สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
3 กุมภาพันธ์ 2552

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ..) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
  2. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลดและเพิ่มอัตราอากรศุลกากรตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..)
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดการขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวมต่อไปอีกหนึ่งปี จำนวน 8 ฉบับ)
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะ พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทาน การประดับและกรณีที่ให้ประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชน สิทธิบัตรประจำตัว และการเรียกเหรียญกับบัตรประจำตัวผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนคืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. เรื่อง ขออนุมัติในหลักการกู้เงิน Short term facility สำหรับรัฐวิสาหกิจ วงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท
  3. เรื่อง ขออนุมัติหลักการการดำเนินโครงการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศ (Transit Passenger)
  4. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินในรูป Euro Commercial Paper (ECP) ประจำปีงบประมาณ 2551
  5. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประจำปีงบประมาณ 2551
  6. เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

สังคม

  1. เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค
  2. เรื่อง รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2550
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552)
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 4

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)
    2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม)
    3. การแต่งตั้งกรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    4. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
    6. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา
    7. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์
    8. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    9. ขออนุมัติให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
    10. การแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก
    11. การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร
    12. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
    13. การแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    14. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    15. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ..) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ..) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า กรมสรรพากรได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 เห็นสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาสำหรับการบริจาคภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่พรรคการเมือง จึงได้เสนอร่างประกาศดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างประกาศ

  1. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดให้พรรคการเมืองที่ได้รับการแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีตามข้อ 2 จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งรับจดแจ้งการจัดตั้งในทะเบียนพรรคการเมืองก่อนสิ้นปีภาษีนั้น (ร่างข้อ 3)
  3. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งรายชื่อและรหัสของพรรคการเมืองตามข้อ 3 ต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทราบเพื่อใช้สิทธิแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษี (ร่างข้อ 4)
  4. กำหนดให้กรมสรรพากรจัดทำรายชื่อพรรคการเมืองที่ได้รับการบริจาคพร้อมจำนวนเงินภาษีที่ได้จากการแสดงเจตนาบริจาคทั้งหมด ส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยต้องโอนเงินดังกล่าวให้กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง (ร่างข้อ 5)

2. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลดและเพิ่มอัตราอากรศุลกากรตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลดและเพิ่มอัตราอาการศุลกากรตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ดังกล่าว กระทรวงการคลังต้องดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อลดอัตราอากรในโควตาสำหรับกากถั่วเหลืองที่นำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ลงเหลือร้อยละ 2 จึงได้เสนอร่างประกาศดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างประกาศ เป็นการกำหนดให้อัตราอากรของกากถั่วเหลืองที่นำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลกระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 เหลือร้อยละ 2


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

  1. กำหนดประเภท และขนาดของอาคาร โดยกำหนดให้อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลง หากมีขนาดพื้นที่รวมกันทุกชั้นในหลังเดียวกันตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งประกอบด้วยสถานพยาบาล สถานศึกษา สำนักงาน อาคารชุด อาคารชุมนุมคน อาคารโรงมหรสพ อาคารโรงแรม อาคารสถานบริการ และอาคารห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า (ร่างข้อ 2)
  2. กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการออกแบบอาคารในส่วนของระบบรอบอาคาร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร และการใช้พลังหมุนเวียนในระบบต่าง ๆของอาคาร (ร่างข้อ 3 ถึงร่างข้อ 9)
  3. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณในการออกแบบอาคารให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างข้อ 10)
  4. กำหนดบทเฉพาะกาลในกรณีที่แบบของอาคารที่ได้ยื่นคำขออนุญาตหรือได้แจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเปลี่ยนการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้นก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 11)

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดการขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวมต่อไปอีกหนึ่งปี จำนวน 8 ฉบับ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวมต่อไปอีกหนึ่งปี จำนวน 8 ฉบับ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า

  1. กรมโยธาธิการและผังเมืองรายงานว่า กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมออกตามความในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 จะสิ้นอายุการใช้บังคับในเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2552 จำนวน 8 ฉบับ ดังนี้
    • 1.1 ผังเมืองรวมเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา
    • 1.2 ผังเมืองรวมเมืองตรัง จังหวัดตรัง
    • 1.3 ผังเมืองรวมเมืองสตูล จังหวัดสตูล
    • 1.4 ผังเมืองรวมเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
    • 1.5 ผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมพร จังหวัดระยอง
    • 1.6 ผังเมืองรวมเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
    • 1.7 ผังเมืองรวมเมืองอุบลราชธานี-วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
    • 1.8 ผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
  2. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม รวม 8 ฉบับอยู่ในระหว่างดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตามขั้นตอนแห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ซึ่งไม่อาจดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จได้ทันก่อนที่กฎกระทรวงจะสิ้นอายุการใช้บังคับ โดยกฎกระทรวงตามข้อ 1.1 และข้อ 1.4 -1.6 มีการขยายมาแล้ว 1 ครั้ง
  3. ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรขยายระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวง รวม 8 ฉบับ ต่อไปอีกมีกำหนดหนึ่งปี โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามมาตรา 26 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 แล้ว ซึ่งคณะกรรมการผังเมืองได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดการขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็วทันการประกาศใช้ให้ต่อเนื่อง ตามที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ขอความอนุเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีการแก้ไขเล็กน้อยเฉพาะถ้อยคำ (ตามแบบร่างกฎหมาย) และเห็นว่าเนื่องจากร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต้องการความรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อการประกาศใช้อย่างต่อเนื่อง จึงเสนอมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปหากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

ขยายระยะเวลาการใช้บังคับผังเมืองรวมต่อไปอีก 1 ปี จำนวน 8 ฉบับ เพราะไม่อาจดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จได้ทันก่อนที่กฎกระทรวงจะสิ้นอายุการใช้บังคับ ดังนี้

  1. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองปทุมธานี พ.ศ. 2546 (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2) ต่อไปถึงวันที่ 10 มีนาคม 2553
  2. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จังหวัดระยอง พ.ศ. 2546 (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2) ต่อไปถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553
  3. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2546 (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2) ต่อไปถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2553
  4. กฎกระทรวง ฉบับที่ 368 (พ.ศ.2541)ฯ ผังเมืองรวมเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2) ต่อไปถึงวันที่ 15 มีนาคม 2553
  5. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองอุบลราชธานี - วารินชำราบ พ.ศ. 2547 (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 1) ต่อไปถึงวันที่ 15 เมษายน 2553
  6. กฎกระทรวง ฉบับที่ 401 (พ.ศ.2542)ฯ ผังเมืองรวมเมืองตรัง จังหวัดตรัง (ขยายระยะเวลา ครั้งที่ 1) ต่อไปถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2553
  7. กฎกระทรวง ฉบับที่ 412 (พ.ศ.2542)ฯ ผังเมืองรวมเมืองสตูล จังหวัดสตูล (ขยายระยะเวลา ครั้งที่ 1) ต่อไปถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553
  8. กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา พ.ศ. 2547 (ขยายระยะเวลาครั้งที่ 1) ต่อไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2553

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ในท้องที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ตำบลปากพนัง ตำบลบางพระ ตำบลหูล่อง และตำบลบ้านเพิง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา การดำรงรักษาเมืองและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท ในด้านการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะและสภาพแวดล้อม และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการแล้ว


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมและชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ในท้องที่ตำบลศรีราชา ตำบลสุรศักดิ์ ตำบลหนองขาม ตำบลทุ่งสุขลา ตำบลบึง อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง ตำบลตะเคียนเตี้ย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา การดำรงรักษาเมืองและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท ในด้านการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะและสภาพแวดล้อม และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการแล้ว


7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงมหาดไทยประสานกับกระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 ธันวาคม 2550 และข้อสังเกตสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า เพื่อให้การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 ซึ่งจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นไปตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2529 ที่กำหนดให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2529 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2530 และปีต่อ ๆ ไป ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนด แต่โดยที่การปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่ดินและอัตราภาษีบำรุงท้องที่ให้เหมาะสมแก่สภาพการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้าง หลักเกณฑ์ และอัตราการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงสมควรให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2551 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้ร่วมรักษาการตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกามีดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. ให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2551 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2552 (ร่างมาตรา 3)

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงฯ ฉบับที่ 315 (พ.ศ. 2550) ออกตามความในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้การวางและจัดทำผังเมืองรวมต้องจัดให้มีการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงที่สามารถรับฟังได้ในท้องที่นั้น หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หากมีความจำเป็นจะให้มีการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอื่นก็ได้ และเมื่อได้มีการโฆษณาดังกล่าวแล้ว จะต้องจัดให้การปิดประกาศแสดงรายการเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย (ร่างข้อ 2 ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 4)
  3. ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นจัดให้มีเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมให้แก่ประชาชนในท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม (ร่างข้อ 5)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 13)

9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณา การประชุม และการแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้การวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะต้องจัดให้มีการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงที่สามารถรับฟังได้ในท้องที่นั้น หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หากมีความจำเป็นจะให้มีการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอื่นก็ได้ และเมื่อได้มีการโฆษณาดังกล่าวแล้ว จะต้องจัดให้มีการปิดประกาศแสดงรายการเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย (ร่างข้อ 2 ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 4)
  3. ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นจัดให้มีเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะให้แก่ประชาชนในท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะ (ร่างข้อ 5)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองเฉพาะ (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 13)

10. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทาน การประดับและกรณีที่ให้ประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชน สิทธิ บัตรประจำตัว และการเรียกเหรียญกับบัตรประจำตัวผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนคืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทาน การประดับและกรณีที่ให้ประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชน สิทธิ บัตรประจำตัว และการเรียกเหรียญกับบัตรประจำตัวผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนคืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบมีดังนี้

  1. กำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้ที่จะขอพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน (ร่างข้อ 3 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 2)
  2. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดมีหน้าที่เสนอขอพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน (ร่างข้อ 3 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 3)
  3. กำหนดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนต้องขอพระราชทานเหรียญภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ (ร่างข้อ 4)

เศรษฐกิจ


11. เรื่อง เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ แนวทางการจัดสรรเงินกู้ และการกลั่นกรองและการกำกับติดตามโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดังนี้

  1. วัตถุประสงค์
    • เป็นโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน ดังนี้
    • 1.1 เพื่อเป็นการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินของรัฐสำหรับรองรับการขยายสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล ในการขยายสินเชื่อให้แก่ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการค้ำประกันให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการรายย่อย
    • 1.2 เพื่อการลงทุนในโครงการภาครัฐขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดกลางและขนาดเล็กของภาครัฐ ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างการจ้างงานในระยะสั้น
    • 1.3 เพื่อการลงทุนในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
    • 1.4 เพื่อสนับสนุนโครงการ แผนงานและ/หรือกิจกรรมตามนโยบายของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือให้ความเห็นชอบ
  2. แนวทางการจัดสรรเงินกู้ ดังนี้
    • 2.1 การเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงินของภาครัฐ จะพิจารณาจัดสรรวงเงินเพื่อเพิ่มทุนตามความจำเป็นในการขยายสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล โดยประเมินถึงสถานะของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินของรัฐเพื่อให้มีความมั่นคง และสามารถสนองตอบต่อนโยบายการขยายสินเชื่อของรัฐบาลได้
    • 2.2 การลงทุนในโครงการภาครัฐขนาดกลางและขนาดเล็ก จะพิจารณาโครงการที่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะสั้น ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการไม่เกิน 15 เดือน (มีนาคม 2552-พฤษภาคม 2553)
    • 2.3 การลงทุนในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม จะพิจารณาจัดสรรให้กับโครงการของรัฐขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ โดยเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 36 เดือน (มีนาคม 2552-กุมภาพันธ์ 2555)
    • 2.4 การสนับสนุนโครงการ แผนงานและ/หรือกิจกรรมตามนโยบายของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือให้ความเห็นชอบ
  3. การกลั่นกรองและการกำกับติดตามโครงการ
    • เพื่อให้การพิจารณากลั่นกรองโครงการที่จะใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสามารถกำกับติดตามโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองและกำกับติดตามโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    • องค์ประกอบ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยมี ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและเลขานุการ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการระดมทุนโครงการลงทุนภาครัฐ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
    • โดยมีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และกลั่นกรองโครงการที่จะใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสนอผลการพิจารณาต่อกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ กำกับและติดตามการดำเนินโครงการ และการเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และกรอบการดำเนินงานที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี รายงานความคืบหน้าโครงการ และผลการเบิกจ่ายเงินกู้ให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ รวมทั้งจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินโครงการและผลการใช้จ่ายเงินกู้เสนอต่อกระทรวงการคลัง เพื่อรายงานให้รัฐสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551

2. ให้กระทรวงการคลังดำเนินการเจรจาทาบทามเพื่อขอใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินและองค์กรระหว่างประเทศ 3 แหล่ง คือ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) โดยมีวงเงินกู้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่าประมาณ 70,000 ล้านบาท การกู้เงินดังกล่าวเป็นการกู้เงินจากองค์กรและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนการกู้เงินต่ำกว่าการกู้เงินจากตลาดการเงินต่างประเทศ และมีเงื่อนไขการกู้เงินที่ผ่อนปรนกว่า นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับการกู้เงินในประเทศโดยใช้ต้นทุนในการแปลงหนี้ต่างประเทศเป็นหนี้เงินบาท (Swap Rate) ยังพบว่าการกู้เงินจากแหล่งดังกล่าวมีต้นทุนการกู้เงินโดยเฉลี่ยต่ำกว่าการกู้เงิน ในประเทศโดยมีต้นทุนการกู้เงินอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.38-3.70 ต่อปี ภายใต้ระยะเงินกู้เฉลี่ยประมาณ 10 ปี (ต้นทุนการกู้เงินในประเทศของรัฐบาล ระยะ 10 ปี ณ วันที่ 15 มกราคม 2552 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.45 ต่อปี)

แหล่งเงินกู้ ต้นทุนการกู้เงิน* (%) อายุเงินกู้เฉลี่ย (ปี)
ธนาคารโลก 2.93-3.70 10
ADB 2.52 10
JICA 2.38 10

หมายเหตุ : *เป็นต้นทุนในการแปลงหนี้ต่างประเทศเป็นหนี้เงินบาท ณ วันที่ 12 มกราคม 2552


12. เรื่อง ขออนุมัติในหลักการกู้เงิน Short term facility สำหรับรัฐวิสาหกิจ วงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลังจัดหาShort term facility จากธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ วงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท และกรอบและเงื่อนไขการกู้เงินภายใต้รูปแบบเงินกู้แบบ Sort term facility ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

เหตุผลและความจำเป็น

  1. กระทรวงการคลังมีนโยบายในการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะเชิงรุก (Pro-active debt management) โดยจัดการหนี้สาธารณะให้มีต้นทุนต่ำและอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม การหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงติดตามภาวะตลาดเงินและตลาดทุนและเทคนิคในการบริหารหนี้สาธารณะและการพัฒนาเครื่องมือการระดมทุนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ในส่วนการกู้เงินในประเทศของรัฐวิสาหกิจได้ใช้ 2 วิธีการหลักในการระดมทุน คือ การออกพันธบัตรและการกู้เงินแบบ Term loan อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการออกพันธบัตรรัฐวิสาหกิจในทางปฏิบัติเพื่อมิให้กระทบต่อสภาวะตลาดการเงินโดยรวม และอัตราดอกเบี้ยที่รัฐวิสาหกิจจะได้รับ ซึ่งหากเป็นไปได้จะทำการประมูลในคราวละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ต่อรายรัฐวิสาหกิจ ต่อสัปดาห์ ซึ่งในบางครั้งรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องกู้เงินในวงเงินที่สูงเกินกว่านั้นในวันเดียว จึงจำเป็นต้องทำการ Bridge financing ระยะสั้นไปก่อนแล้วทยอยออกพันธบัตรระยะยาวมาใช้ทดแทนในภายหลัง
  2. จากภาวะตลาดเงินและตลาดทุนที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดมีความผันผวนทำให้นักลงทุนและสถาบันการเงินลด/ชะลอความต้องการลงทุนไปก่อน นอกจากนี้ สถาบันการเงินมีความเข้มงวดและจำกัดในการให้สินเชื่อ โดยการกู้เงินในประเทศของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาในบางครั้งมีสถาบันการเงินที่เข้าร่วมยื่นข้อเสนอเงินกู้เพียงไม่กี่ราย และเสนอส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (spread) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจสูงขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะกู้เงินได้ไม่ครบวงเงินที่ต้องการ ซึ่งในกรณีที่บางรัฐวิสาหกิจที่มีข้อจำกัดเรื่องมติคณะรัฐมนตรีอำนาจการกู้เงินหรือเวลา เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถชะลอการกู้เงินออกไปได้ แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินและได้รับการเสนอเงินให้กู้ในต้นทุนที่สูงนั้น รัฐวิสาหกิจจำต้องยอมรับข้อเสนอโดยไม่มีทางเลือกการกู้เงินอื่นได้
  3. จากพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 25 และ 28 ได้กำหนดกรอบเพดานการค้ำประกันเงินกู้ (ในประเทศและต่างประเทศ) และให้กู้ต่อ (ในประเทศ) ได้ไม่เกิน ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยในปีงบประมาณ 2551 มียอดค้ำประกันเงินกู้และการให้กู้ต่อทั้งสิ้นสูงถึงร้อยละ 16.99 และในปีงบประมาณ 2552 คาดว่าจะมีรัฐวิสาหกิจที่กู้เงินในประเทศแจ้งว่าจะขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะสูงเกินกรอบเพดานภาระการค้ำประกันได้

รูปแบบเงินกู้แบบ Short term facility

เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาเงินของรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังเห็นควรเจรจาและจัดทำข้อตกลงกับสถาบันการเงินให้จัดเตรียมวงเงินเพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ Short term facility ดังนี้

วงเงิน ไม่เกิน 200,000 ล้านบาท
ระยะเวลา 3 ปี
แหล่งเงิน ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นไปตามข้อเสนอของธนาคาร ซึ่งจะได้เจรจาต่อรองต่อไป
การรายงานผลการกู้เงิน เป็นรายไตรมาสต่อคณะรัฐมนตรี

และในส่วนกรอบและเงื่อนไขการกู้เงิน Short term facility ดังนี้

ผู้กู้ รัฐวิสาหกิจ
วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย/โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ/ชำระคืนเงินกู้เดิมเพื่อเป็นการบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการบรรจุในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่กระทรวงการคลังในกรณีที่เกิดความเสี่ยงในการผิดชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของรัฐวิสาหกิจ (Default risk)
ระยะเงินกู้ อายุเงินกู้ระยะไม่เกิน 18 เดือน
อัตราดอกเบี้ย ใช้อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) เฉลี่ย (ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ และธนาคารกสิกรไทยฯ) เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับทุกอายุเงินกู้
การเบิกจ่ายเงินกู้ รัฐวิสาหกิจจะขอเบิกจ่ายเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและ/หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เสนอเงื่อนไขต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำที่สุดก่อน โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ
การค้ำประกัน การค้ำประกันเงินกู้ (ต้นเงินและดอกเบี้ย) แบบบางส่วน (Partial guarantee) ก่อน และจะพิจารณาค้ำประกันเต็มจำนวน เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น โดยวงเงินการค้ำประกันต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
การคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน ตามสัดส่วนของวงเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน และตามประกาศกระทรวงการคลังได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ

ประโยชน์ที่จะได้รับ


13. เรื่อง ขออนุมัติหลักการการดำเนินโครงการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศ (Transit Passenger)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการดำเนินโครงการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศ (Transit Passenger) และเห็นชอบการดำเนินการ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ดังนี้

  1. การขอใช้พื้นที่สำหรับโครงการ Transit Passenger บริเวณห้องผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้รับผิดชอบ คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยการจัดหาพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน
  2. พิธีการผ่านเข้าเมืองของนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ Transit Passenger สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแบบปกติ และขอให้ใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ตามมาตรา 17 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และเป็นการลดขั้นตอน และระยะเวลาในพิธีผ่านเข้าเมือง โดยอนุญาตให้คนต่างด้าว ซึ่งเพียงแต่แวะเข้ามายังท่าอากาศยานนานาชาติเพื่อรอเปลี่ยนพาหนะกลับออกนอกราชอาณาจักร โดยงดเว้นขั้นตอนการตรวจลงตราตามมาตรา 12 (1) และยกเว้นการยื่นรายการของบุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรในเวลาไม่เกิน 12 ชั่วโมง ตามมาตรา 18 วรรคสอง
  3. การจัดรายการนำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว ขอให้สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) เป็นผู้จัดการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเลือกพื้นที่ท่องเที่ยวรอบ ๆ สนามบินสุวรรณภูมิ และพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเมื่อผ่านความเห็นจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้ดำเนินการได้ทันที
  4. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประชุมหารือแนวทาง การดำเนินโครงการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศ (Transit Passenger) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2551 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวเนื่องจากเป็นโครงการที่ดีและสามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งโครงการดังกล่าวเคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการดำเนินการในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้เป็นจำนวนมาก โดยโครงการฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 4.1 วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจ ภาคบริการ และชุมชนต่าง ๆ ในบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียง และสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง (HUB) การบินของเอเชีย
    • 4.2 กลุ่มเป้าหมาย - นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และผู้โดยสารต่างประเทศที่เดินทางผ่านระหว่างประเทศ (รอขึ้นเครื่อง)
    • 4.3 พื้นที่ดำเนินการ - บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและบริเวณใกล้เคียงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และชลบุรี
    • 4.4 วิธีการดำเนินการ โดยการจัดรายการนำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านระหว่างประเทศ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการโครงการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศ (Transit Passenger) ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสามารถกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในช่วงภาวะวิกฤต และสร้างรายได้แก่ประเทศ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


14. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินในรูป Euro Commercial Paper (ECP) ประจำปีงบประมาณ 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอรายงานผลการกู้เงินในรูป Euro Commercial Paper (ECP) ประจำปีงบประมาณ 2551 ดังนี้

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. กระทรวงการคลังด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้จัดตั้ง Euro Commercial Paper หรือ ECP Programme วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้มีการลงนามในความตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง ECP Programme เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2552 โดยมีระยะเวลาสิ้นสุดการกู้เงินภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2552 และกำหนดให้นำเงินกู้มาใช้เป็น Bridge Financing สำหรับการทำ Refinance เงินกู้ต่างประเทศของภาครัฐบาล และ/หรือสำหรับการลงทุนในโครงการลงทุนเพื่อการพัฒนาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ทั้งนี้ ให้รายงานผลการกู้เงินภายใต้ ECP Programme ในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ ให้คณะรัฐมนตรีทราบภายในเดือนธันวาคม
  2. กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ดำเนินการกู้เงินภายใต้ ECP Programme รวม 1 ครั้ง จำนวนรวม 55,000,000,000 เยน เพื่อใช้สำหรับการทำ Refinance เงินกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำนวน 11 สัญญา ได้แก่ สัญญาเลขที่ TXV-10 TXV-11 TXV-4 TXX - 2 TXX - 3 TXX - 4 TXX - 5 TXXI - 5 TXXI - 8 TXXII - 4 และ TXXII - 5
  3. สบน. ได้ดำเนินการชำระคืนเงินกู้ภายใต้ ECP Programme จำนวน 55,000 ล้านเยน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 โดยใช้พันธบัตรสกุลเงินเยน (Samurai Bond) วงเงินรวม 55,000 ล้านเยน จำนวน 3 รุ่น ระยะเงินกู้ 3 5 และ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.14 1.32 และ 1.49 ต่อปี (ตามลำดับ)
  4. ผลของการใช้เงินกู้ ECP ตามข้อ 2. และการชำระคืนเงินกู้ภายใต้ ECP Programme ตามข้อ 3. ทำให้กระทรวงการคลังสามารถลดภาระหนี้ได้เป็นเงินรวมเทียบเท่า 1,591.14 ล้านบาท
  5. ผลของการกู้เงินพร้อมด้วยการชำระคืนหนี้เงินกู้ JBIC โดยใช้งบชำระหนี้คืนเงินกู้ภายใต้ ECP Programme ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 ไม่มียอดเงินกู้คงค้าง ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงสามารถเบิกใช้เงินกู้ภายใต้ ECP Programme ได้เต็มจำนวน คือ 2,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

15. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประจำปีงบประมาณ 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประจำปีงบประมาณ 2551 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบต่อไป

กระทรวงการคลังรายงานว่า

พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 17 กำหนดให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินและค้ำประกันที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ จึงได้เสนอรายงานในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเคยเสนอรายงานดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 แต่เนื่องจากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงได้ส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

สาระสำคัญของรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประจำปีงบประมาณ 2551 มีดังนี้

  1. กระทรวงการคลังได้ดำเนินการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะตามกรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2551 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 794,846.15 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 80.35 ของแผนฯ และเมื่อรวมกับการ กู้เงินและบริหารหนี้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบเพดานการกู้เงินและบริหารหนี้ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะ จำนวน 62,261.90 ล้านบาทแล้ว กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้กู้เงินและบริหารหนี้รวม 857,108.05 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการกู้เงินใหม่ จำนวน 306,862.28 ล้านบาท และการบริหารหนี้ 540,245.77 ล้านบาท
  2. การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะสามารถจัดหาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายเงินตามแผนงานที่กำหนดแล้ว ยังทำให้สามารถลดยอดหนี้คงค้างได้ 60,126.94 ล้านบาท ลดภาระดอกเบี้ยได้ 2,296.88 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้ใช้เครื่องมือทางการเงินและอาศัยโอกาสที่ตลาดการเงินเอื้ออำนวยดำเนินการบริหารหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
  3. หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 มีจำนวน 3,408,231 ล้านบาท หรือร้อยละ 36.22 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

16. เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดสินค้าจำนวน 38 รายการและบริการ จำนวน 1 รายการ รวม 39 รายการ ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นสินค้าและบริการควบคุมในปี 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1. สินค้าควบคุม จำนวน 38 รายการ คือ

2. บริการควบคุม จำนวน 1 รายการ ได้แก่ การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า


สังคม


17. เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2519 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 สำหรับงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อจัดให้เกษตรกรนั้น เห็นควรให้ ส.ป.ก. ตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรดังกล่าวให้ชัดเจน และพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 มาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน และหากไม่เพียงพอก็ให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 และพิจารณาเห็นว่า เนื่องจากไม่สามารถหาที่ดินของรัฐได้ ส่วนที่ดินของ ส.ป.ก. ที่มีอยู่เพียงประมาณ 3,474 ไร่ ก็ไม่เพียงพอและยังเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยอยู่กระจัดกระจาย ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ที่ต้องการที่ดินแปลงใหญ่สามารถทำกินรวมกลุ่มกันได้ ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ดังนี้

  1. ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้จัดซื้อที่ดินและดำเนินการจัดที่ดินให้แก่สมาชิกเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค
  2. ให้ ส.ป.ก.จัดทำสัญญาเช่าซื้อกับเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินทำกินกำหนดระยะเวลาตามสัญญา 25 ปี โดยปลอดดอกเบี้ยในระยะเวลา 5 ปีแรก เริ่มชำระหนี้ในปีที่ 6-25 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ของราคาที่ดินที่จัดซื้อ
  3. เงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดซื้อที่ดิน แบ่งเป็น ดังนี้ 1) ค่าที่ดิน 1,700,100,000 บาท 2) ค่าบริหารจัดการ คิดเป็นเงิน 51,003,000 บาท โดยให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ

ข้อกฎหมายหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการดำเนินการด้านที่ดิน

  1. ส.ป.ก.เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2519 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 และมีอำนาจจัดซื้อที่ดินตามมาตรา 29
  2. ที่ดินที่จะจัดซื้อ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
    • 2.1 เป็นที่ดินที่มีหนังสือสำคัญตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น โฉนด นส.3ก
    • 2.2 เป็นที่ดินที่มีศักยภาพในการประกอบเกษตรกรรมและมีขนาดที่เหมาะสม
    • 2.3 เกษตรกรมีความพึงพอใจในที่ดิน
    • 2.4 ราคาที่ดินที่จะจัดซื้อให้พิจารณาจากราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ ราคาซื้อขายของที่ดินบริเวณใกล้เคียง และราคาซื้อขายที่ดินปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 3 ปี ประกอบกัน
  3. ขนาดที่ดินที่จะจัดให้ ไม่เกินรายละ 15 ไร่

ด้านเกษตรกรผู้ที่จะได้รับการจัดที่ดิน

  1. เป็นเกษตรกรตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับที่ดินทำกิน หรือการจัดที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ
  2. ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยแต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ
  3. เป็นผู้ยินยอมปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำหนด

18. เรื่อง รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2550

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2550 ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ แจ้งว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุ (กผส.) ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 7/2551 วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เห็นชอบให้เสนอรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2550 ต่อคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

  1. ข้อมูลประชากรผู้สูงอายุในปี 2550 มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป) ประมาณ 7 ล้านคน
  2. ด้านสถานการณ์สุขภาพผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ประเมินสุขภาพตนเองว่ามีสุขภาพดี คิดเป็นร้อยละ 43.0 โดยผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป พบว่ามีปัญหาสุขภาพมากกว่าผู้สูงอายุช่วงอื่น
  3. ด้านการดูแลผู้สูงอายุ สถานภาพของผู้สูงอายุในครัวเรือนส่วนใหญ่อยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 56.4 จึงมีผลทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีเพียงร้อยละ 7.7
  4. ด้านการทำงาน รายได้ และการออมของผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 35.1 โดยภาคใต้มีจำนวนผู้สูงอายุที่ทำงานสูงสุดและส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่มีสถานภาพเป็นลูกจ้างส่วนใหญ่อยู่ในภาคเอกชน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,246 บาท/เดือน ชั่วโมงการทำงานเท่าเดิมคือ 41.8 ชั่วโมง/สัปดาห์ เมื่อเทียบกับปี 2549 แต่กลุ่มผู้ใช้แรงงานผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทำงานนอกระบบ คิดเป็นร้อยละ 90.7 ของกำลังแรงงานผู้สูงอายุ
  5. ด้านการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิตพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เข้ารับการศึกษาในลักษณะการศึกษานอกโรงเรียน ประมาณ 6 ล้านคน
  6. สถานการณ์เด่นของผู้สูงอายุปี 2550 ในปีนี้มีความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เล็งเห็นความสำคัญและเตรียมสังคมไทยให้พร้อมรับกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ จึงมีสถานการณ์เด่น 4 กิจกรรม ได้แก่ การสรรหาผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2550 มาตรการทางภาษีสำหรับผู้สูงอายุ บทบาทท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุและเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ
  7. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ประกอบด้วย ประเด็นการดูแลผู้สูงอายุที่ควรให้ความสำคัญ การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการรับรู้สิทธิของผู้สูงอายุ และบทบาทท้องถิ่นในการดูแลและจัดการผู้สูงอายุในท้องถิ่นตนเองได้

19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์ภัยหนาวและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552)

1.1 พื้นที่ประสบภัยหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จำนวน 49 จังหวัด สรุปได้ดังนี้

ที่ ภาค พื้นที่ประกาศภัยพิบัติ รวม
1 เหนือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย 17 จังหวัด
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม สกลนคร มุกดาหาร เลย อุดรธานี ร้อยเอ็ด หนองคาย อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา สุรินทร์ มหาสารคาม ยโสธร ชัยภูมิ อุบลราชธานี 19 จังหวัด
3 กลาง สระบุรี ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท ราชบุรี กาญจนบุรี 9 จังหวัด
4 ตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา 4 จังหวัด
รวม 49 จังหวัด

1.2 จังหวัดที่ประสบภัยหนาวในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง

ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวระดับจังหวัดปี 2551-2552 ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และมี 52 จังหวัด รายงานว่า ได้มอบผ้าห่มกันหนาวให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลนใน 594 อำเภอ 4,378 ตำบล 50,826 หมู่บ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สมาคม มูลนิธิ ไปแล้ว รวม 1,440,828 ชิ้น (ผ้าห่มนวม 1,291,092 ผืน เสื้อกันหนาว 125,153 ตัว หมวกไหมพรม 4,567 ชิ้น อื่น ๆ 20,016 ชิ้น)

ที่

ภาค

จังหวัดที่แจกจ่ายเครื่องกันหนาว

จำนวนราษฎรเดือดร้อนจากภัยหนาว

จำนวนเครื่องกันหนาวที่แจกจ่ายแล้ว (ชิ้น)

คน ครัวเรือน
1 เหนือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย 2,806,089 984,196 540,947
2 ตะวันออก เฉียงเหนือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม สกลนคร มุกดาหาร เลย อุดรธานี ร้อยเอ็ด หนองคาย อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา สุรินทร์ มหาสารคาม ยโสธร ชัยภูมิ อุบลราชธานี 4,262,742 1,706,082 727,736
3 กลาง สระบุรี ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ชัยนาท ราชบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา 493,253 312,165 138,566
4 ตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี 411,734 139,967 33,579

รวม

52 จังหวัด 594 อำเภอ 4,378 ตำบล 50,826 หมู่บ้าน 7,973,818 3,142,410 1,440,828

1.3 การให้ความช่วยเหลือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง

2. สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2551 - 2 กุมภาพันธ์ 2552)

2.1 พื้นที่ประสบภัย 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี กำแพงเพชร ตาก พิจิตร น่าน ลำปาง สระแก้ว ชัยภูมิ แพร่ และจังหวัดพิษณุโลก รวม 51 อำเภอ 305 ตำบล 1,969 หมู่บ้าน

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด คน ครัวเรือน
1 เหนือ 7 37 214 1,469 กำแพงเพชร ตาก พิจิตร ลำปาง แพร่ น่าน พิษณุโลก 552,703 160,864
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 1 2 12 156 ชัยภูมิ 58,889 14,336
3 กลาง 3 8 67 148 ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี 102,816 24,308
4 ตะวันออก 2 4 12 196 ตราด สระแก้ว 45,988 12,383
รวมทั้งประเทศ 13 51 305 1,969   760,396 211,891

2.2 ความเสียหาย

2.3 การเตรียมความพร้อมและการให้ความช่วยเหลือ

3. การให้ความช่วยเหลือ

4. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2552


20. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 4

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง ครั้งที่ 4 ณ วันที่ 30 มกราคม 2552 ประกอบด้วย สถานการณ์น้ำ การจัดสรรน้ำและผลการปลูกพืชฤดูแล้ง และการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 30 มกราคม 2552

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯทั้งหมด 52,580 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 29,224 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2551 (53,578 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 998 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 2 ของความจุอ่างฯ

ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบัน จำนวน 6,997 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณระบายสะสมในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงปัจจุบัน จำนวน 10,014 ล้านลูกบาศก์เมตร

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักชลสิทธิ์
หน่วย : ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำ

ปริมาตรน้ำ
ในอ่างฯ

ปริมาตรน้ำ
ใช้การได้

ปริมาตรน้ำไหล
ลงอ่างฯ

ปริมาณน้ำ
ระบาย

ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ วันนี้ สะสม
1 พ.ย. 51
วันนี้ เมื่อวาน สะสม
1 พ.ย.51
1. ภูมิพล 8,550 64 4,750 35 0.00 1,339 36.00 35.80 1,783
2. สิริกิติ์ 7,141 75 4,291 45 7.29 753 29.07 29.51 1,817
รวมภูมิพล+สิริกิติ์ 15,691 68 9,041 39 7.29 2,092 65.07 65.31 3,599
3. ป่าสักชลสิทธิ์ 733 76 730 76 2.62 491 3.49 3.49 620

เมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2551 เขื่อนภูมิพล น้อยกว่า จำนวน 1,312 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มากกว่า จำนวน 978 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มากกว่า จำนวน 114 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 13 อ่าง ได้แก่

ภาค จำนวนอ่างฯ อ่างฯ/ร้อยละของความจุที่ระดับน้ำเก็บกักของอ่างฯ
ทั้งหมด มากกว่า 80%
เหนือ 5 2 แม่งัด(98), กิ่วลม(87)
ตะวันออกเฉียงเหนือ 12 6 ห้วยหลวง(83), จุฬาภรณ์(85), ลำตะคอง(83), ลำพระเพลิง(98), มูลบน(94), ลำแซะ(90)
กลาง 3 1 กระเสียว(100)
ตะวันตก 2 1 ศรีนครินทร์(88)
ตะวันออก 5 2 หนองปลาไหล(82),ประแสร์(84)
ใต้ 4 1 รัชชประภา (82)
รวม 31 13  

2. สภาพน้ำท่า

แม่น้ำ ที่ตั้งสถานี อยู่ในเกณฑ์ แนวโน้ม
สถานี อำเภอ จังหวัด
ปิง P.7A สะพานบ้านห้วยยาง เมือง กำแพงเพชร ปกติ ลดลง
  P.17 บ้านท่างิ้ว บรรพตพิสัย นครสวรรค์ ปกติ เพิ่มขึ้น
วัง W.4A บ้านวังหมัน สามเงา ตาก ปกติ ลดลง
ยม Y.1C สะพานบ้านน้ำโค้ง เมือง แพร่ น้อย ทรงตัว
  Y.17 บ้านสามง่าม สามง่าม พิจิตร น้อย ลดลง
น่าน N.5A สะพานเอกาทศรถ เมือง พิษณุโลก ปกติ เพิ่มขึ้น
  N.67 สะพานบ้านเกศไชย ชุมแสง นครสวรรค์ ปกติ ลดลง
ท่าตะเภา X 158 สะพานบ้านวังครก ท่าแซะ ชุมพร น้อย ลดลง
ตาปี X 37A บ้านย่านดินแดง พระแสง สุราษฎร์ธานี น้อย ลดลง
คลองท่าดี X 203 บ้านนาป่า เมือง นครศรีธรรมราช น้อย ลดลง
ปัตตานี X 40A ท้ายเขื่อนปัตตานี เมือง ยะลา น้อย เพิ่มขึ้น
โก-ลก X 119A บ้านปาเสมัส สุไหงโก-ลก นราธิวาส น้อย ลดลง
คลองตันหยงมัศ X 73 บ้านตันหยงมัส ระแงะ นราธิวาส น้อย ลดลง
คลองนาท่อม X 170 บ้านคลองลำ ศรีนครินทร์ พัทลุง น้อย ทรงตัว
  X 68 บ้านท่าแค เมือง พัทลุง น้อย ลดลง

แม่น้ำเจ้าพระยา (C.2) มีปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 417 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจากเมื่อวาน) รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออก 167 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจากเมื่อวาน) รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 185 ลบ.ม.ต่อวินาที (ลดลงจากเมื่อวาน)

ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที (เท่ากับเมื่อวาน) อยู่ในเกณฑ์ปกติ

เขื่อนพระรามหก ปิดการระบายน้ำ

3. คุณภาพน้ำ

กรมประทาน ได้ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ในการดูแลรักษาคุณภาพน้ำ ทำการตรวจวัด ณ วันที่ 18 มกราคม 2552

แม่น้ำ จุดเฝ้าระวัง ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Do)
(มิลลิกรัม/ลิตร)
ค่าความเค็ม
(กรัม/ลิตร)
เจ้าพระยา ท่าน้ำจังหวัดนนทุบรี 2.19 0.089
ท่าจีน ที่ว่าการอำเภอสามพราน จ.นครปฐม 2.25 0.175
แม่กลอง ปากคลองดำเนินสะดวก จ.ราชุบรี 4.19 0.202

หมายเหตุ : ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Do) ไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัม/ลิตร
ค่าความเค็ม น้ำสำหรับการเกษตร ไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร

ผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2551/2552

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2552 มีพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 6.62 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวนาปรัง จำนวน 6.15 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 5.88 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.27 ล้านไร่) และพืชไร่-ผัก จำนวน 0.47 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.30 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 0.17 ล้านไร่ )

  คาดการณ์พื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกจริง
ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก รวม ข้าวนาปรัง พืชไร่-ผัก รวม
ในเขตชลประทาน 8.79 0.76 9.55 5.88
(66.9)
0.30
(39.4)
6.18
(64.7)
นอกเขตชลประทาน 2.82 2.04 4.86 0.27
(9.57)
0.17
(8.33)
0.44
(9.05)
รวม 11.61 2.80 14.41 6.15
(53.0)
0.47
(16.8)
6.62
(45.9)

หมายเหตุ ( ) หมายถึง ร้อยละของพื้นที่คาดการณ์


แต่งตั้ง


21. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

  1. นายชาติชาย ศุภคติธรรม รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมศุลกากร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิชาการภาษี 10 ชช.) กรมศุลกากร ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2551
  2. นายสุรพล สุประดิษฐ์ รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมสรรพสามิต ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) กรมสรรพสามิต ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม)จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายฟูศักดิ์ เลาหศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนัก (วิศวกรโยธา 9) สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะ ด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) วิศวกรวิชาชีพ 10 วช. (วิศวกรรมโยธา) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ใหม่ โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2547 เป็นตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
  2. นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักแผนความปลอดภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการขนส่ง 10 ชช. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งกรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยมีรายชื่อ ดังนี้ 1. รองศาสตราจารย์สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์ (ผู้เชี่ยวชาญสาขาประวัติศาสตร์) 2. นายเตช บุนนาค (ผู้เชี่ยวชาญสาขาบริหาร) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายอมร เลาหมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร 9 ชช.) กลุ่มงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร 10 ชช.) กลุ่มงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้แต่งตั้ง นายธีระวุฒิ อรุณเวช ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายบรรจบ ทองวิชิต เป็นประธานกรรมการ ในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา แทน นายยนต์ มุสิก ที่ลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของประธานกรรมการซึ่งตนแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ ดังนี้ 1. นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช เป็นประธานกรรมการ 2. นายสมศักดิ์ สันทนาคณิต กรรมการ 3. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส กรรมการ 4. นายกนก คติการ กรรมการ 5. นายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย กรรมการ 6. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย (ผู้แทนสำนักงบประมาณ) กรรมการ 7. นายประวิช สารกิจปรีชา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ (ลำดับที่ 2-5 เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

8. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอมอบหมายเป็นหลักการให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนตามลำดับ ดังนี้ 1. นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 2. นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

9. ขออนุมัติให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ข้าราชการพลเรือนในสถาบัน อุดมศึกษา ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 สาขาวิชารัฐศาสตร์ ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง มีกำหนดไม่เกินสี่ปี นับตั้งแต่วันที่ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามกฎหมายสั่งให้ออกจากราชการตามนัยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

10. การแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก รวม 2 คณะ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

1. คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

องค์ประกอบ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นางจุฑามาศ บาระมีชัย) เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

2. คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก

องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธานกรรมการ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นางจุฑามาศ บาระมีชัย) เป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะดังกล่าว ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

11. การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ดังนี้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ นายไพรัช ธัชยพงษ์ นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ นายศิวะพร ทรรทรานนท์ นายวงศ์กุลพัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และนายอุณหิศ กาญจนกุญชร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

12. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้ นายวิชัย ศรีขวัญ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ นายสัมพันธ์ หุ่นพยนต์ นางจิตราภรณ์ เตชาชาญ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา (รองอธิบดีอัยการฝ่ายปรึกษา) นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ พลตำรวจโท สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ นางปาณิสรา ดวงสอดศรี พลตำรวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว นายเรวัต วิศรุตเวช และนายสาธิต รังคสิริ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป ยกเว้นนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป

13. การแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้ง นายพิชาติ เกษเรือง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

14. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในระหว่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยให้ครอบคลุมถึงกรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้วย ตามลำดับดังนี้ 1. รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ วงศ์สมุทร)

15. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1. นายประทีป กรีฑาเวช 2. นายประสาร เรืองสุขอุดม 3. นายสุรชัย ทิณเกิด 4. นายไพศาล ชโนวรรณ 5. นางสาวอาภรณ์ พุทธปวน 6. นายสมพงษ์ พิศาลกิจวนิช 7. นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ 8. นายแมน เจริญวัลย์


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี