สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
17 กุมภาพันธ์ 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการคืนความเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพบก รวม 2 ฉบับ
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การออกใบรับรองและการออกใบแทนตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นในการดำเนินงานของประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา และกรรมการ ในสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ....
  11. เรื่อง การนำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยอนุโลม
  12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง สิทธิในการได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ ทหาร
  2. เรื่อง ขอปรับเปลี่ยนโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับ ผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติ ดอนเมือง
  3. เรื่อง ขอยกเว้นกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
  4. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/2552
  5. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2551/52 (เพิ่มเติม)
  6. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/52 (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)
  7. เรื่อง กลไกกำกับนโยบายการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร
  8. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร
  9. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2552
  10. เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น
  11. เรื่อง ขออนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร
  12. เรื่อง ขออนุมัติกู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 185 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหานมดิบล้นตลาด และเรื่อง ขออนุมัติให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อแก้ปัญหานมดิบล้นตลาด
  13. เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดสรรและวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
  14. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน
  15. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยปี 2551 (มกราคม-ธันวาคม)

สังคม

  1. เรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้กองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล
  2. เรื่อง การพิจารณาสลับหรือเลื่อนวันหยุดราชการประจำปี
  3. เรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด
  4. เรื่อง การถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ"
  5. เรื่อง นโยบายการพัฒนาระบบราชการ
  6. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า สินค้าเกษตร
  7. เรื่อง รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
  8. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552)
  9. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 6

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8
  2. เรื่อง การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก
  3. เรื่อง การจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เบลเยี่ยม
  4. เรื่อง การจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน +3 สมัยพิเศษ
  5. เรื่อง การพิจารณามอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบคณะรัฐมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council : AEC Council) ของไทย

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งข้าราชการ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    2. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
    3. แต่งตั้งคณะกรรมการอื่น ในคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง
    4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์
    5. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
    6. แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐ
    7. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
    8. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน
    9. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กพท. แทนนายอภิชัย เตชะอุบล ที่ลาออก
    11. การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการมันสำปะหลัง
    12. แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 รวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ โดยให้รับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงวัฒนธรรมรายงานว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 2 มิถุนายน 2551 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 91 วรรคสอง กำหนดให้ต้องดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติรายงานเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรี จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงรวม 4 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง มีดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการภาพยนตร์และการประกอบกิจการวีดิทัศน์
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทภาพยนตร์ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทภาพยนตร์
  3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ โรงภาพยนตร์
  4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การประกอบกิจการร้านค้าวีดิทัศน์ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการคืนความเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการคืนความเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

กระทรวงแรงงานเสนอว่า

  1. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นกฎหมายซึ่งบัญญัติขึ้นมาเพื่อสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตของกลุ่มสมาชิกผู้มีรายได้ เรียกว่าผู้ประกันตน และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อร่วมเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน รวมทั้งการคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเพราะเหตุสิ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง มาตรา 39 กำหนดว่า หากผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม
  2. ต่อมาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 โดยแก้ไขมาตรา 39 เป็นกำหนดว่า ผู้เคยเป็นผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเพราะเหตุสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน และกำหนดให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 คือในกรณีที่ผู้ประกันตนนั้นไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลาสิบสองเดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบเก้าเดือน ผู้ประกันตนที่สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้ยื่นข้อร้องเรียนให้คืนความเป็นผู้ประกันตน ซึ่งกลุ่มผู้ประกันตนเหล่านี้รายได้ไม่แน่นอนและบางส่วนอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ จึงขาดโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้อีก ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
  3. เนื่องจากการคืนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 มีกำหนดระยะเวลาแสดงความจำนงภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ อันเป็นการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอน จึงต้องออกเป็นพระราชบัญญัติฉบับใหม่กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว พระราชบัญญัติย่อมสิ้นสุดไป หากออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขในมาตราที่เกี่ยวข้องจะทำให้มาตราที่แก้ไขปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ตลอดไป ทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ประกันตน และอาจทำให้เป็นช่องทางแก่บุคลากรทางกฎหมายในการกล่าวอ้างข้อกฎหมายดังกล่าว
  4. สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง ผู้ประกันตน และกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมมีข้อเสนอให้ออกกฎหมายคืนสภาพให้แก่บุคคลผู้เคยเป็นผู้ประกันตนที่ขาดส่งเงินสมทบ

จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติเป็นการกำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ หากประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงภายใน 90 วัน โดยให้คืนความเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ได้รับอนุมัติ โดยไม่ต้องส่งเงินสมทบและเงินเพิ่มในช่วงระยะเวลาที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน


3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่ใช้ในการสงคราม พ.ศ. 2535


4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพบก รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพบก ในท้องที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พ.ศ. .... และร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหาร แห่งกองทัพบก ในท้องที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นการกำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพบก ดังนี้

  1. บริเวณโดยรอบพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 กองทัพบก ในท้องที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
  2. บริเวณโดยรอบพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 ในค่ายพระปกเกล้า กองทัพบก ในท้องที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การออกใบรับรองและการออกใบแทนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การออกใบรับรองและการออกใบแทนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า

  1. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้มีการยกเลิกบทบัญญัติเดิม และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติขึ้นใหม่ให้เหมาะสมและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวมีผลทำให้แบบคำขออนุญาตต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จำเป็นต้องแก้ไขตามเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้มีการแก้ไขและอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  2. และโดยที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อันเป็นกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การออกใบรับรอง การขอรับใบแทนใบอนุญาต หรือใบแทนใบรับรอง ต้องใช้แบบคำขออนุญาตต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 ฯ
  3. ดังนั้น สมควรปรับปรุงกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 ฯ ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 ฯ ที่มีการแก้ไขและอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมี ดังนี้


6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... มีดังนี้

  1. จัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นองค์การมหาชน มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี (ร่างมาตรา 5 และร่างมาตรา 6)
  2. กำหนดวัตถุประสงค์ของสำนักงานเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยกับการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตร เป็นต้น และให้สำนักงานมีอำนาจดำเนินการใด ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารกิจการของสำนักงาน (ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8)
  3. ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมา เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม และเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีและเงินอุดหนุนอื่น ๆ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งดอกผลของเงินรายได้ และกำหนดให้รายได้ของสำนักงานไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง (ร่างมาตรา 9 และร่างมาตรา 12)
  4. ให้มีคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยประธานกรรมการเป็นผู้ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงทางสายการบริหาร กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 5 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 4 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นกรรมการและเลขานุการ (ร่างมาตรา 13)
  5. กำหนดคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 29)
  6. กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานมี 3 ประเภท ได้แก่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง (ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณของสำนักงาน) ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ (โดยสัญญาจ้าง) และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมาปฏิบัติงานชั่วคราว (ร่างมาตรา 30)

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยรับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดภารกิจและอำนาจหน้าที่ของกรมหม่อนไหม (ร่างข้อ 1)
  2. แบ่งส่วนราชการกรมหม่อนไหม ออกเป็น 5 สำนัก (ร่างข้อ 2)
  3. กำหนดให้มีกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มตรวจสอบภายใน รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ด้วย (ร่างข้อ 3 - ร่างข้อ 4)
  4. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนัก ในกรมหม่อนไหม (ร่างข้อ 5 - ร่างข้อ 9)

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเลิกความใน (ก) ของข้อ 8 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"(ก) กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการผลิต

  1. กรมการข้าว
  2. กรมประมง
  3. กรมปศุสัตว์
  4. กรมวิชาการเกษตร
  5. กรมหม่อนไหม"

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงาน ดังต่อไปนี้


9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นในการดำเนินงานของประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา และกรรมการ ในสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นในการดำเนินงานของประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา และกรรมการ ในสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

  1. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดบทนิยามคำว่า "รองประธานสภา" และคำว่า "กรรมการสรรหา" (ร่างมาตรา 3)
  3. กำหนดเบี้ยประชุมของประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา กรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 กรรมการบริหารสำนักงาน กรรมการอิสระติดตามและประเมินผลและกรรมการบริหารกองทุน (ร่างมาตรา 4 - 7)
มาตรา ตำแหน่ง เบี้ยประชุม(บาท) หมายเหตุ
สภาพัฒนาการเมือง
ร่างมาตรา 4 - ประธานสภา
- รองประธานสภา
- สมาชิก
- เลขานุการ
ทั้งนี้ เฉพาะเดือนที่มีการประชุมและมาประชุมอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือนนั้น
15,000
14,000
12,000
12,000
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
กรรมการสรรหา
ร่างมาตรา 5 - ประธานกรรมการ
- กรรมการ
- เลขานุการ
2,500
2,000
2,000
รายครั้ง
รายครั้ง
รายครั้ง
กรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง 2551
ร่างมาตรา 6 - ประธานกรรมการ
- รองประธานกรรมการ
- กรรมการ
- เลขานุการ
2,500
2,000
2,000
2,000
รายครั้ง
รายครั้ง
รายครั้ง
รายครั้ง
กรรมการบริหารสำนักงาน กรรมการอิสระติดตามและประเมินผล และกรรมการบริหารกองทุน
ร่างมาตรา 7 - ประธานกรรมการ
- รองประธานกรรมการ
- กรรมการ
- เลขานุการ
ทั้งนี้ เฉพาะเดือนที่มีการประชุมและมาประชุมอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือนนั้น
12,000
11,000
9,000
9,000
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
เหมาจ่ายเป็นรายเดือน
  1. กำหนดให้ประธานสภา รองประธานสภา และสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ได้รับค่ารักษาพยาบาลหรือการประกันสุขภาพตามที่จ่ายจริงในอัตราเบี้ยประกันไม่เกินคนละ 20,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ การประกันสุขภาพดังกล่าวให้หมายถึงการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองทางการเงินเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาตัวในสถานพยาบาลหรือคลินิก หรือเข้ารับผ่าตัดโดยแพทย์ ในกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ (ร่างมาตรา 8)
  2. กำหนดให้ประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา หรือกรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 ได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามระเบียบที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองกำหนด (ร่างมาตรา 9)
  3. ให้ประธานสภา รองประธานสภา สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง กรรมการสรรหา กรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 กรรมการบริหารสำนักงาน กรรมการอิสระติดตามและประเมินผล และกรรมการบริหารกองทุน ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นในการดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกานี้ นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง (ร่างมาตรา 10)
  4. กำหนดให้ประธานรัฐสภาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ (ร่างมาตรา 11)

10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2545 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดภารกิจและอำนาจหน้าที่ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (ร่างข้อ 2)
  3. ให้แบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ออกเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ประกอบด้วย สำนักงานเลขานุการกรม กองการเจ้าหน้าที่ กองคลัง กองแผนงาน ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน สถาบันการพัฒนาชุมชน สำนักพัฒนาทุนและองค์การเงินชุมชน สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน สำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน และราชการบริหารส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 16)
  4. กำหนดให้มีกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มตรวจสอบภายใน ขึ้นตรงต่ออธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 5)

11. เรื่อง การนำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยอนุโลม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการดำเนินการการนำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยอนุโลม ตามที่สำนักงานศาลปกครองเสนอ โดยให้นำข้อสังเกตของสำนักงาน ก.พ. ไปประกอบการพิจารณาด้วย

สำนักงานศาลปกครองเสนอว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายปกครอง (ก.ขป.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ครั้งที่ 86-11/2551 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยอนุโลม โดยเฉพาะหลักการตามบทบัญญัติของกฎหมายในลักษณะ 1 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในส่วนของบทบัญญัติว่าด้วยคณะอนุกรรมการสามัญ ลักษณะ 3 ว่าด้วยบททั่วไป ลักษณะ 4 ว่าด้วยข้าราชการพลเรือนสามัญและบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ สำนักงานศาลปกครองจะได้นำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาใช้บังคับให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการฝ่ายศาลปกครองซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของสำนักงานศาลปกครอง โดยได้วางแผนเตรียมการเพื่อปรับเปลี่ยนระบบและนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป

โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 139 กำหนดให้ในกรณีที่จะนำพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับกับข้าราชการประเภทต่าง ๆ ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้กระทำได้โดยมติขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล หรือองค์กรที่ทำหน้าที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการประเภทนั้น ๆ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมีภารกิจเกี่ยวกับการเสนอแนะนโยบาย ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีส่วนราชการในการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานดังกล่าว (ร่างข้อ 2)
  3. แบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็น 13 หน่วยงาน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 - ร่างข้อ 18)
  4. กำหนดให้มีกลุ่มพัฒนาระบบบริหารและกลุ่มตรวจสอบภายใน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของกลุ่มดังกล่าว (ร่างข้อ 4 - ร่างข้อ 5)

เศรษฐกิจ


13. เรื่อง สิทธิในการได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการทหาร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบสิทธิการได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการทหารผู้ซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ ตามที่เคยได้รับสิทธิอยู่เดิมเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น โดยใช้จ่ายจากงบประมาณที่ได้ตั้งรองรับไว้เพื่อการดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป

กระทรวงกลาโหมรายงานว่า เดิมข้าราชการทหารเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการกำหนดให้เป็นไปตามหลักการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 และแนวทางปฏิบัติที่เคยดำเนินการในทำนองเดียวกัน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549

ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ทำให้ข้าราชการทหารผู้ที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ ดังกล่าว มิใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนฯ ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ได้นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ทหารฯ ดังกล่าว มาใช้บังคับ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้หารือเรื่องนี้ไปยังกรมบัญชีกลาง และกรมบัญชีกลางพิจารณาและตอบข้อหารือในเรื่องนี้ว่า หากกระทรวงกลาโหมพิจารณาเห็นว่าข้าราชการทหารควรจะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนฯ กระทรวงกลาโหมต้อง นำเรื่องนี้พร้อมทั้งข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะได้ปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเบิกจ่ายต่อไป กระทรวงกลาโหมจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


14. เรื่อง ขอปรับเปลี่ยนโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ (กก.) ดังนี้

  1. อนุมัติหลักการโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
  2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ วงเงินทั้งสิ้น 245,500,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ดังนี้
    • 2.1 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 วงเงิน 122,750,000 บาท โดยรัฐบาลต้องจัดสรรอุดหนุนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นเงิน 107,500,000 บาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นเงิน 11,250,000 บาท และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเงิน 4,000,000 บาท ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณที่เหลือจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงิน 1,912,970,000 บาท ที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบวิกฤตด้านการท่องเที่ยว
    • 2.2 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 วงเงิน 122,750,000 บาท โดยรัฐบาล ต้องจัดสรรอุดหนุนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นเงิน 107,500,000 บาท บสย. เป็นเงิน 11,250,000 บาท และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเงิน 4,000,000 บาท
  3. เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
  4. อนุมัติให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยดำเนินงานตามมาตรการที่ 2 โดยแยกบันทึกบัญชีตามนโยบายของรัฐ Public Service Account (PSA) ออกจากการดำเนินงานปกติของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และอนุมัติชดเชยความเสียหายจากการสนับสนุนโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
  5. อนุมัติให้คณะกรรมการบริหารโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มีอำนาจพิจารณาปรับวงเงินกู้ระหว่างมาตรการที่ 1 และมาตรการที่ 2 ตามความต้องการวงเงินกู้ที่ผู้ประกอบการมีความประสงค์จะขอกู้ตามมาตรการที่ 1 หรือมาตรการที่ 2 ได้ตามความเหมาะสม

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่าได้มีการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกครั้ง เพื่อทบทวนแนวทางและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เมื่อวันพุธที่ 21 มกราคม 2552 เนื่องจากวงเงินงบประมาณที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเป็นวงเงินที่สูงมากและที่ประชุมมีมติร่วมกัน ดังนี้

1. ให้ปรับมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 2 แห่ง ใหม่ ดังนี้

2. โครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ที่ดำเนินการปรับปรุง ตามข้อ 1 มี 2 มาตรการ ดังนี้

ทั้ง 2 มาตรการดังกล่าว รัฐบาลจะต้องจัดสรรวงเงินเพื่ออุดหนุนแก่ธนาคารเป็นค่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี และอุดหนุนค่าส่วนต่างของค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้แก่ บสย. ร้อยละ 1.50 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี เป็นวงเงินปีละ 111,250,000 บาท รวม 2 ปี เป็นวงเงิน 222,500,000 บาท

ทั้งนี้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในระยะเวลา 2 ปี เป็นวงเงินปีละ 11,500,000 บาท รวม 2 ปี เป็นวงเงิน 23,000,000 บาท

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ จึงได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


15. เรื่อง ขอยกเว้นกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติยกเว้นการกำหนดกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรขององค์การมหาชนแก่สำนักบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) (สบพน.) โดยให้ สบพน. สามารถมีกรอบวงเงินรวมสำหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเกินร้อยละ 30 ของเงินอุดหนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ


16. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/2552 (เพิ่มเติม) ตามมติคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยเพิ่มปริมาณการรับจำนำจากเดิม 5 ล้านตันหัวมันสด เป็น 10 ล้านตันหัวมันสด ระยะเวลารับจำนำคงเดิมสิ้นสุดเดือนเมษายน 2552 โดยให้มีการจัดสรรปริมาณรับจำนำให้แก่จังหวัดตามสัดส่วนปริมาณผลผลิตที่ยังคงเหลืออยู่ สำหรับวงเงินค่าใช้จ่ายในการรับจำนำให้ใช้จากวงเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 110,000 ล้านบาท และจากกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร วงเงิน 13,580.75 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการและการบริหารจัดการด้านการเงินให้เหมาะสมต่อไป

ข้อเท็จจริง

  1. ผลการรับจำนำ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 อคส. เปิดจุดรับจำนำแยกเป็นลานมัน 426 ราย ใน 31 จังหวัด โรงแป้ง 43 ราย ใน 17 จังหวัด โกดังกลางรับมอบมันเส้น 63 หลัง แป้งมัน 7 หลัง ปริมาณรับจำนำ 4.704 ล้านตันหัวมันสด ส่งมอบเข้าโกดังกลางมันเส้น 566,807 ตัน แป้งมัน 22,091 ตัน ซึ่งการรับจำนำหัวมันสดมีปริมาณเกิน 2.5 ล้านตัน เกินวงเงินที่คำนวณใช้ในการรับจำนำ 4,750 ล้านบาท (มติ ครม. เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 อนุมัติให้รับจำนำเป้าหมาย 5 ล้านตันหัวมันสด แต่วงเงินที่ได้รับอนุมัติคำนวณจากการรับจำนำ 2.5 ล้านตัน เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเป้าหมาย 5 ล้านตันหัวมันสด รับจำนำจริงไม่เกิน 2.15 ล้านตันหัวมันสด)
  2. การขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อร่วมโครงการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เกษตรกรจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ 150,410 ราย พื้นที่เพาะปลูก 4.138 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิต 17.646 ล้านตัน
  3. แผนการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
    กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางในการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่รับจำนำ ดังนี้
    • (1) ผลิตภัณฑ์มันเส้น ทั้งหมดเข้าสู่โรงงานผลิตเอทานอล เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาดได้เต็มที่ ทดแทนการนำเข้าน้ำมัน เพื่อให้ลานมัน/โรงแป้งแข่งขันการรับซื้อจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น
    • (2) ผลิตภัณฑ์แป้งมัน ด้วยการระบายส่งออก เพื่อลดภาระการเก็บรักษาและรักษาตลาดส่งออก
  4. สถานการณ์ปัจจุบัน ผลผลิตปี 2551/52 ประมาณ 29.15 ล้านตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 53% คงเหลือปริมาณผลผลิต 47% หรือประมาณ 13.70 ล้านตัน ราคาหัวมันสดเกษตรกรขายได้ เชื้อแป้ง 25% กก.ละ 1.13 - 1.30 บาท ในขณะที่ราคารับจำนำ 1.95 บาท/กก. (เดือน ก.พ.52)
  5. จังหวัดแหล่งผลิต ได้แก่ สระแก้ว กำแพงเพชร อุบลราชธานี ปราจีนบุรี อุตรดิตถ์ และเครือข่ายสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ได้เสนอขอให้เพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำจากที่อนุมัติไว้เดิม 5 ล้านตัน

17. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2551/52 (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์ม ปี 2551/52 (เพิ่มเติม) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ได้แก่ การขยายปริมาณรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ขยายระยะเวลารับซื้อผลปาล์ม ดังนี้

สำหรับวงเงินค่าใช้จ่ายในการรับจำนำให้ใช้จากวงเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 110,000 ล้านบาท และจากกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร วงเงิน 13,580.75 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการและการบริหารจัดการด้านการเงินให้เหมาะสมต่อไป

ข้อเท็จจริง

1. ผลการดำเนินโครงการฯ

2. สถานการณ์ ปี 2552

(1) ราคา (บาท/กก.) ก่อนแทรกแซง ระหว่างแทรกแซง ปัจจุบัน
  ตค.51 พย.51 ธค.51 มค.52 13 กพ.52
ผลปาล์มทะลาย ณ หน้าโรงสกัด 2.93 2.88 3.06 3.58 3.90-4.35
น้ำมันปาล์มดิบ ไทย(กทม.) 17.02 18.32 20.32 23.42 26.50-26.75
มาเลเซีย 16.98 15.00 15.37 18.25 18.89

(2) สต็อคน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ลดลงจาก 170,677 ตัน ณ สิ้นเดือน ตุลาคม 2551 (ก่อน-แทรกแซง) เหลือ 107,947 ตัน ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2551

(3) ผลผลิต กระทรวงเกษตรฯ พยากรณ์ว่า ปี 52 มีผลปาล์มทะลาย 9.433 ล้านตันเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.49 ดังนี้

ผลปาล์มทะลาย (ล้านตัน) ปี 2551 ปี 2552
ณ เดือน ม.ค.51 7.873 - -- - -
ณ เดือน ม.ค.52 9.028 9.433 +4.49
น้ำมันปาล์มดิบ (ล้านตัน) 1.544 1.605 +3.95

(4) ฤดูกาล กระทรวงเกษตรฯ พยากรณ์ว่า ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากขึ้นตามลำดับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ (7.50%) และช่วงเดือนมีนาคม - กันยายน 2552 จะมีปริมาณมากต่อเนื่อง ในสัดส่วนเดือนละ 8.50-9.00% ของปริมาณรวมทั้งปี

จากการคำนวณผลปาล์ม 9.433 ล้านตัน x น้ำมัน 17% จะได้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 1.605 ล้านตัน การใช้ผลิตน้ำมันพืช(เพื่อบริโภค อุตสาหกรรมและส่งออก) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 5 เป็นประมาณ 1.055 ล้านตัน การใช้ผลิตไบโอดีเซลประมาณ 0.350 ล้านตัน (กระทรวงพลังงาน) ดังนั้น ในเบื้องต้นจะเหลือผลผลิตส่วนเกิน ประมาณ 0.307 ล้านตัน

3. แผนการระบาย เมื่อได้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบใน ปี 2552 ได้วางแนวทางการระบายไว้ 3 แนวทาง ดังนี้ (1) จำหน่ายเพื่อผลิตไบโอดีเซล (2) จำหน่ายเพื่อผลิตน้ำมันพืช (3) จำหน่ายเพื่อส่งออกตามความเหมาะสมกับสถานการณ์


18. เรื่อง โครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/52 (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/52 (เพิ่มเติมครั้งที่ 2) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ได้แก่ การขยายปริมาณรับจำนำ ขยายระยะเวลารับจำนำ ดังนี้

สำหรับวงเงินค่าใช้จ่ายในการรับจำนำให้ใช้จากวงเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 110,000 ล้านบาท และจากกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร วงเงิน 13,580.75 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการและการบริหารจัดการด้านการเงินให้เหมาะสมต่อไป

ข้อเท็จจริง

  1. ข้อเรียกร้องของเกษตรกร หลังจากองค์การคลังสินค้าหยุดรับจำนำ (16 ธันวาคม 2551)เกษตรกรได้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ขยายการดำเนินโครงการฯ อีก ซึ่ง ณ 22 ธันวาคม 2551 คงเหลือผลผลิตในแหล่งผลิตอยู่ประมาณ 2.060 ล้านตันและเกษตรกรได้นำผลผลิตฝากเก็บไว้ ณ จุดรับจำนำจำนวนมากก่อนคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 หลังจากดำเนินการรับจำนำเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังมีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องในหลายจังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ ตาก ฯลฯ โดยขอให้ขยายปริมาณรับจำนำจากเดิม 750,000 ตัน เป็น 1,000,000 ตัน ขยายระยะเวลารับจำนำจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนมีนาคม 2552 และขยายวงเงินจำนำจาก รายละไม่เกิน 100,000 บาท เป็นรายละไม่เกิน 350,000 บาท ซึ่งจากการรายงานปริมาณผลผลิตคงเหลือของจังหวัด ปรากฎว่า ณ วันที่ 28 มกราคม 2552 คงเหลือผลผลิตประมาณ 1.260 ล้านตัน
  2. ผลการรับจำนำรวม (11 พ.ย. 51 - 12 ก.พ.52)
    • (1) รอบแรก (500,000 ตัน) อคส.เปิดจุดรับจำนำข้าวโพดตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน 2551 - 15 ธันวาคม 2551 ปริมาณรับจำนำรวม 635,458 ตัน ใน 20 จังหวัดประกอบด้วย จ.อุทัยธานี น่าน เพชรบูรณ์ แพร่ อุตรดิตถ์ ชัยนาท พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ พะเยา ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี เลย หนองบัวลำภูและชัยภูมิ และวันที่ 16 ธันวาคม 2551 อคส.หยุดรับจำนำ เนื่องจากรับจำนำเกินเป้าหมายก่อนครบกำหนดเวลา
    • (2) รอบสอง (250,000 ตัน) อคส.ได้เปิดรับจำนำตั้งแต่ 16 มกราคม 2552 ผลการรับจำนำถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 รวม 124,991 ตันโดยเปิดจุดรับจำนำเพิ่มจากเดิมอีก 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ สุพรรณบุรีและแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ ปริมาณรับจำนำตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน 2551 - 12 กุมภาพันธ์ 2552 รวมทั้งหมด 760,489 ตัน
  3. ปริมาณข้าวโพดที่รับจำนำที่เกินเป้าหมาย 500,000 ตัน
    การรับจำนำข้าวโพดรอบแรกช่วงวันที่ 14-15 ธันวาคม 2551 เป็นปริมาณที่เกินเป้าหมาย 500,000 ตัน (ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 ตุลาคม 2551) จะต้องดำเนินการตามมติ ครม. 30 ธันวาคม 2551 ซึ่งตามตัวเลขรายงานขององค์การคลังสินค้าที่ออกใบประทวนแล้วประมาณ 86,385 ตัน ในขณะที่ตามตัวเลขรายงานของจังหวัดประมาณ 145,654 ตัน ซึ่งในรายที่จำนำเกินวงเงินรายละ 100,000 บาท จะต้องตรวจสอบว่าเป็นข้าวโพดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะกรรมการ คชก. มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณรับจำนำให้ถูกต้อง ชัดเจน ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  4. แผนการระบายข้าวโพดที่รับจำนำ
    กระทรวงพาณิชย์กำหนดแผนการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับจำนำโดยการจำหน่ายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศทั้งหมด และกำหนดเป้าหมายแรกที่จะเร่งระบายจำนวน 450,000 ตัน เพื่อลดปริมาณสต็อคส่วนเกิน กระตุ้นราคาในประเทศที่ปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ

19. เรื่อง กลไกกำกับนโยบายการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกลไกกำกับนโยบายการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังและคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับ เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร และรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าวให้ครอบคลุมทั้งวงเงินสินเชื่อ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างครบวงจรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปดำเนินการ
  2. มอบหมายกระทรวงพาณิชย์พิจารณาทบทวนองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติโดยให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับ และจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสินคัาข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพราคา การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน การบริหารสต๊อก การตลาด และการวิจัยและพัฒนาสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นในการขอใช้แหล่งเงินต่าง ๆ
  3. มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ เพื่อให้เป็นกลไกระดับชาติในการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ที่สามารถดูแลสินค้ายางพาราแบบครบวงจร ตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพราคา การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน การบริหารสต๊อก การตลาด และการวิจัยและพัฒนาสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นในการขอใช้แหล่งเงินต่าง ๆ

20. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพื่อการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร จำนวนเกษตรกร 69,155 ราย ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
    • 1.1 จัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณ 2552 จำนวนเงิน ประมาณ 205,465,419.68 บาท ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรชำระหนี้แทนเกษตรกรลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคลที่คณะกรรมการ กฟก.กำหนด
    • 1.2 จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อชำระหนี้เกษตรกรส่วนที่เหลือจำนวนเงินประมาณ 1,367,724,496.60 บาท
    • 1.3 หนี้ ธ.ก.ส.ที่เกษตรกรสมาชิก กฟก. ผิดนัดชำระหนี้ที่เหลือตั้งแต่ 6 ปี ลงมาให้ กฟก. จัดทำงบประมาณประจำปีในแต่ละปีเพื่อดำเนินการชำระหนี้แทนเกษตรกรในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป
    • 1.4 คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ควรคำนึงถึงผลกระทบทางวินัยทางการเงินของเกษตรกร และผลกระทบทางธุรกิจของเจ้าหนี้ในการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ควรใช้วิธีการต่อรองขอลดหนี้จากเจ้าหนี้ตามหลักการของเหตุผลและความเป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย และให้เกษตรกรลูกหนี้รับภาระหนี้เต็มจำนวนที่ กฟก. จ่ายชำระหนี้
    • 1.5 จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาในการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร จำนวนเงินประมาณ 4,149,300,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี
  2. มอบหมายให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรดำเนินการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรสมาชิก เพื่อการจัดการหนี้ตามระเบียบของ กฟก. ให้เป็นไปตามมติหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของคณะกรรมการ กฟก. และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร

21. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ครั้งที่ 4/2552 เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 และเห็นชอบมติคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. สถานการณ์แรงงานและมาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงาน

มติคณะกรรมการ รศก.

2. มาตรการด้านสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ

มติคณะกรรมการ รศก.


22. เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 ตุลาคม 2551 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 2 กันยายน 2551 และแนวทางปฏิบัติตามหนังสือสำนักงบประมาณ ที่ นร 0701/ว88 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2551 และอนุมัติแนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นใดของรัฐถือปฏิบัติ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนี้

  1. กรณีที่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจใดมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณนอกเหนือจากที่ได้รับการจัดสรร หรือได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วไม่เพียงพอ ให้พิจารณาตรวจสอบและปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับเป็นลำดับแรกก่อน หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้และมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องขอใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้เสนอเรื่องต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาก่อน เว้นแต่เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการแล้ว โดยให้พิจารณาเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเท่านั้น ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากหรือไม่เร่งด่วน ให้พิจารณาเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยเตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ หรือเสนอขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมในกรณีที่ไม่สามารถเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทันเวลา ทั้งนี้ ในการนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ยืนยันผลการตรวจสอบดังกล่าวให้ชัดเจนในหนังสือเสนอเรื่องด้วย
  2. การขอใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของเรื่องทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ โดยกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาอนุมัติภายในวงเงิน 10 ล้านบาท กรณีที่มีวงเงินเกิน 10 ล้านบาท ให้สำนักงบประมาณพิจารณานำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน โดยหากนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการก่อนก็ได้ เว้นแต่กรณีที่มีวงเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการก่อน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
  3. สำหรับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นต้น ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท สำหรับงานหรือโครงการของแผนงานใดให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการก่อน โดยให้สำนักงบประมาณเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย
  4. กรณีการอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ของรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ซึ่งมีอำนาจในการอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ในวงเงินไม่เกินคนละ 100 ล้านบาทต่อปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อ 1 และ 2 โดยให้รายงานการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการดังกล่าว ให้นายกรัฐมนตรีทราบด้วย

23. เรื่อง ขออนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรเงินจ่ายขาดจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 11.55 ล้านบาท ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมทางเลือกอาชีพเกษตรกรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาการว่างงาน ตามมติคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรในคราวประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ


24. เรื่อง ขออนุมัติกู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 185 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหานมดิบล้น และเรื่อง ขออนุมัติให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อแก้ปัญหานมดิบล้นตลาด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 185 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาคืนเงินกู้ยืมภายใน 1 ปี เพื่อแก้ปัญหานมดิบล้นตลาด ตามมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 โดยให้ อ.ส.ค. ประสานกับองค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อจัดซื้อนมโรงเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 และหากองค์กรปกครองท้องถิ่นไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อนมพร้อมดื่มได้ทั้งหมดตามวงเงินกู้ยืม ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อชดเชยแก่ อ.ส.ค. เพื่อนำไปชำระหนี้เงินยืมต่อไป
  2. อนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้ อ.ส.ค.ยืม จำนวน 185.00 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี เพื่อแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดตามมติคณะกรรมการ อ.ส.ค. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 โดยหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อนมพร้อมดื่มได้ทั้งหมดตามวงเงินกู้ยืม ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อชดเชยแก่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปชำระหนี้เงินยืมต่อไป ตามนัยมติคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552

25. เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดสรรและวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรและวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ คือ

2. วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

3. การจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด

รัฐบาลกำหนดให้จังหวัด/กลุ่มจังหวัด ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัดตามแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ในจำนวนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551

4. การจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐบาลเห็นควรให้จัดสรรเงินงบประมาณอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงินไม่เกิน 171,820 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนไว้ 163,057 ล้านบาท เป็นเงิน 8,763 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.4 รวมทั้งสนับสนุนให้ท้องถิ่นเพิ่มบทบาทของตนเองในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อนำมาสมทบกับงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย


26. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สป.กษ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (กชก.) รายงานผลการดำเนินงานกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2551 (เดือนเมษายน - กันยายน 2551) สรุปได้ดังนี้

1. การอนุมัติเงินกู้

การอนุมัติเงินกู้ในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2551 (เดือนเมษายน - กันยายน 2551) และเปรียบเทียบผลการอนุมัติเงินกู้ในช่วงเวลาเดียวกัน ของปีงบประมาณ 2550

ผลการอนุมัติช่วง 6 เดือนหลัง ของปีงบประมาณ 2551 ผลการอนุมัติช่วง 6 เดือนหลัง ของปีงบประมาณ 2550
จำนวน (ราย) จำนวนเงิน (ล้านบาท) จำนวนที่ดิน (ไร่) จำนวน (ราย) จำนวนเงิน (ล้านบาท) จำนวนที่ดิน (ไร่)
489 126.84 7,919-2-95.8 297 53.54 3,336-0-52.1

2. การเปรียบเทียบการดำเนินการอนุมัติเงินกู้ในช่วงปีงบประมาณ 2551 และปีงบประมาณ 2550

ปรากฏว่า ผลการอนุมัติเงินกู้ในปีงบประมาณ 2551 จำนวนรายในการอนุมัติเงินกู้เพิ่มขึ้นจำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.76 และจำนวนเงินที่อนุมัติเพิ่มขึ้น จำนวน 57.23 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.49 ของผลการอนุมัติในปีงบประมาณ 2550 เนื่องจากมีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน พ.ศ.2546 ในเรื่องการขยายวงเงินกู้จากรายละไม่เกิน 500,000 บาท เป็นรายละไม่เกิน 2,500,000 บาท และเพิ่มเจ้าหนี้ในระบบให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

จำนวนรายที่อนุมัติเงินกู้ จำนวนเงินที่อนุมัติเงินกู้
ปี 2551 ปี 2550 เพิ่ม/ลด (ร้อยละ) ปี 2551 ปี 2550 เพิ่ม/ลด (ร้อยละ)
744 716 3.76 176.13 118.90 32.49

การอนุมัติเงินกู้ ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 กองทุนหมุนเวียนฯ ได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 20,759 ราย จำนวนเงิน 2,781.77 ล้านบาท จำนวนที่ดินที่ช่วยเหลือเนื้อที่ 219,336-3-77 ไร่

3. สถานภาพหนี้ของกองทุนหมุนเวียนฯ

เดือนมกราคม 2534 - เดือนกันยายน 2551 ณ วันที่ 30 กันยายน 2551
จ่ายเงินกู้ รับชำระหนี้ ต้นเงินกู้คงเหลือ
ราย จำนวนเงิน
(ล้านบาท)
ราย ต้นเงิน
(ล้านบาท)
ดอกเบี้ย
(ล้านบาท)
ราย หนี้ปกติ
(ล้านบาท)
หนี้ค้างชำระ
(ล้านบาท)
รวม
(ล้านบาท)
18,746 2,425.30 9,111 1,171.84 580.62 9,635 677.01 576.45 1,253.46

4. สถานะการเงินของกองทุนหมุนเวียนฯ

ในช่วง 6 เดือนหลัง (เมษายน - กันยายน 2551) มีรายรับทั้งสิ้น จำนวน 91.44 ล้านบาท และรายจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 186.81 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินกู้ให้แก่เกษตรกร จำนวน 126.85 ล้านบาท และจ่ายเป็นค่าบริหารของ ธ.ก.ส. จำนวน 56.54 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 67.90 และ 30.27 ของรายจ่ายทั้งหมดตามลำดับ และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 กองทุนมียอดเงินคงเหลือรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 684.74 ล้านบาท

5. มาตรการให้ความช่วยเหลือ


27. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยปี 2551 (มกราคม-ธันวาคม)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ รายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 2551 (มกราคม-ธันวาคม) มีดังนี้

1. การส่งออก

หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หมวด ธันวาคม 2551 มกราคม-ธันวาคม 2551
มูลค่า ê% มูลค่า ê%
เกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร 1,814.4 -16.1 29,366.8 30.1
อุตสาหกรรมสำคัญ 9,089.6 -13.9 137,251.1 14.1
สินค้าอื่น ๆ 700.9 -18.4 11,223.4 1.9
รวม 11,604.9 -14.6 177,841.3 15.6

การส่งออกเดือนธันวาคม 2551 การส่งออกมีมูลค่า 11,604.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากเดือนเดียวกันปีก่อนร้อยละ 14.6 โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวลดลงร้อยละ 16.1 ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ชะลดตัวลง สินค้าสำคัญที่ส่งออกหดตัวลง ได้แก่ ข้าว ปริมาณ 0.60 ล้านตัน มูลค่า 348.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณและมูลค่าหดตัวร้อยละ 46.1 และ 22.0 ตามลำดับ ยางพารา มูลค่า 288.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 50.4 มันสำปะหลัง มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 42.6 เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลง

สินค้าสำคัญที่ส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่แช่แข็งและแปรรูป มูลค่า 142.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.4 น้ำตาล มูลค่า 72.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 56.8

สินค้าที่หดตัวลง ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 1,090.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 20.7 เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 1,900.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 34.6 ยานยนต์ฯ มูลค่า 1,136.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 20.7 เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก มูลค่า 450.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 29.2 ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 300.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 10.1

สาเหตุที่คาดว่าทำให้การส่งออกในเดือนธันวาคมลดลง เป็นผลมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ

  1. ความต้องการในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักของไทย ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อหรือหยุดการสั่งซื้อชั่วคราว เพื่อรอดูสถานการณ์ รวมทั้งมีการยกเลิกคำสั่งซื้อบางส่วนในช่วงปลายปี 2551 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก
  2. ราคาสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการ

การส่งออกปี 2551 มีมูลค่า 177,841.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกัน ปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 คิดเป็นร้อยละ 102.7 ของเป้าหมายการส่งออก

สินค้าส่งออก ส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30.1 และสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญรวมเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร การส่งออกรวมทั้งปียังเป็นบวก เนื่องจากสินค้าเกษตรมีราคาสูงมากในช่วง ไตรมาสที่ 2 และ 3 เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง

สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญรวมเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่ภาพรวมส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 3 ไตรมาสแรกเนื่องจากตลาดขยายตัวมาก ได้แก่ ยานยนต์ อัญมณี น้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซล เบนซิน น้ำมันก๊าด) ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ เครื่องสำอาง น้ำมันดิบ อาหารสัตว์เลี้ยง

2. การนำเข้า

การนำเข้าเดือนธันวาคม 2551 มูลค่า 11,245.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 6.5 การนำเข้าหดตัวในหลายหมวด หมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มูลค่า 4,131.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 15.2 หมวดทุน มูลค่า 3,220.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 4.9 หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 1,050.9 ลดลง ร้อยละ 2.5

หมวดสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ หมวดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ มูลค่า 1,912.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 4.8 (ราคาเฉลี่ยเดือนธันวาคม 2551 อยู่ที่ 91.43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลง ร้อยละ 50.92 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง มูลค่า 416.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.5

การนำเข้าปี 2551 มีมูลค่า 178,653 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันกับปีก่อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 27.6

สินค้านำเข้าสำคัญ มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวด ดังนี้ สินค้าเชื้อเพลิง มูลค่า 37,251.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.9 สินค้าทุน มีมูลค่า 43,310.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.0 สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มีมูลค่า 77,586.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.3 สินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 14,895.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 กลุ่มสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่า 5,473.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.3

3. ดุลการค้า

ดุลการค้าเดือนธันวาคม 2551 ไทยเกินดุลการค้า 350.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลการค้าปี 2551 ขาดดุลการค้ารวม 811.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


สังคม


28. เรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้กองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้กองทุนประกันสังคมมีสถานะเป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อจะได้ยกร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในประเด็นดังกล่าว และทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงแรงงานรายงานว่า

  1. เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีเงินในกองทุนจำนวนมาก ปัจจุบันต้องใช้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนรวม 7 กรณี และตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จำเป็นต้องใช้จ่ายเป็นสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องดำเนินการจัดการกองทุนให้มีดอกผลเพื่อให้กองทุนมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ จึงต้องมีการบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
  2. ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีข้อกำหนดไว้เพียงว่ากองทุนประกันสังคมจัดตั้งเพื่อใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนและผู้มีสิทธิตามมาตรา 21 มาตรา 54 นำไปใช้จ่ายในการบริหารงานสำนักงานตามมาตรา 24 และการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการประกันสังคมกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
  3. ในการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ครั้งที่ 26/2550 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคลและได้ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อกำหนดให้กองทุนประกันสังคมมีสถานะเป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของ สปส.
  4. ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 จำนวน 534,282 ล้านบาท และ ต้องนำเงินมาใช้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนให้กับผู้ประกันตนและผู้มีสิทธิ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการกองทุนให้มีเสถียรภาพ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการผู้ประกันตนตลอดจนกระทบต่อความมั่นคงของกองทุน การบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมที่ผ่านมาประสบปัญหาข้อขัดข้องด้วยข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมิได้กำหนดให้กองทุนเป็นนิติบุคคล กล่าวคือ
    • 4.1 การบริหารกองทุนซึ่งมิได้เป็นนิติบุคคล ทำการลงทุนภายใต้ สปส. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ ทำให้ขาดความคล่องตัวในด้านการสรรหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน เนื่องจากบุคลากรในด้านนี้มีค่าตอบแทนที่สูง รวมทั้งขาดความคล่องตัวในการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับค้นหาข้อมูลทางการลงทุนใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน
    • 4.2 กองทุนไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครองและทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น การถือหุ้นในบริษัทที่มีคุณภาพของรัฐ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
    • 4.3 กองทุนไม่สามารถหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุนได้ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและเป็นรายได้ของกองทุน เนื่องจากทรัพย์สินต่าง ๆ ตกเป็นของรัฐ
    • 4.4 มีผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นของกิจการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากการซื้อหุ้นของกองทุนภายใต้ สปส. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการอาจทำให้กิจการแปรรูปกลับสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ
    • 4.5 กองทุนไม่สามารถก่อตั้งสิทธิหรือกระทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักรได้ด้วยตนเอง
  5. หลักการที่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีดังนี้
    • 5.1 ให้กองทุนประกันสังคมมีลักษณะเป็นกองทุนนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของ สปส. ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองทุนให้กระทำกิจการต่าง ๆ รวมถึงอำนวยในการทำนิติกรรม การก่อตั้งสิทธิทั้งในและนอกราชอาณาจักร การถือกรรมสิทธิ์ การมีสิทธิครอบครอง ตลอดจนทรัพย์สินต่าง ๆ การให้กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกันตน การให้กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน การลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน ตลอดจนทั้งการกระทำอย่างอื่นใดบรรดาที่เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดสถานะให้กองทุนไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ดังนั้น รายรับที่ได้รับจากเงินสมทบ เงินเพิ่ม เงินค่าธรรมเนียม เงินที่ได้รับจากการบริจาคหรือเงินอุดหนุน เงินที่ตกเป็นของกองทุน เงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการที่รัฐบาลจ่าย เงินค่าปรับจากการเปรียบเทียบตามกฎหมาย รายได้อื่นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 รวมถึงทรัพย์สินอันได้มาจากการลงทุน ให้นำสมทบเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินและเพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
    • 5.2 เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้
      • 5.2.1 มีระเบียบหรือข้อบังคับของกองทุนซึ่งจะต้องกำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการบริหารเงินกองทุน และ/หรือผู้จัดการกองทุน และ/หรือคณะกรรมการตรวจสอบ
      • 5.2.2 คุณสมบัติ องค์ประกอบ ที่มาและขั้นตอนของการสรรหา แต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารเงินกองทุน และ/หรือผู้จัดการกองทุน และ/หรือคณะกรรมการตรวจสอบที่แสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถในการบริหารจัดการกองทุน
      • 5.2.3 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารเงินกองทุน และ/หรือผู้จัดการกองทุน และ/หรือคณะกรรมการตรวจสอบ
      • 5.2.4 มีการวางโครงสร้างระบบการบริหารจัดการระบบทางการเงินและบัญชี และระบบการตรวจสอบที่แสดงถึงความโปร่งใสของคณะกรรมการบริหารเงินกองทุน และ/หรือผู้จัดการกองทุนในการบริหารจัดการกองทุน
      • 5.2.5 มีการวางแผนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและกิจกรรมที่แสดงถึงการพัฒนากองทุนอย่างชัดเจนที่ก่อให้เกิดความเข็มแข็งและยั่งยืนของกองทุนในอนาคต
  6. เมื่อมีการร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้วให้ทำการประชาพิจารณ์ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนต่อไป

กระทรวงแรงงานจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่เสนอดังกล่าว


29. เรื่อง การพิจารณาสลับหรือเลื่อนวันหยุดราชการประจำปี

คณะรัฐมนตรีให้วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2552 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งนี้ สำหรับรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงแรงงานรับไปพิจารณาตามความเหมาะสมให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายต่อไป และในกรณีที่หน่วยงานใด เช่น โรงพยาบาล ศาล เป็นต้น มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือราชการสำคัญในวันดังกล่าว โดยกำหนดหรือนัดหมายไว้ก่อนแล้ว หากยกเลิกหรือเลื่อนไป จะเกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร โดยมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการและประชาชน


30. เรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ตามที่เลขาธิการ ก.พ.ร. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเสนอ และให้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ดังนี้

  1. เห็นชอบการจัดตั้งกลุ่มจังหวัด จำนวน 18 กลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 มกราคม 2551
  2. เห็นชอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัด ยกเว้นกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ซึ่งกำหนดให้ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัด

สาระสำคัญของเรื่อง

1. คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงการจัดกลุ่มจังหวัดและการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัดตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ครั้งที่ 13/2550 วันที่ 17 ธันวาคม 2550 ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ จากเดิม 19 กลุ่มจังหวัด ปรับเป็น 18 กลุ่มจังหวัด พร้อมทั้งกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัดเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัด และเป็นผู้ใช้กลไกการบูรณาการ การจัดทำแผนพัฒนาของกลุ่มจังหวัด โดยจะเป็นแกนกลางในการประสานงานและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัด

2. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วางแนวทางเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด ดังนี้

"ให้คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) พิจารณาจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัด เว้นแต่ ก.น.จ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น"

3. ก.น.จ.ในการประชุมครั้งที่ 1/2552 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มจังหวัด การกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด และการกำหนดหัวหน้ากลุ่มจังหวัด ดังนี้

เห็นชอบด้วยในการจัดตั้งกลุ่มจังหวัด จำนวน 18 กลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่ป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 มกราคม 2551 ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. แนวทางการจัดกลุ่มจังหวัด

ใช้แนวทางเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ที่กำหนดว่า (1) ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (2) ความเกี่ยวเนื่องทางเศรษฐกิจ การผลิต การค้า และการลงทุนเพื่อมูลค่าเพิ่มและการได้เปรียบในการแข่งขันร่วมกัน (3) ยุทธศาสตร์ของการแก้ปัญหาเร่งด่วนร่วมกันของประเทศซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างจังหวัด โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับลักษณะเขตพื้นที่ที่ติดต่อกันหรือเป็นการรวมกลุ่มจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ติดต่อกันหรือต่อเนื่องกัน เป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นของการจัดกลุ่มจังหวัด ใช้ประเด็นยุทธศาสตร์ หรือทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกัน หรือเกื้อหนุนต่อกันเป็นแนวการพิจารณาขั้นที่สอง และประการสุดท้ายพิจารณาจากความเกี่ยวเนื่องทางเศรษฐกิจ การผลิต การค้า และการลงทุนเพื่อมูลค่าเพิ่ม และการได้เปรียบในการแข่งขันร่วมกัน รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกันระหว่างจังหวัด

2. แนวทางการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัด

3. รูปแบบในการจัดกลุ่มจังหวัด

กลุ่มจังหวัด จังหวัดในกลุ่ม จังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ
ของกลุ่มจังหวัด
1 ภาคกลางตอนบน 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี พระนครศรีอยุธยา
2 ภาคกลางตอนบน 2 ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี
3 ภาคกลางตอนกลาง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา
4 ภาคกลางตอนล่าง 1 กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม
5 ภาคกลางตอนล่าง 2 ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี
6 ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี
7 ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ภูเก็ต
8 ภาคใต้ชายแดน สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา
9 ภาคตะวันออก จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด ชลบุรี
10 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 1 หนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู อุดรธานี
11 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 2 นครพนม มุกดาหาร สกลนคร สกลนคร
12 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนกลาง ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น
13 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 2 อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี อุบลราชธานี
14 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 1 สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา
15 ภาคเหนือตอนบน 1 เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่
16 ภาคเหนือตอนบน 2 น่าน พะเยา เชียงราย แพร่ เชียงราย
17 ภาคเหนือตอนล่าง 1 ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก
18 ภาคเหนือตอนล่าง 2 กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี นครสวรรค์

 


31. เรื่อง การถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ"

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ" ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

กระทรวงแรงงานรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่างตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้ทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อน และเรือรบจำลอง หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจต่าง ๆ มากมาย เพราะทรงตระหนักว่าประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามต้องมีความสำคัญก่อนเสมอ และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับทรงพระปรีชาสามารถทางการช่าง จึงทำให้ทรงมีผลงานการออกแบบและต่อเรือใบที่ดีเลิศ โดยทรงชนะเลิศ การแข่งขันกีฬาเรือใบในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 พุทธศักราช 2510 ณ ประเทศไทย ด้วยเรือที่ทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เอง จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอัจฉริยภาพทางการช่างอย่างแท้จริง ประกอบกับเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2513 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานแนะแนวอาชีพและแข่งขันฝีมือแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ณ ลุมพินีสถาน และมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความเป็นช่างของคนไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงแรงงานจึงเห็นสมควรถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ"

กระทรวงแรงงานจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


32. เรื่อง นโยบายการพัฒนาระบบราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติที่ประชุม ก.พ.ร. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2552 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่องนโยบายการพัฒนาระบบราชการ โดยให้กำหนดมาตรการระงับการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงานรวมทั้งการขอจัดตั้งองค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในสังกัดฝ่ายบริหารและหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเพิ่มใหม่ชั่วคราวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้

  1. กรณีการจัดตั้งหน่วยงานตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ
  2. กรณีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ หรือขยายหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบงานตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการ
  3. กรณีการยกฐานะจากกองเป็นสำนัก ซึ่งมีการปรับปรุงงานให้มีคุณภาพสูงขึ้นโดยไม่มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  4. กรณีการยุบ รวม โอน หน่วยงานภายในส่วนราชการ/จังหวัดเดียวกัน หรือระหว่างส่วนราชการในกระทรวงเดียวกันหรือต่างกระทรวง หรือระหว่างจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยไม่มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  5. กรณีการถ่ายโอนภารกิจ ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงหน่วยงานใหม่

ทั้งนี้ในการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายหน่วยงานหรือปรับปรุงหน่วยงานใหม่ตามข้อ 1-5 นั้น ส่วนราชการจะต้องดำเนินการตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ในแต่ละเรื่องดังกล่าวด้วย


33. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานดังนี้

เนื่องจากมีการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม และกระเทียม ส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าเกษตรทั้งระบบ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เกษตรกรและเกิดการทุจริตในโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรที่รัฐดำเนินการในรูปแบบของการสวมสิทธิจำนำ ส่งผลให้เกษตรกรเสียประโยชน์ในสิ่งที่ควรได้รับ เกิดผลเสียหายต่องบประมาณประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร

  1. กระทรวงพาณิชย์ได้มีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 72/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการ แผนงาน เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและอื่น ๆ ประสานงานกับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานมาให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและอื่นๆ และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบ
  2. คณะกรรมการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรได้ประชุมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เพื่อพิจารณาแนวทางในการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร และแผนงานตรวจการรับจำนำสินค้าเกษตรในพื้นที่
    • 2.1 โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ และปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 7 ชุด ประกอบด้วย
      • (1) คณะอนุกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร โดยมีเสนาธิการทหารบก/เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธาน
      • (2) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตร ภาคกลาง โดยมีแม่ทัพภาคที่ 1/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.กอ.รมน.) ภาคที่ 1 เป็นประธาน
      • (3) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2/ ผอ.กอ.รมน. ภาคที่ 2 เป็นประธาน
      • (4) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตร ภาคเหนือ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3/ ผอ.กอ.รมน. ภาคที่ 3 เป็นประธาน
      • (5) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตร ภาคใต้ โดยมี แม่ทัพภาคที่ 4/ ผอ.กอ.รมน. ภาคที่ 4 เป็นประธาน
      • (6) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตร ทางทะเล โดยมีผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธาน
      • (7) คณะอนุกรรมการส่งเสริมและสนับสนุน ติดตาม ประสานงานป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร โดยมีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
      • ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวสามารถแต่งตั้งคณะทำงานได้ตามความจำเป็น
    • 2.2 แนวทาง/วิธีดำเนินการ
      • (1) กำหนดเป้าหมายการตรวจสอบ โดยตรวจสอบตามแนวตะเข็บชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน ติดต่อชายทะเลและจังหวัดที่มีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร
      • (2) นอกเหนือจากพื้นที่ตาม (1) และการตรวจสอบโครงการรับจำนำให้ใช้คณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการที่มีการแต่งตั้งอยู่แล้ว ทั้งในส่วนกลางและจังหวัด ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดการเข้าใจผิดในบทบาทภารกิจของทหาร
      • (3) กลุ่มเป้าหมายการตรวจสอบ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง
      • (4) ระยะเวลาการตรวจสอบเดือนละครั้ง หรืออาจมีการตรวจสอบเร่งด่วนเป็นครั้งคราว
    • 2.3 การประชาสัมพันธ์ มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกรณีที่ทหารเข้ามาร่วมดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร

34. เรื่อง รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ไปพิจารณาว่าจะสามารถเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการได้มากน้อยเพียงใด

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรายงานว่า

  1. นายปรีชา พานิชวงศ์ ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 237/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ดังนี้
    • 1.1 คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวได้กำหนดกรอบในการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยมุ่งเน้นความเป็นอิสระ และทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการสอบปากคำผู้ที่เป็นประจักษ์พยานทุกฝ่าย รวบรวมพยานหลักฐาน ศึกษากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และจัดทำรายงานสรุปเพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรี
    • 1.2 ในการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ รวม 5 ชุด ดังนี้
      • 1.2.1 คณะอนุกรรมการฝ่ายตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมี นายประเสริฐ บุญศรี เป็นประธานอนุกรรมการ
      • 1.2.2 คณะอนุกรรมการฝ่ายตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงจากประชาชน โดยมีนายวิชัย ตันติกุลานนท์ เป็นประธานอนุกรรมการ
      • 1.2.3 คณะอนุกรรมการฝ่ายตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงจากสื่อมวลชนและภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสหาย ทรัพย์สุนทรกุล เป็นประธานอนุกรรมการ
      • 1.2.4 คณะอนุกรรมการฝ่ายศึกษา รวบรวมกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีคุณพรทิพย์ จาละ เป็นประธานอนุกรรมการ
      • 1.2.5 คณะอนุกรรมการฝ่ายเลขานุการฯ โดยมีนายวิชัย ตันติกุลานันท์ เป็นประธานอนุกรรมการ
  2. คณะกรรมการดังกล่าวได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด ประกอบกับคณะกรรมการฯ ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่าที่ควร และคณะกรรมการฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะใช้แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้อีกแล้ว คณะกรรมการฯ จึงขอยุติการดำเนินการของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 237/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

35. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ภัยหนาวและภัยแล้งที่เกิดขึ้นและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552) สรุปสถานการณ์ภัยหนาวและภัยแล้ง ดังกล่าว รวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์ภัยหนาวและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552)

ที่ ภาค จังหวัดที่แจกจ่าย
เครื่องกันหนาว
จำนวนราษฎรเดือดร้อน
จากภัยหนาว
จำนวนเครื่องกันหนาว
ที่แจกจ่ายแล้ว (ชิ้น)
คน ครัวเรือน
1 เหนือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย 3,247,707 1,180,673 1,206,032
2 ตะวันออก เฉียงเหนือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม สกลนคร มุกดาหาร เลย อุดรธานี ร้อยเอ็ด หนองคาย อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา สุรินทร์ มหาสารคาม ยโสธร ชัยภูมิ อุบลราชธานี 5,131,415 2,245,961 1,654,684
3 กลาง สระบุรี ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ชัยนาท ราชบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา 534,716 328,660 225,767
4 ตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี 485,805 172,851 83,987
รวม 52 จังหวัด 610 อำเภอ 4,602 ตำบล 54,582 หมู่บ้าน 9,399,643 3,928,145 3,170,470

2. สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 - 16 กุมภาพันธ์ 2552)

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 8 55 350 2,459 กำแพงเพชร ตาก น่าน พิจิตร แพร่ ลำปาง พิษณุโลก สุโขทัย 769,733 227,219
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 2 12 82 776 ชัยภูมิ ขอนแก่น 393,888 89,693
3 กลาง 3 12 87 306 ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี 135,426 32,229
4 ตะวันออก 4 17 80 994 ตราด สระแก้ว จันทบุรี สระแก้ว 455,680 146,840
5 ใต้ 2 5 19 108 ชุมพร ตรัง 23,184 6,781
รวมทั้งประเทศ 19 101 618 4,643   1,777,911 502,762

ตารางข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งเปรียบเทียบกับจำนวนพื้นที่ประสบภัยแล้งใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 27 ม.ค. 2552 3 ก.พ. 2552 10 ก.พ. 2552 16 ก.พ. 2552
หมู่ บ้าน + เพิ่ม
- ลด
หมู่ บ้าน + เพิ่ม
- ลด
หมู่ บ้าน + เพิ่ม
- ลด
หมู่ บ้าน + เพิ่ม
- ลด
1 เหนือ 16,504 1,253 - 1,469 +216 1,736 +267 2,459 + 723
2 ตะวันออกเฉียง เหนือ 33,123 - - 156 +156 156 0 776 + 620
3 กลาง 11,809 148 - 148 0 174 + 26 306 + 132
4 ตะวันออก 4,857 121 - 196 + 75 196 0 994 + 798
5 ใต้ 8,651 - - - - 28 +28 108 + 80
รวม 74,944 1,522 - 1,969 +447 2,290 + 321 4,643 + 2,353

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552 กับปี 2551 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ ข้อมูลปี 2552
(ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552)
ข้อมูลปี 2551
(ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551)
เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้ง ปี 2552 กับปี 2551
หมู่บ้าน ที่ประสบ ภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้าน ทั้งประเทศ) หมู่บ้าน ที่ประสบ ภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้าน ทั้งประเทศ) จำนวนหมู่บ้าน + เพิ่ม/- ลด คิดเป็นร้อยละของหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2551
1 เหนือ 16,504 2,459 14.90 1,312 7.95 + 1,147 + 87.42
2 ตะวันออก เฉียงเหนือ 33,123 776 2.34 2,443 7.38 - 1,667 - 68.24
3 กลาง 11,809 306 2.59 204 1.73 + 102 + 50.00
4 ตะวันออก 4,857 994 20.46 568 11.69 + 426 + 75.00
5 ใต้ 8,651 108 1.25 - - + 108 -
รวม 74,944 4,643 6.20 4,527 6.04 + 116 + 2.56

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 23 จังหวัด 136 อำเภอ 675 ตำบล 4,527 หมู่บ้าน (หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง 4,527 หมู่บ้าน คิดเป็น 17.52% ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 23 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็น 6.04 % ของหมู่บ้านทั้งหมดของประเทศ) ปี 2552 มากกว่าปี 2551 จำนวน 116 หมู่บ้าน

3. การประชุมเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2552

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2552 ครั้งที่ 1/2552 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นประธานการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำของประเทศ และ แนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในห้วงระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและ ทันต่อเหตุการณ์ โดยให้จังหวัดดำเนินการเพิ่มเติมและขอความร่วมมือส่วนราชการให้การสนับสนุนแก่จังหวัด ดังนี้

4. การคาดหมายลักษณะอากาศ ระหว่างวันที่ 16-20 กุมภาพันธ์ 2552


36. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 6

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 6 ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์น้ำ ผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ผลกระทบด้านการเกษตร และ การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯทั้งหมด 50,511 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 27,155 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2551 (52,362 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 1,761 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 3 ของความจุอ่างฯ

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบัน จำนวน 7,352 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณระบายสะสมในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบัน จำนวน 12,261 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์

หน่วย : ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำ
ในอ่างฯ
ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้
ปริมาตรน้ำไหล
ลงอ่างฯ
ปริมาณน้ำ
ระบาย
ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ วันนี้ สะสม
1 พ.ย. 51
วันนี้ เมื่อวาน สะสม
1 พ.ย.51
1. ภูมิพล 8,048 60 4,248 32 0.00 1,352 34.10 34.00 2,293
2. สิริกิติ์ 6,806 72 3,956 42 4.31 844 27.54 27.74 2,248
รวมภูมิพล+สิริกิติ์ 14,854 65 8,204 36 4.31 2,196 61.64 61.74 4,541
3. ป่าสักชลสิทธิ์ 670 70 667 69 1.64 506 5.20 5.20 687

เมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2551 เขื่อนภูมิพล น้อยกว่า จำนวน 1,368 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มากกว่า จำนวน 880 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มากกว่า จำนวน 113 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 13 อ่าง ได้แก่

ภาค จำนวนอ่างฯ อ่างฯ/ร้อยละของความจุที่ระดับน้ำเก็บกักของอ่างฯ
ทั้งหมด มากกว่า 80%
เหนือ 5 2 แม่งัด(95), กิ่วลม(84)
ตะวันออกเฉียงเหนือ 12 3 ลำพระเพลิง(97), มูลบน(89), ลำแซะ(86)
กลาง 3 1 กระเสียว(99)
ตะวันตก 2 1 ศรีนครินทร์(87)
ตะวันออก 5 1 ประแสร์(82)
ใต้ 4 -  
รวม 31 8  

2. สภาพน้ำท่า

แม่น้ำ ที่ตั้งสถานี อยู่ในเกณฑ์ แนวโน้ม
สถานี อำเภอ จังหวัด
ปิง P.7A สะพานบ้านห้วยยาง เมือง กำแพงเพชร ปกติ ทรงตัว
  P.17 บ้านท่างิ้ว บรรพตพิสัย นครสวรรค์ ปกติ เพิ่มขึ้น
วัง W.4A บ้านวังหมัน สามเงา ตาก ปกติ ลดลง
ยม Y.1C สะพานบ้านน้ำโค้ง เมือง แพร่ น้อย ทรงตัว
  Y.17 บ้านสามง่าม สามง่าม พิจิตร น้อย ลดลง
น่าน N.5A สะพานเอกาทศรถ เมือง พิษณุโลก ปกติ ลดลง
  N.67 สะพานบ้านเกศไชย ชุมแสง นครสวรรค์ ปกติ ลดลง
ท่าตะเภา X 158 สะพานบ้านวังครก ท่าแซะ ชุมพร น้อย ลดลง
ตาปี X 37A บ้านย่านดินแดง พระแสง สุราษฎร์ธานี น้อย ลดลง
คลองท่าดี X 203 บ้านนาป่า เมือง นครศรีธรรมราช น้อย ลดลง
คลองอู่ตะเภา X.44 บ้านหาดใหญ่ใน เมือง สงขลา น้อย ลดลง
ปัตตานี X 40A ท้ายเขื่อนปัตตานี เมือง ยะลา น้อย ลดลง
โก-ลก X 119A บ้านปาเสมัส สุไหงโก-ลก นราธิวาส น้อย ลดลง
คลองตันหยงมัส X 73 บ้านตันหยงมัส ระแงะ นราธิวาส น้อย ลดลง
สายบุรี X.184 บ้านซากอ ศรีสาคร นราธิวาส น้อย ลดลง
คลองนาท่อม X 170 บ้านคลองลำ ศรีนครินทร์ พัทลุง น้อย เพิ่มขึ้น
  X 68 บ้านท่าแค เมือง พัทลุง น้อย เพิ่มขึ้น

แม่น้ำเจ้าพระยา (C.2) มีปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 501 ลบ.ม.ต่อวินาที
(เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน) รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออก 186 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจาก
เมื่อวาน) รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 183 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจากเมื่อวาน)

ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที (เท่ากับเมื่อวาน) อยู่ในเกณฑ์ปกติ

เขื่อนพระรามหก ปิดการระบายน้ำ

3. คุณภาพน้ำ

กรมประทาน ได้ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ในการดูแลรักษาคุณภาพน้ำ ทำการตรวจวัด ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552

แม่น้ำ จุดเฝ้าระวัง ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Do)
(มิลลิกรัม/ลิตร)
ค่าความเค็ม
(กรัม/ลิตร)
เจ้าพระยา ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี 2.13 0.132
ท่าจีน ที่ว่าการอำเภอสามพราน จ.นครปฐม 1.34 0.145
แม่กลอง ปากคลองดำเนินสะดวก จ.ราชุบรี 4.39 0.085

หมายเหตุ: ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Do) ไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัม/ลิตร
ค่าความเค็ม น้ำสำหรับการเกษตร ไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร

ผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2551/2552

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 มีพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 10.35 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวนาปรัง จำนวน 9.04 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 7.47 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 1.57 ล้านไร่) และพืชไร่-ผัก จำนวน 1.31 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.40 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.91 ล้านไร่ )

หน่วย:ล้านไร่

  คาดการณ์พื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกจริง
ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก รวม ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก รวม
ในเขตชลประทาน 8.79 0.76 9.55 7.47
(84.98)
0.40
(52.63)
7.87
(82.41)
นอกเขตชลประทาน 2.82 2.04 4.86 1.57
(55.67)
0.91
(44.61)
2.48
(51.03)
รวม 11.61 2.80 14.41 9.04
(77.86)
1.31
(46.79)
10.35
(71.83)

หมายเหตุ ( ) หมายถึง ร้อยละของพื้นที่คาดการณ์

ผลกระทบด้านการเกษตร (ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2551 - ปัจจุบัน)

การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา เรื่องน้ำ รวมทั้งกิจกรรมด้านการเกษตร เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 1,200 เครื่อง ปัจจุบันได้ส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่แล้ว 587 เครื่อง โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 124 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 275 เครื่อง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง 186 เครื่อง และภาคใต้ 2 เครื่อง


ต่างประเทศ


37. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ซึ่งประมาณการไว้จำนวน 250,000,000 บาท นั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้กำหนดการเตรียมงานในเดือนเมษายน 2552 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างดำเนินการภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 ซึ่งอาจจะมีการใช้จ่ายเงินเพียงเล็กน้อยตามที่ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 สำหรับเตรียมงานไว้จำนวน 6,000,000 บาท ดังนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรเสนอขอตั้งงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 244,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 เพื่อสามารถจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการในต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กระทรวงแรงงานรายงานเหตุผลในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ดังนี้

  1. การจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนเป็นกิจกรรมที่ร่วมกันจัดขึ้นโดยประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nations) หรืออาเซียน (ASEAN) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสหภาพพม่า โดยเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2538 ที่ประเทศมาเลเซีย และมีการจัดแข่งขันเรื่อยมาทุก 2 ปี ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และบรูไนดารุสซาลาม ตามลำดับ วัตถุประสงค์หลักของการแข่งขัน คือ มุ่งส่งเสริมและกระตุ้นการพัฒนาการฝึกอบรมและมาตรฐานฝีมือแรงงานในกลุ่มประเทศสมาชิก รวมทั้งการยกระดับการยอมรับสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของแรงงานฝีมือในประเทศสมาชิก
  2. ในการประชุมคณะอนุกรรมการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนตุลาคม 2550 และในการประชุมคณะกรรมการเทคนิคเมื่อเดือนเมษายน 2551 ประเทศเจ้าภาพลำดับถัดไป คือ ประเทศฟิลิปปินส์ มิได้ส่งผู้แทนทางการหรือผู้แทนเทคนิคเข้าร่วมประชุมเพื่อแจ้งยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อที่ประชุม รวมทั้งไม่ได้มีการตอบรับในการเป็นเจ้าภาพทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการแต่อย่างใด การประชุมทั้ง 2 ครั้ง ที่ประชุมได้ร้องขอให้ประเทศไทยซึ่งจะต้องเป็นเจ้าภาพใน พ.ศ. 2555 รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ใน พ.ศ. 2553 แทนประเทศฟิลิปปินส์
  3. ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดงานฯ
    • 3.1 การรับเป็นเจ้าภาพตามคำร้องขอของประเทศสมาชิกอาเซียน จึงเป็นโอกาสที่ได้แสดงให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นถึงความพร้อมในศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย และยังช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีในเวทีระหว่างประเทศให้แก่ไทยอีกด้วย
    • 3.2 การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของประเทศอาเซียนได้ตกลงกันให้มีการจัดแข่งขันขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนทุก ๆ 2 ปี จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่มีความต่อเนื่อง อันจะเป็นการเสริมสร้างให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจกับนานาชาติได้
    • 3.3 เป็นการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือฝึกอบรมด้านอาชีพ
    • 3.4 ส่งเสริมและกระตุ้นหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เร่งยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ รวมทั้งช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
    • 3.5 เป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและสนับสนุนให้ประชาชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยและนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรไทย และยังมีส่วนช่วยเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรมไทยแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนอีกทางหนึ่ง
    • 3.6 ส่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานในระดับนานาชาติ

38. เรื่อง การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve : EAERR) ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่ามีการจัดตั้งเป็นองค์กรถาวร และอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ EAERR ในช่วงขยายระยะเวลาดังกล่าว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้และรัฐมนตรีของประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 8 (8th AMAF+3 meeting) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2551 ณ กรุงฮานอย

ประเทศเวียดนาม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาโครงการหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี กอรปกับมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่เรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอยืนยันว่าเรื่องการขยายระยะเวลานำร่องของโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าที่ประชุม AMAF+3 ครั้งที่ 8 จะให้ความเห็นชอบแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ การขอขยายระยะเวลาโครงการดังกล่าวออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 3 ต่อเนื่องจากการขยายระยะเวลาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไว้ (7 พฤศจิกายน 2549 และ 30 ตุลาคม 2550) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการโครงการระหว่างรอการจัดตั้ง ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) เป็นองค์กรถาวร


39. เรื่อง การจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เบลเยียม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เบลเยียม ในรูปหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต ก่อนมอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตกับเบลเยียมต่อไป ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) แจ้งตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เสนอว่า

  1. รัฐบาลไทยได้เคยทำความตกลงต่างตอบแทนในรูปหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ไปแล้ว 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักร เยอรมนี และ ลักเซมเบิร์ก
  2. กทช. ได้พิจารณาความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เบลเยียมต่อเนื่องจากกรมไปรษณีย์โทรเลข เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่น พ.ศ. 2550
  3. รัฐบาลประเทศเบลเยียมได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ผ่านทางการทูตขอทำความตกลงว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นกับประเทศไทยในรูปหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตเพื่อให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นของประเทศเบลเยียมและไทยสามารถจัดตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นขึ้นในประเทศของอีกฝ่ายได้
  4. ร่างความตกลงว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นตามหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตที่ฝ่ายเบลเยียมเสนอมีดังนี้
    • 4.1 ผู้มีสัญชาติไทยหรือสัญชาติเบลเยียมที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งและดำเนินการสถานีวิทยุสมัครเล่นโดยใบอนุญาตที่ยังมีผลใช้บังคับซึ่งออกโดยพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศตน อาจได้รับอนุญาตให้ได้รับใบอนุญาตที่เท่าเทียมกันจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายของอีกประเทศหนึ่งบนพื้นฐานของการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตามความตกลงฉบับนี้
    • 4.2 การอนุญาตเช่นว่านั้นโดยผู้มีอำนาจอนุญาตต้องเป็นไปตามวิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในกฎหมายภายในและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศนั้น ทั้งนี้ มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง พักใช้ หรือยกเลิกการอนุญาตในเวลาใดๆ (โดยไม่มีข้อผูกพันที่จะต้องให้เหตุผลต่อการวินิจฉัยที่ได้กระทำไป)
    • 4.3 ภาคีแต่ละฝ่ายต้องแจ้งให้ภาคีที่ให้การอนุญาตเดิมทราบถึงการละเมิดใด ๆ ที่กระทำโดยพนักงานวิทยุสมัครเล่นผู้มาเยือน
    • 4.4 ตามความตกลงฉบับนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับวิทยุของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และกฎหมายที่ใช้อยู่ทั่วไปและข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศภาคีทั้งสองฝ่าย
    • 4.5 ในกรณีที่ความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีผลใช้บังคับกับภาคีทั้งสองฝ่ายให้บทบัญญัติของความตกลงนั้นมีอำนาจเหนือบทบัญญัติของความตกลงฉบับนี้
    • 4.6 ความตกลงฉบับนี้จะยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปอีก 60 วัน ภายหลังจากวันที่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งความต้องการของตนที่จะให้ความตกลงสิ้นสุดเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง
  5. กระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นแจ้งต่อ กทช.ว่า ข้อความในวงเล็บท้ายประโยค ในข้อ 4.2 ที่ระบุ "โดยไม่มีข้อผูกพันที่จะต้องให้เหตุผลต่อการวินิจฉัยที่ได้กระทำไป" (without an obligation to give reasons for the decision taken) ในปัจจุบันข้อความนี้ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงเสนอให้ ตัดข้อความดังกล่าวออกเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างมาตรฐานการปฏิบัติที่แตกต่างจากความตกลงต่างตอบแทนพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่ไทยมีกับประเทศอื่นให้น้อยที่สุด และรัฐบาลเบลเยียมได้เห็นชอบต่อข้อเสนอของฝ่ายไทยแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีข้อขัดข้องและเห็นสมควรดำเนินการขอรับความเห็นชอบจากคระรัฐมนตรีในการจัดทำความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-เบลเยียม ในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตต่อไป
  6. กิจการวิทยุคมนาคมที่ดำเนินการโดยพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่ได้รับอนุญาตมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนตนเอง การติดต่อระหว่างกัน การทดลองตรวจสอบทางวิชาการเกี่ยวกับกิจการวิทยุคมนาคม ระบบการสื่อสาร การแจ้งเหตุอันตราย การรักษาความปลอดภัย และการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและยังเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศด้วย

40. เรื่อง การจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน +3 สมัยพิเศษ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 สมัยพิเศษที่กระทรวงการคลังไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ จังหวัดภูเก็ต ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

กระทรวงการคลังรายงานว่า การะทรวงการคลังไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 สมัยพิเศษ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งกระทรวงการคลังไทยและสาธารณรัฐเกาหลีจะเป็นประธานร่วมในการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภูมิภาคในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง และเตรียมเสนอรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 ต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียนที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2552 ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมฯ จะเบิกจ่ายจากวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ 13 และการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในปี 2552


41. เรื่อง การพิจารณามอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบคณะรัฐมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council : AEC Council) ของไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้มอบรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยสำหรับการประชุมในกรอบคณะรัฐมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council : AEC Council) ของไทย


แต่งตั้ง


42. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอแต่งตั้ง นางสุชาดา รังสินันท์ ที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาระบบราชการ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 10 ชช.) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่ ก.พ.มีมติให้ผ่านการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้ นายกมล จิตระวัง นายจิตติชัย แสงทอง นางวิลาวัณย์ ตันวัฒนะพงษ์ นายเอกศักดิ์ แดงเดช

ทั้งนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย

3. แต่งตั้งคณะกรรมการอื่น ในคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง

คณะอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการอื่น ในคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางชุดใหม่ ตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 ดังนี้ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ เจ้าของสวนยาง นายเพิก เลิศวังพง เจ้าของสวนยาง นายสมชาย ณ ประดิษฐ์ เจ้าของสวนยาง นายประยงค์ รณรงค์ เจ้าของ สวนยาง นายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยาง นายวันชัย ปริญญาศิริ บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยาง ทั้งนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535 ดังนี้ นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) นายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ นายวรสิทธิ์ เติมจิตรอารีย์ นายบุญนำ นิกรเทศ ร้อยตรี กฤษฎา การุญ นายสุวิทย์ วิชชาวุธ นายมนัส แจ่มเวหา ผู้แทนกระทรวงการคลัง (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จำนวน 7 ราย แทนคณะกรรมการที่ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนวาระ ดังนี้ นายจีรศักดิ์ พงษ์พิษณุพิจิตร์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร นายชวลิต สาลีผล นางมณีรัตน์ ผลิพัฒน์ นายชวลิต ทิสยากร นายอรรถวุฒิ วิกิตเศรษฐ นายธีระพงศ์ สุทธินนท์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 47/ 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง การปฏิรูปสื่อภาครัฐ

ปัจจุบันสื่อสารมวลชนมีส่วนสำคัญในการโน้มน้าวแนวความคิด การกระทำ และพฤติกรรมของบุคคลทุกระดับ โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนทางวิทยุโทรทัศน์ ที่มีช่องทางการเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็วในทุกครัวเรือน และมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ดังนั้น เพื่อสนับสนุนบทบาทของสื่อสารมวลชนในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม และเป็นเครื่องมือส่งเสริมการดำเนินนโยบายของรัฐให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จึงควรมีการศึกษารูปแบบและโครงสร้างการบริหารสื่อสารมวลชน รวมทั้งคลื่นความถี่ของวิทยุโทรทัศน์ภาครัฐ ตลอดจนมีการพิจารณาเนื้อหาสาระที่เหมาะสมต่อการออกอากาศเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปสื่อภาครัฐ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.องค์ประกอบ ประกอบด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์) เป็นที่ปรึกษา/กรรมการ โดยมีรองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ มาลี บุญศิริพันธ์ รองศาสตราจารย์ นวลน้อย ตรีรัตน์ รองศาสตราจารย์ วิทยา กุลสมบูรณ์ รองศาสตราจารย์ วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ นายธรรมนิจ สุมันตกุล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ นายภัทระ คำพิทักษ์ นายไพโรจน์ พลเพชร นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว และเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวิทเยนทร์ มุตตามระ) เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้ที่ประธานมอบหมาย จำนวน 1 คน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

2. อำนาจหน้าที่

สำหรับเบี้ยประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำนวน 2 ราย แทนนายปรีกฤษ กุณามา ซึ่งลาออก และนายวิชัย หฤทัยธนาสันติ์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเพราะมีอายุ 65 ปีบริบูรณ์ ตามความในมาตรา 8(3) แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ดังนี้ 1. นายเปรมประชา ศุภสมุทร 2. นายบรรจบ ทองวิชิต

8. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือนแทนชุดเดิมจำนวน 3 ราย ดังนี้ 1. พลตำรวจตรี ชูเกียรติ ประทีปะเสน ประธานกรรมการ 2. นางภาวสุทธิ์ จึงอนุวัตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3. นายวงศกร มณีกร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

9. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายชุมพล ศิลปอาชา) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระหว่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กพท. แทนนายอภิชัย เตชะอุบล ที่ลาออก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เสนอแต่งตั้ง ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทน นายอภิชัย เตชะอุบล ทั้งนี้ ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ จะดำรงตำแหน่งตามวาระที่เหลือของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 17 มีนาคม 2555

11. การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการมันสำปะหลัง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการ มันสำปะหลัง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ได้รับมอบหมาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมาย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการผู้อำนวยการใหญ่มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยมี อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. พิจารณากำหนดนโยบายและมาตรการมันสำปะหลังทุกด้าน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
  2. อนุมัติแผนงาน โครงการ และมาตรการเกี่ยวกับการผลิต การจำนำ การแทรกแซงตลาด และการระบาย
  3. พิจารณากำหนดนโยบายและระดับราคาในการแทรกแซงตลาด และดำเนินการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
  4. พิจารณาให้การสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องและผู้ส่งออก
  5. พิจารณาสภาพตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในต่างประเทศ การแข่งขันจากประเทศคู่แข่งขัน รวมทั้งมาตรการรองรับล่วงหน้า
  6. ควบคุม ประสานงาน และติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน และมาตรการที่กำหนด
  7. แก้ไขปัญหาและข้อขัดข้องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน
  8. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
  9. เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือขอเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของทางราชการที่เกี่ยวข้อง
  10. ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของทางราชการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ
  11. ให้รายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรีทราบ

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เบิกจ่ายที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

12. แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอมอบหมายให้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี