สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
18 สิงหาคม 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  4. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การปรับโครงสร้างเงินเดือนและการปรับเงินเดือนพนักงานธนาคารออมสิน
  2. เรื่อง การขอต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี (การเคหะแห่งชาติ)
  3. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 เพิ่มเติม
  4. เรื่อง รายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
  5. เรื่อง รายงานการบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศไทยเนื่องจากปัญหาการจ่ายก๊าซธรรมชาติ
  6. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
  7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2552
  8. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด

สังคม

  1. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด
  2. เรื่อง ข้อเสนอเพื่อการจัดตั้งสำนักกิจการฮัจย์ประเทศไทย และกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดีอาระเบีย
  3. เรื่อง การกำหนดแนวทางการให้สิทธิประโยชน์แก่พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
  4. เรื่อง รายงานผลการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อวันที่ 8-14 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง
  5. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคม 2552)
  6. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 6
  7. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการเช็คช่วยชาติ พ.ศ. 2552

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้
  2. เรื่อง รายงานผลการประชุม World Ocean Conference 2009
  3. เรื่อง การเสนองบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย
  4. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ
  5. เรื่อง ร่างบันทึกการประชุม กรอบการเจรจา และกรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงฯ รวม 6 ฉบับ

การศึกษา

  1. เรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561)

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
    2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พิจารณาดำเนินการและได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นส่วนราชการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการ ศอ.บต. มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง เป็นหัวหน้าส่วนราชการ นายกรัฐมนตรีโดยการเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงคนหนึ่งเป็นเลขาธิการ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานใน ศอ.บต. และรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอ.บต. ทั้งนี้เลขาธิการ ศอ.บต. ให้ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ยังได้บัญญัติถึงภารกิจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ และ ความเชื่อมโยงทางนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงกับด้านการบริหารการพัฒนาอันสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน


2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงยุติธรรมเสนอว่า

  1. คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบหรือทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนรวมทั้งออกกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ขยายและยกเลิกอายุความในคดีอาญาบางประเภทและคดีทุจริต ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ในทุกระดับอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น ส่งเสริมคุณธรรมคู่ความรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพื่อปลูกฝังค่านิยม "คนไทยต้องไม่โกง"
  2. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) เห็นสมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว จึงได้ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
  3. นอกจากนี้ได้พิจารณาเห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวโดยเฉพาะในส่วนของการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 84 ที่กำหนดให้การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ให้ยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือ ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกิน 2 ปี อีกทั้งไม่สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารฯ ซึ่งครอบคลุมเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับที่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองลงมาเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูงตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปนั้น จะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้มาตรฐานการดำเนินการกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เกิดความลักลั่นกัน จึงสมควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีแจ้งเป็นข้อสังเกตให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกันต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

1.1 กำหนดให้การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำการทุจริตในภาครัฐ ให้สามารถทำได้แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว และการกล่าวหาจะทำเป็นวาจาหรือหนังสือก็ได้ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 24) โดยมีข้อแตกต่าง ดังนี้

พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
มาตรา 24 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำการทุจริตในภาครัฐ จะทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ มาตรา 24 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำการทุจริตในภาครัฐ ให้กล่าวหาได้แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด ทั้งนี้ การกล่าวหาดังกล่าวจะทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้

1.2 ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. รับหรือพิจารณาเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนถูกกล่าวหาเกินกว่าห้าปี (ร่างมาตรา 4 ยกเลิกมาตรา 26 (4)) โดยมีข้อแตกต่าง ดังนี้

พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
มาตรา 26 ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. รับหรือพิจารณา
เรื่องดังต่อไปนี้
ฯลฯ
(4) เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนถูกกล่าวหาเกินกว่าห้าปี
ให้ยกเลิกความใน (4) ของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2551

2. ข้อสังเกต

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สมควรให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกันต่อไป


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย และดำเนินการต่อไปได้ และมอบให้กรมการปกครองประสานงานกับกระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการ สูงสุด และสำนักงานศาลยุติธรรม ไปดำเนินการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามร่างกฎกระทรวงดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. ....

2. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. ....


4. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอว่า

  1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (29 มีนาคม 2548) เห็นชอบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 112/2548 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยผู้นำชุมชนท้องถิ่นตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เสนอ โดยมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การประกอบอาชีพ การแก้ปัญหาความยากจน คุณภาพชีวิตชุมชน สาธารณสุขชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต การพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมคุณธรรมและการพัฒนาค่านิยม ต่อนายกรัฐมนตรี
  2. ได้มีการกำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยให้คณะกรรมการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี (ตามข้อ 1) เป็นคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ ตามบทเฉพาะกาลของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. 2549 จนกว่าจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนี้
  3. นับตั้งแต่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยผู้นำชุมชนท้องถิ่นเป็นต้นมายังไม่ปรากฏผลงานตามอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีตามที่ระบุไว้ในระเบียบ และไม่มีความจำเป็นต้องใช้กลไกตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. 2549 เพราะมีภารกิจซ้ำซ้อนกับ สภาองค์กรชุมชน ซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ที่เป็นกลไกสำคัญให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาตั้งแต่ระดับตำบล ระดับจังหวัด จนถึงระดับชาติ ทำให้ภาคประชาชนมี บทบาทครอบคลุมและกว้างขวางกว่าอำนาจหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว
  4. นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาเห็นชอบให้กำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 และมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวต่อไป
  5. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณายกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ.2549 พ.ศ. .... เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่าเมื่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยผู้นำชุมชนท้องถิ่น ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 112/2548 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2548 ซึ่งมีนายประยงค์ รณรงค์ เป็นประธานกรรมการ และบทเฉพาะกาลของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 กำหนดให้ทำหน้าที่คณะกรรมการผู้นำชุมชน แห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. 2549 ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการผู้นำ ชุมชนแห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. 2549 นั้น ต้องสิ้นสภาพลง

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ พ.ศ. 2549 พ.ศ. .... (ร่างข้อ 3)

5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

  1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับการเรียกร้องจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับข้อขัดข้องบางประเภทในการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องจากมีบทบัญญัติบางมาตราที่สร้างภาระและ เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น การบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ภาคธุรกิจมีภาระที่ต้องส่งคำบอกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นและต้องลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ด้วย การประชุมกรรมการไม่มีความคล่องตัวเพราะต้องมาประชุม ณ สถานที่เดียวในการนัดเรียกประชุม การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต้องยื่นจด ณ สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานแล้ว เป็นต้น
  2. กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 ห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่ใช้บังคับอยู่มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชนและเป็นอุปสรรคในการเสริมสร้างศักยภาพใน การแข่งขันของประเทศอีกด้วย ดังนั้น เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ดังกล่าว เห็นสมควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. แก้ไขบทบัญญัติให้ผู้ประสงค์จะขอยื่นจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทสามารถยื่น ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแห่งใดก็ได้ที่มีความพร้อมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 3 และร่างมาตรา 4)
  2. เพิ่มเติมบทบัญญัติให้รัฐมนตรีมีอำนาจยกเว้นค่าธรรมเนียม การจดทะเบียน การตรวจเอกสาร การขอใบสำคัญ และการขอคัดสำเนาพร้อมคำรับรองของห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ร่างมาตรา 5)
  3. แก้ไขบทบัญญัติให้หนังสือบริคณห์สนธิซึ่งจดทะเบียนไว้แล้ว แต่มิได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้ง เป็นบริษัทจำกัดภายใน 10 ปี สิ้นผลลง (ร่างมาตรา 6)
  4. เพิ่มเติมบทบัญญัติให้การประชุมกรรมการสามารถใช้วิธีการประชุมคณะกรรมการโดยการติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากต้องมาประชุม ณ สถานที่นัดประชุมวิธีเดียว (ร่างมาตรา 7)
  5. แก้ไขบทบัญญัติให้การบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่คงไว้เพียงส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้น โดยยกเลิกการลงโฆษณาคำบอกกล่าวทางหนังสือพิมพ์เว้นแต่บริษัทมีหุ้นชนิดออกให้ผู้ถือที่ต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์ แห่งท้องที่ด้วย (ร่างมาตรา 8)

เศรษฐกิจ


6. เรื่อง การปรับโครงสร้างเงินเดือนและการปรับเงินเดือนพนักงานธนาคารออมสิน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. การปรับโครงสร้างเงินเดือนและการปรับเงินเดือนพนักงานธนาคารออมสินตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเป็นต้นไป
  2. ข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง ที่เห็นว่าเมื่อปรับเงินเดือนครั้งนี้แล้ว ธนาคารออมสินไม่ควรปรับเงินเดือนอีกในช่วงเวลา 3-5 ปี แม้มีการปรับเงินเดือนของราชการหรือรัฐวิสาหกิจในอนาคตก็ตาม รวมทั้งต้องมีการประเมินวัดผลงานรายบุคคลทั้งองค์กรให้สอดคล้องกับการประเมินผลงาน โดยมีกำหนดเวลาการดำเนินการที่ชัดเจนและแจ้งกระทรวงการคลังเพื่อทราบต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังเสนอว่า ในคราวประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 มีมติเห็นชอบให้ธนาคารออมสินปรับโครงสร้างเงินเดือนและปรับเงินเดือนพนักงาน ดังนี้

  1. ยกเลิกการใช้บัญชีโครงสร้างเงินเดือน 58 ขั้น และให้ใช้โครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยมีโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับ ดังนี้
ระดับ ขั้นต่ำ (Min) ค่ากลาง (Mid Point) ขั้นสูง (Max)
รองผู้อำนวยการฯ อาวุโส/รองผู้อำนวยการฯ 110,000 165,000 220,000
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ /เทียบเท่า 76,000 126,000 176,000
ผู้อำนวยการฝ่าย/ เทียบเท่า 60,600 100,300 140,000
รองผู้อำนวยการฝ่าย/เทียบเท่า 38,900 77,800 116,700
ผู้จัดการสาขา/ เทียบเท่า 29,900 59,800 89,700
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย /เทียบเท่า 22,320 49,860 77,400
พนักงานระดับ 7 15,600 39,800 64,000
พนักงานระดับ 6 13,100 32,700 52,300
พนักงานระดับ 5 11,000 30,300 49,600
พนักงานระดับ 4 10,000 25,050 40,100
พนักงานระดับ 3 7,800 21,800 35,800
พนักงานระดับ 2 7,100 19,250 31,400
พนักงานบริการ 3 7,000 18,250 29,500
พนักงานบริการ 2 6,900 17,250 27,600
พนักงานบริการ 1 6,800 16,400 26,000
  1. ให้ปรับเงินเดือนพนักงาน โดยให้ปรับเพิ่มในอัตราร้อยละของค่ากลาง (Mid Point) ที่เท่ากันทุกระดับตามโครงสร้างเงินเดือนใหม่ วงเงินไม่เกินร้อยละ 12.5 ของฐานเงินเดือนพนักงาน ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนและปรับเงินเดือนพนักงาน
  2. หลักเกณฑ์ในการปรับเงินเดือนเข้าสู่โครงสร้างเงินเดือนใหม่
    • 3.1 พนักงานที่มีเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูง (Max) ของเงินเดือนใหม่ในแต่ละระดับตำแหน่งให้ได้รับเงินเดือนเท่าเดิม
    • 3.2 หลังปรับเงินเดือนตามข้อ 2 แล้วให้ถือเกณฑ์ ดังนี้
      • ถ้าเงินเดือนต่ำกว่าเงินเดือนขั้นต่ำ (Min) ของเงินเดือนใหม่ในแต่ละระดับตำแหน่ง ให้ได้รับการปรับเท่ากับเงินเดือนขั้นต่ำ (Min) ของเงินเดือนใหม่ในระดับตำแหน่งนั้น
      • ถ้าเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขั้นสูง (Max) ของเงินเดือนใหม่ในแต่ละระดับตำแหน่ง ให้ได้รับการปรับไม่เกินเงินเดือนขั้นสูง (Max) ของเงินเดือนใหม่ในแต่ละระดับตำแหน่งนั้น ทั้งนี้ การปรับเงินเดือนพนักงานเข้าสู่โครงสร้างใหม่จะทำให้ธนาคารออมสินมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาทต่อเดือน และธนาคารออมสินได้กำหนดแผนเพิ่มรายได้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวแล้ว ได้แก่ แผนการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจำนวน 1,500 ล้านบาท และแผนการเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อและเงินลงทุนจำนวน 43,370 ล้านบาท

7. เรื่อง การขอต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี (การเคหะแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารออมสิน วงเงิน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ทั้งนี้ ให้ กคช. เร่งรัดการพิจารณาแนวทางดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสถานะทางการเงินของ กคช. ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามความเห็นของกระทรวงการคลังด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอตามรายงานของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (6 มิถุนายน 2549) กคช. ได้ดำเนินการประสานกับธนาคารออมสินขอต่ออายุสัญญากู้เบิกเงิน เกินบัญชีจากธนาคารออมสิน วงเงิน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเป็นการขอวงเงินไว้สำหรับในกรณีที่ กคช. ขาดเงินทุนหมุนเวียนในช่วงใดช่วงหนึ่งก็จะขอเบิกจากวงเงินเบิกเกินบัญชีมาใช้ในการหมุนเวียนเพื่อมิให้การดำเนินงานต้องกระทบกระเทือนหรือหยุดชะงักลง และจะใช้คืนธนาคารทันทีที่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้พิจารณาอนุมัติให้ กคช. ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี วงเงิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MOR ของธนาคารออมสินลบร้อยละ 1.50 ต่อปี ออกไปอีกมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2552 โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน และการต่ออายุสัญญากู้เงินดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการการเคหะแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้วในการประชุม ครั้งที่ 5/2552 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552


8. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. เห็นชอบในการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ดังนี้
    • 1.1 เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึกพิการ บัตรชั้นที่ 1 จำนวน 36,060,000 บาท โดยปรับเพิ่มจากเดิมเดือนละ 2,000 บาท เป็นเดือนละ 3,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 3,005 คน
    • 1.2 เงินช่วยเหลือรายเดือนครอบครัวทหารผ่านศึก บัตรชั้นที่ 1 จำนวน 32,425,920 บาท โดยปรับเพิ่มจากเดิมเดือนละ 1,818 บาท เป็นเดือนละ 2,250 บาท จำนวนทั้งสิ้น 6,255 ครอบครัว
  2. มอบหมายให้สำนักงบประมาณเสนอการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพื่อพิจารณาต่อไป

9. เรื่อง รายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้กระทรวงการคลังรับข้อสังเกตที่เห็นควรให้กระทรวงการคลังจัดทำฐานข้อมูลรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินดังกล่าวในภาพรวมทั้งหมดที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติไว้แล้ว ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบแทนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ เช่น อัตราดอกเบี้ย การยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ไปดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า ภายใต้แผนการบริหารและจัดการเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ในวงเงิน 150,000 ล้านบาท จำแนกเป็นเงินกู้เพื่อสมทบเป็นเงินคงคลังในปีงบประมาณ 2552 จำนวน 120,000 ล้านบาท และเป็นเงินกู้เพื่อดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวนี้ กระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงิน โดยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง จำนวน 50,000 ล้านบาท เพื่อสมทบเงินคงคลัง สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 แล้ว

สำหรับแนวทางการกู้เงินเพื่อดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 30,000 ล้านบาท นั้น กระทรวงการคลังได้พิจารณาประมาณการความต้องการใช้เงินกู้ จากข้อมูลแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงินที่หน่วยงานเจ้าของโครงการได้บันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลของสำนักงบประมาณ (ระบบ e-Budgeting) ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 โดยมีวงเงินเบื้องต้นที่คาดว่า จะเบิกจ่ายประมาณ 27,025 ล้านบาท พร้อมทั้งกำหนดวิธีการกู้เงินโดยเห็นว่า ต้องให้ความสำคัญกับแหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการทยอยเบิกจ่ายเงินลงทุนตามความก้าวหน้าของงานในแต่ละช่วงเวลาเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้มีต้นทุนที่เหมาะสมและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะตลาดการเงินและความคืบหน้าของโครงการ ดังนั้น การกู้เงินในส่วนนี้ จึงเห็นควรดำเนินการโดยการทำสัญญาเงินกู้ (Term loan) หรือการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงิน 30,000 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินมีดังนี้

ผู้กู้ กระทรวงการคลังในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
วัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สำหรับแผนงานหรือโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ระยะเวลาเงินกู้ ไม่เกิน 10 ปี
แหล่งเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและสถาบันการเงินภาครัฐ
อัตราดอกเบี้ย อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือนประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) เฉลี่ย (ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ และธนาคารกสิกรไทยฯ) เป็นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และ/หรือ บวกส่วนเพิ่มหรือลบส่วนลดตามที่กระทรวงการคลังเห็นสมควร โดยปรับอัตราดอกเบี้ย FDR ทุกงวด 6 เดือน หากมีการเปลี่ยนแปลง และการคิดดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการเบิกจ่ายเงินกู้
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย เป็นไปตามข้อเสนอของแหล่งเงินกู้ ซึ่งจะได้มีการเจรจาต่อรองต่อไปตามที่กระทรวง การคลังเห็นสมควร
ระยะเวลาการชำระต้นเงินคืน กำหนดชำระคืนต้นเงินกู้เมื่อครบกำหนด โดยชำระจาก
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ หรือ
(2) ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังเห็นสมควร
การชำระคืนต้นเงินก่อนกำหนด สามารถชำระคืนเงินต้นก่อนกำหนดได้ทั้งจำนวนหรือบางส่วน

สำหรับกำหนดระยะเวลาการกู้เงินในครั้งนี้ จะดำเนินการในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2552 ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเบิกจ่ายเงินลงทุนของโครงการที่มีความพร้อมตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณากำหนดแผนการเบิกจ่ายเงินกู้ จำนวนเงิน และระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขที่เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในครั้งนี้ ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินและแผนความต้องการใช้เงินในแต่ละโครงการต่อไป


10. เรื่อง รายงานการบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศไทยเนื่องจากปัญหาการจ่ายก๊าซธรรมชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานรายงานการบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศไทย เนื่องจากปัญหาการจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช และแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานา ในระหว่างวันที่ 13 - 18 สิงหาคม 2552 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ดังนี้

  1. การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย มีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 70 โดยในปัจจุบันพบว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่หยุดซ่อมและเกิดเหตุขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถจ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม 2552 ดังนี้
    • 1.1 แหล่งก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แปลง A18 (JDA A18) หยุดการผลิตเพื่อซ่อมบำรุงตามแผนระหว่างวันที่ 9 - 19 สิงหาคม 2552 ส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบจำนวน 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ เนื่องจาก ปตท. สามารถเรียกก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นขึ้นมาทดแทน อย่างไรก็ตาม จะมีผลทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่ด้วยน้ำมันเตาทดแทนโรงไฟฟ้าจะนะ
    • 1.2 แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช พบปัญหาท่อ condensate ขนาด 8 นิ้ว บนแท่นผลิตรั่วซึม ในวันที่ 13 สิงหาคม 2552 เวลา 13.30 น. จึงจำเป็นต้องลดการจ่ายก๊าซธรรมชาติจากปกติ 630 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหยุดการจ่ายก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ในเวลา 16.00 น. ซึ่งต่อมา ปตท. สผ. ได้แก้ไขปัญหาท่อ Condensate รั่ว แล้วเสร็จเวลา 18.50 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2552 ตามแผนที่วางไว้ และเริ่มทยอยเพิ่มกำลังการผลิต และคาดว่าจะจ่ายก๊าซธรรมชาติให้ กฟผ. ได้ปกติวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ทั้งนี้ ปตท. ได้ประสานงานกับผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นให้เพิ่มกำลังการผลิตสูงสุด และปรับการเดินเครื่องของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ แต่พว่าความสามารถในการจ่าย ก๊าซธรรมชาติยังคงต่ำกว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
    • 1.3 ต่อมาแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานา สหภาพพม่า ได้หยุดการผลิตฉุกเฉิน (ESD1) เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ในวันที่ 15 สิงหาคม 2552 ในระหว่างเวลา 08.45 น. - 10.24 น. แต่ยังคงจ่ายก๊าซธรรมชาติบางส่วนให้ ปตท. จากปริมาณสำรองในท่อส่งก๊าซธรรมชาติของแหล่งยาดานา และ ปตท. แจ้งขอให้ กฟผ. ลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลงตามสัดส่วน เพื่อรักษาความดันก๊าซธรรมชาติ
  2. จากเหตุการณ์ข้างต้น กฟผ. ได้บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ดังนี้
    • 2.1 ปัญหาแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช
      • 2.1.1 เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน และพลังงานทดแทนเต็มที่ รวมถึงการซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากกำลังผลิตตามสัญญาตลอด 24 ชั่วโมง
      • 2.1.2 เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนห้วยเฮาะในสาธารณรัฐประชาชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นต้น โดยเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์บางส่วน
      • 2.1.3 ใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าบางปะกง และ โรงไฟฟ้าราชบุรี รวมทั้ง เพิ่มการผลิตจากน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้ากระบี่
    • 2.2 ปัญหาแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานา สหภาพพม่า
      • 2.2.1 ภายใต้เหตุฉุกเฉินและกะทันหัน กฟผ. จึงจำเป็นต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์เพิ่มเติม หลังจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอื่นและโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นมีการผลิตเต็มที่แล้ว และมีความเสี่ยงที่โรงไฟฟ้าจะเกิดขัดข้องและอาจเกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง
      • 2.2.2 ทั้งนี้ จากการเพิ่มการเดินเครื่องเขื่อนศรีนครินทร์ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมบริเวณ ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งห่างจากเขื่อนท่าทุ่งนา ประมาณ 60 กิโลเมตร บนลำน้ำแควใหญ่ ระดับน้ำสูงกว่าระดับปกติ 2.7 เมตร ในเบื้องต้นมีความเดือดร้อนใน 8 ตำบล ความเสียหายเกิดกับรีสอร์ท 3 แห่ง แพ และพื้นที่เกษตรบางแห่ง ซึ่งขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ กฟผ.ได้เร่งเข้าไปประเมินความเสียหายและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
    • 2.3 การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน
      • 2.3.1 กระทรวงพลังงาน โดย กฟผ. จะให้ความช่วยเหลือและรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
      • 2.3.2 กระทรวงพลังงานจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทั้งหมด และจะได้พิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดในการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน
      • 2.3.3 กระทรวงพลังงานขอยืนยันว่า เขื่อนครีนครินทร์มีความ มั่นคง และได้มีการตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนเป็นประจำ รวมทั้งมีการตรวจสอบและรับรองจากสถาบันทางวิชาการภายนอกซึ่งยืนยันว่าเขื่อนศรีนครินทร์มีความมั่นคงสูง

11. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เสนอ

ข้อเท็จจริง

  1. เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ 48/2552 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะแรก และพัฒนาเว็บไซต์ช่วยชาติ โดยมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์) เป็นประธานคณะทำงานฯ
  2. คณะทำงานฯ ได้จัดประชุมและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะแรก จำนวน 16 โครงการ จนถึงสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2552 และสรุปรายงานผลความคืบหน้าและผลสำเร็จของโครงการ การดำเนินงานและการใช้งบประมาณ สรุปได้ดังนี้
    • 2.1 โครงการที่มีลักษณะสนับสนุนให้กับบุคคล ถือว่ามีความคืบหน้าและเบิกจ่ายงบประมาณมากที่สุด ได้แก่ โครงการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี (เรียนฟรี 15 ปี) โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (เช็คช่วยชาติ) โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ (เบี้ยกตัญญู) โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีผลการดำเนินการที่มีความคืบหน้าร้อยละ 100 และมีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับไปแล้วร้อยละ 80 - 95
    • 2.2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง มีความคืบหน้าเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และก่อสร้างไปมาก แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
      • (1) โครงการที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน มีความคืบหน้าในการดำเนินการสูง และทำสัญญาผูกพันงบประมาณไปเกือบหมดแล้ว (ร้อยละ 70.93) ดำเนินการไปแล้ว 64 จังหวัด และมีงบประมาณเหลือจากการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าราคา ได้จัดสรรงบประมาณสร้างเพิ่มขึ้น อีก 8 หลัง
      • (2) โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ (พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก) มี 483 โครงการ จัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว 465 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 96.3 ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก
      • (3) โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร) ได้มีความคืบหน้าร้อยละ 70 การใช้งบประมาณร้อยละ 41.08
        • กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการขุดสระน้ำ 4,000 บ่อ ใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ได้จัดซื้อจัดจ้างแล้วเสร็จ มีงบประมาณเหลือ 86,540 บาท
        • กรมชลประทาน ได้รับงบประมาณ 1,933 ล้านบาท จัดหาแหล่งน้ำ151 โครงการ (แล้วเสร็จ 4 โครงการ คืบหน้าร้อยละ 80 - 90 มี 20 โครงการ คืบหน้าร้อยละ 60 - 79 มี 28 โครงการ คืบหน้าร้อยละ 40 - 59 มี 32 โครงการ คืบหน้าน้อยกว่าร้อยละ 40 มี 67 โครงการ)
      • (4) โครงการก่อสร้างทางภายในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน (ถนนปลอดฝุ่น) ก่อสร้าง 798 เส้นทาง จำนวน 490 กิโลเมตร ได้รับงบประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ 142.5 กิโลเมตร จัดซื้อจัดจ้างครบหมดทุกเส้นทางแล้วร้อยละ 99.96 มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วร้อยละ 38.9
      • (5) โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย ได้รับงบประมาณ 1,095 ล้านบาท ปรับปรุงสถานีอนามัย 2,597 แห่ง ขณะนี้ทำสัญญาแล้ว 2,100 แห่ง (ร้อยละ 80.8) มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ร้อยละ 13 (137 ล้านบาท)
    • 2.3 โครงการช่วยเหลือประชาชนและภาคเอกชนเพื่อบรรเทาภาวะทางเศรษฐกิจ
      • (1) อาจกล่าวได้ว่าโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน มีความคืบหน้าการดำเนินการมากที่สุดร้อยละ 100 คือมีการจ่ายเงินตามเป้าประสงค์
        • การรถไฟแห่งประเทศไทย ให้บริการรถเร็ว 8 ขบวน เต็มทุกขบวนรถขบวนธรรมดาจะมีความหนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วน
        • ขสมก. ประชาชนใช้บริการ 4 แสนคนต่อวัน บริการรถโดยสารในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 73 เส้นทาง
        • การไฟฟ้านครหลวง/ส่วนภูมิภาค ประชาชนได้รับประโยชน์ 11 ล้านครัวเรือน (สามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศได้ 973 ล้านบาทต่อเดือน) ประชาชนที่ต้องการใช้บริการนี้ต้องประหยัดการใช้ ไฟฟ้าตามอัตราที่กำหนด
        • การประปานครหลวง จำนวนผู้ใช้บริการ 4 ล้านคน
        • การประปาส่วนภูมิภาค จำนวนผู้ใช้บริการ 1,956,793 ครัวเรือน
      • (2) โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน (ธงฟ้าช่วยประชาชน) ได้รับงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 726.5 ล้านบาท (อยู่ระหว่างดำเนินการ 627 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 98.5 ล้านบาท) ความคืบหน้าของโครงการร้อยละ 81.85
      • (3) โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว ได้รับงบประมาณ 1,000 ล้านบาท มีความคืบหน้าของโครงการร้อยละ 35
      • (4) โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (ช่วยเหลือ SMEs) ได้รับงบประมาณ 500 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 71.3 ล้านบาท ความคืบหน้าของโครงการร้อยละ 32.59
    • 2.4 โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (ต้นกล้าอาชีพ) เป็นโครงการที่ต้องการบรรเทาปัญหาการว่างงานของประชาชน และบรรเทาปัญหาการเลิกจ้าง ได้รับงบประมาณ 6,900 ล้านบาท ดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน - กันยายน 2552 มีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ว่างงาน 240,000 คน ณ เดือนกรกฎาคมมีผู้เข้าร่วมโครงการและเข้ารับการอบรมแล้วจำนวน 192,301 คน อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 3,505 ล้านบาท ความคืบหน้าของโครงการร้อยละ 80.12
    • 2.5 โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ชุมชนพอเพียง) ได้รับงบประมาณ 15,200 ล้านบาท และงบประมาณเดิมจากโครงการ SML อีก 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้มีการอนุมัติโครงการของชุมชนแล้ว 31,582 ชุมชน คิดเป็นงบประมาณ 8,432 ล้านบาท และปัจจุบันได้โอนงบประมาณให้ชุมชนไปแล้ว 21,486 ชุมชน คิดเป็นเงิน 5,238 ล้านบาท ความคืบหน้าของโครงการร้อยละ 48.67
    • 2.6 โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับงบประมาณ 325 ล้านบาท ขณะนี้ได้ใช้งบประมาณไปเพียง 6.45 ล้านบาท (กระทรวงการต่างประเทศใช้ 1.45 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรีใช้ 5 ล้านบาท)

ข้อสังเกต

  1. โครงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่มีลักษณะเงินอุดหนุนแบบจ่ายขาด สามารถดำเนินการมีความคืบหน้าและได้ผลดี และมีการเบิกจ่ายตามเป้าหมาย สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างนับว่าคืบหน้าไปมาก มีการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเป็นส่วนใหญ่ ขณะนี้จึงอยู่ในช่วงของการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งหลายหน่วยงานยืนยันว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนกันยายน 2552 จะสามารถเบิกจ่ายได้แล้วเสร็จ
  2. โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำและถนนในชุมชน ประชาชนในท้องถิ่นจะเริ่มได้รับประโยชน์ภายหลังเดือนกันยายนนี้ เมื่อการดำเนินการมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วเสร็จ ยกเว้น โครงการปรับปรุงสถานีอนามัยที่ยังมีความ คืบหน้าเพียงร้อยละ 50 เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเขียนของบประมาณของหน่วยงานเพื่อของบประมาณ และขั้นตอนการขออนุมัติโครงการซึ่งอาจจำเป็นต้องกันเงินงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายหลังเดือนกันยายน 2552
  3. มีบางโครงการ อาทิ โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่มีงบประมาณ 325 ล้านบาท แต่ใช้ไปเพียง 15 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากเป้าหมายและลักษณะของโครงการไม่มีความชัดเจน มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่สามารถใช้งบประมาณได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด
  4. โครงการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี (เรียนฟรี 15 ปี) โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (เช็คช่วยชาติ) โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ (เบี้ยกตัญญู) โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เชิงรุก และโครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เมื่อพิจารณาตรวจสอบข่าวสารการประชาสัมพันธ์ ภายหลังการดำเนินโครงการพบว่า ไม่มีข่าวสารต่อเนื่องในลักษณะการติดตามผล และการสัมภาษณ์ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ จากการสอบถามหน่วยงานต่าง ๆ พบว่าไม่มีงบประมาณเพื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการนี้ ซึ่งในประเด็นนี้ควรมี หน่วยงานกลางรับผิดชอบดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องต่อไป

อนึ่ง คณะทำงานฯ จะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านี้ เพื่อสรุปผลความคืบหน้านำเสนออีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสุดเดือนกันยายน 2552 และเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ช่วยชาติต่อไป


12. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2552 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ประธานกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจเสนอ

ข้อเท็จจริง

คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ได้มีการประชุมครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 โดยมีผลการประชุมดังต่อไปนี้

  1. กนร.รับทราบผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจประจำช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2552 และการเพิ่ม บทบาทภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจ (Public-Private Partnership : PPP) โดยในส่วนของความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ติดตามกำกับการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อให้การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการบริหารงานและการลงทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทยควบคู่กันไป แล้วนำข้อสรุปเสนอ กนร. เพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
  2. กนร.เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่เสนอ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำรายละเอียดของแผนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่มีกรอบระยะเวลาชัดเจน แล้วนำเสนอ กนร.เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมทั้งให้รับข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
    • 1) พิจารณาบทบาทขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรว่า ควรเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานหรือเป็นผู้ประกอบการโดยตรง ตลอดจนพิจารณากำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรและองค์การคลังสินค้า ที่สอดคล้องกับแนวนโยบายการรักษาเสถียรภาพทางราคาของสินค้าเกษตร โดยการประกันราคาสินค้าเกษตร
    • 2) พิจารณาความสอดคล้องของการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์นมในเชิงพาณิชย์กับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ทั้งนี้ ขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทลูกที่จะจัดตั้งขึ้นต้องไม่ซ้ำซ้อนกับภารกิจหลักขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศ
    • 3) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลให้องค์การสะพานปลาเร่งปรับปรุงสะพานปลาและ ท่าเทียบเรือประมงให้ได้มาตรฐาน เพื่อสนับสนุนกิจการประมงตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพ และทบทวนการแก้ไขกฎหมายจัดตั้งเพื่อขยายบทบาทการดำเนินงานในเชิงพาณิชย์นอกเหนือจากวัตถุประสงค์การจัดตั้งเดิมให้รอบคอบ
    • 4) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณายุบเลิกกิจการบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด โดยเร็วต่อไป
  3. กนร.เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ดำเนินการแก้ไขปัญหาบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ได้เสนอมา แล้วรายงาน กนร. ภายใน 90 วัน ทั้งนี้ ในส่วนของการพิจารณาสถานภาพการดำเนินงานของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ในระยะต่อไปนั้น เห็นสมควรให้มีการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงาน หากต้องมีการยุบเลิกกิจการของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการรองรับในกรณีดังกล่าวด้วย

13. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมกับลงประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 มีพันธบัตรรัฐบาลจำนวน 3 รุ่น วงเงินรวม 41,700 ล้านบาท ครบกำหนด ประกอบด้วย

  1. พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2 จำนวน 24,500 ล้านบาท
  2. พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ครั้งที่ 3 จำนวน 6,700 ล้านบาท (Re-open พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2) และ
  3. พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ครั้งที่ 4 จำนวน 10,500 ล้านบาท (Re-open พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ครั้งที่ 2)

กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินพันธบัตรรัฐบาลทั้ง 3 รุ่น (ตามข้อ 1-3) จำนวนรวม 11,700 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลจำนวน 30,000 ล้านบาท โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ดำเนินการกู้เงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 4 แห่ง วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาในการชำระคืนต้นเงินกู้ไม่เกิน 3 เดือนและนำไปรวมกับงบชำระหนี้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 11,700 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนดจำนวน 41,700 ล้านบาท ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2552
  2. ดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 1-ครั้งที่ 3 จำนวนรวม 30,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
    • 2.1 พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 1 (LB145B) อายุคงเหลือ 4.92 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.25 ต่อปี จำนวน 14,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการ Re-open พันธบัตรรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ครั้งที่ 1 อายุ 7.3 ปี โดยจำหน่ายในวันที่ 10 มิถุนายน 2552 ทำให้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลรุ่น ดังกล่าวมีจำนวน 110,035 ล้านบาท
    • 2.2 พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 2 (LB233A) อายุคงเหลือ 13.72 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.50 ต่อปี จำนวน 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการ Re-open พันธบัตรรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ครั้งที่ 4 อายุ 15.22 ปี โดยจำหน่ายในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ทำให้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลรุ่นดังกล่าวมีจำนวน 44,700 ล้านบาท
    • 2.3 พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 3 (LB196A) อายุคงเหลือ 9.95 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.875 ต่อปี จำนวน 9,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการ Re-open พันธบัตรรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 13 อายุ 10.05 ปี โดยจำหน่ายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ทำให้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลรุ่นดังกล่าวมีจำนวน 21,000 ล้านบาท

โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลได้ทยอยนำไปชำระคืนต้นเงินกู้ระยะสั้นตามที่กล่าวข้างต้นให้กับสถาบันการเงินเรียบร้อยแล้ว


สังคม


14. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 4/2552 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ตามที่เลขาธิการ ก.พ.ร. กรรมการและเลขานุการ ก.น.จ.เสนอ

ข้อเท็จจริง

คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ในการประชุม ครั้งที่ 4/2552 วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ได้มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (อ.ก.น.จ.) เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ในการประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่เสนอเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด โดยให้จัดทำเป็นประกาศ ก.น.จ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ซึ่งร่างประกาศ ก.น.จ. จะมีสาระสำคัญตามที่สำนักงบประมาณเสนอแนะ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณของกลุ่มจังหวัดเพิ่มเติม สรุปสาระสำคัญเป็นดังนี้

  1. การบริหารงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้เป็นไปตามระเบียบเกี่ยวกับการบริหาร งบประมาณที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
  2. การเบิกจ่ายเงินงบประมาณของกลุ่มจังหวัดให้ดำเนินการ ดังนี้
    • (1) โครงการที่ดำเนินการในเขตพื้นที่จังหวัดใด ให้กลุ่มจังหวัดเจ้าของงบประมาณมอบหมายให้จังหวัดนั้นในฐานะที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณเป็นผู้เบิกเงินในนามกลุ่มจังหวัดซึ่งเป็น ส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ
    • (2) โครงการที่ดำเนินการในเขตพื้นที่คาบเกี่ยวกันตั้งแต่สองจังหวัดขึ้นไปให้กลุ่มจังหวัดเจ้าของ งบประมาณมอบหมายให้จังหวัดซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดในฐานะที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณนั้นเป็นผู้เบิกเงินในนามกลุ่มจังหวัดซึ่งเป็นส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด


15. เรื่อง ข้อเสนอเพื่อการจัดตั้งสำนักกิจการฮัจย์ประเทศไทย และกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดีอาระเบีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้แก่คนไทยที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ให้สามารถประกอบพิธีฮัจย์ได้ถูกต้องตามหลักศาสนาและไม่เสียสิทธิประโยชน์ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียกำหนด เช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีประชากรเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้จัดตั้งขึ้น ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกันพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริการที่ดูแลกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับ กิจการฮัจย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป


16. เรื่อง การกำหนดแนวทางการให้สิทธิประโยชน์แก่พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดให้พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลาเฉพาะพื้นที่อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี และอำเภอจะนะ และกรณีอื่นที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้) ได้รับสิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) กำหนด ตามมติ คพร. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 เพื่อให้ส่วน ราชการถือปฏิบัติต่อไป ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงาน ก.พ.รายงานว่า

  1. รัฐบาลมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งพนักงานราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่งที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อันเป็นพื้นที่ที่มีการก่อเหตุความไม่สงบ และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานและขาดผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากมีการขอย้ายโอนออกนอกพื้นที่ตลอดเวลา
  2. คพร. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ได้มีมติเห็นชอบให้พนักงาน ราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลาเฉพาะพื้นที่อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี และอำเภอจะนะ และกรณีอื่นที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้) ได้รับสิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คพร. กำหนด ดังนี้
สิทธิประโยชน์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คพร. กำหนด สิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คพร. กำหนด
1. พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างจะต้องผ่านกระบวนการสรรหาและเลือกสรรตามที่ คพร.กำหนด (ตามระเบียบฯ ข้อ 10)

2. การจ้างพนักงานราชการจะต้องมีกรอบอัตรากำลัง 4 ปี รองรับ (ตามระเบียบฯ ข้อ 9)

3. การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละ 4 ปี โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ (ตามระเบียบฯ ข้อ 11)

4. ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการปีละ 2 ครั้ง (ครั้งที่ 1 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม - 31 มีนาคม และครั้งที่ 2 ตั้งแต่ 1 เมษายน - 30 กันยายน) และในกรณีที่พนักงานราชการได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงาน 2 ครั้งติดต่อกันต่ำกว่าระดับดีให้ผู้บังคับบัญชาทำความเห็นเสนอหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งเลิกจ้างต่อไป

(ตามประกาศ คพร. เรื่องแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ข้อ 7 และข้อ 10)

5. ให้พนักงานราชการได้รับอัตราค่าตอบแทนตามบัญชีกลุ่มงาน และให้พนักงานราชการได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นค่าตอบแทนตามผลการประเมินการปฏิบัติงาน และต้องมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานในรอบปีที่แล้วมาไม่น้อยกว่า 8 เดือน (1 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน) ตามประกาศ คพร.เรื่อง ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการ ลงวันที่ 5 ก.พ. 2547 ข้อ 5 และข้อ 7)

6. พนักงานราชการจะได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีต่าง ๆ ได้แก่

  • ลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจ ลาพักผ่อน และการลาเพื่อรับการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหารระดมพล หรือทดลองความพรั่งพร้อม โดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา
  • การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  • การได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ได้แก่ ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงาน และค่าตอบแทนการออกจากราชการโดยไม่มีความผิด

(ตามประกาศ คพร.เรื่อง ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 ข้อ 4,5)

1.2.1 การสรรหาและเลือกสรร ให้ส่วนราชการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการ โดยวิธีพิเศษตามที่ส่วนราชการกำหนด

1.2.2 ระยะเวลาของสัญญาจ้าง กำหนดระยะเวลาในการทำสัญญาจ้างพนักงานราชการในแต่ละสัญญาได้เกินกว่า 4 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี และไม่เกินปีงบประมาณที่พนักงานราชการมีอายุครบ 60 ปี

1.2.3 สิทธิประโยชน์ตามข้อ 1.2.1 และข้อ 1.2.2. ต้องอยู่ในเงื่อนไข ดังนี้

(1) ต้องเป็นพนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเกลี่ยอัตรากำลังไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ เว้นแต่เป็นการเกลี่ยอัตรากำลังภายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำหนดด้วยกัน

(2) การจ้างพนักงานราชการต่อเนื่องให้พิจารณาจากผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่ ส่วนราชการกำหนดตามระยะเวลาประเมิน 2 ปี ต่อ 1 ครั้ง

(3) อัตรากำลังพนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ไม่รวมอยู่ในกรอบอัตรากำลัง 4 ปีปกติ แต่ถือเป็นกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการตามมติคณะรัฐมนตรี โดยพนักงานราชการจะต้องปฏิบัติงานประจำอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำหนด

1.2.4 คงสิทธิประโยชน์ที่พนักงานราชการจะได้รับตามกฎหมายอื่นในส่วนที่ไม่ซ้ำซ้อนกับสิทธิประโยชน์ตามข้อ 1.2.1-1.2.3

 


17. เรื่อง รายงานผลการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อวันที่ 8-14 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อวันที่ 8-14 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและจัดตั้งศูนย์เยียวยา ช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 8-14 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ที่ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยเปิดรับลงทะเบียนให้การช่วยเหลือตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน-5 สิงหาคม 2552 มีผู้ได้รับความเสียหายมาลงทะเบียน จำนวน 152 ราย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้พิจารณาเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายฯ รวม 137 ราย เป็นเงิน 7,060,000 บาท สรุปดังนี้

  1. การช่วยเหลือเร่งด่วน : ผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 64 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 55 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 14 ราย ผู้ทุพพลภาพ จำนวน 1 ราย เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ จำนวน 1 ราย ทายาทผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย
  2. การช่วยเหลือต่อเนื่องรายเดือน : ช่วยเหลือเงินยังชีพรายเดือนแก่บุตรผู้เสียชีวิต (นายป้อม ผลพันพัว) จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 2,500 บาท/เดือน, ช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ จำนวน 1 ราย เป็นเงิน 3,000 บาท/เดือน
  3. การช่วยเหลือผู้ที่คาดว่าจะพิการ จำนวน 1 ราย

ในการนี้ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบความเสียหาย ได้ดำเนินการครบตามระยะเวลาที่กำหนด (3 เดือน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ปิดการดำเนินงานของศูนย์เยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 8-14 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง และหากมีผู้เสียหายมาติดต่อขอรับความช่วยเหลืออีก จะใช้ระเบียบปฏิบัติปกติของหน่วยงานในการให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป


18. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคม 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตาม สถานการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคม 2552 ซึ่งสรุปสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือ ประชาชน (ระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคม 2552) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคม 2552)

อนึ่ง จากกรณีที่ระดับน้ำในลำน้ำแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี มีระดับที่สูงขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ สาเหตุจากแหล่งผลิตก๊าซในอ่าวไทยและแหล่งผลิตก๊าซในประเทศสหภาพพม่ามีปัญหาด้านเทคนิค ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำจากเขื่อนดังกล่าวเพื่อผลิตไฟฟ้าชดเชย ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแม่กลอง ใต้เขื่อนท่าทุ่งนาลงไป มีระดับสูงสุดกว่าปกติไม่เกิน 2 เมตร โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและจังหวัดกาญจนบุรี ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำแควใหญ่ให้ทราบแล้ว และได้ลดการระบายน้ำ จนระดับน้ำลดลง เข้าสู่ภาวะปกติในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552 กับได้ยืนยันว่า เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนท่าทุ่งนา มีความมั่นคงแข็งแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากปัญหาความมั่นคงของเขื่อนทั้ง 3 แห่ง แต่อย่างใด

ความเสียหายเบื้องต้น รีสอร์ท 3 แห่ง ที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี (หลุบพญารีสอร์ท บ้านพักเสียหาย 10 หลัง คำแสดรีสอร์ท บ้านพักเสียหาย 3 หลัง บ้านเรือนแถว 12 ห้อง ห้องประชุม 1 ห้อง โรงเพาะเห็ด (เห็ด 1,000 ก้อน) รอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท แอนด์สปา กาญจนบุรี บ้านพักเสียหาย 2 หลัง อาคารบริการสปา 1 หลัง) ในเขตเทศบาลตำบลหนองบัว ร้านค้าเรือนแถว ถูกน้ำท่วมสินค้าได้รับความเสียหายบางส่วน 24 ห้อง

การให้ความช่วยเหลือ

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2552


19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 6

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 6 ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย ผลกระทบด้านการเกษตร การให้ความช่วยเหลือ และสถานการณ์น้ำ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์อุทกภัย

ผลกระทบด้านการเกษตร

พื้นที่ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรช่วงภัย 1 พฤษภาคม - 14 สิงหาคม 2552 ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2552 รวมทั้งสิ้น 39 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ยโสธร เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุบลราชธานี อุดรธานี มหาสารคาม สิงห์บุรี กรุงเทพฯ ชัยนาท อ่างทอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสตูล แยกเป็น

การให้ความช่วยเหลือสถานการณ์อุทกภัย

ภาค จังหวัด เครื่องสูบน้ำ
(เครื่อง)
เครื่องผลักดันน้ำ
(เครื่อง)
รายชื่อจังหวัด
(จำนวนเครื่องสูบน้ำ/จำนวนเครื่องผลักดันน้ำ)
ต.อ.เฉียงเหนือ 3 5 19 มหาสารคาม(3/-) นครราชสีมา(1/19) อุดรธานี(1/-)
กลาง 8 67 18 สระบุรี(1/-) นนทบุรี(4/-) พระนครศรีอยุธยา(11/-) สมุทรสาคร(5/-) สุพรรณบุรี (44/15) ราชบุรี (1/-) นครปฐม(1/-) กรุงเทพ(-/3)
ใต้ 1 3 - ชุมพร(3/-)
รวม 10 75 37

สถานการณ์ศัตรูพืชระบาด

เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย อุทัยธานี ปทุมธานี สิงห์บุรี อ่างทอง กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี เนื่องจาก การใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่มากเกินไป การใช้ปุ๋ยเคมีผิดประเภท การใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง รวมทั้งการใช้พันธุ์ข้าวไม่ต้านทาน

เกษตรกรได้รับผลกระทบ 2,814 ราย พื้นที่นาข้าวคาดว่าจะเสียหาย 166,678 ไร่

สถานการณ์ฝนทิ้งช่วง

พื้นที่ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 2,057 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 65,286 ไร่ แยกเป็น ข้าว 51,804 ไร่ และพืชไร่ 13,482 ไร่

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ (17 สิงหาคม 2552) มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 44,863 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ ทั้งหมด น้อยกว่าปี 2551 (45,698 ล้าน ลบ.ม.) จำนวน 835 ล้านลบ.ม. ปริมาตรน้ำใช้การได้ 21,507 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 24,565 ล้านลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 6 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
แม่กวง 29 11 15 6 0.47 0.30 1.21 1.21 234
กิ่วคอหมา 47 27 40 24 0.00 0.00 0.63 0.84 123
แควน้อย 153 20 117 15 3.33 3.65 4.32 6.05 616
อุบลรัตน์ 579 26 169 7 5.00 1.59 5.70 7.29 1,685
ลำพระเพลิง 25 23 24 22 0.00 0.00 0.35 0.35 85
ทับเสลา 26 16 18 11 0.26 0.50 0.00 0.05 134

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 4 อ่างฯ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ปริมาณน้ำระบาย ปริมาณน้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่าง วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
ศรีนครินทร์ 14,645 83 4,380 25 28.79 24.00 13.06 41.68 3,100
วชิราลงกรณ์ 7,187 81 4,175 47 26.72 26.73 43.20 43.23 1,673
ปราณบุรี 286 82 226 65 3.52 5.05 2.07 2.25 61
รัชชประภา 4,759 84 3,407 60 15.45 12.99 28.17 29.02 880

2. สภาพน้ำท่า


20. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการเช็คช่วยชาติ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานการจัดทำข้อมูลสถิติการสำรวจความ คิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการเช็คช่วยชาติ พ.ศ. 2552 โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ (เฉพาะในเขตเทศบาล) มีประชาชนถูกเลือกเป็นตัวอย่าง 7,800 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 19 - 30 พฤษภาคม 2552 โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะได้นำผลการสำรวจไปใช้เป็นแนวทางในการติดตามนโยบาย ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานโครงการดังกล่าวต่อไป ผลการสำรวจมีสาระสำคัญ สรุปดังนี้

  1. การรับทราบโครงการเช็คช่วยชาติ ประชาชนโดยรวมในทุกภาค ระบุว่า รับทราบเกี่ยวกับโครงการนี้ ร้อยละ 95.3 และไม่ทราบร้อยละ 4.7
  2. การมีสิทธิ์รับเช็คช่วยชาติ มีประชาชนที่ระบุว่ามีสิทธิ์รับเช็คร้อยละ 50.2 และไม่มีสิทธิ์รับเช็คร้อยละ 47.2 ส่วนที่ไม่มีสิทธิ์รับเช็คแต่ได้ใช้สิทธิ์นั้น โดยขอซื้อเช็คต่อจากผู้อื่น หรือได้เช็คจากญาติ พี่น้อง รวมทั้งเก็บเช็คได้ มีร้อยละ 0.8 และที่ไม่ทราบมีร้อยละ 1.8
  3. ประเภทของผู้มีสิทธิ์รับเช็ค ประชาชนที่มีสิทธิ์รับเช็คระบุว่า เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมที่มีสิทธิ์รับเช็ค ร้อยละ 80.9 เป็นบุคลากรภาครัฐ ร้อยละ 15.0 เป็นกลุ่มบุคคล 6 กลุ่ม (ตามมติ ครม. เมื่อ 17 มี.ค.2552) ร้อยละ 3.5 และอื่นๆ อีกร้อยละ 0.6
  4. การได้รับเช็คช่วยชาติ และการนำเช็คไปใช้ ประชาชนที่มีสิทธิ์รับเช็คระบุว่า ได้รับเช็คแล้วร้อยละ 95.3 และยังไม่ได้รับเช็คร้อยละ 4.4 ส่วนที่มีสิทธิ์ได้รับเช็คแต่ไม่รับมีร้อยละ 0.3 และในจำนวนผู้ที่ได้รับเช็คแล้ว ระบุว่าได้มีการใช้เงินจากเช็คแล้วสูงถึงร้อยละ 95.3 และที่ยังไม่ได้ใช้เงินจากเช็คมีเพียงร้อยละ 4.7
  5. การรับทราบกำหนดอายุของเช็ค ในจำนวนผู้ที่มีสิทธิ์รับเช็คช่วยชาติ พบว่า มีผู้ที่ทราบกำหนดอายุของเช็คว่ามีอายุ 6 เดือน นับจากวันที่ระบุภายในเช็ค ร้อยละ 45.2 และที่ไม่ทราบกำหนดอายุ ของเช็ค ร้อยละ 54.8
  6. เมื่อสอบถามประชาชนที่มีการใช้เงินจากเช็คแล้ว พบว่า ร้อยละ 71.9 นำเช็คไปขึ้นเป็นเงินสดแล้วใช้ทั้งหมด ร้อยละ 18.9 นำเช็คไปขึ้นเป็นเงินสดแล้วใช้บางส่วน ร้อยละ 8.3 นำเช็คมาใช้จ่ายกับร้านที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับส่วนลด/รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.4 นำเช็คขายต่อผู้อื่นในราคามากกว่า 2,000 บาท เป็นต้น และในจำนวนผู้ที่ยังไม่ใช้เงินจากเช็ค ให้เหตุผลว่า นำไปฝากธนาคารเพื่อเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็น ร้อยละ 66.8 และยังไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ร้อยละ 23.0
  7. ประเภทของการใช้จ่ายเช็ค ประชาชนระบุว่าได้นำเช็คไปใช้จ่าย 5 ประเภทแรก ดังนี้ นำไปซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ร้อยละ 71.5 ใช้ชำระหนี้ ร้อยละ 11.4 ให้พ่อแม่ญาติพี่น้อง ร้อยละ 4.9 ใช้เพื่อการศึกษา ร้อยละ 4.0 และใช้เพื่อการเดินทางท่องเที่ยว ร้อยละ 3.0
  8. การใช้จ่ายเงินเมื่อมีเช็คช่วยชาติ ประชาชนที่มีการใช้เงินจากเช็คแล้ว ร้อยละ 78.3 ระบุว่า มีหรือไม่มีเช็คช่วยชาติก็ใช้จ่ายเงินตามปกติ และร้อยละ 21.6 ใช้จ่ายเงินมากกว่าปกติเมื่อมีเช็คช่วยชาติ
  9. ระยะเวลาการใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากเช็ค เมื่อสอบถามประชาชนที่มีการใช้เงินจากเช็คช่วยชาติว่าจะใช้จ่ายเงินทั้งหมดภายในเวลาเท่าใด ร้อยละ 56.0 ระบุว่าจะใช้หมดภายใน 1 สัปดาห์ ร้อยละ 25.4 ใช้หมดภายใน 2 สัปดาห์ ร้อยละ 7.5 ใช้หมดภายใน 4 สัปดาห์ ส่วนที่ระบุว่าจะใช้หมดภายใน 3 สัปดาห์ และมากกว่า 4 สัปดาห์ มีร้อยละ 5.8 และร้อยละ 5.3 ตามลำดับ
  10. ประชาชนที่มีสิทธิ์รับเช็คช่วยชาติ ระบุว่า เงินช่วยเหลือค่าครองชีพฯที่ได้รับจากโครงการเช็คช่วยชาตินี้ช่วยผ่อนคลายความเดือดร้อนด้านการเงินได้ถึงร้อยละ 93.7 (โดยช่วยได้ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.6 น้อยร้อยละ 23.5 มากร้อยละ 18.6) และที่ระบุว่าไม่ได้ช่วยฯ มีเพียงร้อยละ 6.3
  11. ประชาชนร้อยละ 82.0 ระบุว่าพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพฯจากโครงการเช็คช่วยชาติ (โดยพอใจในระดับปานกลางร้อยละ 51.9 มากร้อยละ 21.3 น้อยร้อยละ 8.8) ส่วนที่ไม่พอใจมีร้อยละ 11.4 และไม่แน่ใจร้อยละ 6.6 โดยผู้ที่ตอบว่าพอใจน้อย ให้เหตุผลว่า ไม่มีสิทธิ์รับเช็คหรือไม่มีประกันสังคม ส่วนผู้ที่ไม่พอใจ ให้เหตุผลว่า ควรแจกให้ทุกคนรวมทั้งคนไม่มีสิทธิ์รับเช็คด้วย
  12. ประชาชน ระบุว่าเงินช่วยเหลือค่าครองชีพฯจากโครงการเช็คช่วยชาติ สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนได้ ในระดับปานกลางร้อยละ 46.3 น้อยร้อยละ 24.5 มากร้อยละ 16.3 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 12.9
  13. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเบิกจ่ายเช็คช่วยชาติ มีประชาชนกว่าร้อยละ 69 เห็นว่า การบริหารจัดการเบิกจ่ายเช็คฯ เหมาะสมดีแล้วในทุกเรื่อง สำหรับประเด็นที่เห็นว่ายังไม่เหมาะสมมากที่สุดนั้น มีประชาชน เห็นว่าเรื่องวงเงินที่จ่าย 2,000 บาท ยังไม่เหมาะสมร้อยละ 30.7 และเรื่องการจ่ายเงินเป็นเช็คแทนการเข้าบัญชี ร้อยละ 30.5 ตามลำดับ ส่วนเรื่องความโปร่งใสในการจ่ายเช็คฯ มีผู้เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมเพียงร้อยละ 5.1
  14. ประชาชนร้อยละ 42.8 ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาในการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติให้ดีขึ้น ดังนี้ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคเพื่อให้ประชาชนมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น ร้อยละ 6.8 แก้ไขปัญหาการ ว่างงาน สร้างอาชีพให้คนมีรายได้ ร้อยละ 6.2 แจกเช็คอย่างต่อเนื่องหรือเพิ่มจำนวนเงินที่แจก ร้อยละ 5.7 พิจารณา จ่ายค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ร้อยละ 4.0 และส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็ก ร้อยละ 3.7

ต่างประเทศ


21. เรื่อง ข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการ ต่างประเทศแอฟริกาใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนามข้อตกลงฉบับดังกล่าว และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อ ผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. ไทยและแอฟริกาใต้ได้เจรจาจัดทำร่างข้อตกลง ฯ เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ โดยฝ่ายแอฟริกาใต้ได้เสนอจัดทำข้อตกลงฯ เมื่อ พ.ศ. 2544 ต่อมาฝ่ายไทยและแอฟริกาใต้ได้มีการแลกเปลี่ยนร่างโต้ตอบข้อตกลงดังกล่าวระหว่างกันมาเป็นลำดับ
  2. ข้อตกลงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ตกลงที่จะอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนการเยือน การจัดการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในทุกสาขา โดยเฉพาะในสาขาการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน อุตสาหกรรม การศึกษา สังคม สุขภาพ การกีฬา วิทยาศาสตร์ วิชาการ และเทคโนโลยี
  3. แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีความสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งสำหรับไทยในทวีปแอฟริกา โดยเป็นหุ้นส่วนหลักทางยุทธศาสตร์ของไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีป แอฟริกา และไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของแอฟริกาใต้ในกลุ่มประเทศอาเซียน ในปี 2551 การค้ารวมระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีมูลค่า 2,297.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 878.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ ได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเล อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป (กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง ไก่แปรรูป) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบยางพารา สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากประเทศแอฟริกาใต้ ได้แก่ แร่เหล็ก เหล็กล้า และผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและ ผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ ของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้ประมาณ 2,000 - 2,500 คน ขึ้นอยู่กับฤดูการจ้างงานแบ่งเป็นหญิงไทยซึ่งทำงานบริการ ประมาณ 1,000 คน คู่สมรสกับชาวต่างชาติและผู้ที่ทำธุรกิจร้านอาหารประเภทละประมาณ 300 คน แรงงานไทยประมาณ 800-1,000 คน นักเรียนไทยมุสลิม 130 คน และนักโทษ 1 คน
  4. กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ร่างข้อตกลง ฯ มีสาระสำคัญเป็นการหารือและการร่วมมือกันระหว่าง กระทรวงการต่างประเทศของไทยและกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ จึงไม่น่าจะ เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับโดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างข้อตกลง ฯ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

22. เรื่อง รายงานผลการประชุม World Ocean Conference 2009

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุม World Ocean Conference 2009 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า ได้เข้าร่วมประชุม World Ocean Conference 2009 (WOC 2009) ซึ่งจัดขึ้นโดยรัฐบาลสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ เมือง มานาโด จังหวัดสุลาเวสีเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 11-15 พฤษภาคม 2552 และสาระสำคัญของการประชุมสรุปได้ ดังนี้

  1. การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนเข้าร่วมประชุม 577 คน จาก 72 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ 12 องค์กร ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบทบาทของมหาสมุทรในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยเสนอให้เพิ่มความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะองค์กรภายใต้สหประชาชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลและการศึกษาน้อยและประเด็นเรื่องอนาคตของมหาสมุทรและชายฝั่ง
  2. ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและรับรองร่างปฏิญญามานาโดว่าด้วยมหาสมุทร [Draft Manado Ocean Declaration (MOD) ] ซึ่งมีเนื้อหาสาระประกอบด้วย
    • 2.1 บทนำ เป็นการอ้างถึงเอกสารหลายฉบับรวมถึง the 1982 United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS), the United Nations Framework Convention on Climate Change and its Kyoto Protocol, the Convention on Biological Diversity (CBD) และ the Convention on the Prevention of Marine Pollution by Dumping of Wastes and Other Matter 1972 and its 1996 Protocol
    • 2.2 เนื้อหา เป็นการกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมหาสมุทร รวมถึงแนวทางแก้ไข (การปรับตัวและลดผลกระทบ) เพื่อจัดการกับผลกระทบในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    • 2.3 ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วยแนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในรูปของโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แก่ การวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเสริมสร้างศักยภาพ การถ่ายโอนความรู้และเทคโนโลยี การสนับสนุนทางการเงิน และอื่น ๆ
    • นอกจากนั้น ที่ประชุมมีมติให้นำประเด็นต่าง ๆ ที่พิจารณาในที่ประชุม World Ocean Conference 2009 เพื่อให้ประชุมภาคีประเทศสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC COP 15) รับทราบและพิจารณาถึงบทบาทของมหาสมุทรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในการพิจารณาโครงการการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในด้านการจัดการมหาสมุทรและชายฝั่ง
  3. ในส่วนของการรับรองร่างปฏิญญา ฯ นั้น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้พิจารณาให้ความเห็นว่า สาระของร่างปฏิญญาฯ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการบริหารจัดการมหาสมุทรในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ซึ่งมีนัยผูกพันรัฐบาลไทยในแง่นโยบายและการเมืองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์การบริหาร และการใช้ทรัพยากรที่มีชีวิตทางทะเลอย่างยั่งยืน ดังนั้น ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจึงอาจพิจารณาเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการ ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (7) และร่างปฏิญญาฯ ดังกล่าวไม่มีการลงนาม จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  4. โดยที่การรับรองร่างปฏิญญาฯ ไม่สามารถดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการ หากเกิดความล่าช้าอาจก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นกรณีไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐบาล และเกิดสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ เป็นพิเศษ ทส. จึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการทำความตกลงกับต่างประเทศ การทำอนุสัญญา และสนธิสัญญาต่าง ๆ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2546 ซึ่งระบุให้ดำเนินการจัดทำความตกลงกับต่างประเทศดังกล่าวไปก่อนได้ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบด้วย

23. เรื่อง การเสนองบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย วงเงินงบประมาณ จำนวน 3,739,600 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยให้จัดสรรจากปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จำนวน 3,475,674 ดอลลาร์สหรัฐ และงบประมาณเหลือจ่ายของปี 2551 จำนวน 263,926 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่องค์กรร่วมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพลังงานรายงานว่า

  1. ความตกลงว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ฉบับ ลงนามเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 และพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 รัฐบาลไทยและรัฐบาล มาเลเซียได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขึ้น เพื่อสรวมสิทธิและรับผิดชอบแทนรัฐบาลทั้งสองในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตในพื้นดินใต้ทะเลและใต้ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ โดยมีหลักการที่สำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นและผลประโยชน์ที่องค์กรร่วมได้รับจากกิจกรรมที่ดำเนินไปในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ รัฐบาลทั้งสองประเทศจะร่วมรับผิดชอบและแบ่งปันโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียได้แต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ประกอบด้วย ประธานร่วม จำนวน 2 คน และสมาชิกฝ่ายละ 6 คน เพื่อเป็นตัวแทนของรัฐบาลทั้งสองในการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานขององค์กรร่วม
  2. คณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ในการประชุมองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 86 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ได้พิจารณาและเห็นชอบการเสนอของบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์กรร่วมโดยเสนอของบประมาณ จำนวน 3,739,600 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenditure) จำนวน 3,727,600 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าใช้จ่ายที่เป็นทุน (Capital Expenditure) จำนวน 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขอใช้เงินจากปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จำนวน 3,475,674 ดอลลาร์สหรัฐ และงบประมาณเหลือจ่ายของปี 2551 จำนวน 263,926 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ในปี 2553 องค์กรร่วมจะมีรายได้จากค่าภาคหลวง จำนวน 207,620,000 ดอลลาร์สหรัฐ และปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไร จำนวน 383,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  3. กระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่า รายงานงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์กรร่วมมีรายละเอียดประกอบครบถ้วนตามระเบียบการเสนอของบประมาณโดยแสดงรายการแผนการใช้จ่ายเงินและแผนงานที่เหมาะสมจึงเห็นควรให้ความเห็นชอบได้

24. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาร์เจนตินา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือหุ้นส่วน (Memorandum of Understanding on Partnership Programme for Joint Cooperation) ระหว่างไทยกับอาร์เจนตินา เพื่อลงนามต่อไป
  2. อนุมัติให้ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) หรือเอกอัครราชทูต ณ กรุงบัวโนสโอเรส เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในนามรัฐบาลไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. กระทรวงการต่างประเทศ โดย สพร. ได้ดำเนินงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับสาธารณรัฐอาร์เจนตินามาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้กรอบความร่วมมือ FEALAC (Forum of East Asia-Latin America Cooperation) และ OAS (Organization of American States) โดยการแจ้งเวียนทุนภายใต้กรอบการฝึกอบรมระยะสั้นประจำปี การให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและการฝึกอบรม/ดูงานภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคี และการเชิญเข้าร่วมหลักสูตรการศึกษา/ดูงานในโครงการบัวแก้วสัมพันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน เนื่องด้วยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พัฒนามาจากภาคเกษตรกรรมเหมือนกัน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาเห็นพ้องว่า ควรมีการดำเนินกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นทั้งในแบบทวิภาคีและความร่วมมือแบบหุ้นส่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เพื่อใช้ทรัพยากรของทั้งสองประเทศที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในลักษณะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน
  2. กระทรวงการต่างประเทศได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศนำ คณะผู้แทนไทยเดินทางไปหารือความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับกรมความร่วมมือทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศและศาสนาของประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551 ซึ่งในการหารือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างกันทั้งในแบบทวิภาคี และความร่วมมือแบบหุ้นส่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในการนี้ รัฐบาลอาร์เจนตินา ได้ส่งร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับอาร์เจนตินาให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณา
  3. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างไทยและอาร์เจนตินาไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และงบประมาณของประเทศทั้งสองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมความร่วมมือ ประกอบด้วย การจัดสัมมนาในประเทศที่สามโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญของไทยและอาร์เจนตินา การส่งผู้เชี่ยวชาญของประเทศหนึ่งไปดำเนินโครงการของอีกประเทศหนึ่งในประเทศที่สามและความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ตามที่จะเห็นชอบร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการจัดทำแผน ซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศทั้งสองเป็นผู้จัดทำแผนงานประจำปี และมี สพร. และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของอาร์เจนตินาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดำเนินงาน
  4. กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการขยายความร่วมมือระหว่างไทยและอาร์เจนตินาไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในลักษณะ Cost-sharing ซึ่งเป็นการประหยัดทรัพยากรของไทยมากกว่าการให้ความร่วมมือในลักษณะทวิภาคีแล้ว ยังเป็นโอกาสในการขยายขอบเขตความร่วมมือของไทยไปยังประเทศที่ไทยไม่เคยมีความร่วมมือในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ รวมทั้งยังจะได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญกับอาร์เจนตินาในสาขาที่ไทยขาดความชำนาญ เช่น สาขาเทคโนโลยีการเกษตร สาธารณสุขและพลังงานทดแทน (NGV และนิวเคลียร์)
  5. สำหรับการพิจารณาสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า โดยที่บันทึกฉบับนี้อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างไทยกับอาร์เจนตินา ลงนามเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2524 และมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ โดยการจัดการฝึกอบรม และการส่งผู้เชี่ยวชาญไปปฏิบัติงาน จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจฯ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งหากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมายและข้อบังคับ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน ตามมาตรา 190 วรรคสอง

25. เรื่อง ร่างบันทึกการประชุม กรอบการเจรจา และกรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงฯ รวม 6 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกการประชุม กรอบการเจรจา และกรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงฯ รวม 6 ฉบับ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้เสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ดังนี้

  1. ร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว ครั้งที่ 17
  2. กรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไทย ไทย-ลาว และกลไกที่ เกี่ยวข้อง
  3. ร่างกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้
  4. กรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ในกรอบของ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้
  5. กรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-มาเลเซีย และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้
  6. กรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและเสริมสร้างความสัมพันธ์ ในกรอบของคณะกรรมการระดับสูงไทย-อินโดนีเซีย และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้

ทั้งนี้ ให้กระทรวงกลาโหมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับร่างบันทึกการประชุมไปดำเนินการ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมฯ ในข้อ 1 แล้ว

ข้อเท็จจริง

กระทรวงกลาโหมเสนอว่า จะจัดให้มีการประชุม ดังนี้

  1. คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย-ลาว ครั้งที่ 17 ในเดือนกันยายน 2552 ซึ่งในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย และรองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะมีการลงนามร่วมกันในร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว ครั้งที่ 17 ทั้งนี้ กองเลขานุการร่วม GBC ไทย-ลาว (ฝ่ายไทย) ได้จัดทำกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว และกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปหารือกับกองเลขานุการร่วม GBC ไทย-ลาว (ฝ่ายลาว) โดยยึดถือตามแนวทางบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  2. คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ โดยการประชุมแต่ละครั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะมีการลงนามร่วมใน ร่างบันทึกการประชุมด้วยทุกครั้ง ดังนั้น กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำร่างกรอบการเจรจาฯ ขึ้นเพื่อใช้ในการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้
  3. คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ ดังนั้น จึงได้ จัดทำกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ในกรอบของ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-พม่า และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ขึ้น เพื่อใช้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-พม่า และการประชุมที่เกี่ยวข้องในอนาคต
  4. คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 49 ในเดือนกันยายน 2552 ซึ่งภายหลังการประชุมฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย จะได้ร่วมลงนามในบันทึกการประชุมฯ ดังนั้น กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-มาเลเซีย (ฝ่ายไทย) จึงได้จัดทำกรอบการประชุมเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ เพื่อนำไปหารือกับกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-มาเลเซีย (ฝ่ายมาเลเซีย) โดยยึดถือตามแนวทางบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 48

การศึกษา


26. เรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ และเห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า

1. นับจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี ได้มีการประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า หลายเรื่องประสบผลสำเร็จ เช่น การปรับโครงสร้างการบริหาร จัดการให้มีเอกภาพ มีการจัดระเบียบบริหารราชการแบบเขตพื้นที่การศึกษา จัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ตลอดจนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นต้น แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนา ปรับปรุง และต่อยอด โดยเฉพาะด้านคุณภาพผู้เรียน ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ รวมทั้งการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ที่พบว่ามีสถานศึกษาจำนวนมากยังไม่ได้มาตรฐาน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ขาด คุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งการคิด วิเคราะห์ ใฝ่เรียนรู้และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง คุณธรรม จริยธรรม ในด้านครู คณาจารย์ พบว่ามีปัญหาขาดแคลนครู คณาจารย์ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ไม่ได้คนเก่ง คนดี และใจรักมาเป็นครู คณาจารย์ ในด้านการบริหารจัดการพบว่า ยังไม่มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทั้งสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามเป้าหมาย รวมทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

2. ในคราวประชุมสภาการศึกษาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ได้เห็นชอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป โดยได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม และให้คณะอนุกรรมการสภาการศึกษา รวม 8 คณะ จัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์และมาตรการในการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การผลิตและพัฒนาครูคณาจารย์ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาและการมีส่วนร่วม การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การผลิตและพัฒนากำลังคน การเงินเพื่อการศึกษา เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กฎหมายการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

3. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ดำเนินการศึกษาเอกสาร รายงานที่เกี่ยวข้อง และจัดประชุมระดมความคิด ดังนี้

4. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ติดตามและประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ปี 2542 พบปัญหาที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขและสานต่อหลาย ๆ ด้าน ได้แก่

สาระสำคัญของข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง

1. วิสัยทัศน์ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ

2. เป้าหมาย ภายในปี 2561 มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประเด็นหลักสามประการ คือ

3. กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบโดย

4. ข้อเสนอกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาตามข้อเสนอ ดังกล่าว บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอให้มีกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ดังนี้

นอกจากนี้ มีกลไกสนับสนุนที่ต้องพัฒนา/ปรับปรุงคู่ขนานกัน ได้แก่ ระบบการเงินการคลัง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา และการปรับปรุงแก้ไข บังคับใช้กฎหมายการศึกษาและที่เกี่ยวข้อง

5. สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี


แต่งตั้ง


27. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ แต่งตั้ง (เลื่อน) นายมานิต วัฒนเสน อธิบดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เพื่อแทนผู้เกษียณอายุราชการ ดังนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี