สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
23 มิถุนายน 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลแขวงพระนครใต้ และศาลแขวงธนบุรี พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมทุกประเภท พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ หน้าที่ และจำนวนของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การกำหนดวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ
  2. เรื่อง หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน การถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่น การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญขององค์การมหาชน
  3. เรื่อง แนวทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย
  4. เรื่อง การแก้ปัญหานมล้นของเกษตรกรที่ผลิตเป็นนมโรงเรียน (ยู.เอช.ที)
  5. เรื่อง การรายงานผลการจ่าย "เช็คช่วยชาติ" ต่อคณะรัฐมนตรี

สังคม

  1. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสอง
  2. เรื่อง ผลการดำเนินงานการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีงบประมาณ 2552 (1 ตุลาคม 2551 - 31 มีนาคม 2552)
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15- 22 มิถุนายน 2552)
  4. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552
  5. เรื่อง สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-กาตาร์
  2. เรื่อง รายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย-ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย
  3. เรื่อง โครงการความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป - อาเซียนระยะที่ 3 (ECAP III)
  4. เรื่อง กรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม
  5. เรื่อง เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน - กลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ครั้งที่ 1
  6. เรื่อง บันทึกความเข้าใจในการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010

การศึกษา

  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี - หาดท้ายเหมือง บางส่วน เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพังงา

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสื่อ วัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการศึกษา
    2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย
    3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
    4. ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งที่ 2

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดไม่ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และการจ้างงานอื่น (ร่างมาตรา 3)
  3. กำหนดคำนิยามศัพท์ เช่น งานที่รับไปทำที่บ้าน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และผู้จ้างงาน เป็นต้น (ร่างมาตรา 4)
  4. กำหนดให้บรรดาคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาท หรือเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน (ร่างมาตรา 8)
  5. กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้าน และกำหนดให้คณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้านเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตราค่าตอบแทนสำหรับงานที่รับไปทำที่บ้าน (ร่างมาตรา 9)
  6. กำหนดห้ามมิให้ผู้จ้างงานเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน เว้นแต่ประเภท ปริมาณ หรือมูลค่าของงานที่ทำนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างงานได้ โดยการเรียกหรือรับหลักประกันจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 14)
  7. กำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านในขณะที่ส่งมอบงานที่ทำหรือตามกำหนด ที่ตกลงกัน แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านส่งมอบงานที่ทำนั้น (ร่างมาตรา 17)
  8. กำหนดห้ามผู้จ้างงานหักค่าตอบแทน เว้นแต่เป็นการหักเพื่อชำระภาษีเงินได้ หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้จ้างงาน (ร่างมาตรา 19)
  9. กำหนดห้ามผู้ใดให้หญิงมีครรภ์หรือเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีทำงานที่มีลักษณะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย (ร่างมาตรา 20)
  10. กำหนดให้ผู้จ้างงานเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าทำศพในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตาย เว้นแต่การประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ทั้งนี้ การรักษาพยาบาลและค่าทำศพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 24)
  11. กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง องค์ประชุมและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการ (ร่างมาตรา 25 ถึงร่างมาตรา 31)
  12. กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างหรือข้อกำหนดในเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านที่ทำให้ ผู้จ้างงานได้เปรียบผู้รับงานไปทำที่บ้านเกินสมควร มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (ร่างมาตรา 37)
  13. กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เช่น เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้จ้างงาน มีหนังสือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ และมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้จ้างงานหรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้านปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 38)
  14. กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 41 ถึงร่างมาตรา 49)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป เมื่ออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก เสริมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่น โดยทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เสริมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ให้กระทรวงการต่างประเทศเสนออนุสัญญาและพิธีสารดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยด่วน

สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอว่า

  1. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 กันยายน 2543 และ7 สิงหาคม 2544) ให้ตรวจสอบพันธกรณีตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นโดยทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเป็นพิธีสารเสริมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เพื่อยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อรองรับพันธกรณีต่าง ๆ ของไทยตามอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ
  2. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบพันธกรณีตามข้อ 1 แล้ว เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการตรากฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขึ้นใช้บังคับเพื่อรองรับพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดนิยามคำว่า "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" "ความผิดร้ายแรง" และ "การส่งมอบภายใต้การควบคุม" เป็นต้น (ร่างมาตรา 3)
  2. กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เรียกชื่อย่อว่า "ก.ป.อ." ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ รวมทั้งให้รองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 7)
  3. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 11)
  4. กำหนดการประชุมของคณะกรรมการ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ตลอดจนการให้กรรมการและอนุกรรมการได้รับค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด (ร่างมาตรา 13 ถึงร่างมาตรา 15)
  5. ให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เรียกชื่อย่อว่า "ศูนย์ ป.ป.อ." ขึ้นในสำนักงานอัยการสูงสุด โดยให้อัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการศูนย์และประธานคณะกรรมการศูนย์ ป.ป.อ. และผู้ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจำนวนสิบคนเป็นกรรมการ โดยมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการศูนย์ ป.ป.อ. ตามที่กำหนด ตลอดจนกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการศูนย์ ป.ป.อ. และกำหนดการประชุมของคณะกรรมการศูนย์ ป.ป.อ. และการได้รับค่าตอบแทนของกรรมการ ป.ป.อ. (ร่างมาตรา 16)
  6. กำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลักเกณฑ์การกระทำความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร และการพยายามกระทำความผิด (ร่างมาตรา 18 ถึงร่างมาตรา 20)
  7. กำหนดให้เจ้าหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการหรือผู้บริหารหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน หรือกรรมการขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญที่ได้กระทำความผิดต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัตินี้ ที่กระทำความผิดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น (ร่างมาตรา 22)
  8. เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการผู้ใดกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น (ร่างมาตรา 23)
  9. กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการสอบสวน การให้อำนาจคณะกรรมการ กรรมการศูนย์ ป.ป.อ. และพนักงานสอบสวนเข้าไปในเคหสถาน สถานที่ใด ๆ การค้นบุคคลหรือยานพาหนะ การจับกุม ยึดหรืออายัด และการกักตัวบุคคล เป็นต้น ตลอดจนกำหนดวิธีการการได้มาซึ่งเอกสารหรือข้อมูลข่าวสาร การตรวจร่างกายของผู้ต้องหาและการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ การเข้าไปแฝงตัวในองค์กร การส่งมอบภายใต้การควบคุม และการสะกดรอยบุคคลผู้ต้องสงสัย (ร่างมาตรา 24 ถึงร่างมาตรา 35)
  10. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ การฟ้องคดีความผิดฐานองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การงดหรือให้ทำการสอบสวนต่อไป การดำเนินคดีต่อหัวหน้าหรือผู้มีบทบาทสำคัญในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้อำนาจอัยการสูงสุดในการถอนอุทธรณ์ ถอนฎีกาหรือไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา การไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีหัวหน้าหรือผู้มีบทบาทสำคัญ (ร่างมาตรา 36 ถึงร่างมาตรา 39)
  11. กำหนดมาตรการพิเศษเกี่ยวกับการยึด อายัด และการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (ร่างมาตรา 40 ถึงร่างมาตรา 64)
  12. ได้จัดตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ในสำนักงานอัยการสูงสุด เรียกชื่อย่อว่า "กองทุน ป.ป.อ." ประกอบด้วย ทรัพย์ที่ตกเป็นของกองทุน ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ ทรัพย์สินที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล และผลประโยชน์ที่ได้เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว ให้กองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และกำหนดให้การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินการจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเป็นไปตามระเบียบที่ศูนย์ ป.ป.อ. กำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง (ร่างมาตรา 65 ถึงร่างมาตรา 70)
  13. กำหนดให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดที่ให้ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ (ร่างมาตรา 71)
  14. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เกี่ยวกับการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างมาตรา 72)
  15. กำหนดอายุความและบทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 73 ถึงร่างมาตรา83)

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า

  1. เดิมได้มีการรณรงค์ให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเพื่อต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัดพะเยาให้สูงขึ้น มีสถาบันทางวิชาการเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการ และช่วยชี้นำสังคมให้ได้รับการพัฒนาทัดเทียมจังหวัดอื่น ๆ แบบยั่งยืน ทบวงมหาวิทยาลัยในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าการจัดตั้งมหาวิทยาลัยต้องลงทุนสูง แต่ถ้าจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยให้มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลกดำเนินการเหมือนเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ ช่วยจัดการเรียนการสอนไปพลางก่อน การสร้างอาคารสถานที่ค่อยเป็นค่อยไปจะได้ไม่ต้องลงทุนสูง เมื่อมีความพร้อมจึงยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยต่อไป โดยการยกฐานะดังกล่าวจะเป็นรูปแบบของมหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่เน้นด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มุ่งเน้นการผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยอาศัยการมีหุ้นส่วน (Partnership) และการสร้างระบบเครือข่ายทางวิชาการ (Networking) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 และวันที่ 8 ตุลาคม 2539 ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา
  2. สภามหาวิทยาลัยนเรศวรพิจารณาแล้วเห็นว่า การยกฐานะวิทยาเขตสารสนเทศพะเยาเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศนั้น เป็นวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งวิทยาเขตสารสนเทศพะเยา และจะพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้มีคุณภาพ ประกอบกับในปัจจุบันสถาบันการศึกษาแห่งนี้มีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ บุคลากร ที่จะรองรับการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศแล้ว สภามหาวิทยาลัยนเรศวรจึงมีมติเห็นชอบการยกฐานะวิทยาเขตสารสนเทศพะเยาเป็นมหาวิทยาลัยพะเยา
  3. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการที่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ

การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งการยกฐานะดังกล่าวอาจมีผลกระทบงบประมาณในระยะเริ่มแรก จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. กำหนดให้มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับของรัฐและไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษา ธิการ กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณหรือกฎหมายอื่น (ร่างมาตรา 4)
  2. ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง และมีวัตถุประสงค์การจัดการศึกษาตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 6 ร่างมาตรา 9 และร่างมาตรา 10)
  3. ให้มหาวิทยาลัยแบ่งส่วนงานออกเป็น สำนักงานมหาวิทยาลัย ส่วนงานวิชาการ ส่วนงานอื่น ๆ และให้การจัดตั้ง การรวม การยุบเลิกส่วนงานจัดทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่การแบ่งส่วนงานเป็นหน่วยงานภายในให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 8)
  4. ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด และต้องส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่เข้ารับการศึกษาและผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เรียนจนจบปริญญาตรี (ร่างมาตรา 12 และร่างมาตรา 14)
  5. ให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุน เป็นต้น และให้รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ (ร่างมาตรา 13)
  6. กำหนดให้บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ ซื้อมาด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย แลกเปลี่ยน หรือได้มาโดยทางอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย ให้ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยโดยตรงไม่อยู่ข่ายแห่งการบังคับคดี (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 16)
  7. ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจ หน้าที่ตามที่กำหนด ตลอดจนให้การกำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา วิธีการถอดถอน นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการ เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 18 และร่างมาตรา 20)
  8. กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างมาตรา 19)
  9. ให้มีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนด และให้การประชุมการดำเนินการของสภามหาวิทยาลัยและคณะกรรมการเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 21 ร่างมาตรา 22 และร่างมาตรา 23)
  10. ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์และสภาพนักงาน โดยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด และให้องค์ประกอบ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มาหรือการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนการประชุม เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 24 ถึงร่างมาตรา 26)
  11. ให้มีอธิการบดีซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การรักษาราชการแทน โดยให้อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 28 ถึงร่างมาตรา 31)
  12. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาและการวิจัย ตลอดจนการประเมินการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 37 ถึงร่างมาตรา 40)
  13. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการการบัญชีและการตรวจสอบทางบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้ รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 41 ถึงร่างมาตรา 46 และร่างมาตรา 47)
  14. กำหนดให้มีตำแหน่งทางวิชาการ คณาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อาจารย์พิเศษ และให้คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย (ร่างมาตรา 49 ถึงร่างมาตรา 52)
  15. กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการให้ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ (ร่างมาตรา 54 ถึงร่างมาตรา 61)
  16. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณฯ การโอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2533 มาเป็นของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 64 และร่างมาตรา 66)
  17. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกสภามหาวิทยาลัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ประธานสภาอาจารย์ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2533 และให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรรักษาการในตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี (ร่างมาตรา 67 ถึงร่างมาตรา 70)
  18. กำหนดให้ข้าราชการ หรือลูกจ้าง ต้องแจ้งความจำนงประสงค์จะเปลี่ยนเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องผ่านการประเมินก่อน (ร่างมาตรา 75)
  19. กำหนดให้นำข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2533 ที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม (ร่างมาตรา 76)

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

1. ขอเปลี่ยนชื่อ "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" ตามเดิม ด้วยเหตุผล ดังนี้

2. ขอเปลี่ยนชื่อ "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" ด้วยเหตุผล ดังนี้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" พ.ศ. .... ดังนี้
    • 1.1 เปลี่ยนชื่อส่วนราชการจาก "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" เป็น "กรมเจ้าท่า" (ร่างมาตรา 3)
    • 1.2 เปลี่ยนชื่อตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการดังกล่าว คือ อธิบดี รองอธิบดี ผู้อำนวยการสำนักงาน หัวหน้าสำนักงาน (ร่างมาตรา 4)
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" พ.ศ. .... ดังนี้
    • 2.1 เปลี่ยนชื่อส่วนราชการจาก "กรมการขนส่งทางอากาศ" เป็น "กรมการบินพลเรือน" (ร่างมาตรา 3)
    • 2.2 เปลี่ยนชื่อตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการดังกล่าว คือ อธิบดี รองอธิบดี (ร่างมาตรา 4)

5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ แล้วมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณาในการตรวจร่างพระราชกฤษฎีกานี้ โดยให้เชิญผู้แทนของสำนักงาน ก.พ. และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เข้าร่วมชี้แจงด้วย

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ร่างมาตรา 3)
  2. ให้นำบทบัญญัติบางลักษณะแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับกับ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ เว้นแต่ที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพระราชกฤษฎีกานี้ และมิให้นำความในมาตรา 58 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับกับข้าราชการพลเรือนในพระองค์ (ร่างมาตรา 4)
  3. กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการสามัญตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในสำนักพระราชวังและในสำนักราชเลขาธิการ เพื่อเป็นองค์กรบริหารทรัพยากรบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ในสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการตามลำดับ โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวงของสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการ และให้ อ.ก.พ. สำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการ มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 16 หรือมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (ร่างมาตรา 5 - 7 )
  4. กำหนดขอบเขตของข้าราชการพลเรือนในพระองค์ และให้มีหน้าที่เกี่ยวกับงานในพระองค์พระมหากษัตริย์ (ร่างมาตรา 8)
  5. กำหนดตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในพระองค์ในสำนักพระราชวังและในสำนักราชเลขาธิการ และกำหนดให้จำนวน ประเภทตำแหน่ง สายงานและระดับ เป็นไปตามที่ อ.ก.พ. กระทรวงของสำนักพระราชวังหรือ อ.ก.พ. กระทรวงของสำนักราชเลขาธิการ แล้วแต่กรณี กำหนด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รวมทั้งมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามที่ ก.พ. กำหนด (ร่างมาตรา 9 - 11)
  6. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์และการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการ กำหนดบุคคลผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในพระองค์ (ร่างมาตรา 12 - 13)
  7. กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์บางตำแหน่งต้องทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและให้ได้รับการพัฒนาเพื่อให้รู้ระเบียบแบบแผนของทางราชการและการเป็นข้าราชการที่ดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.พ. สำนักพระราชวัง หรือ อ.ก.พ. สำนักราชเลขาธิการ แล้วแต่กรณี กำหนด (ร่างมาตรา 14)
  8. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการย้าย การโอน การเลื่อน การสั่งเลื่อนเงินเดือน การออกจากราชการ และการอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยหรือการออกจากราชการ ตลอดจนการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยร้องทุกข์ (ร่างมาตรา 15-20)
  9. กำหนดเกี่ยวกับการจัดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในพระองค์ในวาระเริ่มแรก การนำหลักเกณฑ์ วิธีการที่มีอยู่ก่อนพระราชกฤษฎีกานี้มาใช้บังคับ การอุทธรณ์และร้องทุกข์ที่ยื่นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับและเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (ร่างมาตรา 21 -24)
  10. กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา (ร่างมาตรา 25)

6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลแขวงพระนครใต้ และศาลแขวงธนบุรี พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลแขวงพระนครใต้ และศาลแขวงธนบุรี พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่ สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดให้เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ธนบุรี ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลแขวงพระนครใต้ และศาลแขวงธนบุรี (ร่างมาตรา 3)
  3. กำหนดให้บรรดาคดีของท้องที่เขตคลองเตยและเขตวัฒนา ซึ่งค้างการพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดพระโขนง หรืออยู่ระหว่างศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งให้ผัดฟ้องหรือให้ขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน และบรรดาคดีของท้องที่เขตบางแคและเขตภาษีเจริญ ซึ่งค้างการพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดตลิ่งชัน หรืออยู่ระหว่างศาลจังหวัดตลิ่งชันมีคำสั่งผัดฟ้องหรือให้ขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน ให้ศาลจังหวัดพระโขนง หรือศาลจังหวัดตลิ่งชันแล้วแต่กรณี มีอำนาจดำเนินการต่อไป (ร่างมาตรา 4,5)
  4. กำหนดให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ (ร่างมาตรา 6)

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมทุกประเภท พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมทุกประเภท พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (20 มกราคม 2552 และ 3 มีนาคม 2552) ที่ได้กำหนดให้มีการพิจารณาร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องการยกเว้นภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและการลดภาระเงินกู้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมให้กับผู้ประกอบการ ในการนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาออกกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมในปี 2553 ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมทุกประเภทในปี 2553


8. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้แก้ไขวันใช้บังคับร่างระเบียบนี้เป็น "ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป" ตามข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

  1. ยกเลิกสำนักงานคลังจังหวัด ณ อำเภอ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2551 (ร่างข้อ 3)
  2. แก้ไขเพิ่มเติมให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมมอบหมาย ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งประเภททั่วไประดับชำนาญงาน ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือเทียบเท่า เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ร่างข้อ 5)
  3. ยกเลิกการยื่นขอเบิกเงิน การอนุมัติและการเบิกจ่ายและจ่ายเงินในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานคลังจังหวัด ณ อำเภอ (ร่างข้อ 7)

9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า

  1. โดยที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 7 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติ สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงเพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ใบแทนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ใบแทนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ และค่ายื่นคำขอ โดยได้นำร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรับฟังความคิดเห็นในเว็บไซต์ของสำนักบริหารงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งได้นำความคิดเห็นจากการประชุมมาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามความต้องการของทุกภาคส่วน
  2. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ฝ่ายกฎหมายและคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฯ ดังกล่าวด้วยแล้วจึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ ใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ใบแทนใบอนุญาต ค่ายื่นคำขอกรณีการจัดตั้งโรงเรียนหรือสาขาของโรงเรียน การเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง การโอนกิจการโรงเรียน การเลิกกิจการโรงเรียน


10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ หน้าที่ และจำนวนของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ หน้าที่ และจำนวนของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดคำนิยามต่าง ๆ ที่ใช้ในกฎกระทรวงฯ ประกอบด้วย โรงงานควบคุม เจ้าของโรงงงานควบคุม อาคารควบคุม และเจ้าของอาคารควบคุม (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานจะต้องเป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและมีประสบการณ์การทำงานในโรงงานหรืออาคารอย่างน้อยสามปี หรือเป็นผู้ได้รับปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์ โดยมีผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานตามการรับรองของเจ้าของโรงงานควบคุมหรือเจ้าของอาคารควบคุม หรือเป็นผู้สำเร็จการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือหลักสูตรผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอาวุโส หรือเป็นผู้ที่สอบได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดจากการจัดสอบ ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดหน้าที่ของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานในการดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน (ร่างข้อ 3)
  4. กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมหรือเจ้าของอาคารควบคุม ซึ่งมีจำนวนและคุณสมบัติตามขนาด หรือปริมาณพลังงานในแต่ละกรณีต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำที่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม แล้วแจ้งให้อธิบดีทราบโดยทันที (ร่างข้อ 4)
  5. กำหนดวิธีการแจ้งการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงานพร้อมทั้งเอกสารและหลักฐานประกอบการแจ้งตามกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างข้อ 11)

11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีให้ระงับการดำเนินการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 ตุลาคม 2546 และ วันที่ 30 มกราคม 2550 และอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

  1. เนื่องจากกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลาพอสมควร ปรากฏว่าข้อกำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าวมีข้อจำกัดบางประการที่เป็นปัญหาและอุปสรรค ทำให้ไม่ยืดหยุ่นเพียงพอในการดำเนินการซื้อหุ้นคืนของบริษัท ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขอให้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงในประเด็นที่เป็นปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนเพื่อให้การดำเนินการของบริษัทมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งข้อเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงของตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
  2. กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามข้อ 1. จึงได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ใต้บังคับของกฎกระทรวงและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกับการปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว
  3. โดยที่กระทรวงพาณิชย์ได้เคยเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท พ.ศ. 2544 แล้วรวม 2 ฉบับ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 ตุลาคม 2546 และวันที่ 30 มกราคม 2550 ซึ่งปัจจุบันร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้นในการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้รวมยกร่างเป็นร่างกฎกระทรวงฉบับเดียวโดยได้นำหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมากำหนดรวมไว้ในร่างกฎกระทรวงที่เสนอในครั้งนี้ด้วย เพื่อมิให้มีอนุบัญญัติหลายฉบับ ซึ่งจะสร้างความสับสนยุ่งยากต่อผู้ปฏิบัติ (ร่างข้อ 1 และร่างข้อ 4)

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท พ.ศ. 2544 ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดวงเงินที่บริษัทจะทำการซื้อหุ้นคืนได้ และกำหนดให้บริษัทต้องกันกำไรสะสมไว้เป็นเงินสำรองเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายซื้อหุ้นคืน (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 6)
  2. แก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลโครงการซื้อหุ้นคืน (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 9)
  3. แก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาที่บริษัทจะทำการซื้อหุ้นคืนครั้งใหม่ได้ (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11)
  4. แก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาที่บริษัทจะสามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้ และแก้ไขให้บริษัทที่ยังจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนไม่หมดสามารถจำหน่ายหุ้นใหม่ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 12)
  5. แก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 13)
  6. ให้บริษัทที่จัดทำโครงการซื้อหุ้นคืนโดยดำเนินการตามกฎกระทรวงฉบับเดิมและประสงค์จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการเพื่อดำเนินการตามกฎกระทรวงที่แก้ไขใหม่นี้จะต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการที่เปลี่ยนแปลงต่อสาธารณชนก่อนดำเนินการ (ร่างข้อ 6)

เศรษฐกิจ


12. เรื่อง การกำหนดวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ" ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. การกำหนดให้มี "วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ" เป็นการดำเนินตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2550-2554 ซึ่งได้มีการยกร่างโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนได้มีการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนหลายครั้ง และคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ข้าวดังกล่าวแล้ว
  2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง เช่น นายกสมาคมชาวนาไทย นายกสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทยแล้วเห็นว่าควรจัดให้มี "วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ" เป็นการเฉพาะแยกจากวันเกษตรกร โดยมีเหตุผลดังนี้
    • 2.1 ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างยิ่ง นอกจากนี้ข้าวยังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย รวมทั้งเป็นความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น นโยบายหรือมาตรการใดที่เกี่ยวกับข้าวย่อมส่งผลกระทบต่อสภาวะความเป็นไปของสังคมไทยอย่างมาก
    • 2.2 เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ ชาวนา นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับยุวชนของเขา ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดการปลูกข้าวในอนาคตด้วย
    • 2.3 กิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จะประกอบด้วยกิจกรรมทางด้านวิชาการและ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกได้รู้จักคุณภาพและคุณค่าทางวัฒนธรรม รวมทั้งความก้าวหน้าทางวิชาการของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น
    • 2.4 การกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ" เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทยและเป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตในการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ"
    • 2.5 การที่กำหนดให้มีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นการเฉพาะ โดยแยกออกจากวันพระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นเกษตรกรนั้น เนื่องจากวันพระราชพิธีพืชมงคลดังกล่าวมิได้เฉพาะเจาะจงแต่เฉพาะอาชีพการทำนาและชาวนาเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอาชีพการทำไร่ การทำสวนด้วย ประกอบกับการกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลในแต่ละปีนั้น เป็นการกำหนดทางจันทรคติ ทำให้ไม่สามารถระบุเป็นวันแน่ชัดล่วงหน้าถาวรในปฏิทินได้ และไม่เหมาะสมที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองสำหรับชาวนาโดยทั่วไป รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีภารกิจในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีดังกล่าวด้วย

13. เรื่อง หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน การถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่น การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญขององค์การมหาชน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้

  1. หลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินขององค์การมหาชน
  2. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่นขององค์การมหาชน
  3. หลักเกณฑ์การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญขององค์การมหาชน

ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย

สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอว่า

  1. โดยที่มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 บัญญัติให้การกู้ยืมเงิน การถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่น การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
  2. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (24 มีนาคม 2552) สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำหลักเกณฑ์ดังกล่าว และนำหลักเกณฑ์เสนอต่อ อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์การมหาชนและองค์กรรูปแบบอื่นในกำกับของราชการฝ่ายบริหารที่มิใช่ส่วนราชการ และเสนอ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแล้ว ซึ่งในการประชุม ก.พ.ร. ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ได้มีมติ ดังนี้
    • 2.1 หลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินขององค์การมหาชน เห็นชอบตามหลักเกณฑ์ที่ อ.ก.พ.ร. เสนอ แต่ให้กำหนดยอดเงินกู้คงค้างต้องไม่เกินร้อยละห้าของเงินทุน ทั้งนี้ ยอดเงินกู้คงค้างต้องไม่เกินห้าล้านบาท
    • 2.2 หลักเกณฑ์การถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน และหลักเกณฑ์การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่น ไม่สมควรกำหนดเป็นหลักเกณฑ์กลาง แต่ให้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติว่า หากองค์การมหาชนแห่งใดประสงค์จะถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วนหรือเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่นให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นรายกรณี ๆ ไป
    • 2.3 หลักเกณฑ์การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญขององค์การมหาชน เห็นชอบตามหลักเกณฑ์ที่ อ.ก.พ.ร.เสนอ และให้เพิ่มเติมการคงความรับผิดชอบทางหนี้ของลูกหนี้และองค์การมหาชนต้องดำเนินการฟ้องร้องจนกว่าคดีถึงที่สุด รวมทั้งให้คงรายการของทรัพย์สินที่มีมูลค่าเป็นสูญไว้ในบัญชีทรัพย์สินขององค์การมหาชนจนกว่าจะมีการอนุมัติให้จำหน่ายออกจากบัญชี

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. หลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินขององค์การมหาชน
    • 1.1 กำหนดนิยามคำว่า "การกู้ยืมเงิน" และ "เงินทุน"
    • 1.2 กำหนดหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินขององค์การมหาชน เช่น
      • สามารถกระทำได้ต่อเมื่อได้มีการบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง
      • จะต้องนำไปใช้ในกิจการตามวัตถุประสงค์ขององค์การเป็นหลัก
      • คณะกรรมการต้องรับผิดชอบในกรณีเกิดผลเสียหายเนื่องมาจากการกู้ยืมเงิน
      • ต้องเป็นการกู้เงินเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน
      • ยอดเงินกู้คงค้างต้องไม่เกินร้อยละห้าของเงินกองทุน ทั้งนี้ ยอดเงินกู้คงค้างต้องไม่เกินห้าล้านบาท
      • กู้ยืมเงินได้เฉพาะจากธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ (ข้อ 1 - ข้อ 8)
  2. การถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่นขององค์การมหาชน (โดยไม่กำหนดเป็นหลักเกณฑ์กลาง แต่กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติไว้)
    • 2.1 กำหนดนิยามคำว่า "การถือหุ้น" "การเข้าเป็นหุ้นส่วน" "การเข้าร่วมทุน" "การร่วมทุนโดยทำสัญญา" "การร่วมทุนโดยการถือหุ้น" "การร่วมลงทุน" และ "เงินทุน"
    • 2.2 กำหนดแนวทางปฏิบัติการถือหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่นขององค์การมหาชน เช่น
      • สามารถกระทำได้ต่อเมื่อได้มีการบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง
      • จะต้องเป็นไปตามภารกิจขององค์การมหาชนนั้นเป็นหลัก
      • ให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นรายกรณี ๆ ไป (ข้อ 1 - ข้อ 4)
  3. หลักเกณฑ์การจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญขององค์การมหาชน
    • 3.1 กำหนดนิยามคำว่า "พัสดุ" "วัสดุ" "ครุภัณฑ์" "ผู้ดูแลลูกหนี้" และ "เงินสำรองหนี้สูญ"
    • 3.2 กำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญ เช่น
      • ต้องมีการกันสำรองหนี้สูญ
      • ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหนี้สูญ
      • ให้คงความรับผิดชอบทางหนี้ และต้องดำเนินการฟ้องร้องจนกว่าคดีถึงที่สุด (ข้อ 1 - ข้อ 7)

14. เรื่อง แนวทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย ระหว่างปี 2552-2556 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

  1. การเจรจาระดับภูมิภาคให้ความสำคัญกับการเจรจาร่วมกับอาเซียนเป็นลำดับแรก ทั้ง ASEAN AEC (AEC : ASEAN Economic Community) 10 ประเทศ ASEAN FTA (FTA : Free Trade Area) [ที่กำลังเจรจาอยู่ คือ อาเซียน-อินเดีย (บริการและการลงทุน) อาเซียน-เกาหลี (การลงทุน) อาเซียน-ญี่ปุ่น (บริการและการลงทุน) อาเซียน-สหภาพยุโรป] และ ASEAN+X
  2. การเจรจาระดับทวิภาคีให้ความสำคัญกับการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ดังนี้
    • 2.1 การเจรจากับประเทศใหม่ที่มีศักยภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกประเทศที่คาดว่ามีศักยภาพเป็นคู่ค้ากับไทยและ/หรือ เป็นแหล่งทุน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีพบว่า มี 3 ประเทศที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ GCC Mercosur (GCC : Gulf Cooperation Council, Mercosur : Mercado Comun del Sur) และชิลี ทั้งนี้ ในส่วนของ GCC และ Mercosur นั้น อาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลประโยชน์และผลกระทบ หากมีการจัดทำ FTA ซึ่งไทยอาจให้น้ำหนักกับการเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจลักษณะต่าง ๆ ในการเจรจาของอาเซียนกับประเทศเหล่านี้
    • 2.2 การเจรจากับประเทศที่ค้างอยู่เฉพาะกับประเทศที่ประเมินแล้วว่าไทยได้รับประโยชน์โดยรวมจากการเจรจาคือ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) อินเดียและเปรู ส่วนประเทศอื่นที่ต้องเจรจาต่อ คือ EFTA (European Free Trade Area) รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งความตกลงมีผลใช้บังคับแล้วและตกลงไว้ว่าจะเจรจาต่อหลังจากความตกลงมีผลใช้บังคับ 3 ปี ควรประเมินประโยชน์และผลกระทบก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาต่อไป
    • 2.3 การเจรจากับประเทศที่มีศักยภาพแต่อาจยังไม่เหมาะสมที่จะใช้แนวทางการเจรา FTA ให้นำรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าอื่น ๆ มาใช้ เช่น การทำสัญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า การเยือนระดับสูง การพบปะของคณะนักธุรกิจ เป็นต้น จากการศึกษาวิเคราะห์ประเทศในกลุ่มนี้ ได้แก่ รัสเซียและแอฟริกาใต้
  3. การเจรจาระดับพหุภาคีควรเร่งผลักดันให้การเจรจารอบโดฮาสำเร็จโดยเร็วและเพิ่มความสนใจการติดตามตรวจสอบไม่ให้ประเทศต่าง ๆ มีการใช้มาตรการกีดกันกับสินค้าและบริการของไทย

ทั้งนี้ กศน. ได้มีมติให้ความเห็นชอบแล้วในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมากกว่าร้อยละ 130 ของ GDP ทำให้ไทยต้องเข้าร่วมการเจรจาการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การเจรจาในเวทีต่าง ๆ มีความคืบหน้าต่างกันไป เช่น

  1. การเจรจารอบโดฮาของ WTO ประสบปัญหาชะงักงันมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะนี้สมาชิกรอดูแนวทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ และการเลือกตั้งของอินเดียที่กำลังจะมีขึ้น
  2. การเจรจาภายใต้อาเซียนกำลังดำเนินการที่จะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยในด้านเศรษฐกิจมีแผนงานการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้า การบริการ การลงทุน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมทั้งกำหนดให้สร้างความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มผ่านการเจรจา ASEAN FTA และการดำเนินการเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการและภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศด้วย
  3. การเจรจา FTA ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับตลาดหลักและตลาดใหม่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีการเจรจาสองระดับ คือ
    • 3.1 การเจรจากับประเทศคู่ค้าโดยตรง (Bilateral FTA) โดยมีการเจรจากับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อินเดีย เปรู EFTA BIMSTEC และบาห์เรน
    • 3.2 การเจรจากับประเทศคู่ค้าร่วมกับอาเซียน (ASEAN FTA) โดยมีการเจรจากับจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และสหภาพยุโรป

2. สถานะปัจจุบัน


15. เรื่อง การแก้ปัญหานมล้นของเกษตรกรที่ผลิตเป็นนมโรงเรียน (ยู.เอช.ที)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการแก้ปัญหานมล้นของเกษตรกรที่ผลิตเป็นนมโรงเรียน (ยู.เอช.ที) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. เห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหานมล้นที่ผลิตเป็นนมโรงเรียน (ยู.เอช.ที.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยใช้งบประมาณที่ได้รับไว้แล้วตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วงเงิน 604 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้จัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาจัดสรรให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคมนมแห่งประเทศไทย (อ.ค.ส.) เพื่อจัดซื้อนม ยู.เอช.ที ให้เด็กก่อนวัยเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5.3 ล้านคน ดื่มเป็นเวลา 15 วัน คิดเป็นนม ยู.เอช.ที ไม่เกิน 80 ล้านกล่อง วงเงินไม่เกิน 604 ล้านบาท ดื่มในวันหยุดประจำสัปดาห์เพื่อชดเชยช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา โดยมอบให้ อ.ค.ส. บริหารจัดการ ทั้งนี้ ให้รวมถึงการจัดซื้อ ยู.เอช.ที ที่ผลิตไว้แล้วของชุมชนสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ในจำนวนตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะตรวจสอบสต็อคจริงอีกครั้ง แล้วนำหลักฐานการส่งมอบและรับมอบกับทางโรงเรียนมาทำการเบิกจ่ายกับกรมบัญชีกลางต่อไป
  2. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 (เรื่อง การแก้ไขปัญหานมทั้งระบบ) เฉพาะในส่วนวงเงินงบประมาณส่วนที่เหลือ ที่ให้ใช้สำหรับการจัดซื้อนมโรงเรียนให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมให้ครบตามเป้าหมาย (วงเงิน 2,062.91 ล้านบาท) โดยอนุมัติให้จัดสรรงบประมาณายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 604 ล้านบาท ให้แก่ อ.ค.ส. เพื่อซื้อนม ยู.เอช.ที. จำนวน 80 ล้านกล่อง ส่งมอบให้เด็กก่อน วัยเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ดื่ม เป็นเวลา 15 วัน และนำหลักฐานการส่งมอบและรับมอบจากทางโรงเรียนมาเบิกจ่ายกับกรมบัญชีกลางต่อไป ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

16. เรื่อง การรายงานผลการจ่าย "เช็คช่วยชาติ" ต่อคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจ่าย "เช็คช่วยชาติ" ในช่วงวันที่ 26 มีนาคม - 18 มิถุนายน 2552 และและกำหนดการงานจ่าย "เช็คช่วยชาติ" และปิดโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (ในส่วนผู้ประกันตน) ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้กระทรวงแรงงานจ่าย "เช็คช่วยชาติ" ให้แก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท เป้าหมายจำนวน 8,138,815 คน ในการนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการรับลงทะเบียนผู้ประกันตน ที่ขอรับ "เช็คช่วยชาติ" จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีผู้ประกันตนลงทะเบียนขอรับ "เช็คช่วยชาติ" รวมทั้งสิ้น 8,550,152 คน สำนักงานประกันสังคมได้ตรวจสอบ รับรอง ยืนยันสิทธิและปฏิเสธการจ่าย "เช็คช่วยชาติ" สรุปได้ดังนี้

2. กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการจ่าย "เช็คช่วยชาติ" ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 18 มิถุนายน 2552 แล้ว 7,710,649 ฉบับหรือร้อยละ 98.37 ของจำนวนรวม "เช็คช่วยชาติ" ที่ออกรอบที่ 1- 4 (จำนวน 7,838,117 ฉบับ) เช็คคงเหลือรวม 127,468 ฉบับ แยกเป็น

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2552 มีผู้ประกันตนนำ "เช็คช่วยชาติ" ไปรับเงินสดแล้ว จำนวน 7,609,835 ฉบับ วงเงิน 15,219.67 ล้านบาท

3. เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม เก็บรักษา "เช็คช่วยชาติ" ไว้เป็นเวลา 90 วัน จากนั้นจะต้องคืนกรมบัญชีกลาง ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ 23 มิถุนายน, 28 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม 2552 สำนักงานประกันสังคมจะนำ "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 1 - 3 ที่ยังไม่มีผู้ประกันตนมารับไปขึ้นเงินกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วนำส่งคลังจังหวัด/กรมบัญชีกลาง ต่อไป

สำหรับ "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 4 สำนักงานประกันสังคมจะเก็บรักษาไว้รอแจกจ่ายให้ผู้ประกันตนที่เป็น เจ้าของเช็คมารับจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2552

4. การจ่าย "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 5 ได้ให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/เขตพื้นที่จ่ายเช็ค ณ ที่ตั้ง ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2552 สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ประกันตนมีสิทธิรับ "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 5 รวมประมาณ 59,300 คน กระทรวงแรงงานได้กำหนดจัดงานรณรงค์จ่าย "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 5 พร้อมทั้งปิดโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (ในส่วนของกระทรวงแรงงาน)ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2552 ระหว่างเวลา 07.30 - 17.00 น. ณ บริเวณสนามกีฬาศูนย์เยาวชนไทย - ญี่ปุ่นดินแดง โดยนัดหมายผู้ประกันตนที่มีรายชื่อได้รับ "เช็คช่วยชาติ" รอบที่ 5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครทุกเขตพื้นที่ จำนวนประมาณ 20,000 คน ไปรับ "เช็คช่วยชาติ" ในงานดังกล่าว


สังคม


17. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสอง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) ประจำปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสองตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ สรุปได้ดังนี้

1. สถิติการใช้บริการ การใช้บริการในปีงบประมาณ 2552 ของไตรมาสสอง มีจำนวนค่าเฉลี่ยต่อเดือน 587,294 ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บริการ ของไตรมาสแรก มีจำนวนค่าเฉลี่ยการเรียกเข้าเพิ่มขึ้น 31,649 ครั้ง คิดเป็นอัตราร้อยละ 5.69 โดยข้อมูลที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่

2. บริการสอบถามข้อมูลทั่วไปแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถามดังนี้

3. บริการรับเรื่องร้องเรียนแยกตามประเภทเรื่องที่มีประชาชนสนใจสอบถาม ดังนี้

4. การดำเนินการของโครงการ GCC 1111 ของไตรมาสสอง ประจำปีงบประมาณ 2552

การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล Contact Point GCC 1111 ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวของแต่ละหน่วยงานภาครัฐให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากมีหลายหน่วยงานมีการโยกย้ายสังกัดและสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อความต่อเนื่องด้านการประสานงาน ซึ่งในไตรมาสสองได้รับการประสานงานเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมเป็นจำนวน 15 หน่วยงาน และมีการขอข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ในกรณีมีข้อมูลที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นจำนวนมาก

บทสรุป

นับแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2546 อนุมัติให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐดำเนินโครงการศูนย์บริการประชาชนโดยใช้บริการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Government Contact Center - GCC 1111)ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในนามหมายเลขโทรศัพท์ "1111" และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับไตรมาสสองมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.69 การให้บริการข้อมูล ของGCC 1111 มีหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ตอบสนองนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้เห็นได้จากข้อมูลที่ประชาชนโทรสอบถามเกี่ยวกับมาตรการ การกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาล การขอรับประโยชน์ทดแทนประกันสังคมกรณีว่างงาน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ 2,000 บาท นโยบายเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายและโครงการของรัฐรวมถึงตอบข้อสอบถามจากประชาชนด้วย ทั้งนี้โครงการ GCC 1111 ได้พยายามพัฒนาคุณภาพการให้บริการอยู่เสมอ ทั้งด้านข้อมูลและบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนผู้ใช้บริการภาครัฐ และรวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐยังสามารถ นำข้อมูลที่ประชาชนสอบถามหรือร้องเรียนไปใช้ในการวางแผนประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ประชาชนในการไปติดต่อกับหน่วยงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งส่งผลให้ภาระของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนลดลง ที่สำคัญที่สุดบริการ GCC 1111 เป็นการเปิดช่องทาง (Access) การเข้าถึงบริการข้อมูลภาครัฐ จึงนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งปัจจัยแห่งความสำเร็จของการให้บริการนี้ คือ GCC 1111 เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีเครือข่ายในการให้บริการโทรศัพท์อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้ในชนบทที่ห่างไกล ประกอบกับความตั้งใจและเต็มใจของพนักงานผู้ให้บริการ โดยผลสำเร็จนี้อาจดูได้จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดมา


18. เรื่อง ผลการดำเนินงานการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีงบประมาณ 2552 (1 ตุลาคม 2551 - 31 มีนาคม 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีงบประมาณ 2552 (1 ตุลาคม 2551 - 31 มีนาคม 2552) ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ได้รายงานผลการดำเนินการสร้างหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า ปีงบประมาณ 2552 (1 ตุลาคม 2511 - 31 มีนาคม 2552) ดังนี้

1. ความครอบคลุมสิทธิหลักประกันสุขภาพ และการใช้บริการทางการแพทย์

2. การควบคุมคุณภาพและกำกับมาตรฐานบริการ

สนับสนุนคุณภาพการบริการได้กำหนดการประเมินคะแนนการพัฒนาคุณภาพในกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 961 แห่ง และการประเมินรับรองคุณภาพโรงพยาบาลจำนวน 25 แห่ง ทางสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ได้ดำเนินการลงเยี่ยมประเมินคะแนนคุณภาพในโรงพยาบาล สามารถรายงานผลการดำเนินงานได้ในเดือนมิถุนายน 2552 ส่วนการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพระบบยาในโรงพยาบาล ปี 2552 ด้านการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข มีหน่วยบริการที่ถูกร้องเรียน พบว่า เอกชนถูกร้องเรียนมากที่สุด จำนวน 11 เรื่อง (ร้อยละ 5.05) รองลงมาเป็นรัฐนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 1.12, 0.72 ผลการวิเคราะห์ ในไตรมาสแรก (ต.ค. - ธ.ค. 51) พบว่าเรื่องร้องเรียนที่ผ่าน 1330 จำนวน 39 เรื่อง จำแนกตามประเภทบริการ ได้แก่ผู้ป่วยนอก 33 ราย (ร้อยละ 84.62) จำแนกตามสาขาบริการได้แก่ อายุรกรรม 13 ราย (ร้อยละ 33.33) รองลงมาเป็นกุมารเวชกรรม และศัลยกรรม 9 และ 6 ราย (ร้อยละ 23.08 และ 15.38) จำแนกตามสาเหตุที่ร้องเรียน ได้แก่มาตรฐานการรักษา/วินิจฉัย 21 ราย (ร้อยละ 53.85) รองลงมาเป็นการบริหารจัดการ 15 ราย (ร้อยละ 38.46) และจำแนกตามประเภทความเสียหาย ได้แก่ เจ็บป่วยต่อเนื่อง 35 ราย (ร้อยละ 89.74)

3. การคุ้มครองสิทธิ และการช่วยเหลือเบื้องต้น

4. การส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี

เครือข่ายองค์ประชาชน 9 ด้านได้กำหนดแนวทางการบูรณาการงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต./เทศบาล ระหว่าง เครือข่ายองค์กรประชาชน และ อบต./เทศบาล สำหรับพื้นที่นำร่อง 21 แห่ง ด้านการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินการโอนเงินสมทบงบประมาณ 3,640 พื้นที่ โดยสามารถครอบคลุมประชากร 26.37 ล้านคน ส่วนองค์กรวิชาชีพ โดยเครือข่ายชมรมผู้บริหารการพยาบาล ได้จัดทำความร่วมมือในการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัดในหน่วยบริการทุกระดับ ในระยะที่ 1 จำนวนหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ 134 แห่ง

5. การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

6. ปัญหาอุปสรรค

งบประมาณที่ได้รับยังไม่เพียงพอ ภาระงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราการใช้บริการของประชาชนโดยเฉพาะในหน่วยบริการภาครัฐ ภาระการดูแลประชากรที่ไม่ได้สัญชาติไทยชัดเจน รวมถึงความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุข และประสิทธิภาพของระบบ


19. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15- 22 มิถุนายน 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 15-22 มิถุนายน 2552 โดยสรุปสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน (ระหว่างวันที่ 15-22 มิถุนายน 2552) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 15-22 มิถุนายน 2552)

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2552


20. เรื่อง สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเป็นประจำทุกเดือน โดยสอบถามประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีครัวเรือนตกเป็นตัวอย่าง 26,520 ครัวเรือนต่อเดือน สำหรับในไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552 ในภาพรวมสถานการณ์แรงงานอัตราผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 2.1 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 หรือ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.3 เป็นร้อยละ 2.1 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 4 พ.ศ. 2551 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน
    • ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 37.53 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 36.50 ล้านคน ผู้ว่างงาน 0.78 ล้านคน และผู้ที่รอฤดูกาล 0.25 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2551 จำนวน 8.4 แสนคน (จาก 36.69 ล้านคน เป็น 37.53 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.3
  2. ผู้มีงานทำ
    • 2.1 ผู้มีงานทำ 36.50 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2551 จำนวน 6.8 แสนคน (จาก 35.82 ล้านคน เป็น 36.50 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 พบว่ามีผู้ทำงานเพิ่มขึ้นและลดลงในสาขาต่าง ๆ ได้ดังนี้
      • (1) มีผู้ทำงานเพิ่มขึ้น ในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1 แสนคน (จาก 12.80 ล้านคน เป็น 12.90 ล้านคน) สาขาขายส่ง ขายปลีกฯ เพิ่มขึ้น 3.2 แสนคน (จาก 5.86 ล้านคน เป็น 6.18 ล้านคน) สาขาก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 0.9 แสนคน (จาก 2.45 ล้านคน เป็น 2.54 ล้านคน) สาขาโรงแรมและภัตตาคาร เพิ่มขึ้น 1.9 แสนคน (จาก 2.40 ล้านคน เป็น 2.59 ล้านคน) สาขาการบริหารราชการและการป้องกันประเทศ เพิ่มขึ้น 8 หมื่นคน (จาก 1.27 ล้านคน เป็น 1.35 ล้านคน) และสาขาการขนส่งฯ เพิ่มขึ้น 5 หมื่นคน (จาก 1.15 ล้านคน เป็น 1.20 ล้านคน) ตามลำดับ ที่เหลืออยู่ในสาขาอื่น ๆ
      • (2) ผู้ทำงานลดลง ในสาขาการผลิตลดลง 2.2 แสนคน (จาก 5.80 ล้านคน เป็น 5.58 ล้านคน) โดยลดลงในการผลิตสิ่งทอ 8.8 หมื่นคน (จาก 4.77 แสนคน เป็น 3.89 แสนคน) การผลิตไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 6.8 หมื่นคน (จาก 4.75 แสนคนเป็น 4.07 แสนคน) การผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ 3.7 หมื่นคน (จาก 2.83 แสนคน เป็น 2.46 แสนคน) การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3.3 หมื่นคน (จาก 3.41 แสนคน เป็น 3.08 แสนคน) การผลิตยานยนต์ 3.1 หมื่นคน (จาก 2.31 แสนคน เป็น 2.00 แสนคน) การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ 2.6 หมื่นคน (จาก 1.65 แสนคน เป็น 1.39 แสนคน) ตามลำดับ ที่เหลืออยู่ในสาขาการผลิตอื่น ๆ
    • 2.2 ผู้ทำงานได้ไม่เต็มเวลา (ทำงานน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2551 3.66 ล้านคน (จาก 7.44 ล้านคน เป็น 11.10 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.2 ส่วนผู้ทำงานได้เต็มเวลา (ทำงานตั้งแต่ 7 ชั่วโมงต่อวัน) ลดลง 2.98 ล้านคน (จาก 28.38 ล้านคน เป็น 25.40 ล้านคน) หรือลดลงร้อยละ 10.5
  3. ผู้ว่างงาน
    • 3.1 ผู้ว่างงานทั่วประเทศมีจำนวน 7.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน ร้อยละ 2.1 ของกำลังแรงงานรวม (เพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2551) ประกอบด้วย ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน จำนวน 1.8 แสนคน โดยเป็นวัยเยาวชน (15-24 ปี) 1.3 แสนคน และวัยทำงาน (25 ปีขึ้นไป) 0.5 แสนคน อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 6 แสนคน โดยเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคการบริการและการค้า 1.9 แสนคน ภาคการผลิต 2.8 แสนคน และภาคเกษตรกรรม 1.3 แสนคน
    • 3.2 ผู้ว่างงานมีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1.98 แสนคน อุดมศึกษา 1.61 แสนคน ประถมศึกษา 1.64 แสนคน มัธยมศึกษาตอนปลาย 1.60 แสนคน ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 9.6 หมื่นคน ตามลำดับ
    • 3.3 ผู้ว่างงานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 3.0 แสนคน ภาคกลาง 1.7 แสนคน ภาคใต้ 1.3 แสนคน ภาคเหนือ 1.2 แสนคน และกรุงเทพมหารคร 0.6 แสนคน โดยภาคใต้มีอัตราการว่างงานสูงสุดร้อยละ 2.6 ต่ำสุดเป็นกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 1.4

21. เรื่อง สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ทำให้มีพระวัดวาลุการามถูกยิงมรณภาพ 1 รูป และได้รับบาดเจ็บ 1 รูป ขณะออกบิณฑบาต ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลยุโป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ส่งผลให้พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ นั้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รายงานต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในฐานะที่เป็นผู้สนองงานของคณะสงฆ์ ในการประชุมครั้งที่ 14/2552 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2552

มหาเถรสมาคมมีความห่วงใยและใส่ใจเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุสามเณรและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้เห็นชอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการแก้ไขปัญหา ในเบื้องต้นดังนี้

  1. จัดเครื่องอุปโภคบริโภคไปถวายโดยผ่านเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์
  2. ถวายเงินเจ้าอาวาสวัดวาลุการามเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำเพ็ญกุศล พระสมบัติ อาทโร จำนวนเงิน 100,000 บาท และถวายเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่พระธวัชชัย ธนิสฺสโร ที่ถูกคนร้ายลอบยิงได้รับบาดเจ็บ ซึ่งพักรักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลยะลา จำนวนเงิน 50,000 บาท พร้อมทั้งได้เข้านมัสการเจ้าคณะจังหวัดยะลา รองเจ้าคณะจังหวัดยะลา เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดยะลา เพื่อรับทราบปัญหาและขอคำแนะนำแนวทางในการสนองงานคณะสงฆ์
  3. ดำเนินการจัดสรรเงินเพื่อถวายเป็นค่าภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรในพื้นที่ 3 จังหวัด วันละ 100 บาทต่อรูป เป็นเวลา 20 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ดังนี้
    • จังหวัดปัตตานี จำนวน 411 รูป ๆ ละ 100 บาท เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 822,000 บาท (แปดแสนสองหมื่นสองพันบาทถ้วน)
    • จังหวัดยะลา จำนวน 232 รูป ๆ ละ 100 บาท เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 464,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นสี่พันบาทถ้วน)
    • จังหวัดนราธิวาส จำนวน 293 รูป ๆ ละ 100 บาท เป็นเวลา 20 วัน เป็นเงิน 586,000 บาท (ห้าแสนแปดหมื่นหกพันบาทถ้วน)
    • รวมจำนวน 936 รูป เป็นเงินทั้งสิ้น 1,872,000 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นสองพันบาทถ้วน)
  4. มหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้ผู้แทนมหาเถรสมาคมออกเยี่ยมเยียนสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าคณะ ผู้ปกครองสงฆ์และพระภิกษุสามเณรในพื้นที่
  5. ด้านความปลอดภัยได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้ให้ความคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัยให้กับวัดและคณะสงฆ์

ต่างประเทศ


22. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-กาตาร์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-กาตาร์ และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ในนามของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. กาตาร์ได้เสนอร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูง (HJC) แทนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และวิชาการ ไทย-กาตาร์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามไปแล้วเมื่อปี 2542 เนื่องจากตามระบบของกาตาร์นั้น หัวหน้าคณะกรรมาธิการร่วมจะเป็นรัฐมนตรีที่ ดูแลงานด้านเศรษฐกิจเท่านั้น มิใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกาตาร์จึงประสงค์ให้มีการแต่งตั้งคณะ กรรมาธิการร่วมระดับสูง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการเจรจาทุกประเด็นที่เกี่ยวกับการดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งกาตาร์เห็นว่าจะมีประโยชน์ในการหารือกันของทั้งสองฝ่าย
  2. ปัจจุบันกาตาร์ได้เพิ่มบทบาทนำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น กล่าวคือ
    • 2.1 เป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ AL Jazeera และประสบความสำเร็จในการเป็นผู้เจรจาสันติภาพในกรณีเลบานอนและดาร์ฟูร์
    • 2.2 เป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกรองจากรัสเซียและอิหร่าน
    • 2.3 เป็นประเทศที่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก และยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Cooperation Council for the Arab States of the Gulf)
  3. ไทยและกาตาร์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด โดยในปี 2553 ไทยและกาตาร์จะร่วมฉลองครบรอบ 30 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ทั้งนี้ กาตาร์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และสนับสนุนบทบาทไทยในเวทีประชาคมมุสลิมระหว่างประเทศ
  4. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศได้ขยายตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง จากสถิติพบว่ามีแรงงานไทยทำงานอยู่ในกาตาร์ประมาณ 15,000 คน และในปี 2551 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวกาตาร์เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลและท่องเที่ยวในประเทศไทยกว่า 10,000 คน นอกจากนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ Qatar Gas ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติหลักของกาตาร์ได้ลงนามในข้อตกลงก่อนการลงนามในสัญญาซื้อขาย (Head of Agreement) ว่ากาตาร์จะจำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas-LNG) ให้ไทยในปริมาณ 1 ล้านเมตริกตันต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มส่งให้ไทยได้ในปี 2554
  5. กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งคณะ กรรมาธิการร่วมระดับสูง เพื่อพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ในความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-กาตาร์ จึงไม่น่าจะมีผลเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับโดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

23. เรื่อง รายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย-ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบรายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย-ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการบันทึกการหารือระหว่างไทย-ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย
  2. เห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร (เดนมาร์ก/นอร์เวย์/สวีเดน)
  3. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียเกี่ยวกับเครือข่ายสายการบินสแกนดิเนเวีย และว่าด้วยการแต่งตั้งสายการบิน และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนมอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเพื่อให้มีการลงนามความตกลงตามข้อ 2 และบันทึกความเข้าใจตามข้อ 3 ต่อไป ทั้งนี้ ให้เสนอบันทึกการหารือ ร่างความตกลงฯ และร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในเรื่องนี้ไปเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

  1. กระทรวงการขนส่งและพลังงานของเดนมาร์ก ในฐานะตัวแทนของประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย 3 ประเทศ คือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการดำเนินการด้านการบินพลเรือนกับไทย ได้มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางอากาศ เสนอขอแก้ไขความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างไทยกับประเทศทั้งสาม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับของประชาคมยุโรป
  2. กระทรวงคมนาคมได้จัดให้มีการพบปะเจรจาระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและคณะ ผู้แทนกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และราชอาณาจักรสวีเดน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 ที่กรุงโคเปนเฮเกน เพื่อหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับบริการเดินอากาศระหว่างกัน โดยคณะผู้แทนไทยและคณะผู้แทนกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียได้จัดทำบันทึกการหารือ (Agreed Minutes) โดยลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 และคณะกรรมการผู้แทนรัฐบาลฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ได้มีมติรับทราบผลการเจรจาดังกล่าวแล้ว ซึ่งผลการเจรจาดังกล่าวจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนมอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเพื่อให้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระดับทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั้ง 3 ประเทศ รวมทั้งบันทึกความเข้าใจฯ ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียเกี่ยวกับเครือข่ายสายการบินสแกนดิเนเวีย และว่าด้วยการแต่งตั้งสายการบินต่อไป โดยผลการเจรจาสรุปได้ดังนี้
    • 2.1 เห็นควรให้จัดทำร่างความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศฉบับใหม่ระหว่างประเทศไทยกับเดนมาร์ก ประเทศไทยกับนอร์เวย์ และประเทศไทยกับสวีเดน เพื่อใช้แทนความตกลงฯ ฉบับเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องกับกฎหมายภายในของไทย รวมทั้งกฎหมายภายในของประเทศคู่ภาคีทั้ง 3 ประเทศซึ่งจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายของประชาคมยุโรปด้วย
    • 2.2 เห็นควรให้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียเกี่ยวกับเครือข่ายสายการบินสแกนดิเนเวีย และว่าด้วยการแต่งตั้งสายการบิน ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติ การบินของเครือข่าย สายการบินสแกนดิเนเวีย รวมทั้งการแจ้งแต่งตั้งสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลง

24. เรื่อง โครงการความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป - อาเซียนระยะที่ 3 (ECAP III)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป - อาเซียนระยะที่ 3 (ECAP III) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบ ดังนี้

  1. เห็นชอบเอกสารสัญญา (Financing Agreement) โครงการความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป - อาเซียนระยะที่ 3 (โครงการ ECAP III) โดยมอบหมายให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามแทนประเทศไทย และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อไป
  2. เห็นชอบการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange letter) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคม ยุโรปประจำประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยืนยันเรื่องเอกสิทธิของสำนักงานโครงการที่ตั้งอยู่ ณ ประเทศไทยว่าเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิพิเศษของผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อกิจกรรมความ ร่วมมือของประชาคมยุโรป ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2534 (Memorandum of Understanding relating to the privileges for experts under EC funded cooperation activities in Thailand of August 9,1991) และความตกลงแม่บทระหว่างประชาคมเศรษฐกิจยุโรปกับรัฐบาลไทย ลงนามเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2524 และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็น ผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว ทั้งนี้ โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการตรวจสอบในเรื่องเอกสารสิทธิต่าง ๆ ของสำนักงานโครงการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะดำเนินการเพื่อให้มีผลผูกพันต่อไป
  3. เห็นชอบการดำเนินการของไทยต่อรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ส่งเอกสารสัญญาในข้อ 1 และหนังสือแลกเปลี่ยนในข้อ 2 ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

  1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดทำโครงการความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างอาเซียนกับประชาคม ยุโรป มาตั้งแต่ปี 2536 โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 2 ระยะ คือ โครงการ ECAP I ระหว่างปี 2536-2540 และโครงการ ECAP II ระหว่างปี 2544-2549 โดยมีสำนักงานโครงการตั้งอยู่ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
  2. โครงการ ECAP II สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประชาคมยุโรปและประเทศสมาชิกอาเซียน เห็นพ้องกันว่า ควรจัดทำโครงการในระยะที่ 3 (ECAP III) เนื่องจากโครงการ ECAP ทั้งสองระยะที่ผ่านมาเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง ในการนี้ประชาคมยุโรปจึงได้ว่าจ้างคณะผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินผลโครงการในระยะที่ 2 และสำรวจความต้องการของอาเซียน พร้อมจัดทำร่างเอกสารสัญญาโครงการ (Financing Agreement) เสนอให้ประเทศอาเซียนพิจารณา
  3. ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันพิจารณาปรับแก้ไขร่างเอกสารสัญญาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และได้เห็นชอบร่างเอกสารดังกล่าวแล้ว
  4. สำนักงานประชาคมยุโรปประจำประเทศไทยได้ยื่นหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange letter) ถึงกระทรวงพาณิชย์ ขอยืนยันในเรื่องเอกสิทธิของสำนักงานโครงการว่าจะยังคงได้รับเอกสิทธิเช่นเดียวกับที่เคยได้รับในระหว่างการดำเนินโครงการระยะที่ 2 (ECAP II) หรือไม่ ทั้งนี้ โดยเอกสิทธิที่เคยได้รับภายใต้โครงการในระยะที่ผ่านมา เป็นเอกสิทธิในด้านจัดจ้าง/ซื้อ ที่ได้รับยกเว้นภาษี สำหรับการจัดจ้างหรือจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์จากผู้ขายในประเทศ รวมทั้งเอกสิทธิของผู้เชี่ยวชาญและครอบครัว ในการพำนักอยู่ในประเทศไทย ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการ
  5. กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือเบื้องต้นกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศแล้วได้ข้อสรุปว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระดับรัฐบาลกับรัฐบาล จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน และโดยที่เป็นความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคสองด้วย และร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นหนังสือสัญญา ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามมาตรา 190 วรรคสองก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เอกสารสัญญาโครงการเป็นการลงนามระหว่างผู้แทนประชาคมยุโรปและเลขาธิการอาเซียน
  2. โครงการมีระยะเวลา 78 เดือน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะดำเนินโครงการ 54 เดือน และระยะตรวจสอบและประเมินผล 24 เดือน งบประมาณโครงการจำนวน 5.1 ล้านยูโร โดยเป็นการสนับสนุนจากประชาคมยุโรปจำนวน 4.5 ล้าน ยูโรและสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป 600,000 ยูโร
  3. องค์ประกอบของกิจกรรมแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
    • 3.1 องค์ประกอบที่ 1 การสร้างศักยภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อการบังคับใช้ในข้อกำหนดทางทรัพย์สินทางปัญญาและข้อบังคับในอาเซียน
    • 3.2 องค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาเนื้อหาด้านกฎหมายและการบริหารจัดการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคอาเซียน ให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเกิดความสมานฉันท์ในมาตรฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา
    • 3.3 องค์ประกอบที่ 3 การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาฐานะที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน
    • 3.4 องค์ประกอบที่ 4 การขยายโครงสร้างในการศึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา การฝึกอบรมและการวิจัยของหน่วยงานภายในเครือข่ายการทำงานพื้นฐานของภูมิภาคอาเซียน
    • 3.5 องค์ประกอบที่ 5 พัฒนาศักยภาพของสำนักงานเลขาธิการแห่งอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือ ควบคุมดูแลและประสานงานตามนโยบายในภูมิภาคและการขยายการทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงความช่วยเหลือในการสร้างหน่วยงานในอาเซียน
    • 3.6 มีสำนักงานโครงการตั้งอยู่ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

25. เรื่อง กรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความ ตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และส่งให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

  1. โดยที่ในปัจจุบัน ไทยมีการเจรจาการค้าสำคัญที่ยังคงค้างอยู่ในหลายเวที เช่น การเจรจรรอบโดฮาของ องค์การการค้าโลก การเจรจาความตกลงการค้าเสรีร่วมกับสมาชิกอาเซียนหลายฉบับที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ประกอบกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคสาม บัญญัติให้ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อ รัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย และมาตรา 305 (5) บัญญัติให้การใดที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือดำเนินการตามหนังสือสัญญาที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นอันใช้ได้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสามมาใช้บังคับ แต่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสามมาใช้บังคับกับการดำเนินการที่ยังคงค้างอยู่และต้องดำเนินการต่อไป
  2. เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ และให้ไทยสามารถเข้าร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในการเจรจาพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ได้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดทำกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งจะใช้กับการเจรจาความตกลงอาเซียน-อินเดีย (การบริการและการลงทุน) อาเซียน-ญี่ปุ่น (การบริการและการลงทุน) อาเซียน + X อาเซียน - GCC และอาเซียน- Mercosur
  3. ในการจัดทำกรอบการเจรจาตามข้อ 2 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการให้ข้อมูลและรับฟังความเห็นของประชาชนหลายรูปแบบ และจัดสัมมนาเวทีสาธารณะรวมทั้งได้มีการหารือร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ โดยได้ปรับแก้ร่างกรอบการเจรจาตามข้อเสนอแนะของส่วนราชการแล้ว
  4. คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 เห็นชอบกรอบการเจรจาตามข้อ 3 และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณานำเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อไป

26. เรื่อง เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน - กลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองร่างแถลงข่าวร่วมในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ที่กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน
  2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. ประเทศบาห์เรนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนกับกลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council - GCC) ครั้งที่ 1 วันที่ 29-30 มิถุนายน 2552 ที่กรุงมานามา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกับการประชุมดังกล่าว
  2. การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน - GCC เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเต็มคณะครั้งแรก โดยจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน 10 ประเทศและของ GCC 6 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ และคูเวต เข้าร่วมประชุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยในส่วนของไทยจะผลักดันให้มีความร่วมมือในสาขาที่ไทยจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ การท่องเที่ยว การลงทุน พลังงาน และอุตสาหกรรมฮาลาล
  3. ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน - GCC จะออกแถลงข่าวร่วมเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม ซึ่งจะเผยแพร่ต่อสาธารณชนและกำหนดสาขาความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมระหว่างกัน ได้แก่ การค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และความช่วยเหลือทางเทคนิค
  4. กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า โดยที่ร่างแถลงข่าวร่วมเป็นเอกสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย และไม่ประสงค์ให้มีผลทางกฎหมายโดยไม่ได้มีการลงนาม ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ดี ควรขอรับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีในเชิงนโยบายก่อนร่วมลงมติรับรอง

27. เรื่อง บันทึกความเข้าใจในการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติการจัดทำบันทึกความเข้าใจในการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวัฒนธรรมรายงานว่า

  1. คณะกรรมการจัดงาน Gyeongju World Culture EXPO ของสาธารณรัฐเกาหลี ได้ขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Culture EXPO ที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาค มี วัฒนธรรมที่หลากหลาย โดดเด่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานคล้ายคลึงกับสาธารณรัฐเกาหลี โดยเฉพาะเมือง Gyeongju ซึ่งมีอารยธรรมโบราณอาณาจักรชิละ ซึ่งเทียบเคียงได้กับอาณาจักรสุโขทัย รวมทั้งเห็นว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านการติดต่อสื่อสารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยฝ่ายเกาหลีได้หารือกับกระทรวงวัฒนธรรม ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) และอาจพิจารณาลดขนาดของโครงการให้สอดคล้องกับงบประมาณ ที่จำกัดได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในหลักการความร่วมมือจัดงานข้างต้น ณ กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับนานาชาติ รวมทั้งระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีมีการนำศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าต่อสังคม และเป็นมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์ ทั้งในระดับทวิภาคีและระหว่างภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรม เชิงท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยในเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intention) ความร่วมมือในการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 โดยมี Mr. Chung Kang - Chung เลขาธิการ Gyeongju World Culture EXPO เป็นผู้แทนฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม
  2. ในการเตรียมการเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายเห็นควรที่จะจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 ณ บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ท้องสนามหลวง และสถานที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละครแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม - 20 ธันวาคม 2553 โดยมีกิจกรรมในงาน อาทิ การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีแบบดั้งเดิมของทั้งสองประเทศ เทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติ นิทรรศการวัฒนธรรม คอนเสิร์ต เทศกาลภาพยนตร์ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น กิจกรรมการประชาสัมพันธ์การ ท่องเที่ยว นิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าหัตกรรม เป็นต้น พร้อมทั้งได้เสนอให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในการจัดงานดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทย และ Governor ของ Gyeongju - do Provincial Government เพื่อเป็นกรอบแนวทางความร่วมมือการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 ระหว่างกัน ทั้งนี้ ในระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ของนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน - เกาหลี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ได้มีการพบหารือความร่วมมือทวิภาคีกับประธานาธิบดี อี มยอง บัก ซึ่งมีเรื่องความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 เป็นประเด็นหนึ่งในการสนทนาด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในการสนับสนุนการจัดงาน Bangkok - Gyeongju World Culture EXPO 2010 ให้ประสบผลสำเร็จและอำนวยประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายตามวัตถุประสงค์

การศึกษา


28. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี - หาดท้ายเหมือง บางส่วน เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพังงา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี - หาดท้ายเหมือง จำนวน 50 ไร่ ออกจากบริเวณอุทยานแห่งชาติที่ดินป่าเขาลำปีและหาดท้ายเหมือง เพื่อก่อสร้างมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพังงา ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา


แต่งตั้ง


29. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสื่อ วัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการศึกษา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสื่อ วัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า

  1. ศธ. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสื่อ วัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการศึกษา เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสิ่งของที่นำมาใช้เพื่อการศึกษาและการวิจัยของหน่วยงาน/ส่วนราชการ/สมาคมและมูลนิธิต่าง ๆ ที่เสนอขอยกเว้นอากรนำเข้าว่าเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 3 (19) หรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานและสถานศึกษายื่นเรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าเป็นจำนวนมาก
  2. คณะกรรมการพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสื่อฯ ประกอบด้วยรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ มีบุคคล ผู้แทนกระทรวง กรม สำนัก และสมาคมที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณายกเว้นอากรนำเข้าสิ่งของที่นำมาใช้เพื่อการศึกษาและการวิจัยของหน่วยงาน/ส่วนราชการ/สมาคมและมูลนิธิต่าง ๆ ที่เสนอขอยกเว้นอากรนำเข้าว่าเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 3 (19) หรือไม่ แล้วจึงมีหนังสือรับรองให้หน่วยงานผู้เสนอขอยกเว้นอากรนำเข้าได้ทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณานำเข้าวัสดุการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ตามความตกลงฟลอเรนซ์ด้วย

2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย จำนวน 12 คน ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ดังนี้

1. ผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะร่วมสมัย จำนวน 8 คน 1) คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช สาขาทัศนศิลป์ 2) นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สาขาทัศนศิลป์ 3) นายธงชัย รักปทุม สาขาทัศนศิลป์ 4) นายเอริค บุนนาค บูธซ์ สาขาออกแบบ (สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ เรขศิลป์) 5) นายนิธิ สถาปิตานนท์ สาขาออกแบบ (สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ เรขศิลป์) 6) พลเรือตรี วีระพันธ์ วอกลาง สาขาดนตรี 7) ศาสตราจารย์สุรพล วิรุฬรักษ์ สาขาศิลปะการแสดง 8) นายประภัสสร เสวิกุล สาขาวรรณศิลป์

2. ผู้ทรงคุณวุฒิจากนักวิชาการด้านศิลปะร่วมสมัยจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 4 คน 1) ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง สาขาทัศนศิลป์ 2) รองศาสตราจารย์ธงสรวง อิศรางกูร ณ อยุธยา สาขาดนตรี 3) นายสรรเสริญ มิลินทสูต สาขาทัศนศิลป์ 4) นายกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน สาขาภาพยนตร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอโอนข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

  1. โอน นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร (นักบริหารระดับสูง)
  2. โอน นายอุทิศ ธรรมวาทิน อธิบดีกรมศุลกากร (นักบริหารระดับสูง) ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง
  3. โอน นายสาธิต รังคศิริ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ของนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต่อไปอีก เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2553


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี