เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


26. เรื่อง การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอดังนี้

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 นายกรัฐมนตรี จึงขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานชื่อพระราชพิธี ชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ และกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งสำนักราชเลขาธิการได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพระราชพิธี ชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติและกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ดังนี้

  1. ชื่อพระราชพิธีว่า "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554"
  2. ชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ว่า "งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554"
  3. ชื่อภาษาอังกฤษใช้เพียงชื่อเดียว ซึ่งหมายรวมถึงชื่อพระราชพิธีและชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ว่า "The Celebrations on the Auspicious Occasion of His Majesty the King's 7th Cycle Birthday Anniversary 5th December 2011"
  4. กำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 204/2552 ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 เรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้นำเรื่องการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ


27. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15-21 กันยายน 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 15-21 กันยายน 2552 สรุปสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น รวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน ในห้วงเวลาดังกล่าว นำเรียนคณะรัฐมนตรีเพื่อโปรดทราบ ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15-21 กันยายน 2552)

1.1 พื้นที่ประสบภัย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ชัยภูมิ แพร่ และจังหวัดลำปาง รวม 7 อำเภอ 12 ตำบล 61หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,038 คน 747 ครัวเรือน แยกเป็น

อนึ่ง เนื่องจากระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2552 ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง จำนวน 7 อำเภอ 27 ตำบล 57 หมู่บ้าน ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษใน 4 ชุมชน หากไม่มีฝนตกเพิ่ม สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 2-3 วัน และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งน้ำจากแม่น้ำมูลเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบ จำนวน 5 ชุมชน และในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จำนวน 14 ชุมชน สถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่มีฝนตกเพิ่ม สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 3-5 วัน

1.2 การให้ความช่วยเหลือ

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน 2552


28. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 11

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 11 ณ วันที่ 21 กันยายน 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย ผลกระทบด้านการเกษตร การให้ความช่วยเหลือ และสถานการณ์น้ำ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร

1. อุทกภัย

ผลกระทบด้านการเกษตร

  1. อุทกภัย (ช่วงวันที่ 1-17 กันยายน 2552 ณ วันที่ 17 กันยายน 2552)
    • พื้นที่ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรรวมทั้งสิ้น 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เพชรบูรณ์ ลำปาง อุทัยธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และพังงา ดังนี้
      • ด้านพืช 6 จังหวัด เกษตรกรประสบภัย 13,138 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 102,504 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 93,851 ไร่ พืชไร่ 6,913 ไร่ และพืชสวน 1,740 ไร่
      • ด้านประมง 3 จังหวัด เกษตรกรประสบภัย 478 ราย พื้นที่ประสบภัย 486 บ่อ คิดเป็นพื้นที่ 261 ไร่
      • ด้านปศุสัตว์ 2 จังหวัด เกษตรกรประสบภัย 207 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 36,991 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 5,639 ตัว สุกร-แพะ-แกะ 646 ตัว และสัตว์ปีก 30,706 ตัว
    • การช่วยเหลือเบื้องต้น
      • สนับสนุนเครื่องสูบและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อช่วยเหลือไปแล้ว ดังนี้
        • เครื่องสูบน้ำ 12 จังหวัด จำนวน 95 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม(1) อุดรธานี(1) นครราชสีมา(1) ร้อยเอ็ด(1) ชัยภูมิ(6) นนทบุรี(4) พระนครศรีอยุธยา(10) สมุทรสาคร(5) สุพรรณบุรี (47) ลพบุรี (10) อ่างทอง(6) และระนอง(3)
        • เครื่องผลักดันน้ำ 3 จังหวัด จำนวน 37 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา(19) กรุงเทพมหานคร(3) สุพรรณบุรี(15)
      • สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 1,423 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 100 ชุด และดูแลสุขภาพสัตว์ 1,255 ตัว
  2. ฝนทิ้งช่วง (ช่วงวันที่ 1 - 31 สิงหาคม2552)
    • พื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตร 9 จังหวัด 23 อำเภอ 68 ตำบล ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำปาง จันทบุรี และสุพรรณบุรี
    • เกษตรกรได้รับผลกระทบ 42,909 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 716,083 ไร่ แยกเป็น ข้าว 498,657 ไร่ พืชไร่ 213,973 ไร่ และพืชสวน 3,453 ไร่ (ข้อมูล ณ 11 กันยายน 2552)
    • การช่วยเหลือ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 ศูนย์ (8 หน่วยปฏิบัติการ และ 6 ฐานเติมสาร) ได้แก่ จังเชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา สระแก้ว อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี และฐานเติมสารฝนหลวง ได้แก่ จังหวัดตาก กาญจนบุรี นครสวรรค์ อุบลราชธานี ระยอง และนครศรีธรรมราช ขึ้นปฏิบัติการในรอบสัปดาห์ (ช่วงวันที่ 11 - 17 กันยายน 2552) จำนวน 248 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 0.1 -144.7 มม. มีฝนตกในพื้นที่ 56 จังหวัด

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ (21 กันยายน 2552) มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 48,320 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯ ทั้งหมด น้อยกว่าปี 2551 (51,215 ล้าน ลบ.ม.) จำนวน 2,895 ล้านลบ.ม. ปริมาตรน้ำใช้การได้ 24,964 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 21,108 ล้านลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 3 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
แม่กวง 41 15 25 10 1.24 1.85 0.03 0.03 222
ลำพระเพลิง 30 27 29 27 0.95 0.77 0.86 0.86 80
ทับเสลา 40 25 32 20 0.24 0.04 0.00 0.00 120

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 4 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำ
รับได้อีก
ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ศรีนครินทร์ 15,167 85 4,902 28 24.88 28.31 4.94 12.18 2,578
วชิราลงกรณ์ 7,683 87 4,671 53 21.50 28.09 17.03 20.03 1,177
รัชชประภา 4,910 87 3,558 63 3.73 9.20 6.67 3.75 729

2. สภาพน้ำท่า


29. เรื่อง ของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง สนับสนุนโครงการจัดหาและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจัดทำโครงการจัดหาและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระยะ 2 ซึ่งเป็นโครงการย่อยภายใต้โครงการจัดหาและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วงเงิน 18,245,500 บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

  1. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจัดหาและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับวิทยาเขตปัตตานี ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ดังนี้
    • (1) โครงการจัดหาและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระยะ 2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 18,245,500 บาท ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,492,500 บาท
    • (2) โครงการจัดหาและติดตั้งระบบสื่อสารเสียงประกาศสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 4,405,700 บาท
    • (3) โครงการจัดหาและติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับแสงสว่างสาธารณะและระบบกล้องวงจรปิด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 5,841,300 บาท
  2. ต่อมาสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการทราบว่าได้นำเรื่องดังกล่าว กราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาให้กระทรวงศึกษาธิการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการก่อนสำหรับโครงการจัดหาและติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระยะที่ 2 จำนวน 18,245,500 บาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามความเห็นสำนักงบประมาณ (สงป.) ที่เสนอความเห็นต่อ สลน. ว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 หรือใช้จ่ายจากเงินรายได้เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวได้ ประกอบกับ สงป. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยฯ ไว้แล้ว จำนวน 10,000,000 บาทจึงเห็นสมควร ดังนี้
    • 1) ให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินโครงการจัดหาและติดตั้งระบบสื่อสารเสียงประกาศสาธารณะ จำนวนงบประมาณ 4,405,700 บาท และโครงการจัดหาและติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับแสงสว่างสาธารณะและระบบกล้องวงจรปิด จำนวนงบประมาณ 5,841,300 บาท จากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่ สงป. ได้เสนอตั้งไว้แล้ว จำนวน 10,000,000 บาท
    • 2) ส่วนโครงการจัดหาและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระยะที่ 2 จำนวนงบประมาณ 18,245,500 บาท ให้มหาวิทยาลัยฯ เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 18,245,500 บาท

30. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสนอ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เป็นประจำทุกเดือน โดยสอบถาม ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีครัวเรือนตกเป็นตัวอย่าง 26,520 ครัวเรือนต่อเดือน สำหรับในไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2552 ในภาพรวมสถานการณ์แรงงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 (จาก 1.4 เป็นร้อยละ 1.7) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 หากเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552 อัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.4 (จาก 2.1 เป็นร้อยละ 1.7) สำหรับสาระสำคัญการสำรวจ สรุปได้ดังนี้

1. ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน

ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.56 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 37.70 ล้านคน ผู้ว่างงาน 0.67 ล้านคน และผู้ที่รอฤดูกาล 0.19 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2551 จำนวน 9.4 แสนล้านคน (จาก 37.62 ล้านคน เป็น 38.56 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5

2. ผู้มีงานทำ

3. ผู้ว่างงาน


ต่างประเทศ


31. เรื่อง ผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

สาระสำคัญ

เมื่อวันที่ 3 - 5 กันยายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคผลไม้ไทย และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐประชาชนจีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมหารือกับนายซุน เจิ้งฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แสดงความขอบคุณจากการที่กระทรวงเกษตรจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางด้านวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือด้านการเกษตรไทย - จีน (Sino - Thai Agricultural Cooperation Committee) รวมทั้งการสนับสนุนโครงการให้พัฒนาระบบสำรองข้าวในภูมิภาคอาเซียน+3 และการจัดตั้งองค์กรถาวรเพื่อสำรองข้าวในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคต่อไป

2. การหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ)

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปักกิ่ง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมหารือกับนายหวัง หย่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) โดยมีประเด็นของการประชุมหารือที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

3. การเปิดงานนิทรรศการ "ผลไม้มงคล สดจากไทย ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล" เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 ณ ตลาดซินฟาตี้ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดในกรุงปักกิ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร AQSIQ และกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและผู้นำเข้าและส่งออกผลไม้ไทย ได้ร่วมกันเปิดงานนิทรรศการ "ผลไม้มงคล สดจากไทย ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่งปลีก และผู้บริโภคในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้รู้จัก และเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานและประโยชน์ทางโภชนาการของผลไม้ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เส้นทางบก R9 ขนส่งที่สามารถลดระยะเวลา ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนเข้าถึงผลไม้ไทยได้รวดเร็วขึ้น

4. การดูงานสวนผลไม้ Haung Fa Nursery ณ เขตฉางผิง กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปดูงานการบริหารจัดการสวน ผลไม้ระบบเกษตรอินทรีย์ ณ เขตฉางผิง กรุงปักกิ่ง โดยสวนแห่งนี้เป็นสวนที่มีชื่อเสียงในการปลูกสาลี่ และการบริหารจัดการสวนอย่างครบวงจร ทั้งในเรื่องการวิจัยพันธุ์ใหม่ การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ การขยายพันธุ์ และส่วนของการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำแบบอย่างที่ดีมาพัฒนาเป็นแนวทางในการจัดการสวนผลไม้ในประเทศไทยต่อไป


32. เรื่อง การลงนามใน Host Country Agreement สำหรับการประชุม Bangkok Climate Change Talks 2009

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำความตกลงตามรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ UNFCCC (Host Country Agreement) ในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ UNFCCC (Host Country Agreement)

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณายกร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการ UNFCCC เพื่อให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติการลงนามใน Host Country Agreement สำหรับการจัดประชุม Bangkok Climate Change Talks 2009 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 9 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมีพันธกรณีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 (Bangkok Climate Change Talks 2009) ของประเทศไทย เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และระเบียบสากลของการจัดประชุมโดยหน่วยงานของสหประชาชาติ


การศึกษา


33. เรื่อง การสนับสนุนทุนการศึกษาของนักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอทั้ง 3 ข้อ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นเพิ่มเติมของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาดำเนินการด้วย ดังนี้

  1. การดำเนินความช่วยเหลือแก่นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย จำนวน 10 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการระงับเงินทุนสมทบของรัฐบาลไทยเพื่อให้สามารถศึกษาต่อจนสำเร็จต่อไป
  2. ให้สำนักงาน ก.พ. บริหารงบประมาณจากงบที่จัดสรรให้แก่นักเรียนทุนภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เพื่อเจียดจ่ายให้แก่นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 - 2553 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2552
  3. ให้นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซียดังกล่าวอยู่ในการดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ

สำหรับงบประมาณให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อ ๆ ไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

  1. ก่อนปี พ.ศ. 2546 รัฐบาลรัสเซียได้เสนอให้ทุนแก่นักศึกษาไทยเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โท และ เอก ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเป็นประจำทุกปี ปีละ 10 ทุน โดยสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเป็นผู้คัดเลือก สำหรับทุนการศึกษาของรัฐบาลรัสเซียนั้นจะครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายเดือนละ 200 - 300 รูเบิ้ล ส่วนผู้รับทุนจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้แก่ ค่าเดินทางไป - กลับ ค่าประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
  2. ในปี พ.ศ. 2546 กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอนโยบายส่งเสริมการศึกษาไทย - รัสเซีย เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนและหาลู่ทางเพิ่มพูนความร่วมมือกับรัสเซีย และเห็นว่าขณะนั้นมีนักศึกษาไทยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลรัสเซียอยู่เดิม 30 คน และรัฐบาลรัสเซียคัดเลือกนักศึกษาไทยให้ได้รับทุนเพิ่มขึ้นอีก 15 คน รวมเป็น 45 คน แต่นักศึกษาทุนรัฐบาลรัสเซียเหล่านี้มักประสบปัญหาความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เบี้ยเลี้ยงที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาหาทางจัดสรรทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาดังกล่าวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้การศึกษาเล่าเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 ตุลาคม 2546 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทย ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย รุ่นแรก จำนวน 45 คน เป็นเงินประมาณ 11,340,000 บาท/ปี โดยมอบให้คณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและด้อยโอกาส ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ฯ) เป็นประธาน พิจารณารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการเบิกจ่ายเงินจากเงินรายได้โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัวของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งพิจารณาให้ทุนการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคัดเลือกนักเรียนไทยเพื่อรับทุนการศึกษาต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2546 มอบให้กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบดำเนินการ โดยให้จัดทำรายละเอียดแผนการใช้เงินแต่ละปีสำหรับนักเรียนไทยจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา
  4. ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลรัสเซียได้เสนอให้ทุนการศึกษาแพทยศาสตร์ของสถาบันแพทยศาสตร์เซเซโนวา ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในการนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ขอความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการสอบคัดเลือกผู้รับทุนจำนวน 5 คน รวมทั้งขอให้พิจารณาสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่นักเรียนทุนดังกล่าวอีกคนละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน
  5. กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ฯ เพื่อขออนุมัติทุนการศึกษาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซีย รุ่นที่ 2 จำนวน 24 คน รวมทั้งนักเรียนทุนสาขาแพทยศาสตร์จำนวน 4 คน และคณะกรรมการฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2549 อนุมัติการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 - ปีการศึกษา 2555 เป็นวงเงินเพิ่มเติมอีก 66,500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเบิกค่าใช้จ่ายเป็นรายปี และขอให้กระทรวงการต่างประเทศรายงานผลการศึกษาของนักศึกษาไทยทั้ง 2 รุ่น ต่อคณะกรรมการฯ เป็นระยะ ๆ รวมทั้งขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ประสานกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อบรรจุโครงการจัดสรรทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทย ณ สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
  6. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกเลิกโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรมบัญชีกลางได้ขอให้นำรายได้ทั้งหมดส่งกลับคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ดังนั้น นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซียดังกล่าวจึงได้รับการจัดสรรเงินทุนเพียงเท่าที่คณะกรรมการฯ อนุมัติไว้แล้ว ซึ่งนักเรียนทุนสาขาต่าง ๆ อาจได้รับไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะเวลาการศึกษาของหลักสูตร แต่นักเรียนทุนสาขาแพทยศาสตร์ที่เหลืออยู่มีเพียง 2 คน คือนายสุปรีด์ ศรีเจริญ และนายสมเด็จ อัศวถาวร ซึ่งกำลังศึกษาที่ I.M. Schenov Moscow Medical Academy ได้รับเงินทุนสนับสนุนจนถึงเดือนมกราคม 2552
  7. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่า นักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซียดังกล่าวเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล แต่เนื่องจากเป็นการใช้เงินที่ไม่เป็นไปตามระเบียบงบประมาณแผ่นดินฯ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ระงับการใช้งบประมาณดังกล่าวแล้ว จึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเช่นเดิมได้ อีกทั้งสาขาวิชาแพทยศาสตร์ถือว่าเป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลน การที่รัฐบาลรัสเซียให้ทุนแก่นักศึกษาไทยสาขานี้จึงนับว่า เป็นประโยชน์ต่อการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ของประเทศและสมควรที่จะสนับสนุนให้นักเรียนทุนได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากขณะนี้มีนักเรียนทุนรัฐบาลรัสเซียที่เคยได้รับทุนสนับสนุนค่าครองชีพจากรัฐบาลไทยเดือนละ 500 ดอลลาร์สหรัฐเหลืออยู่จำนวน 10 คน ซึ่งมีกำหนดสำเร็จการศึกษาในปีที่แตกต่างกัน จึงเห็นสมควรที่จะให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุนกลุ่มนี้ทั้งหมด โดยจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 97,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,307,700 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ)

แต่งตั้ง


34. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งนายสุรวิทย์ เตชธุวานันท์ นายแพทย์ 9 วช. (ด้านสาธารณสุข) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้ที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ 10 วช. (ด้านสาธารณสุข) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งนางวิไล เฉลิมจันทร์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 9 ชช. (ด้านไวรัสระบบไหลเวียนโลหิต) กลุ่มไวรัสวิทยาทางการแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 10 ชช. ด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ชีววิทยา) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้ง (เลื่อน) นายยรรยง พวงราช อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการค้าภายใน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี