สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
25 สิงหาคม 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบและวิธีการ ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักร แจ้งและยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พ.ศ.....
  5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  6. เรื่อง การประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง
  2. เรื่อง สถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม (Islamic micro credit)
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการอัยการที่รับเงินเดือนชั้น 5 มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง
  4. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินในประเทศเพื่อชดเชยรายได้ค่าไฟฟ้าจากการดำเนินการตาม 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน
  5. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐโครงการกองทุนที่ดินและโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต
  6. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)ครั้งที่ 6/2552
  7. เรื่อง เงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8
  8. เรื่อง สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สอง และแนวโน้มปี 2552
  9. เรื่อง การขอข้อมูลกิจกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของหน่วยงานต่าง ๆ

สังคม

  1. เรื่อง ร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
  2. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111)ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสาม
  3. เรื่อง การขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2552 งบกลาง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเพิ่มเติม
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 7
  5. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2552)

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและสเปน
  2. เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี

การศึกษา

  1. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา - บรูไน ดารุสซาลาม
  2. เรื่อง การก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 - 43

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวกรณีพิเศษ (นายประดาป พิบูลสงคราม)
    2. แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับองค์การซีมีโอและยูเนสโก (จำนวน 8 คณะ)
    3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
    4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
    5. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
    6. การแต่งตั้งเลขาธิการ ก.พ. (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    7. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    8. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงอุตสาหกรรม)
    9. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. แก้ไขเพิ่มเติมส่วนราชการและหรืออำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอำนวยการ สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ สำนักงานคดีแพ่งธนบุรี สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี สำนักงานคดีอัยการสูงสุด และ สำนักงานต่างประเทศ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 1-14 (แก้ไขข้อ 2 (3) (20) (21) (23) (25) (44) (45) และข้อ 3 (3) (4) (7) (8) (10) (18) (20) (21) (23) (25))
  2. ให้จัดตั้งสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด และสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์และงบประมาณ โดยให้ มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 15 (เพิ่มเติมข้อ 3 (44) (45))

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

  1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอว่าสมควรให้มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับแสดงกับสินค้าเกษตร มีลักษณะเป็นรูปอักษรคิวทรงกลมสีเขียว และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 กำหนดให้ลักษณะของเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ
  2. กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายฯ ดังกล่าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คล้ายกับเครื่องหมายรับรองที่จดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรอง ทะเบียนเลขที่ ร 137 และ ร 138
  3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ตามข้อ 2 แล้วได้ชี้แจง ดังนี้
    • 3.1 การจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตามข้อ 2 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เป็นการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติเอง และกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้ออกหนังสือรับรองดังกล่าว ให้กับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เมื่อปี 2547 ซึ่งต่อมาได้มีพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ใช้บังคับ โดยมาตรา 80 กำหนดให้ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเกษตรอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นใช้เครื่องหมายรับรองนั้นกับสินค้าเกษตรได้ต่อไปโดยให้ถือว่าเครื่องหมายรับรองนั้นเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานทั่วไปตามพระราชบัญญัตินี้
    • 3.2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเครื่องหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร พ.ศ. .... ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 โดยนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (อาหารปลอดภัย) ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายรับรองไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้น และเมื่อร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วจะได้ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนกับเครื่องหมายเดิม โดยจะใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับแสดงกับสินค้าเกษตรที่ออกตามร่างกฎกระทรวงเพียงเครื่องหมายเดียว สำหรับผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเกษตรดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรตามร่างกฎกระทรวงนี้ได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดแบบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับแสดงกับสินค้าเกษตรให้มี 2 แบบ คือเครื่องหมาย รับรองมาตรฐานบังคับ และเครื่องหมายรับรองมาตรฐานทั่วไปโดยมีลักษณะเป็นรูปอักษรคิวทรงกลมตามแบบท้าย กฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 1 และร่างข้อ 2)
  2. กำหนดการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรให้แสดงได้ 2 กรณี คือการแสดงเครื่องหมายที่ตัวสินค้าเกษตร หรือสิ่งบรรจุหีบห่อ และการรับรองกระบวนการจัดการที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตร (ร่างข้อ 3)
  3. กำหนดให้ระบุรายละเอียดการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตร โดยระบุชื่อผู้ประกอบการ มาตรฐานสินค้า และชื่อผู้ได้รับใบรับรองไว้ใต้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน และการระบุดังกล่าวให้ระบุเป็นรหัสตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติกำหนด (ร่างข้อ 4)

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ระบุไว้ในแบบที่ประกาศกำหนด (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้ในการดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ประเมินขีดความสามารถและวิธีการในการตรวจสอบรับรองของผู้ประกอบการ ตามมาตรา 34 ผู้รับใบอนุญาตประกอบการตรวจสอบอาจส่งเจ้าหน้าที่ เข้าไปประเมินขีดความสามารถของผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานในต่างประเทศด้วยก็ได้ (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้ใบอนุญาตให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติประกาศกำหนด (ร่างข้อ 3)
  4. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องรักษาไว้ซึ่งขีดความสามารถให้ตรวจสอบรับรองและอ้างถึงเฉพาะขอบข่ายของมาตรฐานที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ในกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขปรับปรุงในสาระสำคัญตามมาตรา 34 ให้แจ้งเป็นหนังสือให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติทราบก่อนการดำเนินการดังกล่าว (ร่างข้อ 4)

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบและวิธีการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักร แจ้งและยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบและวิธีการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่ เข้ามาในราชอาณาจักร แจ้งและยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่จะนำพาหนะเข้ามาในราชอาณาจักรต้องแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่พาหนะจะเข้ามาถึงท่าอากาศยาน ท่าเรือ หรือท่าขนส่งทางบก และยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงาน สาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ที่ทำการด่านฯ ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ที่ทำการด่านควบคุมฯ ตามแบบและวิธีการที่กำหนด (ร่างข้อ 3)

5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของเรื่อง

ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 โดยกำหนดเพิ่มเติมให้ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับบำนาญปกติและบำนาญพิเศษ แต่โดยที่การกำหนดให้เรียกชื่อเป็นบำนาญปกติและบำนาญพิเศษอาจเกิดความสับสนและซ้ำซ้อนกับข้าราชการ จึงกำหนดให้เรียกบำนาญปกติและบำนาญพิเศษเป็นบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จปกติซึ่งมีเวลาทำงานตั้งแต่ยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือมีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษสามารถขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือน หรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแทนก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อลูกจ้างประจำได้รับเงินดังกล่าวจากส่วนราชการผู้เบิกแล้ว จะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์ในการขอรับอีกไม่ได้
  2. กำหนดให้สิทธิในบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือนเริ่มตั้งแต่ลูกจ้างประจำออกจากงานจนกระทั่งผู้นั้นถึงแก่ความตาย
  3. กำหนดให้บำเหน็จรายเดือน คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนเดือนทำงานหารด้วย สิบสอง ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
  4. กำหนดให้บำเหน็จพิเศษรายเดือน คำนวณโดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่าเป็น ผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควรแก่เหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ ดังนี้
    • (1) กรณีปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติ ให้คำนวณจากหกถึงยี่สิบสี่เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
    • (2) กรณีปฏิบัติหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดในระหว่างเวลาที่มีการรบ การสงครามการปราบปรามจลาจล หรือในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้คำนวณจากสามสิบหกถึงสี่สิบสองเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
  5. กำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษที่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้ ที่ยังไม่ได้รับเงินบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษจากทางราชการในวันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ สามารถแสดงความประสงค์ขอเปลี่ยนบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษเป็นบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน แล้วแต่กรณีแทนได้
  6. กำหนดบทเฉพาะกาล ให้ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษที่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้ ซึ่งออกจากงานในปีงบประมาณ 2552โดยได้แสดงความประสงค์ขอรับบำเหน็จปกติ หรือบำเหน็จพิเศษก่อนวันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับและได้รับเงินบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษไปแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงความประสงค์เป็นขอรับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแล้วแต่กรณีได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ โดยต้องนำเงินบำเหน็จปกติ หรือเงินบำเหน็จพิเศษที่ได้รับไปแล้วมาคืนต่อส่วนราชการเจ้าสังกัดทั้งจำนวน

6. เรื่อง การประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศและร่างข้อกำหนด รวม 3 ฉบับ ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเสนอ ดังนี้

  1. ร่างประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สาระสำคัญคือ ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่าง 29 สิงหาคม 2552 ถึง 1 กันยายน 2552 โดยมอบให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรรับผิดชอบดำเนินการตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
  2. ร่างประกาศ เรื่อง การให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย สาระสำคัญคือ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำนวน 13 ฉบับ ตามมาตรา 16 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
  3. ร่างข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 สาระสำคัญคือ ออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จำนวน 5 ข้อ

ทั้งนี้ มอบให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจัดทำแผนดำเนินการ และมอบรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 สำหรับห้วงระยะเวลาดำเนินการเริ่มตั้งแต่ 29 สิงหาคม 2552 ถึง 1 กันยายน 2552 หลังจากนั้นให้พิจารณาข้อเท็จจริงของสถานการณ์และประเมินการดำเนินการในห้วงระยะเวลาต่อไป


เศรษฐกิจ


7. เรื่อง ขอความเห็นชอบการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ลงมาในจำนวนเงินไม่เกิน 2,000 บาท โดยเมื่อรวมเงินเดือนและเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวแล้วต้องไม่เกิน 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน


8. เรื่อง สถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม (Islamic micro credit)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบสนับสนุนสถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม (Islamic micro credit) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยกำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลให้ส่วนราชการ องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนสถาบันการเงินระดับชุมชน (จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) และกลุ่มธรรมชาติทางการเงินระดับชุมชน (ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) ในระบบอิสลาม ทั้งด้านความรู้ การบริหารจัดการและงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้

  1. ส่งเสริมให้มีความรู้ธุรกรรมทางการเงินและการจัดสวัสดิการในระบบอิสลามทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงความรู้ด้านจัดการกลุ่ม ระบบบัญชีให้กับราษฎรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นพี่เลี้ยง เช่น พัฒนากร และเจ้าหน้าที่ หน่วยงานอื่น
  2. สร้างความเข้าใจกับสังคมผ่านสื่อต่าง ๆ ว่า สถาบันและกลุ่มธรรมชาติทางการเงินระดับชุมชนในระบบอิสลาม เป็นที่รวมของทุกคนในชุมชนราษฎรทุกศาสนิกชนในชุมชนได้ใช้และและรับประโยชน์ทั้งสวัสดิการทางเศรษฐกิจและทางสังคม
  3. การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ให้ขึ้นอยู่กับบริบทของชุมชนและความพร้อมของสถาบันและกลุ่มธรรมชาติทางการเงินระดับชุมชนในระบบอิสลาม เพื่อเชื่อมโยงและต่อยอดกับสถาบันการเงินอิสลามประเภทต่าง ๆ เช่น สหกรณ์อิสลาม ธนาคารอิสลาม เป็นต้น
  4. สนับสนุนสถาบันและกลุ่มธรรมชาติทางการเงินระดับชุมชนในระบบอิสลามที่มีศักยภาพในชุมชนให้เป็นตัวอย่างนำร่องเผยแพร่ความรู้และขยายเป็นเครือข่ายในทุกพื้นที่
  5. กำหนดให้มีตัวชี้วัดความสำเร็จของผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน 3 ประการ คือ
    • 5.1 มีสมาชิกเพิ่มขึ้น (สมาชิกเข้ามากกว่าสมาชิกออก)
    • 5.2 สมาชิกต้องการเพิ่มทุน หรือเพิ่มหุ้น
    • 5.3 มีการจัดสวัสดิการให้สมาชิกตั้งแต่เกิดถึงตายรวมถึงการจัดสวัสดิการภายในชุมชนด้านการศึกษา สาธารณกุศล สาธารณประโยชน์และสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นเป้าหมายสำคัญของสถาบันการเงินชุมชน

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า

  1. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้มีคำสั่งที่ 179/2551 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 และคำสั่งที่ 1/2552 ลงวันที่ 7 มกราคม 2552 แต่งตั้งคณะทำงานศึกษารูปแบบและวิธีการดำเนินงาน (Model) สถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม เพื่อให้ชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ได้มีสถาบันการเงินในระดับชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ คำสอนตามหลักการศาสนา และดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  2. คณะทำงานฯ ได้ประชุมปรึกษา ประชุมเชิงปฏิบัติการและจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ได้ข้อสรุป ดังนี้
    • 2.1 ผู้นำกลุ่มรวมถึงชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องธุรกรรมและเครื่องมือทางการเงินในระบบอิสลาม
    • 2.2 ชาวบ้านรอคอยที่จะให้มีสถาบันการเงินในระบบอิสลามเกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งบางกลุ่ม ดำเนินงานได้ดี และบางกลุ่มยังขาดทิศทางในการดำเนินการและต้องการความรู้และคำแนะนำเรื่องธุรกรรมและการใช้เครื่องมือทางการเงิน
    • 2.3 พัฒนากรผู้เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ตั้งประเด็นและให้ ข้อเสนอแนะว่าควรอบรม พัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปแนะนำราษฎรในพื้นที่
    • 2.4 เกิดสถาบันการเงินชุมชนและกลุ่มธรรมชาติการเงินของชุมชนในระบบอิสลาม ตามความต้องการของราษฎร ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ คำสอนตามหลักการศาสนา และไม่มีข้อขัดแย้งกับศาสนิกอื่น ราษฎรทุกศาสนิกและทุกระดับในชุมชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รับสวัสดิการ และดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
    • 2.5 สถาบันและกลุ่มธรรมชาติทางการเงินของชุมชนในระบบอิสลามเป็นการจัดสวัสดิการให้สมาชิกในชุมชนตั้งแต่เกิดถึงตายรวมถึงการจัดสวัสดิการภายในชุมชนด้านการศึกษา สาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ และงแวดล้อม
  3. คณะทำงานฯ ได้นำข้อสรุปตามข้อ 2 เสนอที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ครั้งที่ 5/2552 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 แล้ว ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบรูปแบบสถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม โดยเห็นควรให้ ศอ.บต. ดำเนินการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดผลในการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
  4. กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า สถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม (Islamic micro credit) เป็นความต้องการและการรอคอยของราษฎรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ คำสอนตามหลักการศาสนา และไม่มีข้อขัดแย้งกับศาสนิกอื่น ราษฎรทุกศาสนิกและทุกระดับในชุมชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้รับสวัสดิการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม เป็นการจัดสวัสดิการให้สมาชิกในชุมชนตั้งแต่เกิดถึงตาย รวมถึงการจัดสวัสดิการภายในชุมชนด้านการศึกษา สาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ และสิ่งแวดล้อม

9. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการอัยการที่รับเงินเดือนชั้น 5 มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ข้าราชการอัยการที่รับเงินเดือนชั้น 5 มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งหรือได้รับ ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง โดยเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราค่าตอบแทนที่ข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นที่ได้รับเงินเดือนชั้น 3 มีสิทธิได้รับ ตามที่สำนักอัยการสูงสุดเสนอ

สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เห็นควรให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับไปดำเนินการ ส่วนค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และ ปีต่อ ๆ ไป เห็นควรเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


10. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินในประเทศเพื่อชดเชยรายได้ค่าไฟฟ้าจากการดำเนินการตาม 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้การไฟฟ้านครหลวงกู้เงินในประเทศในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 382.22ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ และรัฐบาลเป็นผู้รับภาระในการชำระหนี้เงินต้น ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ค่าไฟฟ้าจากการดำเนินการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ


11. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐโครงการกองทุนที่ดินและโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จำหน่ายหนี้เงินกู้ของเกษตรกรโครงการกองทุนที่ดินที่ดำเนินงานตามโครงการไม่ประสบผลสำเร็จออกจากบัญชีเงินกองทุนที่ดินเป็นหนี้สูญ จำนวน 47 อำเภอ 26 จังหวัด จำนวนเกษตรกรทั้งสิ้น 1,397 ราย จำนวนเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2547 ต้นเงินกู้จำนวน 596,791,341 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 200,760,595.15 บาท รวมเป็นเงิน 797,551,936.15 บาท โดยไม่ขอเงินชดเชยจากรัฐบาล
  2. อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. จำหน่ายหนี้เงินกู้ของเกษตรกรโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตที่ดำเนินงานตามโครงการไม่ประสบผลสำเร็จออกจากบัญชีเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมเป็นหนี้สูญ จำนวน 10 จังหวัด จำนวนเกษตรกร 773 ราย จำนวนเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 ต้นเงินกู้ 8,720,480.30 บาท ดอกเบี้ยและค่าปรับ 2,625,701.50 บาท รวมเป็นเงิน 11,346,181.80 บาท โดยไม่ขอเงินชดเชย จากรัฐบาล

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ส.ป.ก.ได้ถือปฏิบัติตามแนวทางโดยการจัดทำโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง การผลิต (โครงการขุดสระน้ำและโครงการเกษตรผสมผสาน) ให้การสนับสนุนเครื่องจักรกลในการขุดสระน้ำ ปรับปรุงพื้นที่เป็นร่องสวน และให้เกษตรกรกู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รายละ 10,000-30,000 บาท จ่ายสมทบ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและปัจจัยการผลิตเพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนาอย่างเดียวเป็นการเกษตรผสมผสาน ต่อมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) มีนโยบายดำเนินงานขุดสระน้ำประจำไร่นาให้เกษตรกร ขนาด 1,200 ลูกบาศก์เมตร โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  2. โครงการกองทุนที่ดิน ธ.ก.ส. ได้ส่งมอบงานกองทุนที่ดินให้ ส.ป.ก. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 โดยมีเกษตรกรใน 34 จังหวัด จำนวน 3,377 ราย เนื้อที่ 36,352 ไร่ จ่ายเงินกู้จากกองทุนที่ดิน 1,491.5 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าว ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรแล้ว 1,707 ราย ต้นเงิน 442,218,372 บาท ดอกเบี้ย 91,429,366.58 บาท และยกเลิกดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร 91,148,149.36 บาท แต่ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่ประสบภัยพิบัติและเหตุความบกพร่องในการจัดหาที่ดิน รวม 26 จังหวัด เกษตรกร 1,397 ราย ต้นเงิน 596,791,341 บาท ดอกเบี้ย 200,760,595.15 บาท รวมเป็นเงิน 797,551,936.15 บาท
  3. โครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินฯ เข้าร่วมโครงการ 37 จังหวัด จำนวน 5,106 ราย จ่ายเงินกู้จากกองทุนการปฏิรูปที่ดิน 53.22 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าว ส.ป.ก.ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรแล้ว 463 ราย ต้นเงิน 3,529,156.90 บาท ดอกเบี้ยและค่าปรับ 864,810.55 บาท แต่ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ เนื่องจากประสบภัยแล้งต่อเนื่องและสระน้ำตามโครงการไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอตลอดปี ทำให้ไม่ได้ผลผลิตต่อเนื่องหลายปี รวม 10 จังหวัด เกษตรกร 773 ราย ต้นเงิน 8,720,480.30 บาท ดอกเบี้ยและค่าปรับ 2,625,701.50 บาท รวมเป็นเงิน 11,346,181.80 บาท
  4. ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรกรแห่งชาติ (กบส.) ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 วาระที่ 3.2 การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการกองทุนที่ดินมีมติเห็นชอบมาตรการจำหน่ายหนี้เงินกู้ของเกษตรกรโครงการกองทุนที่ดินที่ดำเนินงานไม่ประสบผลสำเร็จตามข้อ 2 ออกจากบัญชีเงินกองทุนที่ดิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2547 จำนวน 1,397 ราย ต้นเงิน 596,791,341 บาท ดอกเบี้ย 200,760,595.15 บาท รวมเป็นเงิน 797,551,936.15 บาท โดยไม่ขอเงินชดเชยจากรัฐบาล และวาระที่ 3.3 ขอจำหน่ายหนี้สูญโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตมีมติเห็นชอบมาตรการจำหน่ายหนี้เงินกู้ ดอกเบี้ยค้างชำระ และค่าปรับค้างชำระ (ตามข้อ 3) ออกจากบัญชีเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 เป็นหนี้สูญ จำนวน 773 ราย ต้นเงิน 8,720,480.30 บาท ดอกเบี้ยและค่าปรับ 2,625,701.50 บาท รวมเป็นเงิน 11,346,181.80 บาท โดยไม่ขอเงินชดเชยจากรัฐบาล
  5. ธ.ก.ส.โดยสำนักงานคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ ได้แจ้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรโครงการกองทุนที่ดิน และโครงการบริการเครื่องจักรกลเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตเสนอขออนุมัติจำหน่ายหนี้สูญต่อคณะรัฐมนตรี

12. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 6/2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 6/2552 และเห็นชอบมติคณะกรรมการ กรอ. และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ คณะกรรมการ กรอ. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ แล้วรายงานให้คณะกรรมการ กรอ. และคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเสนอ

สรุปผลการประชุมและมติคณะกรรมการ กรอ. ดังนี้

1. ข้อเสนอมาตรการภาษี

มติคณะกรรมการ กรอ.

มอบหมายกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก รับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความเป็นไปได้ ประโยชน์ และผลกระทบตามข้อเสนอมาตรการภาษีของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน โดยในส่วนของมาตรการระยะสั้นและเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 เดือน แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการ กรอ. สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น ให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาและรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ กรอ. ต่อไป

2. ข้อเสนอเพื่อขอยกเลิกภาษีสรรพสามิตของเครื่องปรับอากาศชนิดขนาดไม่เกิน 72,000 บีทียู/ชั่วโมง

มติคณะกรรมการ กรอ.

  1. เห็นชอบให้ยกเลิกภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศขนาดไม่เกิน 72,000 บีทียู/ชั่วโมง โดยให้กระทรวงการคลังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
  2. ให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับไปประสานกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศเพื่อปรับลดราคาขายปลีกเครื่องปรับอากาศลงตามที่ได้ยืนยันต่อคณะกรรมการ กรอ. เพื่อให้การยกเลิกภาษีสรรพสามิตครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง

3. ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมก่อสร้าง

มติคณะกรรมการ กรอ.

  1. มอบหมายกระทรวงการคลัง ประสานกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อจัดทำรายละเอียดของข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนให้ชัดเจน และเร่งรัดดำเนินการตามข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  2. มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม รับเป็นเจ้าภาพดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับไปพิจารณายกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพการก่อสร้าง และการจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางการก่อสร้างในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย และให้นำเสนอคณะกรรมการ กรอ. พิจารณาต่อไป
  3. มอบหมายสำนักงานผู้แทนการค้าไทย เป็นหน่วยงานส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปประมูลงานในต่างประเทศ โดยให้ศึกษาและแสวงหาลู่ทางการลงทุนการก่อสร้างในตลาดต่างประเทศ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศเป้าหมาย

4. การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

4.1 คณะกรรมการ กกร. เสนอที่ประชุมพิจารณายุทธศาสตร์เร่งด่วนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน 2 ประเด็น คือ (1) จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เป็นกรรมการ โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ และ (2) จัดสรรงบประมาณจำนวน 103 ล้านบาท เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและแนวทางการพัฒนา Eco-Industrial Town ในประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในปี 2553

มติคณะกรรมการ กรอ.

  1. เห็นชอบในหลักการของข้อเสนอเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืนตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันเสนอ
  2. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปพิจารณาทบทวนภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยผนวกรวมข้อเสนอของภาคเอกชนเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ให้ครอบคลุมมิติการพัฒนาอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และชุมชน และอาจปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่กำหนดขึ้นใหม่

5. การจัดตั้ง One Stop One Start Investment Center (OSOS)

มติคณะกรรมการ กรอ.

  1. ให้แก้ไขร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานการบริการนักลงทุน มิให้ขอบเขตงานซ้ำซ้อนกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์บริการเพื่อการลงทุน พ.ศ. 2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์บริการเพื่อการลงทุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 โดยให้ภารกิจหลักของศูนย์ประสานฯ เป็นเรื่องการรับคำขอ ส่งต่อและประสานงาน และไม่ต้องยกเลิกระเบียบฯ ปี 2525 และฉบับแก้ไขปี 2545
  2. ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เร่งพิจารณาร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดตั้ง ศูนย์ประสานการบริการนักลงทุนให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีลงนามโดยเร็วที่สุด
  3. ให้เลื่อนการเปิดศูนย์ประสานฯ ออกไปเป็นต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 โดยให้กรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดราคากลางให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันหลังจากได้รับแบบจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และให้ใช้วิธีพิเศษในการจัดจ้างเพื่อให้ศูนย์ประสานสามารถเปิดให้บริการได้ทันตามกำหนด

6. ข้อสรุปความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราของสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย

มติคณะกรรมการ กรอ.

7. ความคืบหน้าการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67

มติคณะกรรมการ กรอ.

  1. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาออกใบอนุญาตดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยให้นำความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบการพิจารณา และให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อประเภทกิจการที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง ตามหลักการมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และรายงานความคืบหน้าการดำเนินการให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจทราบในการประชุมครั้งต่อไป
  2. มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักทำงานร่วมกับกระทรวง อุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เร่งดำเนินการบูรณาการการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ชัดเจน และให้เพิ่มองค์ประกอบขององค์การอิสระ ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ โดยอาจแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัย และจากสถาบันหรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในโครงสร้างองค์ประกอบของ คณะผู้ชำนาญการฯ

13. เรื่อง เงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. รับหลักการของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ร่างสัญญาเงินกู้ ร่างสัญญาค้ำประกันเงินกู้ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้เสนอร่างหนังสือดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
  2. ให้การประปานครหลวงเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ และกระทรวงการคลังเป็นผู้ ค้ำประกันเงินกู้สำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปา แผนหลัก ครั้งที่ 8
  3. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทยในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น สัญญาค้ำประกันเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่กล่าวข้างต้น

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นมา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้โครงการ ปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ดังนี้

วัตถุประสงค์และประโยชน์ของโครงการ

เพื่อขยายกำลังการผลิตน้ำประปาให้รองรับกับปริมาณความต้องการใช้น้ำ ก่อสร้างและปรับปรุง ประสิทธิภาพการสูบจ่ายน้ำที่สถานีสูบจ่าย และก่อสร้างระบบท่อประปาให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น สามารถบริหารน้ำประปาแก่ประชาชนที่ยังไม่มีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งลดการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ

ความเป็นมา

  1. กระทรวงการคลังได้มีหนังสือทาบทามขอใช้เงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 เพื่อเสนอโครงการพัฒนาที่ขอใช้เงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง (กปน.)
  2. กระทรวงการคลังร่วมกับการประปานครหลวงได้หารือกับคณะผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ เมื่อวันที่ 8-19 ธันวาคม 2551 และเมื่อวันที่ 20-30 เมษายน 2552
  3. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบการเจรจาเงินกู้จากต่างประเทศ ตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2552 ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ประกอบด้วย (1) โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ของกรมทางหลวง (2) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท (3) โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง และ (4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และต่อมาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศดังกล่าว
  4. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศการให้เงินกู้อย่างเป็นทางการแก่ประเทศไทย ครั้งที่ 32 สำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ระหว่างการหารือทวิภาคีในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จังหวัดภูเก็ต
  5. กระทรวงการคลังได้ดำเนินการเจรจาตกลงใน (1) หลักการของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น และ (2) ร่วมกับ กปน. เจรจาในรายละเอียดของร่างสัญญาเงินกู้และร่างสัญญาค้ำประกันเงินกู้สำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 กับ JICA โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้
    • 5.1 ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น
      • (1) รัฐบาลญี่ปุ่นตกลงที่จะให้การประปานครหลวงกู้เงินโดยผ่าน JICAจำนวน 4,462 ล้านเยน สำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง
      • (2) การใช้เงินกู้ภายใต้หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินสำหรับโครงการ ปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ของ กปน. จะต้องมีกระทรวงการคลัง ในนามรัฐบาลไทยเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
      • (3) การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยภายใต้วงเงินกู้ดังกล่าว จะได้รับยกเว้นในเรื่องภาษีอากรตามกฎหมายไทย และรัฐบาลไทยจะอนุญาตให้บุคคลสัญชาติญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปฏิบัติงานตามงานโครงการเงินกู้ รวมทั้งพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ตามกฎหมายเท่าที่จำเป็น
      • (4) สำหรับการขนส่งทางเรือและการประกันภัยทางทะเลของสินค้าที่จัดซื้อด้วยเงินกู้สำหรับ โครงการดังกล่าว รัฐบาลไทยจะงดเว้นการกำหนดข้อบังคับใดๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมระหว่างบริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยของประเทศทั้งสอง
      • (5) รัฐบาลไทยจะต้องใช้เงินกู้อย่างเหมาะสมสำหรับโครงการ ดูแล ความปลอดภัยของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและการดำเนินโครงการ และดูแลให้สิ่งก่อสร้างที่ใช้เงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับการใช้และบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม
    • 5.2 ร่างสัญญาเงินกู้
      • (1) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.8 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับส่วนของการจ้างที่ปรึกษาอัตรา ร้อยละ 0.01 ต่อปี
      • (2) ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 15 ปี รวมระยะปลอดหนี้ 5 ปี
      • (3) ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ร้อยละ 0.1 ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย
      • (4) ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินกู้ เงื่อนไขการซื้อสินค้าและบริการให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของ JICA โดยจัดซื้อได้จากทุกประเทศ
      • (5) การเบิกจ่ายเงินกู้ภายใน 7 ปี
      • (6) ผู้กู้จะต้องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้การดำเนินงานมีความเป็นธรรมและโปร่งใส และเมื่อ JICA ร้องขอ ผู้กู้จะต้องจัดส่งรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้กับ JICA
      • (7) การชำระคืนดอกเบี้ยก่อนการเบิกจ่ายเสร็จสิ้นจะชำระในเดือนมีนาคมและกันยายนของ ทุกปี และภายหลังการเบิกจ่ายเสร็จสิ้นจะชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคมของทุกปี

14. เรื่อง สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สอง และแนวโน้มปี 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบสรุปภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สอง และแนวโน้มปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยแพร่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2/2552 และแนวโน้มปี 2552 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสสองหดตัวร้อยละ 4.9 ลดความรุนแรงลงกว่าที่หดตัวถึงร้อยละ 7.1 ในไตรมาสแรก รวมครึ่งแรกหดตัวร้อยละ 6.0 ซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงที่ทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยหดตัวมาก และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง รวมทั้งการระบาดโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่กระทบการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย โดยที่การใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนเอกชน และการส่งออกยังหดตัวต่อเนื่อง

หากปรับปัจจัยฤดูกาลออกแล้วปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาสสองของปี 2552 โดยเปรียบเทียบกับในไตรมาสก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 (% QoQ) ซึ่งเป็นการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบที่หดตัวร้อยละ 1.8 และร้อยละ 5.9 ในสองไตรมาสก่อนหน้า และชี้ว่าโดยภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นช่วงถดถอยรุนแรงที่สุดแล้ว โดยได้เริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาสสอง ได้แก่ การว่างงาน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก การใช้กำลังการผลิต การลงทุนภาครัฐ และการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ รวมทั้งการก่อสร้างภาคเอกชน

1.1 สัญญาณบวกในไตรมาสสองปี 2552

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วการใช้จ่ายยังหดตัวร้อยละ 2.3 ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสแรก ชี้ว่าการใช้จ่ายครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบางและต้องมีการผลักดันในเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลในเรื่องฐานรายได้รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

1.2 ปัจจัยลบในไตรมาสสอง ในช่วงไตรมาสสองนั้นยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเอกชน และทำให้การผลิตยังคงหดตัวในหลายสาขา ได้แก่

2. เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ต้องเฝ้าระวังเรื่องผลกระทบราคาน้ำมัน

2.1 เสถียรภาพในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องระมัดระวังผลกระทบราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

1.3 เสถียรภาพด้านต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง

3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังและภาพรวมทั้งปี 2552

3.1 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งหลังโดยที่มีโอกาสกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (% YOY) แม้ว่าในไตรมาสสามนั้นเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะหดตัว เนื่องจากผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกนั้นจะยังจำกัด และประกอบกับฐานการส่งออกในช่วงไตรมาสสามของปีที่แล้วนั้นสูง รวมทั้งการฟื้นตัวของการใช้จ่ายครัวเรือนจะยังช้า แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงไตรมาสต่อไตรมาสโดยหักลบปัจจัยทางฤดูกาลออกแล้ว (% QoQ) มีแนวโน้มเป็นบวกต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสสอง โดยที่ GDP ณ ราคาคงที่ที่ปรับฤดูกาลแล้วอยู่ในระดับต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนและเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับการฟื้นตัวในครึ่งหลัง ดังนี้

นอกจากนี้ฐานเศรษฐกิจที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายปี 2551 จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายกลับมาขยายตัวเป็นบวก

3.2 การประมาณการเศรษฐกิจปี 2552 คาดว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงร้อยละ (-3.5) - (-3.0) ซึ่งเป็นการปรับจากประมาณการเดิมในช่วงร้อยละ (-3.5) - (-2.5) ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 เนื่องจากในครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าที่คาดไว้เดิมจากการส่งออกและการลงทุนที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาดไว้เดิม และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายครัวเรือนยังช้าอยู่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วงร้อยละ (-1.0) - (-0.5) มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ สรอ.คาดว่าจะลดลงร้อยละ 16.3 แต่เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทโดยเฉลี่ยอ่อนลงกว่าในปี 2551 มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท จึงลดลงร้อยละ 14.5 และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 5.6 ของ GDP

การประมาณเศรษฐกิจทั้งปีสรุปได้ ดังนี้

3.3 ปัจจัยเสี่ยงและประเด็นที่มีความสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี มีดังนี้

4. แนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2552

การบริหารเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี ควรให้ความสำคัญกับประเด็น ต่อไปนี้


15. เรื่อง การขอข้อมูลกิจกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของหน่วยงานต่าง ๆ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงและหน่วยงานในกำกับของรัฐทุกหน่วยงานจัดส่งแผนการดำเนินกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552-2553 ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตามแบบฟอร์ม ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) รองประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) รองประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติรายงานว่า

  1. นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา ที่ 9/2552 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ ส่งเสริมสนับสนุนและบูรณาการกิจกรรม แผนงาน และโครงการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประ เทศอย่างยั่งยืน
  2. โดยที่การดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงานจำเป็นต้องมีการบูรณาการ การจัดกิจกรรมระหว่างกัน ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ เนื้อหารูปแบบ กำหนดเวลา และกลุ่มเป้าหมายของการจัดงาน เพื่อนำไปสู่การสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมตามโครงการ Creative Thailand จึงเห็นควรให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะหน่วยงานหลักของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวบรวมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหมดเสนอคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์เพื่อพิจารณาต่อไป

สังคม


16. เรื่อง ร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ตามที่สำนักงาน ก.พ. ได้ดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เพื่อนำไปใช้กับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างสังกัดราชการพลเรือน ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ

สาระสำคัญของประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน

สาระสำคัญของร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนฉบับปรุงปรุงแล้ว มีดังนี้

  1. คำปรารภ ประกอบด้วยคำปรารภและค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ 9 ประการของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
  2. หมวด 1 บททั่วไป ประกอบด้วย กำหนดเวลาบังคับใช้และนิยามศัพท์
  3. หมวด 2 จริยธรรมข้าราชการพลเรือน ขยายค่านิยมหลักเพื่อให้ข้าราชการยึดเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดวินัย
  4. หมวด 3 กลไกและระบบการบังคับใช้ประมวลจริยธรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
    • ส่วนที่ 1 องค์กรคุ้มครองจริยธรรม
      • ก.พ.มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ให้มีการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมอย่างทั่วถึงและจริงจัง
      • ส่วนราชการ มีหน้าที่ 1. จัดตั้งกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมขึ้นในทุกส่วนราชการขึ้นตรงต่อหัวหน้าส่วนราชการ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการเพื่อควบคุม กำกับ ให้มีการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมนี้
    • ส่วนที่ 2 ระบบการบังคับใช้ประมวลจริยธรรม การฝ่าฝืนจริยธรรมตามความในหมวด 2 ของประมวลจริยธรรมนี้ถือเป็นความผิดวินัย
  5. บทเฉพาะกาล ให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมและจัดตั้งกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมในส่วนราชการทุกแห่งภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ประมวลจริยธรรมมีผลใช้บังคับ และเมื่อครบหนึ่งปี ให้ ก.พ. จัดให้มีการประเมินการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมนี้ พร้อมดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขและรับฟังความคิดเห็นจากข้าราชการ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม คณะกรรมการจริยธรรม หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ตรวจการแผ่นดิน และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

สาระสำคัญของร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนที่ปรับแก้ไขแล้ว มีประเด็นดังนี้

  1. ตัดหมวด 4 จรรยาข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ออกจากร่างประมวลจริยธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่กำหนดในมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551 ในหมวดว่าด้วยจรรยาข้าราชการเป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ
  2. ปรับปรุงเกี่ยวกับกรณีฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ดำเนินการตามหมวด 6 วินัยและการรักษาวินัย แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
  3. แยกเรื่องวินัยออกจากร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการบังคับใช้และปัญหาในการตีความ

17. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสาม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสาม สรุปได้ดังนี้

1. สถิติการใช้บริการ

การใช้บริการในปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสาม มีจำนวนค่าเฉลี่ยต่อเดือน 605,399 ครั้ง เมื่อ เปรียบเทียบกับการใช้บริการ ของไตรมาสสอง มีจำนวนค่าเฉลี่ยการเรียกเข้าเพิ่มขึ้น 18,105 ครั้ง คิดเป็นอัตราร้อยละ 3.08 โดย ข้อมูลที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่

2. บริการสอบถามข้อมูลทั่วไปแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถามดังนี้

3. บริการรับเรื่องร้องเรียนแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถาม ดังนี้

4. การดำเนินการของโครงการ GCC 1111 ของไตรมาสสาม ประจำปี งบประมาณ 2552

5. บทสรุป

การใช้บริการของ GCC 1111ในไตรมาสสามมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 โดยข้อมูลที่ประชาชนสนใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากมีเหตุการณ์และข้อมูลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น โครงการต้นกล้าอาชีพ การประกาศวันหยุดราชการพิเศษ การสอบถามเส้นทางการจราจร การพยากรณ์อากาศ โครงการเรียนฟรี 15 ปี ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ 2009 (H1N1) การขึ้นทะเบียนต่ออายุแรงงานต่างด้าว เป็นต้น ซึ่งการให้บริการข้อมูล ของGCC 1111 มีหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูล ที่ตอบสนองนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายและโครงการของรัฐ และการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนผู้ใช้บริการภาครัฐ และรวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน โดย GCC 1111 ได้พยายามพัฒนาคุณภาพการให้บริการทั้งด้านข้อมูลและบุคลากรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ ดังสโลแกน "1111 เพื่อนที่รู้ใจ คนที่ใกล้ตัว"


18. เรื่อง การขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2552 งบกลาง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณปี 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 65,010,800 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ


19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 7

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝนครั้งที่ 7 ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย ผลกระทบด้านการเกษตร การให้ความช่วยเหลือ และสถานการณ์น้ำ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์อุทกภัย

ผลกระทบด้านการเกษตร

พื้นที่ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรช่วงภัย 1 พฤษภาคม - 21 สิงหาคม 2552 ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2552 รวมทั้งสิ้น 40 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ยโสธร เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุบลราชธานี อุดรธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สิงห์บุรี กรุงเทพฯ ชัยนาท อ่างทอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสตูล แยกเป็น

การให้ความช่วยเหลือสถานการณ์อุทกภัย

ด้านชลประทาน ปัจจุบันได้ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือไปแล้ว 11 จังหวัด จำนวน 81เครื่อง และ เครื่องผลักดันน้ำ 3 จังหวัด จำนวน 37 เครื่อง แยกเป็นรายภาคต่าง ๆ ดังนี้

ภาค จังหวัด เครื่องสูบน้ำ (เครื่อง) เครื่องผลักดันน้ำ (เครื่อง) รายชื่อจังหวัด
(จำนวนเครื่องสูบน้ำ/จำนวนเครื่องผลักดันน้ำ)
ต.อ.เฉียงเหนือ 3 5 19 มหาสารคาม(3/-) นครราชสีมา(1/19) อุดรธานี(1/-)
กลาง 8 66 18 นนทบุรี(4/-) พระนครศรีอยุธยา(10/-) สมุทรสาคร(5/-) สุพรรณบุรี (44/15) กรุงเทพ(-/3) ชัยนาท (3/-)
ใต้ 1 3 - ระนอง(3/-)
รวม 9 74 37  

สถานการณ์ศัตรูพืชระบาด

สถานการณ์ฝนทิ้งช่วง

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 6 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
แม่กวง 25 10 11 4 0.56 0.52 0.75 0.93 237
กิ่วคอหมา 48 29 42 25 0.00 0.00 0.63 0.63 123
แควน้อย 148 19 112 15 3.35 2.45 3.46 4.32 621
อุบลรัตน์ 570 26 160 7 3.68 2.01 2.73 2.69 1,694
ลำพระเพลิง 22 22 21 19 0.65 0.20 0.69 0.86 87
ทับเสลา 27 17 19 12 0.51 0.00 0.00 0.00 134

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 4 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ศรีนครินทร์ 14,719 83 4,454 25 16.21 17.74 11.61 15.00 3,030
วชิราลงกรณ์ 7,139 81 4,127 47 20.55 21.30 30.09 14.88 1,710
แก่งกระจาน 572 81 505 71 5.68 5.68 5.56 5.56 138
รัชชประภา 4,705 83 3}353 59 4.84 6.56 7.67 1.80 921

2. สภาพน้ำท่า

ภาคเหนือ

ภาคกลาง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาคตะวันออก

ภาคใต้


20. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2552 สรุปสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือ ประชาชนในห้วงเวลาดังกล่าว ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2552)

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 23-29 สิงหาคม 2552


ต่างประเทศ


21. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและสเปน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและสเปน และให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) เป็นผู้ลงนามกับฝ่ายสเปนต่อไป ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 Mr. Oscar Via, General Director for Trade Finance and Investments ของสเปนได้เข้าเยี่ยมคารวะผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและได้มีการหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำเอกสารความตกลงหรือกรอบความร่วมมือทางวิชาการไทย - สเปน เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Fondo de Estudios de Viabilidad : FEV) ที่รัฐบาลสเปนให้แก่ประเทศไทย
  2. ต่อมาสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทยได้จัดส่งร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและสเปนให้ สพร. พิจารณา ซึ่งระบุสาขาความร่วมมือ ได้แก่ water supply , infrastructure, preservation of the environment and tourism ซึ่งฝ่ายไทยและสเปนได้มีการหารือและปรับแก้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันเป็นระยะ โดยล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทยได้ส่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งฝ่ายสเปนไม่ได้มีการแก้ไขจากร่างที่ฝ่ายไทยเสนอเพียงแต่เพิ่มเติมสาขาความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ water management, sanitation and wastewater management, renewable energy and climate change และ solid waste management
  3. รัฐบาลไทยและรัฐบาลสเปนได้มีการกระชับความสัมพันธ์ในหลายระดับและมีความร่วมมือที่ดีต่อกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกันที่จะพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ซึ่งฝ่ายสเปนเห็นว่าสเปนและไทยมีความคล้ายคลึงกันและต่างก็มีบทบาทที่แข็งขันและสำคัญในภูมิภาคของตน จึงน่าจะร่วมมือกันมากขึ้น ดังนั้น การมีบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองประเทศในอนาคต
  4. กรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้พิจารณาสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือการศึกษาเพื่อหาความเป็นไปได้ (feasibility studies) ในสาขาความร่วมมือที่ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอโครงการและฝ่ายสเปนเห็นชอบให้การสนับสนุน จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งหากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมายและข้อบังคับก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

22. เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และอนุมัติให้มีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว รวมทั้ง มอบหมายสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบกำกับดูแลการดำเนินการ ตามข้อตกลงดังกล่าว ในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างข้อตกลงในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการต่างประเทศ
  3. อนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่รับมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจเต็ม (Full Powers) แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามข้อตกลงดังกล่าว

สาระสำคัญ

ข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี มีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

  1. ภาคีคู่สัญญาจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของทั้ง 2 ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ศัตรูพืชและสัตว์พาหะ ตลอดจนสนับสนุนอำนวยความสะดวกระหว่างกัน
  2. กิจกรรมที่จะดำเนินการจะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการ และข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การแลกเปลี่ยนผู้แทนเพื่อร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรมตลอดจนการแจ้งเตือนภาคีคู่สัญญากรณีการเกิดการแพร่ระบาดโรค และมาตรการในการควบคุมโรค ศัตรูพืชและสัตว์พาหะ รวมทั้งความร่วมมืออื่น ๆ
  3. มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และแต่งตั้งหน่วยประสานงาน โดยหน่วยงานรับผิดชอบฝ่ายไทยคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายชิลี คือ กระทรวงเกษตร

การศึกษา


23. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษาไทย - บรูไน ดารุสซาลาม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาระหว่างไทย - บรูไน ดารุสซาลาม
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
  3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

  1. กระทรวงศึกษาธิการของไทยและของบรูไน ดารุสซาลาม ประสงค์จะจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้บริหารการศึกษา เจ้าหน้าที่ระดับสูง นักวิจัย ครู และนักเรียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนสื่อการเรียนการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ ข้อมูลข่าวสาร ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การแข่งขัน โครงการค่าย การฝึกอบรม และการวิจัย ในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน เป็นต้น
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำหนดจะเดินทางไปเยือนประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ในช่วงเดือนสิงหาคม 2552 ซึ่งในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้
  3. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่ายและการแลกเปลี่ยนด้านต่าง ๆ ตามข้อ 1 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

24. เรื่อง การก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 - 43

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปลี่ยนแปลงรายการ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 10 รายการ ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 - 43 (จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา) จาก อาคารเรียนแบบ 342 ล. ตอกเข็ม 1 หลัง และหอนอนนักเรียน 4 ชั้น จำนวน 1 หลัง เป็น อาคารเรียน 216 ล./49 (หลังคาทรงไทย) จำนวน 1 หลัง และอาคารหอนอน 49 จำนวน 2 หลัง ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้ สพฐ. ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ ตามระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

กรณีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรายการและเพิ่มวงเงินงบประมาณ รายการสิ่งก่อสร้างประกอบที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาท ให้ สพฐ. พิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ไปดำเนินการก่อนในชั้นแรก หากไม่เพียงพอเห็นควรให้ปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ไปดำเนินการเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 มีผลใช้บังคับแล้ว ตามความเห็นชอบสำนักงบประมาณ

ส่วนกรณีให้กองทัพเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 - 41 ในลักษณะ "เบิกจ่ายแทนกัน" เพื่อทำให้การก่อสร้างอาคารต่าง ๆ แล้วเสร็จได้ตามวัตถุประสงค์นั้น เห็นควรให้ สพฐ. ดำเนินการขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามความเห็นชอบสำนักงบประมาณ


แต่งตั้ง


25. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวกรณีพิเศษ (นายประดาป พิบูลสงคราม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจ้างนายประดาป พิบูลสงคราม เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ถวายงานแด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2552 และการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ในฐานะเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแจ้งพ้นหน้าที่ต่อรัฐบาลสาธารณรัฐอิตาลี โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

2. แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับองค์การซีมีโอและยูเนสโก (จำนวน 8 คณะ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับองค์การซีมีโอและยูเนสโก รวม 8 คณะ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ และรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ฝ่ายต่างประเทศ) เป็นกรรมการและเลขานุการ
  2. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ และรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ฝ่ายต่างประเทศ) เป็นกรรมการและเลขาธิการ
  3. คณะกรรมการฝ่ายการศึกษาของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและเลขานุการ
  4. คณะกรรมการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานกรรมการ และ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและเลขานุการ
  5. คณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ
  6. คณะกรรมการฝ่ายสังคมศาสตร์ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี ศาสตราจารย์พัทยา สายหู เป็นประธานกรรมการ และหัวหน้ากลุ่มพัฒนาความร่วมมือพหุภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและเลขานุการ
  7. คณะกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชนของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยมี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ
  8. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก โดยมี ศาสตราจารย์คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นประธานกรรมการ และนางสาวกรพินธุ์ ทวีตา เป็นกรรมการและเลขานุการ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (13 มกราคม 2552) พิจารณาแล้วเห็นว่าคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับองค์การซีมีโอและยูเนสโกมีความสำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เพราะจัดตั้งขึ้นตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยประสานงานกลางภายใต้ความร่วมมือกับองค์การซีมีโอและหน่วยงานกลางในการประสานงานและรองรับการดำเนินโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก โดยได้ตรวจสอบองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการต่าง ๆ แล้วว่ามีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขชุดใหม่ เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบ 2 ปี ตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อดังนี้ 1. นายประเวศ วะสี 2. นายวิจารณ์ พานิช 3. นางสาววิจิตร ศรีสุพรรณ 4. นางจุรี วิจิตรวาทการ 5. นายมงคล ณ สงขลา 6. นายเทพ หิมะทองคำ และ 7. นายสมชัย สัจจพงษ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ แต่งตั้ง พลตรี วัฒนาเพ็ชรมงคล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ แทนนายชวลิต ทิสยากร ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาใกล้จะครบกำหนดสามปีตามวาระ (วันที่ 31 สิงหาคม 2552) แล้ว โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ 2. นายเทียร เมฆานนท์ชัย 3. นางสาวกัญญา สินสกุล 4. นายประมวล ศรีโพธิ์ชัย 5. นายสุรชัย เถลิงโชค 6. นายเกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป

6. การแต่งตั้งเลขาธิการ ก.พ. (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ แต่งตั้งนางเบญจวรรณ สร่างนิทร รองเลขาธิการ ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อแทนผู้เกษียณ อายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งนายกฤษณพร เสริมพานิช รองอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อแทน ผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อธิบดีกรมโรงงาน อุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

9. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชัย วนดุรงค์วรรณ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี