สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
21 ตุลาคม 2551

วันนี้ (วันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2551) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารสำนักงานท่าอากาศยาน ดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฏหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน รวม 2 ฉบับ
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้จ่ายงบกลาง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
  2. เรื่อง ขออนุมัติใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง
  3. เรื่อง ขอขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
  4. เรื่อง การบริหารจัดการข้าวโครงการรับจำนำของรัฐบาล
  5. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการเจรจา FTA
  6. เรื่อง สรุปผลการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก ครั้งที่ 77
  7. เรื่อง การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาลสู่ระดับรากหญ้า
  8. เรื่อง รายงานความก้าวหน้า 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ครั้งที่ 2

สังคม

  1. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ระยะที่ 1 (16 จังหวัดนำร่อง)
  2. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2551
  3. เรื่อง การดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์สันติวิธี
  4. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ
  5. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
  6. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 22 ช่วงวันที่ 14-20 ตุลาคม 2551
  7. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ และการเตรียมการป้องกันและแก้ไข ปัญหาภัยหนาว ปี พ.ศ. 2551 - 2552
  8. เรื่อง รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย
  9. เรื่อง รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2551
  10. เรื่อง รายงานผลการปลูกฟื้นฟูป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11/2551
  11. เรื่อง รายงานการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง รายงานผลการเข้าร่วม Expo Zaragoza 2008 ณ ประเทศสเปน

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เพื่อ เตรียมการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรง ตำแหน่งประธานอาเซียน
    2. กำหนดให้มีโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแต่งตั้งคณะกรรมการ
    3. แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
    5. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง )
    6. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)
    7. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
    8. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
    9. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์
    10. การมอบหมายให้รักษาราชการแทน
    11. ขอความเห็นชอบปรับเปลี่ยนกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (กขต.)
    12. ขออนุมัติแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) และคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (ฝ่ายไทย)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... มีดังนี้

  1. ให้จัดตั้งองค์การมหาชนขึ้น เรียกว่า "สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)" เรียกโดยย่อว่า "สดร." และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "National Astronomical Research Institute of Thailand (Public Organization)" เรียกโดยย่อว่า "NARIT" (ร่างมาตรา 5)
  2. กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสถาบันฯ (ร่างมาตรา 7-8)
  3. กำหนดทุน รายได้ และทรัพย์สินของสถาบันฯ (ร่างมาตรา 9-12)
  4. ให้มีคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โดยมีองค์ประกอบ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ องค์ประชุม และการได้รับเบี้ยประชุมตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 13-21)
  5. ให้มีผู้อำนวยการสถาบันฯ ที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการฯ โดยมีคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ตามกำหนด (ร่างมาตรา 22-29)
  6. กำหนดประเภทของผู้ปฏิบัติงานของสถาบันฯ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสถาบันฯ (ร่างมาตรา 30-33)
  7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเรื่องการบัญชี การตรวจสอบและการประเมินผลงานของสถาบัน (มาตรา 34-37)
  8. กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันฯ (ร่างมาตรา 38)
  9. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อการโอนกิจการ งบประมาณ และบุคลากรของโครงการจัดตั้งสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปเป็นของสถาบันฯ รวมทั้งการดำเนินงานในวาระเริ่มแรกของสถาบันฯ (ร่างมาตรา 39-43)

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 84 (8) ประกอบมาตรา 303 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รัฐจัดทำกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (ครบกำหนด 1 ปี วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551)
  2. เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในการจัดตั้งสภาเกษตรกรทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกร เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับเกษตรกรรม รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรให้เป็นองค์กรเกษตรกร ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับการจัดตั้งสภาเกษตรกร และเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของเกษตรกร คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรด้านการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองปูยู เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองซอย 2 จากกิโลเมตรที่ 11.450 ของคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ในท้องที่ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ถึงกิโลเมตรที่ 6.500 ในท้องที่แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร, ทางน้ำชลประทานคลองซอย 13 จากกิโลเมตรที่ 40.400 ของคลองซอยรังสิตประยูรศักดิ์ในท้องที่ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ถึงกิโลเมตรที่ 12.900 จรดคลองหกวาสายล่าง ในท้องที่ตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี, ทางน้ำชลประทานคลองซอย 14 จากกิโลเมตรที่ 42.900 ของคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ฝั่งตะวันออกในท้องที่ตำบลบึงศาล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ฝั่งตะวันตกในท้องที่ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ถึงกิโลเมตรที่ 26.100 จรดคลองบางขนาก ในท้องที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา, ทางน้ำชลประทานคลองซอย 15 จากกิโลเมตรที่ 45.400 ของคลองรังสิตประยูรศักดิ์ในท้องที่ตำบลบึงศาล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ถึงกิโลเมตรที่ 27.100 จรดคลองบางขนาก ในท้องที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา, ทางน้ำชลประทานคลองซอย 16 จากกิโลเมตรที่ 47.900 ของคลองรังสิตประยูรศักดิ์ฝั่งตะวันออกในท้องที่ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ฝั่งตะวันตกในท้องที่ตำบล บึงศาล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ถึงกิโลเมตรที่ 29.000 จากคลองบางขนาก ในท้องที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา, ทางน้ำชลประทานคลองซอย 17 จากกิโลเมตรที่ 37.500 ของคลองหกวาสายล่างในท้องที่ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงกิโลเมตรที่ 15.000 จรดคลองบางขนาก ในท้องที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราและทางน้ำชลประทานคลองซอย 25 จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ถึงกิโลเมตรที่ 2.500 ในท้องที่ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก รวม 7 ทางน้ำ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองปูยู เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองปูยู จากกิโลเมตรที่ 0.000 ฝั่งขวาในท้องที่ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ฝั่งซ้ายในท้องที่ตำบลโฆษิต อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถึงกิโลเมตรที่ 11.250 ฝั่งขวาในท้องที่ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ฝั่งซ้ายในท้องที่ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน


5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. 2545 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ร่างข้อ 2)
  3. ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร ออกเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ได้แก่ สำนักบริหารกลาง ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักนโยบายและวิชาการสถิติ สำนักบริหารจัดเก็บข้อมูลสถิติ สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักสถิติเศรษฐกิจและสังคม สำนักสถิติสาธารณมิติ และราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานสถิติจังหวัด และกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการดังกล่าว (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 14)
  4. กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ในสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบการดำเนินงานภายในสำนักงานฯ และทำหน้าที่ในการพัฒนาการบริหารของสำนักงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า โดยขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 5)

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. 2545 (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ร่างข้อ 2)
  3. ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนี้ สำนักบริหารกลาง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สำนักกิจการระหว่างประเทศ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 14)
  4. กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบการดำเนินงานภายในสำนักงานฯ และทำหน้าที่ในการพัฒนาการบริหารของสำนักงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า โดยขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 5)

เศรษฐกิจ


7. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้จ่ายงบกลาง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและก่อสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ 17 จังหวัด รวม 498 โครงการ เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 127,168,700 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


8. เรื่อง ขออนุมัติใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของนักเรียนโรงเรียนเอกชน เพิ่มเติม จำนวน 157,750,100 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


9. เรื่อง ขอขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการผ่อนผันการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในสังกัดการบังคับบัญชา หรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. การจัดหาพัสดุ สำหรับส่วนราชการ ในวงเงิน 2-5 ล้านบาท สำหรับรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ให้หน่วยงานดำเนินการตามนั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นหรือมีปัญหาอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวได้ ให้หัวหน้าหน่วยงานใช้ดุลยพินิจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ หรือระเบียบอื่นของหน่วยงานนั้น ๆ ได้ ทั้งนี้ ต้องชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น หรือปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวไว้ในรายงานขอซื้อหรือขอจ้างตามที่ระเบียบกำหนด
  2. การแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) และร่างเอกสารประกวดราคาก่อนเริ่มการจัดหาพัสดุตามระเบียบฯ ข้อ 8 (1) เห็นควรผ่อนผันให้การจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท หรืองานก่อสร้างในโครงการที่มีแบบและข้อกำหนดในการก่อสร้างที่เป็นมาตรฐานไว้แล้ว ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานที่จะจัดหาพัสดุจะแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคาหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องนำร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคาดังกล่าวเผยแพร่ทาง website ของหน่วยงานและของกรมบัญชีกลางเพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะหรือวิจารณ์
  3. การแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา การคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง และการกำหนดวัน เวลา สถานที่เสนอราคา ผ่อนผันให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานในการแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา การคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง และกำหนดวัน เวลา สถานที่เสนอราคา
  4. การแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา ตามระเบียบ ฯ ข้อ 8 (3)
    • 4.1 การจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 7 คน จะมีกรรมการบุคคลภายนอกหรือไม่ก็ได้โดยให้บุคลากรของหน่วยงานที่จะจัดหาพัสดุเป็นกรรมการและเลขานุการ และจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการด้วยหรือไม่ก็ได้
    • 4.2 กรณีการจัดหาในวงเงินเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน และต้องมีกรรมการบุคคลภายนอก อย่างน้อยหนึ่งคนโดยให้เจ้าหน้าที่พัสดุหรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นในหน่วยงานนั้นเป็นกรรมการและเลขานุการและจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการด้วยหรือไม่ก็ได้
  5. ในการดำเนินการคัดเลือกเบื้องต้นเพื่อหาผู้มีสิทธิเสนอราคาในกรณีที่มีผู้มีสิทธิเสนอราคารายเดียว ตามระเบียบ ฯ ข้อ 9(4) หรือมีผู้มีสิทธิเสนอราคาเพียงรายเดียว เมื่อถึงเวลาเริ่มการเสนอราคาตามระเบียบฯ ข้อ 10 (1) โดยปกติให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานยกเลิก แต่ถ้าคณะกรรมการประกวดราคาตามโครงการเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิกการประกวดราคา ก็ให้คณะกรรมการฯ ต่อรองราคากับผู้มีสิทธิเสนอราคารายนั้นแล้วเสนอหัวหน้าหน่วยงานพิจารณา
  6. กรณีการจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท หน่วยงานได้ดำเนินการจัดหาตามระเบียบฯ ข้อ 9(1) (2) (3) และ (4) แล้ว กรณีไม่มีผู้เข้าเสนอราคา มีผู้มีสิทธิเสนอราคารายเดียว หรือมีผู้มีสิทธิเสนอราคาเพียงรายเดียวเมื่อถึงเวลาเริ่มการเสนอราคาตามระเบียบฯ ข้อ 10 (1) และคณะกรรมการประกวดราคาได้ดำเนินการต่อรองราคากับผู้มีสิทธิเสนอราคารายนั้นแล้วไม่ได้ผล ให้หน่วยงานดำเนินการจัดหาด้วยวิธีการอื่นตามระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของหน่วยงานนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.)

ทั้งนี้ ให้มาตรการผ่อนคลายตามข้อ 1-6 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552


10. เรื่อง การบริหารจัดการข้าวโครงการรับจำนำของรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้าวโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 จำนวน 2 คณะ และอนุมัติค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสต็อกข้าวโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 ในวงเงิน 10 ล้านบาท ในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

  1. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนัที เปรมรัศมี) ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายการบริหารจัดการข้าวให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความชำนาญในการบริหารจัดการข้าว รวมทั้งมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการค้าข้าว และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
  2. ผลการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 (ยกเว้นภาคใต้ที่จะสิ้นสุด 31 ตุลาคม 2551) ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2551 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รายงานผลการรับจำนำขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวม 3,961,187 ตัน จำแนกเป็น การรับจำนำของ อ.ต.ก. จำนวน 1,197,150 ตัน และ อคส. จำนวน 2,764,037 ตัน
  3. การตรวจสอบ เนื่องจากข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 ยังไม่มีการตรวจสอบแต่อย่างใด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะรับโอนข้าวดังกล่าวมาดำเนินการ เห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นจำนวน 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการกำกับการตรวจสอบข้าวโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 และคณะกรรมการตรวจสอบข้าวโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 เพื่อตรวจสอบความมีอยู่จริงของปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 ทั้งโรงสีและโกดังกลางที่เข้าร่วมโครงการว่ามีประเภท ชนิด เป็นไปตามหลักเกณฑ์การรับจำนำและมีปริมาณถูกต้อง ครบถ้วน และคุณภาพเป็นไปตามบัญชีหรือไม่ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธ.ก.ส. อคส. และ อ.ต.ก. สำหรับข้าวโครงการรับจำนำเก่าในสต็อกรัฐบาลที่มีอยู่ประมาณ 2.1 ล้านตัน ได้มีการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพว่ามีปริมาณครบถ้วนแล้ว

11. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการเจรจา FTA

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานผลความคืบหน้าการเจรจา FTA ของไทยที่มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ดังนี้

1. ความตกลงการค้าเสรีไทย - ออสเตรเลีย (TAFTA)

1.1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.)

รายการ การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
(ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละ
เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละสัดส่วนการใช้สิทธิ
การค้ารวม 9,520.8 5,977.8 33.9 4,652.3 2,612.0 43.7
-ส่งออก 5,720.4 3,511.2 31.5 4,218.8 2,340.1 66.6
-นำเข้า 3,800.6 2,466.6 37.5 433.5 271.9 11.0
-ดุลการค้า 1,920.0 1,044.6 - 3,785.3 2,068.2 -

1.2 การส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG)

(1) ออสเตรเลีย มีสินค้าที่มีมาตรการ SSG ได้แก่ สินค้าทูน่ากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง และน้ำสับปะรด ทั้งนี้ มาตรการ SSG ของออสเตรเลียจะใช้มาตรการนี้ได้ถึงสิ้นปี 2551 ในปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) ออสเตรเลียยังไม่ใช้มาตรการนี้

(2) ไทย มีสินค้าที่มีมาตรการ SSG จำนวน 23 รายการ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เครื่องในวัว เครื่องในหมู เนยแข็ง หางนมผง เป็นต้น ไทยจะใช้มาตรการนี้ได้จนถึงสิ้นปี 2563 ในปีนี้ (ม.ค. - มิ.ย.) ไทยใช้มาตรการนี้กับ ออสเตรเลียในการนำเข้าองุ่นสด

1.3 การนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการจำกัดปริมาณ (TRQ)

ไทยมีมาตรการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า (TRQ) จำนวน 8 รายการ ได้แก่ นมสดและนมพร้อมดื่ม นมผงขาดมันเนย มันฝรั่ง เมล็ดกาแฟ ชา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาล และกาแฟสำเร็จรูป หลังความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ มีการนำเข้าสินค้าที่มีโควตาไม่เกินปริมาณที่กำหนด เนื่องจากมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรการนำเข้าสินค้าแต่ละชนิด ส่วนออสเตรเลียไม่มีมาตรการดังกล่าว

1.4 ผลการดำเนินการภายใต้ Expert Group on SPS

(1) ออสเตรเลีย อนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่อยู่ใน Priority List แล้ว 7 รายการ ได้แก่ มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ สับปะรด ทุเรียนแกะเปลือก ส้มโอแกะเปลือก และปลาสวยงาม ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยมีการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปออสเตรเลียรวม 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40

(2) ไทย ผ่อนปรนมาตรการ SPS ให้กับสินค้าออสเตรเลียที่อยู่ใน Priority List ได้แก่ ส้ม มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง โค-กระบือมีชีวิต และอาหารสัตว์ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการนำเข้ารวม 5.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง ร้อยละ 3.7

1.5 ออสเตรเลียลงทุนในไทย

การลงทุนโดยตรงจากออสเตรเลีย ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุน 8 โครงการ มูลค่า 1,024 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี 14 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท

1.6 เรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ

(1) การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม และนโยบายการแข่งขันภายใน 3 ปี หลังความตกลงมีผลใช้บังคับ (ปี 2551)

(2) การทบทวนการดำเนินมาตรการปกป้องพิเศษภายใน 3 ปี หลังความตกลงมีผลใช้บังคับ (ปี 2551)

(3) การทบทวนความตกลงฯ (ระดับรัฐมนตรี) ภายใน 5 ปี หลังความตกลงมีผลใช้บังคับ (ปี 2553)

(4) การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย - ออสเตรเลียทุกปี หรือตามที่ตกลงกัน

2. ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP)

2.1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.)

รายการ การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
(ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละ
เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละสัดส่วน การใช้สิทธิ
การค้ารวม 1,024.1 733.4 71.9      
-ส่งออก 611.7 350.9 27.8 * * *
-นำเข้า 412.4 422.5 140.9 155.5 143.2 33.9
-ดุลการค้า 199.3 -71.6 -      

หมายเหตุ : * ไม่มีสถิติการใช้ประโยชน์ เนื่องจาก กระทรวงพาณิชย์ไม่ต้องออกหนังสือรับรอง

2.2 การส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG)

ไทย มีสินค้าที่มีมาตรการ SSG จำนวน 25 รายการ ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ เนย องุ่นสด และมันฝรั่ง เป็นต้น โดยจะสิ้นสุดในปี 2563 ส่วนในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยใช้มาตรการนี้กับนิวซีแลนด์ในการนำเข้าสินค้าเนยแข็งอื่น ๆ ส่วน นิวซีแลนด์ ไม่มี SSG

2.3 การนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการจำกัดปริมาณ (TRQ)

ไทย มีมาตรการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า (TRQ) จำนวน 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ นมสดและนมพร้อมดื่ม มันฝรั่ง หัวหอม และเมล็ดพันธุ์หัวหอม โดยหลังความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวไมเกินโควตาที่กำหนด เนื่องจากมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรการนำเข้าสินค้าแต่ละชนิดส่วนนิวซีแลนด์ไม่มี TRQ

2.4 ผลการดำเนินการภายใต้ Expert Group on SPS

นิวซีแลนด์อนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่อยู่ใน Priority List แล้ว 5 รายการ ได้แก่ มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ขิงสด และทุเรียนแกะเปลือก ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย) ไทยมีการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปนิวซีแลนด์รวม 0.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.5 นิวซีแลนด์ลงทุนในไทย

การลงทุนโดยตรงจากนิวซีแลนด์ ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย) โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุน 4 โครงการ มูลค่า 453 ล้านบาท เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ไม่มีการลงทุนในไทยเลย

2.6 เรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ

3. เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย (ITFTA)

3.1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.)

รายการ การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
(ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละ
เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละสัดส่วน
การใช้สิทธิ
การค้ารวม 4,728.3 2,897.2 32.0 450.8 248.1 8.6
-ส่งออก 2,662.2 1,576.9 28.2 417.3 223.7 14.2
-นำเข้า 2,066.1 1,320.2 26.9 33.5 24.4 1.8
-ดุลการค้า 596.1 256.7 - 383.8 199.3 -

3.2 อินเดียลงทุนในไทย

การลงทุนโดยตรงจากอินเดีย ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุน 10 โครงการ มูลค่า 576 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี 12 โครงการ มูลค่า 2,090 ล้านบาท

3.3 เรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ การเจรจาเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดเสรีไปแล้ว 82 รายการ

4. ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ACFTA)

4.1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.)

รายการ การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
(ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละ
เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) ร้อยละสัดส่วน
การใช้สิทธิ
การค้ารวม 31,046.6 18,337.8 29.2 2,028.2 1,052.6 5.7
-ส่งออก 14,821.7 8,359.9 27.4 1,874.1 978.4 11.7
-นำเข้า 16,224.9 9,977.9 30.8 154.1 74.2 0.7
-ดุลการค้า -1,403.2 -1,618.0 - 1,720.0 904.2 -

4.2 จีนลงทุนในไทย

การลงทุนโดยตรงจากจีน ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.) โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุน 7 โครงการ มูลค่า 180 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมี 18 โครงการ มูลค่า 3,962 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คือ กิจการโรงแรม

5. ความตกลงการค้าเสรีไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA)

5.1 การค้าระหว่างประเทศและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย.)

รายการ การค้าระหว่างประเทศ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
(ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละเปลี่ยนแปลง ปี 2550 ปี 2551
(ม.ค.-มิ.ย.)
ร้อยละสัดส่วนการใช้สิทธิ
การค้ารวม 46,358.4 26,359.0 19.1 723.9 3,061.1 11.6
-ส่งออก 17,976.9 9,878.8 13.0 677.1 2,325.4 23.5
-นำเข้า 28,381.5 16,480.2 23.1 46.8 735.7 4.5
-ดุลการค้า -10.404.6 -6,601.4 - 630.3 1,589.7 -

5.2 ญี่ปุ่นลงทุนในไทย

การลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น ในปี 2551 (ม.ค.-มิ.ย) โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุน 164 โครงการ มูลค่า 29,846 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมี 161 โครงการ มูลค่า 61,748 ล้านบาท อุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนโลหะและยานพาหนะ


12. เรื่อง สรุปผลการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก ครั้งที่ 77

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก ครั้งที่ 77 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-15 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. วิกฤตการณ์การเงิน ซึ่งเริ่มจากปัญหา sub-prime loans ในสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา ได้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจของโลก ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของประเทศพัฒนา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ตลอดจนถึงประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไอซ์แลนด์ และฮังการี เป็นต้น ผลของวิกฤตการณ์การเงินจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซบเซาในปีหน้า โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากปัญหาของสถาบันการเงินจะหดตัวหรือไม่ขยายตัว ส่วนประเทศกำลังพัฒนาคาดว่าการขยายตัวโดยเฉลี่ยจะชะลอลงอยู่ในช่วงร้อยละ 4-5 ปัญหาในภาคการเงินของสหรัฐจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศกำลังพัฒนาจะประสบปัญหาการชะลอตัวของการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ และหากไม่ระมัดระวังการชะลอตัวดังกล่าวในระยะยาวจะก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคธุรกิจและสถาบันการเงินของประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย

2. การแก้ไขวิกฤตการเงินและป้องกันปัญหาต่อเนื่อง

2.1 ประเทศที่ประสบปัญหาของสถาบันการเงิน ควรมีมาตรการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมถึงการสร้างความมั่นใจแก่ผู้ฝากเงิน การดูแลสภาพคล่องของสถาบันการเงิน การเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน การแยกสินทรัพย์ที่เป็นพิษ (toxic assets) ออกจากธนาคาร และการแก้ไขให้ระบบการเงินสามารถทำหน้าที่ระดมทุนและให้กู้ยืมได้อย่างปกติ และควรร่วมมือกันประสานมาตรการแก้ไขปัญหาเนื่องจากมาตรการที่แต่ละประเทศดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง อาจไม่ได้ผลถ้าไม่ได้มีการประสานการดำเนินมาตรการเข้าด้วยกัน

2.2 ประเทศที่จะประสบปัญหาทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจมีฐานะการคลังและการเงินต่างกัน ควรพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายของการดูแลเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังมีฐานะการคลัง อัตราดอกเบี้ย ทุนสำรองระหว่างประเทศและการออมของครัวเรือน ในระดับที่สามารถสร้างการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจากการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศได้

2.3 การแก้ไขระบบการเงินโลก วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความบกพร่องของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และการกำกับดูแลเครื่องมือการเงินใหม่ ๆ ดังนั้น IMF จะเร่งศึกษาบทเรียนและความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเสนอแนะแนวทางแก้ไขระบบการเงินโลกในการประชุมครั้งต่อไป

3. ปัญหาอาหารและพลังงาน ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าขณะนี้มาตรการเร่งด่วนของเศรษฐกิจโลก ได้แก่การแก้ไขวิกฤตการเงินและป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามต่อไป แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องอาหารและพลังงานก็ยังมีความสำคัญและจะเป็นปัญหาต่อไปในระยะยาว ถึงแม้ราคาน้ำมันและอาหารจะลดลงมากในช่วงนี้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าอดีตมาก และยังส่งผลให้ความยากจน การขาดแคลนอาหาร การเจ็บป่วยและการตายในประเทศยากจนเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาราคาอาหารและพลังงาน ดังนั้น การพัฒนาในอดีตที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการเปิดเสรีการค้าและการเงินเท่านั้นจะไม่เพียงพออีกต่อไป การพัฒนาในอนาคตจะต้องให้ความสำคัญแก่ประเด็นด้านอาหาร พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศอย่างจริงจัง ธนาคารโลกได้ตั้งกองทุนเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤตด้านอาหารในวงเงิน 1.2 ล้านดอลลาร์ สรอ. นอกจากนี้ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ วิกฤตการเงินอาจส่งผลให้เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศยากจนลดลง และความสำคัญที่ให้แก่การเจรจาเปิดเสรีการค้ารอบโดฮาร์อาจน้อยลง ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประเทศกำลังพัฒนาในระยะยาว

4. การปรับปรุงการออกเสียงและการมีส่วนร่วม ธนาคารโลกได้ปรับปรุงการบริหารตามที่มีข้อเรียกร้องให้พิจารณาเปลี่ยนแปลงให้สะท้อนถึงบทบาทของกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ ในโลก ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเริ่มมีการก่อตั้งธนาคารอย่างมาก ธนาคารโลกจึงได้ปรับปรุงให้กลุ่มประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางมีหุ้นส่วนมากขึ้น มีระบบการออกเสียงที่เป็นธรรมมากขึ้น และมีความโปร่งใสของระบบการเลือกประธานองค์กรมากขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นว่าจะต้องมีระบบที่ยืดหยุ่นที่สามารถดึงองค์กรใหม่ ๆ ที่มีบทบาทสูงในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร และองค์กรภาคประชาชน เป็นต้น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนา โดยถือเป็นกระบวนการปรับการบริหารจัดการใหม่ของธนาคารโลกในศตวรรษที่ 21


13. เรื่อง การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสู่ระดับรากหญ้า

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสู่ระดับรากหญ้า ในวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2551 เวลา 09.30 น. โดยอนุมัติใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโอฬาร ไชยประวัติ) เสนอ

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสู่ระดับ รากหญ้า มีวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มผลผลิตภายใน รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลได้คำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับ ไม่เฉพาะในระดับมหภาคเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการประชุมดังกล่าว จะมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานเร่งด่วนของโครงการหลักของรัฐบาล 3 โครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในระดับรากหญ้า ได้แก่ 1) การเพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีการบริหารจัดการที่ดี 2) การจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากรให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้านและชุมชนอย่างมีความต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยแผนการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการ จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้งเป็นการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา เพื่อให้เกิดผลผลิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคท้องถิ่น

เพื่อให้ผู้บริหารในส่วนภูมิภาคได้รับทราบ จึงกำหนดจัดให้มีการถ่ายทอดผ่านระบบ Video Conference ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทุกท้องที่ และถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT ให้ประชาชนทั่วไปและข้าราชการได้รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาลดังกล่าว เพื่อเตรียมการรองรับการดำเนินงาน


14. เรื่อง รายงานความก้าวหน้า 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบความก้าวหน้าของการดำเนินงานตาม 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ครั้งที่ 2 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตาม 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ดังนี้

1.1 ความก้าวหน้าการดำเนินมาตรการ หน่วยงานรับผิดชอบได้ดำเนินการตาม 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายเดินทางของประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงจากร้อยละ 9.2 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 6.4 ในเดือนสิงหาคม และร้อยละ 6.0 ในเดือนกันยายน โดยสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงาน ดังนี้

1.1.1 มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เริ่มดำเนินมาตรการตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ซึ่งผลของมาตรการที่ให้ลดภาษีสรรพสามิตลง ประมาณ 3 บาท/ลิตร และการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน ได้ปรับลดลงจากช่วงก่อนดำเนินมาตรการถึง 13.70 และ 20.20 บาทต่อลิตร ตามลำดับ

1.1.2 มาตรการชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน ได้ดำเนินการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน ระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งในส่วนของภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับขึ้นราคาก๊าซ โดยกระทรวงพลังงาน

1.1.3 มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน ครอบคลุมผู้ใช้น้ำครัวเรือนประมาณ 3.24 ล้านราย ประกอบด้วย

1) เขตนครหลวง (กปน.) ครอบคลุมผู้ใช้น้ำครัวเรือน จำนวน 1.22 ล้านราย จากครัวเรือนทั้งหมด 1.38 ล้านราย คิดเป็น ร้อยละ 88 ของครัวเรือนทั้งหมด สำหรับอาคารชุดหรือห้องเช่ามีผู้ได้รับสิทธิ จำนวน 3,159 ราย

2) เขตภูมิภาค (กปภ.) ครอบคลุมผู้ใช้น้ำครัวเรือน จำนวน 2.02 ล้านราย จากครัวเรือนทั้งหมด 2.76 ล้านราย คิดเป็น ร้อยละ 73 ของครัวเรือนทั้งหมด สำหรับอาคารชุดหรือห้องเช่ามีผู้ได้รับสิทธิ จำนวน 2,445 ราย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขยายมาตรการด้านน้ำประปาให้ครอบคลุมผู้ใช้น้ำที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยการสำรวจเฉพาะระบบประปาเทศบาล จำนวน 709 แห่ง มีผู้ใช้น้ำ ในช่วง 0-50 ลบ.ม. ประมาณ 698,386 ราย วงเงินประมาณ 85 ล้านบาท ต่อเดือน คิดเป็นวงเงินประมาณ 540 ล้านบาท ระยะเวลา 6 เดือน

1.1.4 มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนประมาณ 10.75 ล้านราย ประกอบด้วย

1) เขตนครหลวง (กฟน.) จำนวน 0.81 ล้านราย จากครัวเรือนทั้งหมด 2.2 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 37 ของครัวเรือนทั้งหมด

2) เขตภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 9.94 ล้านราย จากครัวเรือนทั้งหมด 13.2 ล้านครัวเรือน คิดเป็น ร้อยละ 75 ของครัวเรือนทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กฟผ. อีกจำนวน 2,353 ราย

1.1.5 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง ให้บริการรถโดยสารประจำทางฟรีในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 800 คัน ใน 73 เส้นทาง มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวัน 431,437 คน/วัน (ก่อนมีมาตรการ 419,877 คน/วัน)

1.1.6 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3

1) ให้บริการรถไฟเชิงสังคม ในเส้นทางสายเหนือ สาย ต.อ. สาย ต.อ./เหนือ และสายใต้ รวม 164 ขบวน โดยมีผู้ใช้บริการประมาณ 3.2 ล้านคน ในเดือนกันยายน 2551 สำหรับการให้บริการในช่วงเร่งด่วนได้เพิ่มรถพ่วง ในเส้นทางเร่งด่วนและท่องเที่ยว เฉลี่ย 15 คัน/วันด้วย

2) คณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 ให้ยกเว้นค่าบริการโดยสารขบวนรถเร็วที่ให้บริการจากสถานีต้นทางกรุงเทพ จนถึงสถานีปลายทางในแต่ละเส้นทาง ๆ ละ 2 ขบวนต่อวัน (ไป-กลับ) รวมทั้งสิ้น 8 ขบวน ได้แก่ 1) เส้นทางสายเหนือ (กรุงเทพ-เชียงใหม่) 2) เส้นทางสายอีสาน (กรุงเทพ-หนองคาย) 3) เส้นทางสายอีสานใต้ (กรุงเทพ-อุบลราชธานี) และ 4) เส้นทางสายใต้ (กรุงเทพ-สุไหงโกลก) ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เงินชดเชยเพิ่มเติมเฉลี่ย 28 ล้านบาทต่อเดือน

2. เห็นชอบการยืนยันการดำเนินมาตรการจนสิ้นสุดระยะเวลา 6 เดือน

3. มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับไปพิจารณาปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ก๊าซ LPG ดังนี้

3.1 พิจารณาปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินมาตรการในเดือนมกราคม 2552

3.2 พิจารณาปรับราคาก๊าซ LPG ให้สอดคล้องกับกลไกตลาด

4. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาปรับปรุงมาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน โดยทบทวนหลักเกณฑ์ปริมาณการใช้น้ำไม่เกิน 50 ลบ.ม./ครัวเรือน/เดือน เป็น 30 ลบ.ม./ครัวเรือน/เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นขั้นพื้นฐานและหลักความประหยัด รวมทั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินชดเชยการให้บริการเชิงสังคมของ กปภ. ในปัจจุบัน

5. มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเร่งรัดการเบิกจ่ายชดเชยเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบดำเนินการตามมาตรการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

6. มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายโอฬาร ไชยประวัติ) กำกับดูแลการดำเนินการตาม 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน

7. เห็นชอบปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดงาน "มั่นใจไทยแลนด์ : การลงทุนเพื่ออนาคตของคนไทย" วงเงินรวม 40 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้ชะลอการจัดงานออกไป ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

7.1 โอนรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 30 ล้านบาท สำหรับการจัดจ้าง บริษัทจัดงานมั่นใจไทยแลนด์ฯ เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมประเทศไทย

7.2 ให้ สศช. ปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ จำนวน 10 ล้านบาท สำหรับการจัดหาสถานที่จัดงานมั่นใจไทยแลนด์ฯ และการประชาสัมพันธ์บางส่วน ไปดำเนินการในภารกิจเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล ข้อ 1.16 ในการจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศของโลก การผันผวนของราคาพลังงาน และวิกฤตอาหารของโลกแทน


สังคม


15. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ระยะที่ 1 (16 จังหวัดนำร่อง)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ระยะที่ 1 (16 จังหวัดนำร่อง) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ได้เร่งดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ระยะที่ 1 (16 จังหวัดนำร่อง) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2550 แล้วทำการติดตามประเมินผลโครงการ ซึ่งมีผลการดำเนินงานสรุปได้ ดังนี้

  1. การดำเนินการ ได้รับงบประมาณดำเนินโครงการ จำนวน 3,174,990,000 บาท และโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการก่อสร้าง/ปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านจำนวน 3,256 โครงการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขอยกเลิก 28 โครงการ คงเหลือที่ดำเนินการจริง จำนวน 3,228 โครงการ งบประมาณ 3,075,095,860 บาท โดยก่อสร้าง/ปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 3,225 โครงการ ผู้รับจ้างทิ้งงาน จำนวน 3 โครงการ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหางบประมาณมาดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จต่อไป
  2. การติดตามประเมินผลโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยประเมินผลด้านงานก่อสร้าง การใช้งานระบบประปา ความพึงพอใจของผู้ใช้น้ำและผู้ปฏิบัติงาน ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี มีเรื่องคุณภาพน้ำประปาที่ต้องควบคุมให้ได้มาตรฐาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเน้นให้ความสำคัญในการควบคุมการผลิตน้ำประปาให้ได้มาตรฐาน ด้วยการฝึกอบรมแนะนำ การนิเทศติดตามผลการดำเนินกิจการประปาและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของคุณภาพน้ำกับสุขภาพอนามัยของประชาชน
  3. ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานโครงการ จำนวน 3,228 โครงการ สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 16 จังหวัดนำร่อง ได้ถึงจำนวน 3,244 หมู่บ้าน โดยมีประชากรที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 1,385,152 คน

16. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2551 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ธ.ก.ส.จะให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรลูกค้าที่ประสบอุทกภัยและได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ดังนี้

2. ธนาคารออมสิน

ธนาคารออมสินได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

3. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

ธอส. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านที่อยู่อาศัย ดังนี้

4. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

ธพว. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเดิมที่ประสบอุทกภัย ดังนี้

5. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)

ธสน. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเดิมและรายใหม่ที่ประสบอุทกภัย ดังนี้

6. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

ธอท. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเดิมที่ประสบอุทกภัย ดังนี้

7. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

บสย. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้

8. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)

บตท. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเดิมที่ได้รับความเสียหายจริงจากสถานการณ์ประสบอุทกภัย โดยพักชำระหนี้ให้ไม่เกิน 3 เดือน


17. เรื่อง การดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์สันติวิธี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ พ.10 / 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการยุทธศาสตร์สันติวิธี ดังนี้

โดยที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีมุ่งให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของชาติในการป้องกันและจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ได้รับผลสำเร็จอย่างยั่งยืน จึงได้มีคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ 1/2544 ลงวันที่ 18 เมษายน 2544 แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีขึ้นเพื่อดำเนินการดังกล่าว และได้มีพัฒนาการต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม จนกำหนดสันติวิธีเป็นนโยบายเฉพาะหน้า และนโยบายทั่วไปไว้ในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2550 - 2554 แล้วตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 ดังนั้นจึงสมควรพิจารณาปรับปรุงผู้รับผิดชอบการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์สันติวิธีดังกล่าวให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาวการณ์และมีเอกภาพในการบริหารจัดการต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 จึงออกคำสั่งไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ 1/2544 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ สันติวิธี ลงวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2544 และคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องแก้ไขเพิ่มเติมหรือออกโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว

ข้อ 2 การดำเนินการที่เกิดขึ้นตามคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ 1/2544 และคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องแก้ไขเพิ่มเติมหรือออกโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าวที่ถูกยกเลิกไป ให้ดำเนินการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ ภารกิจ และการดำเนินการต่อเนื่องไปเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามข้อ 3 และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแต่กรณี

ข้อ 3 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการยุทธศาสตร์สันติวิธีขึ้นโดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

3.1 องค์ประกอบ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา ที่ประธานกรรมการเห็นชอบจำนวนไม่เกิน 5 คน โดยมี ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงกิจการภายในประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย และเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

3.2 อำนาจหน้าที่

ข้อ 4 ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณามอบหมายหน่วยงานภายในตามความเหมาะสมดำเนินการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานทางวิชาการ และฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการตามข้อ 3 ต่อไป

ข้อ 5 ในกรณีมีข้อขัดข้องในการดำเนินการตามคำสั่งนี้ ให้เลขาธิการสภาความั่นคงแห่งชาติพิจารณาดำเนินการและประสานการแก้ไขปัญหาและรายงานนายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติต่อไป

ข้อ 6 ให้ส่วนราชการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป


18. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานสภาวะอากาศรายสัปดาห์และพยากรณ์อากาศ ดังนี้

สาระสำคัญ

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (3 - 19 ตุลาคม 2551)

ด้วยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ร่องความกดอากาศต่ำเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคใต้และอ่าวไทย ซึ่งเป็นการเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทยตอนบน ทำให้มีฝนตกลดลงและเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยฝนได้เลื่อนลงไปตกเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ของภาคใต้ และในช่วงปลายสัปดาห์กลุ่มฝนได้เลื่อนขึ้นมาถึงภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันข้างหน้า (20 - 26 ตุลาคม 2551)

การคาดหมายลักษณะอากาศที่สำคัญในช่วง 7 วันข้างหน้า (20 - 26 ตุลาคม 2551)

ลักษณะอากาศทั่วไป ในช่วงวันที่ 20 - 22 ตุลาคม 2551 บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังอ่อนลง และจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมอีกครั้ง ในช่วงวันที่ 23 - 26 ตุลาคม 2551 ส่วนร่องความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านภาคใต้ตลอดช่วง

คาดหมาย คาดว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า โดยยังคงมีฝนตกเล็กน้อยได้บ้างในบางพื้นที่ สำหรับภาคกลางและภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกได้ ร้อยละ 20 - 40 ของพื้นที่ ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกชุกหนาแน่นตลอดช่วง โดยมีโอกาสฝนตกหนักได้บางแห่ง สำหรับคลื่นลมยังคงอยู่ในเกณฑ์ 1 - 2 เมตร

สรุป พื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ตอนกลางบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ยังคงต้องระมัดระวังภัยจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากต่อไปอีก


19. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานสรุปสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ วันที่ 20 ตุลาคม 2551 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ปริมาณฝนตกสูงสุด10 ลำดับ กระจายในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคตะวันออก โดยมีฝนตกสูงสุด 65.8 มม./วัน ที่ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

2. อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 85% ขึ้นไป มี 17 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนแม่งัดที่ จ.เชียงใหม่ , เขื่อนสิริกิติ์ที่ จ.อุตรดิตถ์, เขื่อนห้วยหลวงที่ จ.อุดรธานี , เขื่อนน้ำอูนที่ จ.สกลนคร , เขื่อนลำปาวที่ จ.กาฬสินธุ์ , เขื่อนสิรินทรที่ จ.อุบลราชธานี , เขื่อนอุบลรัตน์ที่ จ.ขอนแก่น , เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำแซะ ที่ จ.นครราชสีมา , เขื่อนศรีนครินทร์ที่ จ.กาญจนบุรี , เขื่อนป่าสัก ที่ จ.ลพบุรี , เขื่อนขุนด่านปราการชลที่ จ.นครนายก , เขื่อนคลองสียัด ที่ จ.ฉะเชิงเทรา , เขื่อนประแสร์ที่ จ.ระยอง และเขื่อนหนองปลาไหลที่ จ.ระยอง

3. อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำ 80% ถึง 85% มี 3 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนจุฬาภรณ์ที่ จ.ชัยภูมิ , เขื่อนวชิราลงกรณ์ที่ จ.กาญจนบุรี และเขื่อนรัชชประภาที่ จ.สุราษฎร์ธานี

4. แม่น้ำสายหลักที่มีปริมาณน้ำล้นตลิ่ง ประกอบด้วย

5. พื้นที่ประสบอุทกภัย ในช่วงวันที่ 14 - 20 ตุลาคม 2551 มี 3 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม

6. การให้ความช่วยเหลือ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ขอนแก่น หนองบัวลำภู อุบลราชธานี และหนองคาย โดยการล้างบ่อน้ำตื้น 163 บ่อ ติดตั้งระบบประปาสนามเพื่อบริการน้ำอุปโภค 155,700 ลิตร แจกจ่ายน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค 55,702 ลิตร เตือนภัยน้ำหลากให้กับ 62 หมู่บ้าน และแจกถุงยังชีพ 500 ครัวเรือน


20. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 22 ช่วงวันที่ 14-20 ตุลาคม 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 22 ช่วงวันที่ 14-20 ตุลาคม 2551 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย สถานการณ์น้ำ ผลกระทบด้านการเกษตร และการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์อุทกภัย

เนื่องจากเกิดร่องความกดอากาศต่ำกำลังแรงพาดผ่านภาคกลาง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคตะวันออกตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

พื้นที่ประสบอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 17 ตุลาคม 2551 รวม 50 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร น่าน แพร่ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ตาก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พะเยา ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท กรุงเทพมหานคร สุพรรณบุรี เลย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา นครพนม บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี อุดรธานี นครนายก สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสตูล ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น และร้อยเอ็ด

1. จังหวัดขอนแก่น ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมือง (2 ตำบล) และอำเภอชนบท (2 ตำบล) ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.20-0.40 เมตร แนวโน้มสถานการณ์ หากไม่มีฝนตกในพื้นที่ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติใน 2-4 วันนี้

2. จังหวัดร้อยเอ็ด ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอจังหาร (3 ตำบล) อำเภอเชียงขวัญ (1 ตำบล) ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.20-0.50 เมตร แนวโน้มสถานการณ์ระดับน้ำลดลง

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ (19 ตุลาคม 2551) มีปริมาณน้ำในอ่างฯทั้งหมด 54,670 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 80 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 31,357 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2550 (59,603 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 4,933 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 7 ของความจุอ่างฯ ทั้งนี้ สามารถรับน้ำได้อีก 13,838 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เฉลี่ยทั้งปี 38,221 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ วันนี้ 126.1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึง วันนี้ จำนวน 37,088 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 97 ของค่าเฉลี่ยทั้งปี)

อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 8,327 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ 4,527 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯ และเมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2550 (11,166 ล้าน ลบ.ม.) น้อยกว่า จำนวน 2,839 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 8,181 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 86 ของความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ 5,331 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ และเมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2550 (7,352 ล้าน ลบ.ม.) มากกว่า จำนวน 829 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 911 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 95 ของความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ 908 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 95 ของความจุอ่างฯ และเมื่อเปรียบเทียบปริมาตรน้ำปัจจุบันกับปี 2550 (894 ล้าน ลบ.ม.) มากกว่า จำนวน 17 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 18 อ่าง ได้แก่

หน่วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ไหลลงอ่างฯ ปริมาณน้ำรับ
ได้อีก
ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ %ความจุอ่างฯ เฉลี่ยทั้งปี วันนี้ สะสม 1 ม.ค.
1.สิริกิติ์ 8,181 86 5,331 56 5,391 16.20 6,761 1,329
2.แม่งัดสมบูรณ์ชล 256 97 234 88 332 9.00 335 9
3.ห้วยหลวง 119 101 114 96 161 0.40 158 -
4.น้ำอูน 492 95 449 86 433 2.20 423 28
5.อุบลรัตน์ 2,204 97 1,794 79 2,271 17.80 3,530 60
6.ลำตะคอง 270 86 242 77 270 0.20 346 44
7.ลำปาว 1,229 86 1,144 80 1,985 2.80 1,913 201
8.ลำพระเพลิง 109 99 108 98 184 0.80 180 -
9.มูลบน 134 95 127 90 82 0.70 100 7
10.ลำแซะ 236 86 229 83 193 3.70 193 39
11.สิรินธร 1,699 86 868 44 1,664 1.10 1,815 267
12.ป่าสักชลสิทธิ์ 911 95 894 95 2,200 16.20 2,470 49
13.ศรีนครินทร์ 15,604 88 5,339 30 4,339 12.00 3,404 2,141
14.วชิราลงกรณ 7,205 81 4,193 47 5,369 9.60 5,468 1,655
15.ขุนด่านปราการชล 203 91 198 89 337 0.50 322 21
16.คลองสียัด 380 90 350 83 204 3.20 312 40
17.หนองปลาไหล 162 99 148 91 203 1.00 129 2
18.ประแสร์ 225 91 205 83 295 0.00 276 23

2. สภาพน้ำท่า

อิทธิพลน้ำทะเลในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สะพานพุทธ (C.4) ระดับน้ำสูงสุดเมื่อวานนี้ +1.79 เมตร รทก. เวลา 9.30 น. คาดว่าระดับน้ำสูงสุดวันนี้ อยู่ที่ระดับ +1.81 เมตร เวลา 11.30 น.

ผลกระทบด้านการเกษตร

อุทกภัยช่วงวันที่ 1 กันยายน - 17 ตุลาคม 2551 พื้นที่ประสบภัยรวม 50 จังหวัดได้แก่ ภาคเหนือ 16 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ภาคกลาง 8 จังหวัด ภาคตะวันออก 7 จังหวัด และภาคใต้ 2 จังหวัด

การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

1. การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ

กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลืออุทกภัยตามจังหวัดต่างๆ
ทั่วประเทศ จำนวน 1,200 เครื่อง ปัจจุบันได้ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือไปแล้ว 22 จังหวัด จำนวน 347 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 38 เครื่อง ตามจังหวัดต่างๆ ดังนี้

ภาค จังหวัด เครื่องสูบน้ำ (เครื่อง) เครื่องผลักดันน้ำ (เครื่อง)  
เหนือ 5 32 - พิจิตร(4) กำแพงเพชร(3) พิษณุโลก(6) เชียงราย(5) น่าน(14)
ต.อ.เฉียงเหนือ 8 167 11 นครราชสีมา(60,ผลักดันน้ำ(11) สกลนคร(5) หนองคาย(18) ขอนแก่น(14) ชัยภูมิ(4) มหาสารคาม(50) กาฬสินธุ์(13) นครพนม(3)
กลาง 8 140 27 ชัยนาท(1) อุทัยธานี(3) ลพบุรี(41) สิงห์บุรี( 31) พระนครศรีอยุธยา(1) อ่างทอง(37) นครปฐม(ผลักดันน้ำ 20) สุพรรณบุรี(26,ผลักดันน้ำ 7)
ตะวันออก 1 9 - ปราจีนบุรี(9)
รวม 22 348 38  

2. การสนับสนุนเสบียงสัตว์และดูแลสุขภาพสัตว์

กรมปศุสัตว์สนับสนุนเสบียงสัตว์จำนวน 741,841 กิโลกรัม และดูแลสุขภาพสัตว์ 62,524 ตัว ทั้งนี้ ได้สำรองเสบียงสัตว์ไว้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยเพิ่มเติม โดยมีเสบียงสัตว์คงเหลือ 8,446 ตัน ประกอบด้วย หญ้าแห้ง 4,915 ตัน หญ้าหมัก 162 ตัน และหญ้าสด 3,369 ตัน คิดเป็นมูลค่า 18.44 ล้านบาท ซึ่งหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นอีกคาดว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้นานถึงมกราคม 2552

3. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผัก

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเกษตร ศูนย์เพาะเลี้ยงพันธุ์พืช จำนวน 10 แห่ง ผลิตต้นกล้าพืชผักจำนวน 1 ล้านต้น แจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว จำนวน 250,000 ต้น รวมทั้งได้จัดตั้งครัวสายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดลพบุรีและปราจีนบุรี


21. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ และการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว ปี พ.ศ. 2551 - 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ในห้วงวันที่ 11 กันยายน - 20 ตุลาคม 2551 สรุปสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน (ข้อมูลถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2551) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ(ระหว่างวันที่ 11 กันยายน - 20 ตุลาคม 2551)

1.1 พื้นที่ประสบภัย รวม 33 จังหวัด 283 อำเภอ 1,850 ตำบล 15,310 หมู่บ้าน ผู้เสียชีวิต 32 คน สูญหาย 1 คน (จ.พิษณุโลก) ราษฎรเดือดร้อน 697,457 ครัวเรือน 2,863,705 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 8 หลัง บางส่วน 9,483 หลัง ถนนเสียหาย 4,768 แห่ง สะพาน 113 สะพาน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมเบื้องต้นประมาณ 1,191,145 ไร่ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 755,702,111 บาท

 

ที่

พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด ครัวเรือน คน
1 เหนือ 10 54 217 1,109 ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พิจิตร สุโขทัย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน 59,638 195,647
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 13 159 1,172 11,405 เลย ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด 553,482 2,437,302
3 กลาง 3 33 266 1,574 ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา 48,730 131,690
4 ตะวันออก 7 37 195 1,222 นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด จันทบุรี สระแก้ว 35,607 99,066
รวมทั้งประเทศ 33 283 1,850 15,310   697,457 2,863,705

1.2 สถานการณ์ปัจจุบัน คลี่คลายแล้ว 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ตาก พะเยา ลำปาง นครนายก เลย สุโขทัย แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก ฉะเชิงเทรา ตราด ชลบุรี พิจิตร สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สระแก้ว จันทบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี

ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรของอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เป็นบางพื้นที่คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 3-4 วัน

1.3 การตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข) และคณะ เดินทางไปตรวจราชการและติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดหนองคาย และมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือให้แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้

2. การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว ปี พ.ศ. 2551 - 2552

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายลักษณะอากาศในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ปี 2551 - 2552 ว่าจะเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2551 ถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูง หรือ มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนเป็นระยะ ๆ และทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงได้ในบางพื้นที่ ต่อจากนั้นอุณหภูมิ จะลดลงทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก รวมทั้งบริเวณยอดดอยและยอดภู จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และจะสิ้นสุดฤดูหนาวประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว ปี พ.ศ.2551 - 2552 รวมทั้งเพื่อให้การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ให้แก่ผู้ประสบภัย การประสานการปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด อำเภอ/และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการดังนี้

3. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 18 - 24 ตุลาคม 2551


22. เรื่อง รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย สรุปได้ดังนี้

1. จังหวัดลพบุรี

บริเวณที่ประสบปัญหา คือ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี คุณภาพน้ำมีการปรับตัวดีขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตรวจพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำเพิ่มขึ้นจาก 2.4 เป็น 3.1 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ เนื่องจากช่วงแม่น้ำลพบุรีกำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ

2. จังหวัดปราจีนบุรี

บริเวณที่ประสบปัญหาได้แก่ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอเมือง อำเภอบ้านสร้าง โดยมีการระบายน้ำเสียจากพื้นที่น้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตรวจพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจาก 2.5 - 3.8 เป็น 1.8 - 3.7 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะที่บริเวณตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำที่สุดคือ 1.8 มิลลิกรัมต่อลิตร เนื่องจากน้ำในพื้นที่ท่วมขังลดระดับลงประกอบกับมีการระบายน้ำจากพื้นที่ท่วมขังทางตอนบนของแม่น้ำ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำปราจีนบุรีกำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 2 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

3. จังหวัดพิษณุโลก

จากการตรวจสอบบริเวณอำเภอเมือง พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ เนื่องจากช่วงแม่น้ำยมในจังหวัดพิษณุโลกกำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

4. จังหวัดพิจิตร

จากการตรวจสอบบริเวณอำเภอบางมูลนาก พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่า 3.7 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ เนื่องจากช่วงแม่น้ำน่านในจังหวัดพิจิตรกำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

5. จังหวัดนครสวรรค์

จากการตรวจสอบบริเวณอำเภอชุมแสง พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่า 3.9 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงอำเภอชุมแสง กำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณอำเภอเมือง พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่า 4.2 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงอำเภอเมือง กำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 2 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

6. จังหวัดสิงห์บุรี

จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณจังหวัดสิงห์บุรี พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่า 5.6 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงจังหวัดสิงห์บุรี กำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 2 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

7. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บริเวณที่ประสบปัญหา ได้แก่ อำเภอบางบาล และอำเภอบางไทร โดยที่อำเภอบางบาล ตรวจพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำเพิ่มขึ้นจาก 3.9 เป็น 6.1 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงอำเภอบางบาล กำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 2 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนที่อำเภอบางไทร พบว่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 3.9 เป็น 4.4 มิลลิกรัมต่อลิตร คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงอำเภอบางไทร กำหนดมาตรฐานให้เป็นประเภทที่ 3 ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร

ทั้งนี้ แม่น้ำเจ้าพระยาโดยภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนแม่น้ำปราจีนบุรี มีค่าออกซิเจนละลายน้ำลดลง เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้น้ำในแม่น้ำมีปริมาณน้อย แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ

การดำเนินงานแก้ไขปัญหา

  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการจัดทำคู่มือการจัดการมลพิษทางน้ำในภาวะอุทกภัย รวมทั้งรับการสนับสนุนคู่มือรับสถานการณ์น้ำท่วมภาคประชาชน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะนำไปเผยแพร่องค์ความรู้ในการลดผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัย โดยคาดการณ์ว่าจะนำไปมอบให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ภายในปลายเดือนตุลาคมนี้
  2. ในส่วนของพื้นที่น้ำท่วมขังและเน่าเสีย เพื่อเป็นการลดผลกระทบทั้งเรื่องสีและกลิ่น และปรับปรุงคุณภาพน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดสรรน้ำสกัดชีวภาพ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นก่อนระบายน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว
  3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประสานไปยังชลประทานในพื้นที่เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังออกสู่แหล่งน้ำลำคลองตามธรรมชาติ เพื่อลดและบรรเทาภาวะการเน่าเสียของน้ำในพื้นที่ท่วมขัง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี

23. เรื่อง รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี เสนอรายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2551 ดังนี้

สภาพอากาศ บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้มีอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า สำหรับภาคกลางและภาคตะวันออก มีลมตะวันออกพัดปกคลุม ในภาคใต้มีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา)

พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก พื้นที่ที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยดินถล่มในระยะนี้คือ

  1. จังหวัดเพชรบุรี : อำเภอหนองหญ้าปล้อง (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 48 คน) อำเภอแก่งกระจาน (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 172 คน)
  2. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ : อำเภอทับสะแก (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 23 คน) อำเภอบางสะพาน (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 29 คน) อำเภอบางสะพานน้อย (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 15 คน)
  3. จังหวัดชุมพร : อำเภอพะโต๊ะ (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 171 คน) อำเภอสวี (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 159 คน)
  4. จังหวัดสุราษฎร์ธานี : อำเภอบ้านนาสาร (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 92 คน) อำเภอคีรีรัฐนิคม (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 51 คน) อำเภอวิภาวดี (เครือข่ายฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 49 คน)

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี กำลังประสานงานโดยตรงกับเครือข่ายฯ ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


24. เรื่อง รายงานผลการปลูกฟื้นฟูป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11/2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ รายงานผลความก้าวหน้าการปลูกฟื้นฟูป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11/2551 ซึ่งมีผลการดำเนินงานสะสมจนถึง ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2551 ดังนี้

  1. การปลูกและฟื้นฟูป่า มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 220,653.44 ไร่ ประกอบด้วย
    • 1) การปลูกในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 96,909.44 ไร่
    • 2) การปลูกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 81,943 ไร่
    • 3) การปลูกป่าในพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 30,466 ไร่
    • 4) การปลูกป่าในพื้นที่สวนป่าของ ออป. จำนวน 11,335.00 ไร่
  2. การปลูกป่าตามโครงการ "ทส.สัญจร ปลูกป่า พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยพระบารมี" ใน 17 พื้นที่ 15 จังหวัด รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,666 ไร่/418,355 ต้น
  3. การส่งเสริมการปลูกป่า (แจกกล้าไม้) รวมจำนวน 171.98 ล้านกล้า/607,511 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยผลงานของหน่วยงานดังนี้
    • 1) กรมป่าไม้ จำนวน 109.97 ล้านกล้า/340,331 ไร่
    • 2) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 57.46 ล้านกล้า/256,368 ไร่
    • 3) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 4.53 ล้านกล้า/10,737 ไร่

ในส่วนของการปลูกป่าร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานรัฐอื่นที่ได้ร่วมปลูกป่า และร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือโครงการปลูกฟื้นฟูป่ากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 23,495.00 ไร่/5,520,708 ต้น


25. เรื่อง รายงานการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ตามที่คณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง เสนอดังนี้

1. สถานการณ์และขอบข่ายการช่วยเหลือ ได้มีการพิจารณาสถานการณ์และขอบข่ายการช่วยเหลือ โดยศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร รายงานว่า มีผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ดังนี้

รวมทั้ง 3 เหตุการณ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 612 ราย และเสียชีวิต จำนวน 3 ราย

2. นโยบายการช่วยเหลือ

ให้การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยไม่เลือกฝ่ายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ซึ่งการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหาย หมายถึง "ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล" โดยการเยียวยาทั้งในรูปตัวเงินและในด้านจิตใจ

สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือที่ประชุมพิจารณาเห็นว่าเพื่อให้เกิดความรอบคอบและประโยชน์แก่ผู้ได้รับความเสียหาย จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นเพื่อศึกษาระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการช่วยเหลือ และมติคณะรัฐมนตรีในการจ่ายค่าทดแทนหรือค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำมาประกอบในการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้เสียหายต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายในรูปตัวเงิน และให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำโครงการเยียวยาทางด้านจิตใจแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ให้ใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น


ต่างประเทศ


26. เรื่อง รายงานผลการเข้าร่วมงาน Expo Zaragoza 2008 ณ ประเทศสเปน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานผลการเข้าร่วมงาน Expo Zaragoza 2008 ณ ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน - 14 กันยายน 2551 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการเข้าร่วมงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ เป็นหน่วยงานดำเนินงานในการเข้าร่วมจัดงานดังกล่าว โดยมีหัวข้อหลัก (Theme) ของงานคือ "Water and Sustainable Development"

ประเทศไทยได้จัดนิทรรศการและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ณ ศาลาไทย (Thailand Pavilion) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 389 ตารางเมตร โดยนำเสนอภายใต้แนวคิดหลักคือ "Water is Life - Royal Initiatives" และแนวคิดรองคือ "Water and Soil Conservation through the Use of Vetiver Grass" การเข้าร่วมจัดนิทรรศการของประเทศไทยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และในวโรกาสที่ทรงได้รับพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ" และเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนนวัตกรรมของไทยในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนนานาชาติ และกระชับความสัมพันธ์ไทย - สเปน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยศาลาไทยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน รวมทั้งสิ้น 742,461 คน จากเป้าหมาย 600,000 คน คิดเฉลี่ย 8,250 คนต่อวัน มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 6,000 คนต่อวัน ถึง 38% และมีสถิติผู้เข้าชมงานสูงสุด 12,456 คนต่อวัน ผู้ชมให้ความสนใจในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับการบริหารจัดการน้ำ และการนำเสนอการอนุรักษ์ดินและน้ำ อนึ่ง การจัดงานครั้งนี้ มีผู้เข้าชมงานจำนวนทั้งสิ้น 5,519,452 คน และมีประเทศต่างๆ ร่วมจัดงาน 105 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัลที่ 2 ประเภทแนวความคิด ในกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่จัดงานน้อยกว่า 500 ตารางเมตร จากการตัดสินของคณะกรรมการ Bureau of International Exposition (BIE) ซึ่งเป็นองค์กรจัดงานนิทรรศการในระดับนานาชาติ


แต่งตั้ง


27. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สำนักการต่างประเทศ) เสนอ ดังนี้

1) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 242/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

โดยที่ประเทศไทยได้เข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551-ธันวาคม 2552)

เพื่อให้การเตรียมการจัดการประชุมดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุพล ฟองงาม) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ราชเลขาธิการ เลขาธิการพระราชวัง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายภราดา เณรบำรุง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ โดยมี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการและเลขานุการ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (หัวหน้ากลุ่มภารกิจความร่วมมือระหว่างประเทศ) อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. มอบนโยบายและแนวทางจัดเตรียมการประชุมทั้งในด้านสารัตถะ พิธีการและอำนวยการ รักษาความปลอดภัยและจราจร และประชาสัมพันธ์ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. แต่งตั้งและกำกับดูแลการทำงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และสั่งการให้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
  3. ติดตามและประเมินผลการทำงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง
  4. ให้ความเห็นชอบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

2) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 243/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

เพื่อให้การเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551- ธันวาคม 2552) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานเพื่อเตรียมการจัดการประชุมขึ้น โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ ประกอบด้วย เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายภราดา เณรบำรุง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนกรมการแพทย์ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนสำนักบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านประสานกิจการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักพิธีการและเลขานุการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

อำนาจหน้าที่

  1. อำนวยการประสานงานและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการและเอกชนในด้านสารัตถะ พิธีการและอำนวยการ รักษาความปลอดภัยและจราจร และประชาสัมพันธ์ของการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวเนื่องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. มีอำนาจในการเชิญผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมชี้แจง ให้คำแนะนำ และข้อเสนอแนะ รวมทั้งขอเอกสารข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงาน
  3. แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น
  4. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

3) คำสั่งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ที่ 1/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านสารัตถะเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

เพื่อให้การเตรียมการจัดประชุมอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551- ธันวาคม 2552) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 242/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ดังนี้

องค์ประกอบ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานอนุกรรมการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานอนุกรรมการ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดประทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายภราดา เณรบำรุง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (หัวหน้ากลุ่มภารกิจความร่วมมือระหว่างประเทศ) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมองค์ การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ประธานสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนสำนักงานบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วย รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย/ท่าทีของไทยในการประชุมและในการดำรงตำแหน่างประธานอาเซียน เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. กำหนดประเด็นหลัก (Theme) และประเด็นย่อย (sub-theme) ของการประชุมต่าง ๆ
  3. ประสานงานจัดการประชุมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ และสำนักเลขาธิการอาเซียนในด้านสารัตถะ
  4. ดำเนินการจัดประชุมในระดับต่าง ๆ และประสานงานกับสำนักเลขาธิการอาเซียนในด้านสารัตถะ โดยมีคณะทำงานด้านสารัตถะของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการจัดทำเอกสารและระเบียบวาระการประชุม
  5. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
  6. ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการระดับชาติ ฯ มอบหมาย

4) คำสั่งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ที่ 2/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

เพื่อให้การเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551-ธันวาคม 2552) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 242/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการขึ้น โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานอนุกรรมการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานอนุกรรมการ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการประกอบด้วย ราชเลขาธิการ เลขาธิการพระราชวัง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายภราดา เณรบำรุง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทนบริษัท อสทม จำกัด (มหาชน) ผู้แทนการไฟฟ้านครหลวง ผู้แทนบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้แทนบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย นายกสมาคมโรงแรมไทย ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) ผู้แทนสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติไทย (TICA) ผู้แทนสำนักบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักพิธีการและเลขานุการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย/วางแนวทางการดำเนินการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ในส่วนที่เกี่ยวกับด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. สั่งการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดประชุมทั้งหมด
  3. จัดทำแผนปฏิบัติการพร้อมทั้งเสนอร่างงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  4. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
  5. ติดตามและประเมินผลการทำงานของคณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงาน และรายงานให้คณะกรรมการระดับชาติฯ ทราบ
  6. สั่งการหรือยืมตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาช่วยราชการให้คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานตามความจำเป็นจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ
  7. ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการระดับชาติฯ มอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

5) คำสั่งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ที่ 3/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านรักษาความปลอดภัยและจราจรเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

เพื่อให้การเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551-ธันวาคม 2552) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 242/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านรักษาความปลอดภัยและจราจรขึ้น โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการ อนุกรรมการประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศ (หัวหน้ากลุ่มภารกิจส่งเสริมกิจการต่างประเทศ) อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ ผู้แทนศูนย์รักษาความปลอดภัย ผู้แทนศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ผู้แทนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ผู้แทนสำนักบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีผู้แทนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ผู้บังคับการกองพัฒนาการป้องกันและควบคุมอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย/วางแนวทางของการดำเนินการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวเนื่องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการบริการทางการแพทย์ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. สั่งการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านจราจรในการจัดประชุมทั้งหมด
  3. จัดทำแผนปฏิบัติการพร้อมทั้งเสนอร่างงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  4. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะทำงานและ/และกลุ่มทำงานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
  5. ติดตามและประเมินผลการทำงานของคณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงาน และรายงานให้คณะกรรมการระดับชาติฯ ทราบ
  6. สั่งการหรือยืมตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาช่วยราชการให้คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานตามความจำเป็นจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ
  7. ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการระดับชาติฯ มอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

6) คำสั่งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ที่ 4/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ที่ 4 / 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ดังนี้

เพื่อให้การเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน (กรกฎาคม 2551 - ธันวาคม 2552) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 242/2551 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติของไทยเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงแต่งตั้งณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์ขึ้น โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุพล ฟองงาม) เป็นประธานอนุกรรมการ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (หัวหน้ากลุ่มภารกิจส่งเสริมกิจการต่างประเทศ) เป็นรองประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการประกอบด้วย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านประสานกิจการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมอาเซียน อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานกิจการสำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประธานโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และผู้แทนสำนักบริหารการกคลัง กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็น อนุกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย/วางแนวทางของการดำเนินการในด้านการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวเนื่องในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
  2. ประสานงานกับสื่อต่าง ๆ ทุกแขนงให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย และการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมต่าง ๆ
  3. เสริมสร้างและส่งเสริมให้สาธารณชนตระหนักถึงกิจกรรมของอาเซียนและผลประโยชน์ที่ไทยได้รับจากอาเซียน
  4. จัดทำแผนงานการประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งเสนอร่างงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  5. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
  6. ติดตามและประเมินผลการทำงานของคณะทำงานและ/หรือกลุ่มทำงานและรายงานให้คณะกรรมการระดับชาติฯ ทราบ
  7. สั่งการหรือยืมตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาช่วยราชการให้คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานตามความจำเป็นจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ
  8. ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการระดับชาติฯ มอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

2. กำหนดให้มีโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแต่งตั้งคณะกรรมการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้มีโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 260/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน สร้างโอกาสให้หมู่บ้านและชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านและชุมชนด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ของหมู่บ้านและชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านและชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรของรัฐ ท้องถิ่น และจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังหมู่บ้านและชุมชนตามขนาดของจำนวนประชากร โดยดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการจัดสรรงบประมาณรูปแบบนี้เป็นการบริหารจัดการงบประมาณอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านและชุมชนให้เป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ความยากจน ขับเคลื่อนและเสริมสร้างเศรษฐกิจและความสมานฉันท์ในระดับฐานราก ประกอบกับรัฐบาลได้กำหนดให้มีนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากรให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้านและชุมชนอย่างมีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้บริหารจัดการในการแก้ไขปัญหาของตนเองตามแนวทางที่กำหนดไว้จึงกำหนดให้มี "โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" โดยมีองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1. องค์ประกอบ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น รองประธานกรรมการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีผู้อำนวยการสถาบันเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้อำนวยการสถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นายวิมล จันทจิราวุฒิกุล นายนที ขลิบทอง นายนริศ ชัยสูตร นายสมนึก พิมลเสถียร นายมณฑล สงวนเสริมศรี นายชัยยง เอื้อวิริยานุกูล นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นางผ่องศรี วงษ์อ่ำ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่กรมการปกครอง

2. อำนาจหน้าที่

3. ให้มีสำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรียกชื่อย่อว่า "สพศ." เป็นหน่วยงานภายในของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เกี่ยวกับวิชาการ ธุรการ และอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลที่คณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อช่วยปฏิบัติงาน รวมทั้งดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย ทั้งนี้ ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมคนหนึ่ง เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบในการสั่งและปฏิบัติราชการของสำนักงาน

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุม ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน

ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้แต่งตั้ง ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 19 ราย ดังนี้ นายกฤษฎา การุญ นายกิตติ์ธเนศ ก้องเกียรตินที นายกล่ำคาน ปาทาน นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ นายไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ นายทนง บุษราคัม นายธานินทร์ แสงวนิช นายนพดล มีวรรณะ นายนัฎฐ์ประชา เกื้อสกุล นายไผ่ ลิกค์ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นางสาวยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ นายศักดา นพสิทธิ์ นายสยาม หัตถสงเคราะห์ นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ นายหัสนัยน์ สอนสิทธิ์ นายเอกธนัช อินทร์รอด นายอารี ไกรนรา นายจิรัฏฐ์ นิธิอนันตภร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง )

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโอฬาร ไชยประวัติ) เสนอให้แต่งตั้งนายวิมล จันทร์จิราวุฒิกุล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้ แต่งตั้งนายสมภพ งามแสงรัตน์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้ง นายธวัชชัย สวัสดิ์สาลี ที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งบุคคลผู้มีรายนามดังต่อไปนี้เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการสลากแทนตำแหน่งที่ว่าง 2 ตำแหน่ง ดังนี้

  1. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
  2. นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ เป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศของ กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป แต่โดยที่นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 46 วรรค 4 กำหนดว่า "ข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน เว้นแต่ได้รับอนุมัติจาก ก.อ." และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) หาก ก.อ. อนุมัติหลังจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ก.อ. มีมติอนุมัติให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นต้นไป

9. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อให้กรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ครบจำนวนตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

10. การมอบหมายให้รักษาราชการแทน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไม่อาจปฏิบัติราชการได้ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมอบหมายให้นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

11. ขอความเห็นชอบปรับเปลี่ยนกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (กขต.)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับเปลี่ยนกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (กขต.) จากเดิมรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นางจุฑามาศ บาระมีชัย) เพื่อให้มีความสอดคล้องกับโครงสร้างการบริหารงานภายในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตามที่ สศช. เสนอ

12. ขออนุมัติแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) และคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (ฝ่ายไทย)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นายวศิน ธีรเวชญาณ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล และอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) และคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (ฝ่ายไทย) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี