สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
19 พฤษภาคม 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การจ่ายเงินชดเชยการดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนกรณีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
  2. เรื่อง ขอให้พิจารณาลดหย่อนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของตู้โทรศัพท์สาธารณะ
  3. เรื่อง การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
  4. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
  5. เรื่อง การดำเนินงานโครงการนำร่องการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ
  6. เรื่อง การขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างเสริมระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
  7. เรื่อง การปรับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
  8. เรื่อง ขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 832 เนื้อที่ 500 ไร่ 1 งาน ในเขต อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี

สังคม

  1. เรื่อง แนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชน
  2. เรื่อง ขอปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 เรื่อง มาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์
  3. เรื่อง ข้อเสนอทางนโยบายเรื่อง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง
  4. เรื่อง การปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และการดูงาน
  5. เรื่อง ขอมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานราชการสำรวจและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าถึงได้
  6. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 18
  7. เรื่อง สรุปสถานการณ์พายุฤดูร้อน (ระหว่างวันที่ 11-18 พฤษภาคม 2552)
  8. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งและหมอกควันของกระทรวงกลาโหม (ห้วงตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2552)

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการพะยูน และแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด
  2. เรื่อง การลงนามในเอกสารแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน (บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค)
  3. เรื่อง การส่งคืนวัตถุโบราณจำนวน 7 ชิ้น ให้แก่ประเทศกัมพูชา
  4. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติลงนามความตกลงเพื่อเข้าเป็นสมาชิก (Asia Pacific Metrology Programme : APMP)
  5. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก
  6. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคไทยฯ
  7. เรื่อง ผลการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 4 และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี สมัยที่ 2

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชลสิน จำกัด
    2. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
    3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.) ทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)
    5. แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล
    6. แต่งตั้งผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. ....

  1. กำหนดประเภทบุคคลที่เป็นกำลังพลสำรอง ได้แก่ นายทหารสัญญาบัตร กองหนุน นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการ นายทหารสัญญาบัตรนอกกอง นายทหารประทวนกองหนุน พลทหารกองหนุน ทหารกองหนุนประเภทที่ 2 และทหารกองเกิน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายข้อบังคับทหาร หรือระเบียบข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมกำหนดลักษณะของทหารแต่ละประเภทดังกล่าว (ร่างมาตรา 3)
  2. กำหนดให้ในกรณีที่มีพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎข้อบังคับ หรือระเบียบใดที่มีบทบัญญัติเป็นการกำหนดสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลซึ่งเข้ารับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับราชการทหารตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ให้การรับราชการทหารดังกล่าวหมายความถึงการรับราชการทหารของกำลังพลสำรองตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 4)
  3. กำหนดให้มี "คณะกรรมการกำลังพลสำรอง" ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เจ้ากรมเสมียนตรา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินหกคน เป็นกรรมการ โดยให้เจ้ากรมการสรรพกำลังกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เจ้ากรมกำลังพลทหารบก เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ และเจ้ากรมกำลังพลทหารอากาศ เป็นกรรมการและเลขานุการ (ร่างมาตรา 6) และกำหนดให้คณะกรรมการกำลังพลสำรองมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรอง เสนอแนะคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับกำลังพลสำรอง พิจารณากำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องเกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรอง พิจารณากำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรอง เสนอแนะต่อกระทรวงกลาโหมในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่กำลังพลสำรอง และศึกษาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายหรือแผนการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองและการกำหนดกำลังสำรองแห่งชาติประเภทอื่นเพื่อประโยชน์ในการเตรียมพลของประเทศ (ร่างมาตรา 10)
  4. กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรอง
    • 4.1 กำหนดให้กำลังพลสำรองมีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อปฏิบัติราชการ เพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม และในการระดมพล โดยกำหนดกรอบให้การเรียกพลต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยได้นำหลักการดังกล่าวมาจากข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเตรียมพล พ.ศ. 2515 (ร่างมาตรา 15)
    • 4.2 กำหนดให้การบรรจุรายชื่อกำลังพลสำรองในหน่วยทหารและการแจ้งให้กำลังพลสำรองทราบต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (ร่างมาตรา 16 วรรคหนึ่ง)
    • 4.3 กำหนดให้กำลังพลสำรองซึ่งเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล หรือเลขประจำตัวประชาชนมีหน้าที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปยังหน่วยทหารที่ตนมีรายชื่อ และกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน (ร่างมาตรา 16 วรรคสองและวรรคสาม และร่างมาตรา 23)
    • 4.4 กำหนดให้การส่งคำสั่งเรียกพลหรือหมายเรียกพลต้องกระทำเป็นหนังสือ และให้ส่งหนังสือดังกล่าวโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือการปิดคำสั่งหรือหมาย (ร่างมาตรา 17)
    • 4.5 กำหนดให้กระทรวงกลาโหมมีอำนาจรับสมัครกำลังพลสำรองเพื่อเข้ารับราชการทหารเป็นการชั่วคราวได้ (ร่างมาตรา 18)
    • 4.6 กำหนดให้กำลังพลสำรองที่เข้ารับราชการทหารต้องอยู่ในวินัยทหารและมีฐานะเช่นเดียวกับข้าราชการทหารหรือทหารกองประจำการ โดยให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน การเลื่อนยศ หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงกลาโหมกำหนด แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 19 และร่างมาตรา 20)
  5. กำหนดโทษทางอาญาสำหรับกำลังพลสำรองที่หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับราชการทหาร หรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา หรือการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล หรือเลขประจำตัวประชาชน (ร่างมาตรา 21 ร่างมาตรา 22 และ ร่างมาตรา 23)
  6. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับให้นำกฎกระทรวง กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ แบบแผน ประกาศ คำสั่ง หรือมติของสภากลาโหมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดให้ทหารกองเกินและทหารกองหนุนมีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลหรือระดมพล ที่ออกตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับกับการรับราชการทหารของกำลังพลสำรองตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง กฎ ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน ประกาศ คำสั่ง หรือมติของสภากลาโหมตามพระราชบัญญัตินี้ขึ้นใช้บังคับ (มาตรา 24)

ร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

  1. ยกเลิกความในมาตรา 36 มาตรา 46 และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เนื่องจากได้นำหลักการเกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ของทหารกองเกินและทหารกองทุนในการเรียกพลหรือระดมพล และโทษสำหรับการฝ่าฝืนไม่เข้ารับราชการทหารดังกล่าวไปกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. ... แล้ว (ร่างมาตรา 3 และร่างมาตรา 5)
  2. แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกความในมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (ร่างมาตรา 4)

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เสนอว่า
    • 1.1 พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2543 มาตรา 24 กำหนดให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รับเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
    • 1.2 พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2544 มาตรา 5 กำหนดให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 มาบังคับใช้แก่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประธานสภา รองประธานสภา และสมาชิกสภาโดยอนุโลม และเทียบสิทธิการได้รับค่าใช้จ่ายโดยให้ ประธานสภา ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการระดับ 11 รองประธานสภา ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการพลเรือน ระดับ 10 และสมาชิกสภา ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการพลเรือน ระดับ 9
    • 1.3 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 ได้กำหนดตำแหน่งและระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญใหม่ (มาตรา 45 และ 46) โดยให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งข้าราชการและจัดตำแหน่งข้าราชการประเภทตำแหน่ง สายงาน และระดับตำแหน่งตามมาตรฐาน กำหนดตำแหน่งและประกาศให้ทราบ โดยให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนฯ มีผลบังคับใช้
    • 1.4 กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของทางราชการ ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 ให้สอดคล้องกับการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการที่เปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 จึงมีผลทำให้ต้องมีการเทียบตำแหน่งของประธานสภา รองประธานสภา และสมาชิกสภาตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2544 เสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 ที่อยู่ระหว่างการแก้ไข
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งอนุมัติให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังกล่าว เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. ให้ยกเลิกความในมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2544
  2. ให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการมาบังคับใช้แก่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประธานสภา รองประธานสภา และสมาชิกสภาโดยอนุโลม
  3. กำหนดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดำเนินงานโดยให้ประธานสภา รองประธานสภา ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการพลเรือน ประเภทบริหารระดับสูง และสมาชิกให้ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการพลเรือน ประเภทบริหารระดับต้น

3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อไปได้

สำนักงาน ก.พ.เสนอว่า

  1. โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2551 และได้มีการออกกฎ ระเบียบ เพื่อใช้บังคับตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แล้ว ซึ่งรวมถึงกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ประกาศใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เป็นต้นมา ซึ่งจากข้อกำหนดในกฎ ก.พ.ค. ดังกล่าวได้กำหนดให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ปฏิบัติหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด ต้องทำงานเต็มเวลา และจะประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่นอันมีลักษณะต้องห้ามมิได้ ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ก.พ.ค.
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการไว้แล้วเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 และได้ผ่านการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นรายเดือนตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มท้ายพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง (ร่างมาตรา 3)
  3. กำหนดให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลหรือการประกันสุขภาพตามที่จ่ายจริงในอัตราเบี้ยประกันคนละไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และกำหนดความหมายคำว่า "การประกันสุขภาพ" (ร่างมาตรา 4)
  4. กำหนดให้นำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าใช้บริการวิทยุ โทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดมาใช้บังคับกับการเบิกจ่ายของกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์โดยอนุโลม (ร่างมาตรา 6)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จตอบแทน โดยให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนเป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนด โดยให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งกำหนดให้สิทธิในบำเหน็จตอบแทนเป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้ ทั้งนี้ กรณีที่กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุถึงแก่ความตาย ให้จ่ายบำเหน็จตอบแทนแก่ทายาทโดยธรรม (ร่างมาตรา 7-8)
  6. กำหนดให้กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง (ร่างมาตรา 9)
  7. กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา (ร่างมาตรา 10)

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดให้ใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์แก่การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการได้
  2. กำหนดให้ผู้ใช้ที่ราชพัสดุจัดทำรายงานเกี่ยวกับที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองหรือใช้ประโยชน์ต่อกรมธนารักษ์
  3. กำหนดให้ที่ราชพัสดุที่กระทรวง ทบวง กรม สงวนไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการ หรือที่ราชพัสดุที่ใช้ประโยชน์เป็นสนามบินและยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อดำเนินการท่าอากาศยาน นำมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าหรือโดยวิธีการจัดทำสัญญาต่างตอบแทนอื่น
  4. กำหนดให้ผู้ใช้ที่ราชพัสดุส่งที่ราชพัสดุที่มีที่ว่างหรือมีการใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสมหรือไม่คุ้มค่าคืน กรมธนารักษ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางราชการตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจอื่นที่เหมาะสมและมีความคุ้มค่ากว่าต่อไป

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงกลาโหมเสนอว่า

  1. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้นายทหารประทวนยศตั้งแต่ จ่าสิบเอก (จ.ส.อ.) พันจ่าเอก (พ.จ.อ.) พันจ่าอากาศเอก (พ.อ.อ.) อัตราเงินเดือน จ่าสิบเอกพิเศษ (จ.ส.อ.พิเศษ) พันจ่าเอกพิเศษ (พ.จ.อ.พิเศษ) พันจ่าอากาศเอกพิเศษ (พ.อ.อ.พิเศษ) ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นถึงระดับ น.2 แต่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2549 กำหนดให้การบรรจุนายทหารประทวนที่เลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้รับเงินเดือนระดับ น.1 ซึ่งการกำหนดดังกล่าวทำให้นายทหารประทวนยศ จ.ส.อ., พ.จ.อ., พ.อ.อ. อัตราเงินเดือน จ.ส.อ. พิเศษ, พ.จ.อ.พิเศษ, พ.อ.อ.พิเศษ ที่ได้รับการเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรไม่สามารถรับเงินเดือนสูงขึ้นถึงระดับ น.2 อันเป็นเหตุให้กฎกระทรวงดังกล่าวไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ
  2. ประกอบกับบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหม ท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2551 ได้มีการปรับเพิ่มจำนวนชั้นเงินเดือนในระดับตั้งแต่ พ.1 ถึง น.1 ไว้เดิม เป็นผลให้ตารางเทียบขั้นเงินเดือนแต่ละระดับที่ข้าราชการทหารจะได้รับเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ท้ายกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติดังกล่าว
  3. ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2551 สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2549 และตารางเทียบชั้นเงินเดือนแต่ละระดับที่ข้าราชการทหารจะได้รับเมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแนบท้ายกฎกระทรวง จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ให้นายทหารประทวนที่ได้รับเลื่อนฐานะเป็นนายทหารสัญญาบัตรหรือข้าราชการกลาโหมพลเรือนต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรที่ได้เลื่อนฐานะเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรที่ได้รับเงินเดือนระดับ น.2 อยู่แล้วก่อนการเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรให้ได้รับเงินเดือนในระดับและชั้นตามที่ได้รับอยู่เดิม (ร่างข้อ 2 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 20 และ ร่างข้อ 3 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 24)
  2. แก้ไขเพิ่มเติมตารางเทียบชั้นเงินเดือนของนายทหารแต่ละระดับฯ โดยให้ใช้ตารางเทียบชั้นเงินเดือนท้ายกฎกระทรวงนี้แทน (ร่างข้อ 4)

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง


7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ (แทนนายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ที่ศาลฎีกาได้มีคำสั่ง ที่ 3345/2552 วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) โดยกำหนดให้วันที่ 21 มิถุนายน 2552 เป็นวันเลือกตั้ง


เศรษฐกิจ


8. เรื่อง การจ่ายเงินชดเชยการดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนกรณีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินและกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนแก่ ขสมก.ในกรอบวงเงิน 639.13 ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณจัดสรรค่าชดเชยให้แก่ ขสมก. จากงบกลางของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการกู้เงินดังกล่าวได้ตามความเห็นของกระทรวงคมนาคมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


9. เรื่อง ขอให้พิจารณาลดหย่อนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของตู้โทรศัพท์สาธารณะ

คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของตู้โทรศัพท์สาธารณะขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน โดยให้ใช้แนวทางของกรุงเทพมหานครมาประกอบการพิจารณา แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป


10. เรื่อง การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ของกระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น
  2. ให้สำนักงบประมาณนำข้อเสนอตามข้อ 1 ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไปจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และเอกสารประกอบงบประมาณ โดยให้ส่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ดังกล่าว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน และแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงบประมาณทราบโดยตรงก่อนนำไปจัดพิมพ์เป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และเอกสารประกอบงบประมาณ และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2552 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงบประมาณสรุปผลการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ได้ดังนี้

1. การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ภายในกรอบวงเงินของกระทรวง

ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ได้เสนอขอปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ภายในกรอบวงเงินที่กระทรวงได้รับและได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดในการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายแล้วจำนวน 12 กระทรวง/หน่วยงาน วงเงินรวมจำนวน 25,832.4 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 แล้ว เห็นสมควรให้มีการปรับปรุงรายละเอียดภายในกรอบวงเงินของกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง/หน่วยงาน วงเงิน 17,983.0 ล้านบาท

ตาราง สรุปการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ภายในกรอบวงเงินของกระทรวง
หน่วย : ล้านบาท

ส่วนราชการ งบประมาณปี 2552 วงเงินตามมติครม. 6 พ.ค.52 การปรับปรุงงบประมาณ
(ในกรอบวงเงินของกระทรวง)
วงเงินหลังการปรับปรุง
+ ส่วนราชการเสนอ + ข้อเสนอสำนักงบประมาณ
รวมทั้งสิ้น 1,951,700.0000 1,700,000.0000 25,832.3866 17,982.9698 1,700,000.000
1. งบกลาง 254,583.0849 220,368.5469 500.0000 500.0000 220,368.5469
2. สำนักนายกรัฐมนตรี 40,777.2833 22,445.4781 156.8543 61.2533 22,445.4781
3. กระทรวงกลาโหม 170,157.3938 151,590.7565 3,785.8644 3,785.8644 151,590.7565
4. กระทรวงการคลัง 202,380.2991 215,886.1197 80.0000 80.0000 215,886.1197
5. กระทรวงการต่างประเทศ 8,150.3361 7,273.8227 - - 7,273.8227
6. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 4,989.2462 4,041.1387 - - 4,041.1387
7.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 9,698.6278 8,727.3185 - - 8,727.3185
8. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 70,822.9613 55,865.5915 - - 55,865.5915
9. กระทรวงคมนาคม 72,193.8866 51,196.2230 320.2875 292.7135 51,188.6490
10. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21,363.2571 18,856.7569 8.0000 8.0000 18,856.7569
11. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ 3,732.4360 3,808.6160 - - 3,808.6160
12. กระทรวงพลังงาน 2,315.4925 2,115.1594 - - 2,115.1594
13. กระทรวงพาณิชย์ 7,416.5642 6,097.5285 - - 6,097.5285
14. กระทรวงมหาดไทย 207,826.3437 185,618.8019 19,994.1549 12,286.7710 185,618.8019
15. กระทรวงยุติธรรม 16,507.2160 15,280.8673 254.4903 254.4903 15,280.8673
16. กระทรวงแรงงาน 43,822.2057 22,754.4544 6.2500 6.2500 22,754.4544
17. กระทรวงวัฒนธรรม 4,936.9458 4,477.3336 - - 4,477.3336
18. กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8,026.7979 7,642.4354 - - 7,642.4354
19. กระทรวงศึกษาธิการ 350,556.5912 345,665.4801 603.5148 577.5533 345,665.4801
20. กระทรวงสาธารณสุข 71,995.8631 72,342.7800 24.4704 24.0000 72,342.7800
21. กระทรวงอุตสาหกรรม 6,013.8158 5,418.8593 - - 5,418.8593
22. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง 79,641.3668 74,540.8032 - - 74,540.8032
23. หน่วยงานของรัฐสภา 8,003.4907 3,884.3540 - - 3,884.3540
24. หน่วยงานของศาล 12,722.8987 12,329.9903 - - 12,329.9903
25. หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 10,569.1830 10,236.9542 - - 10,236.9542
26. จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 18,279.4600 3,300.0000 - - 3,300.0000
27. รัฐวิสาหกิจ** 67,611.6720 49,733.1040 98.5000 106.0740 49,740.6780
28. สภากาชาดไทย 3,092.5047 2,794.8668 - - 2,794.8668
29. กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 126,833.1222 115,705.8591 - - 115,705.8591
30. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 46,679.6538 - - - -

หมายเหตุ **วงเงินรวมของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระทรวงคมนาคมปรับลดงบประมาณลงจำนวน 7.5740 ล้านบาท ไปเพิ่มกับสถาบันการบินพลเรือนจำนวน 7.5740 ล้านบาท

2. การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามนัยข้อ 1 มีข้อประกอบการพิจารณา ดังนี้

3. การเสนอขอเพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 นอกกรอบวงเงินของกระทรวง

มีกระทรวงเสนอขอเพิ่มวงเงินงบประมาณนอกกรอบวงเงินของกระทรวง ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้วจำนวน 10 กระทรวง วงเงินจำนวน 11,410.5 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นสมควรสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้กระทรวงดำเนินการจำนวน 8 กระทรวง ในวงเงินรวม 5,361.7 ล้านบาท โดยวงเงินที่เสนอเพิ่มเติมให้กระทรวงดังกล่าวเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานเรื่องที่สำคัญ ตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายเร่งด่วนของกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 อยู่ในกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบไว้ จำนวน 1,700,000.0 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นลงในจำนวนเท่ากันคือ 5,361.7 ล้านบาท


11. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ประจำไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2551

กระทรวงการคลังรายงานการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน [กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และพม่า] ประจำไตรมาสที่ 2,3 และ 4 ของปี พ.ศ. 2551 โดยสรุป ดังนี้

  1. ในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2551 (เมษายน-มิถุนายน) มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา สปป.ลาว และพม่า) โดยมีมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษรวม 269,055,071 บาท แยกเป็นมูลค่าสินค้าที่ยกเว้นอากร 268,764,841 บาท และมูลค่าสินค้าที่ลดหย่อนอากร 290,230 บาท และมีการนำเข้ารวมลดลงจากการเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2551 จำนวน 69,343,058 บาท
  2. ในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2551 (กรกฎาคม-กันยายน) มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา สปป.ลาว และพม่า) โดยมีมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษรวม 788,922,636 บาท แยกเป็นมูลค่าสินค้าที่ยกเว้นอากร 788,542,696 บาท และมูลค่าสินค้าที่ลดหย่อนอากร 379,940 บาท และมีการนำเข้ารวมลดลงจากการเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2551 จำนวน 519,867,565 บาท
  3. ในไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2551 (ตุลาคม-ธันวาคม) มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา สปป.ลาว และพม่า) โดยมีมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษรวม 635,855,267 บาท แยกเป็นมูลค่าสินค้าที่ยกเว้นอากร 635,780,836 บาท และมูลค่าสินค้าที่ลดหย่อนอากร 74,431 บาท และมีการนำเข้ารวมลดลงจากการเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2551 จำนวน 153,067,369 บาท

12. เรื่อง การดำเนินงานโครงการนำร่องการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  1. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เห็นด้วยในหลักการให้มีการนำประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเกษตรกรตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
  2. ส่วนความเห็นของ สศช. ให้ กค. ร่วมกับ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดด้านบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายตามโครงการฯ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ที่เกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการฯ นั้น กษ. ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ศึกษารูปแบบและจัดทำประกันภัยในรูปกองทุนประกันความเสี่ยงทางการเกษตรในลักษณะเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์การเกษตร โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประกันความเสี่ยงของพืชผลทางการเกษตร และอยู่ระหว่างการศึกษา วิเคราะห์ผลดีและผลเสียในแนวทางการดำเนินการประกันความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรจากภัยต่าง ๆ และการจัดตั้งกองทุนประกันภัย สร้างระบบเผยแพร่และบริการข้อมูลเตือนภัยและข้อมูลการเกิดภัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร และประเมินผลและพิจารณาการประกันความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร ทั้งนี้ กษ.จะได้นำเสนอโครงการประกันภัยทางการเกษตรต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติต่อไป
  3. โครงการนำร่องการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ดำเนินการสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ที่มอบหมายให้ กค. ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยและสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2551 ในนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกเรื่อง การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน (ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร ทั้งระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรและระบบประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ)

13. เรื่อง การขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างเสริมระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ใช้พื้นที่ป่าชายเลน โดยขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (ให้ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด) เพื่อให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใช้พื้นที่ป่าชายเลนก่อสร้างจุดขึ้น-ลงสายเคเบิลใต้น้ำและปักเสาพาดสายขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าไปยังเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

หมายเหตุ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเห็นว่า หากจะมีการดำเนินการโครงการนี้จะต้องขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (กรอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดพื้นที่ป่าชายเลน ห้ามมิให้อนุญาตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนในทุกกรณีทั้งภาครัฐและเอกชน) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (กำหนดกิจกรรมที่อนุญาตให้มีการเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนได้ และในการออกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับป่าชายเลนฉบับใหม่ให้ใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก) ด้วย และเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวแม้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาจนเกินความสามารถในการรองรับการพัฒนาของพื้นที่ได้

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ดำเนินการตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นแล้ว โดยได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ของการก่อสร้างเสริมระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ การศึกษาดังกล่าวได้พิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกแนวก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเป็นจุดขึ้นและลงตามที่ขออนุญาตใช้พื้นที่ รวมทั้งให้มีการลดผลกระทบจากการฟุ้งกระจายของตะกอนขณะการก่อสร้างให้น้อยที่สุด และตามสภาพความเป็นจริง แนวการวางสายเคเบิลใต้น้ำอยู่ห่างจากป่าชายเลน ทำให้ต้นไม้ในป่าชายเลนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงและสภาพตามธรรมชาติป่าชายเลนมีความขุ่นสูงอยู่แล้ว และนำเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาการขออนุญาต


14. เรื่อง การปรับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้ปรับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จากเดิมอัตรา 10 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 55 บาทต่อคนต่อวัน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป และให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี พ.ศ. 2552 ของหน่วยงานเพื่อดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณ ปี พ.ศ. 2553 ให้ปรับแผนการเสนอขอตั้งงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2553 ภายในวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติก่อนที่จะนำเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภาด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า สถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลกประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกภาคส่วน รวมถึงสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เช่น ในด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินค่าเบี้ยเลี้ยงสนามที่กำหนดไม่เพียงพอต่อการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจ จำเป็นต้องปรับปรุงค่าเบี้ยเลี้ยงสนามในอัตราที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเกิดความเป็นธรรมเท่ากับส่วนราชการอื่นที่มีค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าว เช่น กระทรวงกลาโหม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้ปรับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของอาสาสมัครทหารพราน จากเดิมคนละ 10 บาทต่อคนต่อวัน เป็นคนละ 55 บาทต่อคนต่อวัน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 แล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ดังนั้น เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อให้เหมาะสมแก่การเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา


15. เรื่อง ขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 832 เนื้อที่ 500 ไร่ 1 งาน ในเขตอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยกเลิกการจัดตั้งโครงการจัดสร้างศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม (กากอุตสาหกรรมที่เป็นของเสียอันตราย) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 832 เนื้อที่ 500 ไร่ 1 งาน ในเขตอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เนื่องจากปัจจุบันมีโรงงานในลักษณะดังกล่าวจำนวนหนึ่งแล้ว และให้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินตามโครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) รายงานว่า

  1. กระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัดสระบุรีได้แต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอความเห็นของโครงการจัดสร้างศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม (กากอุตสาหกรรมที่เป็นของเสียอันตราย) บริเวณอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี สรุปได้ว่า ราษฎรในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการ และหาก อก. มีความคิดที่จะจัดตั้ง ควรจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย
  2. ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดสระบุรีมีโรงงานรับดำเนินการบำบัด/กำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งที่เป็นของเสียอันตรายและไม่เป็นของเสียอันตรายอยู่เป็นจำนวนหนึ่งแล้ว ได้แก่ โรงงานรับดำเนินการบำบัด/กำจัดกากอุตสาหกรรมด้วยวิธีการฝังกลบ จำนวน 1 โรงงาน และวิธีการเผาร่วมในเตาเผาปูนซีเมนต์ จำนวน 6 โรงงาน มีขีดความสามารถในการจัดการของเสียรวมกว่า 5 ล้านตัน จึงไม่มีความจำเป็นที่ อก. จะดำเนินการลงทุนสร้างสถานที่ฝังกลบของเสียอันตรายเพิ่มขึ้นอีก ประกอบกับโรงงานดังกล่าวมักได้รับการต่อต้านจากชุมชนใกล้เคียงเมื่อจะตั้งโรงงาน
  3. ในทางปฏิบัติ อก.ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่สำนักพระราชวังเพื่อสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรียบร้อยแล้ว เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแล้ว จึงจะดำเนินการในขั้นตอนแจ้งกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียนฯ และเสนอเอกสารสิทธิที่ดินต่อสำนักพระราชวังต่อไป

สังคม


16. เรื่อง แนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบแนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชน และมีมติให้องค์การมหาชนทุกแห่ง นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป
  2. เห็นชอบการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 (เรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราเงินเดือนฯ หลักเกณฑ์การกำหนดเบี้ยประชุมฯ และการพัฒนาการดำเนินงานและการประเมินผลองค์การมหาชน) จากเดิม ที่อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 8 (ฝ่ายกฎหมาย ระบบราชการและการประชาสัมพันธ์) ข้อ 2.4 ว่า "เห็นควรกำหนดกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสำหรับองค์การมหาชน เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประชุม เป็นต้น ไว้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินอุดหนุนประจำปี หากองค์การมหาชนใดไม่สามารถดำเนินการให้อยู่ในกรอบวงเงินดังกล่าวได้ ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเว้นเป็นราย ๆ ไป" เป็น "เห็นควรกำหนดกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสำหรับองค์การมหาชน เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประชุม เป็นต้น ไว้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินอุดหนุนประจำปี หากองค์การมหาชนใดไม่สามารถดำเนินการให้อยู่ในกรอบวงเงินดังกล่าวได้ ให้นำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี โดยให้ขอความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย"

สาระสำคัญของเรื่อง

1. สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ก็เพื่อรองรับกรณีที่รัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบายด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทำบริการสาธารณะและมีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งหน่วยงานบริหารขึ้นใหม่แตกต่างจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งหมายให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคคลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การบริหารงานของคณะกรรมการองค์การมหาชนบางแห่งยังไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล สำนักงาน ก.พ.ร. จึงได้จัดทำแนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชนเพื่อให้คณะกรรมการองค์การมหาชนนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติ เพื่อมุ่งให้คณะกรรมการองค์การมหาชนมีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล

2. สาระสำคัญของแนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชนประกอบด้วยแนวทางที่ต้องปฏิบัติและพึงปฏิบัติ ดังนี้

2.1 ที่มา

สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำข้อเสนอการกำหนดแนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชน เพื่อให้คณะกรรมการองค์การมหาชนนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติ เพื่อมุ่งให้คณะกรรมการองค์การมหาชนมีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลตนเองที่ดี

ทั้งนี้ แนวทางการบริหารของคณะกรรมการสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

2.2 วัตถุประสงค์

2.3 โครงสร้างคณะกรรมการองค์การมหาชน

2.4 บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ (ต้องปฏิบัติ)

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นไปตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542

2.5 แนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์ (พึงปฏิบัติ)

คณะกรรมการมีหน้าที่กำกับการวางแผนยุทธศาสตร์ โดยยึดแนวทาง ดังนี้

2.6 แนวทางการบริหารการเงิน

คณะกรรมการมีหน้าที่กำกับการบริหารการเงินขององค์การมหาชนโดยยึดแนวทาง ดังนี้

2.7 แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคล

คณะกรรมการมีหน้าที่กำกับการบริหารงานบุคคลขององค์การมหาชนโดย

กลุ่ม อัตราขั้นต่ำและขั้นสูงต่อเดือน (บาท)
กลุ่มที่ 1 100,000-300,000
กลุ่มที่ 2 100,000-250,000
กลุ่มที่ 3 100,000-200,000

2.8 แนวทางการควบคุมภายใน (ต้องปฏิบัติ)

คณะกรรมการต้องกำหนดให้มีผู้ตรวจสอบภายในทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผล และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ และต้องกำกับให้ฝ่ายบริหารจัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการประเมินผล การควบคุมภายในตามแนวทางของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

2.9 แนวทางการบริหารทั่วไป

2.10 แนวทางการบริหารการประชุม

คณะกรรมการต้องกำกับให้มีการจัดประชุมทุกเดือนหรืออย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ควรกำกับการบริหารการประชุมตามแนวทางที่กำหนดไว้

2.11 แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงาน (ต้องปฏิบัติ)

2.12 การจัดทำประมวลจริยธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ต้องปฏิบัติ)

คณะกรรมการองค์การมหาชนต้องกำกับให้มีการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์การมหาชนซึ่งประกอบด้วย

3. ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 2/2552 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 ได้พิจารณาเรื่อง แนวทางการบริหารของคณะกรรมการองค์การมหาชนแล้ว มีมติเห็นชอบและเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา


17. เรื่อง ขอปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 เรื่อง มาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 เรื่อง มาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเสนอ ดังนี้

มติเดิม ขอปรับปรุงใหม่
เห็นชอบมาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ โดยให้หน่วยราชการต่าง ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีที่จะดำเนินการก่อสร้างภายในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ ส่งเรื่องและแบบแปลนให้คณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผ่านทางสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว จึงเสนอให้สำนักงบประมาณเพื่อขอจัดตั้งงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด เห็นชอบมาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ โดยให้หน่วยราชการต่าง ๆ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอย่างอื่นที่อาจพึงมีที่จะดำเนินการก่อสร้างภายในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ ส่งเรื่องและแบบแปลนให้คณะกรรมการโครงการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า โดยผ่านทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าแล้ว จึงเสนอให้สำนักงบประมาณเพื่อขอจัดตั้งงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด

หมายเหตุ : มติที่ปรับปรุงใหม่จะปรับเปลี่ยน ดังนี้

  1. ชื่อคณะกรรมการ จากเดิม คณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์ เป็น คณะกรรมการโครงการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า
  2. หน่วยงาน จากเดิม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าจึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา


18. เรื่อง ข้อเสนอทางนโยบายเรื่อง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่อง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ไปพิจารณาดำเนินการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุดและอำเภอบ้านฉาง รวมถึงเผยแพร่วิธีป้องกันผลกระทบและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงโดยเร็วและต่อเนื่อง
  2. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนและกฎการปฏิบัติการสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม และการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยสารเคมีระดับจังหวัดโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรและประชาชนในพื้นที่
  3. ให้ คสช. พิจารณาสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกลไกกลางในการดำเนินงานและความเข้มแข็งของ ภาคประชาชน ได้แก่ การศึกษาแนวทางในการจัดตั้งกลไกผู้ตรวจการสำหรับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบทางสุขภาพ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภาคประชาชน และสนับสนุนภาคประชาสังคมจังหวัดระยอง ติดตามความเคลื่อนไหวทางนโยบายโดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่

สำหรับข้อเสนอที่ให้รัฐบาลทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง โดยจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน วางและจัดทำผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชนจังหวัดระยองฉบับใหม่ ปรับปรุงระบบการจัดการทรัพยากรน้ำใหม่ พิจารณาปรับปรุงระบบและมาตรการทางการคลังและจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยอง จัดให้มีระบบและกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชน และจัดให้มีการบริการทางสังคม ซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในทุกขั้นตอน รวมทั้งขอให้รัฐบาลชะลอการขยายและก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง ในระหว่างการทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง โดยให้มีการกำหนดแนวทางและกระบวนการตัดสินใจในการให้อนุมัติ/อนุญาต/ให้ความเห็นชอบการขยายโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ ให้เป็นไปตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ให้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธาน รับไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมตามอำนาจหน้าที่และความสอดคล้องของกฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานว่า

1. สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ : กรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่จังหวัดระยอง โดยให้รับข้อสังเกตของที่ประชุมไปปรับปรุงและให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ โดยมีความเป็นมา ดังนี้


19. เรื่อง การปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และการดูงาน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และการดูงาน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยให้ส่วนราชการที่ได้ทำการปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในต่างประเทศตามที่ได้เสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอรายละเอียดการปรับแผนฯ ดังกล่าวไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการปรับแผนและขอเบิกจ่ายงบประมาณต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า

  1. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 เห็นชอบให้ทุกส่วนราชการรับไปตรวจสอบและพิจารณาทบทวนและปรับปรุงแผนการฝึกอบรมฯ ในความรับผิดชอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่งไปยังฝ่ายเลขานุการ รศก. (สศช.) ภายในวันที่ 17 มีนาคม 2552 เพื่อรวบรวมนำเสนอนายกรัฐมนตรีและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป นั้น
  2. ส่วนราชการได้ปรับปรุงแผนเพิ่มเติมและรายงานมายัง สศช. โดยมีผลการปรับปรุงแผนฯ ครั้งล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 สรุปได้ดังนี้
    • 2.1 ส่วนราชการได้ส่งผลการปรับแผนตามมติคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 15 กระทรวง (ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่าจำนวน 112 กรม) ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวง จำนวน 3 หน่วยงาน และหน่วยงานอิสระ จำนวน 1 หน่วยงาน เมื่อพิจารณาส่วนราชการที่ได้ ทำการปรับแผนฯ ทั้งตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มีส่วนราชการปรับแผนฯ รวมทั้งสิ้น 20 กระทรวง (ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่าจำนวน 155 กรม จังหวัดรวม 28 จังหวัด)
    • 2.2 งบประมาณที่ได้รับปรับปรุงจากการฝึกอบรม ประชุมสัมมนา และดูงานในต่างประเทศมาเป็นในประเทศมีจำนวน 173.90 ล้านบาท จากงบประมาณที่จะจัดกิจกรรมดังกล่าวในต่างประเทศรวม 1,331.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13

20. เรื่อง ขอมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานราชการสำรวจและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าถึงได้

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอให้หน่วยงานราชการสำรวจและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการ เข้าถึงได้ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบ ดังนี้

  1. กำหนดให้หน่วยงานราชการดังต่อไปนี้ดำเนินการสำรวจและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเนื่องจากมีคนพิการใช้บริการมากตามลำดับ คือ
    • 1.1 โรงพยาบาล จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2548 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพและคนชรา
    • 1.2 หน่วยงานราชการ ได้แก่ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด/ส่วนตำบล/สำนักงานเทศบาลนคร/เมือง/ตำบลและเมืองพัทยา) สถาบันการศึกษา และสถานีตำรวจ จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ทางลาด ห้องน้ำ ที่จอดรถ ป้ายและสัญลักษณ์ และบริการข้อมูล ภายในปี 2554
  2. ให้หน่วยงานราชการดังกล่าวสามารถขอตั้งงบประมาณหรือเจียดจ่ายหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณในการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ โดยให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่า

  1. แม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ได้แก่ กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2542) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และกฎกระทรวง พ.ศ. 2548 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาหาร พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพและคนชรา เช่น สถานที่จอดรถ ทางลาด ห้องน้ำ ห้องส้วม ลิฟท์ เป็นต้น แต่ปรากฏว่าอาคารสถานที่และสิ่งก่อสร้างของทางราชการส่วนใหญ่ได้ก่อสร้างก่อนประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ ทำให้คนพิการมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ
  2. ตามหนังสือเวียนสำนักงบประมาณได้กำหนดในกรณีสิ่งก่อสร้างเดิมที่ก่อสร้างแล้วยังไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับคนพิการ ให้ใช้เงินรายได้สมทบเงินเหลือจ่าย หรือเจียดจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่จะดำเนินการดังกล่าวและขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง
  3. ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานราชการดำเนินการสำรวจและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าถึงได้ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมสำหรับคนพิการ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานอนุกรรมการให้จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของสถานที่ที่คนพิการจำนวนมากเข้าใช้ประโยชน์หรือรับบริการและควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นสำหรับคนพิการก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ต่อมาคณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 และมีมติเกี่ยวกับการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการตามที่เสนอดังกล่าว

21. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 18

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 18 ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยแล้งและการช่วยเหลือ สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง สถานการณ์น้ำ และสถานการณ์การปลูกพืชฤดูแล้ง สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

พื้นที่ประสบภัยแล้งด้านการเกษตร ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 รวมทั้งสิ้น 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พิจิตร แพร่ ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครราชสีมา ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ชัยนาท สระแก้ว ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร แยกเป็น ด้านพืช 21 จังหวัด ด้านปศุสัตว์ 5 จังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบทั้ง 2 ด้าน จำนวน 2 จังหวัด คือ จังหวัดอุตรดิตถ์ และเพชรบุรี

ด้านพืช จำนวน 21 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พิจิตร แพร่ ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครราชสีมา หนองคาย ยโสธร ร้อยเอ็ด อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ชัยนาท สระแก้ว ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ราชบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์

เกษตรกร 83,561 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 845,560 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 10,357 ล้านบาท แยกเป็น ข้าว 252,980 ไร่ พืชไร่ 427,481 ไร่ และพืชสวนและอื่นๆ 165,099 ไร่

การดำเนินการให้การช่วยเหลือ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ระดมสรรพกำลังให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งและพื้นที่การเกษตร โดยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และปฏิบัติการฝนหลวง ดังนี้

ภาค จังหวัด เครื่องสูบน้ำ(เครื่อง) รายชื่อจังหวัด
(จำนวนเครื่องสูบน้ำ)
เหนือ 16 234 เชียงใหม่ (37) ลําพูน(10) แม่ฮ่องสอน(6) ลําปาง(24) น่าน(6) พะเยา(4) เชียงราย(12) พิษณุโลก(2) พิจิตร(30) นครสวรรค์(28) อุตรดิตถ์(6) ตาก(15) สุโขทัย(12) แพร่(19) กําแพงเพชร (15) เพชรบูรณ์ (8)
ต.อ.เฉียงเหนือ 18 313 อุดรธานี(9) หนองคาย(19) หนองบัวลําภู(10) เลย(6) สกลนคร(11) ขอนแก่น(11) มหาสารคาม(29) ร้อยเอ็ด(58) กาฬสินธุ์(54) ชัยภูมิ(5) อุบลราชธานี(3) ยโสธร(20) นครพนม(19) มุกดาหาร(5) อํานาจเจริญ(12) นครราชสีมา(25) สุรินทร์(6) ศรีสะเกษ(11)
กลาง 8 84 ชัยนาท(26) ลพบุรี(10) พระนครศรีอยุธยา(12) นนทบุรี(8) ปทุมธานี(9) กรุงเทพมหานคร(2) อ่างทอง(10) นครปฐม(7)
ตะวันออก 5 73 นครนายก(17) ปราจีนบุรี(29) ฉะเชิงเทรา(20) จันทบุรี(6) ตราด(1)
ตะวันตก 3 83 กาญจนบุรี(7) ราชบุรี(40) เพชรบุรี(36)
ใต้ 5 11 ชุมพร(5) ภูเก็ต(1) พังงา(2) ตรัง(1) นราธิวาส(2)
รวม 55 798

หมายเหตุ: ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 12 พ.ค. 2552

ภาค จังหวัด รถบรรทุกน้ำ(คัน) จำนวน
เที่ยว
ปริมาณน้ำ
(ล้านลิตร)
รายชื่อจังหวัด
(จำนวนรถบรรทุกน้ำ)
เหนือ 6 28 770 4.620 น่าน(1) พิจิตร(13) นครสวรรค์ (1) อุตรดิตถ์(9) ตาก(3) แพร่(1)
ต.อ.เฉียงเหนือ 2 7 19 0.114 นครราชสีมา(6) สุรินทร์(1)
ตะวันออก 5 23 802 4.812 ฉะเชิงเทรา(2) ระยอง(3) จันทบุรี(13) ตราด(3) สระแก้ว(2)
ใต้ 2 3 286 1.716 ประจวบคีรีขันธ์(2) ชุมพร(1)
รวม 15 61 1,877 11.262

หมายเหตุ: ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 12 พ.ค. 2552

เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. ถึง 14 พ.ค. 2552 จำนวน 8 ศูนย์ (9 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ระยอง หัวหิน สุราษฎร์ธานี และ 5 ฐานเติมสาร ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี นครสวรรค์ จันทบุรี สระแก้ว)

ขึ้นบิน จำนวน 2,507 เที่ยวบิน มีฝนตกในพื้นที่ 60 จังหวัด รวมเป็นพื้นที่เกษตรและป่าไม้ที่ได้รับประโยชน์ 144.12 ล้านไร่

จากการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ทำให้พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหาย 845,560 ไร่ สามารถลดพื้นที่คาดว่าจะเสียหายได้ 682,092.50 ในพื้นที่ 14 จังหวัด(เชียงราย น่าน แพร่ สุโขทัย พิจิตร อุตรดิตถ์ ร้อยเอ็ด อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท ฉะเชิงเทรา สระแก้ว เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ช่วยเหลือได้ประมาณ 8,274 ล้านบาท และมีพื้นที่การเกษตรเสียหาย จำนวน 163,467.50 ไร่ ในพื้นที่ 12 จังหวัด(เชียงราย เชียงใหม่ พิจิตร ลำปาง อุตรดิตถ์ นครราชสีมา ยโสธร หนองคาย อำนาจเจริญ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ได้สำรวจและจ่ายเงินช่วยเหลือด้วยเงินทดรองราชการของจังหวัดแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบุรี วงเงิน 3.17 ล้านบาท

ด้านปศุสัตว์ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ เพชรบุรี และชุมพร

เกษตรกร 9,168 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 31,791 ตัว เป็น โค 29,194 ตัว กระบือ 2,304 ตัว แพะ 293 ตัว ช่วยเหลือโดยสนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จำนวน 98.17 ตัน และดูแลสุขภาพสัตว์ 1,818 ตัว ได้แก่ หนองบัวลำภู(8.65 ตัน/1,193 ตัว) ศรีสะเกษ (4 ตัน) อุตรดิตถ์(7.2 ตัน) เพชรบุรี(58.32 ตัน) และชุมพร(20 ตัน/625 ตัว) และได้เตรียมไว้ช่วยเหลืออีก 7,532 ตัน

จากการให้ความช่วยเหลือโดยการสนับสนุนเสบียงสัตว์และดูแลสุขภาพสัตว์ ทำให้ไม่มีสัตว์ตาย

ด้านประมง ไม่มีความเสียหาย

สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง พบว่ามีการแพร่กระจายของเพลี้ยแป้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันของเกษตรกรที่มีเพลี้ยตัวอ่อนอยู่ไปยังพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ เนื่องมาจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนด 5 มาตรการหลักในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้ง โดยได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการในเรื่องนี้ ได้แก่

  1. การควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ลุกลามไปยังแปลงเพาะปลูกอื่น เช่น ควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากพื้นที่ที่พบการระบาด
  2. การกำจัดและทำลายเพลี้ยแป้งในพื้นที่ที่พบการระบาดแล้ว
  3. การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืชตามระเบียบของกระทรวงการคลัง
  4. การแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์แก่เกษตรกรในทุกพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังทั้งในพื้นที่เดิมและจะมีการปลูกใหม่
  5. การตั้งศูนย์ป้องกันการแพร่ระบาดของศัตรูพืชในพื้นที่และจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร

พื้นที่ประสบภัย 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร เลย อุบลราชธานี ลพบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กาญจนบุรี จำนวน 749,612 ไร่ สำรวจความเสียหายแล้ว 1 จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ 62,013 ไร่ อยู่ระหว่างการขอรับความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2552)

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานการณ์น้ำและสถานการณ์การปลูกพืช ดังนี้

สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2552

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯทั้งหมด 38,383 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 15,027 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 22 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2551 (41,336 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 60) จำนวน 2,953 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 5 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 31,045 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์

หน่วย : ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาตรน้ำไหลลงอ่างฯ ปริมาตรน้ำระบาย ปริมาณน้ำรับได้อีก
ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ % ความจุอ่างฯ วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน
1. ภูมิพล 5,295 39 1,495 11 10.62 4.65 20.00 20.00 8,167
2. สิริกิติ์ 4,486 47 1,636 17 8.04 1.43 24.67 25.18 5,024
รวมภูมิพล+สิริกิติ์ 9,781 43 3,131 14 18.66 6.08 44.67 45.18 13,191
3. ป่าสักชลสิทธิ์ 315 33 312 32 7.05 0.37 2.20 2.19 645

เมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2551 เขื่อนภูมิพล น้อยกว่า จำนวน 1,104 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มากกว่า จำนวน 347 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มากกว่า จำนวน 43 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 6 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ แม่กวงอุดมธารา(ร้อยละ 18) กิ่วคอหมา(ร้อยละ 23 เนื่องจากเริ่มเก็บน้ำปลายฤดูฝนนี้) แควน้อย(ร้อยละ 12 เนื่องจาก เริ่มเก็บน้ำปลายฤดูฝนนี้) ลำปาว(ร้อยละ 26) ทับเสลา(ร้อยละ 28) ขุนด่านปราการชล(ร้อยละ 19)

2. สภาพน้ำท่า

สถานการณ์การปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2551/2552

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 มีพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 21.07 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรัง จำนวน 15.04 ล้านไร่(เกินกว่าพื้นที่คาดการณ์ จำนวน 3.43 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 29 ของพื้นที่คาดการณ์) พืชไร่-ผัก จำนวน 2.31 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ จำนวน 3.72 ล้านไร่ รายละเอียดดังนี้

พื้นที่ คาดการณ์พื้นที่ปลูก (ล้านไร่) พื้นที่ปลูกจริง (ล้านไร่)
ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก พืชอื่นๆ รวม ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก พืชอื่นๆ รวม
ในเขตพื้นที่ชลประทาน 8.79 0.76 3.64 13.19 11.85
(134.82)
0.63
(82.89)
3.72
(102)
16.20
(123)
นอกเขตพื้นที่ชลประทาน 2.82 2.04 - 4.86 3.19
(113.12)
1.68
(82.35)
- 4.87
(100.21)
รวม 11.61 2.80 3.64 18.05 15.04
(129.54)
2.31
(82.50)
3.72
(102.19)
21.07
(116.73)

หมายเหตุ ( ) หมายถึง ร้อยละของพื้นที่คาดการณ์ (ข้อมูลในเขตพื้นที่ชลประทาน กรมชลประทาน วันที่ 1 พฤษภาคม 2552,
ข้อมูลนอกเขตพื้นที่ชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร วันที่ 7 พฤษภาคม 2552


22. เรื่อง สรุปสถานการณ์พายุฤดูร้อน (ระหว่างวันที่ 11-18 พฤษภาคม 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับรายงานการเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้น และการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 11-18 พฤษภาคม 2552) สรุปสถานการณ์พายุฤดูร้อนดังกล่าว ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์พายุฤดูร้อนและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 11-18 พฤษภาคม 2552)

อนึ่ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 15.00 น. เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในลำห้วยคลองควายบ้านแก่งครก หมู่ที่ 9 ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ทำให้มีราษฎรเสียชีวิต 1 ราย คือนางบุญเริง อินสิงห์ทอง อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ที่ 9 ตำบล กกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย (สาเหตุเกิดจากผู้เสียชีวิตออกไปเก็บเห็ดในบริเวณลำห้วยดังกล่าว)

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 17-23 พฤษภาคม 2552


23. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งและหมอกควันของกระทรวงกลาโหม (ห้วงตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมรายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งและหมอกควันของกระทรวงกลาโหม (ห้วงตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2552)

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและหมอกควัน กระทรวงกลาโหม ได้จัดกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ เข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง สำหรับห้วงตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2552 มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 53 จังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 35 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ภัยแล้ง 18 จังหวัด และสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางแล้วนั้น กระทรวงกลาโหม ขอสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อกรุณาทราบ ดังนี้

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

กองทัพบก ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

กองทัพเรือ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

กองทัพอากาศ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

สรุป กระทรวงกลาโหม ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้งและหมอกควัน ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2552 โดยการจัดกำลังพล จำนวน 876 นายรถบรรทุกน้ำ จำนวน 186 คัน 2,531 เที่ยว ปริมาณน้ำ จำนวน 14,774,600 ลิตร ตลอดจนได้จัดโครงการ "ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง" ประจำปี 2552 ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และการประปาส่วนภูมิภาค ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ของทุกกองทัพภาค และได้จัดอากาศยาน จำนวน 15 เครื่อง พร้อมเจ้าหน้าที่ จำนวน 400 นายสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในการปฏิบัติภารกิจการทำฝนหลวงในพื้นที่ต่าง ๆของประเทศไทย เพื่อสนองพระราชดำริในการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง และการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อป้องกัน แก้ปัญหาภัยแล้ง และร่วมจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เพียงพอ รวมทั้งได้จัดตั้งกองบัญชาการหน่วยเฉพาะกิจควบคุมไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 อำเภอ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยชุดปฏิบัติการ ยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ และอากาศยาน เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับการร้องขอในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดลำพูน ซึ่งในภาพรวมกระทรวงกลาโหมได้แจกจ่ายน้ำช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบัน จำนวนทั้งสิ้น 6,027 เที่ยว ปริมาณน้ำ จำนวน 37,216,000 ลิตร


ต่างประเทศ


24. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการพะยูน และแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการพะยูน และแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

  1. ทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับประเทศออสเตรเลียในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม เรื่องการอนุรักษ์และจัดการพะยูน (Meeting on Dugong Conservation and Management) ณ กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ครั้ง เพื่อหาแนวทางในการร่วมกันอนุรักษ์พะยูนในและระหว่างภูมิภาค โดยที่ประชุมได้ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุรักษ์และจัดการพะยูนและแหล่งที่อยู่อาศัยโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด (Memorandum of Understanding on the Conservation and Management of Dugongs (Dugong dugon) and Their Habitats Throughout Their Range-Dugong MOU) และแผนการอนุรักษ์และการจัดการสำหรับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอนุรักษ์และจัดการพะยูนและแหล่งที่อยู่อาศัยโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด (Conservation and Management Plan for the Memorandum of Understanding on the Conservation and Management of Dugongs (Dugong dugon) and Their Habitats Throughout Their Range-CMP)
  2. การประชุมครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ และพิจารณาโครงการวิจัยร่วมกันในอนาคตโดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน โดยมีประเทศที่ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ แล้ว จำนวน 12 ประเทศ ซึ่งสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์เป็น 2 ใน 12 ประเทศดังกล่าวได้เสนอเป็นประเทศเจ้าภาพดูแลสำนักงานเลขาธิการ Dugong MOU อย่างเป็นทางการ โดยในช่วง 3 ปีแรก (ระหว่างปี 2552-2554) จะสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. ทส. ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอทราบขั้นตอนการดำเนินการในลงนามบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการจัดการพะยูนและแหล่งที่อยู่อาศัยโดยครอบคลุมพื้นที่อาศัยของพะยูนทั้งหมด (Memorandum of Understanding on the Conservation and Management of Dugong and Their Habitats Throughout Their Rang-MOU) และแผนการอนุรักษ์และการจัดการสำหรับบันทึกความเข้าใจฯ Conservation and Management Plan For the MOU และกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายแจ้งว่า
    • 3.1 MOU มิใช่เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายจึงไม่น่าจะเป็นสนธิสัญญาที่จะต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เรื่อง การทำความตกลงกับต่างประเทศการทำอนุสัญญา และสนธิสัญญาต่าง ๆ อย่างไรก็ดี โดยที่ MOU เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีผลผูกพันทางนโยบาย ดังนั้น ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจึงควรเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อนลงนาม
    • 3.2 ในส่วนของการจัดทำหนังสือแต่งตั้งผู้แทน (Letter of Credentials) นั้น ในเอกสารการเข้าเป็นภาคี The Convention on the Conservation of Migratory Species of Wild Animals (CMS) หรือความตกลงที่เกี่ยวข้องกับ CMS ซึ่งจัดทำโดยฝ่ายเลขานุการระบุว่า ในการลงนาม MOU ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายไม่จำเป็นต้องมี Credentials ที่แสดงอำนาจในการลงนามในนามรัฐบาล แต่ควรให้รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบ อาทิ ทส. หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ลงนาม

25. เรื่อง การลงนามในเอกสารแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน (บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานของสำนักงาน ป.ป.ส. เป็นผู้ลงนามในเอกสารแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนของบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหภาพพม่า ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐสังคมเวียดนาม และ United Nations Office On Drugs and Crime (UNODC) ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ

กระทรวงยุติธรรมรายงานว่า

  1. ประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค และโครงการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (United Nations International Drugs Control Programme-UNDCP) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office On Drugs and Crime -UNODC) ตั้งแต่ปี 2536 โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 ต่อมาที่ประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ณ กรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า ได้มีมติเห็นชอบกับการดำเนินงานในลักษณะของความเป็นหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค (Subregional Action Plan-SAP) มากขึ้น โดย UNODC ได้เสนอให้มีการลงนามเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนของบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ (Addendum on Partnership to the 1993 MOU on Drug Control) เพื่อแสดงให้ประเทศผู้บริจาคเห็นว่าประเทศภาคีบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ มีความพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาค โดยร่วมกันออกเงินสมทบเพื่อการดำเนินโครงการที่อยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ลงนามในเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าวโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2545
  2. ในการดำเนินการตามพันธกรณีที่ปรากฏในเอกสารเพิ่มเติมฯ ประเทศภาคีจะให้การสนับสนุนทั้งในลักษณะตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน ในการบริจาคในลักษณะที่เป็นตัวเงิน ประเทศภาคีจะบริจาคเงินสมทบตามอัตราที่กำหนด หรือมากกว่าอัตราที่กำหนด ดังนี้ กัมพูชา และลาว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ พม่า และเวียดนาม 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จีน และไทย 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามเงื่อนไขของเอกสารเพิ่มเติมฯ ประเทศไทยมีพันธกรณีในการออกเงินสมทบ คือ การบริจาคเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้ในโครงการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนของประเทศภาคีสมาชิกกรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ (Support for MOU Partnership in East Asia-HI5) และการบริจาคเงิน จำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับการดำเนินโครงการใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการอนุภูมิภาคที่ประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมโครงการ
  3. จากความสำเร็จของการดำเนินงานภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าว ประเทศสมาชิกกรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ จึงได้เห็นชอบให้มีการขยายความเป็นหุ้นส่วนออกไป และปรับปรุงแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าว เพื่อให้มีความเหมาะสมและทันกับสภาพปัญหายาเสพติดที่เปลี่ยนไปโดย UNODC จะนำเสนอเอกสารดังกล่าวในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 เพื่อการลงนาม โดยผู้แทนของประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมพิจารณาเห็นว่า การลงนามในเอกสารแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของประเทศไทยร่วมกับประเทศภาคีบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ ในการช่วยเหลือตนเองในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศภาคีสมาชิกบันทึกความเข้าใจฯ ในอีกทางหนึ่ง
  4. ประเด็นที่ว่า เอกสารแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวเข้าข่าย มาตรา 190 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้การทำหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่นั้น กระทรวงยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกสารแก้ไขฯ ได้มีการแก้ไขในส่วนสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาคให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น และมีการเพิ่มเติมในเรื่องของการบริจาคที่ไม่ใช่ตัวเงินเพื่อสร้างเสริมความเป็นหุ้นส่วน แต่มิได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด เป็นการเสนอแนวทางเพื่อพิจารณา โดยประเทศภาคีสมาชิกสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ ส่วนหลักการและสาระสำคัญ รวมทั้งอัตราส่วนของเงินบริจาคที่ประเทศภาคีสมาชิกต้องบริจาคให้แก่โครงการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วน และเงินบริจาคในการเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการอนุภูมิภาคยังคงอัตราเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเอกสารเพิ่มเติมความเป็นหุ้นส่วนฯ ที่ได้มีการลงนามเมื่อปี 2545 ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

26. เรื่อง การส่งคืนวัตถุโบราณจำนวน 7 ชิ้น ให้แก่ประเทศกัมพูชา

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการส่งคืนวัตถุโบราณจำนวน 7 ชิ้น ให้แก่ประเทศกัมพูชา ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติในหลักการให้รัฐบาลไทยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบรรจุหีบห่อและการขนส่งวัตถุโบราณจำนวน 7 ชิ้น คืนให้แก่กัมพูชา เป็นเงินจำนวน 336,980 บาท โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ
  2. รับทราบและมีมติยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง การให้กัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบรรจุหีบห่อและการขนส่งวัตถุโบราณตามข้อ 1

27. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติลงนามความตกลงเพื่อเข้าเป็นสมาชิก (Asia Pacific Metrology Programme : APMP)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบในเชิงนโยบายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ดำเนินการสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ Asia Pacific Metrology Programme (APMP)
  2. สำหรับค่าสมาชิกรายปีและการดำเนินงานให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตามที่เสนอ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรายงานว่า

1. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาหน่วยวัดแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขความร่วมมือในการพัฒนาหน่วยวัดแห่งชาติในสาขารังสีก่อไอออน ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการวัดแห่งชาติมีความเข้มแข็งและสามารถ ถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดสู่ผู้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นหน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติด้านรังสีก่อไอออนในด้านต่าง ๆ ตามแผนพัฒนางานมาตรวิทยา สาขารังสีก่อไอออน ดังนี้

2. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้เข้าร่วมโครงการ Technical Peer Review on the Secondary Standard Dosimetry Laboratory on Ionizing Radiation Area เมื่อวันที่ 5-6 มกราคม 2552 เพื่อยืนยันความสามารถของห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐาน ISO/IEC 17025 โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านการสอบเทียบและการตรวจวัด (Calibration and Measurement Capabilities : CMCs) ในสาขารังสีก่อไอออนต่อไป

อย่างไรก็ตาม การที่จะเป็นหน่วยงานด้านรังสีก่อไอออน จำเป็นจะต้องได้รับการยอมรับจากหน่วยงานมาตรฐานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของ APMP นับเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยงานมาตรฐานหนึ่งด้านการพัฒนาหน่วยวัดแห่งชาติสาขารังสีก่อไอออน

3. ความมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ เพื่อกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขของความร่วมมืออันจะก่อให้เกิดการพัฒนาหน่วยวัดแห่งชาติในสาขารังสีก่อไอออน (Ionizing Radiation) กล่าวคือ

4. จากการหารือกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ทราบว่า แม้ว่าร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ดี ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการนำเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 เห็นควรขอรับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในเชิงนโยบายก่อนดำเนินการ และสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่รับผิดชอบในการพัฒนาระบบมาตรวิทยาของชาติพิจารณาแล้วสนับสนุนและเห็นชอบให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สมัครเข้าเป็นสมาชิก APMP การเป็นสมาชิกขององค์กรดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ดังนี้


28. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก

คณะรัฐมนตรีรับทราบการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานว่า

  1. พม.ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานประสานงานกลางในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยได้ประสานการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อเป็นกรอบความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในการประสานความร่วมมือกับสหภาพพม่า ผู้แทนของทั้งสองประเทศได้พัฒนาความร่วมมือในการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กขึ้น
  2. ตามมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2551) และมติที่ประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) วันที่ 26 มกราคม 2552 และครั้งที่ 2 (สมัยสามัญทั่วไป) วันที่ 27 มกราคม 2552 เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายอิสสระ สมชัย) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ในนามรัฐบาลไทย
  3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวร่วมกับพลตรีหม่อง อู (Major General Maung Oo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สหภาพพม่าแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 ณ เมืองเนปิดอ สหภาพพม่า
  4. บันทึกความเข้าใจฯ นับเป็นความร่วมมือทวิภาคีฉบับที่ 4 ที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือในการป้องกัน การปราบปรามการค้ามนุษย์ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งการส่งกลับคืนประเทศ และการปฏิบัติงานร่วมกัน สาระสำคัญในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวจะมีความแตกต่างจากบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับก่อน ๆ โดยเพิ่มเติมสาระสำคัญให้ชัดเจนขึ้นในส่วนของการคุ้มครองเด็กที่เป็นผู้เสียหาย การคัดแยกผู้เสียหาย การคุ้มครองพยาน การพัฒนากลไก เครื่องมือ ตลอดจนการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้เชื่อมโยงกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงาน ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพพม่า ปี พ.ศ. 2546 โดยได้เพิ่มเติมมาตรการสำคัญในการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ในรูปแบบของการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวจะสอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ประกอบกับสหภาพพม่าได้มีการบัญญัติกฎหมายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กเช่นกัน จึงเป็นที่เชื่อมั่นว่าการจัดทำกรอบความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกัน การปราบปราม และการคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งทั้งสองประเทศจะได้จัดทำแผนปฏิบัติการตามบันทึกความเข้าใจร่วมกันต่อไป

29. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคไทยฯ

คณะรัฐมนตรีรับทราบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว บริเวณชายแดนไทย-พม่า ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำภูมิภาคไทยฯ ในโครงการจัดทำทะเบียนผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่า ปี 2552 ที่กระทรวงมหาดไทยลงนามร่วมกับ UNHCR เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 แล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0204.2/2031 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) ได้เสนอบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว บริเวณชายแดนไทย-พม่า ของ UNHCR ในโครงการจัดทำทะเบียนผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่า ปี 2552 [09/AB/THA/CM/200 (1257000)] ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาลงนาม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าวแล้วเห็นว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2548 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 จึงได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ UNHCR เสนอแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอคณะรัฐมนตรีให้รับทราบ
  2. ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท 0204.2/4219 ลงวันที่ 23 เมษายน 2552 รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการ สู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว บริเวณชายแดนไทย-พม่า ของ UNHCR เป็นเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาผู้ หนีภัยสัญชาติพม่า ซึ่งประเทศไทยต้องรับภาระในการควบคุมดูแลและแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยสัญชาติพม่า จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะ UNHCR ในลักษณะของการแบ่งความรับผิดชอบ (RESPONSIBILITY SHARING) ตามหลักมนุษยธรรม โดยได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ดังนั้น จึงเห็นว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่เข้าตามลักษณะของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 190 วรรค 2 ที่กำหนดว่ามีหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

30. เรื่อง ผลการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 4 และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี สมัยที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 4 และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี สมัยที่ 2 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 4

หัวข้อสำคัญของการประชุมระดับสูงเน้นในประเด็นความท้าทายในการปลอดสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (The challenges of Persistent Organic Pollutants (POPs) free future) โดยที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นความท้าทาย 4 ประเด็นหลัก กล่าวคือ การเลิกใช้สาร POPs การร้องขอให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณากำหนดรายชื่อสารเคมีเพิ่มเติม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน และการบรรลุเป้าหมายของอนุสัญญาฯ ในการปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสาร POPs

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 4 ได้มีมติข้อตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆกล่าวคือ

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวถ้อยแถลงท่าทีของประเทศไทยในการประชุมระดับสูงในการสนับสนุนการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ โดยเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มความสนับสนุนด้านเทคนิควิชาการและการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อให้สามารถจัดการกับสารเคมีที่เพิ่มเติมใหม่ด้วย และผู้แทนไทยได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมครบองค์ประชุม (Plenary) และการประชุมของคณะทำงานกลุ่มย่อยต่างๆ รวมทั้งการเจรจาขอรับการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศพัฒนาแล้วต่าง ๆ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย (ดร. จารุพงศ์ บุญ-หลง) ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาทบทวนสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants Review Committee :POPRC) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่ออีกสมัยหนึ่งด้วย

2. การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี สมัยที่ 2 (ICCM-2)

หัวข้อการประชุมในครั้งนี้ เน้นประเด็นการติดตามการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การดำเนินการระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี (Strategic Approach to International Chemicals Management: SAICM) ที่ได้ให้การรับรองแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 ณ กรุงดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ฯ กล่าวคือ "การผลิตและการใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปีพ.ศ. 2563" ซึ่งที่ประชุมได้มีมติข้อตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญๆ กล่าวคือ 1) กฎระเบียบการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ (Rule of Procedure) 2) รูปแบบการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน 3) การประเมินผลการดำเนินงาน และแนวทางการปรับปรุงแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ฯ 4) แนวทางความร่วมมือด้านเทคนิคและการเงินเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ฯ 5) นโยบายเร่งด่วนที่ควรให้ความสนใจและร่วมมือกันดำเนินกิจกรรม 4 ประเด็น คือ (1)นาโนเทคโนโลยีและการผลิตวัสดุนาโน (nanotechnology and manufactured nanomaterials) (2) สารเคมีในผลิตภัณฑ์ (chemicals in products) (3) สารตะกั่วในสี (lead in paints) และ(4) ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (electronic wastes) รวมทั้งข้อตัดสินใจเกี่ยวกับกรอบแผนงบประมาณสำหรับปีพ.ศ. 2552 - 2555

คณะผู้แทนไทยได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมครบองค์ประชุม (Plenary) และการประชุมของคณะทำงานกลุ่มย่อยต่างๆ อาทิ กลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มพิจารณาประเด็นนโยบายเร่งด่วน การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของกลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในคณะกรรมการพิจารณาโครงการของ Quick Start Programme Trust Fund (QSP Executive Board) ต่ออีกหนึ่งสมัย รวมทั้งการได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Quick Start Programme ในการจัดทำโครงการความร่วมมือด้านต่าง ๆ หลายโครงการ

นอกจากนี้ จากการที่ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดการสารเคมีและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานมาตั้งแต่เริ่มเตรียมการจัดทำยุทธศาสตร์ฯ จนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ Bronze Award จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) อีกด้วย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการให้การสนับสนุนและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งหน่วยงานระหว่างประเทศ ในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ และยุทธศาสตร์การดำเนินการระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมีต่อไป


แต่งตั้ง


31. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชลสิน จำกัด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

  1. แต่งตั้ง นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เป็นกรรมการผู้แทนภาครัฐบาลในคณะกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)
  2. แต่งตั้ง นายสุวิชญ์ โรจนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เป็นกรรมการผู้แทนภาครัฐบาลในคณะกรรมการบริษัท ชลสิน จำกัด

ส่วนข้อเสนอขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 (เรื่อง การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชลสิน จำกัด โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลัง เป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาลในคณะกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชลสิน จำกัด ในโอกาสต่อไป นั้น โดยที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญา จึงเห็นควรให้กระทรวงการคลังรับไปหารือร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุดตามความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แล้วจึงเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

2. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน จำนวน 6 คน ดังนี้ กรรมการผู้มีความรู้ในการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน นายสม ศุภนคร อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นายประสพชัย ยูวะเวส อดีตรองปลัด กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นายฐาปบุตร ชมเสวี อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ร้อยโท สมศักดิ์ ยมะสมิต อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน กรรมการซึ่งเป็นนายจ้าง นายพิพัฒน์ ปรีดาวิภาต กรรมการสมาคมนายจ้าง ผู้ประกอบการบรรทุกขนส่งสินค้าทางน้ำ กรรมการซึ่งเป็นลูกจ้าง นายพิชิต พระปัญญา ประธานสหภาพแรงงานลักกี้เท็คซ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.) ทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้ 1. นางชุมศรี พจนปรีชา ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 9 ชช.) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.) สำนักงบประมาณ 2. นางนีรนุช กาญจนะวรรณ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 9 ชช.) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.) สำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งนายสิทธิพล รัตนากร รองเลขาธิการ (นักบริหาร 9) สำนักงานประกันสังคม ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 125/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล ดังนี้

ด้วยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ให้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล เพื่อให้การดำเนินการของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นผลดีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธานคณะกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้แทน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้แทน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือผู้แทน ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานอาหารฮาลาลหรือผู้แทน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยหรือผู้แทน นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปหรือผู้แทน นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งหรือผู้แทน นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทยหรือผู้แทน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนาอิสลาม นักวิชาการผู้ชำนาญการด้านภาษาอาหรับ และ ผู้ชำนาญการด้านการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้สอดรับกันทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการขยายตัว ในด้านการผลิต การตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  2. ดำเนินการบูรณาการแนวทาง มาตรการ แผนงานและงบประมาณของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล และส่งเสริมประสานงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล
  3. จัดระบบการประสานงานและการดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลอย่างเป็นระบบเพื่อกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินการของส่วนราชการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งกำหนดกรอบการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสม
  4. พัฒนาคุณภาพ ศักยภาพและมาตรฐานฮาลาลของไทย รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจมาตรฐานฮาลาลของไทย
  5. เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรที่มีภารกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลในปัจจุบัน ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล
  6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานหรือบุคคลเพื่อให้ดำเนินการได้ตามที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อช่วยในการปฏิบัติงานการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลตามความเหมาะสม
  7. เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือขอเอกสารหลักฐาน โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของทางราชการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการ
  8. ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยเบิกจ่ายจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอการแต่งตั้ง นายวิเศษ ชำนาญวงษ์ เป็นผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในปีแรกอัตราเดือนละ 300,000 บาท ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบแล้ว


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี